“ปานปรีย์” ร่วมประชุม AEMM หวังเกิดสันติภาพโลก ขอสนับสนุน “ฟรีวีซ่าเชงเก้น”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568392

04 ก.พ. 2567

“ปานปรีย์” ร่วมประชุม AEMM หวังเกิดสันติภาพโลก ขอสนับสนุน “ฟรีวีซ่าเชงเก้น”

ปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ ร่วมประชุม AEMM ครั้งที่ 24 ที่เบลเยียม หวังเกิดสันติภาพโลก พร้อมหารือทวิภาคีเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน โดยเฉพาะการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป และขอสนับสนุน “ฟรีวีซ่าเชงเก้น”

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหภาพยุโรป: ASEAN-EU Ministerial Meeting หรือ AEMM ครั้งที่ 24 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ร่วมประชุมAEMM ครั้งที่ 24 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ร่วมประชุมAEMM ครั้งที่ 24 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

“ปานปรีย์” ร่วมประชุม AEMM หวังเกิดสันติภาพโลก ขอสนับสนุน “ฟรีวีซ่าเชงเก้น”

นายปานปรีย์ ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในยูเครน และตะวันออกกลาง เตือนให้เห็นว่า สันติภาพนั้นเปราะบาง แต่ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะเหตุการณ์เหล่านี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อทุกคนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สะท้อนสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของโลกยังไม่มีแนวโน้มที่ดีนัก

“ปานปรีย์” ร่วมประชุม AEMM หวังเกิดสันติภาพโลก ขอสนับสนุน “ฟรีวีซ่าเชงเก้น”

ดังนั้น จึงต้องสร้างความร่วมมือทั้งภายใน และระหว่างภูมิภาคเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพ โดยอาเซียน และสหภาพยุโรป สามารถทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความแตกต่างได้ ในการประชุมครั้งนี้ จึงหวังเห็นความมุ่งมั่นต่อการประสานงาน และความร่วมมือกันท่ามกลางโลกหลายขั้วในปัจจุบัน เพื่อพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-สหภาพยุโรป 3 ประเด็น

ประการแรก ต้องส่งเสริมการเจรจาเพื่อกำหนดแนวในการรับมือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

ประการที่สอง ความร่วมมือ จะช่วยเสริมสร้างการเชื่อมโยงในทุกมิติ เพื่อให้อาเซียนและสหภาพยุโรปเติบโตร่วมกันในฐานะศูนย์กลางการเติบโตของโลก 

ประการที่สาม ความร่วมมือในการส่งเสริมความยั่งยืนและเร่งดำเนินการเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs

นายปานปรีย์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในเมียนมาว่า การขยายขอบเขตการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นหนทางที่สำคัญ และหวังว่า สหภาพยุโรปจะให้การสนับสนุน โครงการริเริ่มด้านมนุษยธรรมของไทย ซึ่งจะเป็นก้าวเล็ก ๆ สู่การเจรจาและการมีส่วนร่วมที่สร้างสรรค์ระหว่างทุกฝ่ายในเมียนมา ตลอดจนระหว่างเมียนมา และประชาคมระหว่างประเทศอีกด้วย ซึ่งทุกคนมีความปรารถนา ที่อยากให้ความไม่สงบเรียบร้อยในเมียนมา นำไปสู่การกลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง

นายปานปรีย์ รองนายกฯ และ น.ส.ฮังเกอ แบร็วนส์ สโลต รมว.ต่างประเทศ เนเธอร์แลนด์นายปานปรีย์ รองนายกฯ และ น.ส.ฮังเกอ แบร็วนส์ สโลต รมว.ต่างประเทศ เนเธอร์แลนด์

การเข้าร่วมประชุม AEMM ครั้งที่ 24 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ครั้งนี้ นายปานปรีย์ ยังได้หารือทวิภาคี ร่วมกับนายเปเตอร์ ซิยาร์โท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี และนางสาวฮังเกอ แบร็วนส์ สโลต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า และการลงทุน
 

โดยเฉพาะการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป รวมถึงด้านอื่น ๆ อย่างรอบด้าน พร้อมขอรับการสนับสนุน สำหรับการสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ HRC วาระปี 2025-2027 ของไทย และการขอยกเว้นการตรวจลงตราเข้าเขตเชงเก้น  หรือ ฟรีวีซ่าเชงเก้น ให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทยด้วย

นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568391

04 ก.พ. 2567

นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก

เวทีเสวนา “กับดักรัฐธรรมนูญ กับการพัฒนาประชาธิปไตย” นักวิชาการ มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” ฉบับสุดท้าย สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก แนะ ปชช.ต้องร่วมร่างกติกาประเทศ บังคับใช้กฎหมายไม่มีข้อยกเว้น ฝ่ายการเมืองต้องไม่ตกต่ำ “ปริญญา” เชื่อ สว.ชุดใหม่จะเปิดหน้าต่างแก้ รธน.

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 ที่ True space สยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวในงานเสวนาวิชาการ ‘’กับดักรัฐธรรมนูญ กับการพัฒนาประชาธิปไตย‘’ ซึ่งดำเนินรายการโดย มาดามเดียร์ น.ส.วทันยา บุนนาค อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถึงปัญหาในรัฐธรรมนูญ(รธน.)ว่า หากจำเป็นจะต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่ จะต้องหาวิธีการอย่างไร เพื่อทำให้เป็นฉบับสุดท้าย 

นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก

ผส.ดร.ปริญญา และ มาดามเดียร์ ผส.ดร.ปริญญา และ มาดามเดียร์

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิกรศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก

“แต่ผมเห็นว่า เป็นไปได้ยาก เพราะจะต้องให้สังคมเห็นพ้องร่วมกัน ซึ่งหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ2535  เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ก็มีการใช้กลไกนอกรัฐธรรมนูญ หรือการรัฐประหาร มาแก้ปัญหาทางการเมือง จนขณะนี้ ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้” ผศ.ดร.ปริญญา กล่าว

นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก

รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบันในมาตรา 256 ยังทำได้ยากเพราะจะต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 และกลไกอื่น ๆ อีก ดังนั้น จึงเห็นว่า เมื่อ สว.ชุดนี้ตามบทเฉพาะาลของรัฐธรรมนูญจะหมดวาระ โอกาสที่ สว.ชุดใหม่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมปี2567 จะทำให้หน้าต่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปิดขึ้น และทำให้คนไทยได้มาตกลงกติกาใหม่กันอีกครั้ง

ส่วนการออกแบบรัฐธรรมนูญ เพื่อหยุดยั้งรัฐประหาร และทำให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายนั้น ผศ.ดร.ปริญญา มองว่า การออกแบบรัฐธรรมนูญจะต้องให้ประชาชนเจ้าของประเทศออกแบบ และให้สมดุลระหว่างประชาชน และนักวิชาการ แม้จะเห็นต่างกันในสังคม แต่สังคมก็จะต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาการเมืองใด ๆ จะต้องแก้กันตามระบบ เพราะไม่เช่นนั้นไม่ว่าจะเกิดปัญหาทางการเมืองใด ๆ ก็จะต้องกลับมาใช้วิธีการรัฐประหาร และทางการเมือง รัฐธรรมนูญถือเป็นกติการ่วมกันภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

 น.ส.วทันยา บุนนาค อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น.ส.วทันยา บุนนาค อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

“และทุกฝ่ายต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จบที่การเลือกตั้ง และรัฐบาลต้องสามารถถูกตรวจสอบได้ ผ่านกลไกการถ่วงดุลอำนาจ และการรัฐประหารในประเทศไทย จะไม่สามารถสำเร็จหากประชาชนไม่ยินยอม พรรคการเมืองไม่ตกต่ำ หรือเสียความชอบธรรม เพราะที่ผ่านมาการรัฐประหารเกิดขึ้น เนื่องจากรัฐบาลเสื่อมความนิยม และเสียความชอบธรรม โดยเฉพาะการรัฐประหาร 2557”ผศ.ดร.ปริญญา ระบุ


ผศ.ดร.ปริญญา ยังเห็นว่า นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลที่พยายามดำเนินการ หากพยายามทำแล้ว แต่ทำไม่ได้ ก็ต้องชี้แจงต่อสังคมว่า ไม่สามารถทำได้ ไม่ใช่อ้างว่า หาเสียงเอาไว้ จนนโยบายอื่น ๆ ที่สามารถทำได้ แต่ไม่ถูกดำเนินกร

ผศ.ดร.ปริญญา ยังกล่าวถึงระบบการเลือกตั้ง โดยเสนอว่า ระบบเลือกตั้งบัญชีรายชื่อแบบแบ่งเขต บัตรใบเดียว เพื่อสะท้อนเจตจำนงค์ที่แท้จริงของประชาชน เหมือนประเทศเดนมาร์ก และสวีเดน รวมถึงมีบัญชีรายชื่อเขตประเทศ มาเติมจำนวน สส.บัญชีรายชื่อแบบแบ่งเขต ในกรณีที่ยังไม่ครบจำนวน แก้ปัญหาผู้อาวุโสในพรรคว่า จะลงเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ หรือแบบแบ่งเขต

ด้าน รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย ในฐานะอดีตที่ปรึกษากรรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ.กล่าวถึงปัญหารัฐธรรมนูญ 2560 ว่า ไม่อาจโทษนายมีชัย ฤชุพันธ์ อดีตประธาน กรธ.ได้ทั้งหมด และประเทศไทย ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะชนชั้นใดตรากฎหมาย ก็เพื่อประโยชน์ชนชั้นนั้น ซึ่งกลไกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการเมืองปัจจุบัน โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ก็เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด รวมถึงการออกฤทธิ์เดชของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันด้วย 

“ผมมั่นใจว่า แม้ สว.ชุดปัจจุบันจะไม่มีอำนาจลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ก็จะยังคงเป็นรัฐบาล เพราะพรรคก้าวไกล แม้จะชนะการเลือกตั้ง แต่เสียง สส.ของพรรคก้าวไกล ไม่ได้เกินกึ่งหนึ่งที่จะตั้งรัฐบาลได้ และในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทหาร และนักการเมือง ก็จับมือกันทางการเมือง ดังนั้น หากต้องการจะให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ก็จะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และกฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ไม่ว่าจะต้องยุบพรรคก้าวไกล หรือนายทักษิณ จะต้องเข้าคุก ผิดก็ต้องว่าไปตามผิด”รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก

ส่วนการออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้มีการรัฐประหารนั้น รศ.ดร.เจษฎ์ มองว่า ไม่สามารถเขียนรัฐธรรมนูญ ให้ไม่มีรัฐประหารได้ แต่ต้องขึ้นกับประชาชน ที่จะต้องทำให้นักการเมืองเกรงใจ มีโครงสร้างสังคม และโครงสร้างประชาธิปไตยที่ลงตัว จึงจะสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ และเห็นว่า ในอดีตหากรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมลาออก หรือมวลชนที่มาชุมนุมยอมกลับบ้าน เงื่อนไขการรัฐประหารก็ไม่เกิดขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นแต่จะต้องมีภาวะการณ์กลไกเดินไปสู่อนาคตร่วมกัน ไม่คิดเพียงว่า ตัวอักษรในกฎหมายจะใช้บังคับได้เพียงอย่างเดียวหากยังมีการละเมิดกฎหมาย และบ่อยครั้งที่ประชาชนถามหาทหาร เพราะประชาชนรู้สึกอุ่นใจว่า มีทหารช่วยเหลือในยามประสบภัย ไล่จับโจรได้ ช่วยรักษาความสงบในพื้นที่ชายแดนใต้ มากกว่านักการเมือง

นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก

ทั้งนี้ ภายหลังการเสวนาเสร็จสิ้น ผู้เข้าร่วมรับฟังการเสวนา ยังได้ร่วมกัน Work Shop “ออกแบบรัฐธรรมนูญ สู่อนาคตที่ดีกว่า” ทั้งในกลไกองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ, ระบบการเลือกตั้ง, ระบบสภา, การปกครองท้องถิ่น และการปฏิรูปประเทศ เพื่อร่วมกันออกแบบสถาบันการเมือง ทั้งที่มา, อำนาจ และการถอดถอน เป็นต้น

นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก
นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก
นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก
นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก
นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก

นายกฯ เชื่อ ไฟไหม้ก.เกษตรฯ ไม่มีอะไรในกอไผ่ ‘ธรรมนัส’ โทรรายงานแค่ล้างแอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568389

04 ก.พ. 2567

นายกฯ เชื่อ ไฟไหม้ก.เกษตรฯ ไม่มีอะไรในกอไผ่ 'ธรรมนัส' โทรรายงานแค่ล้างแอร์

‘นายกฯ เศรษฐา’ เชื่อ ไฟไหม้กระทรวงเกษตรฯไม่มีอะไรในกอไผ่ ‘ธรรมนัส’ โทรรายงานแล้วแค่ล้างแอร์ แต่อยากให้รอกองพิสูจน์หลักฐาน

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีไฟไหม้ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2567 ว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสกรณ์ ได้โทรศัพท์มารายงานว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของการไปล้างแอร์ ไม่ได้มีอะไรเสียหายมาก

ส่วนจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับการเมืองตามที่มีการวิเคราะห์กันใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ก็ไม่อยากจะคิดเช่นนั้น ขอให้มีการพิสูจน์ ให้กองพิสูจน์หลักฐานเข้าไปดูให้ดีก่อนดีกว่าว่ามีอะไรหรือไม่ แต่ในเบื้องต้นไม่น่ามีอะไร

ขณะที่มีกระแสข่าวมาตลอดว่าการทำงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีปัญหา ทำให้หลายฝ่ายไปโยงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น นายเศรษฐา กล่าวว่า คงต้องให้กองพิสูจน์หลักฐานพิสูจน์ดู แต่ยืนยันว่าเบื้องต้นไม่มีอะไรน่าสงสัย

ซูเปอร์โพล สำรวจพบ ปชช. ส่วนใหญ่รอเงินดิจิทัล เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568387

04 ก.พ. 2567

ซูเปอร์โพล สำรวจพบ ปชช. ส่วนใหญ่รอเงินดิจิทัล เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผลสำรวจซูเปอร์โพล ประชาชนส่วนใหญ่รอเงินดิจิทัล ไม่ต้องปรับปรุงอะไร ด้าน ‘ผศ.ดร.นพดล’ ห่วงซ้ำรอยจำนำข้าว แนะเร่งแก้กฎหมายไซเปอร์ ป้องกันข้อมูลรั่ว มิจฉาชีพฉวยโอกาส

สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลการศึกษาเรื่อง “เงินดิจิทัลที่ประชาชนเชื่อมั่นและรอคอย” ระหว่างวันที่ 1 – 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567  พบในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยคือรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทมีความเชื่อมั่นร้อยละ 71.3 และกลุ่มผู้มีรายได้ระหว่าง 15,000 – 35,000 บาทต่อเดือนมีความเชื่อมั่นร้อยละ 71.6 ในขณะที่ กลุ่มรายได้เกิน 35,000 บาทขึ้นไปมีความเชื่อมั่นร้อยละ 57.5 ว่าการแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

เมื่อแบ่งออกตามภูมิภาคของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบว่าในกลุ่มคนในภาคเหนือมีความเชื่อมั่นสูงสุดคือร้อยละ 75.4 รองลงมาคือกลุ่มคนในภาคกลางมีความเชื่อมั่นร้อยละ 74.2 กลุ่มคนในภาคอีสานมีความเชื่อมั่นร้อยละ 73.6 กลุ่มคนกรุงเทพมหานครมีความเชื่อมั่นร้อยละ 68.7 และกลุ่มคนในภาคใต้มีความเชื่อมั่นร้อยละ 65.8 ตามลำดับ

ที่น่าพิจารณา คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งกลุ่มคนอายุน้อยคือต่ำกว่า 20 ปีเกินครึ่งคือร้อยละ 54.1 และกลุ่มคนอายุระหว่าง 20 – 29 ปี ร้อยละ 47.2 กลุ่มคนอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวนมากหรือร้อยละ 42.5 ระบุ ควรเดินหน้านโยบายแจกเงินดิจิทัลต่อไม่ต้องปรับปรุงอะไร เพราะรออยู่

ในขณะที่ กลุ่มคนอายุ 40 – 49 ปี ร้อยละ 31.7 และกลุ่มคนอายุ 50 – 59 ปีมีสัดส่วนน้อยที่สุดคือร้อยละ 26.7 ที่ระบุ ควรเดินหน้านโยบายแจกเงินดิจิทัลต่อไม่ต้องปรับปรุงอะไร เพราะรออยู่ อย่างไรก็ตาม ที่น่าสังเกตคือ กลุ่มคนอายุ 40 – 49 ปี ร้อยละ 43.8 และกลุ่มคนอายุ 50 – 59 ปี ร้อยละ 42.2 ไม่มีความเห็น

นอกจากนี้ เมื่อแบ่งออกตามภูมิภาค พบว่า กลุ่มคนในภาคกลางส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.3 และกลุ่มคนในภาคใต้จำนวนมากหรือร้อยละ 43.9 ระบุรออยู่ ควรเดินหน้าต่อไม่ต้องปรับปรุงอะไรเกี่ยวกับนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท 

ในขณะที่ กลุ่มคนในภาคเหนือเกินกว่า 1 ใน 3 หรือร้อยละ 36.8 และกลุ่มคนในกรุงเทพมหานครร้อยละ 32.6 ระบุ รออยู่ ควรเดินหน้าต่อไม่ต้องปรับปรุงอะไรเกี่ยวกับนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่น่าสังเกตคือ กลุ่มคนในภาคอีสานมีจำนวนน้อยที่สุดหรือร้อยละ 26.4 ที่ระบุ รออยู่ ควรเดินหน้าต่อไม่ต้องปรับปรุงอะไรเกี่ยวกับนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท แต่กลุ่มคนในภาคอีสานมีสัดส่วนมากที่สุดคือร้อยละ 44.5 และกลุ่มคนในกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 41.6 ที่ไม่มีความเห็น

ซูเปอร์โพล สำรวจพบ ปชช. ส่วนใหญ่รอเงินดิจิทัล เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ระบุว่า โพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนมีความเชื่อมั่นระดับสูงว่านโยบายแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาลโดยนายเศรษฐา จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยเฉพาะในกลุ่มคนรายได้น้อยต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน และในกลุ่มรายได้ 15,000 ถึง 35,000 บาทต่อเดือน และในกลุ่มคนรุ่นใหม่กับกลุ่มคนเกษียณอายุคืออายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป น่าจะสะท้อนให้เห็นว่า นโยบายแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาลโดนใจและตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนรายได้น้อยและคนในช่วงอายุน้อยของคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนสูงวัยที่สะท้อนถึงความต้องการให้นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทเป็นจริงขึ้นมาเพราะตอบโจทย์ความต้องการของผู้ต้องการใช้เงินและเชื่อมั่นว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เช่นกัน

โดยเมื่อแบ่งกลุ่มคนออกตามภูมิภาคต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของกลุ่มคนในแต่ละภูมิภาค คือ กลุ่มประชาชนส่วนใหญ่รออยู่และเห็นว่าไม่ต้องทบทวนแก้ไขอะไร โดยเฉพาะกลุ่มคนในภาคกลางที่มีความเป็นกลางในทางกลางความหลากหลายสูงในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยและภาคใต้ที่กลุ่มคนส่วนใหญ่มีรายได้น้อย ที่น่าสังเกตคือ กลุ่มคนในภาคอีสานแม้จะมีสัดส่วนของคนที่ระบุว่ารออยู่และเห็นว่าไม่ต้องทบทวนปรับปรุงอะไรน้อยกว่าทุกภาคน่าจะเป็นเพราะกลุ่มคนในภาคอีสานส่วนใหญ่อย่างไรก็เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทยจึงส่งผลให้สัดส่วนของคนที่ไม่มีความเห็นมากกว่ากลุ่มคนในภาคอื่น ๆ เพราะอย่างไรก็ได้ไม่กระทบรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่กลุ่มคนในกรุงเทพมหานครที่มีสัดส่วนของคนที่ไม่มีความเห็นสูงเช่นกันแต่ลักษณะของคนกรุงเทพมหานครแตกต่างจากกลุ่มคนในภาคอีสานเพราะคนกรุงเทพมหานครแม้จะมีความต้องการจับจ่ายใช้สอยสูงแต่มีความหลากหลายทางความคิดและชีวิตความเป็นอยู่แตกต่างกันมาก

ผศ.ดร.นพดล กล่าวถึงข้อห่วงใยว่า ความเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยของประชาชนคนไทยบนโลกออนไลน์อยู่ในสภาวะวิกฤตเพราะข้อมูลของประชาชนคนไทยเกือบทั้งประเทศกำลังตกอยู่ในมือขบวนการมิจฉาชีพ ทั้งชื่อ นามสกุล เลขที่บัตรประชาชน ที่อยู่ เบอร์โทร เลขที่บัญชี สถานะทางการเงิน และล่าสุดข้อมูลเชิงทัศนคติและพฤติกรรมของประชาชนกำลังอยู่ในมือของขบวนการผู้เชี่ยวชาญทางไซเบอร์ทั้งกลุ่มขาว กลุ่มเทา ๆ และกลุ่มดำ อย่างน่าวิตกกังวลมาก ที่รัฐบาลควรใส่ใจในการเตรียมแจกเงินดิจิทัลให้ประชาชน

ทางออกคือ ยกระดับนโยบายแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาลเป็นวาระแห่งชาติ เร่งแก้ไขปรับปรุงกฎหมายไซเบอร์และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลความปลอดภัยทางไซเบอร์ชั้นสูงรองรับการแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาลให้ทุกคนปลอดภัยไม่ซ้ำรอยคดีจำนำข้าว ลดแรงเสียดทานจากกลุ่มต่อต้าน ผลที่ตามมาคือ รัฐบาลชุดปัจจุบันของ นายกรัฐมนตรีจะเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่สามารถเสริมสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลชั้นสูง อาทิ เทคโนโลยีบล็อกเชน หรือทางเลือกอื่นของบริการเทคโนโลยีความปลอดภัยสูงทางไซเบอร์ที่ได้มาตรฐานสากลมีธรรมาภิบาล เช่น AWS ที่มีโทคโนโลยีดิจิทัลเป็นไปตามกรอบความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Framework) และเทคโนโลยีดิจิทัลตามมาตรฐานของ NIST สหรัฐอเมริกา ISO มาตรฐานโลกและกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นด้านการจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากและระดับประเทศ รักษาความมั่นคงของชาติ สถาบันหลักของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนไปในคราวเดียวกันนี้ได้สำเร็จตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกาผศ.ดร.นพดล กรรณิกา

ไม่กลับมามือเปล่า “นายกฯ” โพสต์เยือน “ศรีลังกา” ทำ MOU เปิดการค้าเสรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568384

04 ก.พ. 2567

ไม่กลับมามือเปล่า “นายกฯ” โพสต์เยือน “ศรีลังกา” ทำ MOU เปิดการค้าเสรี

นายกรัฐมนตรี โพสต์ภารกิจเยือน “ศรีลังกา” เพื่อสานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการลงนามความตกลงเปิดการค้าเสรี เป็นประเทศที่กำลังทำโครงการ Port City Colombo เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง “การเงิน- การท่องเที่ยว- การศึกษา-การรักษาพยาบาล” ที่เอกชนไทยให้ความสนใจมาก

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับเกียรติในฐานะแขกเกียรติยศ ตามคำเชิญของนายรานิล วิกรมสิงเห ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา เข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันประกาศเอกราชสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ครั้งที่ 76 และศรีลังกาจัดงานเพื่อเฉลิมฉลองวันประกาศเอกราชฯ ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ที่กรุงโคลัมโบ หลังจาก “ศรีลังกา” ได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2491 ล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้โพสต์ข้อความและภาพ ผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์(X)หรือทวิตเตอร์ บัญชีชื่อ Srettha Thavisin@Thavisin  มีใจความดังนี้

ไม่กลับมามือเปล่า “นายกฯ” โพสต์เยือน “ศรีลังกา” ทำ MOU เปิดการค้าเสรี

โจทย์หลักของภารกิจเยือน “ศรีลังกา” วันนี้ คือสานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการลงนามความตกลงการค้าเสรีครับ

ศรีลังกาเป็นประเทศ ที่หลายประเทศมหาอำนาจ ให้ความสำคัญ เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และโลจิสติกส์ในมหาสมุทรอินเดีย 

นอกจากนี้ “ศรีลังกา” อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ Port City Colombo ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อเป็นศูนย์รวมด้านสถาบันการเงิน การท่องเที่ยว การศึกษา การรักษาพยาบาล ในพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับท่าเรือโคลัมโบ ซึ่งภาคเอกชนไทยให้ความสนใจมาก ฝากติดตามภารกิจวันนี้ ผมจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ครับ

หิมาลัย ชี้คดี “เจ๋ง ดอกจิก” เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวพรรค “รทสช.”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568382

04 ก.พ. 2567

หิมาลัย ชี้คดี  “เจ๋ง ดอกจิก” เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวพรรค “รทสช.”

หิมาลัย ผิวพรรณ ชี้คดี “เจ๋ง ดอกจิก” เป็นเรื่องส่วนตัว “รทสช.” เป็นพรรคการเมือง ไม่ใช่โรงเรียนอนุบาล ไม่มีประโยชน์ทับซ้อน ยืนยันอุดมการณ์เพื่อชาติ อดมื้อ กินมื้อ ก็ต้องพร้อมทำใจ

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 เสธ หิมาลัย หรือ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) โพสต์แพลตฟอร์มเฟซบุ๊กกรณีของ“เจ๋ง ดอกจิก”โดนกล่าวหาว่าพัวพันกับขบวนการตบทรัพย์อธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยระบุว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของคุณเจ๋งล้วนๆ และคุณเจ๋งจะต้องไปตอบสังคมและต่อสู้คดีเอาเอง

โดย คุณเจ๋ง เข้าร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติตามโครงการสมานฉันท์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ต้องการสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ภายใต้แนวความคิดของการอยู่ร่วมกันบนความเห็นต่าง ที่ไม่ต้องการให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนคนในชาติแบ่งแยกกันเป็นก๊ก เป็นเหล่า เป็นสีอีกต่อไป เรียกว่าเป็นการสลายสีเสื้อ ก้าวข้ามความขัดแย้ง ซึ่งพรรคร่วมไทยสร้างชาตินั้นเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองในการที่จะสร้างสรรค์พัฒนาประเทศชาติ บำรุงรักษาศาสนา ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

การร่วมงานตามอุดมการณ์ของพรรค ทุกคนจึงมีอิสระในการทำงานตามแนวทางของตัวเอง แต่ที่นี่ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ให้แสวงหา การบริหารพรรคโดยท่านหัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และท่านเลขาธิการพรรค นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ผู้ที่มีโอกาสได้บริหารงานราชการการเมืองในตำแหน่งต่างๆ จึงต้องเร่งขยันสร้างผลงานให้ปรากฏต่อสายตาของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ผู้เป็นผู้หยิบยื่นโอกาสให้พรรครวมไทยสร้างชาติได้ทำงานรับใช้พวกท่านทั้งหลาย

จุดแข็งเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตของพรรค ในบางครั้งอาจกลายเป็นจุดอ่อน หากผู้เข้ามาร่วมงานการเมืองของพรรค ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือลาภอันมิควรได้ บุคคลเหล่านี้จึงอาจจะต้องไปหาหนทางจากที่อื่น ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของพรรค

พรรคการเมืองจึงเป็นที่รวบรวมคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเหมือนกัน มาช่วยกันทำงานเพื่อประเทศชาติตามนโยบายและแนวทางของพรรคนั้นๆ ไม่ใช่โรงเรียนอนุบาลที่จะมานั่งคอยอบรมสั่งสอนควบคุมความประพฤติของสมาชิกและผู้ร่วมงาน แต่ละท่านที่มาร่วมอุดมการณ์ย่อมต้องระวังตัว ควบคุมจิตใจตัวเองให้ยึดมั่นและมั่นคงในอุดมการณ์แม้จะต้องอยู่อย่างยากลำบาก อดมื้อกินมื้อ แต่นั้นคือเกียรติยศทางการเมืองของแต่ละท่าน

เรื่องที่เกิดขึ้น จึงเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่จะเข้าสู่ถนนการเมืองได้พิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ ส่วนคุณเจ๋ง ดอกจิกนั้น คงต้องเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ที่จะต้องไปพิสูจน์ตัวเองตามวิถีทางของขบวนการยุติธรรมและบริบทของสังคมต่อไป

นายกฯ ร่วมพิธีฉลองวันประกาศเอกราชศรีลังกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568379

04 ก.พ. 2567

นายกฯ ร่วมพิธีฉลองวันประกาศเอกราชศรีลังกา

นายกฯ ร่วมพิธีฉลองวันประกาศเอกราชศรีลังกา ในฐานะแขกเกียรติยศ โดยคำเชิญของประธานาธิบดี พร้อมต่อยอดความร่วมมือรอบด้าน

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันประกาศเอกราชสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ครั้งที่ 76 วันนี้ (วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567) เวลา 08.15 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโคลัมโบ ซึ่งช้ากว่าไทย 1.30 ชั่วโมง)  ณ ปะรำพิธีหน้าลาน Galle Face Green  

นายกฯ ร่วมพิธีฉลองวันประกาศเอกราชศรีลังกา

ดยนายกรัฐมนตรีได้รับเกียรติในฐานะแขกเกียรติยศ ตามคำเชิญของนายรานิล วิกรมสิงเห (H.E. Mr. Ranil Wickremesinghe) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา  ถือเป็นช่วงเวลาการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ไทย-ศรีลังกา ที่สืบเนื่องยาวนานอย่างแน่นแฟ้น และพร้อมจะต่อยอดในด้านต่างๆ เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว พลังงาน และการประมงสมัยใหม่ต่อไป โดยศรีลังกาได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2491 (ค.ศ. 1948) และศรีลังกาจัดงานเพื่อเฉลิมฉลองวันประกาศเอกราชฯ ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ของทุกปี 

นายกฯ ร่วมพิธีฉลองวันประกาศเอกราชศรีลังกา

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติบันดารานายาเก เวลา 10.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโคลัมโบ ซึ่งช้ากว่าไทย 1.30 ชั่วโมง มายังท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ 

“นายกรัฐมนตรี” เดินหน้า “วีซ่าฟรี” นทท. เผยแนวคิด “เชงเก้นวีซ่า” แบบยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568321

02 ก.พ. 2567

“นายกรัฐมนตรี” เดินหน้า “วีซ่าฟรี” นทท. เผยแนวคิด “เชงเก้นวีซ่า” แบบยุโรป

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี หารือ รมว.ท่องเที่ยวฯ หนุนเปิด “วีซ่าฟรี” นักท่องเที่ยวอีกหลายประเทศ เผยแนวคิดถือวีซ่าใบเดียวแต่ท่องเที่ยว ไทย-มาเลเชีย-กลุ่ม CLMV คล้าย “เชงเก้นวีซ่า” แบบยุโรป

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง  โพสต์ภาพและข้อความผ่านแพลตฟอร์ม เอ็กซ์ X บัญชี ชื่อ Srettha Thavisin โดยประชุมหารือร่วมกับ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และ นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ ที่ปรึกษารมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มีข้อความระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำทีมมารายงานผลหลังจากที่ได้ไปประชุมเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาคมา ผมเลยขอเอาผลการประชุมเอามาเล่าให้ทุกคนรู้ด้วย

1.นโยบายใช้ Visa ร่วมกับประเทศไทย และกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) และ Malaysia ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ใน CLMV เช่น นักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวกัมพูชา และมี visa กัมพูชาแล้วเมื่อเครื่องบินลงที่ไทยก่อน นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวที่ไทยได้เลยโดยใช้ Visa ของกัมพูชาที่มีอยู่ คล้าย ๆ กับ เชงเก้นวีซ่า ของยุโรปซึ่งสามารถเดินทางเข้าได้หลายประเทศในยุโรปได้

2. มอบหมายให้รัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ ไปหารือกับกระทรวงต่างประเทศ เรื่อง Visa Free เพื่ออำนวยความสะดวกให้ กับนักท่องเที่ยวประเทศอื่น ๆ อย่างที่เราทำสำเร็จกับประเทศจีนมาแล้ว ซึ่งมีหลายประเทศให้ความสนใจครับ

“นายกรัฐมนตรี” เดินหน้า “วีซ่าฟรี” นทท. เผยแนวคิด “เชงเก้นวีซ่า” แบบยุโรป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 16.45 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยขบวนรถได้ใช้ประตูทางออกสะพานอรทัย เนื่องจากบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ข้างทำเนียบรัฐบาล มีกลุ่มผู้ชุมนุม คือ กลุ่มเครือข่ายนักเรียนประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) มาปักหลักชุมนุมค้างคืน ทำให้นายกรัฐมนตรี ต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางออกจากทำเนียบรัฐบาล จากเดิมที่ใช้ประตู 1 มาเป็นประตูอรทัยแทน

ขบวนรถนายกรัฐมนตรี ได้ใช้ประตูทางออกสะพานอรทัย เลี่ยงผู้ชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาล ขบวนรถนายกรัฐมนตรี ได้ใช้ประตูทางออกสะพานอรทัย เลี่ยงผู้ชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาล

“นายกรัฐมนตรี” เดินหน้า “วีซ่าฟรี” นทท. เผยแนวคิด “เชงเก้นวีซ่า” แบบยุโรป

“มาดามเดียร์” หนุนเพิ่มบทบาทสตรีในกองทัพ แนะก้าวข้ามอคติเรื่องเพศ-วัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568319

02 ก.พ. 2567

"มาดามเดียร์" หนุนเพิ่มบทบาทสตรีในกองทัพ แนะก้าวข้ามอคติเรื่องเพศ-วัย

“มาดามเดียร์” ร่วมเสวนาบทบาทสตรีในกองทัพไทย ย้ำต้องก้าวข้ามอคติเรื่องเพศและวัย มองที่ศักยภาพความสามารถ ชี้ หากกองทัพทำได้จะเพิ่มโอกาสดึงบุคลากรมีความรู้ความสามารถร่วมงาน สร้างความเข้มแข็งสู่อนาคต

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2567 ที่หอประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.) สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ “มาดามเดียร์” น.ส.วทันยา บุนนาค อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมเวทีเสวนา “แนวทางการพัฒนาศัพยภาพ และบทบาทสตรี เพื่อเสริมสร้างการเป็นผู้นำในอนาคต จัดโดยหลักสูตรฝึกอบรมการปฏิบัติการร่วม รุ่นที่ 7 ประจำปีงบประมาณ 2567 สำนักการศึกษาทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ

"มาดามเดียร์" หนุนเพิ่มบทบาทสตรีในกองทัพ แนะก้าวข้ามอคติเรื่องเพศ-วัย
"มาดามเดียร์" หนุนเพิ่มบทบาทสตรีในกองทัพ แนะก้าวข้ามอคติเรื่องเพศ-วัย

น.ส.วทันยา กล่าวว่า วันนี้ดีใจที่กองทัพไทยได้มีเวทีเสวนาพูดถึงเรื่องของบทบาทสตรี เพราะถือว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของการพูดถึงความเท่าเทียมทางเพศ และอีกมุมหนึ่งคือเรากำลังพูดถึงการก้าวข้ามในเรื่องอคติทางเพศ แต่มองคนในความสามารถและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งวันนี้เวลาพูดถึงบทบาทความเป็นผู้นำ เราจะเห็นว่าสตรีและผู้มีความหลากหลายทางเพศได้เริ่มเข้ามามีบทบาทเป็นผู้นำในหลายหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น 

"มาดามเดียร์" หนุนเพิ่มบทบาทสตรีในกองทัพ แนะก้าวข้ามอคติเรื่องเพศ-วัย

นั่นหมายถึงว่าเรากำลังตอกย้ำว่าความสามารถของคนไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่เรื่องของเพศเพียงอย่างเดียว ดังนั้นตนอยากจะชวนทุกคนคิดไปมากกว่าการมารณรงค์เรื่องของสิทธิสตรีและบทบาทของสตรีในองค์กรต่างๆ แต่อยากให้คิดว่าวันนี้เราเตรียมพร้อมและมีใจที่เปิดกว้างเพื่อที่จะยอมรับความหลากหลายที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมอย่างแท้จริงมากน้อยแค่ไหน

“เดียร์ว่าหัวใจที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าเราจะพูดว่าเราเป็นเพศอะไร และไม่อยากจะให้การรณรงค์หรือการพูดถึงบทบาทสิทธิของเพศต่างๆเป็นเพียงแค่การพูดตามกระแสโลกที่กำลังพูดถึงอยู่ในช่วงขณะนี้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือให้เราตระหนักถึงคุณค่าศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ โดยลดข้อจำกัดเรื่องเพศและวัยออกไปแต่ให้กลับไปมองในเรื่องของศักยภาพและความสามารถของคนๆนั้นในฐานะมนุษย์คนหนึ่งมากกว่า” น.ส.วทันยา กล่าว


น.ส.วทันยา ยังกล่าวต่อถึงบทบาทของนายทหารหญิงในกองทัพไทยและทิศทางการพัฒนากองทัพในอนาคต ว่า แน่นอนปฏิเสธไม่ได้ว่ากองทัพเป็นสถาบันที่มีบทบาทสูงในสังคมไทย การปรับตัวของกองทัพย่อมบ่งบอกถึงวิสัยทัศน์ที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของกองทัพที่จะออกไปสู่สังคมภายนอก ให้ตระหนักถึงความเท่าเทียมทางเพศเช่นเดียวกัน แนวคิดในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศกำลังมีพัฒนาการ มีพลวัตและกำลังเติบโตเปลี่ยนแปลงมาตลอด ทั้งหมดนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี 

และหากกองทัพสามารถทำได้โดยที่ตนหวังว่าวันนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เวทีเสวนา แต่เราจะเห็นการปรับเปลี่ยนการขับเคลื่อนโดยการลดอคติทางเพศอย่างแท้จริง ตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากๆ และจะเป็นการเปิดโอกาสไม่เพียงแค่เฉพาะบุลคลภายนอก หรือสังคม แต่นั่นหมายถึงว่าเป็นการเปิดโอกาสให้กับกองทัพเช่นเดียวกันที่จะได้บุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถเข้ามาร่วมงานกับกองทัพเพิ่มมากขึ้น เพื่อพัฒนากองทัพไปสู่อนาคตด้วยความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน

"มาดามเดียร์" หนุนเพิ่มบทบาทสตรีในกองทัพ แนะก้าวข้ามอคติเรื่องเพศ-วัย

ดีเดย์ เม.ย.นี้ ส่ง “ครูมวย” สอนต่างประเทศ ดันซอฟต์พาวเวอร์ “มวยไทย”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568313

02 ก.พ. 2567

ดีเดย์ เม.ย.นี้ ส่ง “ครูมวย” สอนต่างประเทศ ดันซอฟต์พาวเวอร์ “มวยไทย”

พิมล ศรีวิกรม์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เผย เม.ย. นี้ ส่ง “ครูมวย” สุดยอดฝีมือ สอนต่างประเทศ ดัน soft power “มวยไทย” ให้โด่งดัง สร้างงาน สร้างรายได้ ตกเดือนละ 8 หมื่น-1.2 แสนบาท พร้อมเตรียมขยายศูนย์อบรมทดสอบคุณภาพครูมวย ครอบคลุมทั้งประเทศ มี.ค. 67

นายพิมล ศรีวิกรม์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านกีฬา เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการผลักดันซอฟพาวเวอร์ “มวยไทย” ว่า ขณะนี้ได้เดินหน้าทำงานไปด้วยดี สามารถสร้างมาตรฐานให้กับครูมวยไทยเพิ่มมากขึ้น ด้วยการจัดอบรม และจัดทดสอบ สร้างเกณฑ์มาตรฐานที่เป็นสากล เพื่อให้ครูมวยไทย สามารถไปสอนมวยในต่างประเทศ และสร้างงานสร้างรายได้ เพิ่มคุณค่าให้กับบุคลากรมวยของประเทศไทยมากขึ้น

โดยภายในเดือนมีนาคมนี้ การกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. จะเปิดศูนย์ทดสอบที่ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น ที่สามารถออกใบรับรองคุณภาพครูมวยไทยในนามของภาครัฐ ที่ได้รับการรับรองจากทั้งสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย กกท. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ซึ่งจะเป็นสนามสอบที่สามารถสร้างครูมวยที่มีศักยภาพ และกระจายอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัด ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ทั้งเชียงใหม่ สงขลา นครราชสีมา ชลบุรี และกรุงเทพมหานคร

พร้อมกันนี้จะมีศูนย์กลางในการประสานข้อมูลระหว่างกัน เพื่อให้ครูมวยไทยที่ต้องการไปทำงานในต่างประเทศ และชาวต่างชาติที่สนใจเรียนมวยไทย รวมถึงต่างชาติที่ต้องการจ้างครูมวยไทย ไปสอน สามารถเชื่อมต่อข้อมูลการติดต่อต่างๆร่วมกันได้

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขับเคลื่อน soft power มวยไทย ด้วยการจัดคลาสสอนมวยไทย โดยนำนักมวยไทยที่มีชื่อเสียง ไปโชว์ตัว และเปิดสอนเทคนิคต่างๆแบบคอร์สสั้นๆใน 1 วัน ให้กับผู้ที่สนใจในต่างประเทศ โดยจะเริ่มในยุโรป และตะวันออกกลาง

นายพิมล ระบุด้วยว่า ในช่วงเดือนเมษายนนี้ จะส่งครูมวยไทย ที่ได้รับใบรับรองจากภาครัฐ ทั้งชายและหญิง จำนวน 8 คน ไปสอนมวยไทยให้กับกองทัพทหารของซาอุดีอาระเบีย และสอนมวยให้กับนักกีฬามวยทีมชาติของซาอุดิอาระเบีย ตามคำร้องขอที่ผ่านมาทางสถานฑูตไทยในเมืองริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งนับเป็นการส่งเสริมการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สากล และเป็นผลพวงของ soft power ที่ช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับครูมวยไทย โดยครูมวยแต่ละคนที่เดินทางไปต่างประเทศ จะได้รับค่าจ้างตั้งแต่ 80,000 ถึง 120,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และผลงานของครูมวยแต่ละคน