ราชกิจจาฯ ประกาศ ปิดสมัยประชุมสภาฯ 9 เม.ย. นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571038

17 มี.ค. 2567

18:58 น.

ราชกิจจาฯ ประกาศ ปิดสมัยประชุมสภาฯ 9 เม.ย. นี้

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมสภาฯ วันที่ 9 เมษายนนี้ แล้วจะเปิดสมัยประชุมอีกครั้งวันที่ 3 กรกฎาคม

17 มี.ค. 2567 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญปกติครั้งที่สอง พ.ศ.2567 ซึ่งเปิดสมัยประชุมมาตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2566 และจะปิดสมัยประชุมวันที่ 9 เมษายน 2567 นี้ โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

โดยการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญครั้งต่อไป จะเริ่มวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 ถึง 30 ตุลาคม 2567

ปศุสัตว์ลุยเข้มจับ ”วัวเถื่อนแม่สอด“ ล๊อตใหญ่ สานนโยบายปราบสินค้าเถื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571037

17 มี.ค. 2567

18:40 น.

ปศุสัตว์ลุยเข้มจับ ”วัวเถื่อนแม่สอด“ ล๊อตใหญ่ สานนโยบายปราบสินค้าเถื่อน

โฆษกเกษตรฯ เผย ปศุสัตว์ลุยเข้ม”วัวเถื่อนแม่สอด“ จับอีกล๊อตใหญ่ ตามนโยบายรัฐบาล เศรษฐา เร่งปราบสินค้าเถื่อน

วัวเถื่อนแม่สอด วัวเถื่อนแม่สอด

มีรายงาน จากกรมปศุสัตว์ว่า เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ (วัวเถื่อน) จังหวัดตาก ปศุสัตว์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ทหาร หน่วยเฉพาะกิจราชมนู ชุดเฉพาะกิจพญานาคราช ได้ตั้งจุดตรวจจุดสกัดเพื่อป้องกันกระทำผิดกฎหมายบนถนนเส้นทางระหว่างอ่างเก็บน้ำห้วยลึกไปยังจุดตรวจห้วยหินฝน ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก 

ขณะปฎิบัติหน้าที่ได้พบ “รถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้อฮิโน่ สีขาว คลุมผ้าใบรอบคัน หมายเลขทะเบียน 70-3130 สุโขทัย เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวและเรียกรถยนต์บรรทุกดังกล่าวให้จอดเพื่อตรวจสอบ จากการตรวจสอบ พบว่ารถดังกล่าวบรรทุกโคเพศผู้ (วัวเถื่อน) จำนวน 26 ตัว ”

จับกุมวัวเถื่อนแม่สอด จับกุมวัวเถื่อนแม่สอด

โดยมีนายสุเมธ ปานเขียว เป็นผู้ขับขี่ จึงได้ขอตรวจสอบใบอนุญาตในการเคลื่อนย้ายสัตว์ให้เจ้าหน้าที่สารวัตรกรมปศุสัตว์ทำการตรวจสอบแต่ไม่สามารถนำมาให้ได้ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ทำการเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ ภายในเขตเฝ้าระวังโรคระบาดปากและเท้าเปื่อย โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 22 บทลงโทษมาตรา 65 แห่ง พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้หาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สอด ส่วนของกลางโคมีชีวิต พนักงานสอบสวนได้ส่งมอบให้เจ้าหน้าปศุสัตว์ดำเนินการตามระเบียบกรมปศุสัตว์ต่อไป

นายไชยา พรหมมา รมช.กษนายไชยา พรหมมา รมช.กษ

การลักลอบนำเข้าโคมีชีวิตเพศผู้จำนวน 26 ตัว โดยขนย้ายด้วยรถยนต์บรรทุก ถ้าเทียบเป็นรถยนต์กระบะ ก็ใช้ประมาณ 6-7 คันรถนั้น เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ แม้จะแค่ 1 ตัว ก็ถือว่าอันตรายถ้าเป็นการนำเข้าโดยวิธีการผิดกฎหมาย ไม่ผ่านด่านศุลกากร รวมทั้งการตรวจคัดกรองโรคปากเท้าเปื่อย ซึ่งจะเป็นการแพร่ระบาดของโรค และสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกร ทั้งการจำหน่ายโคในประเทศและการส่งออกโคในตลาดต่างประเทศ รวมไปถึงประชนผู้บริโภคเนื้อสัตว์

เรื่องนี้นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแลกรมปศุสัตว์ ได้สั่งการให้นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์  ขันน็อตทุกด่านตามตะเข็บชายแดนเพื่อป้องกันการทะลักเข้าโคมีชีวิต (โคเถื่อน) จากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทย ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคระบาด และมีนโยบายในการเตรียมตัวส่งออกโคมีชีวิต ผ่านการรับรองคุณภาพ “ปลอดโรคปลอดภัย”เพื่อสร้างหลักประกันและความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า ว่า ประเทศไทยปราศจากโรคต่างๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการส่งออก เพื่อขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นอีกด้วย

นายกฯ แจง ทำไมไม่ประกาศเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ฉุกเฉิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571032

17 มี.ค. 2567

16:40 น.

นายกฯ แจง ทำไมไม่ประกาศเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ฉุกเฉิน

นายกฯ ชี้แจงผ่านเฟสบุ๊ก สาเหตุไม่ประกาศเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ฉุกเฉิน หวั่นกระทบการท่องเที่ยว เบิกจ่ายงบกลางเร่งแก้ปัญหาในพื้นที่แล้ว พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความชี้แจงว่า
 

จากกรณีที่มีคำถามมาถึงผมว่า ทำไมจึงไม่ประกาศให้ จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่ฉุกเฉิน ในขณะที่ค่าฝุ่นสูง ผมได้รับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแล้วครับ เกรงว่าหากประกาศจะส่งผลทางลบมากกว่า เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ จะกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เพิ่งฟื้นตัวหลังจากผลกระทบโควิด-19 เพราะนักท่องเที่ยวที่ซื้อประกันมาจากบ้านเขา หากเข้ามาท่องเที่ยวในเขตภัยพิบัติ หรือพื้นที่ฉุกเฉิน ประกันจะไม่คุ้มครองทันที แน่นอนครับว่า จ.เชียงใหม่จะเสียนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาเที่ยวทั้งระยะสั้น และระยะยาว เราเป็นห่วงกันตรงนี้ครับ


ส่วนเรื่องงบกลางที่รัฐบาลจัดสรรไปที่กรมอุทยานฯ กระทรวงทรัพย์ฯ นั้น พร้อมเบิกจ่ายเมื่อวานนี้ (16 มีนาคม) ครับ ผมขอย้ำว่า การจัดสรรงบกลางนี้ เป็นการจัดสรรงบตรงถึงมือพี่น้องอาสาสมัครที่อาสาเข้ามาดูแลเฝ้าระวังไฟป่า ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการจัดสรรงบฯในลักษณะนี้ เพราะเราต้องการจ้างคนในพื้นที่มาดูแลรักษาพื้นที่ของเขา ตามโจทย์ของพื้นที่ และงบฯที่ให้ไปมีจำนวนมากกว่างบฯ ฉุกเฉินด้วย


วิธีบริหารจัดการเรื่องฝุ่นมีหลายวิธี รัฐบาลพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ แต่รัฐบาลต้องตัดสินใจเลือกทางที่ดี และมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับพี่น้องประชาชนที่ต้องทำมาหากินด้วยครับ
 

นายกฯ แจง ทำไมไม่ประกาศเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ฉุกเฉิน

รบ.สั่งสอบ Live ก้าวไกล พาดพิง ไม่ประกาศภัยพิบัติ เพราะงบฯ หมด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571022

17 มี.ค. 2567

14:48 น.

รบ.สั่งสอบ Live ก้าวไกล พาดพิง ไม่ประกาศภัยพิบัติ เพราะงบฯ หมด

รัฐบาลสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงจากบทสนทนาระหว่างการ Live ดับไฟป่าของพรรคก้าวไกล และมูลนิธิกระจกเงา กรณีกล่าวหาผู้ว่าฯ ไม่กล้าประกาศภัยพิบัติเพราะงบฯ หมด

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีที่มีคลิป Live การดับไฟป่าของพรรคก้าวไกลกับมูลนิธิกระจกเงา ที่มีช่วงหนึ่งที่คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ ได้พูดคุยกับคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ว่า “ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่กล้าประกาศภัยพิบัติเป็นเพราะไม่มีงบเหลือแล้ว เพราะงบภัยพิบัติเป็นงบที่ทดรองจ่ายให้กับบริษัทที่รออยู่แล้ว งบจังหวัดเป็นเงินทอน ดังนั้นพอเกิดภัยพิบัติจริงเลยไม่มีงบเหลือแล้ว” นั้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อประเด็นนี้ว่า:

1) รัฐบาลได้สั่งให้มีการตรวจสอบแล้วต่อกรณีดังกล่าว โดยแบ่งเป็น 2 ประเด็น กล่าวคือ

   1.1 ที่ว่างบภัยพิบัติเป็นงบทดรองจ่ายให้กับบริษัทที่รออยู่แล้วนั้น เป็นงบทดรองจ่ายเรื่องอะไร ทำไมต้องเอางบภัยพิบัติไปจ่าย จ่ายให้กับบริษัทอะไร จ่ายไปเป็นเงินเท่าไร บริษัทรออะไรอยู่?

   1.2 ที่ว่างบจังหวัดเป็นเงินทอนนั้น เป็นเงินทอนค่าอะไร ทอนให้ใครอย่างไร ยอดเงินทอนทั้งหมดเท่าไร?

2) เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบและเป็นการสนับสนุนให้การแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส ขอความกรุณาคุณสมบัติได้โปรดให้ข้อมูลรายละเอียดตามประเด็นข้อสงสัยที่ 1.1 และ 1.2 ข้างต้น  พร้อมส่งมอบหลักฐานตามคำกล่าวหาที่ปรากฏอยู่ในบทสนทนาของท่านกับคุณพิธาให้กับทางรัฐบาล(โดยสามารถส่งมอบผ่านคุณสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง)ด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง

โฆษกรัฐบาล ย้ำว่า หากตรวจสอบแล้วว่าเรื่องนี้มีหลักฐานเชื่อถือได้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง รัฐบาลก็จะเร่งดำเนินการตามกฏหมาย ตรวจสอบดำเนินการโดยเด็ดขาดทันที

ทั้งนี้ ขอขอบคุณประชาชนทุกฝ่ายที่ได้แจ้งเบาะแสที่น่าสงสัยมายังรัฐบาลว่า อาจมีการดำเนินการที่ไม่โปร่งใสในการแก้ไขปัญหาดับไฟป่า-ลดฝุ่นควันอันตรายที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับความถูกต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ในการทำงานเป็นที่ตั้ง หากมีการระบุมูลเหตุที่อาจทำให้เกิดความไม่สบายใจแก่ประชาชน รัฐบาลพร้อมตรวจสอบ ดำเนินการตามกฎหมาย อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนสบายใจ เชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งแก้ไขปัญกา ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง” นายชัย กล่าว

‘เศรษฐา’ ยอมรับ มีโอกาสควง ‘ทักษิณ’ ลงพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571021

17 มี.ค. 2567

14:33 น.

‘เศรษฐา’ ยอมรับ มีโอกาสควง ‘ทักษิณ’ ลงพื้นที่

‘เศรษฐา’ ยอมรับ มีโอกาสควง ‘ทักษิณ’ ลงพื้นที่ ไม่คิดมากนายกฯ ซ้อน นายกฯ งดไป ตปท. ถึงกลางเดือน พ.ค. ยังไม่ประกาศภาวะฉุกเฉินฝุ่น PM 2.5 เชียงใหม่ ให้ กต. ดูปัญหาฟินแลนด์งดให้วีซ่าแรงงานเก็บเบอรี่

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงการคลัง ยอมรับว่ามีโอกาสเป็นไปได้ที่จะลงพื้นที่ร่วมกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่มีการนัดหมาย นายทักษิณเป็นผู้ก่อตั้งพรรคเพื่อไทย และยังเป็นจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย และยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีความนิยมสูง หากไม่ดึงประโยชน์ ประเทศก็จะไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่
 

ส่วนกังวลจะเกิดภาพนายกฯ ซ้อน นายกฯ นายเศรษฐา ยืนยันว่า ไม่เคยคิด ไม่เคยมีประเด็นดังกล่าว รับทราบดีว่า อดีตนายกรัฐมนตรีหลายๆ คน มีความนิยมชมชอบสูง เชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองใด ก็มีความหวังดีกับประเทศชาติ แม้จะมีแนวความคิด หรือนโยบายที่แตกต่างกันไป แต่ขณะนี้ ตนเองเป็นนายรัฐมนตรี ก็จะต้องบริหารความคาดหวังของประชาชนทุกคน และอดีตนายกรัฐมนตรี ก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง เชื่อว่า มีความหวังดี หากมีความเป็นไปได้ในข้อแนะนำ ก็จะต้องมาบริหารจัดการราชการ และความเหมาะสม ดังนั้น จึงไม่ได้คิดใดๆ และยินดีรับฟังเสมอ ยืนยันว่า ตนเองไม่ได้มีแนวคิดที่จะขจัดข้อวิจารณ์นี้ด้วย ไม่ว่าจะทับซ้อน 4 คน หรือ 5 คน ก็ไม่ได้ใส่ใจ

ผมนายเศรษฐา ทวีสิน คือ นายกรัฐมนตรี และมีอำนาจตัดสินใจเต็มที่ ภายในรัฐธรรมนูญราชอาญาจักรไทย” นายเศรษฐา กล่าว

นายกรัฐมนตรี บอกว่า จะยังคงลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จากนี้ต่อไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ไม่มีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ แต่จะลงพื้นที่ภายในประเทศต่อเนื่อง วันเสาร์หน้า (23 มี.ค.) ก็จะลงพื้นที่จังหวัดพิจิตร และวันอาทิตย์ (24 มี.ค.) จะลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

ส่วนกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ต้องการให้รัฐบาลเปิดไทม์ไลน์การทำงานรัฐบาลเกี่ยวกับปัญหา PM 2.5 เรื่องนี้ เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัว และขอให้สนับสนุนบุคลากร อุปกรณ์ดับไฟฟ้า นายกรัฐมนตรีคาดว่า สถานการณ์จะเริ่มเข้าสู่ช่วงสุดสูงสุด ในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลอนุมัติงบกลางให้กับประชาชน และการแก้ไขปัญหา ดูแลทรัพยากรของชาติร่วมกัน พื้นที่ใดได้รับงบกลางแล้ว จะต้องไม่มีจุดความร้อนเกิดขึ้นอีก และจะมีการเพิ่มจุดเฝ้าระวังให้มากขึ้น ส่วนบุคคลากรดับไฟป่า ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่กว่า 10,000 คนอยู่แล้ว และต้องพยายามบริหารจัดการบุคลากรให้ดีด้วย

นายกรัฐมนตรี ยังชี้แจงถึงการไม่ประกาศให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ฉุกเฉินจากปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศให้เป็นพื้นที่ฉุกเฉิน พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลมีงบกลางให้อยู่แล้ว และงบกลางที่รัฐบาลอนุมัติให้นั้น ก็มีจำนวนมากกว่างบประมาณที่จังหวัดใช้ได้จากการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉิน เมื่อวานนี้ (16 มี.ค.) ก็ได้แจกหน้ากากป้องกันฝุ่น N95 ให้กับประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว แม้จะเป็นการแก้ไขปัญหาปลายเหตุ แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ของความเข้าใจ และความห่วงใย รวมถึงยังได้มีการดำเนินการทำฝนหลวงแล้วทุกวัน และเฮลิคอปเตอร์หลายหน่วยงานได้ปฏิบัติการสูบน้ำ เพื่อช่วยบรรเทาฝุ่น โดยมั่นใจว่า จะช่วยลดปัญหาฝุ่นได้ และเจ้าหน้าที่ ก็ยังคงปฏิบัติการต่อเนื่อง

ส่วนเรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศฟินแลนด์ ระงับการรับคำร้องขอตรวจลงตรา หรือวีซ่า กับผู้สมัครแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าทุกคน ที่ยื่นคำร้องขอตรวจลงตราที่สถานทูตฟินแลนด์ในกรุงเทพมหานคร ในฤดูเก็บเกี่ยวช่วงหน้าร้อนปี 2567 จากข้อกล่าวหาการค้ามนุษย์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศไปรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม และติดตามตรวจสอบแล้ว เพราะรัฐบาลกำลังเจรจาการของดเว้นวีซ่าเชงเก้นแก่พลเมืองไทยด้วย จึงไม่อยากให้มีผลกระทบต่อการเจรจาผลักดันดังกล่าว จึงจะต้องรอกระทรวงการต่างประเทศรวบรวมข้อมูลก่อน

‘โฆษก ปชป.’ ย้ำ ที่นี่ประเทศไทย ไม่ใช่บริษัทของ ‘ทักษิณ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571011

17 มี.ค. 2567

12:01 น.

‘โฆษก ปชป.’ ย้ำ  ที่นี่ประเทศไทย ไม่ใช่บริษัทของ 'ทักษิณ'

‘โฆษก ปชป.’ ย้ำ ที่นี่ประเทศไทย ไม่ใช่บริษัทของ ‘ทักษิณ’ เรื่องไหนไม่ถูกต้อง ต้องตรวจสอบ ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ หากผิด รบ.หนีความรับผิดชอบไม่ได้

คำสัมภาษณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวถึงข้อสงสัยว่าป่วยจริงหรือไม่ว่า เป็นเรื่องดราม่า ไม่ชอบหน้าก็ต่างคนต่างอยู่นั้น
 

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า หลักการสำคัญคือการตรวจสอบท้วงติง การดำเนินการที่ไม่ชอบมาพากลของปลายทางกระบวนการยุติธรรม เพราะประเทศนี้ปกครองด้วยกฎหมาย ฉะนั้นความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายมีความสำคัญ ไม่ได้มีการขัดแย้งกับคุณทักษิณเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่การไม่ชอบหน้ากันแล้วมาสร้างเรื่องดราม่าอย่างที่ให้สัมภาษณ์ แต่คนที่คิดเพื่อบ้านเมืองเขาขัดแย้งกับการกระทำที่ไม่ถูกต้องต่างหาก


“การที่บอกว่าไม่ชอบหน้าก็ต่างคนต่างอยู่ คงไม่ใช่หรอก เพราะถ้าต่างคนต่างเห็นด้วยกับความไม่ถูกต้อง เห็นด้วยกับการไม่เคารพหลักกฎหมายแล้วบ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร ก็ต้องมีการตรวจสอบท้วงติงตามครรลองในระบบประชาธิปไตย ที่นี่ประเทศไทยไม่ใช่บริษัทของคุณทักษิณ อย่ามุ่งเห็นแต่อำนาจ ถ้าการเลือกตั้งเพื่อหวังแต่เพียงอำนาจมีเสียงข้างมากแล้วจะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ เพราะสิ่งนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย การตรวจสอบท้วงติงในเรื่องนี้ นายทักษิณคงไม่ต้องกังวลอะไรเพราะคนที่ต้องตอบคำถามถูกตรวจสอบคือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่มีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมายอยู่แล้ว และสุดท้ายรัฐบาลก็หนีความรับผิดชอบไม่ได้” โฆษกประชาธิปัตย์ กล่าว

นายราเมศ ยังทิ้งท้ายว่า ถ้าคิดว่ามีอำนาจในประเทศนี้แล้วจะทำอะไรก็ได้ ก็ให้ทำทุกอย่างไปให้สุด ไม่ต้องคิดว่าหลักการความถูกต้องเป็นอย่างไร

‘พิธา’ เตือน ‘ทักษิณ’ วิกฤตเศรษฐกิจตอนนี้ ไม่เหมือน ‘ต้มยำกุ้ง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571010

17 มี.ค. 2567

11:47 น.

‘พิธา’ เตือน ‘ทักษิณ’ วิกฤตเศรษฐกิจตอนนี้ ไม่เหมือน ‘ต้มยำกุ้ง’

‘พิธา’ เตือน ‘ทักษิณ’ วิกฤตเศรษฐกิจตอนนี้ ไม่เหมือนปี 2540 ‘ต้มยำกุ้ง’ ระวังจ่ายยาแก้เศรษฐกิจผิด วัดแค่ GDP อย่างเดียวไม่ได้ ต้องวัดความร่ำรวยของประชาชนเพิ่ม

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่า วิกฤตประเทศไทยตอนนี้หนักกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 จะเป็นตัวเร่งให้รัฐบาลผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเล็ทว่า ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดีจริง โตช้าจริง ซึม และการฟื้นฟูหลังจากผ่านสถานการณ์โควิด ก็ยังช้าและแย่มากเป็นอันดับท้ายๆ ของโลก แต่สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาโครงสร้างทั้งหมด ไม่ใช่ว่าวิกฤตแล้วเศรษฐกิจหายไป 20% หรือตลาดหุ้นหายไปเกินครึ่งเหมือนตอนวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือค่าเงินบาทปรับเป็น 50 บาทจาก 25 บาท

ตอนนี้สถานการณ์ไม่เหมือนกันแล้ว พอสถานการณ์ไม่เหมือนกัน เราดันไปบอกว่าเหมือนกัน เราจ่ายยาผิดทันทีนะ คุณจะจ่ายยาผิด เพราะคุณวินิจฉัยอาการผิดตอนนี้เศรษฐกิจมันซึม แล้วมันซึมยาว ซึมยาวมาเป็นปี และซึมมาเป็น 10 ปี แต่ปัญหาโครงสร้างในการส่งออกยังเหมือนเดิม เรื่องเกี่ยวกับภาคการผลิตยังเหมือนเดิม“ นายพิธา กล่าว

นายพิธา บอกว่า ปีนี้งบประมาณล่าช้า แต่ยังรู้สึกว่าเมื่องบประมาณผ่านแล้ว ภาครัฐตั้งใจที่จะอัดโครงการที่เป็นประโยชน์ออกไปจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่สัมมนาหรือซื้อผ้าม่าน มีการอัดฉีดลงทุนในโครงสร้างเข้าไป ก็จะทำให้ GDP โตขึ้น สำคัญที่สุดที่อยากจะชวนรัฐบาลหรือคุณทักษิณด้วย คือเวลาวัดเศรษฐกิจ ถ้าคุณวัดผิดก็จะเป็นเข็มทิศที่ผิด ถ้าคุณไปวัดแค่ GDP ว่าโตเท่าไหร่ มันไม่ได้วัดความเหลื่อมล้ำ จึงอยากขอให้ลองหาตัววัดเศรษฐกิจใหม่ๆ ในการดูแล เช่น การเพิ่มมูลค่าของเศรษฐกิจตอนนี้เป็นอย่างไร หรือการวัดความร่ำรวยของประชาชน (GDP per capita) ไม่ได้ดูแค่ระดับประเทศ แต่ดูระดับในจังหวัด ก็จะทำให้บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น เพราะเราเชื่อว่าไม่ใช่เป็นการบริหารเศรษฐกิจแบบน้ำหยดอย่างที่เคยชิน แต่เป็นการบริหารเศรษฐกิจแบบฐานรากขึ้นมา จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตและเท่าเทียม

ส่วนวิธีการแก้ไขเฉพาะหน้าที่จะรวดเร็วที่สุด ที่จะเป็นทางออกให้กับประเทศคืออะไร นายพิธา กล่าวว่า ตอนนี้ต้องลงรายละเอียดเรื่องที่เปราะบางที่เกิดขึ้น เช่น เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน เป็นเรื่องสำคัญจะต้องเร่งผ่านงบประมาณให้เศรษฐกิจเดินต่อ ,เรื่องภาคการผลิตมีปัญหา โดยเฉพาะภาค SME ก็ต้องหามาตรการที่ลดต้นทุนใน SME ลดค่าไฟ ลดค่าวัตถุดิบ สามารถทำให้ SME สามารถเข้าถึงเวทีโลกได้ เรื่องการเกษตรต่างๆ แม้ผลผลิตจากราคาสูงขึ้น แต่ต้องเข้าไปดูว่าเรามีผลผลิตพอหรือไม่ บางเรื่องราคาลงขึ้นมาเพราะมีการแอบนำเข้า เช่น การนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซีย ทำให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำลง

ดังนั้นต้องมีหลายมาตรการเข้าไปแก้ไข แต่ที่สำคัญที่สุดคือคือต้องมี Road Map ให้เห็นว่าจะทำอะไร เมื่อไหร่ คนที่จะเข้าไปช่วย คนที่จะเข้าไปตรวจสอบ ต้องไปตรวจสอบใคร แต่ในขณะนี้ถ้าไม่มีอะไรนอกจากดิจิทัลวอลเล็ตมันก็เถียงกันในเรื่องแบบนี้ตลอดเวลา ภาพใหญ่กลายเป็นการโตกันไปโต้กันมา มันไม่สามารถจะแนะนำอะไรไปได้มากกว่าที่ทำอยู่ แต่ถ้ามีแผนอย่างชัดเจนก็น่าจะทำได้

นิด้าโพล สำรวจความเห็น ‘ฝ่ายค้านจริงหรือเปล่า ?’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571007

17 มี.ค. 2567

11:22 น.

นิด้าโพล สำรวจความเห็น ‘ฝ่ายค้านจริงหรือเปล่า ?’

นิด้าโพล สำรวจความเห็น ‘ฝ่ายค้านจริงหรือเปล่า ?’ กรณีไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าควรให้โอกาสรัฐบาลบริหารงบปี 67 ก่อน

“นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “ฝ่ายค้าน จริงหรือเปล่า?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-8 มีนาคม 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำงานของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยถามถึงสาเหตุที่ฝ่ายค้านไม่ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล พบว่า

– ร้อยละ 32.75 ควรให้โอกาสรัฐบาลได้บริหารงบประมาณปี 2567 ก่อน

– ร้อยละ 23.74 รัฐบาลเพิ่งบริหารประเทศได้แค่หกเดือน จึงยังไม่ถึงเวลาขอเปิดซักฟอกเพื่อล้มรัฐบาล

– ร้อยละ 23.51 ฝ่ายค้านไม่มีข้อมูลใด ๆ ในเชิงลึกพอที่จะล้มรัฐบาลได้

– ร้อยละ 11.91 ฝ่ายค้านเกี้ยเซี้ย (ประนีประนอม) กับรัฐบาล

– ร้อยละ 5.42 ฝ่ายค้านอยากร่วมรัฐบาล

– ร้อยละ 5.34 ฝ่ายค้านบางพรรคมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับประเด็น มาตรา 112

– ร้อยละ 4.05 รัฐบาลบริหารแบบไม่มีช่องโหว่ให้ฝ่ายค้านขอเปิดซักฟอกเพื่อล้มรัฐบาล

– ร้อยละ 3.05 ฝ่ายค้านทำงานไม่เป็น

– ร้อยละ 11.53 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
 

ความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับมติของฝ่ายค้านที่จะขอเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ พบว่า ร้อยละ 38.09 ระบุว่า เห็นด้วยกับมติของฝ่ายค้านจะขอเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ รองลงมา ร้อยละ 28.24 ระบุว่า ฝ่ายค้านไม่ควรขอเปิดอภิปรายใด ๆ ในเวลานี้ ร้อยละ 26.72 ระบุว่า ฝ่ายค้านควรขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล มากกว่า และร้อยละ 6.95 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของฝ่ายค้าน พบว่า ร้อยละ 36.49 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 28.39 ระบุว่า พอใจมาก ร้อยละ 20.84 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 10.84 ระบุว่า ไม่พอใจเลย และร้อยละ 3.44 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ    

‘ร่มธรรม’ ห่วงวิกฤตพะยูนไทย หญ้าทะเลลดฮวบ สะท้อนวิกฤตโลกร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570986

16 มี.ค. 2567

16:17 น.

'ร่มธรรม' ห่วงวิกฤตพะยูนไทย หญ้าทะเลลดฮวบ สะท้อนวิกฤตโลกร้อน

‘ร่มธรรม’ เผยพะยูนไทยอาจสูญพันธ์ุ จี้เรัฐบาลเร่งขึ้นวาระแห่งชาติ เหตุหญ้าทะเลลดจากวิกฤตโลกร้อน ตกในจำนวนพะยูนในตรังลดลง 5 เท่า

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพพะยูนผอมที่เกาะลิบง จังหวัดตรัง ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากโดยเฉพาะในโซเชียลว่า เป็นภาพสะท้อนสถานการณ์ของพะยูนไทยที่อยู่ในขั้นวิกฤตจริง อาจนำไปสู่การสูญพันธุ์จากประเทศไทยได้ และยังสะท้อนภาพรวมของสถานการณ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลไทยด้วย

ที่มาภาพ : บังบ่าว และ รีวิวตะรังตรัง ไบรท์ สาวตรังพาลุยที่มาภาพ : บังบ่าว และ รีวิวตะรังตรัง ไบรท์ สาวตรังพาลุย

สาเหตุสำคัญที่สุดตอนนี้ คือ อาหาร นักวิชาการชี้ว่าตอนนี้มีปัจจัยหลักจากเรื่องโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลให้น้ำทะเลลดลงทำให้แสงแดดแผดเผาตายไปกว่าครึ่งนอกจากนี้ก็มีเรื่องสารเคมีและตะกอนจากโครงการพัฒนาชายฝั่ง ทำให้หญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารของพะยูนเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว 

นายร่มธรรม กล่าวว่า เกาะลิบงและเกาะมุกด์ คือ แหล่งหญ้าทะเลขนาดใหญ่ ทำให้มีฝูงพะยูนมากที่สุดในแถบนี้ จะเรียกว่าเป็นเมืองหลวงของพะยูนไทยก็ว่าได้ แต่ประชากรสำรวจพะยูนน่าใจหายมาก ที่ตรัง จากปีที่แล้ว 194 เหลือ 36 ตัว เฉพาะปี 2567 มีพะยูนตายไปแล้วนับสิบตัวในเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น 

ซึ่งการที่ฝูงพะยูดลดจำนวนลงค่อนข้างมาก นอกจากการตาย ส่วนหนึ่งได้อพยพตามแหล่งอาหารไปที่อื่น ขณะที่บางส่วนเริ่มปรากฏตัวตามท่าเรือบ่อยขึ้น ทั้งที่ปกติพวกเขาจะไม่เข้าใกล้คน แต่นั่นเพราะพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ ผลที่ตามมาคือ พวกเขากลับไปติดเครื่องมือประมงและทำให้ตายหรือบาดเจ็บ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อัตราการตายของพะยูนสูงขึ้น

นอกจากนี้ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม คือ ขยะพลาสติกและอื่นๆที่กลายเป็นขยะทะเล เช่นกรณีของลูกพะยูนมาเรียมและยามีล ที่ลำไส้อุดตันและติดเชื้อตายไปจากการกินขยะพลาสติก ซึ่งไม่ใช่เป็นภัยคุกคามแค่พะยูนเท่านั้น แต่รวมถึงสัตว์ทะเลอีกหลายชนิดด้วย เช่น เต่าทะเลที่มีจำนวนลดลงเช่นกันจากการสำรวจล่าสุด

หญ้าทะเลและพะยูนมีความสำคัญและสัมพันธ์กันอย่างมากต่อระบบนิเวศใกล้ชายฝั่ง เพราะพะยูนจะทำหน้าที่กระจายเมล็ดพันธุ์หญ้าทะเลจากการกินแล้วถ่ายออก การกิน การเล็มทำให้หญ้าทะเลต้นเล็กๆได้รับแสง แตกกอและเติบโตได้ ซึ่งจะกลายเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำขนาดเล็กและลูกๆของมัน สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ท้องทะเลเสมือนเป็นแหล่งอนุบาล ดังนั้น การหายไปของพะยูนและหญ้าทะเล จึงเป็นสัญญาณเตือนถึงการหายไปของสัตว์ทะเลอื่นๆในอนาคตด้วย

การดูแลรักษาพะยูนไม่ให้สูญพันธุ์ หญ้าทะเล รวมถึงทรัพยากรทางทะเล เราจึงไม่อาจปล่อยให้เป็นภาระของคนตรังหรือคนใต้ดูแลกันไปตามมีตามเกิดได้ หลายประเทศก็เผชิญเหมือนกัน สะท้อนสถานการณ์วิกฤตภาวะโลกร้อน หรือสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ขั้นวิกฤต ส่งผลกระทบไปทั่วทุกพื้นที่ ทั้งบนบก และในทะเล ทั้งต่อประชาชน และสิ่งมีชีวิต ที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในระดับวาระแห่งชาติ ต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ และมีมาตรการระยะสั้นและระยะยาว

นายร่มธรรม กล่าวต่อว่า ในระยะเร่งด่วนเฉพาะหน้า ต้องหามาตรการด้านแหล่งอาหาร หญ้าทะเล และสนับสนุนงบประมาณลงไปทันที จากกรณีศึกษาในต่างประเทศ อเมริกา เคยมีวิกฤต พะยูนมานาตี ( Manatee) เรื่องอาหารถึงขั้นต้องเอาอาหาร เอาผัก โยนให้พะยูนมานาตีกิน เพื่อประคับประคองสถานการณ์ เราจึงอาจต้องพิจารณามาตรการเฉพาะหน้าเหล่านี้เช่นกัน 

โลกร้อน ทะเลเดือด เป็นวาระร่วมกันของโลก รัฐบาลต้องประกาศจุดยืนในสิ่งที่เราจะดำเนินการและผลักดันขับเคลื่อนเพื่อเรียกร้องความตื่นตัวต่อเรื่องนี้ในระดับสากล ส่วนในระดับประเทศเอง เราก็ต้องเร่งมีมาตรการจัดการปัญหาเฉพาะ ทั้ง น้ำเสีย ตะกอน ขยะทะเล เครื่องมือประมง 

“เศรษฐา” พร้อมดึง “ทักษิณ” ช่วยงาน การเมือง หากพร้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570983

16 มี.ค. 2567

14:44 น.

"เศรษฐา" พร้อมดึง "ทักษิณ" ช่วยงาน การเมือง หากพร้อม

“เศรษฐา” เผย ยังไม่มีโอกาสหารือกับ “ทักษิณ” ยืนยัน พร้อมดึงช่วยการเมือง หากพร้อม เชื่อ ประเทศไทย ได้ประโยชน์แน่

(16 มี.ค. 2567) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการรับประทานอาหารมื้อค่ำ ร่วมกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บ้านพักส่วนตัวของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ (15 มี.ค. 2567) ว่า ไม่ได้มีโอกาสพูดคุยปรึกษางานใดๆ กับนายทักษิณ มีเพียงการพูดคุย ถ่ายรูป และรับประทานอาหารตามซุ้มต่างๆ เท่านั้น

เศรษฐาพบทักษิณเศรษฐาพบทักษิณ

นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนเห็นว่านายทักษิณ มีท่าทีที่เหนื่อย แต่ยังมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส และรับทราบว่า นายทักษิณ มีอาการปวดหลังด้วย แต่ก็ดีใจที่ได้เห็นนายทักษิณ มีหน้าตาที่ยิ้มแย้ม แจ่มใส และเชื่อว่า หลังจากนี้จะได้มีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้น เพราะในการรับประทานอาหารงานดังกล่าวตนเอง ได้นั่งข้าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงพูดคุยหารือกันเป็นส่วนใหญ่

ส่วนมีแนวคิดจะขอคำปรึกษาด้านเศรษฐกิจ จากนายทักษิณหรือไม่นั้น นายเศรษฐา ยืนยันว่า มีโอกาสแน่นอน แต่เมื่อคืนไม่ได้พูดคุยกัน แต่ยืนยันว่า ไม่ปิดกั้นอย่างแน่นอน เพราะนายทักษิณ​ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความนิยมสูงสุด หากสามารถดึงมาช่วยงานได้ ประเทศไทย ก็จะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่

เศรษฐา-ทักษิณเศรษฐา-ทักษิณ

นอกจากนี้ นายเศรษฐา ยังย้ำว่า ยังไม่มีแนวคิดเชิญนายทักษิณมาร่วมงานการเมือง เพราะยังไม่ทราบว่า นายทักษิณ ต้องการทำหน้าที่ใด หรือต้องการจะใช้เวลา เพื่อชดเชยกับครอบครัวก่อน แต่เชื่อว่า นายทักษิณ สามารถช่วยเหลืองานทางการเมือง ในบริบทที่นายทักษิณถนัดได้ จึงขออย่าเป็นกังวล เพราะรัฐบาลของตนเอง ใจกว้างเสมอ สำหรับการรับฟังความเห็นทุกคน ทั้งสื่อมวลชน และอดีตนายกรัฐมนตรี

นายเศรษฐา ตอบคำถามทิ้งท้ายสื่อมวลชน ในประเด็นมีความน้อยใจหรือไม่ ที่ประชาชนรักทักษิณมากกว่านั้น นายเศรษฐา กล่าวว่า นายทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีมาหลายปี และได้รับความนิยม อยู่ในแวดวงการเมืองมานานกว่าตนเอง ประชาชนจึงรักนายทักษิณมากกว่าแน่นอน แต่ตนเองก็มีหน้าที่ที่ต่างกันไป เพราะตนเป็นนายกรัฐมนตรีก็พยายามแก้ไขปัญหาบ้านเมืองต่อไปจึงไม่รู้สึกใดๆ

เศรษฐาเข้าพบทักษิณเศรษฐาเข้าพบทักษิณ