‘ปดิพัทธ์’ ดัน ‘กัณวีร์’ ชิง IHL สัดส่วนเอเชียแปซิฟิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571179

19 มี.ค. 2567

16:30 น.

‘ปดิพัทธ์’ ดัน ‘กัณวีร์’ ชิง IHL สัดส่วนเอเชียแปซิฟิก

‘ปดิพัทธ์’ เตรียมประชุมสมัยชาสหภาพรัฐสภา 22 – 29 มี.ค.นี้ เสนอไทยชิงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ดัน ‘กัณวีร์’ นั่ง กมธ.กม.มนุษยธรรมระหว่างประเทศ สัดส่วนเอเชียแปซิฟิก งดตอบกระเสยุบพรรคก้าวไกล 10 เม.ย.นี้

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 กล่าวถึงการเดินทางเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา ครั้งที่ 148 (IPU 148) ณ เมืองเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 22-29 มี.ค.นี้ ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ดูแลงานด้านต่างประเทศ และจะผลักดันหาเสียงให้ไทยชิงตำแหน่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) วาระปี 2025-2027 ซึ่งเป็นวาระเดียวกับที่รัฐบาลพยายามเข้าไปมีบทบาทในเวทีโลก โดยจะร่วมกันผลักดัน ไม่แยกฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล สส. สว. และจะเสนอชื่อนายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ชิงตำแหน่งกรรมาธิการว่าด้วยการส่งเสริมการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (Comittee to Promote Respect of the International Humanitarian Law : IHL) ในนามของประเทศไทย สัดส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย
 

ความเป็นไปได้ที่จะช่วงชิงตำแหน่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ทั้งที่ยังมีข้อครหาจากประชาชนเรื่องสิทธิมนุษยชนในไทย นายปดิพัทธ์ ระบุว่า เราจำเป็นที่ต้องใช้เวทีนานาชาติไปฟังฟีดแบค เพื่อทราบว่าต่างชาติมีข้อกังวลอะไรบ้าง แล้วจะส่งผลกระทบต่อการช่วงชิงตำแหน่งอย่างไร เป็นหน้าที่ของรัฐบาลไทยที่ต้องฟังเสียงสะท้อนจากทั้ง สส. ประชาชน และสังคมโลก ย้ำว่าเราคงไม่มีความสมบูรณ์แบบก่อนแล้วถึงจะท้าชิงได้ เราอาจจะต้องเข้าชิง แล้วดูจุดที่บกพร่องของตนเองเพื่อปรับปรุง ซึ่งตนเองก็หวังว่ารัฐบาลจะนำข้อเสนอที่มีการปรับปรุงไปพิสูจน์ความจริงใจในการเข้าชิงตำแหน่งนี้

นายปดิพัทธ์ ยอมรับว่า ภารกิจครั้งนี้อาจกระทบกับการอภิปรายงบประมาณ ในวันที่ 22 มี.ค.67 เนื่องจากนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่คนเดียว เพราะนายวันทูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร  มีภารกิจต่างประเทศเช่นกัน ดังนั้นวันที่ 21 มี.ค. ตนเองจะนั่งบัลลังก์ยาวหน่อย ยืนยันว่าทีมประธานสภาฯ ทั้งสามคน จะทำหน้าที่พิจารณางบประมาณและงานด้านต่างประเทศอย่างดีที่สุด ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

ส่วนกระแสยุบพรรคก้าวไกล ช่วงวันที่ 10 เมษายน นี้ นายปดิพัทธ์ ระบุว่า ไม่ได้ข้อมูล ในฐานะที่เป็นรองประธานสภาฯ ขอไม่ออกความเห็นเรื่องนี้

‘เศรษฐา’ เผย ประกาศห้ามนำเข้าข้าวโพด ต้องไม่ขัด WTO

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571163

19 มี.ค. 2567

14:19 น.

‘เศรษฐา’ เผย ประกาศห้ามนำเข้าข้าวโพด ต้องไม่ขัด WTO

‘เศรษฐา’ สั่ง ก.พาณิชย์ ศึกษาแนวทางออกประกาศ ห้ามนำเข้าข้าวโพด ต้องไม่ขัด WTO – รอ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านสภาฯ เตรียมประชุม คกก.ชุดใหญ่ ดิจิทัลวอลเล็ต 1 – 2 สัปดาห์นี้

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงการคลัง แถลงหลังการประชุม ครม.สัญจร จ.พะเยา ว่า ครม. เห็นชอบหลักการ 9 ถึงปัญหาฝุ่นในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเชื่อว่าฝนที่ตกลงมาบางพื้น ที่จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น และรัฐบาลยังคงแก้ไขปัญหาต่อไป พร้อมชี้แจงย้ำถึงสาเหตุที่ไม่ประกาศให้เชียงใหม่เป็นพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉิน นอกจากเป็นห่วงจะกระทบนักท่องเที่ยวแล้ว ยังห่วงประชาชนในพื้นที่ด้วย เพราะจะกระทบต่อเศรษฐกิจ เชื่อว่าการดำเนินการของรัฐบาล สามารถบรรเทาปัญหาได้มากกว่าปีที่แล้วที่ค่าเฉลี่ยฝุ่นลดลง
 

ส่วนมาตราการลดหรือห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่พิสูจน์ได้ว่ามีกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเผานั้น นายกรัฐมนตรี บอกว่า ปัจจุบันไทยยังได้รับผลกระทบจากการเผาในประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้กระทรวงพาณิชย์ ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ ตาม พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้าในราชอาณาจักร เพื่อกำหนดนโยบายการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศ โดยเฉพาะช่วง High Season และต้องเป็นไปตามข้อตกลงขององค์การการค้าระหว่างประเทศ (WTO) และต้องให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่กำลังจะผ่านวาระของสภาผู้แทนราษฎรด้วย
 

ส่วนความคืบหน้านโยบายดิจิทัลวอลเล็ต หลังครบ 30 วันที่คณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ต มอบหมายให้คณะอนุกรรมการ ไปศึกษาความเห็นของกฤษฎีกา และ ป.ป.ช. รวมถึงศึกษามาตรการการป้องกันการทุจริต นายกรัฐมนตรี บอกว่า จะมีการประชุมใหญ่ของคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตใน 1-2 สัปดาห์หน้า พร้อมยืนยันว่า เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะนำไปหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลนอกรอบด้วย และย้ำว่า ประชาชนยังมีความหวัง

ายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ในวาระที่ 2-3 ในสัปดาห์หน้านี้ว่า ที่ประชุม ครม. ได้ให้รัฐมนตรีเตรียมความพร้อม รวมถึงการอภิปรายทั่วไปรัฐบาลของสมาชิกวุฒิสภา ในวันที่ 25 มีนาคมนี้ รวมถึงการเตรียมการเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลของฝ่ายค้านด้วย โดยกำชับให้รัฐมนตรี เตรียมความพร้อมในการชี้แจง

ส่วนการอภิปรายที่ สว. และ สส.ฝ่ายค้านเตรียมพุ่งเป้าไปที่ประเด็นของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า เมื่อมี สส.หรือ สว.สอบถามมา รัฐบาลก็ต้องตอบ แต่ยังไม่ทราบว่า จะมีคำถามในลักษณะใด ย้ำว่า รัฐบาลยึดมั่นใจหลักกระบวนการยุติธรรม พร้อมขออย่าเพิ่งสันนิษฐานว่า สว และ สส.ฝ่ายจะตั้งคำถามในลักษณะใด แต่ยืนยันว่า รัฐบาลฝ่ายบริหาร มีหน้าที่ที่จะต้องตอบชี้แจง

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการเดินทางเยือนกัมพูชาของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อหารือทวิภาคีร่วมกับสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน ประธานพรรคประชาชนกันพูชา โดยยืนยันว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับนางสาวแพทองธารที่เดินทางเยือนกัมพูชา ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่ผู้ช่วยของสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุนเซน ส่งข้อความมาถึงว่า ประธานพรรคประชาชนกัมพูชา ฝากความคิดถึง ยังไม่มีโอกาสพูดคุยกัน แต่มั่นใจว่าการพบกันระหว่าง 2 พรรคการเมือง 2 ประเทศ จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล 2 ประเทศ เพราะเป็นเพื่อนบ้านกัน

ครม. เห็นชอบ 13 โครงการ 300 ลบ. พัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571162

19 มี.ค. 2567

13:58 น.

ครม. เห็นชอบ 13 โครงการ 300 ลบ. พัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน

ครม. เห็นชอบ 13 โครงการ 300 ลบ. พัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน เร่งการท่องเที่ยว ยกระดับสินค้าเกษตร ทำทางหลวง เสร็จภายใน 1 ปี

การประชุม ครม.สัญจร กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนกลุ่มที่ 2  เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน “เปิดประตูเศรษฐกิจล้านนาตะวันออกลุ่มน้ำโขง” ที่หอประชุมพญางำเมือง มหาวิทยาลัยพะเยา จ.พะเยา โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบหลักการ 9 โครงการ วงเงิน 155 ล้านบาท ที่เสนอโดยหน่วยงานรัฐ และ 4 โครงการ วงเงิน 145 ล้านบาท ที่เสนอโดยภาคเอกชน เพื่อพัฒนากลุ่ม จังหวัดภาคเหนือตอนบนกลุ่มที่ 2  พะเยา เชียงราย น่าน และแพร่

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบายเพิ่มเติมถึงที่มาว่า สภาพัฒน์ ได้เชิญกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนกลุ่มที่ 2 เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน ประชุมบูรณาการร่วมภาครัฐ – เอกชน เพื่อเสนอโครงการพัฒนาที่ต้องแล้วเสร็จภายใน 1 ปี ทั้งหมด 13 โครงการ วงเงินรวม 300 ล้านบาท โดย 9 โครงการ เสนอจากหน่วยงานรัฐในกลุ่มจังหวัด 155 ล้าน และเสนอจากภาคเอกชน 4 โครงการ 146 ล้านบาท แต่เนื่องจากโครงการที่ภาคเอกชนเสนอ มีบางโครงการย่อย ซ้อนกับการของบประมาณประจำปีอยู่แล้ว 34 ล้านบาท จึงให้เอาไปใช้ในงบประมาณปี 2568 โดยให้พิจารณากรณีพิเศษ ซึ่งที่ประชุม ครม. เห็นชอบ

9 โครงการ วงเงิน 155 ล้านบาท ที่เสนอโดยกลุ่มจังหวัด

– โครงการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงอาหาร Gastronomy tourism สู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างสร้างสรรค์ และยั่งยืน วงเงิน 20 ล้านบาท

– โครงการ A Cup to Village เพิ่มขีดความสามารถการเป็นนวัตกรด้านชาและกาแฟเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน วงเงิน 15 ล้านบาท

– โครงการยกระดับสินค้าและบริการด้านสุขภาพของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 วงเงิน 15 ล้านบาท

– โครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ วงเงิน 26.12 ล้านบาท

– โครงการยกระดับการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรมูลค่าสูง ตามแนวทางตลาดนํา นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ จังหวัด พะเยา วงเงิน 23.88 ล้านบาท

– โครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและยกระดับการท่องเที่ยวน่านสู่ท่องเที่ยวคุณภาพสูง วงเงิน 14 ล้านบาท

– โครงการน่านเมืองเก่ามีชีวิต สร้างสรรค์ เมืองแห่งวัฒนธรรมสู่มรดกโลก วงเงิน 21 ล้านบาท

– โครงการเกษตรปลอดภัยและมูลค่าสูง (กาแฟ) จังหวัดน่าน วงเงิน 15 ล้านบาท

– โครงการยกระดับการผลิตภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าจังหวัดแพร่ วงเงิน 5 ล้านบาท

4 โครงการ วงเงิน 145 ล้านบาท ที่เสนอจากภาคเอกชน

– โครงการพัฒนาทางหลวงหมายเลข 1202 ตอนควบคุม 0200 ตอน สันต้นแหน – ป่าแดด ตําบลโรงช้าง อําเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย วงเงิน 50 ล้านบาท

– โครงการอํานวยความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมเชียงรายเมืองแห่งสุขภาพ (Chiang Rai Wellness City) วงเงิน 50 ล้านบาท

– โครงการพลิกโฉมถนนสายวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ Soft Power พะเยา วงเงิน 25.88 ล้านบาท

– โครงการสูบน้ำขึ้นดอย สอย PM2.5 สร้างป่าคาร์บอนเครดิต วงเงิน 20 ล้านบาท

โครงการที่ถูกตัดให้ไปใช้งบประมาณประจำปี 2568

– โครงการเชียงรายเป็นเมืองแห่งสุขภาพ (Chiang Rai Wellness City) วงเงิน 50 ล้านบาท

– โครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองเก่าแพร่ วงเงิน 45 ล้านบาท

นายกฯ – ครม. แต่งชมพูพื้นเมือง ประชุม ครม.สัญจร พะเยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571151

19 มี.ค. 2567

12:05 น.

นายกฯ – ครม. แต่งชมพูพื้นเมือง ประชุม ครม.สัญจร พะเยา

‘นายกฯ เศรษฐา‘ นำ ครม. สวมผ้าพื้นเมืองสีชมพู สีประจำจังหวัดพะเยา ประชุม ครม.สัญจรฯ ครั้งที่ 3 กำชับ ‘ผู้ว่าฯ ททท.‘ เปิดสำนักงานพื้นที่ให้ทันก่อนฤดูท่องเที่ยวหน้าหนาวนี้ ใส่บาตรริมกว๊านฯ ไม่ได้ขอพร คาดฝุ่นลดลง

19 มี.ค. 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 3 ที่หอประชุมพญางำเมือง มหาวิทยาลัยพะเยา โดยรัฐมนตรีทั้งหมด สวมเสื้อผ้าพื้นเมืองสีชมพู สีประจำจังหวัดพะเยา

นายกฯ – ครม. แต่งชมพูพื้นเมือง ประชุม ครม.สัญจร พะเยา

ก่อนเข้าประชุม ครม. นายกฯ เดินชมบูธหน่วยงานต่างๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่นำมาจัดแสดง อาทิ ผ้าพื้นเมือง ผลผลิตทางการเกษตร เมล็ดกาแฟ โดยระหว่างเข้าชมบูธการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผู้ว่าฯ ททท. รายงานความคืบหน้าการเปิดสำนักงาน ททท.จังหวัดพะเยา จากนั้นนายกฯ กำชับทางผู้ว่าฯ ททท. ว่าอยากให้เปิดก่อนทันเข้าสู่ฤดูหน้าหนาวปีนี้ เพื่อสอดรับฤดูการท่องเที่ยวภาคเหนือ

นายกฯ – ครม. แต่งชมพูพื้นเมือง ประชุม ครม.สัญจร พะเยา


จากนั้นนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับสื่อมวลชนสั้นๆ ว่า เมื่อเช้าไปใส่บาตร ไม่ได้ขอพรอะไร พระท่านก็ให้พรมา พร้อมบอกว่าวันนี้บรรยากาศดี เชื่อว่าฝุ่นน่าจะดีขึ้นด้วย จากนั้นได้เดินเข้าห้องประชุม ครม.สัญจร พร้อมคณะรัฐมนตรี ทันที

‘ปชป.’ เสนอแก้ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ตั้งพรรคง่าย – ยุบยาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571149

19 มี.ค. 2567

11:57 น.

‘ปชป.’ เสนอแก้ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ตั้งพรรคง่าย - ยุบยาก

‘ปชป.’ เสนอแก้ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ตั้งพรรคง่าย ยุบยาก ไม่ต้องจ่ายค่าสมาชิก รัฐต้องจัดสรรงบให้เพียงพอ มอง ‘ทักษิณ’ ตัดการเมืองไม่ขาด

คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชนสภาผู้แทนราษฎร เข้าพบ กรรมการบริหารพรรค ประชาธิปัตย์  เพื่อปรึกษาหารือแนวทางการแก้ไข พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า พรรคการเมืองตั้งยาก ตายง่าย หากจะแก้ปัญหาต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ต้องทำให้พรรคการเมืองตั้งง่ายขึ้น มีพรรคการเมืองที่หลากหลายและควรเป็นพรรคการเมืองที่ตั้งด้วยศรัทธา อุดมการณ์ ถือเป็นเรื่องสำคัญ และการสมัครสมาชิกพรรคควรจะเป็นด้วยความสมัครใจ ไม่ควรมีค่าใช้จ่าย รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณให้พอเพียงเพื่อให้พรรคการเมืองนำไปขับเคลื่อนส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ยังพูดถึงการยุบพรรคการเมืองว่า ไม่ควรเกิดขึ้นในยุคนี้ หากคณะกรรมการบริหารพรรคกระทำความผิด ควรจะลงโทษกรรมการบริหารพรรค ให้มีความรุนแรงถึงการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตเลย เพื่อให้คนเหล่านี้ไม่กล้ากระทำความผิด แต่หากยุบพรรคการเมืองก็จะเป็นวงจรแบบนี้ไม่จบสิ้น

ส่วนเรื่องการยุบพรรคตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่จะมาถึงพรรคก้าวไกล ยิ่งยุบยิ่งโต นายเฉลิมชัย บอกว่า ต้องมองที่กฎหมายและยึดตัวกฎหมายเป็นหลัก วันนี้พูดถึงเรื่องการแก้ไขกฎหมาย ถ้าหากแก้ไขได้ตนก็ไม่อยากเห็นการยุบพรรคการเมืองง่ายๆ แต่ในวันนี้กฎหมายเป็นอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งต้องแยกกันให้ออกระหว่างวันนี้กับอนาคต ทั้งนี้หากแก้ไขได้อยากจะฝากกรรมาธิการ ฝั่งสภา ทำให้พรรคการเมืองเกิดง่ายตายยาก

นายเฉลิมชัย ยังกล่าวถึงประเด็นการครอบงำทางการเมือง จากบุคคลภายนอกว่าหากมีหลักฐานปรากฏก็ไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว ตามกฎหมาย ส่วนกรณีการปรากฏตัวลงพื้นที่ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มองว่านายทักษิณตัดการเมืองไม่ขาด แต่ไม่อยากพูดถึงตัวบุคคลเพราะนายทักษิณก็เป็นบุคคลคนหนึ่ง ที่ได้รับการพิพากษาว่าเป็นนักโทษคนหนึ่ง แต่อยากพูดถึง ระบบยุติธรรมมากกว่า วันนี้ระบบยุติธรรมเสื่อม ซึ่งระบบยุติธรรมควรทำให้เป็นที่พึ่งที่คาดหวังของประชาชนได้ แต่ตราบใดที่ระบบยุติธรรมไม่สามารถสร้าง ความยุติธรรมหรือทำให้เป็นที่พึ่งที่คาดหวังของประชาชนได้สังคมนั้นจะไปยาก

สำหรับปรากฏการณ์ที่นายทักษิณลงพื้นที่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับความสนใจทั้งจากสื่อมวลชนและฝ่ายการเมือง ให้การต้อนรับ มองว่ามีผลทางการเมืองอย่างไรนั้นนายเฉลิมชัยกล่าวว่าในอนาคตไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าหากพูดก็เดากันทั้งหมด มีแต่หมอเดาไม่มีคนรู้จริง อยู่ที่ว่าจะเดาถูกหรือเดาผิดแต่ในทางการเมืองเชื่อว่าอะไรที่ถูกต้องอยู่ได้อะไรที่ไม่ถูกต้องจะอยู่ไม่ได้ เช่นเดียวกับกระบวนการยุติธรรมที่เจ็บ ป่วย เสื่อม ก็อย่าไปเหมารวมทั้งหมดหากเสื่อมตรงไหนก็แก้ตรงนั้น เชื่อว่าไม่ได้เลวทรามทั้งหมด

ส่วนที่การอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 20-21 และ 25 มี.ค.นี้ นายเฉลิมชัยยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำเต็มที่ในฐานะฝ่ายค้านไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนยืนยันว่า จะทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ที่สุด ขอเลิกกันและกระแหนกันได้แล้ว การเมืองขอเอาความจริงมาพูดเพื่อประโยชน์ประเทศประชาชนเป็นตัวตั้งจะดีกว่า

‘ภูมิธรรม’ เผยสต๊อกจำนำข้าว ไม่เน่า ยังกินได้ ขายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571146

19 มี.ค. 2567

11:34 น.

‘ภูมิธรรม’ เผยสต๊อกจำนำข้าว ไม่เน่า ยังกินได้ ขายได้

‘ภูมิธรรม’ เผยผลตรวจสต๊อกจำนำข้าว ไม่เน่า ยังกินได้ ขายได้ เตรียมส่งเรื่องให้ ศาล รธน. พิจารณาแนวทางการแก้ไข รธน. ก่อนนำเรื่องส่ง ครม. ย้ำ รมต. – สส. พบ ‘ทักษิณ’ เป็นเรื่องธรรมดา

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ ตรวจสอบข้าวในสต็อกที่เก็บรักษาไว้ในโครงการรับจำนำข้าวเป็นเวลา 10 ปี ที่ถูกร้องเรียนว่าเป็นข้าวเน่า ว่า ได้ไปตรวจสอบโกดังที่เก็บข้าวในโครงการรับจำนำข้าว 2 แห่ง คือ บจก.พูนผลเทรดดิ้งหลัง 4 อ.เมือง และคลังกิตติชัย หลัง 2 อ.ปราสาท ตามที่มีการร้องเรียน มีข้าวรวมกันประมาณ 1.2 แสนกระสอบ แต่โกดังดังถูกปิดล็อก ทำให้คนงานไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ จากที่ไปตรวจสอบข้าวแต่ละกระสอบพบว่ายังมีปลายจมูกข้าว ส่วนเม็ดข้าวมีสีเหลืองบ้างเล็กน้อย ได้นำข้าวดังกล่าวไปทดลองหุง ยังมีกลิ่นหอม ข้าวยังมียางเป็นข้าวชั้นดี สามารถนำมารับประทานได้ ดังนั้นการตรวจสอบทั้งหมดไม่ตรงกับที่มีการร้องเรียน โดยในระหว่างการตรวจสอบได้บันทึกภาพการตรวจสอบไว้ทุกขั้นตอนให้เห็นถึงความโปร่งใส หากรีบนำมาออกขายก็ยังได้ราคา เพราะราคาในท้องตลาดกำลังมีราคาดี โดยจะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้งก่อนนำมาขาย และจะมีเงินนำมาคืนเจ้าของโรงสีและโกดัง รวมถึงชำระค่าเช่าโกดังที่ยังค้างไว้ โดยเงินที่เหลือก็ยังนำคืนให้กับรัฐบาลได้ เพราะข้าวที่อยู่ในโกดังถือว่าเป็นของรัฐบาล แต่หากปล่อยทิ้งไว้ในโกดังก็จะเกิดปัญหา ทั้งนี้ตนจะไปตรวจสอบในโกดังอื่นที่มีการเก็บข้าวในสต็อกโครงการรับจำนำ เพื่อพิจารณาก่อนนำมาออกขาย

นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เคยบอกว่าจะให้แล้วเสร็จในไตรมาสแรก ว่า ทางสภาฯ เตรียมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ต้องรอขั้นตอนตรงนี้ก่อน เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายเท่านั้น หากศาลวินิจฉัยเสร็จก็จะนำเข้าที่ประชุม ครม. ได้ทันที

ส่วนกรณีที่มีบุคคลเตรียมยื่นให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบรัฐมนตรีไปพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ จ.เชียงใหม่ ว่า คนที่จะไปยื่นร้องเรียนคงคิดมากไป ใครที่จะไปร้องเรียนควรทำใจให้กว้าง มองที่ความเป็นมนุษย์ อย่ามองทุกอย่างการเมือง หากมองทุกอย่างการเมืองจะคิดแต่เรื่องเอาชนะ ด้วยประเด็นเล็กน้อย สังคมไม่สงบ ประเทศเดินต่อไม่ได้ เพราะเป็นการไปพบผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือไม่มีปัญหาอะไร และต้องตีความให้ชัดเจนว่าการแทรกแซงหรือครอบงำคืออะไร เพราะเป็นเรื่องธรรมดากที่ไปพบผู้ใหญ่ หรือเจ้านายลูกน้องได้เจอกัน ไปเยี่ยมเยียนกัน กฎหมายก็ไม่ได้ห้ามให้ไปพบใคร ส่วนตนหากมีโอกาสคงได้ไปพบในฐานะที่เป็นลูกน้อง ไปแสดงความเคารพและคิดถึงหลังจากที่ไม่ได้เจอมานาน และยอมรับว่าอยากเจอเช่นกัน

‘ชลน่าน’ ไม่พบ ซื้อขายข้อมูลผู้ป่วย 2 ล้านรายชื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571141

19 มี.ค. 2567

11:12 น.

‘ชลน่าน’ ไม่พบ ซื้อขายข้อมูลผู้ป่วย 2 ล้านรายชื่อ

‘ชลน่าน’ ไม่พบ ซื้อขายข้อมูลผู้ป่วย 2 ล้านรายชื่อ ยืนยันให้ความสำคัญความปลอดภัยไซเบอร์เป็นลำดับ 1 มีระบบป้องกันเข้มข้น

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงชมรมแพทย์ชนบท พบการซื้อขายข้อมูลผู้ป่วยกว่า 2,000,000 รายชื่อ โดยยืนยันว่า จากการตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุข ไม่ปรากฏหลักฐานหรือข้อบ่งชี้ว่ามีการซื้อขายข้อมูลสาธารณสุข เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา และกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นลำดับที่หนึ่ง ย้ำว่าไม่มีหลักฐานใดๆ ที่เชื่อมโยงว่า เป็นข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข

นายแพทย์ชลน่าน ยังยอมรับว่า เมื่อคืนนี้ระบบสาธารณสุขที่จังหวัดร้อยเอ็ดถูกโจมตี แต่สามารถป้องกันได้ ถือเป็นตัวอย่างของการวางระบบป้องกันของกระทรวงสาธารณสุข ขอประชาชนมั่นใจได้ว่ากระทรวงสาธารณสุขมีระบบการป้องกันข้อมูลผู้ป่วยที่ปลอดภัย ให้ความสำคัญเป็นลำดับ 1

ส่วนการป้องกันข้อมูลในโรงพยาบาลต่างจังหวัดนั้น นายแพทย์ชลน่าน ระบุว่า โรงพยาบาลที่เข้าระบบมีการเชื่อมโยงกัน เช่น โครงการ 30 บาทพลัส ใน 4 จังหวัดนำร่อง มีการระบบป้องกันข้อมูลอย่างเข้มข้น แต่ละโรงพยาบาลมีวอร์รูมเฝ้าระวัง แต่โรงพยาบาลที่ยังไม่ได้เข้าระบบ จะมีการพัฒนาดูแลบุคลากรเฉพาะด้าน ซึ่งกระทรวงฯ ไม่กังวล และเมื่อโรงพยาบาลกว่า 20 จังหวัด เข้าสู่ระบบในช่วงเฟส 3 เดือนพฤศจิกายนนี้แล้ว ระบบข้อมูลทุกอย่างจะมีความพร้อม และกระทรวงพยายามเรียนรู้ ถอดบทเรียนจากแฮ็กเกอร์ เพื่อสร้างระบบป้องกันและการรับมือที่มี โดยย้ำว่าจะสามารถป้องกันได้

‘วราวุธ’ สั่ง พม.จังหวัด ดูแลเด็ก-ผู้สูงอายุ เผชิญฝุ่นภาคเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571140

19 มี.ค. 2567

10:58 น.

'วราวุธ' สั่ง พม.จังหวัด ดูแลเด็ก-ผู้สูงอายุ เผชิญฝุ่นภาคเหนือ

‘วราวุธ’ สั่ง พม.จังหวัด ดูแลเด็ก-ผู้สูงอายุ เผชิญฝุ่นภาคเหนือ – นักจิตวิทยาเข้าเยียวยาเด็กหญิงวัย 13 ถูกรุมโทรมแล้ว

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือ ว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประสานกับสำนักงานฯ จังหวัด ให้ดูแลประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้พิการ ให้ใส่หน้ากากอนามัย ลดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง แล้วปิดหน้าต่างให้มิดชิด พร้อมขอความร่วมมือลดปริมาณการเผาในกลางแจ้ง

นายวราวุธ ยังกล่าวถึงเยาวชนหญิงวัย 13 ปี ถูกล่วงละเมิดทางเพศจากก๊วนวัยรุ่น 10 คนว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทั้งนักจิตวิทยา ได้เข้าไปพบผู้ปกครองและโรงเรียนในพื้นที่ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อติดตามการดำเนินคดี และเยียวยาจิตใจ สนับสนุนเงินเยียวยาบางส่วนแล้ว

ส่วนที่ผู้ก่อเหตุที่เป็นเยาวชน ซึ่งปรากฏข่าวเยาวชนกระทำผิดหลายครั้งมีความจำเป็น จะต้องมีการปรับมาตรการการลงโทษหรือไม่นั้น นายวราวุธ เปิดเผยว่า ประเด็นดังกล่าวได้มีการพูดคุยกันในที่ประชุมคณะกรรมการคุ้มครองเด็ก โดยจะต้องแยกเด็กออกจากความเสี่ยง การลงโทษเด็กหรือการลดอายุการลงโทษนั้น ที่ประชุมเห็นว่า ยังไม่ใช่ทางออก เพราะหากลดอายุลง ก็จะเกิดกรณีที่จะต้องลดอายุลงไปอีก แต่บทลงโทษ จะต้องเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และแก้ปัญหาสภาพแวดล้อมเด็กที่ถูกกระทำ และถูกกระทำ ซึ่งจะต้องมีมาตรการแตกต่างกันไป

พรรคก้าวไกล จัดทัพ สส. เตรียมอภิปรายงบปี 67 วันที่ 20 – 22 มี.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571138

19 มี.ค. 2567

10:50 น.

พรรคก้าวไกล จัดทัพ สส. เตรียมอภิปรายงบปี 67 วันที่ 20 - 22 มี.ค.นี้

‘ก้าวไกล’ จัดทัพ สส. เตรียมอภิปรายงบปี 67 วาระ 2-3 วันที่ 20 – 22 มี.ค.นี้ พบโครงการไม่คุ้มค่า ไม่เหมาะสม ไม่โปร่งใส ยังไม่รู้ ปชป. จะอภิปรายเรื่องอะไร

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงการเตรียมอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 วาระ 2 – 3  ว่า หากย้อนกลับไปดูวิธีการทำงานของพรรคก้าวไกลในสมัยที่แล้ว วาระ 2 โดยเฉพาะคนที่เป็นกรรมาธิการงบประมาณ เวลาเจอบางรายการหรือบางโครงการที่เฉพาะเจาะจงบางกระทรวง ว่าควรมีการปรับลด มีความไม่เหมาะสม แต่ไม่สามารถตัดได้สำเร็จในกรรมาธิการ ก็จะนำความไม่เหมาะสมของโครงการเหล่านั้น ความผิดปกติของโครงการเหล่านั้น หรือความไม่คุ้มค่า เอามาอภิปรายในวาระ 2 เพื่อให้สภาฯ พิจารณาปรับลดงบประมาณ ซึ่งวาระ 2 เป็นการเจาะรายกระทรวงรายโครงการจริงๆ เช่น กระทรวง A มีโครงการ ก. ที่ไม่เหมาะสม ก็จะเจาะไปที่เฉพาะกระทรวงนั้นจริงๆ ไม่ใช่การพูดภาพกว้างๆ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการอภิปราย ซึ่งมี สส.ลงชื่อไว้เยอะพอสมควรและคิดว่าน่าจะมีเยอะอีก เพราะในกรรมาธิการเองมีหลายรายการ มีมาพูดคุยกับเพื่อน สส.ว่ามีโครงการในที่น่าจะหาข้อมูลต่อได้บ้าง

ส่วนกระทรวงที่มีโครงการที่ไม่คุ้มค่า ค่อนข้างจะกระจัดกระจายซึ่งในทุกกระทรวงมีบ้าง บางโครงการที่เรามองว่าไม่คุ้มค่า หรือมีความไม่เหมาะสม แต่ถ้าจะพูดถึงกระทรวงที่มีความไม่โปร่งใส ก็ต้องพูดตามตรงว่า ทุกปีกระทรวงกลาโหมที่จะมีปัญหาในเรื่องนี้ เพราะมีเอกสารลับเยอะ หลายหน่วยงานก็เข้ามาในอนุกรรมาธิการ ขอเอกสารคืน ไม่ยอมมอบให้อนุฯ ไว้พิจารณาต่อ ปีนี้กระทรวงกลาโหมก็มีพอสมควร มีโครงการอีกเยอะที่ต้องเลือกโครงการที่สำคัญ ที่มีความไม่โปร่งใส หรือความไม่เหมาะสม หรือความไม่คุ้มค่า เช่นครั้งที่แล้วเจองบประมาณซื้อกางเกงในแพงกว่าตลาดทั่วไป คิดว่าปีนี้ก็น่าจะยังมีอีกที่มีรายการที่ราคาแพงกว่าการหาซื้อทั่วไป

สำหรับการอภิปรายครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลต่อการจัดงบปี 2568 หรือไม่ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า คาดหวังว่าจะเป็นแบบนั้น แต่ต้องบอกว่า จริงๆ แล้วถ้าพูดถึงการจัดงบโดยรวม ฝ่ายค้านได้พูดไปแล้วในวาระ 1 ถ้าพูดถึงภาพรวมวิธีการจัดงบประมาณ ก็คงจะยึดเอาเนื้อหาวาระ 1 จะเป็นประโยชน์มากกว่า ซึ่งวาระ 2 จะเป็นการส่งสัญญาณไปถึงหน่วยงานราชการ ว่าตั้งงบประมาณ จะต้องมีความโปร่งใสมากกว่านี้ และมีคงมีประโยชน์กับประชาชนมากกว่านี้ ในหลายๆโครงการ

นายปกรณ์วุฒิยังกล่าวถึงดาวเด่นในการอภิปรายงบประมาณว่า มีความแตกต่างกับการอภิปรายทั่วไป เช่นนายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคก้าวไกล ก็ไม่เคยอภิปรายงบประมาณในวาระ 2 เพราะความถนัดไม่เหมือนกัน เมื่อเป็นการอภิปรายงบประมาณอาจจะเห็น สส.อีกชุดหนึ่งที่ชอบตัวเลข หรือชอบเจาะเป็นรายโครงการ ซึ่งในส่วนของพรรคก้าวไกล สส.ที่อาจจะต้องอภิปรายก็จะเป็น สส.ที่เป็นกรรมาธิการ เพราะมีเนื้อหาค่อนข้างลึก ส่วน สส.จากพรรคประชาธิปัตย์ ตนไม่ทราบเลย

“ฝากถึงนายกรัฐมนตรีว่า งบปี 68 เป็นปีงบที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลจะมีอำนาจเต็ม และมีเวลาที่จะจัดทำค่อนข้างนานพอสมควร เพราะฉะนั้นงบรอบปี 68 เป็นของจริงแล้ว ที่เราควรจะต้องเห็นการเปลี่ยนแปลง อย่างที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพูดเอาไว้ก่อนการเลือกตั้งว่าประเทศเปลี่ยนทันที ตอนนี้ผ่านมา 6-7 เดือนแล้ว หลังจากการจัดตั้งรัฐบาล สิ่งที่จะสะท้อนให้เห็นได้ดีที่สุด ประเทศเปลี่ยนจริงหรือไม่ คือวิธีการใช้งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน ว่าจะเปลี่ยนจริงหรือไม่ เราคาดหวังว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น” นายปกรณ์วุฒิกล่าว

‘ทวี’ แจงระเบียบพักโทษ ไม่ห้าม ส.ส. – รมต. พบ ‘ทักษิณ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571108

18 มี.ค. 2567

17:26 น.

‘ทวี’ แจงระเบียบพักโทษ ไม่ห้าม ส.ส. - รมต. พบ ‘ทักษิณ’

รมว.ยุติธรรม ชี้แจงระเบียบพักโทษ ไม่ห้าม ส.ส. – รมต. พบ ‘ทักษิณ’ จะลงพื้นที่คู่นายกฯ ได้หรือไม่ ต้องดูเงื่อนไข รายงานตัวพักโทษครบ 1 เดือน 19 มี.ค. นี้

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่มีผู้เตรียมร้องเรียนรัฐมนตรี และ สส.เดินทางเข้าพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่จังหวัดเชียงใหม่ เข้าข่ายเคลื่อนไหวทางการเมือง ขอให้ทบทวนการพักโทษ โดยย้ำว่า การปฏิบัติของรัฐบาลตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ รัฐบาลปฏิบัติตามกฎหมายทั้งหมด ซึ่งการกำหนดโทษเป็นเรื่องของศาล แต่การบริหารโทษเป็นเรื่องของราชทัณฑ์ ซึ่งรัฐบาลปฏิบัติตามกฎหมายทุกข้อ รวมอีกทั้งใน พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มีการกำหนดการพักโทษไว้ ซึ่งมีเงื่อนไขหลายข้อ แต่ไม่มีเงื่อนไขการจำกัดการเข้าพบของบุคคล ซึ่งทั้งหมดต้องยึดเงื่อนไข แต่ก็เคารพมุมมองของแต่ละบุคคล

ส่วนอนาคตนายทักษิณ สามารถลงพื้นที่ร่วมกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หรือไม่นั้น พ.ต.อ.ทวี บอกว่า ต้องไปดูรายละเอียดเงื่อนไขของกรมคุมประพฤติ ซึ่งมีอยู่ 10 ข้อ ถ้าไม่อยู่ในเงื่อนไข ก็เป็นสิทธิเสรีภาพ

ส่วนกรมคุมประพฤติ กำหนดรายงานตัวของนายทักษิณที่จะครบกำหนดการพักโทษ 1 เดือนนั้น พ.ต.อ.ทวี ชี้แจงว่า ถ้าจำไม่ผิดครบกำหนดการรายงานตัว คือวันที่ 19 มีนาคม ซึ่งกรมคุมประพฤติจะต้องรายงาน เพราะหลักสำคัญของเงื่อนไขคือต้องรายงานตัว

ส่วนที่มีรายงานนายทักษิณได้เข้าไปรายงานตัวแล้วนั้น พันตำรวจเอกทวี ระบุว่า ถ้ามารายงานตัว กรมคุมประพฤติก็ไม่ต้องแจ้ง หรือหากไม่มารายงานตัวจริง ๆ ไม่ต้องแจ้งก็ได้ ซึ่งกรมคุมประพฤติก็ปฏิบัติไปตามขั้นตอน แต่หากเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ และมีความผิดปกติไป  กรมคุมประพฤติ อาจจะต้องโทรถาม และตนเองจะสอบถามจากกรมคุมประพฤติอีกครั้ง