ครอบครัวประชาธิปไตย ความสุขจากคนรอบข้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/410776?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

ครอบครัวประชาธิปไตย ความสุขจากคนรอบข้าง

16 มกราคม 2563 – 09:30 น.
ภูมิธรรม เวชยชัย,ครอบครัวประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 474 ครั้ง

ครอบครัวประชาธิปไตย ความสุขจากคนรอบข้าง คอลัมน์…   ของโปรดคนดัง โดย…  ปราโมทย์ ฝ่ายอุประ

ตั้งแต่พ้นตำแหน่งเลขาธิการพรรคเพื่อไทยที่อยู่มาหลายปี “พี่อ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย หน้าตาสดใส มีเวลาเป็นของตัวเองมากขึ้น

แต่ถึงอย่างไร ใช่จะไร้ตำแหน่งในพรรค

ยังมีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน แถมยังต้องรับหน้าที่ประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกด้วย

“พี่อ้วน” เลยต้องมีนัดหมายประชุมแทบทุกวันอยู่ดี

แต่เจ้าตัวยืนยันว่าตอนนี้มีเวลาว่างมากขึ้นกว่าตอนเป็นเลขาธิการพรรคเยอะ มีเวลาให้แก่ครอบครัวมากกว่าเดิม

ทำให้มีเวลาดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้แม้มีปัญหาสุขภาพแต่ด้วยภาระงานที่รัดตัวทำให้ไม่ได้ดูแลตัวเองเท่าที่ควร

ตอนนี้แบ่งเวลาสำหรับการออกกำลังกายชัดเจน

ต้องมีเวลาเดินสายพานอย่างน้อยวันละ 30 นาที ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ก็จะชวนครอบครัว ภรรยาและลูกสาวไปเดินออกกำลังกายที่สวนรถไฟ อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงต่อครั้ง

ที่น่าอิจฉากว่านั้น ครอบครัว “เวชยชัย” เป็นครอบครัวประชาธิปไตย

มักหยิบยกปัญหาบ้านเมืองมาพูดคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง และเคารพความเห็นซึ่งกันและกัน มีประเด็นการเมืองอะไรขึ้นมา ลูกสาวคนกลางที่อยู่ด้วยกันจะหยิบมาพูดคุยสะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมมีความคิดเห็นประเด็นนั้นๆ อย่างไร

  ทำให้ “ภูมิธรรม” รับรู้กระแสสังคมไม่ตกกระแส

ถือเป็นกระจกเงาสำหรับทำงานการเมือง

ความสุขที่สุดคือคนในครอบครัวเข้าใจการทำงานและเป็นแรงหนุนให้ทำหน้าที่

เวลานี้ถ้ามีนัดกินข้าวกับใครก็ตาม เลือกได้ “พี่อ้วน” จะนัดกินข้าวเที่ยงหรือจิบน้ำชายามบ่าย เพราะมื้อเย็นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะเป็นเวลาของครอบครัว เมื่อกินข้าวกันแล้วจะได้มีเวลาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เต็มที่

หลังจากคุยเต็มที่แล้วเวลา 4 ทุ่มจะเป็นเวลาส่วนตัว “พี่อ้วน” จะรีแล็กซ์ด้วยการฟังเพลง เพื่อเป็นการผ่อนคลายและปล่อยจิตใจให้ล่องลอยไปตามเสียงเพลง

เพลงส่วนใหญ่จะเป็นทั้งเพลงไทยและเพลงสากล แต่เน้นเป็นเพลงยุค 60-70 ศิลปินที่ฟังเป็นประจำต้องยกให้ “ทูล ทองใจ-สมยศ ทัศนพันธ์-ดิอิมพอสซิเบิ้ล-จํารัส เศวตาภรณ์-เท่ห์ อุเทน พรหมมินทร์”
แต่เจ้าตัวบอกแม้เป็นนักฟังเพลง แต่ไม่ชอบร้องเพลง เพราะคิดว่าไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้

ส่วนเรื่องอาหารการกิน ครอบครัวเวชยชัย จะหาเวลากินข้าวด้วยกันเป็นประจำ

นอกจากกินอาหารด้วยกันที่บ้านแล้วจะหาเวลาไปกินข้าวนอกบ้านเดือนละ 1 ครั้ง ที่ไหนว่าดีว่าอร่อยเป็นต้องไปลอง ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย ญี่ปุ่น เวียดนาม อิตาลี

  ได้ทำงานที่รักที่ชอบ มีคนรอบข้างที่เข้าใจ…ชีวิตแบบนี้น่าอิจฉาสุดๆ

‘แพรพลอย’ เรียนดี กิฬาเด่น…วาดฝันสู่อาชีพ นวดไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/410728?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

‘แพรพลอย’ เรียนดี กิฬาเด่น…วาดฝันสู่อาชีพ นวดไทย

16 มกราคม 2563 – 00:05 น.
นวดไทย,เรียนดี,กิฬาเด่น,แพรพลอย
เปิดอ่าน 846 ครั้ง

‘แพรพลอย’ เรียนดี กิฬาเด่น สมาคมซอฟท์เทนนิส คนล่าสุด วาดฝันก้าวสู่อาชีพนวดไทย เรื่อง/ภาพโดย…ชลธิชา ศรีอุบล

“น้องแพร” นางสาวแพรพลอย มหานิล นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี นักกีฬาซอฟท์เทนนิส เยาวชนทีมชาติไทย ได้รับคัดเลือก “นักกีฬาดีเด่น สมาคมซอฟท์เทนนิส”จัดโดยสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ประจำปี2562คนล่าสุด สาวน้อยเมืองกล้วยไข่ บุตรของนายแพทย์นภดล ลุประสงค์ และนางบุปผชาติ มหานิล

นางสาวแพรพลอย มหานิล

แพรพลอย เล่าว่า สำหรับรายการแข่งขันและรางวัลที่ผ่านมา รองชนะเลิศอันดับ 1 หญิงเดี่ยว และหญิงคู่ การแข่งขันกีฬาซอฟท์เทนนิสชิงชนะเลิศแห่งเอเชียครั้งที่ 1 ประเทศฟิลิปปินส์ รองชนะเลิศอันดับ 2 หญิงเดี่ยวThe3rd World Junior Soft Tennis Championshipsณ เมืองSuncheonสาธารณรัฐเกาหลี 4 เหรียญทอง ประเภท หญิงเดี่ยว หญิงคู่ หญิงผสม ทีมหญิง รายการเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 34 น่านเกมส์ นักกีฬาดีเด่น รายการเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 34“น่านเกมส์ 3 เหรียญทอง ประเภท หญิงเดี่ยว คู่ผสม ทีม 1 เหรียญ4เงิน ประเภทคู่ นักกีฬาดีเด่น รายการเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 35“บุรีรัมย์เกมส์”


แพรพลอย เล่าว่า ถึงจุดเริ่มต้นของการเล่นกีฬาว่า เพราะป่วยเป็นโรคหอบ คุณพ่อและคุณแม่อยากให้หายจากอาการป่วย จึงอยากให้เล่นกีฬา ซึ่งตอนนั้นลูกพี่ลูกน้องได้ลงเรียนการเล่นเทนนิสแล้วไม่ไปเรียน ตนเองจึงลงเรียนตามจึงเริ่มเล่นเทนนิสตั้งแต่6ขวบ และเล่นเรื่อยมาจนถึงอายุ12ปี หลังจากนั้นโค๊ชที่สอนตนเองได้เปลี่ยนมาสอนซอฟท์เทนนิส

“แพรพลอยจึงเปลี่ยนจากการเล่นเทนนิสมาเป็นซอฟต์เทนนิสตอนอายุ15ปี และได้เข้าร่วมการแข่งขันตามรายการต่าง ๆ จนได้รับคัดเลือกเป็นนักกีฬาซอฟท์เทนนิสจังหวัดกำแพงเพชร และได้มีโอกาสเข้ารับการคัดเลือกเป็นนักกีฬาซอฟท์เทนนิส เยาวชนทีมชาติไทย จนถึงปัจจุบัน” แพรพลอย  ย้อนอดีต

        “บางคนมองว่า เล่นกีฬาจะทำให้เสียการเรียน ซึ่งตนเองเป็นอีกคนที่ขอพิสูจน์ ถ้าทุกคนรู้จักการจัดสรรเวลา ไม่มีทางเสียการเรียน เล่นกีฬายังส่งผลต่อสุขภาพของเราอีกด้วย และทุกครั้งที่ออกแข่งขันตามรายการต่าง ๆ ได้รับมิตรภาพจากเพื่อน ๆ” แพรพลอย กล่าว

        “แม้ซ้อมกิฬาหนัก แต่ผลการเรียนเทอมที่ผ่านมา แพรพลอยได้เกรดเฉลี่ย 3.2 แบ่งเวลาในการซ้อม 3 วัน 18.00–20.00 น. วันจันทร์–วันพุธ ซ้อมที่สนามกีฬาของมหาวิทยาลัย ส่วนในช่วงของการเก็บตัวรายการแข่งขันชิงแชมป์โลก ซ้อมที่สมาคม “ แพรพลอย เล่าด้วยรอยยิ้ม

เส้นทางชีวิตของแพรพลอย หลังสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม สายวิทย์–คณิต จังหวัดกำแพงเพชร ได้รับโควต้านักกีฬา เรียนที่สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี  ด้วยทางบ้านคุณพ่อ พี่ชาย เป็นแพทย์แผนปัจจุบัน คุณแม่เป็นนางพยาบาล แพรพลอยวาดฝันอยากเรียนเกี่ยวกับแพทย์แผนโบราณ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต

       “ดีใจที่ยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียนนวดไทย ซึ่งเป็นการปูทางให้แพรพลอยในการประกอบอาชีพในอนาคต” แพรพลอย กล่าวทิ้งท้าย

ชีวิตเจ้าสัว..นั่งสมาธิ รำไท้เก๊ก ขี่บิ๊กไบค์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/410553?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

ชีวิตเจ้าสัว..นั่งสมาธิ รำไท้เก๊ก ขี่บิ๊กไบค์

15 มกราคม 2563 – 11:20 น.
ของโปรดคนดัง,วิรุฬ เตชะไพบูลย์,เจ้าสัววิรุฬ,ตีกอล์ฟ,บิ๊กไบค์
เปิดอ่าน 655 ครั้ง

ชีวิตเจ้าสัว..นั่งสมาธิ รำไท้เก๊ก ขี่บิ๊กไบค์ คอลัมน์… ของโปรดคนดัง โดย… ปราโมทย์ ฝ่ายอุประ

ตลอด 73 ปี ทุกจังหวะก้าวของ “เจ้าสัว” วิรุฬ เตชะไพบูลย์ จาก ”เร็วจี๊ดสู่ Slow life แต่ฟิตเปรี๊ยะ!” ที่ชีวิตวันนี้ยังคลุกคลีในแวดวงการเมือง ปักธงอยู่กับทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย

แถมดีกรีผู้บริหารสนามกอล์ฟโลตัส วัลเล่ย์ กอล์ฟ รีสอร์ท จ.ฉะเชิงเทรา จนคว้ารางวัลสนามกอล์ฟที่ดีที่สุดในเอเชีย 2 ปีซ้อน

นั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาประธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง องค์กรสาธารณกุศลครบวงจรที่ทำงานช่วยเหลือสังคมมา 110 ปี
ก่อนหน้านี้เป็นอดีต รมช.คลัง และอดีตผู้แทนการค้าไทยในสมัยรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และอดีต รมช.พาณิชย์ สมัยรัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช”

เป็นผู้ให้คำปรึกษาคำแนะนำต่างๆ ในการออกแบบการก่อสร้างศูนย์การค้าขนาดใหญ่ “เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์” ของตระกูล “เตชะไพบูลย์” เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองหลวง กลายเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจและจุดเช็กอินในตำนาน “ลานเบียร์” บริเวณหน้าลานห้างสรรพสินค้า ก่อนขายกิจการและเปลี่ยนผ่านเป็น “เซ็นทรัลเวิลด์” ในปัจจุบัน

แม้งานหนักแค่ไหนแต่สุขภาพต้องมาก่อน เคล็ดลับสุขภาพของ “เจ้าสัววิรุฬ” ที่โปรดปรานเป็นพิเศษ
ตื่นเช้ามา “นั่งสมาธิ” อย่างน้อยวันละ 30 นาที ต่อด้วย “รำไท้เก๊ก” ยืดเส้นยืดสาย ปรับสมดุลร่างกาย บำรุงเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และฝึกจิตใจให้สุขุมเยือกเย็นไปในแต่ละกระบวนท่า

อย่างท่าปรับลมปราณ ท่าเฉิดฉายสายรุ้ง ท่ายืดเส้นปล่อยหมัด ทำให้ร่างกายแข็งแรง เพราะการร่ายร่ำไท้เก๊กแต่ละท่า เป็นการเคลื่อนไหวในความสงบนิ่ง มั่นคงดั่งขุนเขา แต่นุ่มเบาเหมือนสายไหมลื่นไหลดังสายน้ำ นี่คือจิตวิญญาณแห่งการรำไท้เก๊ก
ช่วงแรกๆ แค่ “ท่ายืนกับลมหายใจ” ครูให้ฝึกอยู่ 20 นาที ดูเหมือนง่าย แต่ยากต้องอาศัยความอดทน เพียรพยายาม ความมีวินัยสูงมากในการฝึกฝน กว่าจะผ่านในแต่ละกระบวนท่าจนพลิ้วไหวอย่างทุกวันนี้ ไม่ได้มาง่ายๆ

“ตีกอล์ฟ” อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ไปออกรอบที่สนามกอล์ฟกรุงเทพกรีฑา

ของรักของหวง สะสมมานาน “มอเตอร์ไซค์ 70 คัน” ในจำนวนนี้ “บิ๊กไบค์ บีเอ็มดับเบิลยู” 50 คัน รุ่นลิมิเต็ด จอดเรียงรายอยู่ในห้องแอร์ สภาพสมบูรณ์ “เครื่องยนต์ น้ำมัน ระบบต่างๆ สะอาดวิบวับ” มีช่างประจำ 1 คน คอยดูแลใกล้ชิดเสมือนลูก
หลังออกกำลังกายเสร็จ “เจ้าสัววิรุฬ” ต้องเดินมาลูบคลำ ดูไปยิ้มไป ชวนให้ย้อนวันวานถึงสมัยหนุ่มๆ
แต่จะเป็นไบค์เกอร์ขั้นเทพ! หรือเปล่าก็ไม่รู้ ที่แน่ๆ มีคนมาขอให้แนะนำสุดยอดเทคนิคการเข้าโค้งแบบ “เข่าเช็ดพื้น” ที่ชาวไบค์เกอร์ทุกคนอยากสัมผัส
ทั้งหมดเป็นความสุขตามแบบฉบับ “เจ้าสัววิรุฬ” จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว เมื่อจิตแข็งแกร่ง กายย่อมแข็งแรงเป็นธรรมดา

เป็นตัวอย่างการสร้างสมดุลชีวิตของวัย….อาวุโส OK จริงๆ

ชื่นชอบกีฬากอล์ฟ สะสมไม้พัตเตอร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/410308?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

ชื่นชอบกีฬากอล์ฟ  สะสมไม้พัตเตอร์

14 มกราคม 2563 – 09:10 น.
เผดิมชัย สะสมทรัพย์,ของโปรดคนดัง,กีฬากอล์ฟ
เปิดอ่าน 332 ครั้ง

ชื่นชอบกีฬากอล์ฟ  สะสมไม้พัตเตอร์ คอลัมน์…  ของโปรดคนดัง  โดย…  ปราโมทย์ ฝ่ายุประ 

 “พี่เตี้ย” เผดิมชัย สะสมทรัพย์ วันนี้กลับมายืนเป็น ส.ส.เขต 5 นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นสมัยที่ 8 หลังทวงแชมป์ศึกสามพรานในการเลือกตั้งซ่อมเขต 5 นครปฐม ชนะคู่แข่งอย่างพรรคอนาคตใหม่แบบใสๆ ไปด้วยคะแนนเกือบ 4 หมื่นคะแนน

สะท้อนการต่อสู้ทางความคิด การวางแผน วางกลยุทธ์ทางการเมืองระหว่างความเก๋าเกมของนักการเมืองรุ่นเก่ากับนักการเมืองรุ่นใหม่ได้อย่างชัดเจน

กอบกู้ศักดิ์ศรี “บ้านใหญ่นครปฐม”

พี่ใหญ่ใจถึงพึ่งได้ของชาวสามพรานมากว่า 30 ปี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมใน “รัฐบาลชวน 2” และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานใน “รัฐบาลยิ่งลักษณ์”

ตระกูล “สะสมทรัพย์” ไม่เพียงมีอิทธิพลทางการเมืองในระดับท้องถิ่นและระดับชาติตั้งแต่ปี 2522 จนถึงปัจจุบันเท่านั้น

ยังมีอาณาจักรธุรกิจสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ต่อยอดธุรกิจขยะมูลค่ามหาศาลมาสู่การบริหารสนามกอล์ฟหรูระดับโลก ตั้งอยู่ในอาณาจักรนครปฐม

“สนามนิกันติ กอล์ฟคลับ” ของ “พี่เตี้ย” เป็นแหล่งรวมของนักกอล์ฟทั่วโลก มีหลายรางวัลการันตีว่าเป็นสนามกอล์ฟที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก มีมาตรฐานด้านการบริการและรีวิวจากลูกค้าโดดเด่นหลายปีซ้อน

ไม่น่าแปลกใจเลยว่า..ทำไม..บรรดาก๊วนกอล์ฟพรรคการเมืองต่างพร้อมใจมาออกรอบดวลวงสวิงกันจริงๆ อย่างคณะนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทยล่าสุด “ทีมลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มาโชว์วงสวิงลีลากอล์ฟการเมืองด้วย

ถ้าพูดถึงของโปรด ของรัก ของชอบตระกูลเก่าแก่ระดับ “สะสมทรัพย์” ย่อมมีพระเครื่องเก่าล้ำค่าสายนครปฐมและระดับเบญจภาคีของประเทศที่เซียนศรัทธาแห่ขึ้นคอบูชา มรดกพระส่วนใหญ่ตกสู่มือน้องชาย 3 คน “ไชยศ-ไชยา-อนุชา”

ขณะที่ “พี่เตี้ย” ขึ้นชื่อระดับแถวหน้าของเมืองไทยในฐานะนักกอล์ฟที่ชอบสะสม “พัตเตอร์” ไม่ว่ารุ่นไหน ยี่ห้อไหนนำเข้ามาจากที่ไหน

เรียกได้ว่าเจ้าของร้านจัดจำหน่ายอุปกรณ์กอล์ฟพรีเมียมจากแบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศ มีไม้ “พัตเตอร์” ใหม่ๆ เข้ามาต้องรีบติดต่อให้มาดู

“กีฬากอล์ฟ” มันเป็นสิ่งบ่งบอกตัวตนทางการเมืองของ “พี่เตี่ย” ได้ชัดเจน เพราะการบังคับกอล์ฟลูกกลมๆ ให้ไปในทิศทางที่ต้องการมันเป็นการสู้กับธรรมชาติและแข่งกับตัวเอง

ตัดเสียงรบกวน ใจต้องนิ่ง สมาธิจดจ่อที่เกม อ่านเกมคู่ต่อสู้ให้ขาด เลือกอาวุธให้เหมาะ

แล้วพัตเตอร์ก็เป็นอาวุธคู่ใจชนิดประชิด เล็กนิดเดียว แต่ต้องเฉียบคมที่สุด

พัตต์ได้ทุกระยะ ทีเดียวต้องลงหลุม

แต่นั่นแหละ พร้อมทุกอย่าง ความแน่นอนอาจจะไม่แน่นอน

…เหมือนสมรภูมิทางการเมือง ผ่านมาในชีวิต 30 ปี..ก็ยังไม่เคยแน่นอน

เล่นการเมืองต้องเป็นรัฐบาล เล่นพนันต้องชนไก่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/409542?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

เล่นการเมืองต้องเป็นรัฐบาล เล่นพนันต้องชนไก่

10 มกราคม 2563 – 12:35 น.
สมศักดิ์ เทพสุทิน,ชนไก่
เปิดอ่าน 833 ครั้ง

เล่นการเมืองต้องเป็นรัฐบาล เล่นพนันต้องชนไก่ คอลัมน์…  ของโปรดคนดัง  โดย..ปราโมทย์ ฝ่ายอุประ 

นักการเมืองโดยอาชีพจริงๆ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” เพราะพออายุถึงเกณฑ์เกิน 25 ปี ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ พอสนามเลือกตั้งเปิดเมื่อปี 2526 ก็โดดลงสนามทันทีในนามพรรคกิจสังคมของ “ซือแป๋” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ได้เป็นผู้แทนมาโดยตลอดในการเลือกตั้งทุกครั้ง ยกเว้นถูกตัดสิทธิลงสนามไม่ได้ ก็ส่งเมีย “อนงค์วรรณ เทพสุทิน” ลงสู้แทน ประชาชนก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

ผ่านมาหลายพรรคตั้งแต่กิจสังคม เป็นเลขาฯ คู่ใจให้ “มนตรี พงษ์พานิช” เคยตั้งพรรค “มัชฌิมาธิปไตย” ย้ายมาอยู่ “ไทยรักไทย” ตั้งกลุ่ม “วังน้ำยม” กลุ่ม “สามมิตร”

มาหยุดวันนี้ที่ “พลังประชารัฐ” ของลุงตู่

เป็นรัฐมนตรีมามากมายหลายกระทรวง ตั้งแต่ช่วยว่าการสาธารณสุขสมัย “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” เป็นนายกฯ เป็นรัฐมนตรีช่วยสาธารณสุข สมัยท่าน ”ชวน หลีกภัย” ช่วยคมนาคมสมัย “บรรหาร ศิลปอาชา” ช่วยคมนาคมสมัย ”พล.อ.ชลิต ยงใจยุทธ”

เป็นรัฐมนตรีว่าการอุตสาหกรรม, ว่าการเกษตร, ว่าการท่องเที่ยว, ว่าการแรงงาน และรองนายกฯ สมัย “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี

วันนี้เป็นรัฐมนตรีว่าการยุติธรรมสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ครบเครื่องจริงๆ สำหรับ ส.ส.เขต 7 สมัย จากสุโขทัยและอีกหลายสมัยในระบบบัญชีรายชื่อ

เป็นที่รู้กันในแวดวงการเมืองว่า..ถ้าอยากเป็นส.ส. อยากเป็นรัฐมนตรี “ไม่ต้องการเป็นฝ่ายค้าน” ต้องมาอยู่กับ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รับรองไม่ผิดหวัง..ไม่เคยแทงหวยผิด

ถ้าพูดถึงของรัก ของชอบ ของโปรดของ “ท่านสมศักดิ์” แล้ว หลายคนคงเคยเห็นลีลาวาดลวดลาย ฟาดแข้งในสนามฟุตบอลที่ทุกคนยกนิ้วให้ว่ายอดเยี่ยม

รักเกมฟุตบอล…เคยรับหน้าเสื่อเป็นประธานสโมสรฟุตบอลสุโขทัย

“ฟุตบอล” คือของโปรด

แต่ถ้า “ของรักของชอบที่สุด” ต้องยกให้กีฬา ”ชนไก่”

“เจ้าพ่อไก่ชนแห่งซุ้มเทิดไทย” เป็นฉายาที่เซียนไก่ชนยกให้ “สมศักดิ์ เทพสุทิน”

สนามชนไก่ “เทิดไท” ถือเป็นสังเวียนไก่ชนอันดับ 1 ของประเทศ ตั้งอยู่ย่านบางเสาธง สมุทรปราการ

สร้างมากับมือ จุผู้ชมได้ถึง 10,000 คน

ไก่ชนลงสนามแต่ละนัดมีผู้ชมมาเต็มสนาม

เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์, แอ๊ด คาราบาว, เสก โลโซ, เขาทราย แกแล็กซี่ ต่างก็เคยมาเยือนสนามแห่งนี้

“ม้าแข่ง” ก็เป็นของโปรดที่ทิ้งไม่ได้อีกอย่างของท่านสมศักดิ์ สะสมม้าฝีเท้าดีเอาไว้หลายตัว

เรื่อง “ต่อสู้แข่งขัน” ท่านสมศักดิ์ไม่เคยยอมแพ้ใคร

เรื่องการเมือง เรื่องมาเป็น “รัฐบาล”..ก็ไม่เคยคิดทีหลังใคร

ชื่นชอบนุ่งยีน-เข้าบ่อนชนโค แขวนพระเครื่องของขลังเต็มคอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/409301?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

ชื่นชอบนุ่งยีน-เข้าบ่อนชนโค แขวนพระเครื่องของขลังเต็มคอ

9 มกราคม 2563 – 11:45 น.
เทพไท เสนพงศ์,แขวนพระเครื่อง,กางเกงยีน
เปิดอ่าน 23,057 ครั้ง

ชื่นชอบนุ่งยีน-เข้าบ่อนชนโค แขวนพระเครื่องของขลังเต็มคอ คอลัมน์…  ของโปรดคนดัง  โดย… ปราโมทย์ ฝ่ายอุประ

ยามนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “เสี่ยคึก” เทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีฯ 4 สมัยจากพรรคประชาธิปัตย์

ปัจจุบันนับเป็นหนึ่งตัวจี๊ดในสภาผู้แทนราษฎร

เพราะเป็น 1 ใน 6 ส.ส.ประชาธิปัตย์ที่โหวตสวนมติพรรคกรณีสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบของการใช้คำสั่งประกาศตามมาตรา 44 ของ คสช. จนสภาล่ม 2 วันติด

เป็นที่มาของการคาดโทษในพรรค ปชป. ว่ามติพรรค หรือมติของพรรคร่วมรัฐบาลต้องมาก่อน

หันมาดูไลฟ์สไตล์วันหยุดของ “เทพไท” จะเลือกลงพื้นที่ไปนั่งสภากาแฟในสี่อำเภอของเขตเลือกตั้ง โดยการไลฟ์สด วิเคราะห์การเมืองหรือประเด็นร้อนที่เป็นข่าว แวดล้อมด้วยชาวบ้านในพื้นที่ที่ให้ความสนใจ

หรือไม่ ก็สลับกับเดินตลาดนัดตอนเช้าเพื่อพบปะฟังเสียงสะท้อนของประชาชน เกี่ยวกับปัญหาต่างๆ

ช่วงบ่ายเลือกเข้าบ่อนชนโค ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้นิยมเล่นพนันวัวชน หากแต่ ได้รับเชิญให้เป็นโฆษกกิตติมศักดิ์ในการพากย์กีฬาชนโค ซึ่งเป็นกีฬายอดนิยมของภาคใต้ ผ่านการถ่ายทอดสดทีวีดาวเทียมไอพีเอ็มในช่วงวันเสาร์ วันอาทิตย์ สลับกันไป ทั้งสนามชนโคบ่อล้อ สนามชนโคทุ่งโพธิ์สเตเดียม และสนามชนโคบ้านเสาธง

แน่นอนว่า อยู่ในดงนักเลง นักเล่น ต้องมีของดีติดตัว

“เทพไท” ก็มีพระเครื่อง เครื่องรางของดีทั้งเมตตามหานิยมแคล้วคลาดปลอดภัยขึ้นคอไว้มากถึงสี่ชุดคือ

สร้อยเส้นที่ 1 เป็นทองคำ 5 บาท ประกอบด้วย องค์ท้าวจตุคามรามเทพปี 30 รุ่นแรก หลวงปู่ทวดวัดช้างให้หลังหนังสือปี 05 พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์องค์ลอยก้นอุ องค์แชมป์ชนะงานประกวดพระ 14 จังหวัดภาคใต้

เส้นที่ 2 เป็นสร้อยเชือกร่มขอทองห้อยพระหลวงปู่ทวดสามองค์รวดคือ หลวงปู่ทวดองค์ลอยรุ่นเบตง สร้างโดยท่านสวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา หลวงปู่ทวดเนื้อว่านปี 97 หลวงปู่ทวดหลังเตารีดปี 05 เนื้อนว

เส้นที่ 3 เป็นสร้อยสเตนเลสห้อยหลวงปู่ทวดหลังหนังสือ ปี 05 บล็อกเสาอากาศ เครื่องราง ทำจากงาช้างแกะเป็นรูปจักจั่นที่ได้จากหมอดูอีทีเมื่อครั้งไปเยือนพม่า หลังไปดูดวงช่วงที่คณะทหาร คสช. ปฏิวัติว่าจะมีการเลือกตั้งในปีไหนกันแน่ เพราะติดโรคเลื่อน ที่เลื่อนการเลือกตั้งถึง 4 ครั้งใน 5 ปี และฟันของบิดา นายสงบ เสนพงศ์

เส้นที่ 4 เป็นเชือกร่มธรรมดา ที่ห้อยเดียวพระหลวงปู่ทวดวัดช้างให้พิมพ์หลังหนังสือปี 05 ดีกรีแชมป์งานประกวดสนามใหญ่ระดับชาติ

“เทพไท” บอกว่า หากสังเกตให้ดีสร้อยทุกเส้นที่ขึ้นคอจะมีพระหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดวัดช้างให้อย่างน้อยหนึ่งองค์อยู่ในสร้อยคอทุกเส้น

เพราะเป็นความเชื่อส่วนตัวที่พ่อแม่ปลูกฝังมาแต่เกิด เกิดมาก็รู้จักหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ซึ่งเป็นปกติของคนปักษ์ใต้ส่วนใหญ่ ที่เชื่อว่า

ห้อยพระหลวงปู่ทวดแล้วแคล้วคลาดปลอดภัยไม่มีภยันตรายใดๆ กล้ำกราย

“กางเกงยีน” เป็นอีกหนึ่งที่ “เทพไท” หลงใหลและเก็บสะสมมีทั้งยีนยุโรป ยีนเอเชีย ยีนเมกา สารพัดยี่ห้อทั้งแบรนด์เนมและโนเนม

ขอให้ถูกใจในเนื้อผ้าและสไตล์ มีเก็บสะสมไว้มากกว่า 100 ตัว

สำหรับอาหารโปรดของ “เทพไท”

หากอยู่ที่กรุงเทพฯ จัดเป็นคนชอบกินเนื้อแต่ไม่ใช่เนื้อวัว หากแต่เป็นเนื้อแพะ หรือเนื้อแกะ โดยเฉพาะเมนูซี่โครงแกะอบ ซี่โครงแพะย่าง หรือข้าวหมกแพะ จะสามารถกินได้ทุกมื้อ ไม่มีเบื่อ ร้านประจำอยู่ที่โรงแรมเอราวัณ

แต่หากอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะที่ จ.นครศรีธรรมราช เมนูโปรดคือ แกงส้มปลากะพงใหญ่ ปลาหมึกไข่ต้มหวาน สองเมนูนี้ต้องสั่งจากร้านครัวทะเล แยกพัฒนาการคูขวาง ในตัวเมืองนครศรีธรรมราชเท่านั้น อีกเมนูที่โปรดคือ ปลาดุกร้าจากบ้านท่าซัก ในตัวเมืองนครศรีฯ ซึ่งเป็นของดีโอท็อปประจำจังหวัดเลยทีเดียว

สามเมนูนี้ จะหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยน อย่างน้อยต้องมีหนึ่งเมนูที่จัดขึ้นโต๊ะ

เจ้าของสโลแกน “รู้จักแล้ว จะรักเอง” ครบเครื่องจริงๆ

คนเมืองลุงศิษย์สำนักวัดเขาอ้อ อาหารโปรดต้องฝีมือแม่บ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/409104?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

คนเมืองลุงศิษย์สำนักวัดเขาอ้อ อาหารโปรดต้องฝีมือแม่บ้าน

9 มกราคม 2563 – 09:20 น.
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ,คนเมืองลุง,ของโปรดคนดัง
เปิดอ่าน 491 ครั้ง

คนเมืองลุงศิษย์สำนักวัดเขาอ้อ อาหารโปรดต้องฝีมือแม่บ้าน คอลัมน์…  ของโปรดคนดัง โดย… ปราโมทย์ ฝ่ายอุประ

คนเมืองลุง…พัทลุงโดยกำเนิด “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้

แม้เลือกตั้งที่ผ่านมาจะสอบไม่ผ่าน แต่ประชาธิปัตย์ยังอวยตำแหน่งทางการเมืองให้เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในยุค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

เริ่มเป็นส.ส. ปี 2535 รุ่นเดียวกับ อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ, นิพนธ์ บุญญามณี, วิรัช ร่มเย็น

จบกฎหมายจากรามคำแหง จบปริญญาโทจากธรรมศาสตร์ เป็นเนติบัณฑิตไทย จึงไม่แปลกที่ทางพรรคจัดให้เป็นมือกฎหมายชั้นแนวหน้าของพรรค

ด้วยความเป็นคนเมืองลุง แหล่งสำนักตักศิลาสายอาคมสำนัก “วัดเขาอ้อ” ต้นตำรับพิธีแช่อาบน้ำว่าน กินข้าวเหนียวดำเสก ที่จัดปีละครั้งในถ้ำวัดเขาอ้อ

ชื่อ “นิพิฏฐ์” คนเมืองลุงตั้งแต่เกิดก็ไม่เคยพลาดฝากตัวเป็นศิษย์สายเขาอ้อ

เก็บสะสมพระเกจิ พระปิดตาสายเขาอ้อ และพระเกจิสายใต้ ทั้งอาจารย์เอียด อาจารย์ปาล อาจารย์ทองเฒ่า อาจารย์นำ แก้วจันทร์ และหลวงปู่ทวด วัดช้างให้

รวบรวมเอาไว้ไม่น้อยหน้าใคร ไม่ว่าจะเป็นเซียนพระจากที่ไหน

จาก “ของรักของหวง” มาถึงของอร่อย ของชอบของถูกปาก ”รองนิพิฏฐ์” ออกตัวอย่างอารมณ์ดีว่า

…ด้วยความเป็นนักการเมือง ปกติอยู่บ้านที่พัทลุง ชาวบ้านจะมาปรึกษาปัญหา ร้องทุกข์ ร้องเรียนสารพัดเรื่อง แม้ปัจจุบันจะเป็นผู้แทนนอกสภา ชาวบ้านก็ยังไปมาหาสู่ จะมาจิบน้ำชากาแฟที่บ้านตั้งแต่เช้าทุกวัน

“ผมจึงเป็นคนอาภัพ ไม่ค่อยได้กินข้าวนอกบ้านสักเท่าไร เพราะมีแม่บ้านคอยทำอาหารไว้ให้อยู่แล้ว

อาหารเช้าหลักๆ ก็เป็นข้าวยำ ขนมจีน ซึ่งที่บ้านอยู่ในแหล่งทำขนมจีนขึ้นชื่อของเมืองพัทลุง  แขกไปใครมา ถ้าไม่ได้กินขนมจีนชุมชนนางลาด ถือว่ามาไม่ถึงพัทลุง” รองนิพิฏฐ์ ได้จังหวะโฆษณาชวนชิมซะเลย

“ที่นี่จะเรียกแกงต่างๆ ว่า แกงเผ็ด มีให้เลือกทั้ง แกงไตปลา น้ำยาป่า แกงคั่วไก่ ส่วนน้ำพริกที่มีรสหวาน ทางพัทลุงเรียกน้ำแกงยำ จะมีรสหวานนำอมเปรี้ยว เด็กๆ กินได้ ผสมกับน้ำแกงเผ็ดสารพัด แล้วแต่จะเลือก  แต่คนรุ่นใหม่ปัจจุบันจะกินขนมจีนกับแกงเขียวหวาน มากกว่าน้ำแกงเผ็ดที่ว่า”

ท่านนิพิฏฐ์ ยิ้มแป้นบอกว่า “ผมยึดหลักกินอาหารเช้าอย่างราชา”

“นอกจากอาหารประจำถิ่นของดีเมืองพัทลุงแล้วยังมีขนมพื้นถิ่นไว้ล้างปาก ทั้งข้าวเหนียวหน้าต่างๆ ข้าวต้มมัด ข้าวเหนียวปิ้ง ขนมถ้วย ขนมชั้น ขนมถ้วยฟู ขนมลูกตาล และขนมสอดไส้ หรือที่ทางใต้เรียกขนมค่อม ก็มีสลับกันไปทุกเช้า ขาดไม่ได้คือกล้วยน้ำว้า ต้องกินทุกเช้าอย่างน้อย 1-2 ลูก” รองนิพิฏฐ์ ร่ายยาวถึงอาหารประจำถิ่นเมืองลุง แล้ววกเข้าอาหารที่ชอบ

“ผมไม่ค่อยมากเรื่องเกี่ยวกับอาหารการกิน จัดเป็นเด็กเลี้ยงง่ายแต่เล็ก กินอะไรก็ได้”

อาหารที่กินบ่อย มีแกงเหลืองปลากะพง หน่อไม้สด กินกับไข่เจียวหมูสับ หรือไข่เจียวกุ้งสับ ฝีมือแม่บ้าน

ส่วนอาหารที่ไปกินนอกบ้าน ผมอะไรก็ได้ไม่เน้น

…พอแค่อิ่มเป็นใช้ได้.

ขายเพชร กินไวน์ ใส่ปาเต๊ะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/408580?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

ขายเพชร กินไวน์ ใส่ปาเต๊ะ

6 มกราคม 2563 – 09:20 น.
พิชัย นริพทะพันธุ์,เสี่ยแดง,สะสมไวน์,นาฬิกาปาเต๊ะ
เปิดอ่าน 2,052 ครั้ง

ขายเพชร กินไวน์ ใส่ปาเต๊ะ คอลัมน์…  ของโปรดคนดัง

ติดอันดับขวัญใจรัฐบาล คสช. “เสี่ยแดง” พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน สมัยรัฐบาล “นายกฯ ปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เรียกได้ว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาล “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาอย่างยาวนาน

เพราะถนัดวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ “บิ๊กตู่” ตั้งแต่สมัยเป็นหัวหน้าคสช.จนถึงปัจจุบัน ถือเป็นนักการเมืองที่ถูก คสช.เรียกปรับทัศนคติมากที่สุด ถ้าให้นับก็นับไม่ถูก
ตั้งแต่ “พรรคไทยรักษาชาติ” ที่สังกัดอยู่ถูกยุบไป “เสี่ยแดง” ตอนนี้ก็ถือว่าว่างเว้นงานการเมืองไปด้วย จึงไม่มีภารกิจอะไรให้วุ่นวายนัก
ธุรกิจจิวเวลรี่ที่อยู่กับ “เพชรนิลจินดา” ทำมายาวนาน ก็มอบหมายให้ “พชร นริพทะพันธุ์” ลูกชายดูแลแทบทั้งหมด
ชีวิตประจำวันของ “เสี่ยแดง” ตอนนี้ คือติดตามข่าวสารบ้านเมืองและแสดงความคิดเห็นเสนอแนะวิธีการแก้ปัญหาให้รัฐบาลบ้างเป็นครั้งคราว
ถ้ามีวงเสวนาหรือสถาบันการศึกษาใดติดต่อมาให้ไปแสดงความคิดเห็นไปบรรยาย “อดีต รมว.พลังงาน” ไม่เคยปฏิเสธ ไปทุกงาน  ให้ความสำคัญในการให้ความรู้คน ชีวิตส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่บ้านย่านสยาม ใจกลางเมืองหลวง จะไม่ออกนอกพื้นที่ถ้าไม่จำเป็น!!! เพราะมีทุกอย่างครบครันอยู่แล้ว จะไปหาที่อื่นใดให้รถติด เปลืองแรง เปลืองเวลาทำไม
หิวข้าวเมื่อไหร่ “เสี่ยแดง” จะออกจากบ้านมุ่งตรงไปที่ห้างสยามพารากอน มีของกินให้เลือกสรรมากมาย
ถามว่า…ชอบอะไรเป็นพิเศษ “เสี่ยแดง” บอกว่า “ตอบไม่ถูกเพราะจะเปลี่ยนร้านรับกินไปเรื่อยๆ อยากกินอะไรก็เข้าร้านนั้นเพราะมั่นใจว่าร้านอาหารแต่ละร้านที่ห้างนี้ เขาคัดมาแล้วเข้าได้ทุกร้านไม่มีผิดหวัง”
กินเสร็จก็ต้องออกกำลังกาย “เสี่ยแดง” ออกกำลังกายด้วยการเดินสายพานในบ้านพัก วันหนึ่งได้ประมาณ 45 นาที ระหว่างเดินก็เปิดยูทูบหาเรื่องที่สนใจดูไปด้วย กว่าจะจบก็พอดีได้กำลัง
เรียกได้ว่าวันๆ หนึ่ง “เสี่ยแดง” จะอยู่ห่างจากบ้านไม่เกิน 2 กิโลเมตรเท่านั้น
ตัดภาพมาที่ของสะสม “เสี่ยแดง” ถือเป็นนักสะสมระดับไฮโซคนหนึ่ง ชอบสะสมไวน์ ไวน์ขวดไหนใครว่าดี “เสี่ยแดง” มีหมด

ถามว่าขวดไหนที่ดีที่สุด…เจ้าตัวไม่ให้ความเห็น แต่ให้นิยามของการสะสมไวน์ไว้ว่า

“ไวน์ขวดที่ดีที่สุดคือขวดที่อยู่ในท้อง”
สะสมไวน์แต่ต้องดื่มจะไม่สะสมเพียงแค่วางในตู้โชว์
ส่วนเวลาที่ต้องหยิบไวน์ขวดสำคัญมาดื่มนั้น คือเอาไว้กินกับแขกคนสำคัญ
ของสะสมอีกอย่างที่ “เสี่ยแดง” ภาคภูมิใจคือ “นาฬิกา Patek Philippe” มีกว่า 20 เรือน
ของตัวเองจริงๆ…ไม่ได้ยืมใครมา
โดยรวมชีวิตที่ไม่มีงานรัดตัว มีอาหารดีอยู่ใกล้บ้าน ได้ดื่มไวน์คุณภาพดีดี มีนาฬิกาสวยๆ ประดับข้อมือ
ถือเป็นชีวิตยามว่างที่ลงตัว…..

คนจริงกลัวที่ไหน ‘กรณ์’ กับเส้นทางสายใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/408342?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

คนจริงกลัวที่ไหน ‘กรณ์’ กับเส้นทางสายใหม่

4 มกราคม 2563 – 10:12 น.
นายกรณ์ จาติกวนิช,พรรคประชาธิปัตย์,ย้ายพรรค,คนในข่าว,ตั้งพรรคใหม่,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 12,148 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก คนจริงกลัวที่ไหน ‘กรณ์’ กับเส้นทางสายใหม่

***************************

“ข่าวลือจากไหน ต้นตอจากใคร”  เพลงนี้ กรณ์ จาติกวณิช น่าจะกำลังครวญอย่างชื่นมื่น ที่บอกว่าชื่นมื่นเห็นจะเพราะการมีตัวตนในวงข่าวสาร ย่อมแปลว่าเรตติ้งยังได้อยู่

อย่างไรก็ดีแม้ว่าช่วงหลังภาพของเขาในการเมืองจะดูดร็อปลงไปเยอะ หลังจากพ่ายแพ้ในสนามสำคัญที่สุดของตนเองอย่างศึกเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

แต่เอาเข้าจริงๆ คนระดับกรณ์ ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว ยิ่งข่าวล่ามาแรงล่าสุดท่วงทำนองว่าเขาอาจแยกวงไปตั้งพรรคใหม่ มันอาจเป็นอะไรที่เร้าใจยิ่งสำหรับแฟนคลับที่รักและเข้าใจ

หรืออาจไม่มีอะไรเลยก็แค่ข่าวลืออีกครั้ง…ก็คงต้องลองติดตามกันดู

ทางลือทางลม

อย่างที่บอกว่าช่วงหลังเราคนไทยไม่ค่อยได้เห็นบทบาทอดีตรัฐมนตรีคลังในยุครัฐบาลเดอะมาร์คในแง่มุมหนักๆ เท่าไหร่ อย่างน้อยก็ในพื้นที่ข่าวสารกระดานใหญ่รายวัน

หากแต่ที่จริงแล้วกรณ์ก็มีข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นทางเศรษกิจ การเงิน การคลัง ออกมาเรื่อยๆ เงียบๆ

ส่วนในพื้นที่ข่าวสารกระดานใหญ่ของกรณ์กลับเป็นมุมของข่าวลือโน่นนี่นั่น โดยเฉพาะที่พูดกันมากคือกรณ์คง “ไม่ไปต่อ” กับพรรคดั้งเดิมที่เขาแจ้งเกิดและเติบโต

กรณ์และ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี  อดีต ส.ส.ปชป. ทีมเดียวกัน “ไปไหนไปกัน”

อย่างช่วงกันยายนปีที่แล้วกรณ์เจอข่าวร่วมกับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ตั้งพรรคใหม่ แล้วส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นว่าผู้ราชการกรุงเทพมหานคร

วันนั้นเจ้าตัวออกมาชี้แจงว่าตนเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และตราบใดที่ยังอยู่ในสถานะนี้จะทำหน้าที่ในสภาอย่างเต็มที่และยังไม่มีการตั้งพรรคการเมืองใหม่กับใคร

หลังจากนั้นเราก็ได้เห็นข่าวชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประกาศพร้อมลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ ภายใต้แนวคิด “สร้างกรุงเทพฯ ที่ดีกว่าเดิม” หรือ Better Bangkok

ก็เหมือนเป็นการยืนยันตามที่ฝ่ายกรณ์ระบุว่าไม่มีความรวมมือ ไม่มีตั้งพรรคใหม่ และไม่มีอะไรในกอไผ่ทั้งสิ้น!

แต่หลายคนก็อดคิดไม่ได้ว่ากรณ์ผู้ซึ่งตอนประกาศตัวขอเป็นหัวหน้าพรรคสีฟ้านั้น มีการคาดการณ์เอาไว้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยความที่ใกล้ชิดเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ชักชวนเข้าสู่เส้นทางการเมือง

เมื่ออกหักจากเก้าอี้ จะด้วยเกมการเมืองในพรรคหรืออะไรก็ตาม นี่จึงไม่ใช่แค่ความผิดหวัง แต่เรื่องราวยังหมายถึงที่อยู่ที่ยืนของกรณ์อีกด้วย

ถามว่ากรณ์ผู้ซึ่งพูดเองว่า “การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกตั้งส.ส.ไม่ถึงร้อยคน จึงอยากจะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง” แต่ที่สุดเมื่อประชาธิปัตย์ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ที่ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลง คนแบบกรณ์จะทำยังไง ก็น่าคิด

ย้ายพรรคลงผู้ว่าฯ

ที่สุดข่าวลืองวดใหม่มาอีก เมื่อมีคนออกมาบอกว่ากรณ์นี่แหละคือหนึ่งในตัวเลือกที่ถ้าลงผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องมีลุ้น

คนที่พูดเสียงดังที่สุดคือ เทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ คนสนิทของเดอะมาร์ค ที่ไลฟ์สด เป็นคลิปที่ระบุว่าแม้ชัชชาติจะถือเป็นตัวเต็ง แต่ถ้าถามว่าพรรคจะส่งใครสู้เพื่อให้เทียบเคียงได้บ้างนั้น ก็มีแต่ กรณ์ จาติกวณิช นี่แหละที่มีคุณสมบัติเหมาะสมหลายประการ

วันนั้นเทพไทร่ายยาวมาหลายประการ เช่น ระบุว่าสิ่งที่เหนือกว่าชัชชาติ คือกรณ์สัมผัสประชาชนในฐานะเคยเป็นส.ส.กทม. มาเเล้ว และยังไต่เต้าจาก ส.ส. จนได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะที่ชัชชาติไต่เต้าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจากการไปเชิญมา

เทพไทยร่ายมายาว (ภายหลังคลิปดังกล่าวหายไป) แต่คนไทยไม่เห็นว่าคนที่ถูกอวยจะว่ากระไร นอกจากข่าวลือแรงอีกระลอกช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า กรณ์จะย้ายพรรคไปซบพรรคพลังประชารัฐ!

เรื่องนี้ทำเอาเจ้าตัวต้องออกมายืนยันว่า “ข่าวลือก็คือข่าวลือ” จากนั้นก็แสดงความคิดเห็นว่าข่าวที่ออกมาอาจเพราะ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จึงมีการขยายผลมาที่ตนเองมากกว่า

พร้อมยืนยันว่าถ้าจะทำอะไร ก็จะมีการหารือพรรคพวกในพรรคประชาธิปัตย์ก่อนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม พรรคไม่มีใครมาคุยเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.กับตน

นี่จึงเป็นอีกข่าวลือที่ทำให้กรณ์ต้องกล่าววรรคทองที่ใช้ประจำอีกครั้งว่า “ผมยังทำหน้าที่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อยู่”

เก็บเกี่ยววงนอก

แน่ล่ะที่หน้าที่ส.ส.ของกรณ์ในพรรคคือการประชุมสภา แต่หน้าที่นักการเมือง คงไม่ได้มีแค่นั้น

เอาเข้าจริงๆ ภาพของกรณ์ไม่ได้คลุกคลีดราม่าสาดน้ำลายทางการเมืองมาพักใหญ่แล้ว แต่หากใครตามเฟซบุ๊ก ถ้าไม่นับการอวยพรปีใหม่ว่าขอให้ “คิดบวก” เราจะพบความเคลื่อนไหวของเจ้าตัวในเชิงสังคม ชุมชน และธุรกิจการเงินมาเรื่อยๆ เรียงๆ

ในเชิงสังคมและชุมชน ครั้งหนึ่งกรณ์ผันตัวไปเป็น “ชาวนาเฉพาะกิจ” ในโครงการเกษตรเข้มแข็ง ลงดำนาเกี่ยวข้าวด้วยตัวเองที่ จ.มหาสารคาม และที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก

และคงนึกกันออกที่กรณ์ทำข้าวแบรนด์ “อิ่ม” ที่เขาเข้าไปมีส่วนช่วยในการผลิตจนถึงหาช่องทางจัดจำหน่าย ทำให้ข้าวจากนาไปสู่จานข้าวของผู้บริโภค

วันนี้ “ข้าวอิ่ม” เดินทางมาถึงปีที่ แล้ว  กรณ์ออกมาประชาสัมพันธ์ข้าวทางเฟซบุ๊กของตนเองด้วยรอยยิ้ม คุยว่าปีนี้มีความเป็น “นาอินทรีย์” เต็มตัว เพราะได้รับรองจากกรมการข้าวเรียบร้อย

ข้าวอิ่ม ในถุงผ้า

ผลงานนี้ทำให้ชาวนามีความกินดีอยู่ดีขึ้นมาก มีรายได้จากการขาย “ข้าวอินทรีย์พรีเมียม” ที่ตันละ 25,000 บาท ทำให้ปลดหนี้ได้เกือบครบทุกราย แถมยังได้ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ไม่มีสารพิษร้ายมาทำลายสุขภาพ แฮชแท็กสั่งซื้อโดยตรงที่เบอร์ 06-1017-7092 หรืออินบ็อกซ์ เพจเกษตรเข้มแข็ง http://facebook.com/kasetkhemkhaeng

นอกจากนี้ด้วยความที่ข้าวอิ่มมีแพ็กเกจเป็นผ้า โดยมีทั้งข้าวอิ่มบรรจุถุงผ้า 1 กก. ราคา และข้าวอิ่มบรรจุกระเป๋าผ้า 4 กก.

ล่าสุดกรณ์เพิ่งแจ้งยอดว่ากลุ่มแม่บ้านหนองหิน มหาสารคาม มีรายได้จากการทอและเย็บแพ็กเกจข้าวอิ่มกว่า 7 แสนบาทต่อปี จากการนำผ้าขาวม้าธรรมดาๆ ที่กองอยู่หลังบ้านมาทำเป็นแพ็กเกจสวยงาม

นี่คืองานที่กรณ์ถักทอไว้กับชาวบ้าน รากหญ้าของสังคมไทย

ล้างภาพเดิม?

นอกจากงานลุยนา ตากแดด กรณ์ยังคงเคลื่อนไหวในงานอินเตอร์ ติดแอร์ หลังจากช่วงปี 2559 ชื่อของกรณ์มาโผล่เป็นประธานชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทย ที่เป็นหน่วยงานช่วยประชาสัมพันธ์ให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมฟินเทค และใช้กลไกของ FinTech สนับสนุนตลาดการเงินของไทย

ไม่นานมานี้เขาและสมาคมฟินเทคไทยเพิ่งจัดงานที่ E-Estonia Briefing Center ของรัฐบาลเอสโตเนีย ที่เมืองทาลลินน์ ประเทศเอสโตเนีย

กรณ์กับฟินเทค

กรณ์บอกว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่มีการพัฒนาในการบริหารจัดการในทุกมิติด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าทุกประเทศในโลก เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเขาทำได้เพราะระบบ e-identification เขาเสถียรมาก

กลับมาแล้วกรณ์ก็ไปโผล่ร่วมกับกลุ่ม เทค สตาร์ทอัพ ที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบุกเบิกและผู้นำในวงการสตาร์ทอัพของไทย

วันนั้นกรณ์พูดว่ากฎหมายบ้านเราเปิดให้คนอายุ 35 เป็นรัฐมนตรีได้ ซึ่งเราควรมีคนรุ่นนี้อยู่ในตำแหน่ง แต่อยากให้มาจากกลุ่มนักปฏิบัติกลุ่มแบบนี้ ไม่ใช่ต้องเป็นลูกนายทุนหรือทายาทนักการเมือง

นอกนั้นกรณ์ยังไปสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัย เช่น ที่ธรรมศาสตร์ รังสิต และอีกหลายที่

กรณ์กับกลุ่มเทค สตาร์ทอัพ

ความเคลื่อนไหวของกรณ์ที่นอกพรรคหลายคนมองว่ากรณ์เป็น “ตัวของตัวเอง” แบบที่แฟนคลับรอดูมาตลอด

ขณะที่หลายคนกลับมองว่าน่าจะมีความเป็น “หัวหน้ามาร์ค” แต่ก็แอบมีแนวคิดคล้ายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อยู่เนียนๆ โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจและสตาร์ทอัพ

แต่ถามว่าวันนี้หากกรณ์จะตั้งพรรคใหม่ หลายคนมองไปถึงคอนเซ็ปต์ของพรรคว่าไม่น่าจะออกแนวอุดมการณ์จ๋า สถาบันจี๋เหมือนที่เคยอยู่เคยเป็นมา แต่น่าจะออกแนวลุยๆ ติดดิน แต่ไม่ทิ้งเทคโนโลยีมากกว่า

ติดก็แต่ว่าวันนี้กรณ์ “ยังเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์” ผู้ซึ่งต้องคอยแจงข่าวลือแปลกๆ ว่าไม่จริ๊งไม่จริง ทั้งที่ไม่ใช่ว่าจะเป็นจริงไม่ได้ อย่างเรื่องการแท็กทีมคนในพรรคออกมาตั้งพรรคใหม่ของตัวเองก็เช่นกัน

ถ้าจะทำก็อย่าลืมแฮชแท็ก #คนจริงกลัวที่ไหน ด้วยแล้วกัน

อรรถพล เจริญชันษา มือปราบฟาร์มไก่ วัดใจ…ลุยให้จริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/407230?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

อรรถพล เจริญชันษา มือปราบฟาร์มไก่ วัดใจ…ลุยให้จริง

28 ธันวาคม 2562 – 10:10 น.
อรรถพล เจริญชันษา,คนในข่าว,กรมป่าไม้,ปารีณา,ปารีณารุกป่า
เปิดอ่าน 2,761 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28-29 ธันวาคม 62

*******************************

ช่วงปี 2561 คนไทยฮือฮาไปรอบแรก เมื่อได้รับข่าวว่า อธิบดีกรมป่าไม้คนใหม่ยังหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวด้วยวัยเพียง 52 ปีนามว่า อรรถพล เจริญชันษา”

แต่นั่นยังไม่ร้อนแรงเท่ากับลีลาของท่านอธิบดี ในการเดินหน้าชนคดีบุกรุกที่ดินป่าไม้จำนวน 46.1 ไร่ใน จ.ราชบุรี ของ ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ

งานนี้ทำเอาชื่อของเขา ติดคำค้นหาใน Google อันดับต้นๆ มาถึงวันนี้เรื่องราวของเขาจึงได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลายคนยังคงติดตามถามไถ่ไม่จบว่าจอมยุทธท่านนี้มาจากที่ไหน

ไหนๆ ก็สิ้นปีแล้ว คอลัมน์คนในข่าวก็ส่งท้ายด้วยเรื่องราวของมือปราบป่าไม้ ที่คนไทยรุ่นใหม่จับตามองมากที่สุดคนหนึ่งก็แล้วกัน

แดนดินกรมป่าไม้

ก่อนอื่น ทำความรู้จักกรมป่าไม้กันพอสังเขป จะได้เห็นภาพกว้างก่อน บางคนบอกที่นี่นับว่าแทบจะเป็นอีกมิติหนึ่งที่ต้องเป็นคนจากวนศาสตร์ ม.เกษตรฯ เท่านั้น

จริงไม่จริงยังไง ดูกันเอาเอง หากปัจจุบันกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่ทำหน้าที่อารักขาคุ้มครองและจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทยมายาวนานมีอายุครบ 123 ปี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562

กรมป่าไม้

เดิมทีกรมนี้สังกัดกระทรวงมหาดไทย และย้ายสังกัดหลายกระทรวง ทั้งกระทรวงเกษตราธิการ, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงเศรษฐการ จนปี 2547 มาสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ที่ผ่านมานับตั้งแต่ก่อตั้งกรมป่าไม้ มีเจ้ากรมและอธิบดีกรมป่าไม้ทั้งสิ้น 34 คน (ไม่นับรักษาการอธิบดี) ก่อนจะมีคนที่ 35 คือ อรรถพล เจริญชันษา ในวันนี้

และที่เกริ่นไว้ว่า ถ้าพูดถึงเรื่องของป่าไม้และธรรมชาติ ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่คนจากวนศาสตร์ ม.เกษตรฯ จะครองถิ่นนั้นไม่เกินเลย ที่ผ่านมามีชาววนศาสตร์ เคยขึ้นเป็นอธิบดีกรมที่ดูแลงานด้านนี้หลายคน

เช่น ดร.นิพนธ์ โชติบาล วนศาสตร์รุ่น 41 เคยนั่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, ชลธิศ สุรัสวดี วนศาสตร์ รุ่น 43 เคยนั่งอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ก่อนไปนั่งอธิบดีกรมป่าไม้)

หรือ ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ วนศาสตร์รุ่น 46 ก็เคยนั่งอธิบดีกรมป่าไม้ จนมาถึงปีที่ผ่านมาคนไทยได้อธิบดีกรมป่าไม้เป็นวนศาสตร์รุ่น 49

หลายคนบอกเพราะเมืองไทยมี “คณะวนศาสตร์” ที่เดียวที่ ม.เกษตรฯ ที่ตอบโจทย์สายราชการส่วนนี้ ไม่ใช่คณะเกษตร ไม่ใช่คณะประมง แต่นี่คือวนศาสตร์!

แต่หลายคนก็มองว่าเป็นเรื่องปกติสามัญ คล้ายมหาดไทยก็หนีไม่พ้นสิงห์ดำ สิงห์แดงของ จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และจะว่าไปเดิมทีคณะวนศาสตร์ ก็กำเนิดจากโรงเรียนการป่าไม้ ของกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตราธิการในอดีต ก่อนจะย้ายไปอยู่ ม.เกษตรฯ นั่นแหละ

คนหนุ่มอธิบดี

ที่เคยเป็นมา คนไทยคุ้นชินกับคำว่าอาวุโส ในระบบราชการ โดยมากแล้วคนที่จะก้าวไต่ลำดับขึ้นมาถึงตำแหน่งอธิบดี อายุน่าจะแตะใกล้ๆ เกษียณ แต่ “อรรถพล เจริญชันษา” มานั่งเก้าอี้นี้ในวัย 52 ย่อมเป็นที่จับตามอง

อรรถพล เจริญชันษา เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2509 จบมัธยมที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย จากนั้นมาต่อปริญญาตรีที่ คณะวนศาสตร์ (รุ่น 49) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ต่อมายังไปจบปริญญาโท ส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผ่านหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.1) สำนักงาน ก.พ.

ความเป็นลูกหม้อ ขนาดที่ว่าเรียนจบป.ตรีก็ไปเป็นลูกจ้างชั่วคราวบนดอยตุง งานหลักก็คุมคนงานไปปลูกป่า

จากนั้นสอบจนติดราชการ ก็ไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ ขึ้นเป็นหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าฉะเชิงเทรา (นักวิชาการป่าไม้ 7ว) และเป็นอดีต ผอ.ส่วนยุทธการด้านป้องกันและปราบปราม สำนักป้องกันและปราบปรามและควบคุมไฟป่า

ต่อมาเป็น ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สมุทรสงคราม และผู้อำนวยการสำนักวิชาการป่าไม้ จากนั้นเป็น ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า

ช่วงนั้นใครๆ เรียกว่า “ผอ.เอ็ดดี้” จนกระทั่งช่วงเดือนมิถุนายน 2560 เมื่อเขาได้เป็นรองอธิบดีกรมป่าไม้ ทั้งเป็นหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า(ศปก.พป.)ใครๆ ก็คงเรียกว่า “ท่านรองเอ็ดดี้”

จนกระทั่ง 26 พฤศจิกายน 2561 ครม.มีมติเห็นชอบแต่งตั้งอรรถพล เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ หลังตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้ว่างลงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 หลังจาก ชลธิศ สุรัสวดี ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำให้นายอรรถพลได้รับการแต่งตั้งแทนในที่สุด

ตอนนี้คงเรียกกันว่า “ท่านอธิบดีเอ็ดดี้”

ผลงานสายป่า

หลังนั่งเก้าอี้อธิบดี วันนี้ในวัย 53 ข่าวคราวของเขาก็เริ่มมีออกมามากขึ้น บางคนบอกเหมือนคนไฟแรงรับตำแหน่งใหม่ๆ ก็ออกลีลาสุดฤทธิ์ ส่วนจะทำได้ขนาดไหนรอวัดกันตอนหลัง

แต่สำหรับอธิบดีคนนี้ นอกจากผลงานเก่าก่อนช่วงที่ผ่านมาที่ทำมาเยอะ เช่น รับผิดชอบโครงการด้านการปราบปรามในหลายกรณี ทั้งรีสอร์ตบุกรุกภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ การจัดหาที่ดินทำกินของ คทช. และแก้ปัญหากลุ่มทุนปลูกสวนยางพาราในเขตป่าภาคอีสาน และภาคใต้ แถมยังได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้ตั้งชื่อทีมปฏิบัติการพิเศษป่าไม้มากมาย ทั้งชุดพญาเสือ และ ชุดพยัคฆ์ไพร

พอมาสวมหมวกในฐานะอธิบดี ดูเหมือนว่า อรรถพล เจริญชันษา ก็ยังคงทำงานต่อไป งานสำคัญช่วงมีนาคม 2562 เขาโผล่ร่วมแถลงข่าวการจัดทำข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าไม้ปี 2561 ร่วมกับศูนย์วิจัยป่าไม้

วันนั้นคนไทยได้รู้ว่าจากปี 2516 ที่ไทยมีพื้นที่ป่าทั้งหมดร้อยละ 43.21 ของพื้นที่ประเทศ แต่มาปี 2560 ไทยเหลือพื้นที่ป่าไม้ทั้งหมดร้อยละ 31.58 ของพื้นที่ประเทศ ประกาศเปรี้ยงว่าการป้องกันและรักษาทรัพยากรป่าไม้เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่สำคัญ !!

ระหว่างนั้น ก็มีงานอีเวนต์บ้าง อย่างงานแถลงข่าวโครงการ “วิ่งพิทักษ์ รักษ์ป่า ชาลเลนจ์” Forest Run Challenge เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2562 เพื่อนำรายได้จัดซื้ออุปกรณ์ในการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจป้องกันเหตุและเตรียมความพร้อมป้องกันไฟป่าเพื่อลดปัญหาหมอกควัน ตลอดจนช่วยลดอัตราความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ในระหว่างออกปฏิบัติงานดับไฟป่า ฯลฯ

ทั้งหมดนั้น มีข่าวออกสื่อแต่ไม่ฮือฮาเท่ากับข่าวลุยปารีณารุกที่

ฟอร์มดีให้สุดทาง

ไม่ใช่งานสร้างภาพ แต่คนดังอย่าง ปารีณา ไกรคุปต์ ใครไปเกี่ยวข้องก็ดังไปตามๆ กัน เหมือน อธิบดีกรมป่าไม้ที่มาเกี่ยวข้องเรื่องนี้ เพราะโดนร้องเรียนให้ตรวจที่ดินเขาสนฟาร์มใน ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ของคนงามคนดัง

แน่นอนการเดินหน้าจัดการเรื่องของคนรุกป่า ก็ต้องกรมป่าไม้อยู่แล้ว อธิบดีคนหนุ่มก็ไม่รอช้า ต้นเดือนธันวาคม ส่งเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษปารีณาต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส) ข้อหาบุกรุก แผ้วถางและยึดครองพื้นที่ป่า และประกาศพร้อมเอาผิดปารีณา 4 คดี โทษจำคุกสูงสุด 20 ปี

งานนี้ได้ใจคนไทยไม่พอ พอมาถึงเหตุการณ์แย่งไมค์ ที่ “ทวี ไกรคุปต์” บิดาของปารีณาบุกเข้าร่วมงานแถลงข่าวของกรมป่าไม้ พร้อมชอตเด็ดคือแย่งไมค์มาจากอธิบดีกรมป่าไม้มาพูดเอง

ภาพนั้นว่าเด็ดแล้ว แต่ยังไม่เท่ามีวาทะเด็ดที่คนไทยกรี๊ดลั่น เมื่ออธิบดีกล่าวหลังได้ยินว่าอีกฝ่ายอาจจะฟ้องกลับว่า “ถ้าจะฟ้องไม่ต้องไปฟ้องลูกน้อง ฟ้องผมคนเดียวก็พอ เพราะผมเป็นคนสั่งลูกน้อง ไม่ต้องฟ้องคนอื่น”

อย่างไรก็ดีในรอยต่อของคดีรุกป่าของสาวเอ๋ อธิบดีของเราคนนี้ก็เจอคำถามในแง่มุมสองมาตรฐาน ที่หากเป็นคนจนรุกป่าก็จะถูกตั้งข้อหาอย่างง่ายดาย แต่ถึงวันนี้เรื่องของสาวเอ๋ผ่านไปสองเดือนกว่าแล้ว

เรื่องนี้กรมป่าไม้ไม่ตอบอะไร จนมามีพาดหัวข่าวว่า “เดือด หลังขึ้น ฮ.พบป่าม่อนแจ่ม ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม จ.เชียงใหม่ กลายเป็นรีสอร์ตเพียบ” และเตรียมสางเรื่องนี้แล้ว

งานนี้ คนไทยอดคิดไม่ได้ว่า นี่คือการเบี่ยงเบนกระแสจากคดีสาวเอ๋ ที่กำลังเชื่องช้าหรือเปล่า

แต่ไม่ทันไร รุ่งขึ้นวันคริสต์มาส อธิบดีก็ออกมาประกาศทำนองว่า “ทำอยู่” แต่ได้ทำเรื่องสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีเพื่อความถูกต้อง หากกฤษฎีกาตีความอย่างไรก็พร้อมลุย

ชววบ้านร้านตลาดฟังภาษาแล้วยังงงๆ แต่สรุปง่ายๆ ว่าต้องรอไปอีกใช่มั้ย บอกตรงๆ ยิ่งเห็นช่วงหลังสาวเอ๋เงียบๆ ก็เริ่มหวั่นนิดๆ ว่าจะลงแบบไหน

แต่ที่แน่ๆ คนไทยฝากบอกว่านาทีนี้ ท่านอธิบดีเอ็ดดี้ ก็ยังจัดอยู่ในคนทำงานตัวจริงที่ชาวเน็ตกดไลค์ ผลงานใดในป่าไทยถ้าจัดการได้เท่าเทียมเที่ยงธรรม พวกเราก็คงพากันกดเลิฟมากขึ้น