‘ไอติม’ จัดหนัก รบ. ไม่ยอมเผยแพร่ผลศึกษาประชามติ รธน. ฉบับใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571258

20 มี.ค. 2567

17:34 น.

'ไอติม' จัดหนัก รบ. ไม่ยอมเผยแพร่ผลศึกษาประชามติ รธน. ฉบับใหม่

‘ไอติม’ อภิปรายงบปี 67 ไม่เห็นชอบอนุมัติงบ 2.06 ลบ ย้อนหลังให้ คกก.ศึกษาประชามติ รธน.ฉบับใหม่ เพราะไม่ยอมเผยแพร่ผลการศึกษา

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายร่าง พ.ร.บงบประมาณปี 2567 วาระ 2 ถึงการจัดตั้งงบประมาณ 2.06 ล้านบาท ย้อนหลังให้คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเริ่มทำงานเดือนตุลาคม 2566 และสิ้นสุดการทำงาน เดือนธันวาคม 2566 ไปแล้ว ใช้เวลาทำงานไป 83 วัน แต่จนถึงวันนี้ ผ่านไปแล้ว 86 วัน ยังไม่มีการเผยแพร่รายงานการศึกษาของคณะกรรมการชุดนี้ ทั้งที่รัฐบาลเคยประกาศว่าจะเป็นรัฐบาลเปิดเผย Open Government และยังมีการของบส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ 9.45 ล้านบาท

นายพริษฐ์ กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้ เคยยืนยันต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ว่าจะเปิดเผยรายงานผลลัพธ์การประชุม เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แต่เมื่อคณะกรรมาธิการฯ ทวงถามไป ยังไม่มีการตอบรับ และเปิดคลิปกรณีนายนิกร จำนงค์ ประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และคลิปนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลของแบบสอบถามของคณะกรรมการที่ไม่ตรงกัน หากไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการเผยแพร่ต่อสาธารณะ ก็ไม่เห็นด้วยให้จัดสรรงบประมาณ 2.06 ล้านบาท ให้กับคณะกรรมการชุดนี้

‘เศรษฐา’ ย้าย ‘บิ๊กต่อ – บิ๊กโจ๊ก’ ไม่สบายใจ แต่ต้องทำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571248

20 มี.ค. 2567

15:26 น.

‘เศรษฐา’ ย้าย ‘บิ๊กต่อ - บิ๊กโจ๊ก’ ไม่สบายใจ แต่ต้องทำ

‘เศรษฐา’ ยอมรับ ไม่สบายใจสั่งย้าย ‘บิ๊กต่อ – บิ๊กโจ๊ก’ ช่วยงานสำนักนายกฯ 60 วัน ไม่ใช่การลงโทษ แต่เพื่อให้ สตช. – กรรมการสอบข้อเท็จจริง เดินหน้าได้

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เปิดเผยว่า อย่างที่ทราบกันดี ว่าขณะนี้มีคดีความเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ระหว่าง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ย้ำว่า ทั้ง 2 คนยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แต่เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปด้วยความสะดวก ดูแลประชาชนได้เต็มที่ ไม่มีการก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม จึงมีคำสั่งย้ายทั้ง 2 คน มาปฏิบัติราชการชั่วคราว 60 วัน ที่สำนักนายกรัฐมนตรี ในระหว่างที่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ยืนยัน ไม่ใช่การลงโทษ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเรื่องตำแหน่ง และเงินเดือน

วันนี้ยังได้มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมารักษาการตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแทนชั่วคราว รวมถึงในช่วงเย็นนี้วันนี้ จะมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวม 3 คน มาจากตำรวจ อดีตปลัดมหาดไทย และบุคคลจากสำนักนายกฯ

นายเศรษฐา ยังบอกอีกว่า เมื่อช่วงเที่ยงที่บิ๊กต่อและบิ๊กโจ๊กมาเข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล ก็ได้แจ้งให้ทราบถึงคำสั่งย้ายแล้ว รวมถึงได้แจ้งว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในช่วงที่ต้องมาปฏิบัติงานที่สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้ง 2 คน ก็รู้สึกกังวลใจ แต่ก็ยอมรับด้วยดี เนื่องจากได้แจ้งรายชื่อคณะกรรมการทั้ง 3 คน ให้ทราบแล้ว ทั้ง 2 คนก็ยอมรับว่าเป็นบุคคลที่มีความเป็นกลาง และทั้ง 2 คน ยังได้รับปากว่าจะไม่มีการพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว รวมถึงจะกำชับลูกน้องไม่ให้พูด เพื่อไม่ให้กระทบกระบวนการยุติธรรม ไม่ให้มีการก้าวก่าย ล็อบบี้กันเกิดขึ้น และเกิดข้อครหาว่าข้าราชการแถว 2 – 3 เข้าข้างใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้นการเอาคู่ขัดแย้งออกมาช่วยงานที่สำนักนายกรัฐมนตรี ก็เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ทำงานได้อย่างเต็มที่

นายเศรษฐา ยังบอกอีกว่า ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกสบายใจที่มีมีคำสั่งดังกล่าว แต่เป็นอำนาจหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินไปข้างหน้าได้ และมีหน้าที่หลักในการดูแลพี่น้องประชาชนเชื่อว่าทุกอย่างจะค่อย ๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น หากครบกำหนด 60 วันแล้วก็อาจจะพิจารณาให้ทั้ง 2 คน กลับมาปฏิบัติหน้าที่เดิม

ส่วนในวันพรุ่งนี้ ก็จะมีการประชุม คณะกรรมการตำรวจเพื่อชี้แจงนโยบายทั่วไป ๆ ใม่ใช่การแจ้งเรื่องมีคำสั่งโยกย้าย เพราะเชื่อว่าสื่อมวลชนจะเป็นกระบอกเสียงอยู่แล้ว แต่อาจจะย้ำให้รับทราบว่า ทุกคนมาอยู่จรงนี้เพื่อทำงานรับใช้ประชาชน

‘ก้าวไกล’ ชำแหละ งบฟุ่มเฟือย เช่ารถให้ ‘เศรษฐา’ – ซื้อพรมขนแกะ 9 ผืน 10 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571245

20 มี.ค. 2567

15:14 น.

'ก้าวไกล' ชำแหละ งบฟุ่มเฟือย เช่ารถให้ 'เศรษฐา' - ซื้อพรมขนแกะ 9 ผืน 10 ล้าน

‘ก้าวไกล’ ชำแหละงบเช่ารถ ‘เศรษฐา’ เดือนละ 1.3 แสน ตั้งงบเหมาจ่ายแทนจะขายรถประจำตำแหน่งอีก 2.7 ล้าน/ปี ทั้งที่มีรถใช้อยู่แล้ว ซื้อพรมขนแกะประดับทำเนียบ 9 ผืน 10 ล้าน

นายปรีติ เจริญศิลป์ สส.นนทบุรี พรรคก้าวไกล อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 วาระ 2 ในมาตรา 7 งบประมาณสำนักนายกรัฐมนตรีว่า นายกรัฐมนตรีมีทรัพย์สินกว่า 1,000 ล้านบาท มีรถ 5 คัน มีรถที่ใช้ประจำตำแหน่งแล้ว แต่ยังให้รัฐจัดหาเช่ารถประจำตำแหน่งยี่ห้อเดียวกันกับที่มีแต่คนละสี อีกเดือนละ 136,500 บาท และนำรถไฟฟ้าส่วนตัวมาชาร์จไฟฟรีที่ทำเนียบรัฐบาล

“ผมเห็นรัฐจัดหารถให้ท่านแล้ว แต่ทำไมมีการตั้งงบประมาณขึ้นมาอีก เป็นการตั้งค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง อีกปีละ 2,738,400 บาท งบส่วนนี้ผมอยากจะรู้เข้ากระเป๋าใคร นายกฯ หรือไม่ ซ้ำซ้อนหรือไม่ หรือเป็นคนที่ตามท่าน ที่ต้องจ่ายเงินแทนการจัดหารถให้อีก” นายปรีติ กล่าวอภิปราย

นายปรีติ อภิปรายอีกว่า อยากให้ท่านเป็นตัวอย่างที่ดี ยกเลิกรถประจำตำแหน่งหรือเงินตอบแทนทุกอย่างเกี่ยวกับการใช้รถประจำตำแหน่ง เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับข้าราชการระดับสูงทั่วประเทศ ซึ่งตอนนี้ข้าราชการระดับสูงมีค่าเช่ารถประจำตำแหน่ง 124 ล้านบาท/ปี และค่าตอบแทน แทนรถยนต์ประจำตำแหน่งอีก 760 ล้านบาท/ปี 

นายปรีติ ยังอภิปราย ถึงการใช้งบอย่างฟุ่มเฟือย จัดซื้อพรมทอมือขนแกะ 100 เปอร์เซ็นต์ 9 ผืน มูลค่า 10,557,200 ล้านบาท ประดับตึกสันติไมตรี 4 ผืน ตึกนารีสโมสร 3 ผืน และตึกไทยคู่ฟ้า 2 ผืน

‘สุทิน’ คุย สส.ก้าวไกล แล้ว พลทหารมีภาวะซึมเศร้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571224

20 มี.ค. 2567

11:24 น.

‘สุทิน’ คุย สส.ก้าวไกล แล้ว พลทหารมีภาวะซึมเศร้า

‘สุทิน’ คุย สส.ก้าวไกล แล้ว พลทหารมีภาวะซึมเศร้า สั่งกองทัพตรวจสอบสุขภาพจิตกำลังพล ยอมรับกระทบรณรงค์สมัครใจเป็นทหาร

นายสุทิน คลังแสง รมว.กระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการเสียชีวิตของพลทหารคมทัช พันฤทธิ สังกัดกองร้อยบริการที่ 3 กองพันบริการ กองบริการ กรมการทหารช่าง ช่วยราชการ ว่า วันนี้ได้พูดคุยกับ สส.พรรรก้าวไกล แล้ว ซึ่งก็รู้ว่าผู้เสียชีวิตเป็นโรคซึมเศร้าและอาจจะขาดยาด้วย 

ส่วนปัจจัยอื่นนั้น ได้สั่งการให้ต้นสังกัดสอบสวนอยู่ แต่โดยพื้นฐานแล้วผู้ตายเป็นโลกซึมเศร้า และไม่ได้รับยาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสิ่งแวดล้อมด้วย ได้สั่งการให้ต้นสังกัดตรวจสอบแล้ว หากเป็นบรรยากาศที่ไม่ดีจริง จะได้ถือโอกาศปรับปรุง แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวด้วยก็ต้องแยกแยะ

นายสุทิน กล่าวอีกว่า ยุคหลังมานี้ ทางกองทัพก็ได้ปรับเรื่องบรรยากาศการทำงาน โดยนโยบายที่เชิญชวนให้คนเข้ามาสมัครเป็นทหาร ได้เน้นย้ำในเรื่องพวกนี้ตลอด ซึ่งปัจจัยที่เป็นเชิงลบจะต้องดำเนินการให้หมด เรากำลังทำปัจจัยเชิงบวก เพื่อสร้างแรงบรรดาลใจ แรงจูงใจ ในเรื่องของความเป็นอยู่ ความกดดันที่เป็นปัจจัยเชิงลบจะต้องไม่มี  

“ในเรื่องสภาพจิตใจทางกองทัพก็ได้มีหมอทหารเข้าไปดูแลกำลังพลทุกระดับตลอดอยู่แล้ว รวมถึงตรวจสุขภาพร่างกาย ซึ่งหากกำลังพลมีพฤกรรมบ่งชี้น่าห่วงเรื่องสภาพจิตใจ ทางแพทย์ทหารก็จะตรวจเป็นพิเศษ ซึ่งทางกองทัพก็ดูแลสอดส่องในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นปัจจัยส่วนตัวมันก็เป็นเรื่องเกินวิสัย“

เรื่องนี้จะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้คนไม่กล้าสมัครเป็นทหาร นายสุทิน ยอมรับว่า มันเป็นข่าวสารที่ไม่ดี ไม่เป็นผลบวกกับการเชิญชวนคนมาเป็นทหาร แต่เชื่อว่าประชาชน เยาวชน ควรแยกแยะ เพราะเรื่องของการฆ่าตัวตาย ถ้าไปดูที่กรมสุขภาพจิต โดยรวมแล้วคนไทยจะเครียด เพราะฉะนั้น เรื่องดังกล่าวจะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะทหาร แต่เกิดขึ้นได้ในทุกอาชีพ ทหารก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาชน และอยู่ในกลุ่มที่กรมสุขภาพจิตพูดถึงอยู่ 

‘ศิริกัญญา‘ เสนอตัดงบ 3 หมื่นล้านผ่านไป 6 เดือน งบลงทุนเบิกแค่ 55%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571222

20 มี.ค. 2567

11:07 น.

‘ศิริกัญญา‘ เสนอตัดงบ 3 หมื่นล้านผ่านไป 6 เดือน งบลงทุนเบิกแค่ 55%

‘ศิริกัญญา‘ เสนอตัดงบ 3 หมื่นล้านผ่านไป 6 เดือน งบลงทุนเบิกแค่ 55% ประมาณการรายได้พลาด แนะควรจัดลำดับความสำคัญจัดงบใหม่ ไม่ใช่ใครขอก่อนได้ก่อน

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2567 วาระที่ 2 และ 3  นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการที่สงวนความเห็นมาตรา 4 ขออภิปรายปรับลดงบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท จาก 3.48 ล้านล้านบาท ให้เหลือ 3.45 ล้านล้านบาท

นางสาวศิริกัญญา อภิปรายว่า งบ 67 มีการอนุมัติไปพลางก่อนแล้วโดย โดยผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ จำนวน 1.8 ล้านล้านบาท ส่วนที่เหลือที่สภาฯ สามารถพิจารณาได้จริงมีเพียง 1.68 ล้านล้านบาท ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมด หากล่าช้าก็ไม่ใช่เป็นเพราะสภาฯ แต่เป็นเพราะรัฐบาลขาดประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะงบลงทุนที่ผ่านไป 6 เดือนแล้ว แต่เบิกจ่ายเพียง 55% นอกจากนี้งบรายจ่ายประจำยังเบิกไปแค่ 79% ทั้งที่อยู่ในส่วนอนุมัติไปแล้ว

“ถ้ารัฐบาลจะขาดประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายงบประมาณขนาดนี้ เกือบ 6 เดือนเบิกรายจ่ายลงทุนไปได้แค่ 55% ก็ไม่สมควรที่จะนำงบไปใช้ทั้ง 3.48 ล้านล้านบาทค่ะ” นางสาวศิริกัญญา กล่าว

นางสาวศิริกัญญา อภิปรายต่อว่า รัฐบาลประมาณการรายได้ผิดพลาด ออกนโยบายที่กระทบกับรายได้ของรัฐบาลหลายส่วน เช่น จะไม่มีการเก็บภาษีการขายหุ้น งดการนำส่งรายได้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟฝ.) ลดภาษีสรรพสามิต จำนวน 6 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการจัดเก็บรายได้ที่ลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจโตช้ากว่าตอนทำงบประมาณ 

“ตอนทำงบประมาณ ปี 67 คาดการณ์ว่าจะโต 5% ต่อปี แต่ล่าสุดของสภาพัฒน์ที่ได้มีการประมาณการ GDP ของปี 67 น่าจะตกแค่ 4% ไม่รวมเงินเฟ้อ เท่ากับหายไปแล้ว 1% ดิฉันไปคำนวณมาแล้วรายได้ที่หายไปประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ดังนั้น มันมีความเสี่ยงที่ประมาณการรายได้น่าจะสูงเกินความเป็นจริง” นางสาวศิริกัญญา กล่าว

นางสาวศิริกัญญา ระบุว่า เราสามารถที่จะกู้เต็มเพดานได้ 790,656 ล้านบาทเท่านั้น ปัญหาในวันนี้ มีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 693,000 ล้านบาท หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมาย เท่ากับเราสามารถกู้เพิ่มได้อีกแค่ 97,656 ล้านบาท ไม่ถึงแสนล้านบาท

“ใครของบก่อนได้ก่อน มันไม่ควรจะต้องเกิดเหตุการณ์ที่ให้หน่วยงานไหนที่ทำ โครงการก่อนได้งบประมาณก่อน หน่วยงานไหนทำงบประมาณทีหลัง ได้งบประมาณทีหลังแบบนี้เกิดขึ้น ดิฉันคิดว่าเราต้องมาจัดลำดับความสำคัญใหม่ ช่วยทำให้สถานะทางการคลังของประเทศไม่สะดุดลงและมีปัญหา” นางสาวศิริกัญญา กล่าว

นางสาวศิริกัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า ในชั้นกรรมาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอตัดงบไม่จำเป็น เช่น งบประชาสัมพันธ์ ฝึกอบรมดูงาน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายในการเช่ายานพาหนะ และลดการบรรจุอัตรากำลังใหม่ แต่ตนงงอยู่ เนื่องจากหน่วยรับงบประมาณส่งคำขอเสร็จตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ. 2567 แต่นายกรัฐมนตรีเพิ่งทราบว่าจะต้องตัดงบในส่วนนี้ แล้วมาสั่งการไว้วันที่ 3 มี.ค. 2567

‘ภูมิธรรม’ รายงานร่างงบปี 67 วาระ 2 ปรับลด 9,204 ลบ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571219

20 มี.ค. 2567

10:43 น.

‘ภูมิธรรม’ รายงานร่างงบปี 67 วาระ 2 ปรับลด 9,204 ลบ.

‘ภูมิธรรม’ รายงานร่างงบปี 67 วาระ 2 ปรับลด 9,204 ลบ. ส่วนใหญ่ตัดรายการอบรมสัมมนา จ้างที่ปรึกษา จ้างเหมาบริการ เดินทางต่างประเทศ

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีระเบียบวาระพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 พิจารณารายมาตรา วาระ 2 และเห็นชอบทั้งฉบับ วาระ 3 

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวสรุปสาระสำคัญว่า การพิจารณารวดเร็วกว่าเดิม 2 สัปดาห์ เพราะตระหนักดีว่าปัญหาของประชาชนไม่อาจรอต่อไปอีกได้ จำเป็นต้องได้รับงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนที่สุด ซึ่งร่วมกันพิจารณางบประมาณจากหน่วยรับงบประมาณ 737 หน่วยรับงบประมาณ ให้เกิดประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ปรับลดงบประมาณลงจำนวน 9,204,109,400 บาท โดยรายการที่ปรับลดเช่น การฝึกอบรมสัมมนา , การจ้างเหมาบริการ , การจ้างที่ปรึกษา , การจัดการประชาสัมพันธ์ , การเดินทางไปราชการต่างประเทศ เป็นต้น รายการที่มีผลการดำเนินงานล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้และคาดว่าจะไม่สามารถใช้จ่ายได้ทันในปีงบประมาณ หรือรายการผูกพันงบประมาณเดิมที่ผลการจัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่าวงเงินงบประมาณที่เสนอไว้ ,รายการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือที่ดำเนินการไปแล้วโดยใช้จ่ายจากการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณหรือการเปลี่ยนแผนปฏิบัติงาน , รายการที่สามารถยกเลิกโครงการที่หมดความจำเป็นหรือสามารถใช้จ่ายเงินจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากเงินงบประมาณได้ 

สำหรับการเพิ่มงบประมาณนั้น คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้พิจารณาเพิ่มงบประมาณให้หน่วยรับงบประมาณตามความเหมาะสมและจำเป็น และหน่วยงานของศาล องค์การอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์การอัยการเพื่อให้เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่รวมจำนวนทั้งสิ้น 9,204,109,400 บาทตามวงเงินที่ปรับลดงบประมาณได้

ทั้งนี้ คณะกรรมการวิสามัญ มีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่าย โดยเปลี่ยนแปลงงบประมาณจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แผนงานบุคลากรภาครัฐ รายการบุคลากรภาครัฐจำนวน 191,196,700 บาท ไปเป็นงบประมาณรายจ่ายขององค์กรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นเงินอุดหนุนสนับสนุนการถ่ายโอนบุคลากรสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ได้แก่ องค์กรบริหารส่วนจังหวัด 43 แห่ง ซึ่งเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542

การพิจารณารายละเอียดทั้งการปรับลดการเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณดังกล่าว คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับความพร้อมและศักยภาพของหน่วยงาน ความซ้ำซ้อน เป้าหมายการดำเนินงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ภารกิจสำคัญเพื่อสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชน และประโยชน์ของประชาชนโดยตรงเป็นสำคัญรวมทั้งสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตและมีความเข้มแข็งรองรับผลกระทบทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพเพื่อให้สามารถดำเนินงานภายในกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายจำนวน 3,480,000,000,000 ล้านบาท

จากนั้นได้เริ่มอภิปรายวาระ 2 ซึ่งในมาตรา 2 ที่นายเรืองไกร กิจวัฒนะหนึ่งในฐานะกรรมาธิการ สงวนคำแปลญัตติไว้ อภิปรายว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 67 นี้มีงบใช้ไปพลางก่อน ซึ่งบัญญัติให้ใช้บังคับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 66 เป็นต้นไป ซึ่งงบประมาณ บางอย่างที่ได้เข้าอนุกรรมาธิการได้ใช้ไปพลางก่อนแล้ว ถึงได้มีการตัดงบ ดังนั้นจึงขอตัดคำว่า  1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป แก้เป็นถัดจากวันประกาศราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป แล้วให้ถือว่ารายจ่ายงบประมาณประจำปี 2567 ที่ใช้ไปพลางก่อน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 141 ถือเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัตินี้

ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.พรรคเพื่อไทยหนึ่งในฐานะกรรมการ ได้ชี้แจง ยืนยันตามเสียงข้างมากในกรรมการที่จะไม่มีการแก้ไข จึงมีการลงมติมาตรา 2 มติ 342 เสียงเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก จึงถือว่าเห็นด้วยกับเสียงข้างมากของกรรมาธิการคือไม่มีการแก้ไขข้อความ

‘โก้ เมืองเพชร’ ควายเผือกใหญ่ที่สุดในโลก พบ นายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571216

20 มี.ค. 2567

10:24 น.

‘โก้ เมืองเพชร’ ควายเผือกใหญ่ที่สุดในโลก พบ นายกฯ

‘โก้ เมืองเพชร’ ควายเผือกใหญ่ที่สุดในโลก พบ นายกฯ ขอรัฐบาลผลักดันเป็น Soft power พาเล่นน้ำกับนักท่องเที่ยว ถ.ข้าวสาร สงกรานต์นี้

เมื่อเวลา 08.45 น.  พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ อุปนายกสมาคมพัฒนาพันธุ์ควายไทย และนายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล หรือ พ่อเลี้ยงเจ เจ้าของวนาสุวรรณฟาร์ม นำ “โก้ เมืองเพชร” ควายเผือกเพศผู้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอายุ 4 ปี 11 เดือน น้ำหนัก 1,500 กิโลกรัม เดินทางเข้าพบนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงการคลัง เพื่อประชาสัมพันธ์ให้รัฐบาลส่งเสริมต่อยอดการเกษตรที่เกี่ยวกับควาย รวมถึงส่งเสริมให้เป็น Soft Power

ทันทีที่นายกรัฐมนตรีได้เจอกับ โก้ เมืองเพชร กล่าวว่า “ไม่เคยทราบเลยว่ามีควายที่สวยขนาดนี้มาก่อน” ขณะที่นายจิตตนาถ ได้เล่าให้นายกรัฐมนตรีฟังว่า การนำควายมาโชว์วันนี้ เนื่องจากขณะนี้คนหันมาเล่นควายพันธุ์ไทยสวยงามกันมาก จึงอยากให้รัฐบาลผลักดันให้เป็น Soft Power เมื่อวานนี้ ได้นำควายไปเดินโชว์ที่ถนนพระอาทิตย์ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินตามถ่ายรูปจำนวนมาก เทศกาลสงกรานต์วันที่ 13-14 เมษายนนี้ จะนำ โก้ เมืองเพชร และควายยักษ์ อีก 4-5 ตัว มาเล่นน้ำสงกรานต์ ที่ถนนข้าวสาร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และประชาสัมพันธ์ควายพันธ์ไทย

นายกรัฐมนตรี บอกว่า “ดีแต่ให้ดูเรื่องของความปลอดภัยด้วย” นายจิตตนาถ ตอบว่า “โก้ เมืองเพชร ไม่ดุและชอบเล่นน้ำ” ขณะเดียวกันอยากให้ส่งเสริมควายพันธุ์ไทย เหมือนกับรัฐบาลญี่ปุ่นที่ส่งเสริมเรื่องของปลาคาร์ฟที่มีราคาตัวเป็นสิบๆล้าน และอยาก โรดโชว์พ่อพันธุ์ควายไทยที่จีน เวียดนาม และลาว คนต่างประเทศก็จะสนใจและมาซื้อพันธุ์ควายไทย 

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เป็นเรื่องที่ดี ก่อนหันไปบอกว่าพี่หมอชัย (นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) มีความรู้ดีเรื่องสัตว์  และนายกรัฐมนตรียังสนใจสอบถามในเรื่องลักษณะของลักษณะของควายและอายุของ “โก้ เมืองเพชร” ที่ขณะนี้ยังไม่โตเต็มที่ ถ้าอายุ 7 ปี น้ำหนักจะได้ถึง 1,800 กิโลกรัม ซึ่งควายมีอายุยืน 30-40 ปี 

นายกรัฐมนตรี ยังบอกว่า เขาพัฒนามาได้ดี  นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติฮือฮาแน่นอน และอยาก ให้นำควายที่หลากหลายมาโชว์ ขณะที่ นายจิตตินาถ กล่าวว่า จะนำแต่ควายตัวท็อปมาโชว์ ซึ่งควายมีหลากหลายทั้งควายแคระและพญาควาย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการนายสัตวแพทย์ชัย ประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำควายพันธุ์ไทยไปโรดโชว์ที่ประเทศจีนในช่วงเดือนพฤษภาคม

‘อนุทิน’ นำกำลังบุกจับบ่อนยักษ์ ย่านบางใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571214

20 มี.ค. 2567

10:10 น.

‘อนุทิน’ นำกำลังบุกจับบ่อนยักษ์ ย่านบางใหญ่

‘อนุทิน’ บุกจับบ่อนยักษ์ ย่านบางใหญ่ ย้ำไม่มีใครใหญ่เหนือกฎหมาย พบนักพนัน – ของกลางจำนวนมาก เตรียมขยายผลต่อ

เมื่อคืนที่ผ่านมา (22.00 น.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงมหาดไทย พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษ กรมการปกครอง บุกจับบ่อนชื่อดังย่านบางใหญ่ ในหมู่บ้านพระปิ่น 3 จ.นนทบุรี พบนักพนัน และของกลางจำนวนมาก

นายอนุทิน กล่าวว่า นี่ถือเป็นบ่อนขนาดใหญ่เปิดเย้ยกฎหมาย ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกัน อย่ามาพยายามเคลียร์ ต้องเข้าใจว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ตรวจสอบพบมีการเอาปืน เอาเครื่องประดับมาจำนำด้วย ยึดไว้ตรวจสอบหมด ผิดว่าไปตามผิด 

“ก่อนจะจับมันมีข้อมูลอยู่แล้ว ชัดเจนว่าชัวร์ก็บุกเลย ฝ่ายปกครองติดตามกันนานแล้ว กระทั่งจับกุม หลายฝ่ายช่วยกัน แน่นอนว่าเราจะมีการขยายผล ไม่นิ่งเฉย ไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย อย่ามาขอให้ช่วย ทำผิดไม่มีใครช่วย เจ้าของบ่อน นักพนันโดนหมด” นายอนุทินกล่าว

สำหรับบ่อนการพนันดังกล่าว เป็นโกดังขนาดใหญ่ มีพื้นที่จอดรถหน้าอาคารกว่า 100 คัน มีกำแพงสังกะสีสูงประมาณ 3 เมตร ปิดกั้นรอบพื้นที่ ซึ่งหลังเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปจับกุม สามารถควบคุมตัวนักพนันได้กว่า 200 คน พร้อมอุปกรณ์การเล่นพนัน เป็นโต๊ะบาคาร่า 12 โต๊ะ โต๊ะเสือมังกร กำถั่ว และโต๊ะไฮโล อุปกรณ์การเล่นพนันอื่น ๆ อีกจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบโพยพนันและเงินสดอีกจำนวนมากด้วย 

กมธ.พัฒนาสังคมฯ – ผู้ร่าง ‘สมรสเท่าเทียม’ หนุนเข้าสภาวาระ 2 ก่อนปิดประชุม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571195

19 มี.ค. 2567

19:38 น.

กมธ.พัฒนาสังคมฯ - ผู้ร่าง 'สมรสเท่าเทียม' หนุนเข้าสภาวาระ 2 ก่อนปิดประชุม

กมธ.พัฒนาสังคมฯ – ผู้ร่าง ‘สมรสเท่าเทียม’ เสวนากฎหมายและการคุ้มครองสิทธิ เจรียมดันเข้าสภา 27 มี.ค. หวั่นเรื่องจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ

คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา พร้อมเครือข่ายที่เกี่ยวข้องจัดเวทีเสวนา “หลักนิติธรรมกับการคุ้มครองสิทธิในการจัดตั้งครอบครัว” เกี่ยวกับสิทธิในการจัดตั้งครอบครัวของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+) รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การเรียก “บุพการี” และ เทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันทางการแพทย์เพื่อการมีบุตร ตามที่ กมธ.ภาคประชาชน ได้เสนอให้มีแก้ไข 

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า สำหรับ “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” ฉบับนี้ตนเองค่อนข้างลุ้น เนื่องจาก สว.ในสมัยนี้กำลังจะหมดวาระในเดือน พ.ค.67 ดังนั้นเพื่อไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ต้องล่าช้าออกไป จึงอยากให้ในชั้น สส. ซึ่งมติ กมธ.วิสามัญ มีมติรับรองร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้วนั้น ถูกบรรจุเป็นวาระในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร ผ่านวาระสอง และสาม เพื่อเข้าสู่การพิจารณาในชั้นของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญ ครั้งที่ 2 ในวันที่ 10 เม.ย.67

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์

กมธ.พัฒนาสังคมฯ - ผู้ร่าง 'สมรสเท่าเทียม' หนุนเข้าสภาวาระ 2 ก่อนปิดประชุม

ด้านนายอนุพร อรุณรัตน์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ประจำคณะกรรมาธิการฯ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการกิจการสตรีและผู้มีความหลากหลายทางเพศ พูดถึงหลักประกันคุ้มครองสิทธิความเสมอภาคทางเพศไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 27 บัญญัติให้ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องเพศ จะกระทำมิได้ เมื่อพิจารณาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 บัญญัติให้ การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบันที่มีการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวระหว่างบุคคลที่มีเพศเดียวกันโดยกำเนิด โดยมีการอุปการะเลี้ยงดู และมีความสัมพันธ์ในด้านอื่น ๆ ไม่แตกต่างไปจากคู่สมรสที่เป็นชายและหญิง คณะกรรมาธิการฯ ซึ่งมีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล จึงเห็นสมควรจัดเสวนาขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนและนำมาประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

นายอนุพร อรุณรัตน์นายอนุพร อรุณรัตน์

โดยการขับเคลื่อนสมรสเท่าเทียมในปัจจุบันถือว่า เข้าสู่ระดับกลาง ผ่านการต่อสู้ของภาคประชาชน และกำลังเข้าสู่ชั้นนิติบัญญัติ แต่อยากจะให้สังคมยกระดับคำถามที่สูงขึ้น เพราะเส้นทางที่ยากที่สุดอาจจะไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายฉบับนี้อาจกำลังสร้างคำถามให้คนอื่น ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นต้องขยายความสำคัญ หัวใจของกฎหมายฉบับนี้ให้ชั้นนิติบัญญัติ และสังคม เข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน ตระหนักรู้ พร้อมเตรียมการที่จะโอบรับกับสิ่งที่เป็นสิ่งใหม่ของสังคมไทย เช่น ต่อไปจะมีครอบครัวเพศเดียวกัน มีสิทธิในครอบครัว สิทธิในมรดก สิทธิในตัวของเด็ก ฯลฯ ที่สังคมจะต้องรับรู้และรับทราบ ซึ่งข้อมูลการศึกษา งานวิจัย รวมถึงข้อมูลทางการแพทย์ ของกลุ่ม LGBTQIAN+ ต้องถูกนำมาเปิดเผยให้มากขึ้น เพื่อสื่อสารสู่สังคมไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ที่สำคัญคือต้องไม่มองว่าคนรุ่นเก่าเป็นคนยึดติด หรือไม่พร้อมปรับเปลี่ยนตามกระแสสังคม

“ผมเชื่อว่าในชั้นของวุฒิสภา เราเปิดกว้างมากโดยเฉพาะท่านที่อาวุโส เวลานี้เขากำลังฟังข้อมูลจากพวกเรา ถ้าเราไปดักข้อกังวลในอนาคตที่จะเกิดขึ้น และตอบข้อกังวลที่อาจจะถาโถมเข้ามา ยิ่งสังคมรับรู้มากขึ้นเท่าไหร่ นั่นคือความแข็งแกร่งที่จะเป็นเหตุ และผลในอนาคต บนพื้นฐานหลักนิติธรรมที่ให้การรับรอง” นายอนุพร กล่าว

นอกจากนี้นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองประธาน กมธ.วิสามัญ พิจารณาร่างฯ สมรสเท่าเทียม กล่าวว่า ขณะนี้ สมรสเท่าเทียมอยู่ในขั้นตอนการบรรจุเข้าสู่วาระสอง และสาม ซึ่งคาดว่าน่าจะบรรจุในวันที่ 27 มี.ค.67 เพื่อให้ทันสู่ขั้นตอนของวุฒิสภา และผ่านโดยไม่มีข้อโต้แย้งเนื่องจากในการประชุมใน กมธ.วิสามัญ สัดส่วนของภาคประชาชน และพรรคการเมือง ค่อนข้างมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่อาจมีในรายมาตราที่ภาคประชาชนอาจจะสงวน เช่น เรื่องบุพการี ซึ่งน่าจะโหวตกันในรายมาตราวันที่ 27 มี.ค.นี้

ขณะที่ในชั้น กมธ.วิสามัญ แม้จะใช้ฉบับของ ครม.จะเป็นหลัก แต่ก็ได้เปลี่ยนแปลงสาระที่สำคัญมากบางส่วนตามความเห็นของภาคประชาชน และบริบทสากล เช่น การกำหนดอายุการจดทะเบียนสมรสที่ 18 ปีบริบูรณ์  โดยเชื่อว่าสาระสำคัญในการเปลี่ยนแปลงบริบทของกฎหมายฉบับนี้ คือ จะสามารถโอบอุ้มสังคมโดยใช้กฎหมายเป็นแม่แบบ ซึ่งจะเปลี่ยนทัศนคติของสังคมของประเทศไทยครั้งสำคัญ ก่อนจะไปยังกฎหมายอื่น ๆ เพื่อสร้างความเท่าเทียมในสังคม

ด้านผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร คลินิกเพศหลากหลาย โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยการสำรวจของสมาคมจิตแพทย์เด็ก ในสหรัฐอเมริกา ของกลุ่มครอบครัวที่เป็นหญิงรักหญิง พบว่า เมื่อเทียบกันครอบครัวที่เป็นชายหญิง ดัชนีความสุขไม่แตกต่างกันและไม่มีจำนวนเพิ่มขึ้นของเด็กที่เป็น LGBTQIAN+ อย่างที่หลายฝ่ายกังวล อย่างที่หลายฝ่ายกังวล อย่างไรก็ตามมีหลักฐานที่ชี้ได้ว่า เด็กเหล่านี้เผชิญกับการถูกกลั่นแกล้ง แต่ทางออกไม่ใช่การไม่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียมเพราะกังวลว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น แต่เป็นการสนับสนุนสภาพแวดล้อม มีกฎหมายรับรองสิทธิความเป็นมนุษย์ว่าตัวเองไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป

ส่วนการศึกษาในประเทศไทย จากการทำงานของ ผศ.พญ.จิราภรณ์ พบว่า เด็กที่อยู่กับครอบครัวของพ่อแม่ที่มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากพ่อแม่ที่เป็นชายหญิงเช่นเดียวกัน และพบว่าการเปิดใจเคารพความแตกต่างหลากหลาย จะช่วยทำให้ครอบครัวเหล่านี้สามารถก้าวข้ามความยากลำบาก เผชิญความท้าทายที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งในกลุ่มตัวอย่างแสดงชัดเจนว่าการที่มีพ่อแม่มีความหลากหลายทางเพศ เด็กที่เกิดมาสามารถที่จะมีพัฒนาการต่าง ๆ เป็นปกติ ไม่แตกต่างจากพ่อแม่ทั่วไป ที่สำคัญเด็กที่เติบโตไปอย่างมีความสุข จะช่วยสร้างให้เป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีกับตัวเอง คนอื่น และสังคมต่อไปในอนาคต

ขณะที่ อ.นาดา ไชยจิตต์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้สรุปถึงสาระสำคัญต่อหลักนิติธรรม ในการคุ้มครองสิทธิในการจัดตั้งครอบครัว ว่า หลักนิติธรรมหมายถึงการปกครองภายใต้กฎหมาย รวมถึงทุกคน ทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนที่รับผิดชอบต่อกฎหมายที่มีอย่างเป็นทางการ ที่สำคัญที่สุดกฎหมายนั้นต้องยุติธรรม ซึ่งที่ผ่านมามีความพยายามวัดความยุติธรรมว่าเป็นอย่างไร เราพูดถึงการที่คนเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายอย่างไร ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับเรื่องของการปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่ ดังนั้นการมีหลักนิติธรรม คือการต้องปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่

ฉะนั้นเมื่อสิทธิความหลากหลายทางเพศคือสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรมจึงต้องเป็นหลักที่เคารพสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ตามหลักการกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่ได้มีการตีความไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า สิทธิในเรื่องของเพศวิถี การแสดงออกทางอัตลักษณ์ เพศสภาพ คุณลักษณะทางเพศ หรือเพศสรีระของตัวเอง ถูกรับรองไว้ในมาตรฐานกลไกสิทธิมนุษยชนแล้ว ฉะนั้นสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวไม่ใช่แค่เรื่องของเพศวิถี แต่คือเรื่องของสิทธิในการกำหนดเจตจำนงในวิถีทางเพศของตัวเอง ในอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเอง

โดย สมรสเท่าเทียม จึงรวมถึงคนที่มีอัตลักษณ์ที่มีความแตกต่างอื่น ๆ คนที่นิยามตัวเองว่าไม่ได้อยู่ในเพศขนบแบบเดิมจะได้รับการคุ้มครองหลักนิติธรรมอย่างไร ซึ่งความผูกพันที่รัฐจะต้องมีต่อประชาชนในทางกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศซึ่งเชื่อมโยงไปถึงหลักนิติธรรม มีสิ่งที่จะต้องทำ 3 อย่างคือ

การปกป้อง – มาตรการทางกฎหมายที่ทำให้คนทุกคนเข้าถึงความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายได้ รัฐต้องจัดการแก้ไขให้กับบุคคลที่มีอัตลักษณ์แตกต่างไปจากความเป็นสามีภรรยา ความเป็นบิดามารดา ในรูปแบบการที่การสมรส สิทธิในการก่อตั้งครอบครัวในรูปแบบเดิมเชิงประวัติศาสตร์ ทำอย่างไรที่จะให้หลักกฎหมายที่กำลังจะพิจารณาทำให้เกิดหลักความเสมอภาค

การเคารพ – หลักนิติธรรมที่เกี่ยวข้อง คือ ต้องไม่ทำให้บุคคลรู้สึกเสียหาย ด้อยค่า หรือละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การมีกฎหมายที่บังคับให้หญิงข้ามเพศเป็นพ่อ เท่ากับละเมิดหรือด้อยค่าโดยไม่คำนึงถึงหลักการเคารพ

การเติมเต็ม – ถ้ากฎหมายยังไม่มีคำที่สะท้อนถึงความเป็นกลางทางเพศ หรือรื้อถอน ระบบเพศแบบสองเพศ เท่ากับกฎหมายไม่ได้เติมเต็มการเป็นตัวตน จึงเป็นที่มาของการใช้คำว่าบุพการี ที่ทำให้ปราศจากความรู้สึกกดทับเชิงโครงสร้าง ไม่ต้องกระอักกระอ่วนในการพูดถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว

กมธ.พัฒนาสังคมฯ - ผู้ร่าง 'สมรสเท่าเทียม' หนุนเข้าสภาวาระ 2 ก่อนปิดประชุม

‘แพทองธาร – ฮุนเซน’ จับมือพัฒนา ท่องเที่ยว ไทย – กัมพูชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571186

19 มี.ค. 2567

17:08 น.

‘แพทองธาร – ฮุนเซน’ จับมือพัฒนา ท่องเที่ยว ไทย – กัมพูชา

‘แพทองธาร – ฮุนเซน’ นำ 2 พรรค หารือร่วมพัฒนาท่องเที่ยว ไทย – กัมพูชา นำร่องอาเซียนไร้รอยต่อ ตั้ง คกก.ร่วมพัฒนาการค้าชายแดน ตั้งเป้ามูลค่าการค้า 525,000 ล้านบาท ในปี 2568

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นำคณะกรรมการบริหารพรรค ประชุมร่วมกับสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และหัวหน้าพรรคประชาชนกัมพูชา โดยนางสาวแพทองธาร โพสต์ภาพบรรยากาศการพบกันทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมข้อความว่า
 

ภาพจากเฟสบุ๊ก Ing Shinawatraภาพจากเฟสบุ๊ก Ing Shinawatra

“พรรคเพื่อไทยได้รับเกียรติสูงสุดจากสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และหัวหน้าพรรคประชาชนกัมพูชา ที่ได้เชิญดิฉันและพรรคเพื่อไทยมาพบปะ หารือ และหาความร่วมมือระหว่างพรรค นับเป็นเรื่องยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สานสัมพันธ์มิตรภาพระหว่างสองเราให้ยืนยาวสืบต่อไป

สำคัญที่สุด คือการได้รับคำแนะนำมากมายจากผู้มากประสบการณ์ท่านนี้ค่ะ ขอบคุณอีกครั้งที่ต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่นค่ะ”

ภาพจากเฟสบุ๊ก Ing Shinawatraภาพจากเฟสบุ๊ก Ing Shinawatra

มีรายงานว่าการหารือระหว่าง 2 ฝ่าย และเปลี่ยนประสบการทำพรรคการเมือง และการพัฒนาคนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมืองกัมพูชา รวมถึงการสนับสนุนนโยบาลของรัฐบาลไทยที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง เคยประกาศในเวที ASEAN Summit โครงการ “6 Countries 1 Destination”นำร่องการเข้าประเทศกลุ่มอาเซียนด้วยวีซ่าเดียวระหว่างไทย-กัมพูชา สนับสนุน “การท่องเที่ยวแบบเชื่อมต่อกัน” (Seemless Tourism) จัดตั้งทีมทำงานระดับพรรคการเมืองต่อพรรคการเมือง หารือแนวทางพัฒนาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ตั้งเป้ามูลค่าการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา 525,000 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2568