“ชัชชาติ” กี่ทีก็ “มีเฮ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/389668

“ชัชชาติ” กี่ทีก็ “มีเฮ”

วันที่ 21 กันยายน 2562 – 10:18 น.
ชัชชาติ,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,ผู้ว่า กทม,สนามกทม,พ่อเมืองกทม,เมืองหลวง,เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 94 ครั้ง

รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 21-22 ก.ย.62

แก่นแท้ของกลยุทธ์ คือการเลือกว่าอะไรไม่ควรทำ” นี่เป็นคำกล่าวของไมเคิล พอร์ตเตอร์ กูรูด้านกลยุทธ์ แต่ก็ยังเป็นข้อคิดที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ใช้อ้างเอ่ยราวกับเป็นคัมภีร์ชีวิต

และตอนนี้ดูเหมือนว่าอดีตรัฐมนตรี (ผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี) ผู้นี้ ได้เดินทางมาถึงจุดที่ต้องเลือกทำในสิ่งที่ควรทำอีกครั้งแล้ว กับข่าวการเตรียมลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ สังกัด กลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิม”

งานนี้วิเคราะห์กันฟุ้งว่าการที่ชัชชาติจะลงสมัครแบบอิสระ เพราะไปคุยกับเจ้าของพรรคที่ต่างประเทศแล้ว รู้ว่าหากสวมเสื้อพรรคเพื่อไทยอาจไม่ชนะ หรือว่านี่่เป็นเพียง “ยุทธศาสตร์” ในการสู้ศึกเพื่อให้พรรคอนาคตใหม่เลือกไม่ส่งผู้สมัครแข่ง เพื่อหันมาสนับสนุนเขา ไม่ให้ตัดคะแนนกันเอง

แต่ก็ยังมีข่าวว่าชัชชาติจะร่วมตั้งพรรคใหม่กับกรณ์ จาติกวณิช เบี้ยตัวใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์

ไม่ว่าความจริงจะเป็นยังไง แต่เมื่อข่าวเม้าท์ข่าวมอยกระเซ็นกระสายมากมายเวลานี้ ย่อมแปลว่าคนชื่อชัชชาติไม่เคยตกกระแสไปจากความสนใจของคนไทย ทำไมเป็นเช่นนั้น?

อย่างดีตราไก่

คนไทยเห็นหน้าชัชชาติแล้วแทบไม่ต้องสาธยายศักยภาพ แต่จะกล่าวถึงอีกสักครั้งก็ยังฟังได้

รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หรือ “ทริป” เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2509 พร้อมกับ รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ “ทัวร์” ที่เป็นพี่ฝาแฝด

และยังมีพี่สาวอีกคนคือ ดร.ปรีชญา สิทธิพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บิดา-มารดาคือ พล.ต.อ.เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กับจิตต์จรุง สิทธิพันธุ์ สกุลเดิม “กุลละวณิชย์”

ชัชชาติจบมัธยมจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จากนั้นจบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา (เกียรตินิยมอันดับ 1) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จบวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโครงสร้าง จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ และวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนมูลนิธิอานันทมหิดลประจำปี 2530

เรียนจบกลับมาอย่างหล่อ ดร.ชัชชาติ เข้าทำงานเป็นวิศวกรโครงสร้างในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ต่อมาในปี 2538 เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนขึ้นเป็นรองศาสตราจารย์ไปจนถึงผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายจัดการทรัพย์สิน ตั้งแต่ปี 2548-2555 นอกจากนั้นยังเคยดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง

จนที่สุดชื่อ “อาจารย์ทริป” ของนักศึกษาก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองยุคทักษิณ ไล่มาจนถึงรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เขาบอกว่าทำในนามนักวิชาการให้คำปรึกษาทางเทคนิคอยู่ที่กระทรวงคมนาคมมาหลายสมัย

สุดแข็งแกร่ง

เมื่อถึงวันที่นายกรัฐมนตรีชื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่ากันว่าชัชชาติคือคนที่นายกฯ หญิงยกหูต่อสายด้วยตนเองขอให้มาร่วมงานกันที่พรรคเพื่อไทย

งานแรกกับหญิงปู ดร.ทริป นั่งรมช.คมนาคม ช่วงเดือนมกราคม 2555 จากนั้นวันที่ 27 ตุลาคมปีเดียวกัน ก็ขยับขึ้นไปนั่งเจ้ากระทรวงเต็มตัว ได้รับมอบหมายงานหลายอย่าง

ภาพวันวาน

จนได้มาเป็นรัฐมนตรีที่คนไทยพูดถึงมากที่สุดจากบทบาทในการผลักดันเมกะโปรเจกท์ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม โครงการรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย

19 กันยายน 2556 ชัชชาติยืนเด่นเป็นสง่าในรัฐสภาต่อหน้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างไม่หวาดหวั่น ในการอภิปรายว่าสองล้านล้านบาทในโครงการนี้ “ได้มากกว่าเสีย”

แต่อย่างที่รู้ไฟท์นั้นชัชชาติไม่ได้ไปต่อ แถมต่อมารัฐบาลบาลปูยังพ่ายแพ้รัฐประหาร แต่ชัชชาติลงจากเวทีอย่างชนะใจคนไทยเข้าเต็มเปา และคำว่า “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” ก็ติดตัวเขามานับจากนั้น

และยังลามไปได้ใจคนรุ่นใหม่กับภาพลักษณ์ รัฐมนตรีติดดิน” ที่ลงพื้นที่ดูงานด้วยตนเอง นั่งวิน โบกรถเมล์ โหนรถสองแถว ต่อคิวขึ้นรถไฟ

เป็นภาพที่ถูกใจคนไทยว่านี่คือนักการเมืองที่เข้าถึงง่าย ใครไปสวนลุมฯ ตอนเช้าจะเจอเขามาออกกำลังกายแทบทุกวัน ร่วมกิจกรรมของคนรุ่นใหม่ไม่ได้ขาด ทั้งปั่นจักรยาน วิ่งมาราธอน ฯลฯ

ขวัญใจคนรุ่นใหม่

ลองนึกดูว่าจะมีรัฐมนตรีไทยคนไหนบ้างที่เข้าไปทำบุญที่วัด โดยสวมเสื้อแขนกุด หิ้วถุงอาหาร และเดินด้วยเท้าเปล่าจนมีผู้คนนำไปเป็น “มีม” มากมายหลายท่า อย่างชื่นชอบกันสุดๆ

ก่อนนี้เขาให้สัมภาษณ์เดอะสแตนดาร์ด บอกว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษ และยัง เปลี่ยนไปตามบริบท” ที่กลัวที่สุดคือกลัวคนผิดหวังในตัวเขา

จากแคนดิเดตนายกฯ

อย่างที่รู้ก่อนนี้บริบทรอบตัวชัชชาติ ทำให้เขาขึ้นชั้นถึงขนาดไปอยู่ในลิสต์แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ถามว่าแค่นี้เพียงพอหรือยังในคุณสมบัติผู้ว่าฯ กทม. หลายคนบอกว่า “เหลือเฟือ”

แต่ในทางหนึ่งตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ก็ยังมีความพิเศษ ไม่เพียงเชิงกายภาพที่สถานะของกรุงเทพฯ เป็นเขตปกครองพิเศษ มิได้นับเป็นจังหวัด แต่ในเชิงสังคมแล้วสนามกทม. ถือเป็นสนามวัดพลังทางการเมืองอย่างชัดเจน

ก็อย่าเพิ่งดูเบาว่าสนามกทม.จะเป็นขนมกรุบกรอบของคนชื่อชัชชาติ ที่ผ่านมาเคยมีปรากฏการณ์แปลกๆ ในการเลือกพ่อเมืองคนกรุงมาเยอะ ไม่งั้นหลายพรรคคงไม่ทั้งเลือกทั้งเฟ้นตัวแทน แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุดยังแว่วๆ ว่ามีทั้งอภิรักษ์ที่จะกลับมาลงสมัครคืนถิ่น และ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็ยังมีหยอดชื่อออกมาให้ได้ยินด้วย

แต่อย่าลืมว่าเอาเข้าจริงๆ สนามพ่อเมืองกทม. จะบอกว่าแล้วแต่ “อารมณ์” ของคนกรุง และข้อมูลข่าวสารในแต่ละช่วงเวลาก็ว่าได้

เช่นปี 2543 พรรคไทยรักไทยมาใหม่ ก็ชิมลางสนามท้องถิ่นก่อน โดยส่ง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ลงชิงชัย แต่ได้ “สมัคร สุนทรเวช” คนจากพรรคเก่าแก่มาแทน

ปี 2547 พรรคประชาธิปัตย์ทำสำเร็จกับ อภิรักษ์ โกษะโยธิน” จะว่าเพราะคนกรุง “เอาคืน” เสี่ยแม้ว ก็จะดูเบาชื่อชั้นของ “หล่อเล็ก” ไปหน่อย เพราะพอปี 2551 อดีตพ่อเมืองชื่อ “ต้อม” ก็กลับมานั่งเก้าอี้เสาชิงช้าอีกครั้ง

แต่ก็ต้องยอมรับว่าบรรดาผู้สมัครอิสระก็ไม่เคยตกไปจากความนิยมของคนกรุง เช่นปี 2528 สมัยของ “จำลอง ศรีเมือง” เขาก็มาในนามอิสระ “กลุ่มรวมพลัง” หรือปี 2539 “พิจิตต รัตตกุล” มาในนามอิสระ “กลุ่มมดงาน”

ขณะที่ผู้สมัครอิสระคนอื่นแม้จะสอบตกแต่คะแนนนิยมก็มากอยู่ เช่นปี 2551 “ป๋าชู” ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ได้คะแนนมาเป็นที่สาม รองจากอภิรักษ์ และ “ประภัสร์ จงสงวน” จากพรรคพลังประชาชน

ดังนั้นความท้าทายของชัชชาติคงไม่ได้อยู่ที่ฝีมืออย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่อารมณ์ของคนกรุงอีกด้วย

ข่าวลือ ความคาดหวัง

ข่าวสารรอบตัวชัชชาติ ข่าวหนึ่งที่สัมผัสได้ว่าคนไทยไม่ผิดหวัง คือวันนี้ชัดเจนแล้วว่าเขาจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระกลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิม

แต่กลับยังมีอีกข่าวที่อยู่ๆ ก็แพร่กระจายออกมาทำเอาแฟนคลับขมวดคิ้ว ว่าอดีตรัฐมนตรีสองขั้วการเมืองอย่าง ชัชชาติ และ “กรณ์ จาติกวณิช” จากพรรคประชาธิปัตย์ จับมือกันตั้งพรรคใหม่เพื่อประกาศท้าชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

ล่าสุดทั้งคู่ออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่เป็นความจริง เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์หลายคนก็อ่านเกมออกว่านี่คือ “ข่าวลวง” เพียงแต่เป็นเกมของฝ่ายไหน ยังน่าคิด

อย่างไรก็ดีหันมาที่ชัชชาติ ดูเหมือนว่าข่าวนี้ไม่ระคายเขาเท่าไหร่ แถมยังทำให้ภาพของความเป็น “อิสระจากพรรคการเมือง” ดู “สมจริง” มากขึ้นไปอีก

วันนี้กลุ่มของเขาจึงเดินหน้าเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของกลุ่มช่วงหาเสียง โดยกลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิมเป็นการรวมตัวของนักวิชาการ นักธุรกิจ และประชาชน

ประกาศว่าต้องการร่วมมือทำงานกับทุกภาคส่วนและทำงานอย่างอิสระจริงๆ ไม่มีพรรคอยู่เบื้องหลัง

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช

ไล่รายชื่อในกลุ่มยังมีตัวละครหลักที่อยู่เบื้องหลังคือ “ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช” หรือ “ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์” หรือ “ผู้กองมาร์ค” อดีตผู้สมัครส.ส.กรุงเทพฯพรรคเพื่อไทย

ตอนนี้หากถามว่าเราคาดหวังอะไรจากตัวชัชชาติ ก็คงเหมือนที่เราคาดหวังจากผู้นำทุกคนที่เลือกเข้าไปทำงาน

แต่ที่แตกต่างคือคนกรุงยังไม่เคยเห็น “ผู้ว่าฯ กทม.ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” บางทีหลายคนอาจมีกำลังอารมณ์อยากจะเห็นสิ่งนี้สักครั้ง

สัณหพจน์ สุขศรีเมือง เร่งพัฒนาเมืองคอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/389324

x

สัณหพจน์ สุขศรีเมือง เร่งพัฒนาเมืองคอน

วันที่ 19 กันยายน 2562 – 09:55 น.
สัณหพจน์ สุขศรีเมือง,ทรัพยากร,ท่องเที่ยว
เปิดอ่าน 35 ครั้ง

สัณหพจน์ สุขศรีเมือง เร่งพัฒนาเมืองคอน คอลัมน์… โชว์กึ๋น

“สัณหพจน์ สุขศรีเมือง”  แจ้งเกิดการเป็น ส.ส.นครศรีธรรมราช เขตสอง และปักธง พปชร.ได้ในจังหวัดนี้

ส.ส.คนนี้ล้ม “วิทยา แก้วภราดัย” จากค่าย ปชป. ที่ปักธงในเมืองคอนไว้หลายสมัย

“จะเสนอแผนการพัฒนา จ.นครศรีธรรมราช เขตลุ่มน้ำปากพนัง ที่เกือบ 3 ทศวรรษ แล้วที่ขาดการดูแล และเป็นพื้นที่ซบเซาด้านเศรษฐกิจ ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ สิ่งที่จะช่วยพัฒนาได้คือขอให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ตามนโยบายของรัฐบาล 12 ด้าน โดยการดึงนักท่องเที่ยวจากฝั่งอันดามัน คือ จ.กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต และฝั่งมาเลเซียที่มาไหว้พระธาตุมาเข้าเส้นเซาท์เทิร์นสาย 44 มาที่ อ.กาญจนดิษฐ์ อ.ดอนสัก อ.ขนอม อ.สิชล อ.ท่าศาลา

และอยากให้มีการสร้างสะพานจากท่าแพไปแหลมตะลุมพุก ซึ่งหลายคนรู้จักกันดีแต่ขาดการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว ลุ่มน้ำปากพนังมีทรัพยากรท่องเที่ยวมาก แต่ขาดการสนับสนุนเพราะหากดูแผนการท่องเที่ยวในนครศรีธรรมราชไม่เห็นมีการพัฒนาเกิดขึ้น จึงฝากให้รัฐบาลทำการส่งเสริมและสร้างสะพานข้ามมาพื้นที่ดังกล่าวด้วย”

เรียกผมว่าส.ส.(กำจัด)ขยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/389064

เรียกผมว่าส.ส.(กำจัด)ขยะ

วันที่ 17 กันยายน 2562 – 19:24 น.
สสขยะ,คนในข่าว,สสกำจัดขยะ
เปิดอ่าน 46 ครั้ง

ดร.หน่อย “ภูมิใจไทย” ปักธงผู้เเทนฯสมัยเเรก รณรงค์ให้อสม.เเละชาวบ้านเลิกใช้พาสติก

ดร.สฤษฎิ์ บุตรเนียร ส.ส.เขต 3 ปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย ที่เพิ่งปักธงผู้เเทนฯสมัยเเรกได้นั้น ดร.หน่อยบอกว่าเร่งสร้างผลงานในพื้นที่ในหลายวาระเเละยิ่งปัญหาพลาสติกที่ทำให้มาเรียมกับยามีล สองพะยูนน้อยที่เสียชีวิตเพราะกินถุงพลาสติกเข้าไปนั้นเรื่องนี้ต้องประชาสัมพันธ์เเละโปรโมทด้วยทฤษฎีต่อจุด

“ผมใช้ทฤษฎีต่อจุดคือ จุดเริ่มต้นที่เป็นจุดเเรกเเละต่อไปยังจุดอื่นๆต่อไป คือ เริ่มต้นที่คนๆหนึ่งเเละขยายไปยังคนอื่นๆ ตอนนี้ผมรณรงค์ในเขตของผมเรื่องการลดใช้พาสติก ปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่หลายประเทศเลิกใข้ถุงพาสติกตอนนี้ บ้านเราก็รณรรงค์เเบบจริงจัง

ผมรณรงค์ในเขตเลือกตั้งผมคือให้อสม.เเละชาวบ้านเลิกใช้พาสติก ผมนำถุงผ้า ขวดน้ำขนาด 600 ซีซี กระปุกออมสิน  ตะเกียบ ไปให้ชาวบ้านเเละขอเป็นค่าบริจาคให้ 4 สิ่งนี้รายละ 50 บาท เงิน 50 บาทที่รับบริจาคนั้นผมมอบให้หมู่บ้านเก็บไว้เป็นทุนพัฒนาท้องที่ ผมรณรงค์ทฤษฎีต่อจุดนี้กับอสม.เเละขาวบ้าน ตอนนี้เริ่มที่อสม.ต.บ่อทอง อ.กบินท์บุรี 400 คนเเละกำลังจะขยายไปยังหมู่บ้านอื่นๆ

ถุงผ้านั้นให้ใช้เเทนถุงพาสติก ขวดน้ำก็ไปบรรจุน้ำในจุดกรองน้ำต่างๆของหมู่บ้าน ตะเกียบก็ใช้เเล้วล้าง วันนี้ใช้ตะเกียบไม้ไผ่เยอะครั้งเดียวทิ้ง มันทำลายสิ่งเเวดล้อมไปเปล่าๆปลี้ๆ เเละกระปุกออมสินนั้น ให้ชาวบ้านออมเงินที่ต้องซื้อน้ำมาหยอด น้ำขนาด 600 ซีซีราคาเจ็ดบาท วันๆหนึ่ง คนเราดื่มน้ำมากกว่า 600 ซีซีอยู่เเล้ว ก็ให้ออมไว้ในออมสินวันละ1บาท ส่วนที่เหลือก็ออมไว้ใช้ด้านอื่น เงินออมวันละ1บาท เดือนละ 30บาทก็มาฝากรายเดือนกับกองทุนสัจจะเพื่อให้ชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นๆไปกู้ใช้ในสิ่งจำเป็น หรือหมู่บ้านนำไปใช้ในสิ่งจำเป็นตามมติของชาวบ้าน ตอนนี้มีสมาชิกเเล้ว 3,000 คน เดือนหนึ่งๆก็ 9 หมื่นบาท ปีหนึ่งๆก็เกือบหนึ่งล้านบาทเเล้วไม่รวมดอกเบี้ยนะ คิดดูสิ ชาวบ้านมีกองทุนของตัวเอง มันดีไหม ?

ทุกคนที่มาเป็นสมาชิกทฤษฎีต่อจุดที่จะสร้างสิ่งดีๆกับสังคม เราเริ่มจากลดพาสติก ลดขยะ เงินเหลือก็ไปใช้ด้านอื่นๆ ชุมชนมีส่วนร่วม ชาวบ้านเริ่มเรียกผมว่า ส.ส.(กำจัด)ขยะ ผมชอบนะเพราะผมเป็นผู้เเทนฯต้องชวนชาวบ้านทำสิ่งดีๆ มีการออมเงิน มีการทำประชาคมด้วยเงินของชุมชนนั้นๆว่าจะใช้อะไรให้เกิดประโยชน์กับชุมชน ขยะนั้นลดได้ก็ลด เพราะมันกว่าจะกำจัดได้ ขั้นตอนเเละเงินเยอะมากนะที่จะจัดการ”

มองจีนยุคใหม่ !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/388691

มองจีนยุคใหม่ !

วันที่ 16 กันยายน 2562 – 02:20 น.
เซี่ยงไฮ้,ผู่ตง,แยงซีเกียง,หวงผู่
เปิดอ่าน 118 ครั้ง

โดย – สุรัตน์ อัตตะ surat_a@nationgroup.com

  “ถ้าเรารู้เท่าทันจะเป็นโอกาสของเรา แต่ถ้าเรารู้ไม่เท่าทันจีนจะเป็นภัยคุกคาม” บทสรุป “รศ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล” อาจารย์พิเศษภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษากล่าวระหว่างการบรรยายในโครงการ“มองจีนยุคใหม่ ความท้าทายที่สื่อไทยควรรู้ปีที่ 2” จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สถานทูตจีนประจำประเทศไทยและสำนักข่าวซีอาร์ไอ กรุงเทพฯ วันก่อน

หอไข่มุกสัญลักษณ์ของมหานครเซี่ยงไฮ้

จะเห็นได้ว่าการพัฒนาของประเทศจีนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น มีความก้าวหน้ารวดเร็วมากจนทำให้หลายประเทศพัฒนาแล้วในยุโรปและอเมริกาต้องหันกลับมามอง

จีนวันนี้มีทุกสิ่งที่ประเทศพัฒนาแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้จีนเติบโตได้อย่างรวดเร็วก็เพราะว่ามีการวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มุ่งเน้นการพัฒนางานวิจัยเป็นสิ่งสำคัญ ทำกันเป็นขบวนการเป็นองคาพยพทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องจัดสรรงบประมาณส่วนที่เป็นกำไร 10% มาใช้ในกระบวนการอาร์แอนด์ดีขององค์กรหรือหน่วยงานนั้นๆ

 ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

จีนวันนี้และในอนาคตจะเป็นอย่างไร ฟังมุมมองจาก “ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร” อดีตอัครราชทูต ฝ่ายการพาณิชย์ ณ กรุงปักกิ่งและกงสุล ฝ่ายการพาณิชย์ ณ นครเซี่ยงไฮ้  ปัจจุบันรั้งตำแหน่งรองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีนมาถ่ายทอดเรื่องราวของประเทศจีนในอดีต ปัจจุบันและอนาคตแก่คณะสื่อมวลชนไทยระหว่างการศึกษาดูงานสองเมืองใหญ่ “หางโจว-เซี่ยงไฮ้”  สาธารณรัฐประชาชนจีนในโครงการ“มองจีนยุคใหม่ ความท้าทายที่สื่อไทยควรรู้ปีที่ 2” ระหว่างวันที่ 4-7 กันยายน ที่ผ่านมา

ดร.ไพจิตร กล่าวว่า หากย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว สิ่งแรก ๆ ที่มองเห็นในจีนก็คือขบวนจักรยานจำนวนมากวิ่งอยู่บนท้องถนนและสินค้าก๊อปปี้เกรดเอทั้งหลาย ซึ่งเป็นเป้าหมายของนักช็อปจากทั่วโลก แต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้กลับมีน้อยมากและค่อยๆ หายไป เนื่องจากรัฐบาลจีนเอาจริงเอาจังอย่างมากในเรื่องนี้และกำลังเปลี่ยนเข้าสู่โหมดเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    “ถ้าคุณไม่คุ้มครองเครื่องหมายการค้าของต่างประเทศ อนาคตคุณอาจมีปัญหา วันนี้ธุรกิจจีนกำลังออกไปสู่โลก จีนมีนโยบายบุกโลกมาเป็น 10 ปีแล้ว ตั้งแต่รัฐวิสาหกิจไปจนถึงบริษัทเอกชน วันนี้เราเห็นการสร้างแบรนด์ของจีนเอง ตอนนี้สินค้าจีนหลายๆ ตัวเป็นสินค้าชั้นนำของโลกไปแล้ว”

ดร.ไพจิตร ย้ำว่าจีนให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมากถึงขนาดตั้งสำนักงานศาลคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นองค์การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ กรุงปักกิ่ง ที่พยายามทำคดีพิเศษใหญ่ๆ เพื่อให้ชาวโลกรู้ว่าจีนให้ความสำคัญในเรื่องนี้

“คำถามที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือจีนทำไมเก่งมากวันนี้ เชื่อว่าไม่ใช่ผมคนเดียวที่สงสัย คงมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่สงสัยเหมือนกัน ผมอยู่เมืองจีนมา13 ปี เริ่มจากมาอยู่เซี่ยงไฮ้ 4 ปี ย้ายมาปักกิ่งตอนหลังกลับไปลาออกจากราชการแล้วมาประจำเซี่ยงไฮ้อีก  แต่กลับมาครั้งนี้รู้สึกแปลกใจมากกับความเปลี่ยนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเซี่ยงไฮ้”

สภาพการจราจรใจกลางมหานครเซี่ยงไฮ้

ดร.ไพจิตร ยอมรับว่าก่อนที่จะมาอยู่เมืองจีนต้องบอกว่าจีนวิ่งไล่ตามสหรัฐอเมริกาไม่ทันเหตุผลหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ 5 ปีหลังจีนรุกคืบมากไม่ใช่เฉพาะภาคประชาชนแต่ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ บริษัทเอกชนเขาจะเดินไปพร้อมกันเป็นองคาพยพ มีการแก้ปัญหาในเชิงรุกมากขึ้น  เมื่อเกิดปัญหาอะไรก็ตาม ไปสแกนข้อมูลหมดแล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

“สมัยก่อนฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เต็มไปหมดทั้งปักกิ่ง ชาวเมืองร้องรัฐให้ย้ายเมืองหลวง แต่ประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) ไม่ยอม เพราะปักกิ่งเป็นสัญลักษณ์ รัฐบาลก็เลยเร่งแก้ปัญหาย้ายอย่างอีื่นออกไปแทน เช่น ย้ายโรงงานอุตสาหกรรมออกไป ย้ายสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดมลพิษออกไป ถ้าท่านไปปักกิ่งวันนี้จะไม่เห็นสิ่งเดิม ๆ วันนี้ปักกิ่งกลายเป็นเมืองที่มีอากาศบริสุทธิ์เมืองหนึ่งของโลกไปแล้ว”

เลขาธิการสภาหอการค้าไทยในจีนยังฉายภาพมหานครเซี่ยงไฮ้ว่าเป็นเมืองที่เติบโตรวดเร็วมากที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง เพราะจีนต้องการให้เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองต้นแบบของจีนและของโลกในทุกๆ ด้าน ทำให้รัฐบาลมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ เมื่อก่อนฝั่งผู่ตง ฝั่งตะวันออกของเซี่ยงไอ้มีสภาพเป็นทุ่งนาและที่เป็นที่เก็บโกดังเก่า แต่วันนี้มีตึกระฟ้าเต็มไปหมด มีความเจริญเติบโตของเมืองแซงหน้าฝั่งผู่ซีหรือย่านเมืองเก่าไปแล้ว

ห้างฯซูเปอร์ แบรนด์ มอลล์ ของเครือซีพี

     “เซี่ยงไฮ้จะเปลี่ยนเล็กทุก 1 ปี เปลี่ยนใหญ่ทุก 3 ปี ถ้าคุณมาเซี่ยงไฮ้ทุกปีคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงทุกปีเช่นกัน ฉะนั้นพวกเราจะต้องแวะเวียนมาบ่อยๆ จะได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” ดร.ไพจิตร กล่าวเชิญชวน

ดร.ไพจิตร เล่าต่อว่า สะพานข้ามแม่น้ำหวงผู่จากผู่ซีไปฝั่งผู่ตง ซึ่งเป็นสะพานแรกสร้างเมื่อ 30 ปีที่แล้วเป็นสะพานที่ชาวเซี่ยงไฮ้ภูมิใจ เช่นเดียวปักกิ่งที่วันนี้กำลังมีถนนวงแหวนรอบที่ 7 มีความยาวประมาณ 1,000 กิโลเมตร เทียบกับเมืองไทยจากกรุงเทพฯ ไปสงขลา โดยมีการออกแบบเชื่อมกับเมืองต่างๆ รอบกรุงปักกิ่ง จากเมืองเทียนจินข้ามไปยังเหอเป่ย ผ่านกรุงปักกิ่งไปสนามบินต้าฉี ซึ่งเป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่จะเริ่มทดลองเปิดให้บริการในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพื่อเตรียมรับโอลิมปิกฤดูหนาวที่จีนเป็นเจ้าภาพในปี 2022

“เซี่ยงไฮ้เมืองเล็กๆ ของจีน แต่เศรษฐกิจดีกว่าไทยทั้งประเทศ ช่วง 30 ปีที่ผ่านจีนได้สะสมเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมไว้มาก ไม่ใช่เพราะเขารวย แต่เขาเก็บข้อมูลดาต้าไว้หมด บ้านเราอยากสร้างตึก 30 ชั้นไปหาผู้รับเหมาต่างจังหวัดไม่ได้เลย แต่จีนคุณไปเมืองไหนๆ สร้างตึก 50 ชั้นบริษัทรับเหมาท้องถิ่นเป็นเรื่องปกติ นี่คือทรานสเฟอร์ ความรู้เรื่องโนว์ฮาว”

ในเรื่องรถไฟความเร็วเร็วสูง ดร.ไพจิตร บอกว่าเป็นอีกเทคโนโลยีที่จีนเดินหน้าเร็วมาก  แม้ช่วงแรกจะเป็นการใช้เทคโนโลยีของคนอื่นแต่พอเขาได้เรียนรู้ทุกขั้นตอนแล้วก็เริ่มกำหนดมาตรฐานของจีนเอง จึงทำให้การพัฒนารถไฟฟ้าของจีนมีความก้าวหน้ารวดเร็ว ล่าสุดกำลังเตรียมออกรถไฟความเร็วสูงที่มีความเร็วสูงสุดที่ 620 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อไปการเดินทางจากจากเซี่ยงไฮ้ไปปักกิ่ง ซึ่งการเดินทางโดยรถไฟความเร็ววันนี้ใช้เวลา 5 ชั่วโมงจะเหลือเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น

     “รถไฟเขาก็ก๊อปคนอื่นเหมือนกัน แต่เขาก๊อปฉลาดพอก๊อปเสร็จปุ๊บเขาก็เริ่มกำหนดมาตรฐานตัวเอง รู้เลยว่าจีนเตรียมความพร้อมขายเทคโนโลยีตัวเองไปสู่ต่างประเทศ จีนเริ่มทำรถไฟความเร็วสูงมาประมาณ 10 ปีเศษ เขาทำ 10 ปีเท่ากับทั้งโลกทำมา 40 ปีและเส้นทางที่ทำยาวกว่าที่โลกทำมา 40 ปีเช่นกัน”

ดร.ไพจิตร เล่าต่อว่าหลังประสบความสำเร็จบนดินก็ลงไปสู่ใต้น้ำ เมื่อปีที่แล้ารัฐบาลจีนประกาศจะสร้างอุโมงค์รถไฟความเร็วสูงใต้น้ำข้ามระหว่างมณฑลซานตงไปยังมณฑลเหลียวหนิง ซึ่งอยู่ทางเหนือของประเทศจีน เนื่องจากปัจจุบันต้องใช้เส้นทางเรือใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงหรือทางบกต้องอ้อมไปทางปักกิ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6-7 ชั่วโมง แต่หากใช้รถไฟความเร็วสูงวิ่งลอดอุโมงค์ใต้น้ำก็จะใช้เวลาประมาณ 40 นาทีเท่านั้น

“ซานตงมณฑลเดียวมีประชากร 100 ล้านคนข้างบนมีมณฑลเหลียวหนิง เวลาเราจะเดินทางต้องอ้อมไปปักกิ่ง แต่ก็มีเส้นทางเรือวิ่งใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง ก็สร้างอุโมงใต้ทะเลรถไฟผ่านใช้เวลาประมาณ 40 นาที นี่คือความเอาจริงเอาจังของจีน”

 แม่น้ำหวงผู่มองจากฝั่งผู่ตง

ยามโพล้เพล้ในมหานครเซี่ยงไฮ้

คณะสื่อมวลชนไทยดูงานในมหานครเซี่ยงไฮ้

เลขาธิการสภาหอการค้าไทยในจีนย้ำด้วยว่าวันนี้จีนกำลังเปลี่ยนบริบทของการวิ่งใหม่ จากเดิมที่วิ่งบนสนามแข่งขันที่ชาติตะวันตกเป็นผู้กำหนด แต่วันนี้จีนปรับรูปแบบการวิ่งในสไตล์ของตัวเองและเปลี่ยนสนามวิ่งให้มาอยู่ในรูปแบบของตัวเอง  อาร์แอนด์ดีจะหายไปจะเปลี่ยนเป็นอาร์แอนด์ไอแทน หรือ รีเสิร์ชอินโนเวชั่น จากเดิมเราจะเห็น 4 จี 4 เค ต่อไปก็จะเห็น 5 จี 6 จี และ 8 เค ที่มีความละเอียดมาก ซึ่งเตรียมนำไปใช้ในการแข่งกีฬาโอลิมปิดฤดูหนาวที่ปักกิ่งในปี 2022 และโอลิมปิกฤดูร้อนที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพในปีหน้าด้วย

กล่าวสำหรับจีนการที่เดินมาถึงวันนี้ถือเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น  แต่เป้าหมายสำคัญคือการก้าวไปสู่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือ “สมาร์ทเนชั่น”  เพื่อฉลองครบ 100 ปีของการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปีค.ศ.2049 หรืออีก 30 ปีข้างหน้านั่นเอง

“โค้ชเอก” คนมันต้องโต?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/388449

“โค้ชเอก” คนมันต้องโต?

วันที่ 14 กันยายน 2562 – 08:51 น.
โค้ชเอก,13 หมูป่า,นางนอน,ถ้ำหลวง,บริษัทถ้ำหลวง,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,คนในข่าว
เปิดอ่าน 82 ครั้ง

คมลัมน์ “คนในข่าว” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14-15 ก.ย. 62

*****************************

ไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไรกับชะตากรรม 13 หมูป่า ที่เหมือนจะลงท้ายอย่างสวยงาม ตรงที่เรื่องราวของพวกเขาได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์พันหมื่นล้าน จะได้ทำเป็นซีรีส์

แต่ตลอดมาพวกเขาทั้งหมดเจอแต่เสียงถล่ม รุมกระหน่ำ เหมือนกับหนังคนละม้วน เพราะโลกนอกแผ่นฟิล์ม มีแต่ดราม่าท่วงทำนอง “ติดถ้ำแล้วได้ดี”

ที่จริงดราม่านี้พอจะเงียบหายไปบ้างแล้ว แต่พอตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง “The Cave” นางนอน ถูกปล่อยทางโลกออนไลน์และสื่อทั่วไป และมีกำหนดเข้าฉายวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ กระแสก็หวนมาอีกรอบ ราวกับน้ำไหลบ่าเข้าถ้ำจนทั้ง 13 ชีวิตต้องกลับเข้าไปติดใหม่ ไม่เคยได้ออกจากถ้ำจริงๆ สักที

โดยเฉพาะประเด็นการรับเงินจากการสร้างหนังกันอู้ฟู่ งานนี้ทำเอา “โค้ชเอก” หรือ เอกพล จันทะวงษ์” ต้องลุกขึ้นมาสวนกลับทางเฟซบุ๊ก

คนไทยอ่านโพสต์ของโค้ชผู้มีบุคลิกดูพูดน้อยแล้ว อดคิดไม่ได้ว่า คนเราถ้าถึงขนาดต้องหลุดพูดออกมาเป็นภาษาถิ่น นั่นก็แปลว่าเรื่องมันคงไม่ไหวจริงๆ แล้ว

บ่ะฮู้ดีไปมาว่าเตอะครับ ถ้าได้เงินได้ทองแต๊ป่านี้สบายไปแล้ว ตึงวันนี้ข้าวปอจะบ่ะมีกินละ ยังมาว่าได้เงินได้ทองอยู่เนาะ ชีวิตหนอชีวิต”

แต่เส้นทางของเขาหลังออกจากถ้ำ จะว่าไปมันก็มีความเปลี่ยนแปลง เติบโต ขยับขยาย จนทำเอากองเชียร์พลอยยินดีไปด้วยเหมือนกัน

ชีวิตโค้ชเอก

อย่างที่รู้กัน ในปฏิบัติการตามหานักฟุตบอลเยาวชนและโค้ช ทั้ง 13 ชีวิต ที่ถ้ำหลวงช่วงปี 2561 ได้เกิดฮีโร่ขึ้นมากมาย หนึ่งในนั้นคือโค้ชเอกผู้ซึ่งสอนและดูแลเด็กๆ ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ภายในถ้ำได้ถึง 10 วัน

ตอนนั้นโค้ชเอก วัย 25 ปี แม้ไม่มากแต่ก็โตพอจน โค้ชนพ” นพรัตน์ กันทะวงศ์ หัวหน้าโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี ถึงกับยืนยันว่าโค้ชเอกจะต้องสามารถดูแลเด็กๆ ได้ เขาพูดแบบนี้ตั้งแต่วันแรกๆ ของการหายตัวของทั้ง 13 ชีวิต

โค้ชเอกเข้ามาอยู่กับทีมหมูป่า ช่วงปี 2556-2557 ได้รับการชักชวนจากโค้ชนพให้มาช่วยดูแลเด็กในทีมหลังจากเพิ่งตั้งทีมหมูป่าขึ้นมา โดยหลังจากเห็นเขามาออกกำลังกาย มาเล่นฟุตบอลที่สนามกีฬากลาง อ.แม่สาย อยู่เป็นประจำ โดยดูแลทีมหมูป่ารุ่นเล็กสุดคือรุ่นอายุ 11-13 ปี

หากชีวิตด้านหนึ่งของโค้ชเอก หลายคนคงยังไม่ลืมว่า โค้ชเอกเป็นชาวพม่า เชื้อสายไทยใหญ่ เขาเดินทางเข้าออกประเทศไทยด้วยพาสปอร์ต กำพร้าพ่อแม่มาตั้งแต่จำความไม่ได้

ต่อมาได้ไปบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่ลำพูน 8 ปี และเรียนทางธรรมไปด้วยจนจบนักธรรมเอก และเคยอยู่ที่วัดพระธาตุดอยเวา อ.แม่สาย จ.เชียงราย

กระทั่งสึกออกมาแล้วมีโอกาสทำหน้าที่เป็นโค้ชทีมหมูป่า เวลานั้นเขาก็ผ่านการอบรมในหลักสูตร ที ไลเซนส์ แล้ว

ช่วงเวลาที่โค้ชเอกอยู่กับน้องหมูป่าทีมนี้ นอกจากจะฝึกสอนเรื่องฟุตบอลทั่วไปแล้ว โค้ชเอกยังได้มีการจัดกิจกรรมสำหรับทีมหมูป่าเสมอ เพื่อให้มีความอดทนและแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา

โดยกิจกรรมที่โค้ชเอกและเด็กๆ ทำร่วมกันบ่อยครั้ง คือ การปั่นจักรยาน ทั้งระยะสั้น ระยะไกล หรือทางที่ชันลำบากต่างๆ เพื่อฝึกให้น้องๆ ในทีมแข็งแรงและอดทน

จนกระทั่งพวกเขาทั้งหมดได้พิสูจน์ความแกร่งแบบไม่ได้ตั้งใจในการเข้าไปติดในถ้ำหลวงครั้งนั้น

ประธานบริษัทถ้ำหลวง

หลังออกจากถ้ำมาได้ปลอดภัยทั้ง 13 ชีวิต คนไทยส่วนใหญ่ยังคงตื่นเต้น ตื้นตัน และติดตามเรื่องราวของ 13 หมูป่าชนิดไม่ออกห่าง แต่ในช่วงนั้น กระแสดราม่าในทางลบต่อโค้ชและเด็กๆ ก็เริ่มกระจายมากขึ้น

และยิ่งหนักข้อเข้าไปอีกเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คนไทยได้ยินข่าว การตั้ง บริษัท 13 ถ้ำหลวง จำกัด ขึ้นมาเพื่อดูแลผลประโยชน์ให้แก่สมาชิกทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมี่ 12 คน และโค้ช

ส่วนประธานบริษัทนี้ ก็ไม่ใช่ใครอื่น คือ เอกพล จันทะวงษ์ หรือโค้ชเอก ส่วนผู้ปกครอง 4 คนรับหน้าที่เป็นคณะกรรมการ ขณะเดียวกัน น้องๆ นักฟุตบอลอีก 12 คน เป็นผู้ถือหุ้น

ที่พิเศษเข้าไปอีกคือ งานนี้ได้มีชื่ออดีตนางสาวไทย บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และนักร้องเพลงลูกทุ่งสายเซ็กซี่ แคนดี้ รากแก่น เป็นผู้จัดการของบริษัทอีกด้วย

ไม่ใช่แค่นั้น รัฐบาลยังมอบหมายให้ตัวแทน 3 คน ให้เป็นกรรมการของบริษัทนี้

เหตุที่ต้องตั้งบริษัทเพราะเมื่อหมูป่าทั้ง 13 คนมีชื่อเสียงและต้องออกงานบ่อยขึ้น พวกเขาเสียเวลาและโอกาสในการเรียน การฝึกซ้อมเตะบอล แถมหลายครั้งยังไม่มีค่าเหนื่อย บริษัทเลยต้องเกิดขึ้นเพื่อการนี้

หารู้ไม่ว่าสิ่งนี่ได้ทำให้กระแสสังคมไทยยิ่งออกเสียงไม่เอาด้วยมากกว่าเดิม

แต่แน่นอน ช่วงนั้นบริษัทนี้ก็ได้ทำหน้าที่ในการร่วมประชุมกับ คณะกรรมการสื่อสร้างสรรค์ ในเรื่องที่ี่บริษัท SK GLOBAL ENTERTAINMENT ของสหรัฐอเมริกา จะได้รับลิขสิทธิ์จัดการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลเรื่องราวของเด็กๆ เกี่ยวกับถ้ำหลวงตลอดชีวิตแต่เพียงผู้เดียว โดยเด็กทุกคนและโค้ชเอกจะได้ค่าตอบแทนตามสัญญาอย่างน้อยคนละ ล้านบาท

ทั้งนี้ยังเตรียมจัดทำเป็นซีรีส์ ออกทาง Netflix ที่มีผู้ชมจากทั่วโลกหลายล้านคนอีกด้วย

สวัสดีหมาป่า

ยังไม่ทันสิ้นเดือนมีนาคม ปรากฏว่าปลายๆ เดือน โค้ชเอกทำเอาหลายคนถึงกับงงไปตามๆ กัน เพราะเขาได้โพสต์เฟซบุ๊ก ขอลาออกจากทีมหมูป่าอะคาเดมี่

โดยแจงว่าช่วงหลังเขาไม่ค่อยมีเวลาดูแลช่วยเหลือทีมได้เต็มที่ ทำให้ไม่มีผลงานอะไร ทั้งยังระบุว่า ตนนั้นมีแต่จะทำให้ชื่อทีมเสียหาย และบางทีอาจทำอะไรไปโดยพลการ อาจเกิดความเสียหายกับทีม เขาเลยตัดสินใจรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างด้วยการลาออกจากทีมหมูป่า

“ขอทุกท่านโปรดเข้าใจผมด้วยครับ มาถึงตอนนี้ มันถึงเวลาแล้วครับที่ผมจะต้องเดินตามทางเดินความฝันของผมแล้วครับ ทางที่ผมเป็นคนเลือกเอง หวังว่าถ้าได้มีโอกาสคงได้ร่วมงานกันอีกครั้งนะครับ ขอขอบคุณทุกๆ ท่านครับ สวัสดีครับ บ้านหมาป่าเดียวดาย”

วันนั้นเองเขายังได้อัพเดทภาพปกเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นชื่อทีมฟุตบอลใหม่ที่มีรูปหมาป่าและชื่อทีมว่า Eakapol Academy คนไทยเลยถึงบางอ้อว่า เจ้าตัวได้ตั้งทีมขึ้นมาใหม่ โดยออกตัวว่ายังเป็นทีมที่สร้างขึ้นและยังเป็นเพียงทีมเล็กที่กำลังจะสานฝันให้ยิ่งใหญ่ต่อไป

ชาวเน็ตที่ติดตามเขาเข้ามาชื่นชมให้กำลังใจ แต่ชาวเน็ตที่ไม่เอาด้วยก็ยังคงวิพากษ์วิจารณ์ตามสมควร เกิดเป็นดราม่าว่ามีความขัดแย้งกันในสโมสรหมูป่าเนื่องจากคิวงานในฐานะประธานบริษัทถ้ำหลวงของโค้ชเอกแน่นกว่างานสโมสร

ก่อนหน้านั้น ตัวแทนสโมสรหมูป่าทีนทอล์คอะคาเดมี่ ก็เคยออกมาโพสต์เฟซบุ๊กว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท 13 ถ้ำหลวง อีกทั้งไม่เคยคิดรับผลประโยชน์จากเด็กๆ ทั้งสิ้น โดยมุ่งแต่เรื่องกีฬาการแข่งขันฟุตบอลให้แก่เด็กๆ ในทีมเท่านั้น

แต่ทั้งโค้ชเอกและผู้จัดการทีมหมูป่า หรือ กิตติพงษ์ อินต๊ะใจ รองประธานและผู้จัดการสโมสร ได้ปฏิเสธเรื่องนี้ไปแล้ว

ได้เวลานางนอน

เดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ อย่างที่บอกว่า ภาพยนตร์ นางนอน หรือ The Cave จะลงจอ แต่รายนี้ไม่เกี่ยวกับค่าย SK GLOBAL ENTERTAINMENT ที่ผลิตหนังป้อนเน็ตฟลิกซ์

แต่ The Cave นั้น เป็นภาพยนตร์ของบริษัท  เดอ วอร์เรนท์ พิคเจอร์ ที่ “ทอม วอลเลอร์” ผู้กำกับลูกครึ่งไทย-ไอริช เจ้าของผลงาน เพชฌฆาตศพไม่เงียบ และ The Last Executioner  ได้ชิงเปิดตัวหนัง “นางนอน (The Cave)” ไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 แล้ว

ล่าสุด “นางนอน” จะเดินทางไปฉายเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์ลอนดอน หรือ BFI London Film Festival 2019 ประเทศอังกฤษ ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ ก่อนจะมีกำหนดเปิดตัวฉายอย่างเป็นทางการ 28 พฤศจิกายนนี้

เรื่องนี้มีนักดำน้ำ และเจ้าหน้าที่กู้ภัยตัวจริงร่วมแสดงด้วยหลายคน ทั้งชาวไทย, จีน และชาติต่างๆ พร้อมด้วยทีมนักแสดงอย่าง นิรุตติ์ ศิริจรรยา, “ปอย” ตรีชฎา เพชรรัตน์, ธนาวุฒิ เกสโร, ไมเคิล เชาวนาศัย, “แม็กกี้” อาภา ภาวิไล, จำปา แสนพรม และ “เบสต์” เอกวัฒน์ นิรัตน์วรปัญญา ในบทของโค้ช

ช่วงเดือนมีนาคมต้นปีที่ผ่านมา นางนอนเผยโฉมโปสเตอร์แรกออกมา เรียกน้ำย่อยกองด่าถล่มไปแล้ว 1 รอบ พอล่าสุดนางนอนเผยตัวอย่างให้ชม คนไทยก็ถล่มซ้ำกระจายเรื่องเงินๆ ทองๆ

แต่บอกไว้อีกทีเผื่อลืม งานนี้เป็นการเน้นนำเสนอภารกิจของทีมกู้ภัยนานาชาติที่ประสานความร่วมมือเพื่อค้นหาและช่วยชีวิต 13 หมูป่า โดยผ่านการปรึกษากับกระทรวงวัฒนธรรมแล้วพบว่าไม่อยู่ในข่ายที่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เรื่องราวชีวิตให้แก่ 13 หมูป่า เนื่องจากไม่ได้นำเสนอจากมุมมองของ 12 นักเตะเยาวชน และผู้ช่วยโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี่แม่สาย

งานนี้จะไม่ให้โค้ชเอกน้อยใจออกมาโพสต์อู้กำเมืองได้จะไดกา แต่ถ้าจะพูดเรื่องมีกินไม่มีกิน อันนี้ขอดูอีกทีแล้วกัน (ฮา)

***************************

ภาพจากเฟซบุ๊ก เอกพล จันทะวงษ์

 

อยู่อย่างเสือ “สนธิ” ยังสู้ไหว?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/387213

อยู่อย่างเสือ “สนธิ” ยังสู้ไหว?

วันที่ 7 กันยายน 2562 – 08:52 น.
สนธิ ลิ้มทองกุล,คนในข่าว,รายงานพิเศษ,สนธิ,สนธิออกจากคุก
เปิดอ่าน 7,870 ครั้ง

คอลัมน์ “คนในข่าว” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 7-8 ก.ย. 62

************************

คงไม่เกินไป ถ้าจะพูดว่า หากคนคนหนึ่งจะทำอะไรได้สักอย่างสองอย่างในชีวิต ก็นับว่าใช้ได้แล้ว แต่ชายวัย 70 อย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล” ก็คงเป็น “โคตรคน” ที่ทำมานับไม่ถ้วน

วันนี้เส้นทางของเขาแม้จะเข้าสู่ “วัยชรา” อันมีผลให้เจ้าตัวได้อิสรภาพ เพราะมีคุณสมบัติครบตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ พ.ศ. 2562 จึงได้รับการปล่อยตัว

แต่เรื่องราวของเขาก็ยังมีมุมให้ติดตามเรื่อยๆ โดยเฉพาะเราอดคิดไม่ได้ว่า คนอย่างสนธิ จะกลับมาเกี่ยวข้องทางการเมืองในทางใดทางหนึ่งอีกหรือไม่

เพราะนี่คือภาพจำ ในส่วนเสี้ยวที่มากสุดของชีวิตชายคนนี้ที่เราคนไทยเห็นมาตลอด

เจ้าพ่อสื่อ

“สนธิ ลิ้มทองกุล” หรือชื่อเดิมว่า ตั๊บ แซ่ลิ้ม แน่นอนภาพติดตาคนไทยเขาเป็น “เจ้าพ่อสื่อค่ายผู้จัดการ” ย่านพระอาทิตย์ หลังเรียนจบกลับมาจากอเมริกาในปี 2517 สนธิไปเจอ ณรงค์ เกตุทัต (บุตรชายของ รมช.คลัง ในรัฐบาล สัญญา ธรรมศักดิ์ ขณะนั้น) ชวนให้ไปเป็นผู้จัดการการเลือกตั้งให้คนในสังกัด ตอนเลือกตั้งทั่วไปปี 2518

ช่วงนั้นเองที่สนธิได้เข้าไปเป็น บก.บห. หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย เพราะ ณรงค์ เกตุทัต ก็เป็นเจ้าของอยู่สื่อด้วย แต่จะด้วยเหตุใดมิอาจทราบ สนธิทำอยู่ไม่ถึงปีก็ลาออก แล้วมาร่วมกับ พอล สิทธิอำนวย” ตั้งบริษัท Advance Media ในเครือพีเอสเอกรุ๊ป ทำหนังสือ ดิฉัน” แต่ไปต่อไม่ไหว เลยขายกิจการให้แก่ ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา

ราวปี 2526 สนธิตั้งบริษัท ตะวันออกแมกกาซีน ทำหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายเดือน และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์

หลังจากนั้น คนไทยก็ได้เห็นความสำเร็จอย่างรุ่งโรจน์ของสื่อในมือสนธิ และก็ได้เห็นความผุกร่อนในเวลาต่อมา เมื่อราวปี 2543 ศาลให้สนธิ เป็นบุคคลล้มละลาย

จนปี 2546 เขาเลยส่งมอบการบริหารธุรกิจในเครือผู้จัดการให้แก่ จิตตนาถ ลิ้มทองกุล บุตรชาย

คั่วการเมือง

แน่นอนเมื่อผ่านความเป็นเจ้าพ่อสื่อที่บริหารองค์กรแบบ “ไปสุดขั้ว” ทั้งขาขึ้นและขาล่อง พอหันมาทางการเมือง เราก็ได้เห็นว่าสนธิก็ได้ใช้บทบาทความเป็นสื่อได้อย่างเต็มแม็กเหมือนกัน

ช่วงหนึ่งสนธิทำสื่อแบบกล้าชนไม่กลัวตาย เคยลุยทำข่าวช่วง 6 ตุลา 19 ปลอมตัวเป็นสื่อดาวสยามเข้าไปเก็บภาพในธรรมศาสตร์ หรือเคยออกแท็บลอยด์ 3 วัน แฉเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” 2535 จนต้องหนีตายไปต่างประเทศ

ราวปี 2544 ได้ทำรายการโทรทัศน์ เมืองไทยรายวัน” ทางช่อง 9 ในยุคที่ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ผอ.อสมท พอดี

ภายหลังรายการประสบปัญหาค้างชำระกับทางช่อง จึงถูกถอดออก พอปี 2546 ย้ายไปวันศุกร์ กลายเป็น เมืองไทยรายสัปดาห์” แต่ไปๆ มาๆ เนื้อหารายการกลับพลิกไปเป็นหนังคนละม้วน พอปี 2548 รายการเลยถูกระงับออนแอร์ และถูกฟ้องร้องโดยเสี่ยแม้ว ทั้งแพ่งและคดีอาญา ข้อหาหมิ่นประมาท

สนธิจึงออกมานอกสตูฯ กลายเป็น เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” จัดเวทีนอกสถานที่ มีเนื้อหาโจมตีรัฐบาลทักษิณโดยเฉพาะ ทั้งยังตั้งตนเป็น ยามเฝ้าแผ่นดิน”

ปรากฏการณ์สนธิ

ด้วยลีลาของคน “จัดแรง จัดจริง” และทุนเดิมที่มีแฟนคลับมหาศาลติดตามมาแต่ต้น ผสานด้วยบุคลิก และความน่าเชื่อถือของคนที่เรียนและรู้ประวัติศาสตร์มาอย่างแน่น ช่วงนั้นคนไทยจะเรียกว่าเป็น สนธิฟีเวอร์” ก็ว่าได้

ที่สุดก็ก่อตัวเป็น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” หรือกลุ่มคนเสื้อเหลือง และยังได้หลายองค์กรทั่วประเทศมาร่วมเฮด้วย หลังตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิงส์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549

การชุมนุมต่อเนื่องมาอย่างร้อนแรงจน นำมาสู่ เหตุการณ์สำคัญในวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ส่งผลให้รัฐบาลไทยรักไทยปิดฉากลง

แต่อย่างที่รู้ แม้ว่าจะมาถึงเป้าหมายแล้ว แต่ภารกิจของเขาไม่เคยจบ เมื่อเครือข่ายทางการเมืองของทักษิณกลับมาในพรรคชื่อใหม่ สนธิและผองเพื่อนก็ยังคงเดินหน้าตามพันธกิจเดิม

จนกระทั่ง 17 เมษายน 2552 ตีห้ากว่าๆ สนธิถูกรุมยิงตอนนั่งรถไปทำงาน กระสุนถูกบริเวณคิ้ว, หน้าอกและแขน รักษาตัวกันพักใหญ่

เฉียดตายรอดมาได้ คราวนี้สนธิได้รับการเลือกตั้งจากสมาชิกพรรคเป็นหัวหน้า พรรคการเมืองใหม่” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2552 แต่ก้นหม้อยังไม่ทันดำ เขาก็ลาออกในปีต่อมา ไม่มีใครรู้สาเหตุ

แต่ที่แน่ๆ ในการเลือกตั้ง 2554 เครือข่ายของทักษิณกลับมาอีกครั้งในนามรัฐบาลพรรคเพื่อไทย…ซะอย่างนั้น

อยู่อย่างเสือ?

เกิดเป็นเสือ ต้องทำแบบเสือ แม้สนธิและพวกยังเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มการเมืองค่ายแดงไปเรื่อยๆ เพียงแต่เส้นทางมวลชนวงนอกไม่ค่อยเอาด้วยเท่าเดิม

ภาพของเสือยุคหลังที่เราได้สัมผัส จึงเป็นการเดินขึ้นโรงขึ้นศาลในคดีต่างๆ ทั้งที่สืบเนื่องจากการเมือง และทั้งที่มาจากการประกอบกิจการสื่อ

ดังนั้นหลังเกิดรัฐประหารปี 2557 โดย คสช. ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สนธิจึงไม่ได้มีท่าทีต่อต้านหรือสนับสนุนใดๆ อย่างชัดเจน

แต่ที่แน่ๆ คดีเริ่มมีคำตัดสินออกมา โดยคดีความทางการเมือง รอดหมด” ยกเว้นคดีทำเอกสารรายงานการประชุมเท็จค้ำประกันกู้เงินธนาคารกรุงไทย 1,078 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2539-2540 เรื่องนี้เป็นเสี้ยนที่สนธิไม่เคยบ่งออก

จนวันที่ 6 กันยายน 2559 ศาลฎีกาสั่งจำคุกสนธิ 20 ปีไม่รอลงอาญา เพิ่งมีอิสรภาพเอาเมื่อผ่านไป ปี เดือน วันที่ กันยายน 2562 สนธิออกจากเรือนจำด้วยคุณสมบัติครบตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ตามที่เกริ่นไปนั่นแหละ

ส่วนภาพที่เราเห็นสนธิที่ศาลาอาญา อันเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกหลังออกจากเรือนจำ ก็ไม่ใช่เรื่องราวของเขา

ทางหนึ่งเป็นการเดินทางมาให้กำลังใจบุตรชายในคดีประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยศาลฎีกาพิพากษารอลงอาญา ‘ลูกชายสนธิ’ กับพวกคนละ 3 ปี

แต่ทางหนึ่งก็คงเหมือนโชว์ตัว เพื่อสื่อว่า ยังไหวอยู่” นั่นแหละ

ไหวแน่..รอดู

เป็นอันว่าในที่สุด พ่อ-ลูกกลับมาพร้อมหน้าดังเดิม น่าคิดจริงๆ ว่าต่อไปจะมีทีเด็ดอะไรออกมา ทั้งในแวดวงสื่อ หรืออาจเป็นการเมืองก็ได้ใครจะรู้!

ยิ่งตอนที่เขาออกมาไลฟ์สด ครั้งแรกหลังปรากฏตัว ต้องบอกว่า เสือยังไม่ทิ้งลายจริงๆ

วันที่ 5 กันยายน 62 สนธิ ได้เฟสบุ๊คไลฟ์ผ่านเพจ ‘คุยทุกเรื่องกับสนธิ’ ครั้งแรกสั้นๆ กล่าวว่า ตนดีใจที่ได้พูดผ่านทางวิดีโอคลิปนี้ ตนกลับมาวันที่ 4 กันนายน และค่อนข้างรู้สึกว่าบ้านของตนเองเป็นสถานที่แปลก เนื่องจากห่างไป 2 ปี 11 เดือน กับ 27 วัน

“ท่านเชื่อหรือเปล่าว่าเมื่อคืนผมนอนไม่หลับ นอนพลิกตัวไป พลิกตัวมารู้สึกค่อนข้างทรมาน ให้เดาครับเรื่องอะไร ฟังแล้วอย่าหัวเราะนะ เพราะว่าไม่ชินกับห้องแอร์ เพราะนอนในห้องขังนั้นมีแต่พัดลม แล้วมันก็ร้อนนรกเลย พอมาเจอห้องอากาศเย็นขึ้นมา ร่างกายมันปรับไม่ได้ก็เลยไม่ได้นอนทั้งคืนเลย” สนธิ กล่าว

สนธิ ยังกล่าว ขอบคุณที่ทุกคนมีความเป็นห่วงตน ไว้จะมาเล่าให้ฟังเพราะ 2 ปี 11 เดือน กับ 27 วัน นั้นมีเรื่องราวมากมาย ตนจะเลือกเรื่องที่มีประโยชน์มาเล่าให้ทุกคนฟัง

คนไทยแทบจะอดใจรอไว้ไม่ไหว…โดยเฉพาะกองเชียร์ที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา!!

สวยสล้างกลางสภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/373318

สวยสล้างกลางสภา

วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 – 04:39 น.
ผู้แทน,มาดามเดียร์,ตั๊น จิตภัสร์,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคอนาคนใหม่,ช่อ พรรณิการ์
เปิดอ่าน 8,484 ครั้ง

ลีลาผู้แทนหญิงช่วงประชุมสภานัดแรกๆ ทั้งสวยทั้งดุ ยิ่งกับ 4 สาว ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ บอกเลยน่าจับตามองเป็นอันมาก ว่าจะประกาศศักดานักการเมืองหญิงได้ขนาดไหน

          ผ่านมา 2-3 วันของการทำงานของผู้แทนไทยชุดใหม่ในสภาฯ ต้องบอกว่าสีสันจัดจ้าน ดุเด็ดเผ็ดมันจนต้องเขวี้ยงรีโมททิ้ง คือ ไม่ยอมเปลี่ยนช่องไปไหน

         ถกเถียงไปมาทั้งเสนอและคัดค้าน เป็นความงดงาม เบ่งบานประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่คนบางกลุ่มบางคนอยากจะแก้

         แต่ที่ทั้งงามและทำให้คนไทยกระชุ่มกระชวยก็คือ ลีลาของบรรดาผู้แทนหญิง ที่งวดนี้มี ส.ส.สตรีหน้าใหม่ๆ ใสกิ๊ก เข้าไปนั่งทำงานแทนประชาชนอยู่เพียบ

         สองวันมานี้หลายคนก็ลุกขึ้นอภิปราย ทำหน้าที่ตามบทบาทของตนเองกันชนิดที่ต้องบอกว่า อย่าได้ดูถูกความเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า

         เพราะนั่นมันเชิงกายภาพ หากเชิงความรู้ความสามารถแล้ว…พวกเธอมีดีกว่าใบหน้า

         โดยเฉพาะที่โดดเด่นอยู่ตอนนี้ เห็นจะหนีไม่พ้น 4 สาวที่ 2 คนแรก ต้องเรียกว่า “กลุ่มเข้าก่อนไม่รอแล้วนะ” คือ “ช่อ พรรณิการ์ วานิช” และ “เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์” จากพรรคอนาคตใหม่ ที่ต้องบอกว่าเพียงวันที่ 2 ของการประชุม ก็โชว์เหนือกันไปคนละยก

         กับอีกกลุ่มที่ขอเรียกว่าเป็น “กลุ่มหัวเราะทีหลังฟังอีกครั้ง” คือ “ตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร” ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ และ “มาดามเดียร์ วทันยา วงษ์โอภาสี” ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ ที่เพิ่งมีชื่อได้เข้ามานั่งในสภามาสดๆ ร้อนๆ จากปาฏิหาริย์ทางคณิตศาสตร์การนับคะแนน เมื่อผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ ที่ผู้ชนะคือตัวแทนจากพรรคอนาคตใหม่ ส่งผลใหสองสาวกลับมาทำหน้าที่ ส.ส. วันนี้หลายคนน่าจะกำลังรอดูลีลาในสภาของพวกเธออยู่แน่ๆ

(อ่าน กกต.ประกาศรับรอง 3 ส.ส. ใหม่ “สีนวล มาดามเดียร์ ตั๊น” http://www.komchadluek.net/news/politic/373417)

โฆษกหญิงสายแข็ง

         “ช่อ พรรณิการ์ วานิช” โฆษกพรรคอนาคตใหม่ คนไทยเห็นลีลาเธอในการยืนหยัดเคียงข้างหัวหน้าพรรค และพลพรรคชนิดถึงไหนถึงกัน ก็รู้แล้วว่าสาวช่อไม่ธรรมดา

         แต่ในการประชุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เธอก็ไม่รอที่จะคว้าซีนสำคัญ ในช่วงก่อนลงมติเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 โดยเจ๊ช่อได้กล่าวถึงกรณ๊ที่ พรรคเสนอ เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่เพื่อลงชิงตำแหน่งแข่งกับ สุชาติ ตันเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคพลังประชารัฐ

         ทั้งนี้ เธอได้ขอคำปรึกษาหารือให้ผู้สมัครทั้ง 2 ฝ่ายแสดงวิสัยทัศน์สั้นเพื่อพิสูจน์ว่าผู้แข่งขันไม่ว่าจะเป็นเพศใดมีศักดิ์ศรีเหมือนกัน ชี้ครั้งสุดท้ายที่ผู้หญิงทำหน้าที่รองประธานสภาคือปี 2548

         แต่แล้วจู่ๆ วีระกร คำประกอบ ส.ส.พลังประชารัฐ ก็ลุกขึ้นประท้วงวุ่น แล้วยังทำการหาเสียงให้สุชาติ ตันเจริญ อีกด้วย

         ขณะเดียวกัน ส.ส.หญิงของทั้งฝ่ายเพื่อไทยและพลังประชารัฐก็พากันลุกขึ้น ยกมือขอแสดงความคิดเห็น ทั้งเห็นด้วยและคัดค้านต่อข้อเสนอของสาวช่อจนสภาวุ่นวาย

         ตามมาด้วยบรรดา ส.ส.หญิงจากหลายพรรคที่ลุกขึ้นประท้วงกันเจื้อยแจ้วไปด้วยคำว่า “ท่านประธานคะๆ” ทำให้ ‘ชัย ชิดชอบ’ ต้องสั่งหยุดการประชุม 5 นาที

         เป็นภาพความเบ่งบานของประชาธิปไตยจนแสบแก้วหูไปเหมือนกัน (ฮา)

อาจารย์สาวสายแกร่ง

         อย่างไรก็ดี ที่สุดแล้ว ภายหลังผลการลงคะแนนออกมาว่า “สุชาติ ตันเจริญ” หรอ “พ่อมดดำ” จากพรรคพลังประชารัฐ ชนะ “เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์” ผู้ท้าชิงจากพรรคอนาคตใหม่ ไป 248 ต่อ 246

         แต่แม้ว่าฝ่ายสตรีจะพ่ายแพ้ แต่สปอตไลท์กลับหันไปจับจ้องอยู่ที่ตัวเธอผู้นี้ไม่น้อย

         เยาวลักษณ์ ไมใช่แค่ ส.ส. แต่เธอคือกรรมการสัดส่วนภูมิภาค ภาคเหนือ พรรคอนาคตใหม่ ที่ต้องชื่นชมว่าแม้จะอยูในวัย 50 แต่ยังสวยสง่า สมคุณค่าสาวเจียงใหม่

         เธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีประสบการณ์ทำงานที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และยังจบการศึกษาในสาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

         จากนั้นก็ทำงานสายวิชาการเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยพายัพ ก่อนจะมาสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จนได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาบริหารธุรกิจจนถึงปัจจุบัน

         วันนี้ เชื่อว่าคนไทยจะจดจำอาจารย์คนนี้ เพราะเธอก็น่าจะเป็นสตรีไทยคนแรก ที่หาญกล้าชิงเก้าอี้รองประธานสภาผู้ราษฎร “คนที่ 1” หลังจากที่ถนนการเมืองสำหรับสตรีไทย เคยมาไกลแค่รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 คือ “ลลิตา ฤกษ์สำราญ” (ก็ถ้าไม่นับเก้าอี้นายกฯ ที่หญิงปุเคยนั่งนะ) เธอคือคนจากพรรคไทยรักไทย ปัจจุบันสังกัดพรรคเพื่อชาติ

อดีตนกหวีดกรีดกราย

         มาแล้วจ้า น้องตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 20 พรรคสีฟ้า ประชาธิปัตย์ ไม่รู้มาแบบงงๆ หรือไม่ แต่ก็ต้องขอบคุณอานิสงส์ผลเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่

         โดยพรรคอนาคตใหม่ได้รับการเลือกตั้ง ส.ส.เขตเพิ่ม 1 คน ศรีนวล บุญลือ ได้ 75,891 คะแนน ทำให้มี ส.ส.เขตเพิ่มเป็น 31 คน และเมื่อนำคะแนนไปคำนวณ พบว่า พรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นพรรคละ 1 คน โดยตั๊น คือผู้โชคดีฝ่ายประชาธิปัตย์

         ไม่เสียงแรงที่ลงสนามการเมือง ตั้งแต่วัยใส อายุ 26 (ขณะยังใช้นามสกุลภิรมย์ภักดี) ลง ส.ส.ปี 2554 เขต 5 ดุสิต–ราชเทวี พรรคประชาธิปัตย์ แต่แพ้กระแสนารีขี่ม้า ให้กับ ‘หญิงลี’ ลีลาวดี วัชโรบล ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย

         พอการเมืองไทยเข้าสู่ยุคนกหวีด ตั๊น ก็เอาด้วย ทั้งปี๊ดๆ ทั้งขึ้นเวทีปราศรัย จนรัฐบาลปูพ่ายกระเจิง แล้วช่วงปี 2558 ก็ได้เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย

         ปี 2561 มาไกลถึงขั้นนั่งรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และมาได้เก้าอี้ ส.ส. สดๆ ร้อนๆ ตอนนี้

สมัยหาเสียงปี 2554

         ว่ากันว่า “น้องตั๊น” นอกจากแนบแน่นกับลุงกำนันแล้ว ยังถือเป็น “หลานรักของลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อีกด้วย ถ้าจำได้ช่วงหนึ่งมีข่าวน้องตั๊นและผองเพื่อนนกหวีดสวมเสื้อยืดคอกลมลายพราง สกรีนคำว่า “บูรพาพยัคฆ์” ในปาร์ตี้ฉลองวันเกิด “ณัฐพล ทีปสุวรรณ” คนใหญ่แห่งพรรคพลังประชารัฐตอนนี้กันเลยทีเดียว

         เห็นตัวเล็กๆ แบบนี้ พริกขี้หนูนะเอ้าถ้าจำได้เธอเคยกล่าวเต็มคำว่า ฝันอยากเป็น “นายกฯ หญิง” ตั้งแต่นั่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในช่วงรัฐบาลหัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

         วันนี้ได้เข้าสภาสมใจเสียที จะไปไกลกว่านี้หรือไม่คอยดู

มาดามมาตามนัด

         มาถึงผู้โชคดีฝ่ายพลังประชารัฐ จากสาวน้อยมือเปียโนใจแคบในโฆษณาแชมพูทางยูทูบอันโด่งดังเป็นไวรัล ไม่เคยคิดเลยว่าน้องเดียร์จะมาไกลขนาดนี้

         แต่พอเช็คโพรไฟล์แล้วก็เข้าใจได้ เพราะเธอคือ วทันยา วงษ์โอภาสี หรือมาดามเดียร์ ภริยาของ ฉาย บุนนาค นักลงทุนรายใหญ่อายุน้อยที่มีบทบาทในตลาดหุ้นมากที่สุดในยุคนี้

         อดีตเชียร์ลีดเดอร์ลูกแม่โดมในงานบอลประเพณี ครั้งที่ 61 ก็เฉิดฉายในถนนเซเลบน้ำดีอย่างน่าจับตา เคยทำงานในวงการโบรกเกอร์มาก่อน 2 ปี ราวช่วงปี 2550

         จากนั้นย้ายสายมาทำด้านมีเดีย ผลิตรายการโทรทัศน์ที่ได้รับสัมปทานเวลาจากช่อง 5 และเติบโตจนมามีตำแหน่งถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่ที่ บริษัท นิวส์เน็ตเวิร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ NEWS และ บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

         ที่สำคัญซึ่งคนไทยฮือฮามาก ช่วงปี 2559 คือการก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอล เป็นผู้จัดการหญิงคนแรกของทัพช้างศึกไทย รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี (ซีเกมส์) ก่อนก้าวขึ้นมาคุมทีมในชุด ยู-23

         โดยว่ากันว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ต่อสายเข้ามาทาบทามเองเลย

         ผลงานสวยๆ เช่น แชมป์ ฟุตบอลสี่เส้า เนชั่นส์ คัพ 2016, รองแชมป์ ทันห์ เนียน นิวส์ เปเปอร์ คัพ 2016, แชมป์ ดูไบ คัพ 2017 (U23) ผ่านเข้ารอบสุดท้าย 2018 AFC U23 qualifiers และแชมป์ ซีเกมส์ 2017

         วันนี้ ออกจากสนามบอลมาสนามการเมือง ในวัย 33 อย่าถามเลยว่าทำไมเลือกสังกัดพรรคพลังประชารัฐ มาเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 19 เพราะมันผ่านมาแล้ว

          สู้ถามว่าหลังจากนี้จะออกลีลา ส.ส.หญิงในสภายังไงดีกว่า อยากเห็นจับใจ!

‘พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์’เกียรติยศแห่งชีวิตบุรุษผู้ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/373207

‘พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์’เกียรติยศแห่งชีวิตบุรุษผู้ยิ่งใหญ่

วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 – 08:11 น.
เปรม ติณสูลานนท์,บุรุษผู้ยิ่งใหญ่,ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ,ประวัติ
เปิดอ่าน 2,376 ครั้ง

รายงาน…

 แม้ลมหายใจสุดท้ายแห่งชีวิต ชายชื่อ “เปรม ติณสูลานนท์” คำว่า “บุรุษผู้ยิ่งใหญ่” ยังคงปรากฏอยู่ในกาย ในเกียรติ ไม่เลือนหาย

เช้าวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2562 ท่านจากไปด้วยวัย 98 ปี หากนับจากนาทีนี้ต่อไป รัฐบุรุษผู้นี้ จะยังคงได้รับการกล่าวขานต่อไปไม่สิ้นสุด

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2463 ที่บ้านบ่อยาง ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา

ชื่อ “เปรม” นั้น พระรัตนธัชมุนี (แบน คณฺฐาภรโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช เป็นผู้ตั้งให้

ส่วนนามสกุล “ติณสูลานนท์” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแก่บิดาของท่าน รองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) พะทำมะรง (พัศดี) เมืองสงขลา เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2462 ภายหลังบิดาของท่านได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น หลวงวินิจทัณฑกรรม ถือศักดินา 600 ไร่

ส่วนมารดาคือ นางวินิจทัณฑกรรม (ออด ติณสูลานนท์) โดยดั้งเดิมแล้ว บิดามารดาของ พล.อ.เปรม นั้นเป็นชาวนครศรีธรรมราช ต่อมาได้มาตั้งรกรากรับราชการอยู่ที่ จ.สงขลา มีบุตรธิดา 8 คน พล.อ.เปรม เป็นบุตรคนที่ 6

วัยเด็ก พล.อ.เปรม เรียนชั้นประถมถึงมัธยมต้น (ม.6) ที่ โรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา ต่อมาปี 2479 สอบเข้าเรียนชั้นมัธยมปลาย (ม.7-8) ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แผนกวิทยาศาสตร์

จบจากวัยขาสั้น ท่านเข้าสู่ชีวิตนักเรียนขายาวในสายทหาร ที่่โรงเรียนเท็ฆนิคทหารบก (ภายหลังรัชกาลที่ 9 พระราชทานนามใหม่ว่า โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมื่อ พ.ศ. 2491)

ว่ากันว่าสายทหารนั้นท่านเลือกเรียนตามคำชักชวนของเพื่อนสนิท ทั้งที่เดิมคิดอยากเป็นหมอ แต่ฐานะทางบ้านที่ทุ่มสรรพกำลังให้แก่การเล่าเรียนของลูกๆ ทั้งหมด ก็ร่อยหรอลงเรื่อยๆ จึงไม่เอื้อกับสายอาชีพนี้

          พล.อ.เปรมจึงเบนเข็มมาสายทหาร เป็นรุ่นที่ 5 ติด 1 ใน 55 คนของรุ่น จากเดิมที่ตั้งใจสังกัดทหารปืนใหญ่ แต่เมื่อเกิดสงครามพอดี เข็มจึงเปลี่ยนอีกครั้งไปที่ทหารม้า ระหว่างนั้นท่านก็ซึมซับถึงความมุ่งมาดของตนเองที่จะทำหน้าที่ให้สมกับที่เรียนมา

กล่าวคือในปี 2484 ขณะเรียนชั้นปีที่ 3 ช่วงนั้นเกิดสงคราม ประเทศต้องการกำลังทหาร จึงมีนโยบายให้นักเรียนนายร้อยออกรับราชการก่อนกำหนด

เป็นอันว่า นักเรียนรุ่นที่ 5 ของโรงเรียนนายร้อยฯ ได้ลงภาคสนามจริงและเป็นรุ่นเดียวที่ออกมาเป็นผู้บังคับหมวดตั้งแต่ยัง ติดตัว “ร” อยู่ คือยังมีสภาพเป็นนักเรียนนายร้อยกันเลยทีเดียว

แม้เรียนไม่จบ 5 ปีตามหลักสูตร แต่ในสนามแห่งวิชาชีพกลับเต็มเปี่ยม พล.อ.เปรมในวัย 21 ปี เริ่มรับราชการเป็นผู้บังคับหมวด ประจำกรมรถรบ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2484 ปฏิบัติหน้าที่สมรภูมิปอยเปต ในกรณีพิพาทในอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส และได้รับแต่งตั้งให้เป็น “ว่าที่ร้อยตรี” รับกระบี่ในสนามรบฝั่งปอยเปต เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2484

ต่อมาช่วงปี 2485–2488 เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา จึงได้รับคำสั่งเป็นกองหนุนของกองทัพพายัพ จ.ลำปาง แล้วย้ายไปขึ้นอยู่กับกองพล 3 ที่เชียงตุง จนได้เลื่อนยศเป็น “ร้อยเอก” และเป็นผู้บังคับกองร้อยที่ลพบุรี

ที่สุด เมื่อภารกิจราชการสงครามเสร็จสิ้นลง ท่านก็เจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการตามลำดับอย่างงดงามสมศักดิ์ศรี โดยได้รับพระราชทานยศ “พันตรี” ช่วงปี 2492

ปี 2495 สอบชิงทุนจากกองทัพบก ได้ศึกษาต่อที่ The United States Army Armor School ที่ฟอร์ทนอกซ์ มลรัฐเคนตักกี สหรัฐอเมริกา เรียนจบปี 2497 กลับมารับราชการเป็นอาจารย์ในแผนกวิชายุทธวิธี กองการศึกษา โรงเรียนยานเกราะ กองพลน้อยทหารม้า (กรุงเทพฯ) ต่อมามีการจัดตั้งโรงเรียนทหารม้ายานเกราะ ศูนย์การทหารม้า ที่ จ.สระบุรี

ปี 2511 ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า ยศพลตรี และช่วงนี้เองที่ว่ากันว่า ฉายา “ป๋าเปรม” ได้เกิดขึ้น เนื่องจากท่านมักเรียกแทนตัวเองต่อผู้ที่อาวุโสน้อยกว่าว่า “ป๋า” และเรียกผู้ที่อาวุโสน้อยกว่าอย่างเอ็นดูว่า “ลูก”

          ในปี 2516 ย้ายไปเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 ดูแลพื้นที่ภาคอีสาน และเลื่อนเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 เมื่อปี 2517 ต่อมาได้เลื่อนยศเป็นพลเอก ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เมื่อปี 2520 และเลื่อนเป็นผู้บัญชาการทหารบก ในปี 2521 ทั้งยังปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ทั่วไปฝ่ายทหาร

จนกระทั่งเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2524 ในวัย 61 ปี เน่ื่องจากมติคณะรัฐมนตรีได้ต่ออายุราชการให้อีก 1 ปี จากปี 2523

40 ปีในชีวิตราชการทหาร คาบเกี่ยวกับที่ได้ใช้ชีวิตบนถนนการเมืองนับจากวันที่ 3 มีนาคม 2523 เมื่อพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 16 ของประเทศไทย

พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งนายกฯ จนถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2531 เป็นนายกฯ 3 สมัยภายในเวลา 8 ปี 5 เดือน มีครม. 5 ชุด สิ่งนี้ย่อมสะท้อนความไม่ธรรมดาในทางการเมืองไทย

หากที่ผ่านมา รัฐบุรุษผู้นี้ได้รับการยกย่องว่ามีผลงานสำคัญในช่วงที่บริหารประเทศ ทั้งนำพาประเทศฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจมาได้โดยใช้นโยบาย “นิยมไทย” หรือการใช้ “การเมืองนำการทหาร” ตามคำสั่ง 66/2523 ในวิกฤติการเมือง ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอ่อนกำลังในที่สุด ขณะที่เหล่านักศึกษาที่หลบหนีเข้าป่าก็ได้กลับบ้าน

          ที่สุด หลังจากท่านปฏิเสธการรับตำแหน่งนายกฯ อีกสมัย ต่อมาในวันที่่ 23 สิงหาคม 2531 ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี อันเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ และตามมาด้วยการยกย่องเป็น “รัฐบุรุษ” ในปีเดียวกัน

ระหว่างนั้นท่านยังมีบทบาทในการแก้ไขวิกฤติการเมืองปี 2535 โดยท่านและสัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี ได้นำ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกฯ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 เพื่อคลี่คลายสถานการณ์

จนเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2541 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นประธานองคมนตรีในสมัยรัชกาลที่ 9 จนถึง วันที่ 13 ตุลาคม 2559

          จากนั้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว) ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม–1 ธันวาคม 2559 และดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี ในสมัยรัชกาลที่ 10 ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2559 ถึงปัจจุบัน

กระทั่งในวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในวัย 98 ปี

เสี้ยวชีวิต “มนตรี” จากโคลนตมสู่ “เจ้าพ่อโปรเจกท์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/369979

เสี้ยวชีวิต “มนตรี” จากโคลนตมสู่ “เจ้าพ่อโปรเจกท์”

วันที่ 27 เมษายน 2562 – 10:10 น.
มนตรี พงษ์พานิช,ค่าโง่โฮปเวลล์,เสี่ยหมึก,พ้อง ชีวานันท์,พรรคกิจสังคม,รัฐมนตรีคมนาคม
เปิดอ่าน 12,467 ครั้ง

เส้นทางนักการเมืองหนุ่ม-มนตรีก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วโดยการสนับสนุนของ “หม่อมคึกฤทธิ์” จากรองเลขาธิการพรรค ขยับเป็นเลขาธิการพรรคในวัย 46 ปี

**************************

“มนตรี พงษ์พานิช” ไม่ใช่ลูกอยุธยาโดยกำเนิดเพราะ “เสี่ยหมึก” เป็นลูกชายของจำรัส-พริ้ง พงษ์พานิช ชาว อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก

          “มาจากโคลน” ถ้อยวลีนี้ มนตรี หรือที่นักข่าวเรียกว่า “เสี่ยหมึก” มักเกริ่นนำทุกครั้งที่เล่าชีวิตตัวเอง

จากพิษณุโลก มนตรีร่อนเร่ไปอยู่กับพี่ชาย จนเรียนจบจากโรงเรียนยุพราชเชียงใหม่ แล้วก็ล่องเมืองกรุง เรียนจบช่างกลปทุมวัน ไปทำงานเป็นลูกจ้างกรมทางหลวง สอบชิงทุนไปฝึกงานและเรียนต่อในโรงเรียนช่างกลระดับสูงในเยอรมันตะวันตก เทียบเท่าปริญญาโท

          มนตรีใช้เวลาอยู่ในต่างประเทศ 8 ปี กลับเมืองไทยทำงานกับบริษัท บี.กริมแอนด์โก เป็นนายช่างใหญ่ แต่งงานกับคุณหญิงธิดา พงษ์พานิช ลูกสาวเจ้าของโรงสีอยุธยา ระหว่างที่ทำงานอยู่ บี.กริม มนตรีมีเพื่อนรักชาวอยุธยาคนหนึ่งนั่นคือ “พ้อง ชีวานันท์”

มนตรี พงษ์พานิช

บังเอิญน้าชายของคุณหญิงธิดา เป็นนักการเมืองท้องถิ่นชื่อ บุญพันธ์ แขวัฒนะ” และปี 2519 บุญพันธ์เป็นรองหัวหน้าพรรคเกษตรสังคม จึงชวนมนตรีลงสมัครส.ส.อยุธยา ในสีเสื้อเกษตรสังคม ทั้งคู่สอบได้

ถัดมาบุญพันธ์และมนตรีย้ายมาสังกัดพรรคกิจสังคม เพราะเสี่ยหมึกมีความเลื่อมใสในตัว “หม่อมคึกฤทธิ์” หัวหน้าพรรคกิจสังคมเวลานั้น

บุญพันธ์ แขวัฒนะ

นับแต่นั้นมาเส้นทางนักการเมืองหนุ่ม-มนตรีก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วโดยการสนับสนุนของ “หม่อมคึกฤทธิ์” จากรองเลขาธิการพรรค ขยับเป็นเลขาธิการพรรคในวัย 46 ปี

เลือกตั้ง 2531 พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา เป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม แต่ศูนย์กลางของพรรคกลับอยู่ที่เสี่ยหมึกในฐานะแม่บ้านพรรค เนื่องจาก พล.อ.อ.สิทธิ ยังติดนิสัยข้าราชการประจำ ไม่มีความเป็นนักการเมือง ไม่มีความสัมพันธ์กับลูกพรรค

          ตรงกันข้ามเสี่ยหมึกมีสไตล์ทำงาน “ถึงลูกถึงคน” แบบนักเลงลูกทุ่ง มีความโดดเด่นในการเป็น “นักต่อรอง” “นักประสานผลประโยชน์” และ “นักเฉลี่ยผลประโยชน์” จึงมีลูกพรรคมาติดสอยห้อยตามเกือบทั้งพรรค

มนตรีเรียนกลยุทธ์การเมืองเหล่านี้มาจาก “บุญพันธ์ แขวัฒนะ” เสี่ยหมึกจึงเป็นผู้ที่เข้าถึงจิตวิญญาณนักการเมืองแบบไทยๆ ได้ดีกว่า พล.อ.อ.สิทธิ หัวหน้าพรรคเวลานั้น

ด้วยบารมีที่มากล้นในพรรคกิจสังคม ในการเข้าร่วมรัฐบาลชาติชาย มนตรีจึงได้ตำแหน่ง “รัฐมนตรีคมนาคม” ปี 2533 มนตรีจึงเป็นคนอนุมัติโครงการโฮปเวลล์ โดยมีคนใกล้ชิดอย่าง อนุศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์ อดีต ผอ.บริษัทไทยเดินเรือทะเล เป็นคนเดินเรื่อง

ตั้งแต่มนตรีเป็นรมช.คมนาคม ปี 2525 ก็ได้เพื่อนเก่า-พ้อง ชีวานันท์ เป็นที่ปรึกษา และพ้องได้ย้ายไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง เรียกว่ามนตรีได้โควตานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงไหน พ้องก็ต้องไปนั่งเป็นที่ปรึกษา

          โครงการสำคัญๆ ไม่ว่าโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมาย ดาวเทียมไทยคม โฮปเวลล์ และสร้างถนน ในช่วงที่มนตรีนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีคมนาคมปี 2531-2533 ซึ่งถือเป็นช่วงที่มีโปรเจกท์เยอะที่สุด พ้องก็เป็นตัวละครที่ใกล้ชิดเหตุการณ์มากที่สุด

หลังมนตรีเสียชีวิต พ้องจึงสมัครส.ส.อยุธยา สานต่อมรดกการเมืองของมนตรี เป็นส.ส.อยุธยา อยู่หลายสมัย และวันนี้ นพ ชีวานันท์ ลูกชายของพ้อง ก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งผู้แทนฯ กรุงเก่าแทนบิดา (เสียชีวิตแล้ว)

ใต้ซากป่าปูน เรื่องของ “กอร์ดอน วู” “โฮปเวลล์” สู่โฮปเลส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/369978

ใต้ซากป่าปูน เรื่องของ “กอร์ดอน วู” “โฮปเวลล์” สู่โฮปเลส

วันที่ 27 เมษายน 2562 – 09:22 น.
กอร์ดอน วู,เจ้าพ่อโฮปเวลล์,โครงการโฮปเวลล์,เสาโฮปเวลล์,โครงการอัปยศ,โฮปเวลล์ โฮลดิ้งส์,เซอร์กอร์ดอน วู
เปิดอ่าน 4,780 ครั้ง

กับคนไทยแล้วเรื่องราวของ “เจ้าพ่อโฮปเวลล์” ผู้ซึ่งแสยะยิ้มให้ชัยชนะจากคดีมหากาพย์โครงการ “โฮปเวลล์” ยิ่งตอกย้ำซ้ำเติมรอยแผลแห่งความอัปยศแก่เรามากเข้าไปอีก

******************

การมีเงินเพิ่มขึ้นมาอีก 12,000 ล้านบาท จากที่ฝ่ายไทยต้องเสียค่าฉลาดน้อยให้แก่ กอร์ดอน วู” ประธานบอร์ดบริษัทรับเหมาโครงการรถไฟลอยฟ้าโฮปเวลล์ชาวฮ่องกง คงไม่มีผลอะไรมากมายกับชายผู้ซึ่งเพิ่งติดโผเศรษฐีนักธุรกิจอันดับ 1,349 ของโลก (จากทำเนียบ Billionaires 2019) และโดยการจัดอันดับของฟอร์บส์ เขาคือมหาเศรษฐีลำดับที่ 43 ใน 50 อันดับแรกในฮ่องกง

แต่กับคนไทยแล้วเรื่องราวของ เจ้าพ่อโฮปเวลล์” ผู้ซึ่งแสยะยิ้มให้ชัยชนะจากคดีมหากาพย์โครงการ “โฮปเวลล์” ยิ่งตอกย้ำซ้ำเติมรอยแผลแห่งความอัปยศแก่เรามากเข้าไปอีก

กอร์ดอน วู จึงอาจเหมือนปีศาจจากต่างแดนอีกตนสำหรับคนไทย แต่กับชาวโลกนี่ยิ่งเป็นหมุดหมายที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของมังกรผู้นี้

ท่านเซอร์แห่งโฮปเวลล์

วันนี้ในวัย 82 กอร์ดอน วู หรือชื่อเต็มว่า “เซอร์กอร์ดอน หูอิงเซียง” เขายังคงเป็นประธานบอร์ดบริหารบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิงส์ บริษัทก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของฮ่องกง ทุกวันนี้เขาและครอบครัวถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 36.93%

วัยต้น วูเรียนที่วิทยาลัยวาห์ยาน ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมของนิกายเยซูอิตในฮ่องกง ครอบครัวของวูจัดว่ามีฐานะพอที่จะส่งเขาไปเรียนต่อต่างประเทศได้ ช่วงปี พ.ศ.2496 เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแมนิโทบา แคนาดา

แต่ภายหลังเขาย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ฝั่งอเมริกา และเรียนจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ.2501

ต่อมาปี 2515 เขาเป็นหนึ่งผู้ก่อตั้งบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิงส์ ขึ้นมา โดยนั่งเป็นกรรมการผู้จัดการตั้งแต่ปี 2515-2544 และขึ้นสู่ระดับสูงสุดในเวลาต่อมา

ถ้าจะพูดถึงผลงานของโฮปเวลล์ เห็นจะมีพื้นที่ไม่พอ แต่ที่ต้องกล่าวซ้ำ คือโครงการก่อสร้างสะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า ที่เพิ่งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2561

เพราะนี่คือสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก ผ่านอุโมงค์ใต้น้ำยาวที่ยาวสุดในโลก และมีต้นทุนการก่อสร้างแพงที่สุดในโลก ซึ่งพูดตรงกันว่าโครงการนี้เกิดจากดำริของกอร์ดอน วู ตั้งแต่ราวปี 2526 หรือ 36 ปีก่อน

          แน่นอนด้วยวิสัยทัศน์และความสามารถเบอร์นี้ สื่่อท้องถิ่นของฮ่องกงจึงขนานนามให้เขาเป็น “ผู้บุกเบิก” (trailblazer) ผู้มีส่วนในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียให้ก้าวหน้าและทันสมัย

เหนืออื่นใดเจ้าพ่อโฮปเวลล์ยังได้รับพระราชทานอิสริยาภรณ์ชั้นอัศวินจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ในปี พ.ศ.2540 ค่าที่เป็นนักธุกิจที่ประสบความสำเร็จสูงสุด กลายเป็น ท่านเซอร์กอร์ดอน วู”

กอร์ดอน วู และภริยา ที่งานเลี้ยงรุ่นศิษย์เก่าพรินซตันปีที่แล้ว (ภาพจาก https://ams.princeton.edu/news/sir-gordon-wu-receives-distinguished-alumni-award)

 โฮปเลสที่ไทยแลนด์

เรื่องดีในร้ายระหว่างที่กอร์ดอน วู ควรที่จะได้ฉลองเครื่องราช แต่ช่วงเวลาระหว่างนั้นก็คาบเกี่ยวกับปัญหาคดีโฮปเวลล์ในไทยที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2534 ช่วงที่โครงการเริ่มต้นใหม่ๆ หลังการเซ็นสัญญาปี 2533 และหลังเปิดประมูลช่วงปี 2532 กระทั่งถูกยกเลิกสัมปทานไปเมื่อปี 2541

          นี่จึงแปลว่าขณะที่่เราคนไทยก่นด่าสาปแช่งใครต่อใครทุกครั้งที่นั่งรถผ่านเสาโฮปเวลล์ กอร์ดอน วู เคยต้องกุมขมับสุดๆ กับเรื่องนี้มาแล้ว

บางคนอาจพูดว่าถึงขนาดสั่นคลอนบัลลังก์ฉายา “คุณชายซ่อมได้แห่งเอเชีย” ที่สื่อมอบให้ตลอดมาหากงานแล้วเสร็จตามกำหนดทุกงาน แถมบางงานยักษ์ยังสร้างเสียงครางฮือที่จบภายใน 22 เดือนอีกด้วย

ไหนจะประธานาธิบดีฟิเดล รามอส แห่งฟิลิปปินส์ ถึงขนาดเคยชมเชยเขาว่าเป็น “บุรุษผู้มอบแสงสว่าง” ก็งานโรงไฟฟ้าที่นั่นโฮปเวลล์แทบจะเหมาทั้งประเทศ!

บางสื่อระบุอ้างคำกล่าวของทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งนั่งเก้าอี้รองนายกฯ ที่กล่าวว่า โฮปเวลล์เป็น Hopeless Holdings หรือบริษัทที่สิ้นหวัง (อ้างจากหนังสือพิมพ์ Independent พฤศจิกายน 2538)

          แต่เอาเข้าจริงๆ ความหมายของเสี่ยแม้วน่าจะเพราะรู้อนาคตว่าโฮปเวลล์มาเจอ “ของดีเมืองไทย” ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกเขาให้มากกว่า

http://www.komchadluek.net/news/scoop/369730

ชายผู้ซึ่งไม่รู้จักไทยเลยหอบเงินมหาศาลเข้าประมูลสัมปทานก่อสร้างทางยกระดับนี้ด้วยหวังว่าอายุสัมปทาน 30 ปีกับสิทธิการพัฒนาที่ดินของรฟท.บนพื้นที่ขนาด 633.5 ไร่ หรือ 1 ล้าน ตร.กม. น่าจะคืนกำไรให้เขาอย่างจั๋งหนับ

ข่าวจากหนังสือพิมพ์สวัสดีกรุงเทพ ฉบับวันที่ 13 ธันวาคม 2550 เคยระบุอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดวู เล่าว่าช่วงแรกเขาใส่กางเกงขาสั้นลงไปตรวจเส้นทางรถไฟด้วยตัวเอง เดินตามไม้หมอน เดินไปเดินมาหลายครั้งเกือบถูกรถชน ไม่มีใครรู้ว่าเขาคือกอร์ดอน วู

          สุดท้ายกลับไปเช็กได้เลยโครงการนี้ระหว่างดำเนินการอยู่มีการเปลี่ยนรัฐบาลถึง ครั้ง ผ่านมา นายกฯ รัฐมนตรีคมนาคม และ ผู้ว่าการรถไฟ

คดีเพิ่งจบเมื่อไม่กี่วันมานี้ ถูกจดจารึกให้เป็นอุทาหรณ์ของนักลงทุนต่างถิ่นว่ามีเงินอย่างเดียวไม่พอต้องเข้าใจในระบบการทำงานของหน่วยงานรัฐไทยด้วย!