‘คำนูณ’ เตือน รบ. เจรจาพื้นที่ทับซ้อน ไทยต้องไม่เสีย ‘เกาะกูด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569865

28 ก.พ. 2567

16:58 น.

‘คำนูณ’ เตือน รบ. เจรจาพื้นที่ทับซ้อน ไทยต้องไม่เสีย ‘เกาะกูด’

‘คำนูญ’ เตือน รบ. เจรจาพื้นที่ทับซ้อน ไทยต้องไม่เสีย ‘เกาะกูด’ แบ่งเขตทางทะเลให้ชัด ก่อนแบ่งผลประโยชน์ปิโตรเลียม รัฐบาลต้องระวังท่าที หวั่นกระทบคนรุ่นหลัง

27 ก.พ. 2567 นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงกลไก MOU 44 เพื่อกำหนดพื้นที่ทับซ้อนกับประเทศกัมพูชา ที่ทำขึ้นสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชิณวัตร ว่า ค่อนข้างชัดเจนเรื่องการนำเอาทรัพยากรปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ และการเร่งเจรจาในพื้นที่ทับซ้อน เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ เมื่อปี 2544 รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เซ็น MOU ฉบับนี้กับรัฐบาลกัมพูชา ตอนนี้ก็ต้องยอมรับความจริง ว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีความใกล้ชิดกับกัมพูชามากกว่ารัฐบาลใดๆ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ผิด และอาจจะเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ

ประเด็นสำคัญการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาในเรื่องผลประโยชน์ทรัพยากรปิโตรเลียมในทะเล ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2513 หรืออาจจะนับจาก MOU ปี 2544 รวม 20 ปีกว่า แต่ทำไม่สำเร็จเสียที เพราะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ 2 ประเทศ ยอมรับเส้นเขตแดนทางทะเลหรือเส้นเขตไหล่ทวีปของอีกประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยากที่จะยอมรับเส้นเขตไหล่ทวีปของประเทศกัมพูชา ที่ประกาศออกมาเมื่อปี 2515 ได้ ซึ่งนี่คือจุดแห่งปัญหาทั้งมวล เส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาลากผ่านกลางเกาะกูดไปกึ่งกลางอ่าวไทย แล้ววกลงใต้ ซึ่งเกาะกูดเป็นของไทย 2 ล้านเปอร์เซ็นต์ จากสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ.1907 ซึ่งเมื่อกัมพูชาลากเส้นไหล่ทวีปดังกล่าว จึงทำให้เป็นการรุกล้ำอธิปไตยของไทย

ในปี 2515 ไทยเคยมีการเจรจากับประเทศกัมพูชาแล้ว กัมพูชาแจ้งว่าการประกาศเส้นไหล่ทวีปนี้ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ระดับล่างเสนอขึ้นมา โดยคำแนะนำของบริษัทน้ำมันต่างชาติ ความจริงแล้วทางกัมพูชาเองไม่มีความประสงค์คร่อมทางเกาะกูดของไทยแต่ประการใด แต่ถ้าจะให้กัมพูชาเปลี่ยนแปลงอะไรก็ต้องเข้าใจการเมืองของกัมพูชาที่มีความเปราะบาง ซึ่งสมัยนั้นไทยมีการตอบโต้โดยการประกาศเส้นเขตไหล่ทวีปของเราเองออกมาในปี 2516 คิดเส้นขึ้นมาตามหลักการกฎหมายระหว่างประเทศโดยลากจากแผ่นดินจุดเดียวกันคือหลักเขตที่ 73 ลากลงทะเลกึ่งกลางระหว่างเกาะกูดของไทย และเกาะกงของกัมพูชา ซึ่งพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศแบ่งเขตไหล่ทวีปแตกต่างกัน ก็เลยกลายเป็นจุดที่เรียกว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนหรือเนื้อที่ทั้งหมด 26,000 ตารางกิโลเมตรกลางอ่าวไทย

เรื่องนี้เจรจาเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ เพราะกัมพูชาก็มีสงครามกลางเมือง สถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง จนมาถึงยุคนายทักษิณ ชินวัตร จึงมีการเซ็น MOU เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่ง MOU นี้ มีลักษณะสำคัญที่ว่าได้มีการแบ่งพื้นที่ 26,000 ตารางกิโลเมตร กลางอ่าวไทยเป็น 2 ส่วน โดยใช้เส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือเป็นตัวแบ่ง ส่วนข้างบนกำหนดให้เจรจาแบ่งเขตแดน ซึ่งในส่วนนี้จะมีเกาะกูดของไทยอยู่ด้วย ส่วนข้างล่างใต้เส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ แบ่งผลประโยชน์ไม่พูดถึงเรื่องเขตแดน ซึ่งใน MOU ได้ระบุว่าต้องทำทั้ง 2 ส่วนนี้พร้อมกันไป และจะแยกจากกันไม่ได้ ดังนั้นที่ผ่านมาการเจรจาแบ่งผลประโยชน์ ค่อนข้างมีความคืบหน้า มีตัวแบบต่างๆ แต่เส้นเขตแดนข้างบนไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร” นายคำนูญกล่าว

ดังนั้น จึงต้องมาดูทิศทางของรัฐบาลชุดนี้ ถ้าจะเจรจาเรื่องแบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเลขึ้นมา จะใช้แนวทางใด ตนเคยตั้งกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรี แล้วได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาตอบ ซึ่งให้ข้อมูลว่า คงจะยึดตาม MOU ปี 2544 แต่ไม่ได้บอกว่าจะเดินตาม MOU ปี 2544 ทั้งหมดหรือไม่ เพราะพิสูจน์แล้วว่าเป็นไปได้ยากพอสมควร นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเคยไปปาฐกถาในงานพลังงานหนึ่ง โดยระบุท่อนหนึ่งที่สำคัญว่า “จะเดินหน้าเร่งเจรจา กับกัมพูชาเพื่อเอา ทรัพยากรปิโตรเลียมที่ไปใช้ให้เร็วที่สุด โดยจะแยกปัญหาและเขตทับซ้อนทางทะเล”

นายคำนูญ จึงเห็นว่า เป็นแนวคิดที่อยากจะเจรจาเฉพาะเรื่องแบ่งปันผลประโยชน์จากปิโตรเลียมก่อนใช่หรือไม่ เรื่องเขตแดนสำเร็จยากก็ยังไม่แตะใช่หรือไม่ ซึ่งนี่เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องดูว่านายกรัฐมนตรีจะชี้แจงอย่างไร ซึ่งตนเห็นว่าแนวทางอย่างที่นายกรัฐมนตรีได้พูดออกมา ถ้าจริงจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะตราบใดที่เรายังไม่รู้ว่าเขตอ้างสิทธิทับซ้อนที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร แล้วเราไปกำหนดเขตที่จะพัฒนาร่วมเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์กัน ก็หมายถึงว่าเราไปยอมรับเส้นเขตไหล่ทวีปของกัมพูชาโดยปริยาย ซึ่งจะมีข้อเสีย 2 อย่างคือ 1.ทำให้ผลประโยชน์ที่ควรจะเป็นของไทยมากกว่านี้ ต้องสูญเสียไปบางส่วน 2. การยอมรับโดยปริยายจะเป็นผลเสียอย่างไรหรือไม่ หากมีการเจรจาแบ่งเขตแดนในอนาคต นี่เป็นประเด็นสำคัญมาก

“ทางที่ถูกต้องคือต้องเอาเรื่องเขตแดนทางทะเลก่อน ไม่ได้หมายความว่าเห็นตรงกันยึดเส้นเดียวกัน แต่เส้นที่มาลากผ่านเกาะกูดของไทยเรายอมไม่ได้ เขาต้องถอยออกไป แล้วมีจุดเหลือบอยู่เท่าไหร่ค่อยมาคุยกัน ว่าจะเป็นเขตพัฒนาร่วมที่จะแบ่งปันผลประโยชน์กัน เพราะตนเชื่อว่าคนไทยยอมไม่ได้ที่เกาะกูด เป็นของเราตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้วอยู่ดีๆ กัมพูชานึกจะลากผ่านก็ลากผ่าน” นายคำนูณ กล่าว

นายคำนูญ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลต้องชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนว่ากำลังทำอะไรอยู่ เมื่อเจรจาแล้วต้องมีหลักประกันว่าประเทศไทยจะไม่เสียประโยชน์ ไม่เสี่ยงเสียเขตแดนทางทะเลในอนาคต ซึ่งการตัดสินใจของเราในวันนี้จะส่งผลให้คนรุ่นลูกรุ่นหลาน เขาลำบาก

“ถ้าเรามีความเข้าใจกับรัฐบาลกัมพูชา มีความใกล้ชิดกันก็ลองทำความเข้าใจกับเขา เบื้องต้นให้กัมพูชาแสดงความจริงใจกับเรา โดยการยกเลิกเส้นเขตไหล่ทวีป ของเขาที่ลากผ่านเกาะกูด แล้วพยายามทำเส้นเขตหลายทวีปของเขาใหม่ หรือมาเจรจาร่วมกันให้ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ทั้ง 2 ประเทศ เป็นภาคีสมาชิกให้ได้มากที่สุด ถ้าทำได้แบบนั้นแล้วมีเขตที่ยังเหลืออยู่เท่าไหร่ เอามาเป็นเขตพัฒนาร่วม ก็เชื่อว่าประชาชนคนไทยจะเข้าใจ แต่ถ้าหากไม่พูดถึงเรื่องเขตแดนเลย เส้นที่เขาลากผ่านเกาะกูดก็ยังอยู่ เส้นของเราก็ยังอยู่แล้วเราบอกประชาชน ว่าไม่กระทบไม่เกี่ยวกับเรื่องเขตแดน เอาผลประโยชน์ในทะเลมาขึ้นมาใช้รัฐบาลต้องบอกประชาชนว่าถ้าทำเช่นนั้นจะเสี่ยงมหาศาล ซึ่งถ้าหากเราพูดคุยกันเรื่องดินแดนให้ชัดเจนกว่านี้ ถ้าจะไม่ต้องแบ่งมากเท่านี้หรือไม่” นายคำนูณกล่าว

นายคำนูณ กล่าวด้วยว่า จะนำเรื่องสมเด็จฮุนเซนมาพบนายทักษิณ และเรื่องที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมกรรมการบริหารพรรค จะเดินทางไปพบสมเด็จฮุนเซน เข้าในญัตติอภิปรายทั่วไป วันที่ 25 มีนาคมนี้ด้วย

‘อุ๊งอิ๊ง’ เข้ารอบ ‘มินิ วปอ.’ นักการเมืองพรึบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569861

28 ก.พ. 2567

16:33 น.

‘อุ๊งอิ๊ง’ เข้ารอบ ‘มินิ วปอ.’ นักการเมืองพรึบ

‘อุ๊งอิ๊ง’ เข้ารอบ 1 ใน 150 “มินิ วปอ.” เริ่มเรียน เม.ย.นี้ นักการเมือง – ทายาทตระกูลใหญ่ ร่วมชั้นเรียนเพรียบ รวมตัวหลักสูตรไฮโซ

เว็บไซต์วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ประกาศรายชื่อ ผู้ที่เข้ารับการอบรม “หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 1”  หรือที่เรียกกันว่า “มินิ วปอ.” 150 รายชื่อ มี พล.อ.อ.ภูมิใจ เลขสุนทราการ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ลงนามวันที่ 28 ก.พ. 2567 โดยปรากฎชื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อยู่ลำดับที่ 97

การสมัครเข้าอบรมหลักสูตร มินิ วปอ. รุ่น 1 มีผู้สมัครจำนวนมาก แต่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ เข้าสอบสัมภาษณ์ 492 คน โดยมีทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน นักการเมือง และนักธุรกิจ จนคัดเหลือ 150 คน โดยบุคคลที่มีชื่อเสียง นามสกุลดังนักการเมือง ได้ผ่านเข้ารับการอบรมรุ่นนี้ด้วย อาทิ นายชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ , นางสาว รัดเกล้า สุวรรณคีรี รองโฆษกรัฐบาล , นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ หรือเอิง ทีมงานนายกฯ เพื่อนสนิทอุ๊งอิ๊ง

นอกจากนี้ ยังมีลูกหลานคนดัง และทายาทนักการเมืองหลายคน เช่น นาย พชร นริพทะพันธ์ , นส.ศิรินันท์ ศิริพาณิชย์ , นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ , นายอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล , นายพสุ ลิปตพัลลภ , นส.ณัฐธิดา เทพสุทิน , นายรวิศ สอดส่อง และ นส.นคนัน ชาญสุนทร โดยระยะเวลาเข้าการอบรมตั้งแต่เดือน เม.ย.- ก.ย. 2567

สภาฯ มติเอกฉันท์ รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569858

28 ก.พ. 2567

15:59 น.

สภาฯ มติเอกฉันท์ รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์

สภาฯ รับหลักการร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ 5 ฉบับ ทุกฝ่ายเห็นด้วยต้องมีกฎหมายรับรองสิทธิ์ – ศักดิ์ศรี – วิถีชีวิต กลุ่มชาติพันธุ์ เข้าถึงที่ทำกิน รักษาวัฒนธรรมดั่งเดิม ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น

สภาผู้แทนราษฎร มีมติเอกฉันท์ 414 เสียง รับหลักการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ วาระแรก ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ และมีมติ 386 ต่อ 25 เสียง รับหลักการร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชน นำโดยนายศักดา แสนมี่ และมีมติ 386 ต่อ 25 เสียง รับหลักการร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชน นำโดยนายสุริยันต์ ทองหนูเอียด รวมถึงมีมติเอกฉันท์ 412 เสียง รับหลักการร่างกฎหมายที่พรรรคเพื่อไทยเสนอ  และมีมติ 389 ต่อ 25 เสียง รับหลักการร่างกฎหมายที่เสนอโดยพรรคก้าวไกล

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ที่รัฐจะต้องส่งเสริมและคุ้มครองชาวไทยทุกชาติพันธุ์ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวิถีชีวิต และวัฒนธรรมดั้งเดิมได้อย่างสงบสุข โดยจะต้องไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ และเพื่อคุ้มครอง ส่งเสริมความเสมอภาคแก่ทุกกลุ่มชาติพันธุ์

นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ตัวแทนภาคประชาชนที่เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า เพื่อให้มีกฎหมายคุ้มครองชนเผ่าพื้นเมือง ที่มีอัตลักษณ์ และวัฒนธรรมเป็นของตนเอง มีการตั้งถิ่นฐานกระจายในภูมิภาคต่างๆ ทั้งพื้นที่สูง เกาะแก่งตามชายฝั่ง อาศัยในป่า และกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานบนพื้นราบกลมกลืนกับคนไทยปกติ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้รับรองให้บุคคลเสมอกันตามกฎหมาย และประเทศไทยยังลงนามพันธะสัญญาระหว่างประเทศ แต่ก็ยังมีการเลือกปฏิบัติจากรัฐ ไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิบางประการ เช่น การกำหนดสถานะบุคคล สิทธิอาศัยในที่ดินที่ทับซ้อนพื้นที่อนุรักษ์ทางราชการ ขาดการเข้าถึงการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน และขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่อาจกระทบต่อวีถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายคุ้มครอง

นายเล่าฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้เสนอร่างกฎหมาย กล่าวว่า สามารถใช้เป็นเครื่องมือของชุมชนและรัฐ สู่การแก้ปัญหาละเมิดกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการและพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งสังคมโลกกำลังให้ความสำคัญการคุ้มครองให้ทุกคนมีวิถีชีวิตที่ดีอย่างเสมอภาค โดยเฉพาะชนเผ่าพื้นเมือง ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนโยบายในสมัยใหม่ ไปกระทบต่อวัฒนธรรมและจารีตท้องถิ่น

นายสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้เสนอกฎหมาย ชี้แจงหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า แม้ที่ผ่านมารัฐจะมีมาตรการคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ยังขาดกฎหมายเฉพาะที่กำหนดมาตรการอันเหมาะสมในการปฏิบัติ ทำให้ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิบางประการ เช่น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินทับซ้อนพื้นที่ราชการ ตลอดจนขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่กระทบต่อวิถีชีวิต จึงควรมีกฎหมายส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ

ขณะที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ใช้สิทธิการอภิปราย เห็นว่า มี 4 เสาเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตชนเผ่า และชาติพันธุ์ ได้แก่ การให้สิทธิที่ทำกิน การคุ้มครองส่งเสริมวัฒนธรรม การให้สิทธิเด็กรหัสจี และการให้สัญชาติเพื่อได้รับการคุ้มครองสิทธิและเข้าถึงการบริการขั้นพื้นฐานของรัฐ แต่ในสภาพความเป็นจริงของประเทศไทยนั้น กลับพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไม่มีที่ทำกินของตนเอง วัฒนธรรมสูญหาย โดยเฉพาะภาษาสื่อสาร เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้รับการบริการจากรัฐ ถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ ได้แก่ กฎหมาย เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ ป่าสงวน อุทยาน, งบประมาณต่อผู้ไร้สัญชาติไม่เพียงพอ, การบริหารงานภาครัฐ ที่ยังเข้าใจผิดกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง จึงขอให้สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกันรับหลักการร่างกฎหมายเหล่านี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งแนวโน้มของโลกพิสูจน์แล้วว่า กลุ่มชาติพันธุ์มีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ป่า และเปลี่ยนวิธีคิด ไม่แยกคนออกจากป่า เศรษฐกิจชาติพันธุ์ กำลังส่งเสริมทั่วโลก เปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

เช่นเดียวกับ การอภิปรายของ สส.คนอื่น ๆ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สนับสนุนต่อหลักการในร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับสวัสดิการ รวมถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงได้รับมากขึ้น

รายละเอียดภายในร่างกฎหมาย กำหนดให้มีการคุ้มครองส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตตามวัฒธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ไม่ถูกเกลียดชัง เหยียดหยาม หรือถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม สามารถอนุรักษ์ และแสดงออกทางภูมิปัญหา วัฒธรรม ความเชื่อ ตามวิถีชีวิตได้ โดยไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน และให้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐเข้าถึง พร้อมกำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรีว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงวัฒนธรรม เป็นรองประธานโดยตำแหน่ง เพื่อทำหน้าที่กหนดนโยบายเกี่ยวกบการคุ้มครอง ส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี เห็นชอบ รวมถึงการประกาศกำหนดกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้ พร้อมกำหนดให้มีสมัชชากลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทยที่มาจากสมาชิกผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มละไม่เกิน 5 คน มีการเลือกประธาน และรองประธานสมัชชา และเลขานุการสมัชชา โดยจัดให้มีการประชุมปีละ 2 ครั้ง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ กับสังคม เสนอแนะโยบายและมาตรการในการคุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ต่อคณะกรรมการฯ

นอกจากนั้น ยังกำหนดให้มีการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิต และประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อคุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญ เพื่อประกอบการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกฎหมายในการรับรองสถานะบุคคล หรือในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่มีกฎหมายกำหนด เพื่อการอนุรักษ์ หรือใช้ประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการดำเนินการอื่นของรัฐที่กระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น

‘คปท.’ ขอ ผบ.ทร. ปกป้องผลประโยชน์ชาติ เกาะกูดคือแผ่นดินไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569837

28 ก.พ. 2567

12:28 น.

‘คปท.’ ขอ ผบ.ทร. ปกป้องผลประโยชน์ชาติ เกาะกูดคือแผ่นดินไทย

‘คปท’. ยื่นหนังสือ ผบ.ทร. ขอให้ยึดมั่นในการปกป้องดินแดนไทย งัดหลักฐานยืนยัน ตามสนธิสัญญาสยาม – ฝรั่งเศส 1907 เกาะกูดเป็นพื้นที่ประเทศไทย

เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล , นายนัสเซอร์ ยีหมะ พร้อมตัวแทนกองทัพธรรม และศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เดินทางมายื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารเรือ ขอให้ยึดมั่นปกป้องดินแดนประเทศไทย โดยเอกสารระบุถึงการลากเส้นเขตแดนทางทะเล (เส้นเขตไหล่ทวีป) ที่จัดทำโดยประเทศกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว ลากผ่านกึ่งกลางของเกาะกูด จ.ตราด ของประเทศไทย ทั้งที่ เกาะกูด จ.ตราด นั้น เป็นพื้นที่ของประเทศไทย โดยไม่มีข้อโต้แย้งอันใดตามสนธิสัญญาสยามฝรั่งเศส ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450) ข้อ 2 ที่ระบุว่า “รัฐบาลฝรั่งเศสยอมยกดินแดนเมืองด่านซ้ายและเมืองตราด กับทั้งเกาะทั้งหลาย ซึ่งอยู่ภายใต้แหลมสิงลงไปจนถึงเกาะกูดนั้นให้ แก่กรุงสยาม ฯ”

การลากเส้นเขตแดนทางทะเลของประเทศกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว ทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องดินแดน ทั้งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ซึ่งมีผลต่อสิทธ์ในทรัพยากรทางทะเล และดินแดนเกาะกูดที่สำคัญของประเทศไทย เพราะเส้นเขตแดนฝ่ายกัมพูชานั้น ลากรุกรานมายังดินแดนไทยที่มีเกาะกูดและแหล่งปิโตรเลียมที่สำคัญ

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยภายใต้การบริหารงานของ นายทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น ได้ไปจัดทำข้อตกลงร่วมใน MOU44 กำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมาทันที ทั้งที่รัฐบาลควรยืนยันเรื่องดินแดนของประเทศไทยอย่างหนักแน่นตามเอกสารสัญญาข้างต้น การไปจัดทำ MOU44 ก็เท่ากับเป็นการรับรองเส้นเขตแดนทางทะเลที่กัมพูชาจัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว เพราะใน MOU44 ระบุว่า การเจรจาเรื่องเขตแดนและการแบ่งผลประโยชน์ด้านพลังงานจะกระทำไปพร้อม ๆ กัน กรณีดังกล่าว ประชาชนชาวไทยมีความห่วงใยต่อสถานการณ์การจะสูญเสียดินแดนรวมทั้งแหล่งพลังงาน

เมื่อปรากฎว่า สมเด็จฮุนเซน แห่งกัมพูชา ได้เดินทางมาเยี่ยมนักโทษทักษิณ ชินวัตร ที่ได้รับการพักโทษชั่วคราวถึงประเทศไทย และได้เชิญน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ไปร่วมประชุมที่ประเทศกัมพูชา ในเดือนมีนาคมนี้ ทำให้เรามีความวิตกกังวลว่า จะมีการพูดคุยเรื่องการจัดการผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองครอบครัว โดยเอาผลประโยชน์ที่เป็นของประเทศไทยไปตกลงเจรจากันเป็นการส่วนตัว เพราะเนื่องจากจุดเริ่มต้นในการรับรองและจัดทำ MOU44 ก็มาจากรัฐบาลในยุค นายทักษิณ ชินวัตร เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และกองทัพธรรม ซึ่งเป็นองค์กรประชาชนไทยมีความห่วงใยต่อการเอาผลประโยชน์ของประเทศไทยที่ควรจะเป็น ไปเจรจาแบ่งผลประโยชน์กันเฉพาะครอบครัว ทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดนและผลประโยชน์ทางทะเลเพียงเพราะความโลภและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวของนักการเมือง

ในฐานะที่กองทัพเรือเป็นกองทัพทหารที่ต้องพิทักษ์ รักษาไว้ ซึ่งความมั่นคงของประเทศและการปกป้องดินแดนทางทะเล ปกป้องราชอาณาจักรไทยทุกตารางนิ้ว เราจึงขอส่งกำลังใจให้กองทัพเรือเพื่อร่วมกันกับประชาชนในการรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยทางทะเลให้คงอยู่กับประเทศไทย ไม่ยอมสูญเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียวเพียงเพื่อให้ใครคนใดคนหนึ่งเอาไปเจรจาด้านผลประโยชน์เฉพาะตน และเราขอให้กองทัพเรือได้แสดงจุดยืนที่มั่นคงในการปกป้องดินแดนไทยและผลประโยชน์ทางทะเลไทยทางด้านชายแดนไทยกัมพูชา โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก ด้วยศักดิ์ศรีชายชาติทหารเรือไทย

‘ชัยวัฒน์’ ยืนยัน เขตอุทยานเขาใหญ่ ชัดเจนตาม พ.ร.ฎ. ไม่มีแนวกันชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569830

28 ก.พ. 2567

11:10 น.

‘ชัยวัฒน์’ ยืนยัน เขตอุทยานเขาใหญ่ ชัดเจนตาม พ.ร.ฎ. ไม่มีแนวกันชน

‘ชัยวัฒน์’ แจง กมธ.สภาฯ ยืนยัน เขตอุทยานเขาใหญ่ ชัดเจนตาม พ.ร.ฎ. ไม่มีแนวกันชน พร้อมให้ข้อมูลนายกฯ ‘พัชรวาท’ หนุนเดินหน้าทำสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าไม่จบเจอกันที่ศาล

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กรณีข้อพิพาทที่ดิน ส.ป.ก. เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา 

นายชัยวัฒน์ ยืนยันว่า มีหลักฐานชัดเจนว่าแนวเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา ส่วนที่กรมแผนที่ทหารบอกว่า พื้นที่หมุดอยู่ในเขต ส.ป.ก. นั้น หลังจบการชี้แจงต่อกรรมาธิการ จะออกมาชี้แจงกับสื่ออีกครั้ง

ส่วนที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ระบุว่าการสำรวจของกรมแผนที่ทหาร บอกว่าพื้นที่ที่มีปัญหาเป็นแนวกันชนนั้น นายชัยวัฒน์ โต้กลับทันทีว่า ไม่มีหรอกครับ ที่เป็นแนวกันชน พระราชกฤษฎีกาบอกว่าเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้นแหละครับ จะมาบอกว่าตรงนั้นเป็นแนวกันชน ไม่ใช่ที่ตรงไหนก็ตรงนั้น ไม่มีแนวกันชน ที่บอกว่าเป็นแนวกันชนคือแนวหลอกลวงหรือเปล่า ชัดเจนว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีพระราชกฤษฎีการองรับ จะเอาช่องว่างนั้นเป็นแนวกันชน ไม่ใช่ครับ ขอยืนยันด้วยหลักฐานที่มีอยู่ หลักฐานนี้เราใช้ในชั้นศาลนับมา 30 ปีแล้ว จะมาบอกว่าเป็นช่องว่างแนวกันชน ยืนยันว่าไม่ใช่แน่นอน

ส่วนที่มีการระบุว่า พื้นที่แนวกันชนจะไม่ออกเป็น ส.ป.ก. แต่จะให้เป็นพื้นที่ปลูกป่า โดยให้ชาวบ้านมาร่วมด้วยนั้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน แนวนั้นเป็นแนวของอุทยาน ไม่ใช่แนวกันชน มันคนละเรื่อง เป็นการพูดภาพรวมทั่วไป ถ้ามีความบริสุทธิ์ใจที่แถลงข่าวแบบนั้นก็ให้รีบทำเลย ยังมีป่าสงวนแนวกันชนที่เป็นบับเฟอร์โซน ขอให้ไปดูมาตรา 18 ของ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ เป็นเส้นสีฟ้า ไปดูว่าแนวกันชนบัฟเฟอร์โซนห่างจากพื้นที่อุทยานหรือป่าอนุรักษ์ ออกไป 3 กิโลเมตร เค้าเรียกบัฟเฟอร์โซน ไม่ใช่เอาช่องว่างของป่าไม้ถาวรหรือเส้นที่ขีดบอกว่าไม่ได้อยู่ในเขตอุทยาน มาเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. ไม่ใช่ ยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เดี๋ยวพิสูจน์ความจริงกัน 

นายชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า แผนที่วันแมพ ยังไม่ได้ประกาศใช้ และคนที่อยู่ในคณะกรรมการวันแมพ ก็เป็นคนเดียวที่มาอ้างออกเอกสารแจ้งกับนายกฯ ส่วนเอกสารถูกต้องหรือไม่ ค่อยว่ากัน ถ้านายกฯ ให้โอกาสตนหรือเจ้าหน้าที่อุทยานไปชี้แจง ก็พร้อมไปชี้แจงและให้ความชัดเจนแม่นยำกับผืนป่าทั่วประเทศ ว่ามันเป็นเรื่องจริง ซึ่งจากการตัดสินของกรมแผนที่ทหาร ท่านต้องพูดความจริงทั้งหมด เอารายละเอียดทั้งหมดมาคุยกัน จะได้จบง่าย แต่ถ้าเป็นลักษณะนี้ไม่จบ ไม่จบแน่นอน

“เรื่องที่เกิดขึ้น พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้ดำเนินการด้วยความแม่นยำ และรอบคอบ ไม่มีปัญหา ท่านบอกว่าเรื่องความถูกต้อง การอนุรักษ์ป่า แนวเขต เขาเชื่อมั่นทางเราอยู่แล้ว ไม่งั้นท่านก็ต้องปล่อยผมลอยคอสิ วันนี้ท่านบอกว่าถ้าถูกต้องทำเลย ไม่มีปัญหา” นายชัยวัฒน์ กล่าว

เมื่อถามว่า การที่ผู้ใหญ่ของกระทรวงทรัพย์ฯ กับ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปคุยกัน แปลว่าเข้าใจไม่ตรงกันหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ผู้ใหญ่ทางกระทรวงเกษตรฯ ต้องเข้าใจก่อนว่า แนวกันชนบัฟเฟอร์โซน ต้องเข้าใจก่อนว่าตรงนั้นคืออะไร แนวเขตป่าอนุรักษ์คืออะไร ในส่วนป่าชุมชนคืออะไร ไม่ใช่ว่าขีดเข้ามาในเขตป่าอนุรักษ์แล้วบอกว่าเป็นบัฟเฟอร์โซน จะให้เป็นป่าชุมชน หรือปลูกป่าร่วมกัน มันไม่ใช่ วันนี้คำพิพากษาศาลทุกๆคดีที่อยู่ในระหว่างนี้ และตัดสินไปแล้ว แสดงว่าเราผิดสิ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติต่างๆ ทั่วประเทศ ที่รักษาผืนป่า เป็นคนผิด ถูกไหม?

แนวทางที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ต้องทำอย่างไร นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ทุกคนต้องพูดความจริง เอาหลักวิชาการ โดยเฉพาะกรมแผนที่ทหาร ต้องเรียงลำดับถูกต้อง ความซื่อสัตย์ของตัวเองมาก่อน ไม่ใช่กระโดดไปกระโดดมา เอาแนวป่าไม้ถาวรมาเป็นแนวเขต อย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ ตนก็เรียนมาเหมือนกัน ทั้งการเซอร์เวย์ การจัดทำแผนที่ ตนเป็นรุ่นแรกที่สำรวจแนวเขตที่ระบุไว้ในสมุดบันทึกการรังวัด หรือ Field Book การถ่ายทอด Field Book ไปเซฟไว้ในไฟล์ดิจิทัลมันมีความชัดเจน เพราะ Field Book ที่ขีดลงไป 1 ต่อ 250,000 มีความกว้างถึง 300 เมตร สวิงไปซ้ายหรือขวาก็ได้ และปัจจุบันมันมีคลาดเคลื่อน 5 เซนติเมตร เพราะฉะนั้นต้องเราเช็คให้ดี แล้วจะมาบอกว่าแนวนี้เป็นแนวที่ถูกต้อง เป็นแนว ส.ป.ก. มีหลักหมุดหรือไม่ ถามต่อกรมพัฒนาที่ดิน ที่บอกว่า จำแนกออกเป็น ส.ป.ก. มีหลักหมุดหรือไม่ใช่-บนกระดาษ แล้วบอกว่าเป็นที่ ส.ป.ก. ซึ่งทางอุทยานมีหมด ทั้งหลัก หมุด แผนที่ งบประมาณทำถนนรอบอุทยาน ใช้งบประมาณ 145 ล้านบาท แต่กรมพัฒนาที่ดิน จำแนกออกมาเป็น ส.ป.ก. ขีดในกระดาษ แล้วจะมาบอกว่าตรงนี้เป็นพื้นที่ที่ถูกต้อง ขอให้ใช้วิจารณญาณดูแล้วกัน ว่าของใครน่าจะเชื่อถือมากกว่ากัน ทั้งหมดนี้เจอกันที่ศาล

‘ปานปรีย์’ ชวนอินเดียลงทุนแลนด์บริดจ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569826

28 ก.พ. 2567

10:30 น.

‘ปานปรีย์’ ชวนอินเดียลงทุนแลนด์บริดจ์

‘ปานปรีย์’ ชวนอินเดียลงทุนแลนด์บริดจ์ เล็งขยายบัญชีสินค้า FTA ไทย-อินเดีย ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2570

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ในโอกาสเยือนอินเดียระหว่างวันที่ 25-28 กุมภาพันธ์ 2567 ว่า อินเดียมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดในโลก ดังนั้นจึงเป็นตลาดที่ทุกประเทศให้ความสนใจ โดยการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-อินเดีย (JC) ครั้งที่ 10 ที่กรุงนิวเดลี มีการพูดคุยกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจ มีการหารือถึงอุปสรรคทางการค้าที่เกิดขึ้นระหว่างสองประเทศ โดยสองฝ่ายมีเป้าหมายส่งเสริมการค้าและการลงทุนให้ได้มูลค่าถึง 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2570 ปีที่ผ่านมาไทยและอินเดียมีมูลค่าการค้าสูงถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดียอมรับว่าการค้าระหว่างกันยังมีอุปสรรคอยู่ ซึ่งก็จะหารือแก้ไขต่อไป เพื่อให้สินค้าอินเดียเข้าสู่ตลาดไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันสินค้าไทยก็จะสามารถเข้าสู่ตลาดอินเดียได้มากขึ้นเช่นกัน

รองนายกฯ กล่าวว่า การจะบรรลุเป้าหมาย การเจรจาการค้าเสรี (FTA) เป็นเรื่องสำคัญ 20 ปีที่ผ่านมา มีสินค้าเพียง 82 รายการเท่านั้น ที่อยู่ในกรอบ FTA ไทย-อินเดีย ถือว่าน้อยมาก ดังนั้นครั้งนี้จึงมีการหารือกับ ดร.สุพรหมณยัม ชัยศังกระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย ว่าจะปรับปรุงแก้ไขได้อย่างไร ซึ่งถ้าสามารถขยาย FTA ระหว่างกันเพิ่มขึ้นได้ ปริมาณการค้าและการลงทุนก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย โดยรัฐบาลไทยก็ยังสนใจที่จะลงทุนในอินเดีย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ และเทคโนโลยี แต่ที่สำคัญคืออุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมามีการลงทุนมากที่สุด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในไฮโดรเจนสีเขียวด้วย

ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลไทยพยายามผลักดันนั้น รองนายกฯ เผยว่า อินเดียมีความสนใจ แต่ขอศึกษารายละเอียดก่อน ซึ่งฝ่ายไทยเสนอว่าแลนด์บริดจ์เป็นโครงการสำคัญของไทยที่กำลังจะผลักดัน โดยเป็นโครงการที่สามารถเชื่อมโยงกับอินเดียทางทะเลและส่งเสริมความร่วมมือ 7 ประเทศในกรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล (BIMSTEC) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งหากอินเดียให้ความสนใจอย่างจริงจัง ไทยก็จะส่งผลการศึกษาไปให้อินเดียพิจารณา ขณะที่โครงการเชื่อมถนนไฮเวย์สามฝ่าย (Trilateral Highway) นั้น ก็เป็นเรื่องสำคัญที่มีการหยิบยกมาพูดคุยในที่ประชุมคณะกรรมาธิการร่วมครั้งนี้ด้วย ซึ่งอินเดียแจ้งว่าได้ดำเนินการเรื่องโครงสร้างพื้นฐานไปมากแล้ว ทั้งถนนหนทางต่างๆ ขณะที่ไทยก็แจ้งไปว่าได้ดำเนินการในฝั่งไทยเรียบร้อยแล้วเช่นกัน แต่ปัจจุบันยังติดปัญหาเรื่องสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา ซึ่งส่งผลให้โครงการนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์

ส่วนเรื่องฟรีวีซ่าสำหรับคนไทยที่เดินทางไปอินเดีย รองนายกฯ กล่าวว่า ไทยได้ประกาศให้ฟรีวีซ่าแก่คนอินเดียไปก่อนหน้านี้แล้ว คาดว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก จากปีที่แล้วที่มีมากถึง 1.6 ล้านคน แต่ความเป็นไปได้ที่อินเดียจะเปิดฟรีวีซ่าให้แก่ไทย อินเดียระบุว่าจะรับไว้พิจารณา อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาอินเดียไม่เคยให้ฟรีวีซ่ากับประเทศใดเลย แต่สำหรับไทยปัจจุบันมีการให้ E-Visa อยู่แล้ว แต่ขั้นตอนเยอะพอสมควร ซึ่งถ้าสามารถลดขั้นตอนนี้ได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก และได้มอบหมายให้ นางสาว ภัทรัตน์ หงษ์ทอง เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ติดตามเรื่องนี้ต่อไป

‘แพทองธาร’ เตรียมนำ กก.บห.พรรค เยือนกัมพูชา แลกเปลี่ยนนโยบายร่วมกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569790

27 ก.พ. 2567

16:48 น.

'แพทองธาร' เตรียมนำ กก.บห.พรรค เยือนกัมพูชา แลกเปลี่ยนนโยบายร่วมกัน

โฆษกเพื่อไทย เผย ‘แพทองธาร’ เตรียมพา กก.บห.พรรคเพื่อไทย เยือนกัมพูชา ชี้ เป็นการแลกเปลี่ยนนโยบายร่วมกัน ไม่มีคุยเรื่องส่วนบุคคล แต่ถ้าสังคมสนใจอาจนำถกในที่ประชุม บอก รอให้ ‘ทักษิณ’ ดีขึ้นก่อนเข้าเยี่ยม

ที่พรรคเพื่อไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า หัวหน้าพรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้ตอบรับคำเชิญของประธานองคมนตรีของกัมพูชา และหัวหน้าพรรคประชาชน สมเด็จฮุนเซน ที่จะไปเยือนประเทศกัมพูชา ภายในช่วงเดือนมีนาคมนี้ ประมาณวันที่ 14-15 มีนาคม ซึ่งจะเป็นการเยี่ยมเยือนเพื่อประสานความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและกัมพูชา พร้อมกับหารือเรื่องนโยบายด้านเศรษฐกิจสังคมและแลกเปลี่ยน ความรู้เพื่อเสริมสร้างประเทศไทยและกัมพูชา มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น

พรรคเพื่อไทยแถลงข่าวพรรคเพื่อไทยแถลงข่าว

โดยจะมีกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ร่วมคณะไปด้วย ส่วนรายละเอียดหัวข้อในการหารือกรรมการบริหารพรรคจะมีการประชุมหารือกันอีกครั้งว่าจะมีประเด็นอะไรที่มีความสำคัญและนำมาซึ่งประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ

ส่วนจะพูดคุยเรื่องนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ถูกอุ้มหายในประเทศกัมพูชาหรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่โดยปกติแล้วการเชิญพรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาลของไทย ไปเจอกับพรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาลของกัมพูชา จะไม่มีการพูดเรื่องส่วนบุคคล ส่วนใหญ่จะเป็นการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบายที่ 2 ประเทศอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน มีชายแดนติดต่อกัน จึงจะมีหัวข้อเรื่องเศรษฐกิจสังคมมากกว่าเรื่องส่วนตัวของใครที่จะคุยบนโต๊ะประชุม แต่หากเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจกรรมการบริหารพรรคจะประชุมกันก่อนที่หัวหน้าพรรคจะเดินทางไป

นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย

ส่วนกรณีที่น.ส.แพทองธาร ระบุว่าอยากให้ลูกพรรคไปพบอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายทักษิณ ชินวัตร นายดนุพร บอกว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้พูดคุยกัน ตอนนี้อยากให้นายทักษิณพักฟื้นร่างกายให้แข็งแรงก่อน ยังไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้เหมือนบุคคลทั่วไป เพราะอยู่ภายใต้การควบคุมของกรมราชทัณฑ์ ถ้าจะไป ต้องรอให้อาการป่วยดีขึ้นกว่านี้ และคงจะมีการพูดคุยกันว่าเมื่อไหร่จะพร้อม ที่ สส.จะมีโอกาสไปพบ และยังไม่ชัดว่าจะเดินทางไปพบที่บ้านจันทร์ส่องหล้าหรือมาที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งทางพรรคก็ ยังไม่ได้เตรียมพื้นที่รอแต่อย่างใด

“นายกฯ” สั่งเร่งใช้งบค้างท่อ กระตุ้น ศก. กำหนดวันพิจารณางบปี 67 เร็วขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569774

27 ก.พ. 2567

14:29 น.

“นายกฯ” สั่งเร่งใช้งบค้างท่อ กระตุ้น ศก. กำหนดวันพิจารณางบปี 67 เร็วขึ้น

“นายกฯ” สั่งเร่งใช้งบค้างท่อ กระตุ้น ศก. ขาดกว่า 10,000 ล้าน สำนักงบฯ ขอปรับเพิ่มงบ 101 หน่วยงาน กำหนดวันพิจารณางบปี 67 เร็วขึ้น กำหนดทูลเกล้า 3 เม.ย.นี้

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกรัฐบาล แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้หน่วยรับงบประมาณ เร่งรัดการจัดซื้อจัดจ้าง การลงทุน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะขาดกว่า 10,000 ล้านบาท รวมถึงมีการปรับวันพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2567 ให้เร็วขึ้น โดยพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 วันที่ 20 – 21 มี.ค. 2567 วุฒิสภาพิจารณาวันที่ 25 – 26 มี.ค. 2567 และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลเกล้าวันที่ 3 เม.ย. 2567

สำนักงบประมาณ เสนอ ครม. ขอเสนอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในคณะกรรมาธิการฯ โดยมีการเสนอขอปรับเพิ่ม 101 หน่วยรับงบประมาณ วงเงินที่ขอปรับเพิ่ม 261,519.34 ล้านบาท โดยสำนักงบประมาณ พิจารณาแล้วปรับลดมาเป็น 60,164.30 ล้านบาท

เช่น กระทรวงศึกษาธิการ มีการขอปรับเพิ่มเพื่อจ้างนักการภารโรง 13,751 อัตรา ค่าจ้างต่อคนเดือนละ 9,000 บาท ระยะเวลา 5 เดือน ระหว่างเดือน พ.ค. – ก.ย. 2567 งงประมาณ 618 ล้านบาท โดย ครม. เห็นชอบ และเสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 67 ต่อไป

ขณะที่นางสาวรัดเกล้า สุวรรณคีรี รองโฆษกรัฐบาล แถลงความคืบหน้าการเสนอให้ยูเนสโกขึ้นทะเบียนชุดไทยพระราชนิยม เป็นมรดกภูมิปัญหาทางวัฒนธรรม โดยนายกรัฐมนตรีขอให้กระทรวงวัฒนธรรมเร่งรัดการดำเนินการส่งเอกสารโดยเร็วเพื่อให้ยูเนสโกพิจารณา

‘ฝ่ายค้าน’ ยังไม่ยื่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ รอเวลา – เนื้อหา เหมาะสม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569765

27 ก.พ. 2567

13:19 น.

‘ฝ่ายค้าน’ ยังไม่ยื่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ รอเวลา - เนื้อหา เหมาะสม

‘ฝ่ายค้าน’ ยังไม่ยื่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ รอเวลา – เนื้อหา เหมาะสม อาจไม่ทันสมัยประชุมนี้ ใช้กระทู้ถามสดตรวจสอบไปก่อน ยืนยันฝ่ายค้านมีเสถียรภาพ

27 ก.พ. 2567 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงการยื่นญัตติอภิปรายรัฐบาลว่า จากการพูดคุยอย่างเป็นทางการครั้งที่แล้ว กลางเดือนที่ผ่านมา พรรคร่วมฝ่ายค้านพูดคุยกัน ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าทาง สว. จะเปิดอภิปรายทั่วไปปลายเดือน มี.ค. ช่วงใกล้เคียงกันจะมีวาระ 2 ของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ดูจากไทม์ไลน์แล้ว คิดว่าอาจจะยังไม่มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหรืออภิปรายทั่วไปในสมัยประชุมนี้

ต้องบอกตามตรงว่าซักฟอกที่เป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจโอกาสมีน้อยมากจริงๆ ต้องยอมรับว่ารัฐบาลก็เพิ่งมา ยังไม่ได้ใช้งบประมาณที่ตนเองเป็นคนจะทำเลยแม้แต่บาทเดียว ก็ต้องพูดตามตรงว่ามีงบประมาณจริงๆ ก็หลังจากเดือน พ.ค. ถึงจะใช้งบประมาณที่รัฐบาลจัดทำขึ้นมาเป็นครั้งแรก” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ปลายเดือน พ.ค. ก็จะมีร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 คิดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนว่าตกลงแล้ว รัฐบาลจัดสรรงบประมาณที่ตัวเองใช้อำนาจเต็มอย่างไรบ้าง และมีเวลาอยู่เกือบ 1 ปีในการจัดทำงบประมาณ 68 ว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ตนคิดว่าตอนนั้นข้อมูลทุกอย่างก็น่าจะค่อนข้างชัดเจนขึ้น ทั้งในเรื่องการดำเนินนโยบายและเป็นไปตามที่หาเสียงไว้หรือไม่ และเป็นไปตามยุทธศาสตร์หรือวิสัยทัศน์ที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายไว้หรือไม่ รวมถึงการตามมาซึ่งทุจริตคอร์รัปชันต่างๆ ที่เราจะตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อไป

“ตอนนี้ยังไม่ยืนยัน 100% แต่ต้องยอมรับว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงนี้เป็นไปได้ยาก ส่วนการอภิปรายทั่วไป เราก็ยังพูดคุยกันอยู่ว่าถ้ายังไม่มีเรื่องงบประมาณด้วย ช่วงเวลาที่รัฐบาลทำงานอาจจะยังไม่ได้เยอะมากพอ หรือยังไม่มีประเด็นที่ใหญ่มากที่จะเปิดอภิปราย แต่หากมีประเด็น เราก็พร้อม สมมุติเปิดวันเดียว เปิด 2 วันก็เปิดได้“ ประธานวิปรัฐบาล กล่าว

นายปกรณ์วุฒิ ยังกล่าวว่า ข้อมูลที่จะเปิดอภิปรายพอมีอยู่บ้าง แต่ต้องพูดคุยกับพรรคร่วมอื่นๆด้วยว่าเป็นประเด็นที่ใกล้เคียงกัน และเหมาะสมที่จะเปิดอภิปรายหรือไม่ มองว่าบางประเด็นก็สามารถใช้วิธีกระทู้สดถามในสภาได้

ส่วนจำเป็นต้องต่อเรื่องงบประมาณอย่างเดียวหรือไม่ เพราะมีเรื่องอื่นให้อภิปรายนอกเหนือจากการใช้งบด้วย นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตนคิดว่างบประมาณเป็นเรื่องใหญ่ เราก็ไม่อยากเป็นฝ่ายค้านที่หยิบยกประเด็นที่ไม่ได้สลักสำคัญกับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนมาพูดให้มันเป็นเรื่องใหญ่มากจนเกินไป ตนคิดว่าเรื่องงบประมาณ การทุจริตคอร์รัปชัน เป็น 1 เรื่องที่สำคัญมากที่เราจะต้องตรวจสอบ ถ้าเป็นประเด็นการเมือง แล้วเราใช้โควตา โดยที่อาจจะต้องเว้นว่างไปอีก เราก็อาจจะต้องคำนึงดีๆ

เมื่อถามว่าจะไม่เป็นการใจดีกับรัฐบาลเกินไปหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ถ้าเปิดแล้วไม่มีคุณภาพ ไม่เปิดดีกว่า เราใช้วาระทั่วไปเหมือนกระทู้สดที่ถามทุกสัปดาห์ก็ได้ ควรใช้เมื่อเหมาะสม และมีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์กับประชาชน

สำหรับเรื่องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกมองว่าฝ่ายค้านไม่กล้าแตะ นายปกรณ์วุฒิ สวนทันทีว่า ตนเพิ่งถามกระทู้ไป ลำพังพรรคก้าวไกลเอง ถามไป 2 รอบแล้ว ตนคิดว่า ไม่ใช่เรื่องที่เราใจดีหรือโอนอ่อนอะไรไป ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล เวลาเราถามเราก็ต้องตั้งคำถามเรื่องของระบบ ว่าระบบนี้ ระเบียบนี้ เป็นธรรมกับทุกคนจริงๆหรือไม่

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เห็นตรงกันหรือไม่ เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เห็นค่อนข้างตรงกันว่า ถ้าเป็นเนื้อหาสาระที่มีประโยชน์และเป็นข้อมูลที่หนักแน่นแล้ว ก็พร้อมจะเปิดอภิปราย

ส่วนการไม่เปิดอภิปรายจะสะท้อนไปถึงเสถียรภาพของฝ่ายค้าน นายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านเราเห็นตรงกัน หากย้อนไปในฝ่ายค้านครั้งที่แล้ว การอภิปรายที่เป็นทางการจริงๆ คือปี 2564 ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อต้นปี 2563 เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งไม่ใช่เนื้อหาที่รัฐบาลปัจจุบันในขณะนั้นทำซะทีเดียว มันคือผลพวงที่มาจากการรัฐบาลประยุทธ์ 1 ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรม

‘ธรรมนัส’ ตั้ง กก.สอบเจ้าหน้าที่ ยืนยัน หมุด สปก. อยู่ใกล้ แต่ไม่ล้ำอุทยาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569761

27 ก.พ. 2567

12:59 น.

‘ธรรมนัส’ ตั้ง กก.สอบเจ้าหน้าที่ ยืนยัน หมุด สปก. อยู่ใกล้ แต่ไม่ล้ำอุทยาน

‘ธรรมนัส’ ตั้ง กก.สอบเจ้าหน้าที่ ยืนยัน หมุด สปก. อยู่ใกล้ แต่ไม่ล้ำอุทยาน ย้ำไม่มีบาดหมาง ‘พัชรวาท’ เตรียมสำรวจที่ สปก. ทั่วประเทศ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวภายหลังกรมแผนที่ทหารได้สำรวจพื้นที่ สปก. ทับซ้อนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยเตรียมประกาศไม่ให้นำที่ดินแนวกันชนออกเป็นที่ดินทำกิน ส.ป.ก. ว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา กรมแผนที่ทหารได้ทำหนังสือถึงนายกฯ หลังจัดทำแผนที่วันแมพ กรณีนี้เสร็จแล้ว นายกฯ จึงสั่งการให้ตน พร้อม พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แถลงข่าว โดยยืนยันว่าทั้ง 2 หน่วยงานไม่มีใครผิดใครถูก เพราะถือแผนที่คนละฉบับ ไม่มีใครมีเจตนาร้ายที่จะไปทำลายทรัพย์สินส่วนราชการของสำนักงานปฏิรูปที่ดิน 

ทั้งนี้ ขอชื่นชม นายไชยา ห้วยหงส์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักงานอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และทีมงานที่กล้าหาญ ลุกขึ้นมาปกป้องป่า โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการตั้งกรรมการสอบเจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดิน ที่มีพฤติกรรมส่อผิดกฎหมายในการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. พร้อมทั้งมอบที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายร้อง ป.ป.ป. ซึ่งถ้าตรวจพบผิดตามกฎหมาย ก็จะดำเนินคดีมาตรา 157 วินัยร้ายแรง อย่างไรก็ตาม การจะทำอะไรที่เป็นการรังแกข้าราชการ หากดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ใจก็อย่าไปกลัว แต่หากประพฤติมิชอบก็จะเอาผิด

ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันอีกว่า หนังสือที่เจ้ากรมแผนที่ทหารนำเสนอต่อนายกฯ ระบุชัดเจนว่า พื้นที่ที่ ส.ป.ก.ไปปักหมุด อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ไม่ได้อยู่ในเขตอุทยาน แต่เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้กับอุทยานเขาใหญ่ จึงเห็นว่าควรกันเป็นพื้นที่กันชน ซึ่งถ้าตนเป็น ส.ป.ก.จังหวัด ถ้าถามจิตสำนึกตามที่ ผอ.ชัยวัฒน์ ระบุก็ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ที่จะนำพื้นที่นี้มาทำเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. ยืนยันว่า ตนได้หารือกับพล.ต.อ.พัชรวาท ปลัด 2 กระทรวง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เห็นพ้องว่าต้องแก้ปัญหา ไม่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทะเลากัน แต่ไม่โทษใคร เพราะต่างฝ่ายถือแผนที่คนละฉบับ และทำหน้าที่ของตัวเอง  

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ตรวจสอบพื้นที่ ส.ป.ก.รอบเขาใหญ่ทั้งหมด ว่าจัดสรรที่ดินโดยผิดกฎหมายหรือไม่ หรือจัดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นเกษตรกรเข้าไปทำกินหรือไม่ หากพบว่า เป็นรีสอร์ต หรือโรงแรมจะยึดคืน เรื่องนี้ได้ให้สำรวจทั่วประเทศด้วยในลักษณะเดียวกัน หากพื้นที่ยังไม่ได้จัดสรร ทาง 2 หน่วยงานมีการหารือกันแล้วว่าจะทำเป็นป่า ดังนั้นใครที่ไม่ได้ใช้พื้นทีทำการเกษตร หรือไม่ใช่เกษตรกรจริง ก็ขอให้มอบตัว อย่าให้ฝ่ายกฎหมายลงไปจัดการ พื้นที่นี้จะทำผิดวัตถุประสงค์ไม่ได้  พร้อมย้ำว่าพื้นที่ที่มีปัญหาไม่ว่าจะกี่แปลงก็จะเพิกถอนให้หมด เรื่องในบ้านเมื่อคุณทำผิด คุณส่อเจตนาอะไร เรารู้หมด ใครทำอะไรอยู่ ก็รับกรรมไปแล้วกัน เราไม่มีละเว้น