จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า ศาล รธน. สั่งยุบ ‘พรรคก้าวไกล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570709

12 มี.ค. 2567

16:43 น.

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า ศาล รธน. สั่งยุบ 'พรรคก้าวไกล'

เมื่อ กกต. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญขอให้สั่งยุบพรรคก้าวไกล ชี้ตามคำวินิจฉัย “ล้มล้างการปกครอง” พ่วงกล่าวหา “ปฏิปักษ์ต่อการปกครอง” นักกฎหมายชี้ มีสิทธิ์ถึงยุบ กก.บห. ทั้ง 2 ชุด ขึ้นอยู่กับคำร้องและมติตุลาการศาล รธน.

เมื่อ กกต. มีมติเอกฉันท์ ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก้าวไกล แต่กรณีคำวินิจฉัยว่าการหาเสียงว่าจะแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49

มีข้อสังเกตว่า คำร้องของ กกต. มีการอ้างอิงกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 92(1) ขอให้ยุบพรรคที่กระทำการล้มล้างการปกครองแล้ว ยังอ้างอิงถึง (2) ที่ขอให้ยุบพรรคที่กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง

รศ.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ให้ความเห็นถึงกับคมชัดลึก ถึงผลที่ต่างกัน หากศาลรัฐธรรมนูญชี้เฉพาะการใช้นโยบายเฉพาะช่วงหาเสียงเข้าข่ายตามล้มล้างการปกครองตาม (1) จะมีผลให้ยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  เป็นเวลา 10 ปี

แต่หากวินิจฉัยว่าทั้งช่วงหาเสียงจนถึงการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองภายใต้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ว่าเป็นกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองตาม (2) อาจมีผลทำให้ยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทั้งชุดนายพิธา และชุดของนายชัยธวัช ตุลาธน เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับคำร้องของ กกต. และมติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

สำหรับ ส.ส. ที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค หากพรรคถูกยุบ จะต้องหาพรรคสังกัดใหม่ภายใน 60 วัน แต่หากศาลรัฐธรรมนูญไม่สั่งยุบพรรค พรรคก้าวไกลก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยระยะเวลาหากเทียบกับคดียุบพรรคอนาคตใหม่ นับจากเวลาที่ กกต. ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ จนมีคำสั่งยุบพรรค ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนครึ่ง แต่ระยะเวลาจะเร็วหรือช้า ก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของคดี

กกต. มติเอกฉันท์ ส่งศาล รธน. ยุบ ‘ก้าวไกล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570690

12 มี.ค. 2567

14:04 น.

กกต. มติเอกฉันท์ ส่งศาล รธน. ยุบ ‘ก้าวไกล’

กกต. มติเอกฉันท์ ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ยุบ ‘พรรคก้าวไกล’ กรณีคำวินิจฉัย นโยบายแก้ประมวลกฎหมายอาญา ม.112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง

มีรายงานว่า ที่ประชุม กกต.มีมติเอกฉันท์ เสนอเรื่องพร้อมความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก้าวไกล แล้วตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่าการกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล ที่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แล้วใช้เป็นนโยบายในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
 

โดยก่อนที่ประชุมมีมติดังกล่าว มีการพิจารณาผลการศึกษาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับเต็ม ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 ก.พ. ที่ผ่านมา และความเห็นที่สำนักงาน กกต.เสนอ ว่าการกระทำของพรรคก้าวไกลเข้าข่ายเป็นความผิดมาตรา92(1) พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560

กกต. มติเอกฉันท์ ส่งศาล รธน. ยุบ ‘ก้าวไกล’

โฆษก กห. แจง ‘ทหารรับใช้’ ยกเลิกไปหมดแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570685

12 มี.ค. 2567

12:33 น.

โฆษก กห. แจง ‘ทหารรับใช้’ ยกเลิกไปหมดแล้ว

‘จิรายุ’ แจงคลิปพลทหารซัก กกน. ปลดประจำการไปแล้ว ส่ง จนท.ไปขอข้อมูลตรวจสอบ ย้ำยกเลิกทหารรับใช้นายแล้ว แต่ยังมีทหารอยากไปรับใช้บ้านนาย เตือนผู้บังคับบัญชา ต้องดูแลพลทหารรับใช้ให้ดี

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงกลาโหมฝ่ายการเมือง กล่าวถึงคลิปพลทหารซักชุดชั้นในที่บ้านพักนายทหาร พบว่า พลทหารในคลิปเป็นพลทหารที่เคยประจำการอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ของกองทัพเรือ ปลดประจำการไปแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา สืบค้นประวัติปรากฏว่าอดีตพลทหารคนดังกล่าวไปทำงานอยู่ที่จังหวัดนครปฐม วันนี้ (12 มี.ค.) กองทัพเรือ จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปขอข้อมูลว่า เหตุใดจึงมีการเผยแพร่คลิปลักษณะนี้ และเกิดที่ไหนอย่างไร เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพิจารณาของคณะกรรมการฯ เพื่อดำเนินการ ตรวจสอบว่าเหตุเกิดที่ไหน เพราะคลิปลักษณะเช่นนี้ในการทหารต่างประเทศ บางครั้งก็เป็นการสร้างให้เกิดการเกลียดชังกับหน่วยงานต่อต้านอะไรต่าง ๆ ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ต้องดำเนินการตามระเบียบ ซึ่งนายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวในที่ประชุมว่า กระทรวงกลาโหม ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเป็นเอกสารว่า ห้ามกองทัพ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำพลทหารไปรับใช้ทั้งภรรยา และบุตร ตามกฎหมายในอดีต แต่เมื่อปี 2566 ได้ประกาศยกเลิกไปหมดแล้ว

นายจิรายุ ยังเตือนไปยังผู้บังคับบัญชาที่มีพลทหารไปดูแล จะต้องดูแลให้ดี เพราะหากดูแลไม่ดี และพลทหารออกมาตำหนิติเตียนผ่านสื่อ ผู้บังคับบัญชาจะต้องรับผิดชอบ พร้อมยอมรับว่า พลทหารรับใช้มีจริง เพราะทุกกระทรวงและกรม เช่น ตำรวจ ก็มีตั้งแต่พลตำรวจจนถึงกระทั่งนายสิบ และนายร้อย ที่อยากจะไปเดินถือกระเป๋าให้กับผู้บังคับบัญชา และพร้อมทำทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชานั้น จะดูแล

นายจิรายุ ยังเห็นว่า ภาพที่ปรากฎ ที่มีพลทหารไปทำข้าว หรือจัดอาหารนั้น อาจมองได้ 2 มุม เพราะในกองทัพ มีองคาพยพหลากหลาย บางคนฝึกหนัก 3 เดือน แล้วอยากจะไปฝึกโรงครัว ไม่ต้องการไปฝึกหนักอีก เพื่อเป็นเชฟหลังปลดประจำการ หรือหลายคนอยู่ในโรงนอน ก็รับจัดที่นอนให้เพื่อน เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยเพราะจะมีการตรวจเช็ค เมื่อปลดประจำการก็ไปทำงานโรงแรมได้ ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาต้องดูแล ต้องให้ได้ความรู้ ความสามารถ เพราะถ้าผู้บังคับบัญชา ดูแลไม่ดี ก็จะกลายเป็นบูมเมอแรง สะท้อนกลับไปสู่ผู้บังคับบัญชาได้อย่างที่เป็นข่าว ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนเมื่อใด ก็ต้องดำเนินการตามระเบียบวินัยทางการทหารต่อไป หากพบว่า มีความผิดก็ต้องถูกลงโทษ ตั้งแต่ตักเตือน ภาคฑัณฑ์ กักขัง หรือให้ออกจากราชการ

ศาลชั้นต้น ยกฟ้อง ‘หมอวรงค์’ หมิ่น ‘ธนาธร’ หนุนล้มล้างการปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570684

12 มี.ค. 2567

12:21 น.

ศาลชั้นต้น ยกฟ้อง ‘หมอวรงค์’ หมิ่น ‘ธนาธร’ หนุนล้มล้างการปกครอง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ‘หมอวรงค์’ หมิ่น ‘ธนาธร’ หนุนล้มล้างการปกครอง ชี้เนื้อหาไม่ได้หมิ่นประมาททำให้เสียหาย

12 มี.ค. 2567 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดี คดีดำอ.280/2564 ที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เป็นโจทก์ฟ้อง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าเสียหาย 24,062,475 บาท เกี่ยวกับกรณีที่ นพ.วรงค์ไลฟ์สดกล่าวหาทำนองว่านายธนาธรสนับสนุนเกี่ยวข้องกับปฏิรูปสถาบัน อันเป็นการล้มล้างการปกครอง จากการเเถลงข่าวจะดตั้งพรรคไทยภักดีเเละไลฟ์สดเฟซบุ๊ค เหตุเกิดช่วงวันที่ 20 ม.ค.-4 ก.พ.2564

โดยศาลเห็นว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์จึงเป็นการแจ้งล่วงหน้าให้ทราบ ว่าจำเลยจะไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับโจทก์ในความผิดมาตรา 112 ในภายหน้า อันเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายไม่ทำให้ผู้ที่ได้อ่านหรือประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นบุคคลที่เข้าใจไปได้ว่า โจทก์กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อันจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังแต่อย่างใด ข้อความดังกล่าวจึงมิได้มีเนื้อหาหมิ่นประมาทโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดความฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา “พิพากษายกฟ้อง”

นพ.วรงค์  เดชวิกรมกิจ ประธานพรรคไทยภักดี ให้สัมภาษณ์หลังเข้าฟังคำพิพากษาว่า วันนี้นายธนาธรไม่ได้เดินทางมาที่ศาลมีเพียงผู้รับมอบอำนาจเดินทางมาเท่านั้น ซึ่งตนชนะคดีหลังจากที่เขาฟ้องเป็นครั้งที่ 3 อยากบอกว่าการที่พวกคนฟ้องคนอื่น หรือฟ้องประชาชนพร่ำเพรื่อนอกจากจะเสียเงินเยอะแต่ละคดี และเรียกค่าเสียหาย 24,062,475 บาท คนพวกนี้อ่อนประสบการณ์ วันใดที่บริหารประเทศด้วยการอ่อนประสบการณ์แบบนี้จะทำให้ประเทศเสียหายและล่มจม

“วันนี้แม้จะเป็นคำพิพากษาศาลชั้นต้น เขามีสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์ แต่ตนจะต่อสู้ด้วยข้อเท็จจริงมีพยานหลักฐานไม่ใช่มีเพียงแค่พยานบุคคล และตนถูกฝึกให้พูดความจริง เวลาตนโพสต์ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียจะมีเอกสารอ้างอิงหมดซึ่งตนไม่เคยกลัวเพียงแต่เรื่องนี้ทำให้เสียเวลา  นอกจากนี้ขอให้มาพูดคุยกันอย่างลูกผู้ชายไม่ว่าจะผ่านเวทีไหนก็ได้ โดยเฉพาะเรื่องมาตรา 112 ขณะที่ฝากไปถึง ประชาชน ช่วงนี้มีบางพรรคการเมืองปล่อยคลิปวิดีโอรณรงค์เชิญชวนเข้าแคมป์ สร้างเจตนารมณ์ก่อนจะให้มีการไปสมัครวุฒิสภา ซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ต้องการให้เป็นกลาง ไม่ควรมีพรรคการเมืองเข้าไปยุ่งหรือเชิญชวนเข้าแคมป์ดังกล่าว เพราะมองว่าเป็นการฝักใฝ่และทำให้เจตนารมย์ของ สว. มีปัญหา” นพ.วรงค์ กล่าว

สำหรับคดีที่นายพิธา หรือพรรคก้าวไกล ผู้ฟ้องร้องตน ศาลได้พิพากษายกฟ้องว่า ตนเองว่าไม่ได้มีการหมิ่นประมาท โดยทราบภายหลังว่าพรรคก้าวไกลได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งไม่ว่าจะมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาจากศาลอย่างไร ยืนยันว่า ในการต่อสู้ที่ผ่านมา เป็นการต่อสู้ในข้อเท็จจริง และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทราบว่าศาลได้ยกคำร้องในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการสนับสนุนการล้มล้างการปกครองเป็นประเด็นที่ใหญ่ ที่มีการสืบพยานมาอย่างยาวนาน และมีความเชื่อมโยงไปถึงพรรคก้าวไกล ซึ่งตนชนะคดี และศาลตัดคดีส่วนตัวที่เกี่ยวกับนายธนาธรศาลตัดออก จึงเหลือประเด็นแค่ที่ตนเองกล่าวหาว่า นายธนาธรจะถูกดำเนินคดีมาตรา 112

‘สุทิน’ เคยขอพบ ‘ทักษิณ’ แต่ถูกไล่ให้ไปทำงานก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570678

12 มี.ค. 2567

11:41 น.

‘สุทิน’ เคยขอพบ ‘ทักษิณ’ แต่ถูกไล่ให้ไปทำงานก่อน

‘รมว.กลาโหม’ ยอมรับ เคยขอพบ ‘ทักษิณ’ แต่ถูกไล่ให้ไปทำงานก่อน ไม่รู้มีคนปราม สส. รอพบที่เชียงใหม่หรือไม่ ไม่กังวลปรับ ครม. เปรียบนายกฯเหมือนหัวหน้าทีมฟุตบอล ชี้อยู่ตำแหน่งไหนก็สำคัญ

นายสุทิน คลังแสง รมว.กระทรวงกลาโหม กล่าวถึงนายกรัฐมนตรีที่จะเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามแก้ไขปัญหาไฟป่า วันที่ 16 มีนาคมนี้ ว่า ตนคงไม่ได้ไป เนื่องจากติดภารกิจ และนายกรัฐมนตรีเคยกำชับว่า เวลาไปตรวจราชการที่ไหน ไม่จำเป็นที่รัฐมนตรีต้องไปกันเยอะ หากมีภารกิจก็ให้แยกกันทำ ส่วนหากได้ไปจะมีโอกาสไปพบกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น น่าจะไม่มี แต่หากกลับมากรุงเทพฯ คงหาเวลาไปพบท่าน แต่ไม่ใช่ช่วงที่เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเตรียมนัดหมายที่จะเข้าพบ กับนายทักษิณ โดยประสานผ่านเลขาฯของท่าน ยังไม่ลงแต่ว่าช่วงนี้ คงอีกสักพักหนึ่ง และตนต้องการไปขอคำปรึกษา คำแนะนำเรื่องการบริหาร ในฐานะผู้บริหารที่มีประสบการณ์

นายสุทิน ยังกล่างถึง กรณีที่มีการออกมาปราม สส.ไม่ให้ไปพบนายทักษิณ ที่จังหวัดเชียงใหม่นั้น ว่า ไม่ทราบว่ามีการปรามหรือไม่ แต่ สส. ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม หากมีภารกิจหน้าที่ก็ทำไป ตัวนายทักษิณ ก็ประสงค์เช่นนั้น เพราะหลายครั้งที่ตนเคยขอเข้าพบ แต่ท่านไม่ให้พบ และไล่ให้ไปทำงาน ดังนั้น สส.ก็คงเข้าใจ ยอมรับว่า เคยประสานเพื่อขอเข้าพบนายทักษิณไปแล้ว ซึ่งท่านให้เหตุผลว่า หากมีงานอยู่ก็ทำงานไปก่อน ถ้าว่างจริงๆ แล้วค่อยมา พร้อมบอกว่า เห็นงานยุ่ง งานเยอะก็ทำงานไป ซึ่งนายสุทินกล่าวพร้อมอมยิ้ม และหัวเราะ

รมว.กระทรวงกลาโหม ยังกล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ จะไม่ถูกปรับออกจากตำแหน่ง นายสุทิน กล่าวว่า ไม่ได้คิด ไม่รู้และไม่ได้วิเคราะห์ เราก็ทำงานไป ซึ่งเรื่องนี้เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมฟุตบอล ที่อาจจะปรับผู้เล่น ปรับแผนการเล่น เป็นไปได้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้เป็นกังวลมาก  ส่วนผลงานจะเข้าตาหรือไม่นั้นตนเองไม่ทราบ ต้องไปถามนายกฯ

จากนั้นผู้สื่อข่าวถามว่า นายสุทิน อยากเป็นกองหน้า หรือกองหลัง นายสุทินกล่าวว่า เป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น ตำแหน่งไหนก็มีประโยชน์ ก็มีความสำคัญ ก็มีผลงานในทีม ไม่ว่าจะเป็นศูนย์หน้า มิดฟิลด์ หรือ เซนเตอร์

ฝ่ายค้าน นัดประธานสภาฯ ยื่นญัตติอภิปรายทั่วไป พรุ่งนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570677

12 มี.ค. 2567

11:30 น.

ฝ่ายค้าน นัดประธานสภาฯ ยื่นญัตติอภิปรายทั่วไป พรุ่งนี้

ฝ่ายค้าน นัดประธานสภาฯ ยื่นญัตติอภิปรายทั่วไป พรุ่งนี้ (13 มี.ค.) เตรียมทวงนโยบายที่สัญญาไว้กับ ปชช. โดยเฉพาะเงินดิจิทัล แก้ รธน. ยืนยันมีปม ‘ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์’ แน่นอน

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า วันพรุ่งนี้ (13 มี.ค.) ฝ่ายค้านนัดหมายยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในเวลา 10.00 น. ส่วนการจัดสรรเวลาร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายค้าน จะต้องรอให้ทราบจำนวนวันการอภิปรายจากรัฐบาลก่อน จึงจะสามารถจัดสรรเวลาได้ ฝ่ายค้านก็เคยจัดสรรกันมาตั้งแต่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย 2567 ในวาระแรกแล้ว และก็จะมีการพูดคุยถึงหัวข้อการอภิปรายกันต่อไป เพื่อให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน ซึ่งพรรคก้าวไกล เริ่มมีการจัดหมวดหมู่การอภิปรายกันบ้างแล้ว และมีผู้เสนอการอภิปรายจำนวนมาก จะต้องคัดไฮไลท์สำหรับขึ้นมาอภิปราย เนื่องจากเวลามีจำกัด

ส่วนกรณีที่รัฐบาลอ้างยังไม่มีงบประมาณใช้ในการบริหารประเทศนั้น นายปกรณ์วุฒิ เห็นว่า การอภิปรายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 เป็นการซักถามรัฐบาล ซึ่งก็จะต้องย้อนไปในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา บางเรื่องมีการแถลงใหญ่โต แต่กลับไม่ได้ทำ และบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณก็สามารถดำเนินการได้ ระยะเวลา 7-8 เดือน ก็จะต้องเห็นรูปร่างบ้างแล้ว เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต ที่กลายเป็นนโยบายคิดไปทำไป นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ หรือแม้แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลน่าจะให้ความสำคัญลำดับที่ 1 แต่ก็ยังไม่ไม่มีการขับเคลื่อน พร้อมยอมรับว่า ประเด็นของนายทักษิณ ชินวัตร และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2 อดีตนายกรัฐมนตรี จะอยู่ในหัวข้อการอภิปรายด้วย ซึ่งก็จะมีการพูดคุยการอภิปรายกันในฝ่ายค้าน เพื่อไม่ให้ซ้ำมุมกัน

นายปกรณ์วุฒิ ยังชี้แจงกรณีวิพากษ์วิจารณ์พรรคก้าวไกล ตั้งกระทู้ถาม รู้เห็นเป็นใจ มีผลประโยชน์ร่วมกับพรรคเพื่อไทยว่า การตั้งกระทู้ถามสดทุกครั้ง มีการคัดเลือกประเด็นกันอย่างเต็มที่ คำนึงถึงปัญหา และปากท้องของประชาชน ส่วนประเด็นทางการเมือง ถ้าไม่แหลมคมก็ไม่จำเป็นต้องมีการตั้งกระทู้ถามสด รวมการสื่อสารของพรรคฯ และการให้สัมภาษณ์ ก็มีการทวงถาม ซักถามเหมือนญัตติการอภิปรายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 เพื่อตรวจสอบรัฐบาลตลอดเวลา ไม่ว่านอก หรือในสภา และหลายเรื่องด้วย คาดหวังว่า การอภิปรายทั่วไปรัฐบาลครั้งนี้ จะช่วยสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล เพื่อทวงถามนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชนได้ หรือบางนโยบายที่ผิดทาง หรือมีกลิ่นแปลก ๆ ก็สามารถยุตินโยบายได้

‘ทหารเกณฑ์’ ไม่ใช่ขี้ข้า กลาโหมพร้อมลงโทษ คนสั่งซักกางเกงใน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570641

11 มี.ค. 2567

15:32 น.

'ทหารเกณฑ์' ไม่ใช่ขี้ข้า กลาโหมพร้อมลงโทษ คนสั่งซักกางเกงใน

‘ทหารเกณฑ์’ ไม่ใช่ขี้ข้า กลาโหมเตรียมลงโทษ ส่งกองทัพเรือสอบสวนคนสั่งซักกางเกงใน พร้อมจัดการใหญ่แค่ไหนไม่มียกเว้น

จากเรื่อง ทหารเกณฑ์ ซักกางเกงใน ที่โซเชียลออกมาวิจารณ์สนั่น หลังจากเพจเฟซบุ๊กเพจ อีซ้อขยี้ข่าว โพสต์คลิป ทหารเกณฑ์ รายหนึ่ง ออกมาระบายความในใจ อยู่บ้านนายถูกใช้เหมือนขี้ข้า ต้องทำทุกอย่างกางเกงในก็ต้องซักให้

ล่าสุดกลาโหมชี้แจงแล้ว พล.ร.ต.ธนิตพงศ์ สิริเศวตศักดิ์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แจ้งความคืบหน้ากรณีมีคลิป ทหารเกณฑ์ ว่ากระทรวงกลาโหม ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นอดีตทหารกองประจำการ สังกัดกองทัพเรือ ซึ่งปลดประจำการไปแล้ว ทั้งนี้อยู่ระหว่างติดต่อทหารกองประจำการที่โพสต์คนดังกล่าว เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

ทหารเกณฑ์ทหารเกณฑ์

ทหารเกณฑ์ คนในคลิป ไปเมื่อช่วงต้นปี 67 โดยจะสอบถามข้อมูลว่าในช่วงที่ประจำการณ์อยู่นั้น สังกัดอยู่ในหน่วยใด และใครเป็นผู้บังคับบัญชา และคลิปดังกล่าวเป็นของตนเอง หรือไปนำคลิปจากใครมา สำหรับบทลงโทษนายทหาร

หากพบว่ากระทำผิดระเบียบจริง มีบทลงทัณฑ์ตามมาตรา 5 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหารแก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477 หมวด 3 อำนาจลงทัณฑ์ มาตรา 8 ทัณฑ์ที่จะลงแก่ผู้กระทำผิดต่อวินัยทหารดังกล่าวไว้ในหมวด 2 นั้น  ให้มีกำหนดเป็น 5 สถาน คือ

  1. ภาคทัณฑ์
  2. ทัณฑกรรม
  3. กัก
  4. ขัง
  5. จำขัง

‘วิสุทธิ์’ มั่นใจ อภิปรายทั่วไป ไม่ต้องมีองครักษ์ พิทักษ์รัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570637

11 มี.ค. 2567

15:02 น.

‘วิสุทธิ์’ มั่นใจ อภิปรายทั่วไป ไม่ต้องมีองครักษ์ พิทักษ์รัฐบาล

ประธานวิปรัฐบาล มั่นใจ อภิปรายทั่วไป ไม่ต้องมีองครักษ์ พิทักษ์รัฐบาล เชื่อ สส.เพื่อไทย ไม่โดดประชุมไปรับ ‘ทักษิณ’ ที่เชียงใหม่ เลขาธิการเพื่อไทย ย้ำเพื่อไทยคุย ‘ฮุนเซน’ หารือทำพรรคแนวทางคนรุ่นใหม่

11 มี.ค.2567 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงการยื่นอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ว่า การเตรียมความพร้อมของรัฐบาลเชื่อว่าไม่มีปัญหา มั่นใจว่ารัฐบาลพร้อมตอบการอภิปรายครั้งนี้ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะครั้งนี้รัฐบาลยังไม่ได้ใช้เงินงบประมาณสักบาท ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 จะเข้าที่ประชุมวาระ 2 และ 3 วันที่ 20 มีนาคมนี้ เชื่อมั่นว่ารัฐบาลไม่มีความกังวล ไม่ต้องเตรียมองครักษ์ไว้พิทักษ์รัฐบาล เพราะเชื่อว่ารัฐบาลตอบได้ อีกทั้งรัฐบาลเองก็มี สส.ในสภา มีความพร้อม ถ้าอภิปรายอยู่ในระเบียบข้อบังคับก็ไม่มีปัญหา อย่าไปพาดพิงบุคคลภายนอกหรือพูดเกินเลย ก็จะเป็นการกระทบกัน แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของสภาและเป็นความสวยงามของประชาธิปไตย

สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นช่วงเดียวกับที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปเชียงใหม่จะมี สส.พรรคเพื่อไทย หรือ สส.พรรคร่วมรัฐบาลไปต้อนรับ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ภายในพรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่นายทักษิณจะไปกราบไหว้บรรพบุรุษ เพราะนายทักษิณเป็นคนเหนือ ซึ่งมีการพูดคุยกับเลขาธิการพรรคเพื่อไทย มีการกำชับเป็นเด็ดขาดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สส.พรรคเพื่อไทยจะต้องอยู่เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ในสภา เชื่อว่าไม่มีใครไป นอกจากจะเป็นอดีต สส. ตนก็ไม่ทราบเพราะไม่ได้ติดต่อกัน

นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะไปเยือนประเทศกัมพูชาสัปดาห์หน้าว่า การไปเยือนกัมพูชาในครั้งนี้ เป็นการเชิญภายในระหว่างพรรคการเมืองกับพรรคการเมือง ซึ่งอาจจะมีการถกกันในประเด็นการทำพรรค โดยพรรคเพื่อไทยได้เปลี่ยนผู้บริหารพรรคชุดใหม่ และจากการที่สมเด็จฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชาได้มาเยี่ยมนายทักษิณ ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ก็ได้มีการพูดคุยกับนางสาวแพทองธาร ที่อยากจะเชิญพรรคเพื่อไทย ไปแลกเปลี่ยนการทำพรรคโดยคนรุ่นใหม่ มั่นใจว่าทางกัมพูชาเองก็อยากจะมีการเปลี่ยนแปลง เพราะนอกจากบุตรชายของสมเด็จฮุนเซน คือ “ฮุน มาเนต” ซึ่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของกัมพูชาแล้ว ส่วนมากคนในพรรคก็ยังเป็นคนรุ่นเก่าอยู่ จึงอยากมีการแลกเปลี่ยนกับพรรคเพื่อไทย

ส่วนการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งท้องถิ่นระดับ อบจ.นั้น นายสรวงศ์ กล่าวว่า พรรคได้มีการเตรียมในจังหวัดที่มีความพร้อม ซึ่งเป็นจังหวัดที่ค่อนข้างมีเอกภาพ สส.และผู้สมัครให้ความเห็นชอบร่วมกัน โดยจะไม่ส่งลงหมดทุกจังหวัด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองท้องถิ่น เป็นพื้นฐานสำคัญ ที่จะมาช่วยผลักดันการเมืองระดับชาติ เพราะงบประมาณต่างๆเมื่อกระจายไปสู่ระดับท้องถิ่นแล้ว การเมืองระดับชาติก็ต้องพึ่งพาระดับท้องถิ่นพอสมควร ส่วนจังหวัดที่มีความพร้อมในการส่งผู้สมัครก็จะมีการเปิดตัว ประมาณ 4-5 จังหวัด และจะทยอยเปิดไปเรื่อยๆ

เมื่อถามว่ากระแสบ้านใหญ่ขนาดนี้เหมือน จะกำลังไหลเข้าพรรคก้าวไกลพรรคเพื่อไทยยังมีความมั่นใจอยู่หรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า คำว่าบ้านใหญ่ส่วนตัวคิดว่าล้าสมัยไปแล้วอุดมการณ์ต่างๆ และการทำพรรคการเมืองก็มีความคิดเห็นที่ตรงกันและแตกต่างกันบ้าง คำว่าบ้านใหญ่คือครอบครัวที่มีพื้นฐานทางการเมือง ในจังหวัดต่างๆ ซึ่งประชาชนก็เข้าใจอยู่แล้วว่าใครอยู่ในพื้นที่ไหน โดยเฉพาะการเมืองท้องถิ่น และต้องยอมรับว่าการเมืองท้องถิ่นต้องอยู่กับประชาชน

‘ทหารรับใช้’ ไหนว่ายกเลิกไปแล้ว กมธ.ทหาร เดินหน้าตามเรื่องต่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570623

11 มี.ค. 2567

13:11 น.

‘ทหารรับใช้’ ไหนว่ายกเลิกไปแล้ว กมธ.ทหาร เดินหน้าตามเรื่องต่อ

คลิปทหารรับใช้ ซักชุดชั้นในเมียนาย เบื้องต้นตรวจสอบพบว่าเป็นคลิปเก่าปี 64 แต่ กมธ.ทหาร เดินหน้าตามต่อ โดยเฉพาะความคืบหน้าที่กองทัพเคยส่งผู้แทนมาชี้แจงว่า ยกเลิกทหารรับใช้ไปแล้ว

จากกรณีอดีตทหารเกณฑ์ ที่ปลดประจำการแล้ว โพสต์คลิปพลทหารรับใช้ สังกัดกองบัญชาการแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ซักชุดชั้นในเมียนาย นายวิโรจน์ ลักษณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟสบุ๊กระบุว่า เบื้องต้นจากการตรวจสอบ เป็นคลิปเก่า เล่าว่าหลังจากจับได้ใบแดง ปี 64 ก็เข้ากองประจำการที่กองบัญชาการแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี  แต่อย่างไรก็ตามในฐานะประธาน กมธ.การทหาร ผมจะติดตามกรณีนี้ ว่ายังมีอยู่ในปัจจุบัน หรือไม่

กมธ.การทหาร เคยสอบถามผู้แทนจากทางกองทัพ เกี่ยวกับกฎเสนาบดีกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2455 ข้อ 49 – 57 กำหนดเกี่ยวกับทหารรับใช้ประจำตัวนายทหาร โดยกำหนดให้ทหารชั้นสัญญาบัตรสามารถมีทหารรับใช้ประจำตัว และให้มีอำนาจลงโทษทหารรับใช้ได้ รวมทั้งยังกำหนดให้ทหารรับใช้มีหน้าที่รับใช้ภรรยา และบุตร ในกิจการภายในบ้านอีกด้วย ซึ่งผู้แทนจากทางกองทัพ ได้แจ้งต่อกรรมาธิการว่าได้ยกเลิกไปแล้ว อย่างไรก็ตาม จะทำหนังสือให้ กระทรวงกลาโหม ตอบยืนยันมาเป็นลายลักษณ์อักษร อีกครั้งหนึ่ง และย้ำว่า “ผมจะติดตามเรื่องนี้ ให้ถึงที่สุดครับ”

พล.ร.ต.ธนิตพงศ์ สิริเศวตศักดิ์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า คลิปนี้ยังไม่สามารถยืนยันตัวตนเจ้าของต้นคลิปที่โพสต์ได้ กระทรวงกลาโหมจึงมีความจำเป็นต้องตรวจสอบหาข้อเท็จจริง และแหล่งที่มาอันน่าเชื่อถือให้ได้ก่อนว่า บุคคลที่เผยแพร่คลิปนี้เป็นทหารจริงหรือไม่ สังกัดหน่วยใด และมีแนวโน้มคาดว่าจะเป็นข่าวปลอมหรือบิดเบือนที่ทำขึ้นมาหรือไม่ ในช่วงที่กำลังจะมีการคัดเลือกทหารกองประจำการช่วงเดือนเมษายนนี้ ซึ่งทำให้ประชาชนที่ได้ดูคลิปดังกล่าวเกิดความเข้าใจผิด หรือเชื่อไปก่อนแล้วว่าเป็นเรื่องจริง

‘กิตติศักดิ์’ ชี้ ประชาชนไม่ทน ถ้าใช้ ‘ทักษิณโมเดล’ พา ‘ยิ่งลักษณ์’ กลับบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570618

11 มี.ค. 2567

11:46 น.

'กิตติศักดิ์' ชี้ ประชาชนไม่ทน ถ้าใช้ ‘ทักษิณโมเดล’ พา ‘ยิ่งลักษณ์’ กลับบ้าน

‘กิตติศักดิ์’ มั่นใจ ประชาชนจะไม่ทน ถ้าใช้ ‘ทักษิณโมเดล’ พา ‘ยิ่งลักษณ์’ กลับบ้าน หวั่นเป็นฟางเส้นสุดท้าย สู่ความขัดแย้งรอบใหม่ ถ้านิรโทษกรรมคนเดียว ยอมหนุนนิรโทษกรรมนักโทษทั่วประเทศดีกว่า

11 มี.ค.2567 นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงกระแสข่าวนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  จะกลับประเทศไทยโดยใช้โมเดลเดียวกับนายทักษิณ ชินวัตร ว่า เป็นห่วง ถ้าหากว่าเป็นจริง เกรงว่าจะเป็นฟางเส้นสุดท้าย สำหรับประเทศไทย อะไรจะเกิดตนไม่ทราบ แต่คิดว่าควรหยุด ควรพอได้แค่นายทักษิณ หากว่านางสาวยิ่งลักษณ์จะกลับมาโดยไม่ต้องรับโทษ เกรงว่าความอดทนของคนจะสิ้นสุด
 

นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า เป็นห่วงเรื่องความขัดแย้ง ต้องขอบอกว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นของพี่น้องประชาชนคนไทยต้นตอมาจากนายทักษิณ ถ้าตนพูดไปแล้วนายทักษิณจะฟ้องก็ฟ้องได้เลย นายทักษิณสร้างความแตกแยกของคนไทยแล้ว ยังมาซ้ำเติมโดยการที่นำผู้ที่ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก คือนางสาวยิ่งลักษณ์ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก 5 ปี  และยังมีคดีอื่นๆ ที่รอคำพิพากษาเดินทางกลับประเทศมาโดยไม่ต้องติดคุก ขอย้ำว่า กลัวจะเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ประชาชนจะสิ้นสุดความอดทน 


ส่วนโอกาสการเดินทางกลับประเทศไทยของนางสาวยิ่งลักษณ์เป็นไปโดยง่ายหรือไม่ หากใช้เกณฑ์พักโทษเช่นเดียวกับนายทักษิณ เพราะยังอายุไม่ถึง นายกิตติศักดิ์ มองว่าไม่ง่าย นายทักษิณก็ยังพอกล้อมแกล้ม เอาสีข้างเข้าถูไปได้ แต่สำหรับนางสาวยิ่งลักษณ์ มองไม่ออกว่าเข้ามาแล้วไม่ติดคุก จะเอาเหตุผลใดมาอ้าง และยังมองไม่ออกว่านางสาวยิ่งลักษณ์จะไม่ติดคุกได้อย่างไรถ้ากลับมา

ส่วนถ้าหากจะใช้ช่องทางนิรโทษกรรมนั้น นายกิตติศักดิ์  กล่าวว่า ใครจะทำ พรรคการเมืองไหนจะทำ โดยในปี 2557 ก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติ ก็มีการนิรโทษกรรมสุดซอย ดังนั้นตนคิดว่าตรงนั้นไม่ใช่หลักของกฎหมาย ถ้าทุกคนทำผิด สมมติต่อไปใครไปฆ่าคน ค้ายาบ้า  ก็นิรโทษกรรมให้หมด และถ้าทุจริตซึ่งไม่ใช่ทุจริตธรรมดา รวมถึงการทำผิดกฎหมายเล็กๆน้อยๆ ศาลตัดสินจำคุก 3  เดือน  6  เดือน ยังติดคุกจริง แต่ถ้าหากกรณีของนักการเมืองและอดีตนายกรัฐมนตรี กระทำผิดโดยศาลพิพากษาแล้ว ถ้าจะนิรโทษกรรม ต้นขอเสนอให้เงินเขาจะกรรมให้กับนักโทษ 200,000 คน หรือนักโทษทั้งหมดทั้งประเทศ

“ถ้าจะนิรโทษกรรมเฉพาะนายกฯหรืออดีตนายกรัฐมนตรี ผมเสนอให้ประเทศไทยล้างมลทินทั้งหมดเลย นักโทษที่เขาติดคุกแพะบ้าง จริงบ้าง ยกโทษให้หมดเลย ผมจะเป็นคนเดียวและเป็นคนแรกที่ยกมือให้ เมื่อนิรโทษกรรมให้นักโทษในคุกทั้งหมด 2 แสนกว่าคน ผมจะยกให้ นี่คือจากใจจริง แต่ถ้านิรโทษกรรมคนเดียวไม่เห็นด้วยเด็ดขาด” นายกิตติศักดิ์ กล่าว