‘สุทิน – พัชรวาท’ เข้าสภาฯ เก้อ ไม่มีกระทู้ถามให้ตอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570383

07 มี.ค. 2567

11:58 น.

‘สุทิน – พัชรวาท’ เข้าสภาฯ เก้อ ไม่มีกระทู้ถามให้ตอบ

‘สุทิน – พัชรวาท’ เข้าสภาฯ สแตนบายตอบกระทู้ แต่ไม่มีกระทู้ถามให้ตอบ ที่ไม่มาสัปดาห์ที่แล้ว เพราะไม่ว่างจริงๆ ขอปรับข้อบังคับการประชุม ให้แจ้งล่วงหน้า 1 วัน ไม่ใช่แจ้งตอนเช้า เพราะยกเลิกภารกิจไม่ทัน

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ มีวาระกระทู้ถามสดรัฐมนตรี เพื่อซักถามถึงการแก้ไขปัญหาต่าง โดยนายสุทิน คลังแสง รมว.กระทรวงกลาโหม และพล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ  รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางมาที่รัฐสภา ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้ง 2 รัฐมนตรีถูก สส.ตำหนิกลางสภาฯ ที่ไม่ได้มาตอบกระทู้ถามเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นายสุทิน คลังแสง รมว.กระทรวงกลาโหม กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับในที่ประชุม ครม. กำชับให้ทุกคนมาตอบแล้ว ซึ่งส่วนตัวก็ตั้งใจจะมาตอบทุกครั้ง แต่บางครั้งก็มีภารกิจที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ในวันนี้จึงมาเตรียมสแตนด์บายรอ แต่ก็ไม่มี สส.ตั้งกระทู้ถามตนเอง

ส่วนข้อกล่าวหาไม่ให้ความสำคัญกับสภา เป็นข้อกล่าวหาอมตะ ยอมรับว่าตอนที่ตนเป็นฝ่ายค้าน ก็กล่าวหารัฐบาลอย่างนี้ เพราะถ้าพูดจริงๆ ตนก็เข้าใจรัฐมนตรีทุกคน แต่ประเด็นจริงๆ อยู่ที่ข้อบังคับการประชุม จึงอยากเสนอว่าการถามกระทู้สดอยากจะขอให้แจ้งรัฐมนตรีทราบล่วงหน้าก่อนหนึ่งวัน เพราะหากอยากได้เนื้อหาสาระจริง ๆ ก็ควรให้รัฐมนตรีได้ไปเตรียมตัวมาก่อน แต่การแจ้งตอน 8 โมง เพื่อมาตอบกระทู้ตอน 9 โมง ทำให้รัฐมนตรีไม่สามารถยกเลิกภารกิจได้ทัน ส่วนที่ครั้งที่แล้วพรรคก้าวไกลมีการประสานล่วงหน้าไปแล้วหนึ่งวันนั้น ก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่า ไม่ว่าง เนื่องจากมีภารกิจที่ไม่สามารถยกเลิกได้ ขอให้เปลี่ยนเป็นกระทู้อื่นก่อนได้หรือไม่

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการขอเลื่อนตอบกระทู้ถึง 4  ครั้ง โดนครหาว่าไม่มา เพราะตอบไม่ได้ว่า วันนั้นไม่ว่าง หลังจากนี้จะพยายามมา และวันนี้ในห้องประชุมใหญ่ไม่มีการตั้งกระทู้ถามตน มีแต่ห้องกระทู้แยกเฉพาะ จึงเดินทางมาตอบ มั่นใจว่าหาข้อมูลมา ก็ตอบได้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องช้างป่า ที่มีการถามในที่ประชุม เดี๋ยวเขานัดอีกทีอยู่แล้ว  เดี๋ยวมาตอบกับเขาเลยดีกว่า

ส่วนเรื่องข้อพิพาทระหว่าง ส.ป.ก. กับกรมอุทยานแห่งชาติ จะบานปลายหรือไม่  พลตำรวจเอกพัชรวาทกล่าวว่า ไม่มีความขัดแย้ง ทุกอย่างเดินหน้าไปตามกฏหมาย ในระดับรัฐมนตรีพูดคุยกันตลอด และระดับเจ้าหน้าที่ก็คุยกันแล้ว

‘ก้าวไกล’ ขอตั้ง กมธ. ศึกษาขอบเขตอำนาจ ศาล รธน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570333

06 มี.ค. 2567

16:13 น.

‘ก้าวไกล’ ขอตั้ง กมธ. ศึกษาขอบเขตอำนาจ ศาล รธน.

“ก้าวไกล” ยื่นญัตติด่วน ขอสภาฯ ตั้ง กมธ.ศึกษาขอบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ หลังมีคำวินิจฉัยล้มล้างการปกครอง หวังผลการศึกษาใช้จัดทำ รธน.ฉบับใหม่ได้ พร้อมให้ข้อมูล กกต. พิจารณาคำร้องยุบพรรค

นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน นำทีม สส.พรรคก้าวไกล ยื่นญัตติด่วนต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีตรวจสอบการกระทำของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกรัฐสภา ในการดำเนินการทางนิติบัญญัติตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 และคำวินิจฉัยอื่นๆ ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวนั้นเป็นการกล่าวหาว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล เป็นการล้มล้างหรือใช้สิทธิเสรีภาพในการล้มล้างการปกครอง ซึ่งพรรคก้าวไกลได้โต้แย้งไปแล้วว่า การเสนอกฎหมายดังกล่าว เป็นไปตามกระบวนการนิติบัญญัติ และการเสนอร่างกฎหมายไม่สามารถเป็นการล้มล้างการปกครองได้ แต่ศาลเห็นว่ามีอำนาจที่จะตรวจสอบวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ถือเป็นการถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งพรรคก้าวไกลมองว่าจะเกิดผลกระทบต่อสภา ดังนั้น จึงเห็นว่าสภาควรจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน โดยการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาฯ และหวังว่าจะสามารถบรรจุเป็นญัตติด่วนโดยเร็วที่สุดได้ เพราะขณะนี้สภายังไม่มีญัตติด่วน

ส่วนผลการศึกษาของ กมธ.วิสามัญนี้ จะมีผลต่อฝ่ายต่างๆ อย่างไร นายชัยธวัช กล่าวว่า อย่างน้อยที่สุดจะเกิดความชัดเจนในฝ่ายนิติบัญญัติ ว่าขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญมีแค่ไหน และผลการศึกษานี้จะมีส่วนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งขณะนี้ยังมีปัญหาอยู่ เช่น ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม ที่ไม่ใช่การแก้ไขทั้งฉบับ ซึ่งรัฐสภาเห็นว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นนี้เป็นการขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้พรรคเพื่อไทยจะใช้อำนาจโดยชอบตามรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ถ้าเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจนก็จะมีปัญหาต่อไปในอนาคต

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า จะรับญัตติดังกล่าวไปให้ฝ่ายกฎหมายของสภาฯ ตรวจสอบขอบเขตของอำนาจประธานสภาฯ และวิธีการดำเนินงานต่อไป โดยไม่ให้ขัดแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและข้อบังคับต่างๆ โดยจะดำเนินการตามที่พรรคต้องการ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทุกฝ่ายและให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ

ส่วนกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. พิจารณาคำร้องยื่นยุบพรรคก้าวไกลในสัปดาห์หน้านั้น นายชัยธวัช มองว่าไม่ได้เป็นการเร่งรีบ เพราะมีคำร้องยื่นมาอยู่แล้ว ซึ่งพรรคก้าวไกลก็เตรียมข้อมูลในการชี้แจง จึงหวังว่า กกต. จะเปิดโอกาสให้พรรคก้าวไกลได้เข้าไปชี้แจงในขั้นตอนกระบวนการไต่สวน

สภาฯ วุ่นอีก เพื่อไทย เปิดเกมไล่บี้ ‘ปดิพัทธ์’ ลาออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570327

06 มี.ค. 2567

15:39 น.

สภาฯ วุ่นอีก เพื่อไทย เปิดเกมไล่บี้ ‘ปดิพัทธ์’ ลาออก

สภาฯ วุ่น ‘สส.เพื่อไทย’ เปิดเกมไล่บี้ ‘ปดิพัทธ์’ ลาออก ‘สส.ก้าวไกล’ โต้ ทวงถามร่างกฎหมายการเงิน เป็นหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติโดยชอบแล้ว ‘พิเชษฐ์’ ใช้อำนาจปิดไมค์ แต่เอาไม่อยู่ จนต้องขู่เรียกเจ้าหน้าที่สภาฯ

การสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (ุ6 มี.ค. 2567) ระหว่างที่ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ประธานที่ประชุมสภาฯ นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ใช้สิทธิลุกขึ้นหารือ ถึงการทำหน้าที่ของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ ที่ไปตามร่างกฎหมายการเงิน 31 ฉบับ ถึงทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยชี้ว่าอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ไม่ก้าวล่วงกัน แต่เพิ่งเคยเห็นเหตุการณ์ที่คนทำหน้าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติบุกฝ่ายบริหาร ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของนายปดิพัทธ์

จนนายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ลุกขึ้นประท้วงเพราะใช้เวลาหารือนานเกินไป ส่วนนายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ย้ำว่า การทำหน้าที่ของนายปดิพัทธ์เป็นไปตามหน้าที่ เพื่อติดตามร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงินให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วพอสมควร ไม่ใช่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป 6-7 เดือน การกระทำที่เกิดขึ้นของนายปดิพัทธ์เป็นสิ่งที่พึงกระทำ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และมีอำนาจโดยตรงจากประชาชน

ทำให้ นายธีระชัย แสนแก้ว สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นหารือ โดยยกถึงเหตุการณ์สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เคยใช้เวลาพิจารณาร่างกฎหมายการเงินกว่า 2 ปี โดยระหว่างการหารือ นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ประท้วงขอให้ดำเนินตามวาระการประชุมเพื่อไม่ให้เสียเวลา จากนั้นนายธีระชัย จึงขอให้นายปดิพัทธ์ แสดงความรับผิดชอบ ลาออกจากตำแหน่ง

จนนายพิเชษฐ์ ในฐานะประธานในที่ประชุม ใช้อำนาจปิดไมค์โครโฟน แต่นายธีระชัยยังไม่หยุดพูด นายพิเชษฐ์กล่าวเรียกเจ้าหน้าที่ และสั่งให้นายธีระชัยหยุดอภิปรายและนั่งลง

ฝ่ายค้าน อภิปรายทั่วไป รบ. 3 – 5 เมษายนนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570305

06 มี.ค. 2567

12:48 น.

ฝ่ายค้าน อภิปรายทั่วไป รบ. 3 – 5 เมษายนนี้

ฝ่ายค้าน เตรียมยื่นอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ต้นเดือน ‘ก้าวไกล’ เตรียมประเด็น รบ.เพิกเฉยคำแถลงนโยบาย ปล่อยผู้มีอิทธิพลเอาเปรียบประชาชน หลักนินิธรรมถูกทำลาย ‘ปชป.’ เตรียมเปิดประเด็นกระบวนการยุติธรรม – ทักษิณ

6 มี.ค.2567 ที่ประชุมหัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีมติยื่นเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 เพื่อซักถามและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีการลงมติ โดยนายชัยธวิช ตุลาธน ผู้นำฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า จะยื่นญัตติอย่างเป็นทางการสัปดาห์หน้า ขออภิปรายอย่างน้อย 2 วัน เวลาที่เหมาะสมคือวันที่ 3 – 5 เมษายน หลังการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567

สำหรับสาระสำคัญการอภิปราย คือ รัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไปประชาชน เพิกเฉยต่อคำแถลงนโยบาย ไม่มีการขับเคลื่อนนโยบาย และการแก้ปัญหาของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ปล่อยประละเลยให้มีผู้อิทธิพล ทั้งจากในประเทศ และนอกประเทศมาเอารัดเอาเปรียบประชาชน ปล่อยให้มีการรีดไถผลประโยชน์จากประชาชน หลักนิติธรรมถูกทำลายจากการเลือกปฏิบัติ บริหารประเทศอย่างไร้ความสามารถ ไร้ความเสถียรภาพ ไร้วุฒิภาวะ พร้อมขอให้รอดูว่าข้อมูลที่นำมาอภิปรายนั้นมีหลักฐาน มีใบเสร็จที่จะเอาผิดรัฐบาลได้เลยหรือไม่ แต่ยอมรับว่าการอภิปรายแบบทั่วไป แตกต่างจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งการอภิปรายต้องไม่เลื่อนลอย จะต้องมีหลักฐาน ข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรมในการมาอภิปรายอย่างแน่นอน ยืนยันว่าไม่มีการเกี๊ยะเซียะกับรัฐบาล ขอให้เอาการกระทำเป็นข้อพิสูจน์

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคพร้อมเดินหน้าอภิปรายร่วมกับพรรคก้าวไกล ซึ่งพรรคได้เตรียมเนื้อหาการอภิปรายมาระยะหนึ่งแล้ว ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการอภิปรายครั้งนี้ โดยเฉพาะเรื่องกระบวนการยุติธรรม รวมไปถึงเรื่องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งกระบวนการยุติธรรมทุกอย่างที่ทำไม่ถูกต้อง จำเป็นต้องตรวจสอบ โดยทุกพรรคจะร่วมกันเป็นเจ้าภาพ วันนี้ต้องทำการเมืองมติใหม่ ไม่ใช่การเมืองโดยสร้างวาทกรรมต้องเอาข้อมูล ข้อเท็จจริงมาพูดให้สังคมรับทราบว่า 6 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลทำอะไรแล้ว

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบโครงการฝ่ายค้านสัญจร ครั้งที่ 2 ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายนหรือต้นพฤษภาคม โดยจะจัดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงที่ประชุมยังเห็นชอบให้นัดประชุมหัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้านเดือนละครั้ง ในเวลา 10.30 น. โดยกำหนดนัดประชุมครั้งต่อไป ในวันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2567

‘อุเทนถวาย’ ยื่น ‘รองอ๋อง’ ขอสภาฯ ทบทวน พ.ร.บ.จุฬา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570302

06 มี.ค. 2567

11:50 น.

‘อุเทนถวาย’ ยื่น ‘รองอ๋อง’ ขอสภาฯ ทบทวน พ.ร.บ.จุฬา

ตัวแทนอุเทนถวาย ยื่นหนังสือขอให้สภาฯ ทบทวนพ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์ เกรงใช้อำนาจขัดวัตถุประสงค์การใช้ที่ดิน ‘รองอ๋อง’ เตรียมส่งต่อ กมธ.อุดมศึกษา ย้ำต้องเชิญฝ่าย จุฬาฯ ให้ข้อมูลด้วย

นายธนัช วชิระบงกช ตัวแทนนักศึกษาปริญญาโท , ตัวแทนสมาคมศิษย์เก่า และผู้ปกครอง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกวิทยาเขตอุเทนถวายยื่นหนังสือถึง นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 เพื่อขอให้วินิจฉัยทบทวนพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 มาตรา 13  ที่บัญญัติว่า ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ดังต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย และ มาตรา 16 ที่บัญญัติว่า มหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่กระทำการต่างๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ซื้อ ขาย จ้าง รับจ้าง สร้าง จัดหา โอน รับโอน เช่าให้เช่า ซึ่งก่อนหน้านี้ พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้มีการระบุไว้ แต่มีการแก้ไขให้อำนาจจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาบริหารจัดการหาผลประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ซึ่งขัดกับวัตถุประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ซึ่งให้ใช้ในการศึกษาเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ได้มีกลุ่มนักศึกษามายื่นหนังสือแล้วครั้งหนึ่ง

ด้านนายปดิพัทธ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวได้มีการยื่นหนังสือเข้ามาแล้วและจะมีการพูดคุยหารือกันถึงปัญหาของพระราชบัญญัติดังกล่าว และจะนำเข้าคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อหาทางแก้ปัญหาระยะสั้นก่อน และจะต้องมีการแก้ปัญหาในระยะยาวต่อไป แต่ทั้งนี้ก็ต้องเชิญ ฝั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้ามาให้ข้อมูลด้วยเพื่อให้ครบกันทั้งสองฝ่ายก่อนที่จะมีการพิจารณาอย่างยุติธรรมที่สุด

เครือข่ายรักษ์ชุมพร – ระนอง – พะโต๊ะ ยื่นตรวจสอบโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570301

06 มี.ค. 2567

11:31 น.

เครือข่ายรักษ์ชุมพร - ระนอง – พะโต๊ะ ยื่นตรวจสอบโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’

“เครือข่ายรักษ์ชุมพร – ระนอง – คนรักพะโต๊ะ” ยื่น กมธ.สภาฯ ตรวจสอบโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ ชี้กระบวนการไม่เคารพการมีส่วนร่วมของประชาชน กระทบชีวิตความเป็นอยู่ในพื้นที่

6 มี.ค.2567 เครือข่ายรักษ์ชุมพร-ระนอง และกลุ่มคนรักพะโต๊ะ จ.ระนอง เข้ายื่นหนังสือถึง 4 คณะกรรมาธิการ ได้แก่ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ , กมธ.ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ,  กมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน และกมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤมิชอบ ขอให้ตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ จ.ระนอง – จ.ชุมพร 

นางสาวรสิตา ซุ่ยยัง ตัวแทนเครือข่ายรักษ์ชุมพร-ระนอง  กล่าวว่า กระบวนการศึกษาของโครงการที่ผ่านมา ถือว่าด้อยมาตรฐานทางวิชาการ ไม่เคารพการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ตอนนี้ในพื้นมีปัญหาความเหลื่อมล้ำ และไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงที่ประชาชน จะไม่มีที่อยู่อาศัยในอนาคต รวมทั้งการทำมาหากินในพื้นที่ ถ้ามีการสร้างโครงการฯ ประชาชนต้องไปหากินในพื้นที่อื่น หรือต่างประเทศก็อาจจะเป็นไปได้ และคนไทยพลัดถิ่นอาจจะไม่มีที่อยู่ ที่ทำกิน รวมถึงปัญหาเรื่องที่ดินในพื้นที่ทำโครงการฯ

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ ​กล่าวว่า การที่รัฐบาลจะมีนโยบายอะไรก็ตาม การมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็นสิ่งสำคัญ ควรให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น เพราะเขาต้องอยู่ที่นี่ นายกฯ ไม่ได้อยู่ที่ภาคใต้ อยู่แต่ใน กทม. คนที่ต้องแบกรับผลกระทบที่เกิดขึ้นคือพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ จึงสนับสนุนให้มีการพูดคุยในกมธ.และคิดว่าเสียงของพี่น้องประชาชนต้องดังไปถึงผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ ดังนั้นเราคงต้องมีการหารือกันว่าจะให้ กมธ.ชุดไหนจะเป็นเจ้าภาพหลักในการพิจารณา

‘สมศักดิ์’ ติดตามก่อสร้างเขื่อนป้องกัน ‘ตลิ่งเทพา’ หลังพบล่าช้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570282

05 มี.ค. 2567

22:00 น.

'สมศักดิ์' ติดตามก่อสร้างเขื่อนป้องกัน 'ตลิ่งเทพา' หลังพบล่าช้า

‘สมศักดิ์’ ติดตามการพัฒนาเมือง-เร่งเดินหน้าสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเทพา หลังพบล่าช้า คาดกลับมาสร้างได้ เม.ย. 67 เชื่อมีส่วนทำให้สินค้าถูกลงได้ ขณะที่การท่องเที่ยวชายแดนใต้ ขอหน่วยงานโชว์สักยภาพ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) พร้อมด้วย นายกิตติกร โล่ห์สุนทร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และคณะ ได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดยะลา เพื่อติดตามการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต. ) และหัวหน้าส่วนราชการ ให้การต้อนรับ

จุดแรก ท่าเรือเทพา ทรานซิท เทอร์มินอล จังหวัดสงขลา ติดตามการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งและรับฟังความก้าวหน้าการพัฒนาอำเภอเทพา ให้เป็นศูนย์กลางการรวบรวมและกระจายสินค้าทางน้ำจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง ระยะที่ 1 งบประมาณ 90 ล้านบาท จะช่วยลดผลกระทบในหลายด้าน จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในด้านการขนส่งได้ด้วย ที่ผ่านมา บริเวณนี้ประสบปัญหาอุทกภัยรุนแรง ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเสียหายในแต่ละปี เช่น ด้านการเกษตร 1,512 ไร่ ด้านปศุสัตว์ 46,987 ตัว ด้านประมง 427 ไร่ โดยภาครัฐต้องช่วยเหลือเยียวยาปีละประมาณ 25 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อทำโครงการนี้สำเร็จ ก็จะช่วยแก้ปัญหาอุทกภัย 

'สมศักดิ์' ติดตามก่อสร้างเขื่อนป้องกัน 'ตลิ่งเทพา' หลังพบล่าช้า

นายสมศักดิ์ ยอมรับว่า โครงการนี้ล่าช้า หลัง กพต.มีมติเห็นชอบตั้งแต่ปี 2564 เพราะการก่อสร้างได้เจอปัญหาชั้นดินอ่อน จากที่กำหนดเสาเข็ม 18 เมตร แต่ชั้นดินแข็งอยู่ที่ 20 เมตร ทำให้ต้องปรับแก้แบบ รวมถึงมีปัญหาเป็นพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ทำให้การขออนุญาตล่าช้า แต่ขณะนี้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว โดยจะเริ่มกลับมาก่อสร้าง เม.ย.67 หากแล้วเสร็จ ก็จะช่วยการกระจายสินค้าทางน้ำด้วย เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและเชื่อมโยงระบบขนส่งกับต่างประเทศ โดยถึงแม้ท่าเรือเทพาจะเป็นของเอกชน แต่ก็จะทำให้ส่วนรวมได้ประโยชน์ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการขนส่งถูกลง จากใช้รถยนต์ขนส่ง เฉลี่ยตันละ 1,000 บาท แต่ถ้าใช้เรือขนส่ง จะเหลือตันละ 250 บาท ทำให้สินค้ามีราคาถูกลง เนื่องจากค่าขนส่งถูกลงจำนวนมาก ดังนั้นขอให้ส่วนราชการ ช่วยกันแก้ปัญหาและเดินหน้าพัฒนา ตาม กพต. อย่างเต็มที่

จากนั้นนายสมศักดิ์ เป็นประธานการประชุมพัฒนาด้านการท่องเที่ยวจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พ.ต.ท.วรรณพงษ์ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคพลังประชารัฐ และหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วม ซึ่งเป็นการติดตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ได้ลงพื้นที่และสั่งการไว้ในประเด็นต่างๆ เช่น Soft Power การพัฒนาด่านศุลกากรเบตง เร่งดำเนินการขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 410 (ยะลา-เบตง) ศึกษาการเจาะอุโมงค์บริเวณบ้านกระป๋อง ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ยกระดับสามจังหวัดชายแดนใต้ให้มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ดังนั้นขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรวบรวมข้อมูล และส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ เพื่อโชว์ความสวยงามของเมือง อย่าง การจัดงานวิ่งเบตง ก็มีการยกตัวอย่างว่าจะคล้ายการกระตุ้นท่องเที่ยวของฝรั่งเศส ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักกีฬาต่างประเทศเข้าร่วมแข่งขัน จะช่วยทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ นอกจากนี้ร่วมงานการแข่งขันฟุตบอล “Selatan Thailand Tournament Cup (STT Cup) 2024 เพราะสลาตัน แปลว่า 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีความเหมาะสมและน่าจะเป็นที่ชื่นชอบ ถูกใจพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งจะดำเนินการแข่งขันห้วงเดือนเมษายนนี้ 

'สมศักดิ์' ติดตามก่อสร้างเขื่อนป้องกัน 'ตลิ่งเทพา' หลังพบล่าช้า
'สมศักดิ์' ติดตามก่อสร้างเขื่อนป้องกัน 'ตลิ่งเทพา' หลังพบล่าช้า

‘อุ๊งอิ๊ง’ เผย ยังไม่มีแผน “ยิ่งลักษณ์” กลับไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570251

05 มี.ค. 2567

15:49 น.

‘อุ๊งอิ๊ง’ เผย ยังไม่มีแผน “ยิ่งลักษณ์” กลับไทย

‘อุ๊งอิ๊ง’ เผย ยังไม่มีแผน “ยิ่งลักษณ์” กลับไทย คิดว่าใช้ ‘ทักษิณโมเดล’ ไม่ได้ เพราะคนละคนกัน แต่หวังให้ได้กลับบ้านแบบสบายๆ ยังไม่คอนเฟิร์ม ‘ทักษิณ’ ไปเชียงใหม่ เตรียมนำ ‘เพื่อไทย’ พบ ‘ฮุนเซน’ ถ้าจะคุยประเด็นละเอียดอ่อน ต้องวางแผนจริงจัง

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยหลังศาลยกฟ้องนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดี Roadshow “สร้างอนาคตประเทศไทย ไทยแลนด์ 2020” ว่า ก็ได้มีการพูดคุยกันทันที ส่วนตัวก็ดีใจ ที่ผ่านมาก็รู้สึกว่าสงสารนายกฯ ปู เพราะเสียเวลาไปพอสมควร ไม่ใช่แค่นายกฯ ปู แต่ประเทศเองก็เสียเวลา ไม่อย่างนั้นก็คงจะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นมากมาย ถ้านายกฯ ปู ได้เป็นนายกรัฐมนตรีในตอนนั้น

ส่วนความเป็นไปได้ที่นางสาวยิ่งลักษณ์จะกลับประเทศไทย นางสาวแพทองธาร บอกว่า เห็นแหล่งข่าวหลายที่บอกว่านางสาวยิ่งลักษณ์ที่แผนเดินทางกลับมาแล้ว ยืนยันว่ายังไม่มี บางที่มีการระบุวันที่ด้วย ย้ำว่าไม่มีเลย ไม่มีการพูดคุยเรื่องวันที่กันเลยสักนิดเดียว แต่ว่าในความหวังนั้นพูดคุยกันอยู่แล้ว เพราะว่าบ้านเราก็ต้องมีความหวัง ตั้งแต่สมัยของคุณพ่อแล้ว 17 ปี ตอนพ่ออยู่เมืองนอกก็พูดคุยทุกปีว่าจะกลับมา เพราะฉะนั้นเราต้องให้ความหวังซึ่งกันละกันอยู่แล้ว

ส่วนกรณีที่มีการวิเคราะห์ว่าหากนางสาวยิ่งลักษณ์จะกลับเมืองไทย จะใช้โมเดลเดียวกับนายทักษิณ นางสาวแพทองธาร บอกว่า ยังไม่ได้พูดคุยกัน แต่ตนคิดว่าคงเหมือนกันไม่ได้ เพราะมันคนละคนกัน ตอนนี้ยังไม่มีแนวทาง เพราะยังไม่แน่ใจว่าเตรียมวันแล้วหรือยัง ส่วนกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์จะไม่เข้าเงื่อนไขของกรมราชทัณฑ์เหมือนกรณีของนายทักษิณ ก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่จริงๆ ก็หวังว่าท่านจะได้กลับมา “ได้กลับบ้านแบบสบายๆ” เพราะยังไงที่ไหนก็ไม่สบายเท่าบ้านอยู่แล้ว

“เราก็พูดคุยกันแบบครอบครัว ถ้าจะได้กลับจริงๆ ก็อยากจะช่วยเลี้ยงหลาน ตนก็บอกว่าได้เลย เพราะของเล่นที่คุณยายปูซื้อให้หลานก็มีเยอะ คุณยายปูชอบซื้อของเล่นให้หลาน หลายก็จะแฮปปี้ทุกคน ก็มีแซวแค่เรื่องนี้ ไม่มีอะไรจริงจัง” นางสาวแพทองธาร เปิดเผยถึงการโทรศัพท์พูดคุยกับนางสาวยิ่งลักษณ์

นางสาวแพทองธาร ยังกล่าวถึงความคืบหน้าอาการของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า อาการดีขึ้น มีความสุข ที่บ้านก็สลับกันพาหลานๆ ไปหา ขณะนี้นายทักษิณ ยังไม่มีแผนชัดเจนในการเดินทาง แค่พูดเกริ่นว่าอยากจะไปไหน ส่วนการ พบ สส.พรรค จะอยู่ในคิวต้นๆอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้กำหนดสถานที่ว่าจะเป็นที่พรรคหรือที่ใด

กระแสข่าวว่านายทักษิณจะเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ ช่วงกลางเดือนนี้ นางสาวแพทองธาร บอกว่า ขณะนี้ยังไม่คอนเฟิร์ม แต่ก็มีการพูดถึงว่า อยากจะไปเชียงใหม่ เนื่องจากไม่ได้ไปนานแล้ว เชียงใหม่ถือเป็นบ้านเกิด คุณพ่อบอกว่าอยากกลับไปไหว้บรรพบุรุษ มีทั้งคุณย่า คุณปู่ แวะไปวัดเนื่องจากไม่ได้ไปนานมากแล้ว อีกทั้งตอนที่พี่สาวของคุณพ่อเสีย คุณพ่อก็ไม่ได้อยู่ที่เมืองไทย ก่อนจะย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดการลงพื้นที่ของนายทักษิณ

สำหรับการเยือนประเทศกัมพูชา ตามคำเชิญของสมเด็จฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างวันที่ 18-19 มีนาคมนี้ว่า กำหนดการต่างๆ ยังต้องรอทางฝ่ายกัมพูชา กำหนดรายละเอียดก่อน ส่วนพรรคเพื่อไทยกำลังเตรียมหัวข้อที่จะไปพูดคุย แต่ขอให้รอใกล้วันก่อน

ส่วนประเด็นพื้นที่ทับซ้อน นางสาวแพทองธาร บอกว่า ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกันในรายละเอียดว่าจะไปพูดคุยกันในเรื่องใดบ้าง เพราะบางเรื่องมีความละเอียดอ่อน หากจะมีการพูดคุยก็จะต้องมีการวางแผนกันอย่างจริงจัง แต่เรื่องส่วนตัวนั้นจะมีการพูดคุยกันอย่างแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้เคยเดินทางไปเยือน ก็จะพูดคุยกันเรื่องส่วนตัว และครั้งนี้จะไปในนามหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะเตรียมเรื่องงานไปพูดคุยด้วย

ยกฟ้อง ‘ไชยันต์ ไชยพร’ ไม่หมิ่นประมาท ‘ณัฐพล ใจจริง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570244

05 มี.ค. 2567

15:03 น.

ยกฟ้อง ‘ไชยันต์ ไชยพร’ ไม่หมิ่นประมาท ‘ณัฐพล ใจจริง’

ศาลอาญายกฟ้อง ‘ไชยันต์ ไชยพร’ ไม่ผิดหมิ่นประมาท’ณัฐพล ใจจริง’ ผู้แต่งหนังสือ “ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ” และ “ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี” ศาลชี้สามารถวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งวิทยานิพนธ์ได้

5 มี.ค. 2556 ที่ห้องพิจารณาคดี 807 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดี อ.1939/2565 ที่นายณัฐพล ใจจริง อาจารย์ประจำสังกัดคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ผู้เขียนหนังสือ “ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ” และ “ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี” ของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท ศ.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 พร้อมเรียกค่าเสียหายจำนวนเงิน 1 ล้านบาท

สืบเนื่องจาก ศ.ไชยันต์ โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ต่างกรรมต่างวาระหลายครั้ง เช่น วันที่ 9 พ.ย. 2564 กล่าวหาว่า นายณัฐพล ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา เป็นบุคคลที่จัดทำวิทยานิพนธ์ระดับชั้นปริญญาเอกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่องการเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ.2491-2500) และผู้เขียนหนังสือ “ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ” และ “ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี”ของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ใช้ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เอกราช ที่ไม่มีอยู่จริงมาอ้างอิงเป็นส่วนหนึ่งในวิทยานิพนธ์ และพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์เพื่อสร้างกระแสความรู้สึกให้ผู้อ่านเกลียดชังสถาบันเบื้องสูง  ซึ่งนายณัฐพล ได้แจ้งความไว้ที่สน.หัวหมากและยื่นฟ้องเป็นคดีอาญา เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2565

โดยในวันนี้ นายไชยันต์ อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำเลยเดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมนางสาวอัจฉรา แสงขาว ทนายความ ขณะที่โจทก์มอบอำนาจให้เสมียนทนายความมาฟังคำพิพากษา

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่า โจทก์จัดทำวิทยานิพนธ์และผลงานโดยใช้เสรีภาพทางวิชาการ ดังนั้น จำเลยในฐานะประชาชนทั่วไปย่อมมีเสรีภาพในการเห็นต่างจากเนื้อหาหรือข้อความในผลงานของโจทก์เช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยเป็นหัวหน้าโครงการงานวิจัยและดำเนินการวิจัยผลงานต่างๆ ของนักวิชาการ จนตรวจพบจุดบกพร่องในวิทยานิพนธ์ของโจทก์ และจำเลยแจ้งไปยังบัณฑิตวิทยาลัย จนมีคำสั่งระงับเผยแพร่วิทยานิพนธ์ฉบับดังกล่าวแล้วตั้งแต่ปี 2562 แต่โจทก์กลับนำเนื้อหาที่มีจุดบกพร่อง ดังกล่าวไปพัฒนาเขียนเป็นหนังสือและมีการตีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณชน

จำเลยในฐานะประชาชนทั่วไป ย่อมมีสิทธิตรวจสอบว่าเนื้อหาในบทความ หรืองานเขียนดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ แม้ไม่มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ของโจทก์ หรือแม้แต่จำเลยไม่ได้รับผลกระทบจากเนื้อหาในวิทยานิพนธ์หรือบทความและหนังสือของโจทก์ก็ตาม

ยิ่งกว่านั้นในฐานะที่จำเลยเป็นนักวิชาการซึ่งมีประสบการณ์และความรู้ความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษา เมื่อจำเลยตรวจสอบแหล่งอ้างอิง โดยมีศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ มาเบิกความสนับสนุนว่าจำเลยได้ ทำการตรวจสอบตามหลักวิชาการแล้ว ปรากฏว่าไม่มีข้อความที่โจทก์เขียนจากแหล่งอ้างอิง อีกทั้งมีแต่การตีความข้อความเห็นโดยไม่มีข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริง อันมีลักษณะที่จำเลยเห็นว่าเป็นการบิดเบือน จำเลยย่อมมีสิทธิทางวิชาการ หรือโต้แย้งและนำเสนอต่อสาธารณชนได้ไม่ว่ารูปแบบใด เช่น สื่อ ออนไลน์ เว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่น เฟซบุ๊ก และให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบข้อความอีกด้าน

อีกทั้ง เพื่อความเป็นธรรมต่อบุคคลที่โจทก์กล่าวถึงในผลงาน โดยเฉพาะผู้ที่ล่วงลับไปแล้วและไม่มีโอกาส โต้แย้งหรือให้ข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อความเป็นธรรมต่อสถาบันฯซึ่งโจทก์เขียนถึงโดยไม่ปรากฏแหล่งอ้างอิง การโพสต์ข้อความของจำเลยตามฟ้องนับว่าจำเลยได้กระทำหน้าที่ของบุคคลในฐานะปวงชนชาวไทยในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติศาสนา พระมหากษัตริย์และการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 50 (1) รวมทั้ง นับได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้ปรากฏตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(1)(3) จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามฟ้อง ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังขึ้น ข้อเท็จจริงอื่นนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษายกฟ้อง

ภายหลังนายไชยันต์ เปิดเผยว่า ศาลยกฟ้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วเพราะตนเองไม่ได้ไปให้ร้ายกับใคร แล้วก็มีหลักฐานทุกอย่างครบถ้วน ตนเองในฐานะประชาชนคนหนึ่งมีหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบสิ่งที่คนอื่นเขียนมา และศาลบอกว่าสามารถที่จะสื่อสารผ่านเฟซบุ๊ก สื่อออนไลน์ได้ ไม่จำเป็นต้องไปเขียนวิจารณ์ผ่านบทความวิชาการ เพราะว่าเป็นประโยชน์สาธารณะ และสิ่งที่โจทก์เขียนมาก็บิดเบือนและไม่มีหลักฐานรองรับ เมื่อตนเองตรวจพบข้อบกพร่อง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในอดีต แต่ต่อให้ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ อย่างน้อยก็ต้องให้มีความถูกต้องทางวิชาการ การอ้างอิงจะต้องมีหลักฐาน ไม่กุเรื่องขึ้นมา

นายไชยันต์กล่าวว่า “ความเสียหายที่เกิดขึ้นแน่นอน คือ ความเข้าใจผิดว่ารัชกาลที่ผ่านมา สนับสนุนรัฐประหาร มีความกระตือรือร้นลงนามให้กับคณะรัฐประหาร ที่มีจอมพล ป. พิบูลสงคราม อยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็จะทำให้เยาวชนที่มาอ่านหนังสือที่ตีพิมพ์ช่วงปี2556 และ 2563 เข้าใจผิดได้ ทั้งหมดนี้อาจมาจากนักวิชาการบางท่านที่เขียนอะไรบิดเบือน โดยอ้างเชิงอรรถ (footnote) อย่างดี เป็นภาษาอังกฤษ จากหอจดหมาย หรือ รายงานสถานทูตอเมริกา เป็นต้น แต่เมื่อเราอ่านแล้วไปตรวจสอบก็พบว่าไม่เป็นความจริงตามนั้น ปัจจุบันตนเองยังเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ อยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมานานตั้งแต่ปี 2535 นับเป็นร้อยๆ เล่ม และตนเองค่อนข้างมีความเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายทางวิชาการ

มุมมอง 3 ขั้ว หลังศาลยกฟ้อง ‘ยิ่งลักษณ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570226

05 มี.ค. 2567

13:03 น.

มุมมอง 3 ขั้ว หลังศาลยกฟ้อง ‘ยิ่งลักษณ์’

หลังศาลยกฟ้องคดีล่าสุดของ ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการพากลับเข้าประเทศแบบ ‘ทักษิณโมเดล’ เข้าประเทศ – ลดโทษ – พักโทษ – กลับบ้าน ฝ่ามรสุมท้าทายข้อกฎหมาย และความรู้สึกไม่เท่าเทียม

หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้องนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพวกรวม 6 คน คดีจัดจ้างโครงการ Roadshow สร้างอนาคตประเทศไทย Thailand 2022 วงเงิน 240 ล้าน โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินว่า ไม่มีเจตนาเอื้อประโยชน์จัดซื้อจัดจ้าง

รวมแล้วมีคดีที่ผ่านการพิจารณาของศาลฎีกา 3 คดี ยกฟ้องเพิกถอนหมายจับ 2 คดี คือคดี Roadshow สร้างอนาคตประเทศไทย Thailand 2022 และคดีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ส่วนคดีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตจำนำข้าว ตัดสินจำคุก 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ตอนนี้มีการตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการพานางสาวยิ่งลักษณ์ กลับประเทศไทย อาจใช้โมเดลกับพี่ชาย ‘ทักษิณ ชินวัตร’ คือ เข้าประเทศ – ลดโทษ – พักโทษ – กลับบ้าน

เบื้องต้น พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกว่า ยังไม่มีการประสานเข้ามา แต่การขอพระราชทานอภัยโทษ ไม่ต้องผ่านกระทรวงยุติธรรม สามารถทำได้โดยตรง เพียงแต่ส่วนใหญ่เรื่องจะผ่านเข้ามาที่กระทรวงยุติธรรม กรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เท่าที่ทราบมีการประสานทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น เคยออกมาให้รายละเอียด ส่วนกระบวนการขั้นตอนหากนางสาวยิ่งลักษณ์จะเดินทางกลับประเทศไทย พันตำรวจเอกทวี บอกเพียงว่า ส่วนกฎระเบียบของกรมราชทัณฑ์มีกำหนดไว้ชัดเจน ย้ำว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบที่กำหนด

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ยังมีคดีที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาให้จำคุกแล้ว 5 ปี ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ สามารถเดินทางกลับประเทศได้ทุกเวลา แต่จะต้องยอมรับกระบวนการยุติธรรม และยอมรับโทษ 5 ปี และตั้งประเด็นถึงเกณฑ์การพักโทษนายทักษิณ แต่สำหรับนางสาวยิ่งลักษณ์ อายุยังไม่เข้าเกณฑ์ ยังแข็งแรง เดินทางไปมาหลายประเทศได้ จึงไม่เข้าเงื่อนไข พร้อมสนับสนุนให้นางสาวยิ่งลักษณ์ เดินทางกลับประเทศเพื่อรับโทษ หากจะขออภัยโทษหรือลดโทษเหมือนนักโทษทั่วไป ก็เชื่อว่าสังคมจะยอมรับได้ แต่หากใช้วิธีพิเศษอีก ก็จะเป็นวิกฤตซ้ำ

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้ความเห็นว่า หากเชื่อว่าคนทุกคนในประเทศเท่าเทียมกัน ก็ควรได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาค รวมถึงผู้เรียกร้องทางการเมืองที่ไม่ได้รับการประกันตัว และเรียกร้องไปยังผู้มีอำนาจรัฐว่า การทำให้ประเทศสงบสุข ต้องมีความเป็นธรรม เสมอภาค บังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม การทำรัฐประหารในปี 2549, 2557 นั้นไม่ถูกต้อง รวมถึงกระบวนการเอาผิดนายทักษิณและนางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนความเป็นธรรมให้กับทั้งสองคน