ยกฟ้อง ‘ยิ่งลักษณ์’ คดี Roadshow สร้างอนาคตไทย 240 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570154

04 มี.ค. 2567

12:27 น.

ยกฟ้อง ‘ยิ่งลักษณ์’ คดี Roadshow สร้างอนาคตไทย 240 ล้าน

ศาลฎีกา ยกฟ้อง ‘ยิ่งลักษณ์’ พร้อมพวกรวม 6 คน คดี Roadshow สร้างอนาคตไทย 240 ล้าน ศาลชี้ไม่มีเจตนาเอื้อประโยชน์จัดซื้อจัดจ้างโครงการ สั่งเพิกถอนหมายจับคดีนี้

4 มี.ค.2567 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 6 คน ได้แก่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล, นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ, บริษัทมติชน จำกัด (มหาชน), บริษัทสยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน), นายระวิ โหลทอง ในคดีกล่าวหาว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริต มุ่งหมายไม่ให้มีการแข่งขันเสนอราคาอย่างเป็นธรรม กรณีการจัดจ้างโครงการ Roadshow สร้างอนาคตประเทศไทย Thailand 2022 วงเงิน 240 ล้าน โดยศาลเห็นว่า ไม่มีเจตนาเอื้อประโยชน์จัดซื้อจัดจ้าง  และมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับนางสาวยิ่งลักษณ์ ในคดีนี้

คดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด กล่าวหาว่า ช่วงสิงหาคม 2556 ถึง 21 มีนาคม 2557 จำเลยที่ 1 ถึง 3 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต มุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาจัดจ้างโครงการ Roadshow สร้างอนาคตประเทศไทย Thailand 2020 อย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์แก่จำเลยที่ 4 และ 5 ให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ

จนต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ…. ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้โครงการ Roadshow ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เสียหายกว่า 239,700,000 บาท

ก่อนหน้านี้ อัยการสูงสุด เห็นควรไม่สั่งฟ้อง เพราะพบว่า ช่วงหลังจากที่กลุ่มเอกชนประกอบธุรกิจสื่อ ทำหนังสือทวงถามการจ่ายเงินว่าจ้างโครงการฯ นี้ หลังจากที่จัดงานเสร็จสิ้นแล้ว สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตรวจสอบข้อมูลและอ้างว่าการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบพัสดุ จึงมีการจ่ายเงินให้ไป ซึ่งคณะทำงานร่วมฝ่าย อสส. เห็นว่าเป็นข้อมูลสำคัญ และทำให้สำนวนการคดีนี้ไม่สมบูรณ์ ก่อนจะมีความเห็นไม่สั่งฟ้องคดี ป.ป.ช.จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเอง

ประธาน กกต. ไม่ล่าช้า พิจารณายุบ ‘ก้าวไกล – ภูมิใจไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570144

04 มี.ค. 2567

11:22 น.

ประธาน กกต. ไม่ล่าช้า พิจารณายุบ ‘ก้าวไกล – ภูมิใจไทย’

‘ประธาน กกต.’ ไม่ล่าช้าพิจารณายุบ ‘พรรคก้าวไกล’ หลังมีคำวินิจฉัยตัวเต็มคดีล้มล้างการปกครองฯ ส่วน ‘พรรคภูมิใจไทย’ ก็ทำตามกรอบเวลา กกต.จังหวัด เตรียมความพร้อมเลือกตั้ง สว. หลังหมดสมัย พ.ค.นี้ ขู่ผู้สมัคร ห้ามเชื่อมโยงพรรคการเมือง

นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณายุบพรรคก้าวไกล และพิจารณาคำร้องยุบพรรคภูมิใจไทย ว่า เรื่องของพรรคก้าวไกล หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 31 มกราคม ทาง กกต.ก็ขอให้สำนักงาน กกต. และนายทะเบียนไปศึกษาคำวินิจฉัยและตัวบทของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เห็นพ้องกันว่าควรเอาคำวินิจฉัยฉบับสมบูรณ์ มาประกอบการพิจารณาเสนอความเห็นด้วย ซึ่งคำวินิจฉัยฉบับสมบูรณ์ศาลรัฐธรรมนูญออกมาวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ผ่านทางราชกิจจานุเบกษา จากนั้นสำนักงาน กกต. ต้องนำคำวินิจฉัยนี้ไปพิจารณาดูอีกที ประกอบกับความเห็นที่ได้ศึกษาไว้ก่อนหน้านี้ กระบวนการพวกคงใช้เวลาไม่มาก แต่ไม่มีกรอบเวลากำหนดไว้ เพราะไม่ใช่กระบวนการคำร้องที่ต้องระบุเวลา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำอยู่เสมอคือไม่ชักช้า

ส่วนเรื่องเรื่องพรรคภูมิใจไทย ได้รับคำร้อง ซึ่งตามกระบวนการทำงานเรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของนายทะเบียนพรรคการเมืองคือเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องมีมูลหรือไม่ ถ้าเห็นว่ามีมูลก็ต้องสั่งตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาเสนอความเห็น เป็นขั้นตอนกระบวนการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการและไม่ล้าช้า มีกรอบเวลาอยู่ประมาณ 30 หรือ 60 วัน ถ้าไม่พอก็ต่อเวลาได้ กระบวนการนี้นอกจากรวบรวมข้อมูลแล้ว ยังต้องเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ บางทีเขาก็ไม่ว่างก็เลื่อนกันไปมา แต่โดยหลักเราพยายามทำในกรอบเวลาและไม่ล่าช้า

ส่วนการเตรียมความพร้อมจัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ประธาน กกต. บอกว่า ประมาณการเบื้องต้นจะมีผู้มาสมัครไม่น้อยกว่า 100,000 คน  หากจำนวนมากขึ้นก็เป็นเรื่องน่ายินดี เพราะประชาชนที่สนใจก็สามารถเป็นผู้สมัครได้อยู่แล้ว และถึงเวลาก็จะมีการเลือกตามกลุ่มอาชีพต่างๆ ถ้ามีจำนวนมาก ถือว่ายิ่งดี ตอนนี้แจ้งไปยังสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดต่างๆ ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าประชาชนท่านใดที่สนใจจะสมัครและมีคำถามที่อยากสอบถามเบื้องต้น เกี่ยวกับกระบวนการสมัคร คุณสมบัติ สามารถสอบถามได้ที่ กกต.จังหวัดนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ดังนั้นก็เป็นความพยายามประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลของ กกต.

ส่วนกรณีที่สถาบันการสร้างชาติ เปิดอบรมคนที่อยากเป็น สว. ประธาน กกต. บอกว่า สามารถทำได้ ไม่มีกฎหมายห้าม หากเป็นการอบรมเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจก็น่าจะเป็นส่วนที่ดี เป็นการส่งเสริม กระจาย และเผยแพร่ความสำคัญของการสมัครของประชาชน เพื่อให้ทำหน้าที่ในวุฒิสภา ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี ส่วนจะเป็นการสร้างเครือข่ายเพื่อล็อบบี้กันหรือไม่ คิดว่าตอนนี้ยังพูดแบบนั้นไม่ได้ ไม่แน่ใจว่ามีการจัดไปแล้วหรือไม่ แต่คิดว่าเป็นการจัดประกาศในที่สาธารณะ คงต้องมองข้อเท็จจริงตามนี้ไปก่อน

สำหรับความพยายามทำให้ผู้สมัครถูกเข้าใจว่ามีพรรคการเมืองหนุนหลัง ถือว่ามีความผิดหรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า มีความผิด ต้องไปเปิดดูว่าบทลงโทษ ยังไม่แน่ใจว่าจะมีโทษถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่ เห็นได้ชัดว่าการจัดเลือกตั้ง สว.จัดให้มีการเลือกโดยประชาชน อะไรก็ตามที่ไม่เป็นการสมัครหรือดำเนินการสมัครด้วยตัวเอง ก็ถือเป็นการเสี่ยงต่อการฝ่าฝืนกฎหมาย

“ผมเข้าใจว่า พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. ที่จัดให้มีการเลือกในระบบนี้เป็นครั้งแรกก็เพื่อต้องการไม่ให้มีการแทรกแซงจากพรรคการเมือง เพราะฉะนั้น อะไรที่มาแทรกแซงก็จะเสี่ยงต่อการฝ่าฝืนกฎหมาย” นายอิทธิพร กล่าว

ส่วนคณะก้าวหน้าที่ทำประเด็นท้องถิ่นสามารถมีผู้สมัครได้หรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า ไม่สามารถยึดโยงได้ ทั้งนี้กระบวนการตรวจสอบในเรื่องการฝักใฝ่พรรคการเมือง กกต.สามารถตั้งเรื่องได้เลย หากมีข้อเท็จจริง

‘รบ.เศรษฐา’ แถลงผลงาน 6 เดือน กลางเดือน มี.ค. นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570139

04 มี.ค. 2567

10:56 น.

‘รบ.เศรษฐา’ แถลงผลงาน 6 เดือน กลางเดือน มี.ค. นี้

‘รบ.เศรษฐา’ เตรียมแถลงผลงานครบรอบ 6 เดือน กลางเดือน มี.ค. นี้ ฝ่ายค้านตำหนิ ก็ขอให้ผลงานเป็นตัวพิสูจน์ พร้อมอัพเดทเดินสายชวนนักธุรกิจลงทุนประเทศไทย

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง นายเศรษฐา กล่าวก่อนเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศออสเตรเลีย เยอรมนี และฝรั่งเศส ถึงโพลสำรวจผลงานรัฐบาล 6 เดือนที่ผ่านมาว่า ภารกิจมีอีกเยอะก็ต้องทำต่อไป เมื่อสักครู่ระหว่างนั่งรถมาสนามบิน ก็โทรศัพท์สั่งงาน ทั้งเรื่องความมั่นคง เรื่องชายแดน เรื่องไฟป่าที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวานนี้ได้อนุมัติงบกลางเพื่อจ้างบุคลากรเพิ่มในการเข้ามาดูแลในเรื่องนี้

ส่วนกรณีที่ฝ่ายการเมืองตำหนิผลงานรัฐบาลนั้น นายกรัฐมนตรี บอกว่า ขอให้ผลงานเป็นตัวพิสูจน์ บางเรื่องก็ต้องทำไปก่อน เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมออกมา วันที่ 15 หรือ 16 มีนาคมนี้ จะแถลงผลงานครบรอบ 6 เดือน เพื่อชี้แจงถึงผลงานการเชิญชวนนักธุรกิจมาลงทุนในประเทศไทยว่ามีความสำเร็จถึงขั้นตอนไหนแล้วบ้าง เพราะได้รับเสียงสะท้อนว่าไปต่างประเทศยังไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรม จึงถือโอกาสที่จะชี้แจงให้รับทราบ หากมีอะไรที่ยังไม่ชัดเจนก็ขอให้บอกมา หากทำให้ได้ก็จะทำ เพราะเราเองก็ไม่อยากถูกต่อว่าโดยไม่มีความจริง ถือเป็นความเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องชี้แจง ถ้ายังทำไม่ดีพอก็ขอให้บอกมา ก็จะพยามปรับปรุงในหลายๆ ด้าน อย่างที่เคยบอกว่าการลงพื้นที่ไปพบปะประชาชน พบปะกับคนที่คนต้องการความช่วยเหลือ แต่ยังมีอีกหลายภาคส่วนที่ตนเองยังไม่ได้ลง เช่น ชุมชนแออัดในกรุงเทพมหานคร ซึ่งให้ทีมงานจัดตารางอยู่ว่าจะไปเมื่อไหร่ ไปจุดไหน ซึ่งภารกิจเยอะ ปัญหาก็เยอะ ก็ต้องแก้ไขกันไป เวลามีอยู่เท่านี้

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าฝ่ายค้านจะไม่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสมัยประชุมนี้ว่า ก็คงเป็นไปตามนั้น ส่วนหน้าที่ของรัฐบาลมีอะไรก็ต้องทำ นอกจากนั้นตนเองก็ได้ย้ำไปกับรัฐมนตรีเรื่องการไปตอบกระทู้ต่างๆ ว่าต้องให้ความสำคัญด้วย มอบหมายถ้ามีภารกิจก็ให้มอบหมายกันต่อๆไป แต่ถ้าเป็นไปได้ขอให้ไปตอบด้วยตนเอง แต่เรื่องการตอบกระทู้ถามสดก็มีระยะเวลาในการแจ้งให้รัฐมนตรีทราบ บางทีแจ้งเร็วหรือช้าเกินไป เวลาไม่มี ก็ได้บอกรัฐมนตรีว่าไม่เป็นไรแต่ต้องให้เกียรติกันทั้งสองฝ่าย เราเป็นฝ่ายบริหารฝ่ายนิติบัญญัติมีข้อกังขาอะไร เราก็ต้องไปชี้แจง

ย้อนประวัติศาสตร์ จาก ‘เกาะกูด’ สู่ ‘เกาะกง’ ใครควรเป็นเจ้าของ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569981

02 มี.ค. 2567

13:54 น.

ย้อนประวัติศาสตร์ จาก 'เกาะกูด' สู่ 'เกาะกง' ใครควรเป็นเจ้าของ?

ย้อนประวัติศาสตร์ จาก ‘เกาะกูด’ สู่ ‘เกาะกง’ ประจันตคีรีเขต อดีตเมืองคู่แฝด ประจวบคีรีขันธ์ ใครควรเป็นเจ้าของ?

ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล “เกาะกูด” เนื้อที่ 26,000 ตารางกิโลเมตร เรื้อรังมานานกว่า 54 ปี ที่ยังไม่แบ่งอาณาเขตชัดเจน อาจทำให้ประเทศไทย ต้องเสียเกาะกูด และ ทรัพยากรอันล้ำค่าให้กับกัมพูชาในอนาคต ถึงแม้ว่า “เกาะกูด” จะมีสถานะเป็นอำเภอหนึ่ง ใน จ.ตราด ของประเทศไทย แต่การประกาศเขตพื้นที่ไหล่ทวีปของฝ่ายกัมพูชา กลับลากเส้นเขตแดนทางทะเล มาผ่ากลางเกาะกูดของไทย ตั้งแต่ปี 1972 และพยายามอ้างสิทธิมาถึงปัจจุบัน…ปัญหาข้อพิพาทเกาะกูด ถูกย้อนประวัติศาสตร์ โยงเรื่องราวไปยัง เกาะกง ที่ไทยไม่ควรสูญเสียเช่นกัน 

จาก “เกาะกูด”สู่ “เกาะกง”

“เกาะกง” เป็นที่ทราบกันดีว่า อยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ซึ่งเดิมไทยเรียก ปัจจันตคิรีเขตร บ้างสะกดว่า ปัตจันตคีรีเขตร์ หรือ ประจันต์คิรีเขตต์ เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลของประเทศกัมพูชา ตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ทิศเหนือติดกับ จ.โพธิสัตว์ ทิศตะวันออกติดกับ จ.กำปงสปือ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับ จ.พระสีหนุ ทิศตะวันตกติดกับ จ.ตราด ของประเทศไทย และทิศใต้ติดกับอ่าวไทย

แต่เพจ โบราณนานมา ได้ผุดประเด็นที่น่าสนใจขึ้นมาว่า นอกจากกัมพูชาจะไม่มีวันได้ครอบครอง “เกาะกูด” แล้ว กัมพูชาควรคืน “เกาะกง” หรือ ประจันตคีรีเขตร อดีตเมืองคู่แฝดประจวบคีรีขันธ์ ให้ประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ประวัติศาสตร์เกาะกง ขอบคุณเพจ โบราณนานมาประวัติศาสตร์เกาะกง ขอบคุณเพจ โบราณนานมา

พลิกหน้าประวัติศาสตร์ เกาะกง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเมืองใหม่ให้ 2 เมือง ที่อยู่ในเส้นรุ้ง (ละติจูด : latitude) เดียวกัน แต่อยู่คนละฝั่งอ่าวไทย ให้เป็นเมืองคู่กัน คือ “เมืองนางรมย์” เป็น “ประจวบคีรีขันธ์” ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกกับ “เกาะกง” เป็น “ประจันตคีรีเขตร” ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออก ให้มีชื่อคล้องจองกัน โดยมีประกาศ เมื่อวันอังคารที่ 26 มิ.ย. 2398

ในสมัยนั้น เมื่อฝรั่งเศสยึดญวน (เวียดนาม) และเขมร (กัมพูชา) ได้แล้ว ก็พยายามรุกเข้าลาว ซึ่งอยู่ในความปกครองของสยาม และพยายามบีบสยามทุกวิถีทาง โดยถือว่ามีอาวุธที่เหนือกว่า เมื่อเกิดกบฏฮ่อขึ้นในแคว้นสิบสองจุไท และสยามกำลังจะยกกำลังไปปราบ  ฝรั่งเศสก็ชิงส่งทหารเข้าไปปราบเสียก่อน อ้างว่าเพื่อช่วยสยาม แต่เมื่อปราบฮ่อได้แล้ว ฝรั่งเศสก็ไม่ยอมถอนทหารออก ถือโอกาสยึดครอง เพราะมีเป้าหมายจะยึดดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงทั้งหมด

ในที่สุดวันประวัติศาสตร์ที่คนไทยจะต้องจดจำก็คือ 13 ก.ค. 2436 ซึ่งเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ฝรั่งเศสส่งเรือรบ 2 ลำ ฝ่าแนวยิงของป้อมพระจุลฯ เข้ามาจอดหน้ากงสุลฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ และยังเรียกเรือรบจากฐานทัพไซ่ง่อนอีก 10 ลำ มาร่วมปิดอ่าวไทย ต่อมาได้ส่งทหารขึ้นยึดเกาะสีชัง เมื่อวันที่ 27 ก.ค. จนการค้าขายต้องหยุดชะงักหมด ยื่นเงื่อนไขให้สยามถอนทหารออกจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงทั้งหมดภายใน 1 เดือน ให้วางเงินทันที 3 ล้านฟรังก์ ยื่นข้อเรียกร้องให้สยามตอบภายใน 48 ชั่วโมง

รัฐบาลสยามรู้ดีว่า ข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ พยายามต่อรองบ่ายเบี่ยงแต่ก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดก็ต้องยอมลงนามในสัญญาข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสในวันที่ 3 ต.ค.

ในระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายออกสำรวจปักปันเขตแดนนั้น ฝรั่งเศสขอยึดเมืองจันทบุรีไว้ก่อน เพื่อให้สยามปฏิบัติตามสัญญา ทั้งนี้ เพราะฝรั่งเศสเห็นว่า จันทบุรีเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งสยามก็ต้องยอมอีก

ฝรั่งเศสยึดจันทบุรี ตั้งแต่ปี 2436 แต่เมื่อปักปันเขตแดนเสร็จสิ้น  ฝรั่งเศสกลับหน่วงเหนี่ยวประวิงเวลา และบีบคั้นให้สยามเซ็นสัญญาอีกฉบับ ยอมยกดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ซึ่งได้แก่เมืองหลวงพระบางฝั่งขวา และเมืองจำปาศักดิ์ โดยฝรั่งเศสจะยอมผ่อนคลายสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้ การผ่อนคลายนี้ หมายถึงยกให้แก่คนเอเชียในบังคับของฝรั่งเศส แต่ยังไม่ยอมยกเลิกแก่คนฝรั่งเศส

สยามในเวลานั้นก็ต้องยอมอยู่ดี เซ็นสัญญาตามที่ฝรั่งเศสเรียกร้องนี้เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2446 เพื่อแลกกับจันทบุรีกลับคืน

แต่แล้วชั้นเชิงแบบหมาป่าก็ยังไม่สิ้น เพื่อเป็นหลักประกันให้สยามปฏิบัติตามสัญญานี้ ฝรั่งเศสขอยึด จ.ตราด และเกาะทั้งหลาย ตั้งแต่แหลมสิงห์ ใน อ.แหลมงอบ รวมทั้งเกาะกง ซึ่งขณะนั้นเป็น จ.ประจันตคีรีเขตของสยาม ให้อยู่ในความปกครองของฝรั่งเศส และต้องรอให้ทั้งสองฝ่ายทำการสำรวจเส้นพรมแดนตามสัญญานี้ให้ฝรั่งเศสเสร็จเสียก่อน ฝรั่งเศสจึงจะยอมถอนทหารออกจากจันทบุรี

สยามก็ต้องยอมเช่นเคย การสำรวจเสร็จสิ้นลงในวันที่ 9 ธ.ค. 2447 ฝรั่งเศสจึงยอมถอนทหารออกจากจันทบุรีในวันที่ 12 ม.ค.ต่อมา

ความอยากได้ดินแดนสยามของฝรั่งเศสยังไม่จบ มีจิตรกรฝรั่งเศสคนหนึ่ง ชื่อ อองรี อูโมต์ ได้เขียนรูปนครวัดนครธมไปเผยแพร่ ฝรั่งเศสเห็นเป็นสิ่งมหัศจรรย์เลยอยากได้ไว้เป็นสมบัติของตัว รวมทั้งอยากได้ทะเลสาบเสียมราฐอันกว้างใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ จึงเสนอแลกตราดกับเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ซึ่งเป็นมณฑลบูรพาของสยาม สยามอยากได้ตราด ซึ่งมีคนไทยอยู่คืนมาจึงยอมอีก

ในสัญญาฉบับใหม่ที่ ลงวันที่ 23 มี.ค. 2449 ไทยต้องยกมณฑลบูรพา อันประกอบด้วย พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับ อ.ด่านซ้าย จ.เลย รวมทั้ง จ.ตราด ตั้งแต่แหลมสิงห์ ไปจนถึงเกาะกูด แต่ไม่ยอมคืน จ.ประจันตคีรีเขตด้วย

เป็นอันว่า “จังหวัดประจันตคีรีเขตร” หรือ เกาะกง จึงต้องหลุดไปอยู่กับฝรั่งเศสตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนเป็นส่วนหนึ่งของกัมพูชาในขณะนี้ ตอนนั้นมีคนไทยที่ไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศส ได้สละบ้านช่อง ย้ายมาอยู่เกาะกูดและจันทบุรีเป็นจำนวนมาก คนเขมรจากเมืองต่างๆ จึงย้ายเข้ามาแทนที่ ปัจจุบันในเกาะกง ปรากฏว่ามีชาวไทย เพียง 25% เท่านั้น

แต่เดิมเกาะกงในปี 2506 ได้มีการออกกฎห้ามชาวเกาะกงพูดภาษาไทย โดยจะปรับเป็นคำละ 25 เรียล ห้ามมีเงินไทย และห้ามมีหนังสือไทยอยู่ในบ้าน หากเจ้าหน้าที่พบจะถูกทำลายให้สิ้นซาก ต่อมาในปี 2507 ค่าปรับการพูดภาษาไทยเพิ่มขึ้นเป็น 50 เรียล แม้ชาวไทยเกาะกง จะถูกจำกัดสิทธิทางภาษา วัฒนธรรม และประเพณี แต่ก็มีคนเฒ่าคนแก่ที่ยังรักษาประเพณี และเอกลักษณ์ การใช้ภาษาไทย ซึ่งชาวไทยในเกาะกง จะมีสำเนียงแบบเดียวกับที่ จ.ตราด

“ประจันตคีรีเขตร” เมืองคู่แฝดของ “ประจวบคีรีขันธ์” เหลืออยู่แต่เพียงชื่อไว้ในประวัติศาสตร์เท่านั้น

เกาะกูดเกาะกูด

จาก เกาะกง สู่ เกาะกูด

ความคาดหวังการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา จึงถูกจับตาอีกครั้ง เนื่องจากพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเกาะกูด กว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร มีก๊าซธรรมชาติถึง 11 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต มูลค่า 3.5 ล้านล้านบาท, น้ำมันดิบอีกกว่า 500 ล้านบาเรลล์ มูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท นั่นหมายความถึง ทรัพยากรที่มูลค่ามหาศาล

ถึงแม้ว่า จากอดีตถึงปัจจุบัน เกาะกูด จะอยู่ในการปกครองของประเทศไทยมาตลอด แต่ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ที่กินเวลายาวนาน ก็ยังหาข้อยุติไม่ได้

ขอบคุณข้อมูล : เพจโบราณนานมา

‘นายกฯ’ บิน ร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ ติดตามสถานการณ์น้ำ รับฟังปัญหาในพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570047

02 มี.ค. 2567

10:25 น.

'นายกฯ'  บิน ร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ ติดตามสถานการณ์น้ำ รับฟังปัญหาในพื้นที่

‘นายกฯ’ เศรษฐา ทวีสิน ลงพืันที่ จ.ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ติดตามสถานการณ์น้ำ พร้อมรับฟังปัญหาในพื้นที่ พบปะประชาชนในช่วงเย็น ก่อนบินกลับ กทม. เย็นนี้

2 มี.ค. 2567 เมื่อเวลา 08.45 น.  นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ออกเดินทางด้วยเครื่องบิน AIRBUS ACJ320 จากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง (บน.6) ไปตรวจราชการจังหวัดร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์ โดยมี นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะร่วมด้วย 

นายกฯ  บิน ร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ ติดตามสถานการณ์น้ำ รับฟังปัญหาในพื้นที่นายกฯ บิน ร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ ติดตามสถานการณ์น้ำ รับฟังปัญหาในพื้นที่

โดยจุดแรก นายเศรษฐา นายกรัฐมนตรี เดินทางตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด จากนั้นเดินทางไป จ.กาฬสินธุ์ ติดตามการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ณ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้ากุดแคน อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์

และในเวลา 10.30 น. นายกรัฐมนตรี เดินทางตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาพนังกั้นลำน้ำชีทรุดตัว ที่บริเวณพนังกั้นลำน้ำชีชั่วคราว  กม.ที่ 2+300 บ้านโนนแดง อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ 
 

นายกฯ  บิน ร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ ติดตามสถานการณ์น้ำ รับฟังปัญหาในพื้นที่นายกฯ บิน ร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ ติดตามสถานการณ์น้ำ รับฟังปัญหาในพื้นที่

ก่อนที่ช่วงบ่ายเวลา 13.00 น. นายกฯ จะร่วมหารือการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแลนด์มาร์ค และจุดแวะพักของจังหวัดกาฬสินธุ์ ณ บึงอร่าม อ.ยางตลาด

จากนั้นเวลา 14.00 น. ร่วมประชุมหารือประเด็นปัญหาและแผนพัฒนาจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์  ต่อจากนั้นเวลา 15.40 น. หารือประเด็นการบริหารจัดการน้ำเพื่อเป็นแหล่งกักเก็บและใช้สำหรับการอุปโภค ณ พื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยส้มป่อย อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ก่อนไปพบปะประชาชน ที่แหลมพยอม บึงโพนทอง อ.โพนทอง และเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯในเวลา 18.45 น. 

‘ปดิพัทธ์’ เข้าทำเนียบ ทวงร่างกฎหมายการเงิน ค้าง 31 ฉบับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/570000

01 มี.ค. 2567

15:27 น.

‘ปดิพัทธ์’ เข้าทำเนียบ ทวงร่างกฎหมายการเงิน ค้าง 31 ฉบับ

‘ปดิพัทธ์’ เข้าทำเนียบ ทวงร่างกฎหมายการเงิน ค้าง 31 ฉบับ ไม่มีเจตนารุกล้ำอำนาจฝ่ายบริหาร แต่อยากทราบความชัดเจน – ขั้นตอนการพิจารณา เป็นหน้าที่โดยตรงของรองประธานสภาฯ

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา​ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง นั่งรถยนต์ประจำตำแหน่ง พร้อมรถตู้ข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทน​ราษฎรอีก 2 คัน เข้าทำเนียบรัฐบาล ทวงถามถึงร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน 31 ฉบับ โดยบอกว่า ตามข่าวออกไปว่ามาบุก ไม่ใช่เลย เป็นการมาขอประชุมร่วม เพื่อติดตามความก้าวหน้าของร่างกฎหมาย เพราะจากที่เคยสอบถามถึงสาเหตุที่นายกรัฐมนตรีไม่เซ็นรับรองร่างกฎหมาย เนื่องจากต้องรอรับความคิดเห็นจากหน่วยงาน แต่เมื่อไม่มีรายละเอียดบอกว่าแต่ละร่างรอหน่วยงานไหนอย่างไร และไม่ทราบถึงขั้นตอน จึงอยากรู้ว่าจะทำอย่างไรกันดี จึงมาขอหารือกับสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ส่วนจะได้เจอใครหรือไม่นั้น ไม่เป็นไร แค่อยากมารู้ขั้นตอน เพราะเป็นเรื่องดีที่ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติจะได้หารือกัน พร้อมยกตัวอย่าง ประเด็นที่ไม่มาตอบกระทู้ถามสด สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีก็ควรต้องทราบ เพราะมันต้องมีเอกสารชี้แจ้งเหตุผลที่ชัดเจน​ แต่เอกสารชี้แจ้งแต่ละครั้ง ไม่มีการชี้แจงรายละเอียดว่าติดภารกิจอะไร

ส่วนกรณีที่ สส.เพื่อไทย มองว่าการที่รองประธานสภาฯ เดินทางมาในวันนี้ เป็นการรุกล้ำอำนาจฝ่ายบริหาร​ นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มากดดันให้เซ็น​ ไม่ได้มองว่าตัวเองรุกล้ำ พร้อมมองว่าหากจะไม่เห็นชอบจะดีกว่า​ ไม่อย่างนั้นจะไม่ชัดเจน​ และเจ้าของร่างก็ไม่รู้ว่าจะต้องปรับปรุงร่างของตัวเองหรือไม่ ดังนั้นอาจจะต้องมีการปรับปรุงอย่างไรก็ควรจะบอกมา แต่หากเราไปเรื่อยๆ และขณะนี้ 6 เดือนกว่าแล้ว ฉะนั้นการจะตีร่างกฎหมายการเงิน ถือว่ามีขอบเขตที่กว้างมาก พร้อมยกตัวอย่าง ร่างฯรับราชการทหารและการถ่ายโอนกำลังพล​ และร่างฯกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register)  และร่างฯ เปิดเผยข้อมูลมลพิษ ถูกตีความว่าเป็นร่างฯการเงิน ฉะนั้นการจะตีความร่างกฎหมายอย่างไร เราต้องการความชัดเจน

ส่วนจะได้พูดคุยกับฝ่ายบริหารหรือไม่ ถือว่าเป็นการพูดคุยครั้งแรกก็แล้วกัน และไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงเร็วมากๆ ซึ่งก็ต้องเข้าใจฝั่งรัฐบาลด้วย แต่ถ้าหากไม่พูดคุยกันและโต้ตอบผ่านทางสื่อมวลชนอย่างเดียว มันก็ไม่มีโอกาสปรับปรุง ส่วนจะได้พูดคุยกับ​รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายสมคิด​ เชื้อคง หรือไม่ ตนไม่แน่ใจ ขณะนี้ยังไม่ได้มีการติดต่อพูดคุยเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด แต่ดำเนินการตามขั้นตอนตามปกติ และตนได้ส่งหนังสือประสานงานมายังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ส่วนการที่นายปดิพัทธ์​ เดินทางมาเองนั้นถือว่าการประสานงานระหว่างวิปรัฐบาลกับสภาฯไม่เชื่อมโยงกันหรือไม่​ รองประธานสภาคนที่ 1 ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของวิปฯ​ แต่ตน เป็นรองประธานสภาที่กำกับดูแลเรื่องการตรากฎหมายโดยตรง ดูให้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล​ และการที่ตนเดินทางมาทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ ทางประธานสภาและรองประธานสภาคนที่ 1 ไม่ได้มีความเห็น รอหน้าที่ดูแลกฎหมายเป็นหน้าที่ของตนโดยตรง

“การที่จะมาทำงานร่วมกันเพื่อทำงานให้ดีขึ้นมันผิดมารยาทตรงไหน​ ตนเข้ามาปิดทำเนียบหรือ​ มาแบบไม่สุภาพหรือ​ แต่ตนเข้ามาเพื่อขอความร่วมมือและหาทางออกในการพิจารณากฎหมายให้ประเทศชาติ​ แต่ถ้าหากมองว่าเป็นการลุกล้ำก็มีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ แต่ยืนยันว่าตนมาด้วยเจตนาบริสุทธิ์” รองประธานสภาฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากรองประธานสภาฯ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเสร็จ เดินเท้าต่อมายังบริเวณหน้าตึกบัญชาการ 1 เพื่อรอพบกับตัวแทนของสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) โดยระหว่างที่ยืนรออยู่หน้าตึกบัญชาการ 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลประจำทำเนียบรัฐบาล ได้พยายามติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ สลน. ว่าใครจะลงมาพูดคุย ทำให้รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ซึ่งยืนรออยู่พูดว่า “สำนักงานเลขาธิการนายกฯ มีกี่คน ไม่อยู่สักคนเลยเหรอครับ“

จากนั้น รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ได้โชว์ภาพเอกสารที่ส่งมายัง สลน. ตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่าจะมีการมาสอบถามความคืบหน้าของร่างกฎหมายต่อสลน. ที่ทำเนียบรัฐบาล กระทั่งเวลาผ่านไปประมาณ 10 นาที คณะของผู้อำนวยการกองงานประสานงานทางการเมืองสำนัก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายจงเจริญ สุวรรณรัตน์ ได้มาพบกับรองประธานสภาฯ คนที่ 1 พร้อมกับเชิญขึ้นไปพูดคุยที่ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 2

หลังจากหารือประมาณ​ 30 นาที​ นายปดิพัทธ์​ ให้สัมภาษ​ณ์ว่า​  การหารือในครั้งนี้เพื่อติดตาม​ว่าขั้นตอนการเสนอกฎหมายอยู่ในขั้นตอนใด​ และเป็นการกระตุ้นให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวง​ รับทราบถึงศักยภาพของหน่วยงาน​ นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงการตอบกระทู้ของรัฐมนตรี หากไม่มาขอให้ทำหนังสือชี้แจงเหตุผล

‘ณัฐชา’ จี้ นายกฯ ควรลงพื้นที่ พระราม 2 ถ้าผู้รับเหมามีปัญหา ต้องกล้ายกเลิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569998

01 มี.ค. 2567

15:01 น.

'ณัฐชา'  จี้ นายกฯ ควรลงพื้นที่ พระราม 2 ถ้าผู้รับเหมามีปัญหา ต้องกล้ายกเลิก

‘ณัฐชา’ จี้ นายกฯ ลงพื้นที่ ดูปัญหาถนนพระราม 2 ห่วงชุมชนรอบข้าง รับมลภาวะเรื้อรัง เคยเกิดอุบัติเหตุจนมีคนเสียชีวิต ถ้าผู้รับเหมาะมีปัญหา ต้องกล้ายกเลิก หารายใหม่ทำแทน

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล กล่าวถึงการก่อสร้างถนนพระราม 2 ว่า เป็นเรื่องดีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา แม้จะเป็นปัญหาคาราคาซังมากกว่า 50 ปีที่เกิดความล่าช้า ตนในฐานะ สส.ในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2562 เรื่องปัญหาการก่อสร้างและผลกระทบทางมลภาวะที่เกิดจากการก่อสร้างมีเข้ามาอย่างต่อ โดยเฉพาะอุบัติเหตุในการก่อสร้าง มีการเสียชีวิตอย่างน้อย 132 รายตลอดการก่อสร้าง  ไม่นับรวมผลกระทบข้างเคียงที่มีการเสียชีวิตโดยรอบพื้นที่การก่อสร้าง

“ขอฝากถึงนายกรัฐมนตรี เรื่ององค์ประกอบการก่อสร้าง คือแพล้นปูนที่มีกว่า 18 แพล้น อยู่ในแหล่งชุมชน ทำให้ได้รับผลกระทบทางมลภาวะ การขนส่งอิฐหินปูนทรายโดยรถขนส่งขนาดใหญ่เข้ามาในแหล่งชุมชน ได้รับเรื่องร้องเรียนว่าเด็กในชุมชนต้องเสียชีวิต เนื่องจากรถขนส่งวิ่งเข้าไปอย่างเร่งรีบจนเกิดอุบัติเหตุ” นายณัฐชา กล่าว

นายณัฐชา กล่าวว่า หากนายกฯ บอกว่าภายในสงกรานต์นี้จะแล้วเสร็จ ตนเป็นกำลังใจให้และขอให้นายกลงไปดูรายละเอียดปลีกย่อยด้วย ก่อนหน้าเคยทำหนังสือไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคมนาคม ในการขอปรึกษาและติดตามเรื่องการก่อสร้างถนนพระรามสอง และเพิ่งได้รับหนังสือตอบกลับมาเมื่อสองอาทิตย์ก่อน ว่ามีความสนใจในเรื่องนี้เป็นพิเศษ แต่ไม่สะดวกที่จะให้เข้าพบ เมื่อวันนี้เรื่องอยู่ในกระแสแล้ว หากรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ก็ยินดี และตนจะไปชี้ปัญหาให้เห็นเอง

ส่วนวิธีการแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น นายณัฐชา กล่าวว่า การหันหน้าเข้าหาและพูดคุยกัน หยิบทุกสัญญามาดูว่ามีปัญหาตรงไหน ส่วนที่ไม่มีปัญหาก็สามารถดำเนินการได้ บริษัทรับเหมาใดที่ทำไม่ตรงตามสัญญา ไม่ส่งมอบหรือมาตรฐานต่ำกว่าคุณภาพ ก็ต้องหาผู้รับเหมารายใหม่ จะต้องมีความกล้าที่จะใช้กลไกลกฎหมายยกเลิกสัญญาและหาผู้รับเหมารายใหม่

ย้อนประวัติศาสตร์ จาก ‘เกาะกูด’ สู่ ‘เกาะกง’ ใครควรเป็นเจ้าของ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569981

01 มี.ค. 2567

14:09 น.

ย้อนประวัติศาสตร์ จาก 'เกาะกูด' สู่ 'เกาะกง' ใครควรเป็นเจ้าของ?

ย้อนประวัติศาสตร์ จาก ‘เกาะกูด’ สู่ ‘เกาะกง’ ประจันตคีรีเขต อดีตเมืองคู่แฝด ประจวบคีรีขันธ์ ใครควรเป็นเจ้าของ?

ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล “เกาะกูด” เนื้อที่ 26,000 ตารางกิโลเมตร เรื้อรังมานานกว่า 54 ปี ที่ยังไม่แบ่งอาณาเขตชัดเจน อาจทำให้ประเทศไทย ต้องเสียเกาะกูด และ ทรัพยากรอันล้ำค่าให้กับกัมพูชาในอนาคต ถึงแม้ว่า “เกาะกูด” จะมีสถานะเป็นอำเภอหนึ่ง ใน จ.ตราด ของประเทศไทย แต่การประกาศเขตพื้นที่ไหล่ทวีปของฝ่ายกัมพูชา กลับลากเส้นเขตแดนทางทะเล มาผ่ากลางเกาะกูดของไทย ตั้งแต่ปี 1972 และพยายามอ้างสิทธิมาถึงปัจจุบัน…ปัญหาข้อพิพาทเกาะกูด ถูกย้อนประวัติศาสตร์ โยงเรื่องราวไปยัง เกาะกง ที่ไทยไม่ควรสูญเสียเช่นกัน 

จาก “เกาะกูด”สู่ “เกาะกง”

“เกาะกง” เป็นที่ทราบกันดีว่า อยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ซึ่งเดิมไทยเรียก ปัจจันตคิรีเขตร บ้างสะกดว่า ปัตจันตคีรีเขตร์ หรือ ประจันต์คิรีเขตต์ เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลของประเทศกัมพูชา ตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ทิศเหนือติดกับจังหวัดโพธิสัตว์ ทิศตะวันออกติดกับจังหวัดกำปงสปือ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับจังหวัดพระสีหนุ ทิศตะวันตกติดกับ จ.ตราด ของประเทศไทย และทิศใต้ติดกับอ่าวไทย

แต่เพจ โบราณนานมา ได้ผุดประเด็นที่น่าสนใจขึ้นมาว่า นอกจากกัมพูชาจะไม่มีวันได้ครอบครอง “เกาะกูด” แล้ว กัมพูชาควรคืน “เกาะกง” หรือ ประจันตคีรีเขต อดีตเมืองคู่แฝดประจวบคีรีขันธ์ ให้ประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ประวัติศาสตร์เกาะกง ขอบคุณเพจ โบราณนานมาประวัติศาสตร์เกาะกง ขอบคุณเพจ โบราณนานมา

พลิกหน้าประวัติศาสตร์ เกาะกง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเมืองใหม่ให้ 2 เมือง ที่อยู่ในเส้นรุ้ง (ละติจูด : latitude) เดียวกัน แต่อยู่คนละฝั่งอ่าวไทยให้เป็นเมืองคู่กัน คือ “เมืองนางรมย์” เป็น “ประจวบคีรีขันธ์” ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกกับ “เกาะกง” เป็น “ประจันตคีรีเขตร” ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออก ให้มีชื่อคล้องจองกัน โดยมีประกาศ เมื่อวันอังคารที่ 26 มิ.ย. 2398

ในสมัยนั้นเมื่อฝรั่งเศสยึดญวน (เวียดนาม) และเขมร (กัมพูชา) ได้แล้ว ก็พยายามรุกเข้าลาว ซึ่งอยู่ในความปกครองของสยาม และพยายามบีบสยามทุกวิถีทาง โดยถือว่ามีอาวุธที่เหนือกว่า เมื่อเกิดกบฏฮ่อขึ้นในแคว้นสิบสองจุไท และสยามกำลังจะยกกำลังไปปราบ ฝรั่งเศสก็ชิงส่งทหารเข้าไปปราบเสียก่อน อ้างว่าเพื่อช่วยสยาม แต่เมื่อปราบฮ่อได้แล้วฝรั่งเศสก็ไม่ยอมถอนทหารออก ถือโอกาสยึดครอง เพราะมีเป้าหมายจะยึดดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงทั้งหมด

ในที่สุดวันประวัติศาสตร์ที่คนไทยจะต้องจดจำก็คือ 13 ก.ค. 2436 ซึ่งเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ฝรั่งเศสส่งเรือรบ 2 ลำ ฝ่าแนวยิงของป้อมพระจุลฯ เข้ามาจอดหน้ากงสุลฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ และยังเรียกเรือรบจากฐานทัพไซ่ง่อนอีก 10 ลำ มาร่วมปิดอ่าวไทย ต่อมาได้ส่งทหารขึ้นยึดเกาะสีชัง เมื่อวันที่ 27 ก.ค. จนการค้าขายต้องหยุดชะงักหมด ยื่นเงื่อนไขให้สยามถอนทหารออกจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงทั้งหมดภายใน 1 เดือน ให้วางเงินทันที 3 ล้านฟรังก์ ยื่นข้อเรียกร้องให้สยามตอบภายใน 48 ชั่วโมง

รัฐบาลสยามรู้ดีว่า ข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ พยายามต่อรองบ่ายเบี่ยงแต่ก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดก็ต้องยอมลงนามในสัญญาข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสในวันที่ 3 ต.ค.

ในระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายออกสำรวจปักปันเขตแดนนั้น ฝรั่งเศสขอยึดเมืองจันทบุรีไว้ก่อน เพื่อให้สยามปฏิบัติตามสัญญา ทั้งนี้ เพราะฝรั่งเศสเห็นว่าจันทบุรีเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งสยามก็ต้องยอมอีก

ฝรั่งเศสยึดจันทบุรี ตั้งแต่ปี 2436 แต่เมื่อปักปันเขตแดนเสร็จสิ้น ฝรั่งเศสกลับหน่วงเหนี่ยวประวิงเวลา และบีบคั้นให้สยามเซ็นสัญญาอีกฉบับ ยอมยกดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ซึ่งได้แก่เมืองหลวงพระบางฝั่งขวาและเมืองจำปาศักดิ์ โดยฝรั่งเศสจะยอมผ่อนคลายสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้ การผ่อนคลายนี้หมายถึงยกให้แก่คนเอเชียในบังคับของฝรั่งเศส แต่ยังไม่ยอมยกเลิกแก่คนฝรั่งเศส

สยามในเวลานั้นก็ต้องยอมอยู่ดี เซ็นสัญญาตามที่ฝรั่งเศสเรียกร้องนี้เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2446 เพื่อแลกกับจันทบุรีกลับคืน

แต่แล้วชั้นเชิงแบบหมาป่าก็ยังไม่สิ้น เพื่อเป็นหลักประกันให้สยามปฏิบัติตามสัญญานี้ ฝรั่งเศสขอยึด จ.ตราด และเกาะทั้งหลาย ตั้งแต่แหลมสิงห์ ใน อ.แหลมงอบ รวมทั้งเกาะกง ซึ่งขณะนั้นเป็น จ.ประจันตคีรีเขตของสยาม ให้อยู่ในความปกครองของฝรั่งเศส และต้องรอให้ทั้งสองฝ่ายทำการสำรวจเส้นพรมแดนตามสัญญานี้ให้ฝรั่งเศสเสร็จเสียก่อน ฝรั่งเศสจึงจะยอมถอนทหารออกจากจันทบุรี

สยามก็ต้องยอมเช่นเคย การสำรวจเสร็จสิ้นลงในวันที่ 9 ธ.ค. 2447 ฝรั่งเศสจึงยอมถอนทหารออกจากจันทบุรีในวันที่ 12 ม.ค.ต่อมา

ความอยากได้ดินแดนสยามของฝรั่งเศสยังไม่จบ มีจิตรกรฝรั่งเศสคนหนึ่ง ชื่อ อองรี อูโมต์ ได้เขียนรูปนครวัดนครธมไปเผยแพร่ ฝรั่งเศสเห็นเป็นสิ่งมหัศจรรย์เลยอยากได้ไว้เป็นสมบัติของตัว รวมทั้งอยากได้ทะเลสาบเสียมราฐอันกว้างใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ จึงเสนอแลกตราดกับเสียมราฐ พระตะบองและศรีโสภณ ซึ่งเป็นมณฑลบูรพาของสยาม สยามอยากได้ตราด ซึ่งมีคนไทยอยู่คืนมาจึงยอมอีก

ในสัญญาฉบับใหม่ที่ ลงวันที่ 23 มี.ค. 2449 ไทยต้องยกมณฑลบูรพา อันประกอบด้วย พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับ อ.ด่านซ้าย จ.เลย รวมทั้ง จ.ตราด ตั้งแต่แหลมสิงห์ ไปจนถึงเกาะกูด แต่ไม่ยอมคืน จ.ประจันตคีรีเขตด้วย

เป็นอันว่า “จังหวัดประจันตคีรีเขตร” หรือ เกาะกง จึงต้องหลุดไปอยู่กับฝรั่งเศสตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนเป็นส่วนหนึ่งของกัมพูชาในขณะนี้ ตอนนั้นมีคนไทยที่ไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศส ได้สละบ้านช่องย้ายมาอยู่เกาะกูดและจันทบุรีเป็นจำนวนมาก คนเขมรจากเมืองต่างๆ จึงย้ายเข้ามาแทนที่ ปัจจุบันในเกาะกง ปรากฏว่ามีชาวไทย เพียง 25% เท่านั้น

ชาวไทยในเกาะกง จะมีสำเนียงแบบเดียวกับที่ จ.ตราด แต่เดิมเกาะกงในปี 2506 ได้มีการออกกฎห้ามชาวเกาะกงพูดภาษาไทย โดยจะปรับเป็นคำละ 25 เรียล ห้ามมีเงินไทย และห้ามมีหนังสือไทยอยู่ในบ้าน หากเจ้าหน้าที่พบจะถูกทำลายให้สิ้นซาก ต่อมาในปี 2507 ค่าปรับการพูดภาษาไทยเพิ่มขึ้นเป็น 50 เรียล แม้ชาวไทยเกาะกงจะถูกจำกัดสิทธิทางภาษา วัฒนธรรม และประเพณีแต่ก็มีคนเฒ่าคนแก่ที่ยังรักษาประเพณี และเอกลักษณ์ การใช้ภาษาไทย

“ประจันตคีรีเขตร” เมืองคู่แฝดของ “ประจวบคีรีขันธ์” เหลืออยู่แต่เพียงชื่อไว้ในประวัติศาสตร์เท่านั้น

เกาะกูดเกาะกูด

จาก เกาะกง สู่ เกาะกูด

ความคาดหวังการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา จึงถูกจับตาอีกครั้ง เนื่องจากพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเกาะกูด กว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร มีก๊าซธรรมชาติถึง 11 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต มูลค่า 3.5 ล้านล้านบาท, น้ำมันดิบอีกกว่า 500 ล้านบาเรลล์ มูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท นั่นหมายความถึง ทรัพยากรที่มูลค่ามหาศาล

ถึงแม้ว่า จากอดีตถึงปัจจุบัน เกาะกูด จะอยู่ในการปกครองของประเทศไทยมาตลอด แต่ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ที่กินเวลายาวนาน ก็ยังหาข้อยุติไม่ได้

ขอบคุณข้อมูล : เพจโบราณนานมา

‘คปท.’ บุกกลาโหม จี้ ‘สุทิน’ ปกป้องเกาะกูด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569988

01 มี.ค. 2567

13:42 น.

‘คปท.’ บุกกลาโหม จี้ ‘สุทิน’ ปกป้องเกาะกูด

‘คปท. – ศปปส.‘ บุกกลาโหม จี้ ‘สุทิน’ ปกป้องเกาะกูด ตำรวจแจ้งไม่ให้เข้าพื้นที่ เพราะเป็นเขตพระราชวัง ตัวแทนกระทรวงกลาโหม ออกมารับหนังสือ เชิญเข้าหารือ

กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นาย พิชิต ไชยมงคล, นายนัสเซอร์ ยีหมะ ร่วมกับกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดย นาย อานนท์ กลิ่นแก้ว , กลุ่มนักรบเลือดสีน้ำเงินปกป้องราชบัลลังก์ นำโดย นายวสันต์ ทองมณโฑ เดินทางมาที่กระทรวงกลาโหม เพื่อยื่นหนังสือถึงนายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้แสดงจุดยืนในการปกป้องอธิปไตย กรณีประเทศกัมพูชาอ้างสิทธิ์เกาะกูด จ.ตราด 

มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระราชวัง ได้มาแจ้งกับกลุ่ม คปท. ไม่ให้ข้ามเข้ามาในพื้นที่กระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นเขตพระบรมมหาราชวัง เพราะตามกฎหมายห้ามเข้าใกล้ในรัศมี 150 เมตร โดยเจ้าหน้าที่ทหารจากสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ออกมารับหนังสื่อ พร้อมเชิญตัวแทนกลุ่มไปหารือ

สำหรับมาตรการการดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบกระทรวงกลาโหม มีตำรวจ สน.พระราชวัง พร้อมกำลังตำรวจชุดควบคุมฝูงชน ตำรวจนครบาล 6 จำนวน 1 กองร้อย วางกำลังดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร

‘นายก’ โชว์วิสัยทัศน์ AVIATION HUB แก้ปัญหาสนามบินใน 6 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569975

01 มี.ค. 2567

11:19 น.

‘นายก’ โชว์วิสัยทัศน์ AVIATION HUB แก้ปัญหาสนามบินใน 6 เดือน

‘นายก’ โชว์วิสัยทัศน์ แก้ปัญหาสนามบินใน 6 เดือน เป้าหมาย AVIATION HUB ของภูมิภาค รับ นทท. 150 ล้าน อันดับสุวรรณภูมิ เคยติด 13 สนามบินดีที่สุดในโลก ตอนนี้ตกลงมาอันดับ 68

1 มี.ค. 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงการคลัง แถลงวิสัยทัศน์ “IGNITE THAILAND, AVIATION HUB” ประกาศศักยภาพประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคว่า 10 ปีก่อน สนามบินสุวรรณภูมิ อยู่อันดับ 13 ของโลก แต่วันนี้อยู่อันดับ 68 ของโลก ตกมา 55 อันดับ เพื่อนบ้านบ้านเรามาเลเซียไม่ได้มีการลงทุนอะไรเลยแต่อันดับสูงขึ้น ซึ่งไม่ต้องพูดถึงสิงคโปร์เลย ตอนนี้คนต่างชาติอยากเข้ามาประเทศไทย แต่เที่ยวบินไม่เพียงพอ เรื่องภาษีการบินแพง เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาไม่อยากเข้ามา ถ้าเราไม่มีการทำอะไรก็จะวุ่นวายแน่นอน 

ขณะที่การรองรับท่องเที่ยว การโหลดกระเป๋าสินค้า แท็กซี่สนามบิน ระบบล่ม ไฟลท์บินเปลี่ยนผ่านน้อยลง เรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่ บั่นทอนศักยภาพประเทศ ขอให้นึกภาพดูแล้วกัน 60 ล้านคนที่เข้ามา ถ้าไม่ทำอะไรก็อาจทำให้ตกอันดับจากอันดับ 68 อีก


1. เร่งแก้ไขสุวรรณภูมิเป็นการเร่งด่วน โดยจะขยายให้รองรับผู้โดยสารให้ได้ 60 ล้านคนจริงๆ ไม่ใช่รองรับแค่ 45 ล้านคน ไม่พอกับความต้องการจริงที่เข้ามา 

2. สร้างรันเวย์ที่ 3 ซึ่งจะเสร็จภายในตุลาคมนี้หรือเร็วกว่า จะทำให้เครื่องบินขึ้นลงได้ถึง 90 ลำ ไม่ใช่แค่ 60 ลำ

3. จะต้องลดเวลาผู้โดยสารผ่านด่านจุดตรวจต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาการเดินทางทำให้การเดินทางไม่เชื่อมต่อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและเด็กเล็ก รวมถึงอนาคตเรื่องของเหลวที่มีในกลุ่มสตรี แม้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เชื่อว่าการท่าอากาศยานไทยคำนึงถึงและให้ความสำคัญมาก โดยจะต้องถูกแก้ไขภายใน 6 เดือน รวมถึงจะเปิดจุดเช็คอินเพิ่มและขยายเวลาการเปิด รวมถึงเปิดเครื่องโหลดกระเป๋าอัตโนมัติ นอกจากนี้ต้องเพิ่มเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง โดยเราจะเพิ่มบริษัทภาคพื้นดินในการดูแลการขนส่งและรถกระเป๋าต่างๆ โดยเปิดให้มีการแข่งขันหลายบริษัท เพื่อบังคับให้เขาบริการดีที่สุดกับนักท่องเที่ยวและประชาชนคนไทยทุกคน เพราะในอดีตบริษัทที่เข้ามาก็มีปัญหา

นายกฯ ยังกล่าวถึงการคัดเลือกผู้รับเหมาว่า หากทำไม่ดีก็ต้องมีการลดเกรด เพื่อให้เขามีการวิเคราะห์และพัฒนาตลอด เพราะหากทำได้ จะทำให้การเข้าออกประเทศมีความสมดุลและตรวจสอบได้หมด รวมถึงทำให้รวดเร็ว ทั้งนี้มั่นใจว่า 6 เดือนต่อจากนี้ จะไม่เห็นผู้โดยสารที่ต้องรอคิวเช็คอินนานๆ นอกจากนี้ต้องมีการขยายโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว อาทิ การขนส่งสินค้าต้องพัฒนาทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องการพัฒนาคนอย่างเดียว โดยจะมีการสร้างเชื่อม 2 เทอร์มินอล เพราะจะทำให้การขนถ่ายผู้โดยสารและสินค้าดีขึ้น 

นายกฯ ระบุอีกว่า จาก 2 สนามบิน (สุวรรณภูมิและดอนเมือง) ถ้าเราสามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาได้ 150 ล้านคน ก็จะทำให้หลายภาคส่วนเติบโต แล้วจะทำให้เศรษฐกิจไทยรุ่งโรจน์อย่างแน่นอน และค่อยพิจารณาเรื่องการขยายขยายเทอร์มินอลที่ 4 ส่วนเรื่องคลังสินค้า ถ้าเราทำให้เป็นศูนย์กลางได้ ก็จะทำให้ตลาดในภูมิภาคนี้อยู่ในมือของไทย เพราะมีสินค้าผ่านสุวรรณภูมิ 1.2 ล้านตันต่อปี ฉะนั้นการยกระดับคลังสินค้าก็เป็นเรื่องสำคัญโดยเราจะต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น พอจุดมุ่งหมายเราคือต้องทำให้เพิ่มขึ้นอีก 2 เท่าตัว

ทั้งนี้มั่นใจว่า จะทำให้ก้าวแรกที่ผู้สารเดินเข้ามาสู่สุวรรณภูมิต้องมีความมั่นใจ รวมถึงทำให้การขนส่งสินค้าดีขึ้น และเราจะเปลี่ยนสนามบินดอนเมืองให้มีจุดเด่นรวมถึงขยายขีดความสามารถให้สูงขึ้น ที่ปัจจุบันรับอยู่ปีละ 30 ล้านคน เพื่อให้รับผู้โดยสารได้ถึง 50 ล้านคน และพัฒนาเรื่องร้านค้าเพื่อเป็นจุดหลักการส่งสินค้าโอทอปด้วย ส่วนการพัฒนาเรื่องที่จอดรถ ภายในปี 2572 เราจะเพิ่ม 5 เท่าเป็น 7,600 คัน ส่วนการใช้เครื่องส่วนตัวที่มีสูงขึ้นมากในตอนนี้ เราจะเปิดที่สนามบินสุวรรณภูมิให้มีที่จอดมากขึ้น โดยไม่ให้เขาไปจอดประเทศอื่น

นายกฯ ย้ำว่า เราก็จะมีการพัฒนาสนามบินตามภาคต่างๆด้วย อาทิ ภาคใต้ภูเก็ต ภาคเหนือเชียงใหม่ รวมถึงสนามบินย่อยอื่นๆ ก็จะต้องมีการพัฒนาเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยจะต้องไม่มีความแออัด พร้อมย้ำว่า ความมั่นคงก็จะต้องควบคู่ไปกับความมั่งคั่งในรัฐบาลนี้ นอกจากนี้ต้องมีการขยายศูนย์การซ่อมเครื่องบินไพรเวทเจ็ท โดยไม่ต้องบินไปสิงคโปร์อีกต่อไป

ส่วนการพัฒนาสายการบินไทยที่เป็นสายการบินแห่งชาติ ต้องพัฒนาให้อย่างเหมาะสม อาทิ ตั๋วที่มีปัญหาเรื่องเอเจ้นและทำให้เต็มบ่อย ต้องพัฒนาเรื่องตั๋วออนไลน์ ซึ่งต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา และการจัดตารางเวลาก็ต้องทำให้เหมาะสม เพราะเมื่อเราหมดจากแผนพื้นฟูแล้วเราก็มายกระดับให้การบินไทยมีระดับที่ดี หรือเป็นอันดับท็อปสามของโลก

ช่วงท้าย นายกฯ ระบุว่า เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค และนักเดินทาง 150 ล้านคน ขอประกาศว่าต่อจากนี้ใน 1 ปี สุวรรณภูมิจะเป็นสนามบินท็อป 50 ของโลก และภายใน 5 ปีจะต้องอยู่ในท็อป 20 ให้ได้ ทั้งนี้ตนขอประกาศว่าวันนี้เราตื่นแล้ว และเราต้องตื่นมาร่วมกันพัฒนาเพื่อให้ความฝันนั้นเป็นจริง