‘SALISA’ แบรนด์ไทย ผงาดเวทีโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/405773?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

‘SALISA’ แบรนด์ไทย  ผงาดเวทีโลก

22 ธันวาคม 2562 – 00:05 น.
SALISA แบรนด์ไทย,SALISA แบรนด์ไทย  ผงาดเวทีโลก,พริ้ม นางสาวสริสา ชีวพันธ์ศรี
เปิดอ่าน 8,645 ครั้ง

แบรนด์’SALISA’ผงาดเวทีโลก ด้วยการออกแบบแฟชั่นนำสมัยเตะตาต้องใจ ในความเรียบหรู เนื้อผ้าดี มีคุณภาพ ไซด์มาตรฐานเอเชีย ทำให้มีออเดอร์ ทั้งจากเอเชียและอเมริกา

 “คมชัดลึกออนไลน์” พาคุณผู้อ่านไปสัมผัสบางเสี้ยวชีวิต เจ้าของแบรนด์ไทย‘SALISA’ คือ “พริ้ม” นางสาวสริสา ชีวพันธ์ศรี” Young designer ที่สำเร็จการการศึกษา จาก New York Parson school of design สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2560 ก่อนส่งผลงานเข้าประกวด และติด1ใน3 สุดยอดดีไซเนอร์ไทย ทำให้มีโอกาสไป”เบอร์ลิน” ดินแดนแฟชั่นชั้นนำของโลก

“ครอบครัวชีวพันธ์ศรี”กำลังใจสำคัญของ”พริ้ม”

  อ่านข่าว : ไลฟ์สไตล์ 85 แบรนด์สิ่งทอแฟชั่นดีไซน์โดนใจ

               : เส้นทางชีวิต..เด็กชายขอบ ไต่ฝันมี ‘แบรนด์เสื้อผ้า’

                    

ภาพจำ“อาม่า”เย็บผ้า

               “พริ้มชอบแต่งตัวตั้งแต่เด็กๆ มีอาม่าที่บ้าน เป็นคนชอบเย็บผ้าคะ ตั้งแต่เด็กก็เห็นภาพอาม่าเย็บโน้น เย็บนี่ พอเวลาพริ้มมีปัญหา ก็ขอให้อาม่าช่วยเย็บ ตอนเด็กๆ เคยเอาผ้าชิ้นส่วนมาเย็บทำกระเป๋า จริงๆตั้งแต่เด็กๆแล้ว พริ้มชื่นชอบแฟชั่นมากๆ ชอบดูการแต่งตัว ชอบดูวิธีการสไตส์ลิ่ง ชอบดูแบรนด์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตอนเด็กๆ”

“พริ้ม” นางสาวสริสา ชีวพันธ์ศรี” 

แต่ว่าพอโตขึ้นมาแล้วนี่ พริ้ม ก็ตัดสินใจว่า มันมีเสื้อผ้าหลายๆแบบ ที่เรามองแล้วอยากจะปรับเปลี่ยน อยากจะออกแบบของตัวเองขึ้นมา จึงตัดสินใจไปเรียนต่อด้านแฟชั่นดีไซด์ที่New York Parson school of design…เมื่อเรียนจบ ก็ฝึกงานที่อเมริกา ทั้งแบรนด์เสื้อผ้า และแบรนด์กระเป๋า

ก่อนหน้านี้ แบรนด์SALISA ก็เคยได้รับการคัดเลือก จากThai Designer Academy โครงการเฟ้นหาสุดยอดดีไซน์เนอร์ไทย จัดโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงพานิช ร่วมกับ บริษัทกันตนา เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 เดือนมิถุนายน

      แบรนด์SALISA รับรางวัลสุดยอดดีไซน์เนอร์ไทยจากนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์

เมื่อครั้งที่ นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยังรั้งตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้กล่าวย้ำว่า เป้าหมายของโครงการ Thai Designer Academy ได้มีความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างศักยภาพนักออกแบบไทยในรูปแบบ Academy คือการเป็นต้นแบบตัวอย่างของผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เพื่อช่วยสนับสนุนและผลักดันดีไซเนอร์ไทย รวมไปถึงการสร้าง คลื่นลูกใหม่ให้มีโอกาสพัฒนาและต่อยอดในเชิงธุรกิจ ด้วยฝีมือและทักษะของนักออกแบบไทยที่มีความโดดเด่น รวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้ผลงานออกมาเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

                  “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทางโครงการ Thai Designer Academy หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะพัฒนาศักยภาพและผลักดันนักออกแบบไทย สร้างมิติใหม่ ๆ ให้ได้โชว์พลัง ความสามารถและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ให้เกิดการยอมรับในความสามารถ พร้อมสร้างสรรค์คลื่นลูกใหม่ประดับวงการแฟชั่นไทย

                จึงตั้งเป้าให้ทุกแบรนด์ที่เข้าร่วมโครงการ ได้มีการเรียนรู้ทั้งในด้านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ Workshop Design Business การสร้างแบรนด์การตลาดออนไลน์ รวมไปถึงสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบรุ่นใหม่ เพื่อให้มีความพร้อมกับการแข่งขันในระดับสากลและก้าวสู่เป้าหมายสูงสุด พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้โดดเด่นบนเวทีโลกได้ในอนาคต” นายกอบชัย ระบุ

   แบรนด์ SALISA สริสา ชีวพันธ์ศรี (พริ้ม)จุดเด่นและแรงบันดาลใจของคอลเลคชั่นนี้ คือเงาที่ติดตามและอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา ซึ่งเงานั้นเปลี่ยนไปตามทิศทางของแสงและการเคลื่อนไหวของคน และวัตถุ การหักเหของแสงเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ภาพที่เราเห็นซึ่งอาจจะเล็กลงหรือใหญ่ขึ้นโดยไม่สามารถ คาดเดาได้

     จากเวทีระดับชาติก้าวสู่เวทีระดับโลก เมื่อแบรนด์ SALISAเป็นหนึ่งในสามแบรนด์ ผู้ชนะเลิศ มีโอกาสในการนำผลิตภัณฑ์ ไปร่วมงานแฟชั่นวีค ระดับอินเตอร์เนชั่นแนล ที่งาน Premium International Fashion Trade Show ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน เมื่อวันที่ 3 – 5 กรกฎาคม 2561

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเดือน ตุลาคม 2562 ได้รับเชิญจากทีมงาน ผู้จัด LA Fashion Week นำเสื้อผ้าของแบรนด์ SALISAไปร่วมงาน LA Fashion Week (LAFW)ฟรี  ณ พิพิธภัณฑ์ Petersen Automotive Museum นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562แบรนด์ SALISAสริสา ชีวพันธ์ศรีตัวแทนแบรนด์ไทยเพียงคนเดียว ที่ได้รับเชิญไปร่วมงานเปิดตัว alibaba in Hong Kong stock market ที่ฮ่องกง ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน และหนังสือพิมพ์ในฮ่องกง นำเสนอข่าวขึ้นหน้า1

สริสา เล่าด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้มว่า แบรนด์ SALISA ออกแบบแฟชั่นนำสมัย เตะตาต้องใจ ในความเรียบหรู เนื้อผ้าดี มีคุณภาพ ไซด์มาตรฐานเอเชีย เสื้อผ้าชุดเดียวสามารถสวมใส่เป็นชุดทำงานก็ได้  ชุดลำลองก็ดี  หรือชุดดินเนอร์ ฯลฯ  ทำให้มีออเดอร์ทั้งในเอเชียและอเมริกา

ในโอกาสจะขึ้นปีใหม่2563 แบรนด์SALISA ได้มีแนวทางดำเนินการจัดสรร ส่วนหนึ่งของรายได้จากการขายใน ig ชื่อ Salisa_ official และ เวบไซด์ชื่อ http://www.salisaofficial.com ชิ้นงานละ 50บาท ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562ถึงวันที่ 31 เดือนมกราคม2563 เพื่อบริจาคให้มูลนิธิเด็กเร่ร่อน 

              ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่รายได้ของมูลนิธิต่างๆจากการบริจาคลดลงซึ่งธุรกิจอื่นๆก็สามารถเอื้อเฟื้อต่อสังคมได้เช่นกัน พริ้มโชคดีที่มีครอบครัวชีวพันธ์ศรีมีคุณแม่ และคุณพ่อเป็นผู้สนับสนุนเต็มที่และให้คำปรึกษาแนะนำทุกด้าน ถึงมีวันนี้ วันที่พริ้มเลือกทำในสิ่งที่พริ้มรักและแบ่งปันให้สังคม” สริสา กล่าวด้วยรอยยิ้ม

SALISA นับเป็นแบรนด์เสื้อผ้าผลงานคนไทยที่มีอนาคตไกล

 กมลทิพย์ ใบเงิน…รายงาน

ธัญวัจน์-ธัญญ์วาริน คู่ส้ม คู่น่วม จูบนี้…รสปูอัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/405830?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

ธัญวัจน์-ธัญญ์วาริน คู่ส้ม คู่น่วม จูบนี้…รสปูอัด

21 ธันวาคม 2562 – 09:33 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์,สสLGBT,จูบกลางสภา,คนในข่าว
เปิดอ่าน 2,770 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 21-22 ธ.ค.62

**************************

วั้ยตั่ยแล้ว !! ชาวบ้านร้านตลาดร้องจ๊าก เมื่อเห็นภาพคู่รักชาวเกย์จุมพิตดูดดื่มกันกลางห้องแถลงข่าวรัฐสภา ทำให้สังคมไทยหันขวับมาจับจ้องไปที่ 2 แม่งาน ทันทีว่าเป็นผู้จัดฉาก

คนหนึ่งคือ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.) กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร และอีกคนหนึ่ง คือ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่

อย่างที่รู้ว่าในที่สุด ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ก็ได้ออกมาแถลงขอโทษภายหลัง พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้เตี๊ยมต๊งกันมาเล้ยยย (เสียงสูง)

แต่ชาวเน็ตก็ยังอุตส่าห์กลับไปเช็กคลิปดังกล่าว จนพบว่าก่อนเกิดเหตุระทึก ไม่รู้ใครแหละที่มีการกำกับและนับถอยหลัง “ห้าสี่สามสองหนึ่งแอ็กชั่น…” พร้อมปรบมือพอใจหลังพิธีกรรมจบอีกด้วย

อย่างว่า วันนี้การเมืองไทยมาถึงจุด “อย่าเชื่อคลิป” เพราะบางคนขนาดแย่งไมค์เห็นๆ ยังบอกว่าไม่ได้แย่ง วันนี้บอกว่าไม่ได้เตี๊ยม ก็ไม่ได้เตี๊ยม จะเอาอะไรอีก

ยังไงเสีย วันนี้มาทำความรู้จัก ส.ส. LGBT ของพรรคส้มหวานทั้งสองคนอีกครั้ง

คุณแม่ กมธ.

ว่ากันที่ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อแห่งส้มหวาน ค่าที่เป็นโฆษก กมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร

ก่อนที่เธอจะมาเล่นการเมือง แฟนคลับจะรู้จักเธอในนาม “ครูธัญ” คือผู้ที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในวงการบันเทิงมาอย่างมากมาย ทั้งนักแต่งเพลง พิธีกร นักแสดง ครูออกแบบท่าเต้น ก็ทำมาแล้วนับไม่ถ้วน

ครูธัญเป็นคนกรุงเทพฯ เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2514 ปัจจุบันอายุ 48 ปี จบศิลปศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล

เคยทำงานกับอากู๋ที่แกรมมี่ เป็นผู้ออกแบบท่าเต้นให้แก่ศิลปินในสังกัด, เป็นผู้ออกแบบท่าเต้น ผู้กำกับ ครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ ให้แก่ ทรูแฟนเทเชีย  เป็นคอมเมนเตเตอร์ รายการ เดอะ เทรนเนอร์ และยังเคยออกแบบการแสดงให้แก่รายการทางช่อง 3 มากมาย

ก่อนหน้านี้ปี 2559 ครูธัญในเสื้อคลุมของศิลปินคนบันเทิง เคยเขียนหนังสือ ชื่อ “พลิกเพศ สาวน้อยมหัศจรรย์ อยู่ไหนใน ปิตาธิปไตย” กล่าว “อำนาจนิยม” และคำว่า “ปิตาธิปไตย” หรือโลกชายเป็นใหญ่

นอกจากนี้ยังเคยเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์มากมาย เคยแต่งเพลงให้ ปุยฝ้าย AF4 เคยมีธุรกิจทางศิลปะบันเทิงชื่อ TUNYAWATENTERTAINMENT CO., LTD

แต่คนไทยกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้จดจำตรงนี้เท่ากับผลงานซิงเกิลที่ครูธัญเคยทำไว้ช่วงปี 2557 ชื่อเพลง “สวย” ในนามแฝงใหม่ “นิทาน” ซึ่งงานชิ้นนี้ครูธัญเขียนเพลงเอง ร้องเอง และออกแบบท่าเต้นเอง นำเสนอไอเดียว่า ความสวยที่ทุกคนอยากมีนั้น จริงๆ แล้ว คนเราสวยเพื่ออะไรกันแน่ ไปหาดูได้ตามยูทูบ

ใครได้ดูแล้วต้องบอกเลย แม่ก็คือแม่นะจ๊ะ

แมลงในสวนส้ม

ถ้าคุณสะดุดตา ส.ส.LGBT คนที่ไว้ผมบ๊อบและเสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็มแบบผู้หญิงดูสวยน่าสนใจ นั่นแหละคือ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ หรือ “กอลฟ์” เพราะเธอนับเป็น ส.ส.เพศที่สามที่แต่งหญิงคนแรกของเมืองไทย และก็เป็น ส.ส.LGBT อีกคนที่มาจากเส้นทางบันเทิง

ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ นั้นมีชื่อเดิมว่า “ชุมพล ทองทาบ” ส่วนชื่อเล่น “กอล์ฟ” นี่คือออริจินัลของเดิม เกิดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2516 ปัจุจบันอายุ 46 ปี เป็นชาวโคราช

กอล์ฟเรียนจบ ศิลปศาสตรบัณฑิต วิชาเอกภาษาฝรั่งเศส โทอังกฤษ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จากนั้นก็โลดแล่นในโลกบันเทิงโดยเคยเป็นผู้กำกับภาพยนตร์, นักเขียนบท, นักแสดง

คอหนังต้องจำเธอได้จากข่าวที่หนังของเธอถูกแบนจาก คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์” แบบที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ไม่ผ่าน กบว.” แต่ที่จริง กบว.นั้นมีหน้าที่จับผิดเฉพาะรายการทีวี และถูกยกเลิกไปนานแล้ว

หนังเรื่องนั้นคือ “Insects in the Backyard” ออกมาช่วงปี 2553 ชื่อไทยว่า แมลงรักในสวนหลังบ้าน ในโครงการ Indy Spirit Project ของนิตยสารไบโอสโคป

กอล์ฟเคยเล่าว่าแมลงก็หมายถึงกลุ่มคนแบบเธอที่มีจำนวนมากแต่ไม่ได้รับการยอมรับ

หนังได้ฉายในเทศกาลหนังนานาชาติมากมาย แต่ไม่ได้ฉายในไทยเพราะผู้ใหญ่บอกว่าเนื้อหาขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ยุคนั้นคณะกรรมการตรวจพิจารณาคณะใหญ่ มี ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯ ขณะนั้นเป็นประธาน

และในที่สุดช่วงปลายปี 2560 คนไทยก็ได้ดูหนังที่ กอล์ฟ ทั้งอำนวยการสร้าง กำกับ เขียนบท แสดงนำ ตัดต่อ แต่นั่นเกิดขึ้นเพราะเธอไม่เคยหยุดที่จะเดินหน้าต่อสู้ทางกฎหมายจนสำเร็จ

นอกจากเคยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยคนที่ 5 ในปี 2555 เกียรติประวัติและผลงานการเป็นผู้กำกับของเธอยาวเป็นหางว่าว ก่อนที่จะมาโบยบินอยู่ในสวนส้มหวานธนาธรในวันนี้

เด่นเด้งพรมแดง

สีสันการเมืองไทยตอนเข้าสภาวันแรกๆ ต้องบอกเลย พรรคอนาคตใหม่ต้องได้รางวัลดาวรุ่งดวงใหม่ หรือพรมแดงแจ้งเกิด

เพราะนอกจากแฟชั่นสาวช่อที่ถูกอกถูกใจกองเชียร์ ไม่ถูกใจฝ่ายอนุรักษนิยมด้วยวาทกรรม “สภาอันทรงเกียรติ” แล้ว ในส่วนของ 4 ส.ส.กลุ่ม LGBT ของพรรคส้ม ก็ขโมยซีนไปได้ไม่น้อย เพราะคนกลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้แต่งกายตามเพศสภาพ

กล่าวคือในส่วนของ ครูธัญ เลือกที่จะแต่งกายตามเพศสภาพชาย แต่ กอล์ฟ ธัญญ์วาริน เลือกแต่งกายตามเพศสภาพหญิง ส่วน ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อหญิง เลือกแต่งกายตามเพศสภาพชาย และ กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.หญิง เลือกที่จะแต่งกายตามเพศสภาพชาย

แน่นอนสิ่งนี้ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ในโลกออนไลน์ จนครูธัญต้องออกมาบ่นกลับในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ถ้านี่คือความไม่คุ้นชินของสังคม เรายังหัวเราะกับคำว่าอีกะเทย อีตุ๊ด อีดำ อีบ้านนอก อีชาวดอย อีเตี้ย อีอ้วน และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งที่เราเป็นประชาชนเหมือนกัน มันคือความเกลียดชังไม่ใช่หรือ พวกเราคือประชาชนเหมือนคุณทุกคน”

ยิ่ง กอล์ฟ ธัญญ์วาริณ ด้วยแล้ว รายนี้จัดเต็มตั้งแต่วันแรกที่ไปรายงานตัวด้วยสูทสีส้ม กระโปรงลายสีฟ้า รองเท้าสีเขียว ผมสีทองผูกจุก สังคมวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโซเชียลว่าแบบนี้ก็ได้หรือ จนเจ้าตัวก็ปรับลุคมาสวมสูทดำแต่ก็มีกิมมิก ดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ที่สื่อว่าฉันนี่แหละมั่น !

แต่นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวีรกรรมจากรูปลักษณ์ภายนอก เพราะถ้าถามผลงานเด่นคู่นี้ก็พอมี

วีรกรรมส.ส.

แน่นอนมาในนามส.ส.กลุ่ม LGBT ภารกิจต้องไม่ใช่แค่มานั่งสวยเพิ่มที่นั่งให้พรรคแน่ๆ และพรรคก็มีแนวทางอุดมการณ์ว่า “คนเท่ากัน” เป็นธงอยู่แล้ว

งานแรกที่คนให้ความสนใจคือ การที่ ส.ส.อนาคตใหม่กลุ่มนี้ เดินหน้าเพื่อขอจัดตั้งคณะกรรมาธิการสามัญสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ แยกจาก คณะกรรมาธิการสามัญ กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มความหลากหลายทางเพศ  แต่ข้อเสนอนี้ถูกตีตกจน กอล์ฟ ธัญญ์วาริน ต้องออกมาแถลงข่าวทั้งน้ำตา

จนกระทั่งมาถึงวีรกรรมล่าสุด ที่ทำเอาคนไทยหลายคนร้อง “อุ๊ตะ” ไม่ใช่เรื่องของการยื่นหนังสือเกี่ยวกับข้อเสนอของภาคประชาสังคมในด้านกฎหมายที่จะคุ้มครองการสมรสในครอบครัวเพศหลากหลาย แต่เป็นเหตุการณ์หลังจากนั้นกับการจุมพิตเป็นสัญลักษณ์ของคู่รักชายราวกับเพื่อเฉลิมฉลองพิธีกรรมนี้

งานนี้อย่างที่เห็นว่า ทั้งกองเชียร์ และกองแช่ง น่าจะรุมสับพร้อมๆ กัน เพราะเรื่องนี้ต่อให้เป็นชายหญิง ยังไงก็ไม่เหมาะสมอยู่ดี ภาพที่ มุกดา พงษ์สมบัติ ประธาน กมธ.ชุดเดียวกัน ต้องออกมาขอโทษสังคมพร้อมบอกว่าถึงกับนอนไม่หลับ ดูแล้วน่าเห็นใจ

ส่วนกองรักกันจริง ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ในห้วงที่พรรคส้มหวานงานเข้าขนาดนี้ สอง ส.ส.คนดังยังมาก่อเหตุเพิ่มเข้ามาอีก ล่าสุด เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สรศักดิ์ เพียรเวช ถึงกับออกปากว่า รับไม่ได้ และว่าจะมีการพิจารณาว่าควรมีการกำหนดบทลงโทษด้วยหรือไม่

เสียดาย ช่วงนี้ “เอ๋ ปารีณา” สงบปากคำไปเยอะ ไม่งั้นน่าจะโดนจัดหนักเป็นพาดหัวให้คนไทยได้ฮาอีกชัวร์ เพราะนี่มันในสภาไทย

ส.ส.LGBT โดยเฉพาะ หัวหอกพรรคอนาคตใหม่ที่นับเป็นถึงครูบาอาจารย์และคนทำงานมือรางวัล…ถ้าจะทำอีเวนต์ประเด็นสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ ต้องคิดใหม่ทำใหม่ให้ไฉไล เริด และดูแพงกว่านี้

เส้นทางชีวิต..เด็กชายขอบ ไต่ฝันมี ‘แบรนด์เสื้อผ้า’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/405397?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

เส้นทางชีวิต..เด็กชายขอบ ไต่ฝันมี ‘แบรนด์เสื้อผ้า’

18 ธันวาคม 2562 – 19:05 น.
เส้นทางชีวิต,เด็กชายขอบ,นางสาวแสงอ่อง ลุงอู,ราชมงคลพระนคร,แบรนด์เสื้อผ้า
เปิดอ่าน 1,945 ครั้ง

มีเงินใช้จ่ายเพียงวันละ 50 บาท รู้สึกหมดความหวังที่จะได้เรียนต่อ ติดตามแต่เส้นทางชีวิต..เด็กชายขอบ ไต่ฝันมี ‘แบรนด์เสื้อผ้า’ เป็นของตัวเอง

   “เพราะชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ยาก หากเกิดจากความพยายาม” หากเปรียบคำนิยามนี้กับชีวิตเด็กสาวชาวไทใหญ่ นางสาวแสงอ่อง ลุงอู นักศึกษาสาขาเทคโนโลยีเสื้อผ้า หลักสูตรเทียบโอน คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอและออกแบบแฟชั่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร  ที่มุ่งมั่นเดินทางไกลราว 1,000 กิโลเมตร จากหมู่บ้านชายขอบดินแดนไทย-พม่า สู่กรุงเทพมหานคร อดทนต่อสู้กับอุปสรรคเพื่อทำตามความฝัน โดยหวังว่าการศึกษาจะสามารถเป็นบันไดต่อยอดชีวิตให้ดีกว่าเดิม

อ่านข่าว :  สัมผัสเสี้ยวชีวิต ‘ด.ต.วิไล’ ครูตชด.ถักทอรร.ในฝันของท้องถิ่น

นางสาวแสงอ่อง ลุงอู เล่าว่า เกิดและเติบโตที่ชุมชนไทใหญ่ในศูนย์พักพิง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ซึ่งอพยพมาจากรัฐฉาน พ่อประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป (เกษตรกรรม) ปลูกกระเทียม พริก และรับซ่อมระบบประปาในหมู่บ้าน ส่วนแม่มีอาชีพทอผ้า

     ตั้งแต่เด็กเห็นความเหน็ดเหนื่อยและยากลำบากของพ่อแม่มาตลอด จึงช่วยทำงานมาตลอดไม่ว่าจะรับจ้างเก็บพริก ปลูกกระเทียม รวมถึงเก็บผักไปขายในหมู่บ้านเพื่อเป็นค่าขนม และพยายามหาโอกาสที่จะได้เรียนหนังสือให้สูง เพื่อหวังนำความรู้ไปช่วยเหลือครอบครัวและชุมชนต่อไป 

เส้นทางชีวิตของ แสงอ่อง ก่อนที่จะเข้ามาศึกษาในกรุงเทพมหานคร จบการศึกษาจากชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 จากโรงเรียนบ้านเปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ จากนั้นไปศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาบัญชี ที่สารพัดช่างเชียงใหม่ ศูนย์การเรียนรู้วัดดอนจั่น เป็นโรงเรียนประจำอาศัยอยู่กินในวัด

เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ทำให้มีโอกาสได้ศึกษาต่อ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ สาขาเทคโนโลยีแฟชั่นและสิ่งทอ โดยมีอาจารย์ต่างชาติที่เข้ามาเป็นอาจารย์อาสาที่ศูนย์การเรียนรู้ช่วยเหลือทุนเล่าเรียน (Stu and The Kids)

แสงอ่อง  เล่าอีกว่า จุดเริ่มต้นของการเข้ามาเรียนที่ มทร.พระนคร นับเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต เพราะไม่คาดคิดว่าจะมีโอกาสได้ศึกษาต่อระดับปริญญาตรี และเข้ามาเรียนในเมืองหลวง โดยอาจารย์ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ ซึ่งจบการศึกษาจาก มทร.พระนคร แนะนำให้มาเรียนต่อด้านสิ่งทอที่นี่ เพราะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาล และมีหลักสูตรที่สามารถเทียบโอนได้

      แสงอ่อง เล่าว่า  ช่วงแรกที่เข้ามาเรียนต้องปรับตัวหลายอย่าง เพื่อให้เข้ากับสังคมเมืองใหญ่ ส่วนด้านการเงิน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต้องประหยัดและอดออม เพราะไม่สามารถขอทุนจากมหาวิทยาลัยฯ หรือกู้ยืมทุน กยศ. ได้ เนื่องจากไม่มีบัตรประชาชน

             “ตอนนั้นมีเงินใช้จ่ายเพียงวันละ 50 บาท รู้สึกหมดความหวังที่จะได้เรียนต่อ เพราะที่บ้านไม่มีเงินส่งเป็นค่าเล่าเรียน รู้สึกเสียใจ แต่ไม่ท้อ พยายามมองหาช่องทางตลอด จนกระทั่งอาจารย์ทางคณะทราบเรื่องของตน จึงเข้ามาช่วยเหลือจัดหาทุนการศึกษาให้ ซึ่งเป็นทุนจากสมาคมศิษย์เก่าพณิชยการพระนคร อีกทั้งอาจารย์บางท่านได้ว่าจ้างให้ช่วยตัดเย็บชุดเพื่อเป็นรายได้เสริม จึงทำให้มีเงินพอจุนเจือชีวิตต่อได้ รู้สึกขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่ให้โอกาสนักศึกษาทุกคนอย่างเท่าเทียม”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผลการเรียนของ แสงอ่อง แม้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาเสมอ แต่ไม่เคยคิดว่าที่ต้องตั้งใจเรียนเพราะยากจน แต่รู้สึกว่าเมื่อมีโอกาสและมีผู้มอบโอกาสให้แล้ว ควรทำให้ดีที่สุดในทุกวัน และไม่คิดหยุดความฝันในการมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตนเอง รวมถึงวันที่ทำให้ครอบครัวภูมิใจที่สุด คือการคว้าใบปริญญาและนำความรู้ที่มีกลับไปช่วยครอบครัว ช่วยพัฒนาบ้านเกิด ช่วยให้น้อง ๆ ในชุมชนไทใหญ่ได้มีโอกาสที่ดีเหมือนที่ตนได้รับ

      “ฝากถึงทุกคนที่โชคดีมีเงินพร้อมให้ตั้งใจเรียน หมั่นศึกษาหาความรู้ อยากให้ทุกคนค้นหาตัวเองให้เจอ เพราะหากเรียนไปเรื่อยเปื่อยเราจะเสียเวลาไปในแต่ละวันแต่หากเรามีจุดหมายจะทำให้เราเดินได้เต็มที่และไปถึงจุดหมายอย่างรวดเร็ว และมีทิศทาง” บัณฑิตป้ายแดง กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ด้าน รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ รักษาราชการแทนอธิการบดีราชมงคลพระนคร  กล่าวว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมและให้โอกาสทางการศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้มีการมอบทุนการศึกษาให้นักศึกษาที่มีความประพฤติดี มีผลการเรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อเป็นการช่วยเหลือนักศึกษาและแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีผลต่อการศึกษาและการเรียนรู้ของนักศึกษา เป็นประจำทุกปี โดยหวังส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาของนักศึกษาให้ประสบความสำเร็จ เพื่อเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพทั้งด้านการเรียน การทำงาน และการดำรงชีวิตต่อไป

ชีวิตคือการเดินทาง หากมีเป้าหมายในชีวิตหรือความฝัน การเดินต้องเดินอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดเดิน ไม่หยุดความฝัน เหมือน “นางสาวแสงอ่อง ลุงอู” สาวไทใหญ่ ที่เธอฝันจะมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง

แพทย์หญิงคนแรก รับรางวัลวิจัยเส้นผมเวทีโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/404682?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

 แพทย์หญิงคนแรก รับรางวัลวิจัยเส้นผมเวทีโลก

15 ธันวาคม 2562 – 16:55 น.
แพทย์หญิงคนแรก,อายุน้อยที่สุด,วิจัยเส้นผม,รศดรพญรัชต์ธร ปัญจประทีป
เปิดอ่าน 3,083 ครั้ง

แพทย์หญิงไทยคนแรก คว้ารางวัล ผู้ที่มีความสามารถและมีผลงานวิจัยด้านการดูแลสุขภาพเส้นผมนานาชาติ

มีข่าวที่น่ายินดีสำหรับวงการแพทย์ผิวหนังไทย ที่ “รศ.ดร.พญ.รัชต์ธร ปัญจประทีป” อาจารย์ประจำ สาขาวิชาตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นแพทย์หญิงไทยคนแรก

อ่านข่าว : NIA ประกาศสุดยอดนวัตกรรมของประเทศไทย ประจำปี 2562

ที่ได้รับรางวัลสูงสุดสำหรับผู้ที่มีความสามารถและมีผลงานงานวิจัยด้านเส้นผม และยังเป็นผู้ที่มีอายุน้อยสุดของผู้ที่เคยได้รับรางวัลจากสมาคมศัลยกรรมปลูกผมนานาชาติหรือสถาบันInternational Society of Hair Restoration Surgery(ISHRS) ในการประกาศรางวัลPlatinum Follicle Award2019 ของสมาคมISHRSในการประชุมWorld Congress Meetingครั้งที่ 27 ที่ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่13 -16 พฤศจิกายน2562 ที่ผ่านมา

สำหรับรางวัลPlatinum Follicle Award2019 นั้นเป็นรางวัลสูงสุดสำหรับผู้ที่มีความสามารถและมีผลงานวิจัยด้านการดูแลสุขภาพ ที่มีความสำเร็จที่โดดเด่นในการวิจัยพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์หรือทางคลินิกที่เกี่ยวข้องกับพยาธิสรีรวิทยาของเส้นผมหรือกายวิภาคศาสตร์เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเส้นผม

  รศ.ดร.พญ.รัชต์ธร ปัญจประทีป กล่าวว่า รางวัลเป็นเพียงสิ่งตอบแทนอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งสำคัญในการทำงานวิจัยแต่ความรู้ที่ได้ต่างหาก คือ สิ่งสำคัญที่ได้ทำสำหรับโรคผิวหนังแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะมองดูแต่เพียงผิวเผิน คิดว่ามีแต่ความสวยงาม แต่แท้จริงแล้วยังมีโรคผิวหนังอื่น ๆ อีกมากมาย

        “และโดยส่วนตัวก็ชอบเรียนเรื่องผมมาตั้งนานแล้ว หลังจากเรียนศัลยศาสตร์เลเซอร์ผิวหนังจบ จึงสนใจมาเรียนทางด้านปลูกผมต่อ และปัจจุบันก็ทำงานด้านนี้ประมาณ40เปอร์เซ็นต์ ของเวลาทำงานทั้งหมด” รศ.ดร.พญ.รัชต์ธร กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ไม่เพียงเท่านั้น  ก่อนหน้านี้ รศ.ดร.พญ.รัชต์ธร ปัญจประทีป ได้สร้างชื่อเสียงให้กับวงการแพทย์ไทยจากผลงานวิจัยในงานISHRS Poster Awards 2017ที่จัดโดยสมาคมศัลยกรรมปลูกผมนานาชาติ (International Society of Hair Restoration Surgery)

เหนืออื่นใด เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา รศ.ดร.พญ.รัชต์ธร ปัญจประทีป ได้ส่งบทความพิเศษเพื่อการนำเสนองานวิจัย (ประเภทโปสเตอร์) ในหัวข้อวิจัย “Proteomic Analysis in Dermal Papilla from Male Androgenetic Alopecia After Treatment with Low Level Laser Therapy”และสามารถคว้ารางวัลที่1ในประเภทงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในรูปแบบของโปสเตอร์ ซึ่งเป็นงานวิจัยชิ้นแรกในเอเชีย ในการยืนยันประสิทธิภาพของกระบวนการรักษาด้วยเลเซอร์ความเข้มต่ำ เพื่อขจัดปัญหาโรคผมร่วงที่เกิดจากพันธุกรรม

 

        “จากผลการศึกษาพบว่าการใช้เลเซอร์ที่มีความเข้มต่ำในการกระตุ้นให้หนังศีรษะสร้างเส้นผมนั้น ให้ผลดีที่24สัปดาห์ โดยความสำเร็จครั้งนั้นถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของการศึกษาในประเทศไทย” รศ.ดร.พญ.รัชต์ธร กล่าว

สำหรับสมาคมศัลยกรรมปลูกผมนานาชาติหรือ (ISHRS) ก่อตั้งขึ้นในปี1993โดยเป็นสมาคมศัลยกรรมปลูกผมที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยสมาชิกกว่า1,000 คนจากกว่า70ประเทศในโลกกลมๆใบนี้

ปรบมือรัวๆ ให้กับ รศ.ดร.พญ.รัชต์ธร  ปัญจประทีป แแพทย์หญิงไทยคนแรก ที่คว้ารางวัล ผู้ที่มีความสามารถและมีผลงานวิจัยด้านการดูแลสุขภาพเส้นผมนานาชาติ

‘ฟ้าใส’ กับ 5 สิ่งอะเมซิ่ง คุณค่า ‘จักรวาลใจ’ ไทยแลนด์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/404365?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

‘ฟ้าใส’ กับ 5 สิ่งอะเมซิ่ง คุณค่า ‘จักรวาลใจ’ ไทยแลนด์

14 ธันวาคม 2562 – 10:55 น.
มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด,ฟ้าใส ปวีณสุดา,นางงามจักรวาล
เปิดอ่าน 581 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14-15 ธ.ค.62

****************************

แน่นอนคนไทยรู้สึกดีใจไปด้วยกับเจ้าของมงกุฏมิสยูนิเวิร์ส 2019 อย่างมิสเซาท์แอฟริกาที่ก็ต้องยอมรับว่าเธอคนนั้นมีความพร้อมมากมายที่จะได้ตำแหน่งนั้น

แต่ยอมรับเถอะว่าลึกๆ แล้วเรายังรู้สึกหน่วงๆ ว่าทำไมถึงไม่ใช่ “ฟ้าใส ปวีณสุดา” มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 ผู้ซึ่งถึงพร้อมเกือบทุกอย่าง และยังได้รับการฟันธงจากเซียนนางงามมากมายทั้งไทยและเทศว่า คนนี้มาแรง มีลุ้น

ปวีณสุดามงลงที่ไทย

วันนี้มิได้มาพูดให้ต้องรู้สึกเสียดาย แต่พอพูดแล้วความเสียดายก็บังเกิด เพราะเมื่อรวบรวมคุณสมบัติ สรรพคุณ ข้อดี ข้อเด่น หรืออะไรก็ตามแต่จะนิยาม ก็พบว่า “ฟ้าใส ปวีนสุดา” ในวัย 26 เธอแบ่งเวลาชีวิตตรงไหนยังไง ทำไมถึงเป็นอะไรที่อะเมซิ่งได้มากมายขนาดนี้!

และต่อไปนี้คือการรวบรวมสุดยอดข้อดีของเธอ แม้ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็เป็นครีมข้นๆ ของความเป็น “ฟ้าใส ปวีณสุดา” นางงามจักรวาลใจของพวกเรา

1.ฉลาดตอบ

มายาคติของมวลมนุษยชาติ คือคนสวยมักฉลาดน้อย และการเรียกการประกวดนางงามว่า “เวทีขาอ่อน” ก็สะท้อนถึงการดูเบาและเหยียดหยันอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ทุกวันนี้ เวทีประกวดนางงามมีพัฒนาการมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะเวทีมิสยูนิเวิร์สที่ว่าสูงสุดแล้ว คำถามของผู้เข้ารอบสุดท้ายคือนาทีที่คนทั่วโลกจับจ้อง

เพราะเมื่อที่สุดแล้ว ความพร้อมของใบหน้าเรือนร่างที่ทุกสาวงามมีมาเท่ากัน จุดตัดสินที่วัดกันจริงๆ ว่าใครควรมงลง ก็เห็นจะเป็นกึ๋นที่แสดงออกมาจากการตอบคำถามให้ได้ภายใน 30 วินาทีนั่นแหละ

สำหรับ “ฟ้าใส” หรือ เจนนิเฟอร์ ปวีณสุดา แซ่ตั่น ดรูอิ้น ผู้ซึ่งมีดีเอ็นเอของคุณพ่อที่เป็นชาวแคนาดาเชื้อสายฝรั่งเศส คุณแม่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ใบหน้าสวยงามหมดจด

ปวีณสุดาตอบคำถาม

แต่ในส่วนของคำถามและคำตอบของเธอที่เราได้รู้กันไปแล้ว กลับมีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้น คือคำตอบของเธอได้รับการพูดถึงหลังจากนั้นอย่างกว้างขวางว่า “เหมาะสมแล้ว” อย่างที่เธอเองเพิ่งบอกไปหลังกลับมาถึงเมืองไทยว่า “มันเป็นเรื่องค่อนข้างอ่อนไหว” นั่นแหละ

คือแม้จะไม่ฟันธงให้ใครได้สะใจ แต่ในสถานะของสาวงามที่มาจากที่ซึ่งมีบริบททางการเมืองแบบ “ประเทศเรามี” เธอก็ตอบอย่างประนีประนอมมากพอสำหรับคนที่ได้ชื่อว่าจะก้าวไปเป็น “ทูตสันถวไมตรี” มากมายในระดับนานาชาติ

บางทีกรรมการในรอบสุดท้ายอาจลืมมองมุมนี้ไปกระมัง

2.เก่งสุนทรพจน์

รู้ยังว่านอกจากจะสวยปานนางฟ้า การศึกษาดีระดับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ จากประเทศแคนาดาแล้ว ช่วงวันที่ กันยายน ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศยังได้มอบหมายให้เธอเป็นตัวแทนขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี แห่งการก่อตั้งกรอบความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกกับลาตินอเมริกา ในระหว่างการจัดงานฉลองครบรอบ 40 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตของประเทศไทยกับประเทศโคลอมเบีย ซึ่งจะมีขึ้น ณ กระทรวงการต่างประเทศ

ที่งานกล่าวสุนทรพจน์ของปวีณสุดา

วันนั้น “ฟ้าใส” ได้กล่าวถึงความเป็นมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและโคลอมเบีย ตลอด 40 ปี และความเชื่อมั่นในอนาคตว่า ทั้งสองประเทศจะมีเป้าหมายร่วมกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี วิทยาการ การพัฒนาอย่างยั่งยืน และด้านวัฒนธรรม เพื่อผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน และหาแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในระดับโลกต่อไป

อย่างที่รู้กัน งานระดับชาติขนาดนี้ ผู้ที่จะขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ ไม่ใช่คนธรรมดากาไก่แน่ๆ

3.กล้ากลับมาสู้

ถ้าใครเคยดูหนัง Little Miss Sunshine การเดินทางของสมาชิกครอบครัวฮูเวอร์ คน เพื่อพา “โอลีฟ” ลูกสาวคนเล็กไปประกวด ‘นางงามแห่งแสงตะวัน’ จะรู้ว่าที่สุดแล้วเป้าหมายไม่ใช่ “ชัยชนะ” แต่คือการ “ไม่ยอมแพ้”

สองคำนี้ต่างกันยังไง เชื่อว่าฟ้าใสรู้ดี เพราะเธอนั้นผ่านการประกวดมาแล้วมากมาย “เดินสาย” ทั้งชีวิต

งานเพื่อสังคมก็เอา

แต่ที่ต้องโฟกัส คือเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ที่เธอเคยเข้าประกวดมาแล้วช่วงปี 2560 ตอนนั้นตั้งใจถึงขนาดที่วางแผนกลับไปเรียนต่อให้จบ และหมายมั่นว่าต้องได้เกียรตินิยม จนเมื่อทำได้แล้วก็เข้าประกวดทันที และก็ทำสำเร็จได้ที่ ส่วนมงไปลงที่ “มารีญา พูลเลิศลาภ” อีกตัวเต็งของคนไทยในเวทีจักรวาล 2017 ปีนั้นเหมือนกัน

ระหว่างนั้น ฟ้าใสก็ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งมิสไทยแลนด์เอิร์ธ 2017 เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประกวดมิสเอิร์ธ 2017 ไปถึงรอบ คนสุดท้าย ระหว่างนั้นก็ทำงานดีเจจัดรายการวิทยุกีฬาพารวย FM99 ไปด้วย

จนที่สุดเธอก็กลับมา “สานฝัน” ได้สำเร็จสมบูรณ์ในการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 หนนี้อีกครั้ง

สานฝันในที่นี้หลายคนอาจมองว่าการได้ “มงลง” แบบที่นักวิเคราะห์เรียกเธอว่า นางงามกระหายมง” แต่สำหรับฟ้าใส อาจหมายถึงการกล้าที่จะกลับมาแก้ตัวใหม่ เพราะจะมีสักกี่คนที่จะหวนกลับมาเวทีเดิมที่เคยพ่ายแพ้ในเวลาที่ห่างกันเพียงแค่ ปี

4.น่ารักติดดิน

ถ้าคุณอยากรู้จักตัวตนของใคร ให้ไปถามเพื่อนของเขา เรื่องราวความน่ารักของฟ้าใส จากปากคำของบรรดาเพื่อนนางงามด้วยกันปรากฏในโลกโซเชียลมากมาย

เช่น Miss US Virgin Islands ที่เคยเข้าร่วมประกวดมิสเอิร์ธ 2017 กับฟ้าใส และตอนที่ฟ้าใสได้เข้าไปถึงรอบ คนสุดท้ายเธอก็ออกมาโพสต์แสดงความยินดีด้วย และบอกถึงความน่ารัก เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเป็นกันเองกับเพื่อนๆ ของฟ้าใสไว้มากมาย

อีกมุมน่ารักติดดิน

ส่วนเพื่อนนางงามไทยในเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 ก็ได้เล่าประสบการณ์ตอนที่ใช้ชีวิตร่วมกันช่วงเก็บตัวว่า ฟ้าใสเป็นคนที่มีน้ำใจมากๆ คอยช่วยสอนเพื่อนๆ ทั้งการเดิน สอนแต่งหน้า แถมยังช่วยหาชุดราตรีให้เพื่อนที่ยังหาชุดไม่ได้จนสามารถนำมาสวมใส่ขึ้นประกวดได้สำเร็จ ฯลฯ

ที่สำคัญฟ้าใสยังเป็นนางงามที่ใช้ชีวิตติดดินมากๆ แม้จะได้รับรถยนต์จากกองประกวดภายหลังได้รับตำแหน่ง แต่หลายครั้งที่เธอขอนั่งรถเมล์และขนส่งสาธารณะ บอกว่านั่งรถเมล์ไปเรื่อยๆ สมองปลอดโปร่งดี ส่วนเรือด่วนคลองแสนแสบ และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไม่ต้องพูดถึงฟ้าใสลุยมาหมดแล้ว

5.สวยใจบุญ

นอกจากนี้ คงจำกันได้ หลังจากฟ้าใสคว้าตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ปี 2019 จากนั้นเธอและเพื่อสาวงามอีก 15 คน ที่เข้าประกวดเวทีเดียวกัน ได้ร่วมกันเปิดตัวโครงการ We Are One by Fasai Journey #1

โครงการนี้มีคอนเซปต์ว่า “รอยยิ้มสดใสด้วยพลังใจแห่งศิลป์” โดยร่วมมือกับ 50 บุคคลศิลปะจากหลากหลายแขนง ทั้งทางด้านจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เพื่อถ่ายทอดแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้เยาวชนผู้ด้อยโอกาสในสังคมและเยาวชนผู้พิการได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ผ่านการเรียนรู้จริงจากกิจกรรมเวิร์กช็อปของโครงการ

We Are One by Fasai Journey #1 ภาพจากเฟซบุ๊ก Chantana AI

ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคนนำไปปรับใช้เป็นประโยชน์ในการเติมเต็มความฝัน อีกทั้งยังหาเลี้ยงชีพหรือพึ่งพาตนเองได้ต่อไป โดยวันนั้นมีเด็กด้อยโอกาสจำนวน 104 คน จาก โรงเรียน กับ มูลนิธิมาร่วมโครงการ

วันนั้นเธอกล่าวว่า  คำว่าโอกาสนั้นไม่ได้มาง่ายๆ ฟ้าใสอยากที่จะให้โอกาสกับเด็กที่ด้อยโอกาส เพราะคิดว่าโอกาสที่เขาจะสามารถทำในสิ่งที่เขาอยากจะทำ ทำในสิ่งที่เขาฝัน หรือสิ่งที่เขาอยากต่อยอดไปเป็นอาชีพในอนาคต

ปวีณสุดารักเด็ก

คงไม่แปลกใจใช่ไหมว่าทำไมฟ้าใสถึงสวยใจบุญกับเด็กๆ ได้ขนาดนี้ แอบกระซิบดังๆ ว่าเพราะเธอมี “พี่ปุ๋ยรักเด็ก” หรือ ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก เป็นไอดอลยังไงล่ะ

ถอนหายใจว่าสวยเด่นอะเมซิ่งขนาดนี้แล้ว วันนี้ไทยแลนด์ “มงโลกรอบ 3” ยังไม่ลงก็คงต้องปล่อยไป แต่ที่แน่ๆ สายสะพายตรา “ไทยแลนด์” บนเวทีนี้ ดูแล้วแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จับตามองได้เลย ไม่นานมีเฮ

สัมผัสเสี้ยวชีวิต ‘ด.ต.วิไล’ ครูตชด.ถักทอรร.ในฝันของท้องถิ่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/404025?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

สัมผัสเสี้ยวชีวิต ‘ด.ต.วิไล’ ครูตชด.ถักทอรร.ในฝันของท้องถิ่น

12 ธันวาคม 2562 – 00:05 น.
สัมผัสเสี้ยวชีวิต,ดตวิไล ธนวิภาศรี,โรงเรียนในฝัน,ครูตชด
เปิดอ่าน 904 ครั้ง

สัมผัสเสี้ยวชีวิต ครูผึ้ง ‘ด.ต.วิไล ธนวิภาศรี ‘ ครูตชด. ผู้ประสานความร่วมมือร่วมใจในชุมชน ช่วยกันถักทอรร.ในฝันของท้องถิ่นให้เกิดขึ้นจริง..

รอยยิ้ม… ท่าทีร่าเริงเป็นมิตรของเด็กๆ และความตั้งใจมาเรียนจนอัตราการขาดเรียนด้วยสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ใช่การลาป่วยมีตัวเลขเป็นศูนย์เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เห็นได้จากโรงเรียนในสังกัด“กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน” (ตชด.)บ้านห้วยสลุง อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

 อ่านข่าว :  เปิด25ข้อทวงศักดิ์ศรี ครูไทยกลับคืน

สิ่งที่กล่าวมาไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นแต่เป็นความเสร็จในการจัดการที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของครู นักเรียน ผู้ปกครองและทุกๆ คน ในโรงเรียนแห่งนี้ ที่ค่อยๆ ถักทอภาพของโรงเรียนในฝันขึ้นมาร่วมกัน

                            ด.ต.หญิง วิไล ธนวิภาศรี 

แต่สิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นยาก หากขาดหัวเรือหลักอย่าง “ด.ต.หญิง วิไล ธนวิภาศรี” ครูใหญ่โรงเรียน ตชด. บ้านห้วยสลุง คอยกำกับทิศทาง

ด.ต.หญิง วิไล หรือครูผึ้งของเด็กนักเรียนโรงเรียนตชด.บ้านห้วยสลุงเล่าว่า เหตุผลสำคัญของการทำงานได้อย่างเข้าใจธรรมชาติของเด็กในพื้นที่และชุมชน นั้นมาจากการเป็นคนในพื้นที่ เป็นครูตชด.ที่ได้กลับมาทำงานในบ้านเกิดตัวเอง

   “สมัยก่อนที่บ้านและที่โรงเรียนเป็นพื้นที่ถิ่นทุรกันดาร ไม่มีหน่วยจัดการศึกษาที่ไหนเข้าไปจัดให้ มีแต่โรงเรียน ตชด.เข้ามาจัดการศึกษาให้ มีห้องเรียนป.1ถึง ป.4เรียนถึงชั้นสูงสุดของโรงเรียน คือจบป.4ก็ไปเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้านห่างจากหมู่บ้านประมาณ2กิโลเมตรเป็นโรงเรียนในสังกัดของสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)เพื่อเรียนต่อ ป.5 และ ป.6″ ด.ต.หญิง วิไล ย้อนอดีต              

               ด.ต.หญิง วิไล   เล่าอีกว่า  การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ตชด.ในสมัยนั้นเป็นการจัดตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  มีครู ตชด. เข้ามาเป็นผู้สอน สมัยนั้น ทั้งโรงเรียนมีครูประมาณ 4 คน การเรียนการสอน เน้นให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้เป็นส่วนใหญ่ไม่มีวิชาการ หรือการสอบประเมินมากมายเหมือนสมัยนี้โครงการอาหารกลางวันก็ไม่มี เมื่อก่อนนาน ๆ ก็จะมีเขามาเลี้ยงสักทีหนึ่งเพราะเมื่อก่อนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนจะเน้นให้นักเรียนได้อ่านออกเขียนได้อย่างเดียว ไม่มีอะไรประเมินมากมายเหมือนสมัยนี้

              “สมัยนั้นยังไม่มีโครงการอาหารกลางวันนักเรียนต้องเดินกลับไปทานข้าวที่บ้านเอง หรือหอใบไม้ใส่กล่องมากิน ส่วนใหญ่เป็นอาหารง่ายๆ ข้าวกับน้ำพริก แต่บางอาทิตย์ หรือบางเดือนจะมีคณะผู้ใหญ่ใจดีเดินทางจากในเมืองเข้ามาเลี้ยงอาหารกลางวันได้กินอาหารดีๆหรือบางครั้งครูก็ทำอาหารกลางวันเลี้ยงพวกเรา” ครูใหญ่โรงเรียนบ้านห้วยสลุงเล่าถึงช่วงชีวิตวัยเรียนของตัวเอง

หลังจากเรียนจบชั้นม.6 ด.ต.วิไล ทราบจากข่าวประชาสัมพันธ์เรื่องโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการคุรุทายาทของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งประกาศรับศิษย์เก่าที่จบชั้นสูงสุดจากโรงเรียน ตชด. จึงลองไปสอบแข่งขันเป็นตำรวจชั้นประทวน เมื่อสอบได้ตามที่ประกาศ ก็เข้าเรียนและฝึกเป็นภาคสนามของ ตชด.3เดือน จากนั้นก็ฝึกความสามารถครูอีก6เดือนก็ได้บรรจุเป็นครูตชด.กลับมาสอนที่บ้านเกิด

ครูผึ้งเล่าว่า โรงเรียนปัจจุบันที่ได้รับมอบหมายให้มาปฏิบัติหน้าที่เป็นครูใหญ่เป็นโรงเรียนที่สร้างขึ้นจากความต้องการของคนในชุมชนประชาชนในพื้นที่บ้านห้วยสลุง หมู่8ต.พระธาตุ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ส่วนใหญ่เป็นชาวปกาเกอะญอที่อพยพมาจากพื้นที่ดอยสูงมาตั้งรกรากในพื้นที่ ยึดอาชีพรับจ้างมีฐานะยากจน ลูกหลานในพื้นที่ไม่มีโรงเรียน

เดิมนักเรียนในหมู่บ้านต้องเดินทางไปเรียน ที่โรงเรียนบ้านทุ่งมะขามป้อมซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 4.2 กิโลเมตรชาวชุมชนบ้านห้วยสลุงจึงดำเนิการขอจัดตั้งโรงเรียนในชุมชนไปยังกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่34 ให้จัดตั้งศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยสลุง เปิดทำการเรียนการสอนเมื่อวันที่16 พฤษภาคม 2560

โดยในส่วนของอาคารเรียนที่เห็นในปัจจุบัน มาจากการขอความอนุเคราะห์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี จนได้รับการจัดสรรคงบประมาณให้และใช้แรงงานก่อสร้างจากนักศึกษาจิตอาสาช่วยเหลือสังคมจาก3สถาบัน คือมทร.ธัญบุรีมทร.ล้านนา และมทร.สุวรรณภูมิ ใช้เวลาสร้างอาคารหลักของโรงเรียน3หลัง ประกอบด้วยอาคารราชมงคลเฉลิมพระเกียรติหลังที่ 47,48,49 ทั้งหมด ในเวลา 35 วัน            

         “สภาพของชุมชนและโรงเรียนในปัจจุบันดีขึ้นกว่าเมื่อสมัยก่อน เพราะว่าการคมนาคมสะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น โรงเรียนใช้รูปแบบการบริหารจัดการแบบ โรงเรียนตชด. ให้เด็กได้ศึกษาทั้งทฤษฎีและภาคปฏิบัติเน้นให้เด็กได้ลงมือทำปลูกผักกิน เลี้ยงไก่ หมู ปลาตามโครงการพระราชดำริต่าง ๆส่วนหนึ่งที่เด็กมาโรงเรียนเกือบ100 %ก็เนื่องจากผู้ปกครองรุ่นปัจุบัน เริ่มมีการศึกษาเห็นความสำคัญของการเรียน คนสมัยก่อนไม่ได้เรียนหนังสือ ด้วยคุณภาพชีวิต ด้วยความยากจน เขาอาจจะต้องพาเด็ก ๆ ไปช่วยทำไร่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว”ด.ต.หญิง วิไลเล่าถึงความเป็นไปในปัจจุบัน

ครูผึ้งเล่าด้วยว่า ความสำเร็จของตัวเองซึ่งเป็นนักเรียนที่จบจากโรงเรียน ตชด.ไปเรียนต่อในเมืองจนจบแล้วได้รับโอกาสให้กลับมาเป็นครูที่บ้านเกิด ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่มีส่วนช่วยชักจูงจิตใจให้เด็ก ๆ อยากมาเรียนในโรงเรียน

        “เมื่อเขาเห็นเราเขาก็จะเห็นว่าเขาจะมีอนาคตที่ดีได้จากความตั้งใจเรียน ซึ่งโรงเรียน ตชด.ให้ได้ทั้งการศึกษา ให้ทักษะชีวิตที่ผ่านมาเคยไปติดตามนักเรียนที่ขาดเรียนถึงบ้านว่าเป็นเพราะอะไรทำไมขาดเรียนส่วนมากเด็กที่ไม่มาเรียนจะเกิดจากปัญหาสุขภาพ เจ็บป่วย ไม่สบายเท่านั้น พวกที่โดดเรียนไม่มาเรียนเลย ที่นี่ไม่มีค่ะเด็กมาเรียนเพราะมาแล้วมีความสุข”  ด.ต.วิไล กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  กล่าวถึงกรณีของครูใหญ่โรงเรียนตชด.บ้านห้วยสลุง สอดคล้องกับแนวคิด โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ในการ สนับสนุนทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนยากจนด้อยโอกาสจากครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำที่สุดร้อยละ 20 แรกของประเทศในพื้นที่ห่างไกลที่อยากเป็นครูได้เรียนครูจนจบปริญญาตรี และกลับมาเป็นครูในโรงเรียนท้องถิ่นของตน ด้วยการสนับสนุนทุนให้แก่นักศึกษา รุ่นละ 300 ทุนทั้งหมด 5 รุ่น รวม 1,500 ทุน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นไป

 “อยากให้ครูรุ่นใหม่ตามโครงการของเรา มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้ เพราะว่า ปัญหาบางอย่าง ที่ครู ตชด. ท่านนี้เคยเจอ เคยแก้ไขจนสำเร็จ หรือเทคนิคการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในบางเรื่องได้มาจากประสบการณ์ของคนที่มีทักษาะรู้จักธรรมชาติ ลักาณะพาะของท้องถิ่น และเป็นเรื่องที่การสอนทฤษฏีตอบโจทย์ไม่ได้

          ผู้ที่จะมาเป็นครูรุ่นใหม่ ควรได้เรียนรู้จากครูท่านนี้ เป็นวิธีที่คิดที่ได้จากความรู้พื้นฐานในท้องถิ่นมาช่วยผลักดันให้เกิดองค์ความรู้จากฐานความรู้ที่ต่างกันในแต่ละพื้นที่  เด็กชาติพันธุ์ ประเพณีวัฒนธรรมแตกต่าง แต่ละที่บริบทการเรียนบางเรื่องต่างกัน  โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น จึงตั้งเป้าหมายที่จะเติมเต็มเรื่องนี้ให้เด็ก ให้นักเรียนทุนของเราได้ตระหนักว่า การได้อยู่ในพื้นที่จริง ได้ทำอะไรในเชิงปฏิบัติ นำไปสู่การมีโอกาสในการศึกษาเรื่องต่างๆ เพิ่มจากตำราในมุมของเอง สร้างองค์ความรู้ของท้องถิ่น และกลับมาเป็นครูในบ้านเกิดตัวเอง กลับมาถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่นๆ มองเห็นความสำคัญของการช่วยกันดูแล พัฒนาท้องถิ่นให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต” ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาครูฯ กศส. กล่าว

‘บอล-เพนกวิน’ สายวิ่ง เอาลุงคืนไป เอาใครคืนมา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/403189?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

‘บอล-เพนกวิน’ สายวิ่ง เอาลุงคืนไป เอาใครคืนมา

7 ธันวาคม 2562 – 08:50 น.
เพนกวิน,วิ่งไล่ลุง,สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย สนท,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,เจาะประเด็นร้อน,คนในข่าว
เปิดอ่าน 1,106 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 7-8 ธ.ค.62

*******************************

อีเวนท์ “วิ่งไล่ลุง” ที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 มกราคม 2563 เม้าท์กันมาว่ามาถูกที่ถูกเวลา มีเสียงตอบรับในโลกออนไลน์มากมาย ไม่เช่นนั้นกองเชียร์อีกฝ่ายคงไม่ร้อนรน จนต้องออกมาประกาศว่าจะจัดอีเวนท์ชนในวันเดียวกัน ชื่อว่า “วิ่งตามลุง”

ส่วนว่าใครจะวิ่งไล่ ใครจะวิ่งตามใครยังไง วันนี้พื้่นที่นี้ขอยกให้กับสองหนุ่มต้นคิดวิ่งไล่ลุงอย่าง “บอล” และ “เพนกวิน” กันสักนิด

โลโก้ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

เอาน่า…แม้โลโก้จะก๊อปเขามา จนค่ายขนมหวานแดนซามูไรต้องออกมาสะกิด ทำให้ต้องเปลี่ยนโลโก้ หรือใครบอกว่าคลับคล้ายคลับคลากลุ่มนัดเดินต้านเขื่อน แล้วกลายร่างเป็นม็อบไล่ปู

แต่บอลและเพนกวินก็นับเป็นอีกสีสันมันๆ ในกระแสการเมืองไทย ขณะที่ในสภาวุ่นวายคล้ายละคร ด้านนอกสภา ทีมงาน “คนไม่เอาลุง” ก็ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว

อย่างวิ่งไล่ลุง ใครๆ ก็มองออกว่าเกิดขึ้นอย่างสอดคล้องกับการที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประกาศลาออกจากกรรมาธิการงบฯ และวางมือกิจการสภา ขอมาเคลื่อนไหวนอกสภาแทน

และบอลกับเพนกวินก็ไม่ใช่คนอื่นไกลกันเลยกับพรรคสีส้ม

ชื่อบอลและเพนกวิน

คนหนึ่งชื่อ บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย อีกคน “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ สองคนนี้แท็กทีมกันออกแบบอีเวนท์ต้าน คสช.หรือเผด็จการทหารมาแต่ปี 2559 ทั้งคู่เป็นแกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนท. ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาไม่นานมานี้

ฝ่ายบอลนั้นเป็นนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเคยเป็นประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะลาออกเพื่อประท้วงกรณีกรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบางรายไม่ยอมยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ ซึ่งบอลรับไม่ได้ ระบุนี่คือพฤติกรรมไม่โปร่งใสของกรรมการหลายท่านเหล่านั้น

“บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย 

มาวันนี้บอลเป็น ประธานยุทธศาสตร์ สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.)

ส่วน “เพนกวิน” พริษฐ์ เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกเคลื่อนไหวเรื่องการศึกษามาตั้งแต่ยังขาสั้นคอซอง โดยเป็นเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท (มีนาคม 2558 ถึง 13 มิถุนายน 2559) ขณะที่เรียนอยู่ชั้น ม.5  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์

เพนกวิน คือคนที่เคยชูป้ายข้อความว่า “สอนเด็กไทยไม่ให้โกง ใช้เหตุสร้างจริยธรรม ดีกว่าท่องจำหน้าที่พลเมือง #จากใจนักเรียนถึงลุงตู่” ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอนกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ผลงานความก้าวหน้าของรัฐบาลในการปฏิรูปการแก้ทุจริตคอร์รัปชัน” เนื่องในงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน ประจำปี 2558 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2558

เพนกวินเคยเคลื่อนไหวในประเด็นด้านการศึกษาหลายครั้ง จนกระทั่งสไตล์ของเพนกวินได้เติบโตขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาในรั้ว มธ. มาเป็นสิงห์แดง รุ่น 69 เปิดหน้าทำกิจกรรมทางการเมืองเต็มตัว

ยุทธศาสตร์ สนท.

ช่วงปี 2561 เพนกวินและบอลร่วมกันรวบรวมเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายมหาวิทยาลัย ร่วมกันก่อตั้ง สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนท.) ขึ้น

“เพนกวิน” บอกว่าการจัดตั้งสหภาพนักศึกษา เพื่อเปิดพื้นที่กลางในการจัดกิจกรรมร่วมกัน และมียุทธศาสตร์ร่วมกัน โดยเฉพาะประเด็นสังคมและการเมือง

เนื่องจากประเทศไทยยังมีความไม่เป็นประชาธิปไตย ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความไม่เท่าเทียมทางสังคม สนท.จึงต้องจัดกิจกรรมและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเพื่อนนักเรียน นิสิตนักศึกษาต่างสถาบันเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

ส่วนวาระทางการเมือง คงจำกันได้ว่าที่สุดแล้ว สนท. ได้ออกแถลงการณ์ชัดเจนว่ามีจุดยืนต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ “พล.อ.ประยุทธ์” ทุกวิถีทาง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 หลังการเมืองไทยชัดเจนว่าคนไทยได้นายกฯ ชื่อประยุทธ์ อีกครั้งแน่นอนแล้ว

อย่างไรก็ดี การทำกิจกรรมของ สนท. ออกแนว เชิงสัญลักษณ์” คนหลายคนวิจารณ์ว่าไร้พลังเมื่อเทียบกับ “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนนท.) ที่เคยเกิดขึ้นช่วงปี 2527 จากบริบทบ้านเมืองที่คล้ายๆ กันนี้

เพราะในขณะที่ สนนท.ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากการเคลื่อนไหวช่วงพฤษภาทมิฬ 2535 แต่ สนท.ของบอลและเพนกวินกลับดูหน่อมแน้มไปหน่อย

อย่างไรก็ดี แม้จะถูกมองเช่นนั้น แต่ที่ผ่านมาบอลและเพนกวิน พร้อมทีมงานก็ยังคงรวมพลังกันออกแคมเปญมากมายไม่ขาดสาย

มุมหนึ่งอาจเพราะโลกเปลี่ยนไปอยู่ในมือถือ การเคลื่อนไหวของ สนท. ที่ออกมาเชิงสัญลักษณ์ก็คงเพื่อตอบโจทย์สิ่งนี้ด้วย ดังจะเห็นว่ากิจกรรมของ สนท. จึงค่อนข้างได้รับเสียงตอบรับในโลกโซเชียลและคนรุ่นใหม่

ในกระแสสัญลักษณ์

ไทม์ไลน์กิจกรรมของพวกเขา ไม่ครบแต่เรียงลำดับตามช่วงเวลา เช่น สิงหาคม 2561 สนท.กว่า 10 คน ถือป้ายข้อความว่า หยุด! ควบคุมเสรีภาพ นักเรียน นักศึกษา” อันเป็นแคมเปญที่คัดค้านร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา (ฉบับที่…) พ.ศ. … ตามข้อเสนอของกระทรวงศึกษาธิการ

จากนั้นช่วงพฤศจิกายน 2561 จัดกิจกรรม เดินคารวะนักศึกษา” เชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชนทุกคนร่วมเป็นเจ้าของ สนท. โดยสมัครเป็นสมาชิกโดยไม่ต้องเสียค่าสมาชิกแต่ประการใด

ช่วงต้นปี 2562 ในกระแสการเลื่อนไม่เลื่อนเลือกตั้ง “เพนกวิน” พริษฐ์ และตัวแทนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ยื่นหนังสือเรียกร้องการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรมและกำหนดการเลือกตั้งที่ชัดเจน ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.

แต่นอกเหนือจากจดหมายเปิดผนึกยังมีกระดาษเอสี่ที่มีข้อความว่า “เลื่อนแม่มึงสิ” พับเป็นจรวดเพื่อร่อนเข้าไปยังทำเนียบรัฐบาลประมาณเกือบ 20 แผ่น พร้อมตะโกนว่า “ไม่เลื่อนเลือกตั้ง” ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ

ทั้งนี้ แฮชแท็ก #เลื่อนแม่มึงสิ ไม่มีใครทราบว่าใครทำคนแรก แต่ก็ติดอันดับ 1 เทรนด์โลกทวิตเตอร์ หลังแนวโน้มไทยเลื่อนเลือกตั้ง

จากนั้นช่วงต้นเดือนมีนาคม ออกแคมเปญ “ยุทธศาสตร์เรา คนรุ่นใหม่ออกแบบอนาคต” โดยให้ลูกเพจคอมเมนต์ยุทธศาสตร์ในฝันที่อยากให้มันเกิดขึ้นจริง

หลังเลือกตั้งช่วงเมษายน 2562 ยังตามมาด้วยแคมเปญ #กกต.ต้องติดคุก ชวนเพื่อนนักเรียนนักศึกษาร่วมฟ้อง กกต. ม.157 ที่มองว่า กกต. ุมีส่วนทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างสุจริตเที่ยงธรรม

ต้องดูแลกัน

กิจกรรมของ สนท. มองไปก็สอดคล้อง เออ อวย กับการเคลื่อนไหว และจุดยืนของพรรคการเมืองหน้าใหม่อย่าง “พรรคอนาคตใหม่” ที่กำลังมาแรงในคนไทยและกลุ่มคนรุ่นใหม่

เพราะถัดจากนั้น ราวกรกฎาคม 2562 สนท.ยังออกแคมเปญต่างๆ อีกเช่นร่วมกันสวมชุดดำชู 3 นิ้ว และนำพวงหรีดข้อความ ไว้อาลัยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” จากเหตุคนรุมทำร้ายจ่านิว หรือ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หนึ่งในแกนนำคนอยากเลือกตั้ง ได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาล

ช่วงตุลาคมที่ผ่านมา สนท.ก็จัดกิจกรรมครบรอบ 46 ปี 14 ตุลา โดยชูป้ายผ้า เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน เพื่อสืบสานเจตนารมณ์สูงสุดของนิสิตนักศึกษาและประชาชนที่ได้ร่วมกันต่อสู้ในเหตุการณ์ดังกล่าว

กระทั่งมาถึงแคมเปญล่าสุด “วิ่งไล่ลุง” ที่ชัดเจนว่าจังหวะเดียวกับที่ “พ่อฟ้า ธนาธร” ลาออกจากกรรมาธิการงบฯ และวางมือกิจการสภา ขอมาเคลื่อนไหวนอกสภาแทน

จริงๆ มุมหนึ่งก็ไม่แปลก เพราะธนาธรก็นับเป็นรุ่นพี่ที่ธรรมศาสตร์  และเคยเป็นแกนนำ สนนท. ช่วงปี 2543 ว่ากันว่าหากรุ่นพี่จะสอนรุ่นน้อง สนท. จัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ก็เป็นธรรมดา

ขณะเดียวกัน กลุ่มการเมืองอื่นๆ ของนักศึกษาที่วิ่งเส้นทางเดียวกันกับกลุ่มเพนกวินและบอล อย่าง “กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ก็นำโดย “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.พรรคส้มนั่นแหละ

ทีนี้ไม่ว่าใครจะแตกออกไปเป็น “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” หรืออะไร ก็ล้วนแต่เป็นแนวร่วมเดียวกันหมดที่มีเป้าหมายเดียวกันคือการ ไล่ลุง”

แต่ “ลุง” ในความหมายของพวกเขาก็คือสิ่งที่ทำให้ประเทศตกต่ำ ย่ำแย่ ถดถอย และล้าหลัง ดังนั้นกิจกรรมนี้ก็คือการขับไล่สิ่งที่เป็นภาระ ตัวถ่วง และฉุดความเจริญของประเทศ

แล้วคนมีอุดมการณ์เดียวกันจะไม่ร่วมไม้ร่วมมือกันได้ยังไง

ถึงคิว ‘เสี่ยคึก’ ชีวิตเพื่อพรรค หัวใจเพื่อ ‘มาร์ค’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/401874?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

ถึงคิว ‘เสี่ยคึก’ ชีวิตเพื่อพรรค หัวใจเพื่อ ‘มาร์ค’

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 – 09:30 น.
เทพไท เสนพงศ์,พรรประชาธิปัตย์,กมธ,มาตรา 44,ยกเลิกมาตรา 44,สภาล่ม,ประชุมสภาฯ
เปิดอ่าน 2,152 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึ ฉบับวันที่ 30 พ.ย.-1 ธ.ค.62

*****************************

มาแล้วๆ เสี่ยคึก เทพไท เสนพงศ์” ได้เวลาออกโรง

กับความเคลื่อนไหวของเขาช่วงหลังไม่ว่าจะในฐานะ ส.ส.นครศรีธรรมราช ที่คนในพื้นที่ยอมรับนับถือ หรือภาพของการเป็น “องครักษ์พิทักษ์มาร์ค” ที่ใครว่าหน่อมแน้ม แต่กาลเวลาก็พิสูจน์ว่าไม่ได้มั่ว

อย่างมติพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ 26 พฤศจิกายน ไม่เสนอชื่ออดีตหัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปลุ้นเก้าอี้ประธานกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แต่กลับมีชื่อของ “เทพไท เสนพงศ์” คนสนิทเข้าไปนั่งเป็น ใน 4 ขุนพลพรรคสีฟ้าแทน

งานนี้ ผู้บริหารพรรคอ้างว่าที่เป็น “เทพไท” ก็เพราะเจ้าตัวเป็นผู้เสนอญัตติขอตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560

และที่ไม่มี “อภิสิทธิ์” ก็เพราะไม่มีหลักประกันว่าชื่อนี้จะได้เป็นประธานกรรมาธิการ ตามที่วางไว้หรือไม่

แม้เหตุผลนี้หลายคนฟังแล้วแหม่งๆ แต่วันนี้พอการเมืองกำลังร้อนแรงในหลากหลายประเด็น ก็เหมือนถึงเวลาที่เวทีกำลังจะเป็นของ “เสี่ยคึก” คนนี้อย่างที่เห็น!

คนคอนศรี

หลังจากที่เหมือนหลบมุมรอตั้งหลัก เมื่อลูกพี่มาร์คถอนตัวจากการเป็น ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ช่วงกลางปีที่ผ่านมา แล้วไปเดินหล่อเดี่ยวไมโครโฟนอยู่ตามสถาบันต่างๆ

วันนี้ เทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช แม้เหมือนมาเป็นตัวแทนคนหน้าหล่อ (เพราะเขานั้นคือคนที่เสนอชื่อพี่มาร์คเข้ามาเอง) กับบทบาทที่กำลังจะได้รับใน กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 โลกคงสว่างสดใสขึ้นสำหรับเขา

ไม่งั้นคงไม่ลุกขึ้นมาโพสต์เฟซบุ๊กในวันเดียวกับที่มติพรรคออก ท่วงทำนองซาบซึ้ง-กตัญญู กับสถาบันที่สร้างเขามาอย่างพรรคสีฟ้าแห่งนี้

“ผมคนหนึ่ง ยังคงยืนยันที่จะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป เพราะผมเกิดทางการเมืองที่นี่ ถ้าจะยุติบทบาททางการเมืองก็จะจบชีวิตทางการเมืองที่นี่เท่านั้น”

“ผมคนหนึ่งที่พรรคไม่ได้ให้โอกาส และไม่ได้มีบทบาทอะไรในพรรคเลย ไม่ว่าตำแหน่งทางการบริหาร คณะทำงาน หรือคณะกรรมการชุดต่างๆ ผมมีแต่คำว่า ส.ส.ติดตัวเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น แต่ผมก็ยังสู้ สู้เพื่อพรรคประชาธิปัตย์ สู้เพื่อประชาชน สู้เพื่อประเทศชาติต่อไป”

เช็คไทม์ไลน์ เทพไทอาจโพสต์ก่อนมติออกช่วงบ่ายๆ แต่เรื่องในบ้านตัวเอง ทำไมสมาชิกจะไม่รู้ผลก่อนล่วงหน้า

ที่สุดจาก ส.ส.สมัยแรกในปี 2548 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ที่่ลงแทน “ตรีพล เจาะจิต” ในเขตเลือกตั้งที่ 6 นครศรีฯ และร่วมต่อสู้ทางการเมืองกับเพื่อนๆ ชาวประชาธิปัตย์ในทุกสถานการณ์ ทุกบทบาท แล้วแต่จะนิยาม

เสี่ยคึก คน อ.เชียรใหญ่ เมืองหนมจีนน้ำบูดูในวันนี้ จึงเหมือนอัศวินที่เพิ่งได้รับดาบจากมือผู้นำให้ไปสู้ศึกยังไงยังงั้น

ลูกพี่ ชื่อ “มาร์ค”

พูดก็พูดไป ถึงชื่ออดีตนายกฯ มาร์ค ไม่โผล่ในมติพรรค เพื่อไปลุ้นเก้าอี้ประธาน กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่หลายคนก็มองว่าดีแล้วไม่เปลืองตัว

ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ฝ่ายค้านมองว่าชื่อ กมธ.ที่โผล่มาในตอนนี้ซึ่งถูกเปิดเผยจากฝั่งรัฐบาล ดูแล้วเหมือนมีเจตนาที่จะดึงเกมหรือแก้เกมการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปอีกมากกว่า ?

แต่งานนี้เสี่ยคึก ก็ยังไม่หยุดที่จะเดินหน้าอวยต่อไป ยังคงโพสต์เฟซบุ๊กช่วงเย็นวันเดียวกันทันที ทำนองว่า คนอย่างอภิสิทธิ์มีดีกว่าที่ผู้ใหญ่ในพรรคประเมินไว้

“ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนรู้จักกัน ไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกัน หรือขัดแย้งกันในเรื่องส่วนตัวมาก่อน ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน ก็ได้ทักทาย คุยกันตามปกติ เพราะในอดีตที่ผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายอภิสิทธิ์มาก่อน ตอนเหตุการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดง หรือ นปช.เมื่อปี 2553”

หรือบางทีก็ไม่อะไรมากมาย อาจแต่ต้องการย้ำซ้ำๆ ไปยังมิตรรักแฟนมาร์ค แม่ยกแฟนเพลง ว่าไม่ว่าจะยังไง คนคนนี้ก็จะยังคงยืนเคียงข้าง หน.มาร์คต่อไป เฉกเช่นที่เคยทำมาตลอด

ที่ผ่านมาคนไทยคงเคยเห็นภาพข่าว ไม่ว่ามาร์คไปไหน คึกก็ไปด้วย มากไปกว่ากางร่มบังฝนให้ก็คงเป็นขุนพลพิทักษ์ในกระแสการเมือง

เราเคยเห็นเทพไท ในฐานะโฆษกส่วนตัวของหัวหน้าพรรคชื่ออภิสิทธิ์ พอฟ้าบันดาล พี่มาร์คได้นั่งนายกฯ เสี่ยคึกก็ได้เป็นโฆษกนายกรัฐมนตรี ตอบโต้กับฝ่ายค้านได้ภาพลักษณ์องครักษ์พิทักษ์ “มาร์ค” มาครอง

หรือไม่ว่ามีประเด็นทางการเมืองอะไรออกมาถล่มไปที่อภิสิทธิ์ จะเห็นเสี่ยคึกคนนี้ ออกมาโต้ตอบ แก้ต่าง ชี้แจง ทุกครั้ง

และสายสัมพันธ์เหนียวแน่นนี้ ไม่ใช่รักข้างเดียว เพราะฟากคนหน้าหล่อก็รู้ดี ต่อให้ยุ่งเหนื่อยแค่ไหน เมื่อถึงคราฟุตซอลประเพณี เทพไทคัพ” ที่บ้านเกิดคนชื่อคึก เสียมาร์คก็เร็วรี่ไปร่วมงานแบบทุ่มสุดตัวด้วยเหมือนกัน

มากมายเอฟซี

ถ้าใครจะแซวเสี่ยคึกว่าเป็น เจ้าพ่อร้อยงาน” ผู้ช่ำชองการลงพื้นที่เม้าท์มอยกับชาวบ้าน ร่วมงานทั้งงานบวช งานบุญ งานประเพณี ฯลฯ

แต่ในสนามออนไลน์ เสี่ยคึกก็คือตัวจริงที่ต้องยกให้เป็น “เจ้าพ่อร้อยโพสต์” เฟซบุ๊กแฟนเพจ “เทพไท เสนพงศ์” เจ้าตัวใช้พื้นที่นี้อย่างคุ้มค่า และคุ้มแรงเชียร์ที่คนเขต 3 นครศรีฯ (อ.พระพรหม, อ.เฉลิมพระเกียรติ, อ.ชะอวด อ.จุฬาภรณ์) กาเลือกมาให้

ล่าสุดกับการ facebook live ที่ตลาดนัดเขาลำปะ อ.ชะอวด สำรวจเรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชนที่กำลังย่ำแย่ เอฟซีเข้าไปกดไลค์กดแชร์พอได้

วันนั้นเทพไทถึงกับชี้เป้าว่ามาจากการบริหารงานที่ล้มเหลวของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ว่าแล้วจึงเสนอให้มีการปรับปรุงทีมเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการบริหารกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ !

ลีลา facebook live ที่ตลาดนัดเขาลำปะ อ.ชะอวด

อย่างช่วงนี้เมื่อเรื่องของการตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำลังร้อนแรง เจ้าตัวพอเชียร์หัวหน้ามาร์คเสร็จ ก็ออกตัวแรงในฐานะว่าที่ กมธ.หนึ่งบ้าง

“ขอให้พรรคการเมืองทุกพรรคมีความจริงใจในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ได้พาดพิงหรือเฉพาะเจาะจงไปถึงพรรคพลังประชารัฐพรรคเดียว แต่เป็นการเรียกร้องหาความจริงใจจากทุกพรรคและทุกภาคส่วน”

“เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกมารับลูกแทนรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ และประกาศยืนยันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีการแก้ไขอย่างแน่นอน ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ก็ขอให้สังคมจดจำและบันทึกไว้เพราะถือว่าเป็นการให้สัญญาประชาคมต่อพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศแล้ว ขอให้ พล.อ.ประวิตร ได้รักษาคำพูดและผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เป็นจริงตามที่ประกาศไว้”

ภาพลักษณ์ของอาสาคนรักประชาธิปไตยโผล่เป็นแสงวิบวับท่วมตัวเลยทีเดียว

เสรีปชป.?

ฟอร์มสดเที่ยวล่าของเสี่ยคึกที่ทำเอากองเชียร์ร้องว้าว! คือการที่เขาและส.ส.รวม 6 คนไปโหวตข้างเดียวกับฝ่ายค้าน งานนี้บางคนจะเรียกงูเห่าสีฟ้า หรือไม่ ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ หลายคนก็อาจให้ฉายาว่าเป็น 6 ส.ส.ผู้กล้าเลยก็ได้

สภาฯ ล่ม

สำหรับมติที่ 6 ส.ส.ไปโหวตหนุนฝ่ายค้านก็คือญัตติด่วนเรื่องการให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำประกาศและคำสั่งของคสช. และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44

ซึ่งผลออกมาช่วงดึกของวันที่ 27 พฤศจิกายน ทำเอาฝ่ายค้านในห้องประชุมเฮลั่น พลิกล็อกไปเห็นชอบให้ตั้งกมธ.ด้วยคะแนน 236 ต่อ 231 งดออกเสียง 2

แต่คืนนั้นก็เกิดความวุ่นวายที่ฝ่ายค้านประท้วงการที่ฝ่ายวิปรัฐบาลขอให้มีการนับคะแนนใหม่ จนต้องมีการพักการประชุมออกไป พอถึงเช้ามาเรื่องนี้ก็ยังไม่จบ เพราะสภาล่มไปเสียก่อน เพราะองค์ประชุมไม่ครบ เนื่องจากฝ่ายค้านยังคงประท้วงที่จะให้มีการนับคะแนนใหม่

สีสันฝ่ายค้านในวันสภาฯ ล่ม

แต่นาทีนี้สำหรับคนไทยเห็นจะสนใจไปที่ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าว่าเป็นใคร คำตอบคือ สาทิตย์ วงศ์หนองเตยอันวาร์ สาและกันตวรรณ ตันเถียรชัยวุฒิ บรรณวัฒน์พนิต วิกิตเศรษฐ์ และ เทพไท เสนพงศ์ พระเอกของเราวันนี้ ดูหน้าแล้วก็กองทัพพี่มาร์คนั่นแหละ!

แน่นอนมุมหนึ่งเหตุผลฟังไม่ยาก เพราะญัตตินี้เป็นข้อเสนอของ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องโหวตเห็นด้วย

และเทพไทเองก็ออกมาระบุว่าให้ทำความเข้าใจใหม่ว่านี่ไม่ใช่การโหวต “สวนมติ” ของพรรคประชาธิปัตย์ หรือเห็นด้วยกับญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพราะเนื้อหาของศิษย์ค่ายฟ้า ไม่เหมือนญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ตรงที่ของพรรคปชป. ต้องการให้มี กมธ.มาเจาะหมดทุกคณะปฏิวัติ ไม่ใช่เพียงแค่ คสช. เท่านั้น

จริง หรือเกือบจริงแค่ไหน ไม่รู้ แต่งานใหญ่หนนี้ของเทพไทยและเดอะแก๊ง น่าจะตั้งชื่อ 6 ส.ส. ว่า “เสรี ปชป.” ที่ทำให้สถานะของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่าจะลงยังไงก็ไม่เสียสักทาง

แถมเสี่ยคึกเองยังได้ภาพ ทำเพื่อชาติและประชาชนอีกด้วย หลังสภาล่มติดกัน 2 วัน ล่าสุดยังออกมาสอนมวยเพื่อนร่วมสภาฯ ว่า

โดยหลักการแล้วองค์ประชุมของสภา เป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบ แต่ภาพลักษณ์ของสภาเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลร่วมกันด้วย”

“ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้การทำงานของสภาเดินหน้าไปได้ อยากเสนอทั้ง2ฝ่ายต้องลดทิฐิ ถอยกันคนละก้าว เพื่อให้สภาได้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ฝ่ายรัฐบาลก็ควรถอนญัตติ เรื่องการนับคะแนนใหม่ ฝ่ายค้านก็ต้องให้ความร่วมมือ เข้าร่วมประชุมสภาเพื่อให้องค์ประชุมของสภาครบตามข้อบังคับ”

ผมหล่อมั้ยค้าบนายหัวมาร์ค

ใครๆ ก็ว่า เป็น ส.ว.เส้นใหญ่ ‘สิงห์ศึก สิงห์ไพร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/400559?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 ใครๆ ก็ว่า เป็น ส.ว.เส้นใหญ่ ‘สิงห์ศึก สิงห์ไพร’

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 – 15:45 น.
พลอสิงห์ศึก​ สิงห์ไพร,เพื่อนพลเอกประยุทธ์,ผมไม่อยากเป็นนักการเมือง,สวเส้นใหญ่
เปิดอ่าน 751 ครั้ง

 ใครๆ ก็ว่า เป็น ส.ว.เส้นใหญ่ “สิงห์ศึก สิงห์ไพร” ผมไม่ตั้งใจมาเป็น “นักการเมือง”… โดย ขนิษฐา เทพจร

 “ผมไม่อยากเป็นทหาร ผมไม่อยากเป็นนักการเมือง แต่เมื่อมีความประสงค์ และการมอบหมาย พร้อมจะทำให้เต็มที่ เพราะถือว่าทำงานเพื่อประเทศ”

ใครจะไปเชื่อ…. หากไม่บอกว่า นั่นคือคำพูดในสาระสำคัญจากปากของชายชื่อ “พล.อ.สิงห์ศึก​ สิงห์ไพร” รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ที่บอกผ่าน “ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์” ช่วงสายวันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน  2562 ณ ห้องทำงาน อาคารสุขประพฤติ

 อ่านข่าว: “สิงห์ศึก”ชน”ประจิน”คั่วเก้าอี้รองปธ.วุฒิสภาคนที่ 1 

แต่นั่นเป็นคำพูดจริงๆ ที่ขอบอกต่อ เพื่อย้อนความถึงวันวานและสอบทานถึงความนึกคิด ฐานะ นักการเมือง ที่มียี่ห้อติดไว้ว่า “เพื่อนสนิท พล.อ.ประยุทธ์จันทร์ โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม”

กับชีวิตวัยเด็กของ “พล.อ.สิงห์ศึก” เกิดในครอบครัวนายทหาร ต่างจังหวัด ภูมิลำเนาจริงๆ อยู่ที่ จ.เชียงราย โดยสถานที่เกิดของ “ด.ช.สิงห์ศึก” คือบ้านพักของครอบครัว ที่อ.แม่จัน จ.เชียงราย

   “ครอบครัวผมเป็นข้าราชการทหาร พ่อผมมียศนายทหารชั้นประทวน ระดับจ่า ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน ตอนเด็กผมต้องย้ายตามพ่อที่ย้ายไปรับราชการในพื้นที่ จ.เชียงราย ตอนม.ต้น ผมจบจากโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม พอจบเดินทางเข้ากรุงเทพ เพื่อสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ส่วนหนึ่งเป็นแรงผลักดันจากครอบครัว พ่อประสงค์ให้ผมเป็นทหาร ดูอย่างชื่อผม สิงห์ศึก สิ แต่ลึกๆ ของผมไม่อยากเป็น เพราะเห็นชีวิตพ่อลำบาก แต่พอสอบติดโรงเรียนเตรียทหารได้ ก็ไม่คิดว่าติดยศถึงพลเอก เพราะผมไม่ได้ตั้งเป้าหรือใฝ่ฝันว่าจะเป็นอะไร แต่คิดว่าการทำหน้าที่ทหาร อุดมการณ์ของผมคือต้องปกป้องประเทศชาติให้ได้”

กับผลงานช่วงรับราชการที่ประทับใจ “พล.อ.สิงห์ศึก” บอกว่า คือ ทำหน้าที่ปกป้อง ประเทศ ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ บนสมรภูมิปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ในยุทธการผาเมืองเผด็จศึก2 ช่วงปี 2523 ซึ่งสมัยนั้นติดยศ “ว่าที่ร้อยตรี” ทำหน้าที่ฐานะผู้บังคับหมวดกองร้อย เคลื่อนย้ายกำลังทางกาศเข้ารบกับ ผกค. ที่บ้านหนองแม่นา สมรภูมิเขาค้อ ซึ่งการรบดังกล่าวถือว่าปฏิบัติการสำเร็จ และเป็นจุดกำเนิดของ “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”

ขณะที่ผลงานที่ประทับที่อาจยกให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดง คือ สมัยที่เป็น ผู้บัญชาการรักษาดินแดน ดูแลหลักสูตร นักศึกษาวิชาทหาร พยายามปลูกฝังให้ผู้เรียน คิดเป็น คิดอย่างมีเหตุผล วิเคราะห์ แยกแยะได้ และลงมือปฏิบัติที่ยั่งยืนคือ ทำให้ได้ มากกว่าได้ทำ แม้ผลสัมฤทธ์จะวัดปริมาณไม่ได้ แต่เชื่อว่าในยุคนั้น ได้ปลูกฝังให้ นักศึกษาวิชาการทหาร ให้เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศได้

ซึ่งสิ่งที่ผลักดันให้ “พล.อ.สิงห์ศึก”ทำแบบนั้น เพราะเขามีความเชื่ออย่างกล้าว่า สามารถทำให้ประชาชนมีความเสมอภาคกันได้ แม้ว่าในกาารปฏิบัติของโลกความเป็นจริงมีจุดที่ทำให้ การขับเคลื่อนนั้นไม่ได้ตามใจทุกอย่าง

กับบทบาทฐานะนักการเมืองของ “พล.อ.สิงห์ศึก”​ซึ่งถูกมองและจับตาตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง “สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)” หลังการรัฐประหาร ปี 2557 เพราะความสนิทสนมกับ “พล.อ.ประยุทธ์”​ ฐานะนักเรียนทหารรุ่นเดียวกัน ร่วมทำงาน และร่วมรบในสมรภูมิเดียวกัน เรื่อยมาถึง การได้ตำแหน่ง “สมาชิกวุฒิสภา” ที่มาจากการคัดเลือกและแต่งตั้ง “หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)”

กับสิ่งนี้ “พล.อ.สิงห์ศึก” ไม่ปฏิเสธ และยอมรับในความสนิทสนม เพราะเมื่อเรียนจบ ยังได้ทำงานในหน่วยทหารเดียวกัน แม้จะคนละกองพัน

 “ผมไม่เคยคิดว่าจะเข้ามาทำงานการเมือง เพราะหลังจากเกษียณราชการ ไป 2 ปี ใช้เวลาพักผ่อนเต็มที่และอยู่ระหว่างมีความสุขมาก ทั้งไปตีกอล์ฟ สัปดาห์ละ 2 วัน ได้ท่องเที่ยว ออกไปทานอาหารอร่อยที่ตอนรับราชการ ได้แต่หมายตา แต่ไม่เคยได้ไปกิน ตอนผมได้รับการโปรดเกล้าให้เป็น สนช. ไม่มีใครมาทาบทามผม หรือบอกผมมาก่อน ผมทราบตอนที่มีคนโทรศัพท์มาแสดงความยินดี หลังจากตีกอล์ฟกับก๊วนเสร็จ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ เองไม่เคยมาถาม หรือทาบทามผมก่อน”

เมื่อต้องรับบทบาท “นักการเมือง” แน่นอนว่าหลายคนอาจดีใจ ลิงโลด เพราะตำแหน่งนี้คือ การได้อภิสิทธิ์ที่หลายคนยากจะรู้รายละเอียด และยิ่งมาในยุคของการรัฐประหารแล้ว ย่อมมีความพิเศษกว่าการเมืองยุคเลือกตั้ง แต่กับ “พล.อ.สิงห์ศึก”เขาบอกว่า คือ ความหนักใจ

   “ผมไม่เคยศึกษามาก่อน โดยเฉพาะงานกฎหมาย แม้จะเคยลงเรียนกฎหมายบ้าง แต่เรียนแค่ปีครึ่งก็ออก พอผมเห็นชื่อตัวเองเป็น สนช. ผมคิดว่าต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเป็นการทำงานเพื่อประเทศชาติ ผมศึกษางานด้านกฎหมายและงานที่เกี่ยวข้องอย่างหนัก เพื่อเตรียมความพร้อมกับงานที่จะถาโถมเข้ามา”

แต่ในโลกของการเมืองที่เขาเป็นมือใหม่ หัดสัมผัส แน่นอนว่าสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “เสียงวิจารณ์ และแสดงความไม่เชื่อมั่น” กับสิ่งที่ “พล.อ.สิงห์ศึก”ใช้เป็นยุทธวิธีรับมือ คือ ความเข้าใจ ว่า มีคนได้ต้องมีคนเสีย ซึ่งการทำงานยุคของ สนช.​ตลอด 5 ปี รวมถึง ส.ว. เขาว่ายังเป็นงานที่ยาก เพราะการทำงานในหน้าที่บางอย่าง แม้มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ประชาชน แต่ระหว่างทางย่อมมีคนที่เสียประโยชน์ ดังนั้นคติที่ใช้ปฏิบัติมาตลอดคือ ต้องทำให้ win-win ทุกฝ่าย

กับบทบาทต่อจากนี้ไป ฐานะ “ส.ว.” ซึ่งแน่นอนว่าต้องทำงานร่วมกับ “ส.ส.”ที่มาจากการเลือกตั้ง และสถานการณ์ปัจจุบันพบรอยปริร้าวระหว่างกัน ผ่านการตั้งประเด็นว่า “ข้าฯ มาจากเลือกตั้ง เอ็งมาจากลากตั้ง โดยคณะรัฐประหาร” พล.อ.สิงห์ศึก ปฏิเสธที่จะวิจารณ์ในความเป็นนักการเมืองปัจจุบัน แต่ได้ยกคำพูดนี้บอกเราว่า

    “ต้องยอมรับว่าช่วงที่บ้านเมืองขัดแย้ง นาน 10 ปี มาจากการเมืองที่ไม่มีธรรมาภิบาล คสช.​ถึงเข้ามา และหลังการเลือกตั้ง เชื่อว่ามีนักการเมืองที่เข้ามาเพื่อตั้งใจทำงานเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองก็มี หรือ เข้ามาแต่ไม่เป็นแบบนั้นก็มี”

เมื่อถามย้ำไปให้ลึกอีกนิด กับมุมมองกับนักการเมืองที่ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” เพื่อนทหารคนสนิท ท่ีร่วมรบ และทำงานการเมืองแบบเคียงบ่า บอกว่า “ผมเชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ตั้งใจทำงาน เป็นคนดี จงรักภักดี แต่การเป็นผู้นำรัฐบาลนั้น จำเป็นต้องอาศัยคนจากหลายฝ่ายร่วมกันทำงาน เพราะนายกฯ​คนเดียวไม่สามารถทำทุกเรื่องให้สำเร็จได้ แต่การสั่งงานให้หน่วยงานออกไปทำ ต้องพิจารณาว่า เป็นไปตามความตั้งใจนั้นหรือไม่ แม้พล.อ.ประยุทธ์ จะเคยบริหารงาน บริหารคน สมัยเป็น ผบ.ทบ. แต่การบริหารประเทศไม่เหมือนกัน เพราะทหารมีระเบียบวินัย มีอุดมการณ์เดียวกัน แต่การเมืองนั้นมีความหลากหลาย จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ”

กับเสี้ยวหนึ่งของมุมสบายและมุมมอง ของ “พล.อ.สิงห์ศึก” ฐานะที่สวมบทบาทนักการเมือง แน่นอนว่า อุดมการณ์ของอดีตชายชาติทหารยังคงมี แต่หลังจากนี้คงต้องมีบททดสอบ ครั้งใหญ่ เพื่อพิสูจน์ ว่า การทำงานเพื่อประเทศ หรือปกป้องชาตินั้น ในบทบาทนักการเมือง จะเป็นไปตามที่คาดหวังของประชาชนหรือไม่

‘มานพ คีรีภูวดล’ ส.ส.ใหม่ค่ายส้ม คราวนี้ต้อง ‘อยู่เป็น’ ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/400583?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

‘มานพ คีรีภูวดล’ ส.ส.ใหม่ค่ายส้ม คราวนี้ต้อง ‘อยู่เป็น’ ?

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 09:20 น.
มานพ คีรีภูวดล,คนในข่าว,เจาะประเด็นร้อน,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร,ตัดสิทธิ์ สส,คดีหุ้นสื่อ
เปิดอ่าน 1,407 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 23-24 พ.ย.62

*******************************

“ในร้ายยังมีดี”

พลันที่คนไทยสาย อยู่ไม่เป็น” ได้ยินข่าวร้าย “พ่อฟ้า” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ้นสภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรณีขาดคุณสมบัติการสมัคร ส.ส. จากกรณีถือหุ้นสื่อ ในช่วงก่อนสมัคร ส.ส.

แต่ก็ยังมีเรื่องดีๆ ตามมา เพราะมันได้ส่งผลให้ “มานพ คีรีภูวดล” หนึ่งในรายชื่อของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ ลำดับที่ 51 ขยับขึ้นมาเป็น ส.ส.หน้าใหม่ของพรรคในที่สุด

ที่สำคัญความฮือฮาของคนไทยคือมานพผู้นี้เขาเป็นชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอ หรือชนชาติกะเหรี่ยง ซึ่งมาได้ถูกที่ถูกเวลาในรอยต่อที่สังคมไทยเริ่มตื่นตัวกับการปรับทัศนคติและปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมีคดีของ “บิลลี่ พอละจี” เสมือนเป็นแสงไฟจากพลุนำทาง

เหนืออื่นใดมานพผู้นี้ไม่ใช่ปกาเกอะญอโนเนม แต่เขาทำงานในพื้นที่มานาน ได้รับการยอมรับจากผู้คน และการที่เขามีลำดับบัญชีรายชื่อที่ 51 จากจำนวนผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 128 คนของพรรคส้ม ก็นับว่าไม่ธรรมดา

แต่ที่สนุกคือหลังเลือกตั้งจบลง พรรคอนาคตใหม่คือพรรคที่มีส.ส.บัญชีรายชื่อมากที่สุด ได้เข้าสภามากถึง 50 คน ซึ่งถ้าพรรคได้น้อยกว่านี้วันนี้ของมานพคงมาไม่ถึง

คนบ้านแปะ

ชื่อไทยของเขาคือ “มานพ คีรีภูวดล” เมื่อ “มานพ” แปลว่า “คน” และ “คีรีภูวดล” แปลว่า “แผ่นดินแห่งขุนเขา” ชื่อเสียงเรียงนามของเขาก็สะท้อนถึงที่มา และความรักในชาติกำเนิดอย่างไม่ต้องอธิบายซ้ำ

มานพเป็นชาว อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ใน ต.บ้านแปะ ที่เขาเติบโตมานั้น ในอดีตมีเพียงราษฎรอาศัยอยู่ติดกับลำห้วยและเชิงเขาใกล้ถ้ำแห่งหนึ่ง คือ ลำห้วยแม่แปะ

ออกพื้นที่สมัยวัยละอ่อน

ข้อมูลบอกว่าชาติพันธุ์ดั้งเดิมของคนที่นี่เป็นชนเผ่า “ลัวะ” หาเลี้ยงชีพด้วยการทำกสิกรรมและหาของป่า เวลาผันผ่านผู้คนมากขึ้นก็ขยายออกไปตั้งบ้านเรือนกระจายตามริมฝั่งแม่น้ำปิงและที่ราบระหว่างลำน้ำปิงและลำน้ำแจ่ม

ภายหลังเมื่อมีการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาที่ลานนาไทยแถบแม่สะเรียงถึงเชียงใหม่ เช่น กะเหรี่ยง พวกเขาก็อยู่ร่วมกันได้ มีการส่งรับวัฒนธรรมกันเป็นปกติไม่แบ่งแยก

ต่อมาราชการจึงได้จัดตั้งเป็นหมู่บ้านและตำบล โดยเรียกตามชื่อเดิมของหมู่บ้านว่า “ตำบลบ้านแปะ” ในปี 2539 มาจนถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้มีหมู่บ้านราว 20 หมู่บ้าน

สำหรับ “มานพ” ของเรานั้นเติบโตร่ำเรียนมาในถิ่นกำเนิด จบประถมที่ โรงเรียนขุนแปะ ต.บ้านแปะ อ.จอมทอง จากนั้นไปศึกษาต่อที่โรงเรียนมัธยมจอมทอง อ.จอมทอง หรือ “จ๋อมตอง” แบบคำเมือง

กระทั่งไปจบปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (สาขาการพัฒนาชุมชน) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏลำปาง ปัจจุบันคือ “มหาวิทยาลัย ราชภัฏลำปาง”

และขึ้นชื่อว่าชาติพันธุ์ชาวภูเขา เมื่อชีวิตคือป่า ป่าก็หมายถึงชีวิต พวกเขาได้ชื่อว่ามีกฎเกณฑ์การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชนิดที่นักอนุรักษ์ที่ไหนก็ยกนิ้วให้ “มานพ” ก็เป็นเช่นนั้น

ชาติพันธุ์รักษ์ป่า

ที่สุดมานพก็เดินในเส้นทางที่เหมือนถูกลิขิตว่าต้องมีชีวิตเพื่อผืนป่าและมวลชน เขามีประสบการณ์การทำงานร่วมกับพื้นที่เรื่องรักษาป่ามาอย่างยาวนาน ดังนี้

ปี 2541 มานพเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประสานความร่วมมือและพัฒนาเครือข่าย กรมส่งเสริมคุณภาพและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บทบาทองค์กรภาคประชาสังคม

ปี 2541-2544 เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำแม่มอก-เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง ภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

พบชาวบ้านงานถนัด

ปี 2541-2545 ทำงานในคณะทำงานสนับสนุนผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชน –ผู้ประสานงานเครือข่ายป่าชุมจังหวัดลำปางและกองเลขาฯ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ

2545-2547-ผู้ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ตาช้าง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ สถาบันสิทธิชุมชน

จากนั้นปี 2547-ปัจจุบันเป็นหัวหน้าฝ่ายประสานความร่วมมือและพัฒนาเครือข่ายมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ), ผู้ประสานเครือข่ายลุ่มแม่เตี๊ยะแม่แตะ-ผู้ประสานเครือข่ายลุ่มน้ำย่อยอำเภอจอมทอง-ผู้ประสานงานเครือย่ายชุมชนภูมินิเวศดอยอินท์ออบหลวง

ทั้งนี้ระหว่างนั้น 2547-2553 เขายังเคยเป็นผู้ดำเนินรายการ “มองคนละมุม” FM100 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าเขานี่แหละคือแกนนำในการยื่นหนังสือกับทางพรรคอนาคตใหม่ เพื่อเสนอให้จัดตั้ง คณะกรรมาธิการด้านชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง”

ที่สุดเมื่อทำงานมวลชนได้ระดับหนึ่ง ถ้าจะให้ถึงใจผัก ต้องเข้าสภาไปเป็นปากเสียงแทนชาวบ้านแบบริงไซด์คนวงใน

เดินหน้าสู่สภา

ว่ากันว่าด้วยบทบาทของชนชาติพันธุ์ที่ชัดเจนโดดเด่น พอฤดูหานักรบลงเลือกตั้งมาถึง สองหนุ่มคู่ซี้ “เอก-ป๊อก” ธนาธร-ปิยบุตร จากพรรคอนาคตใหม่ก็มาชักชวนให้ร่วมทำงานในพรรคในฐานะคณะทำงานชาติพันธุ์พรรคอนาคตใหม่ และมากกว่านั้นคือได้เป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค

ย้อนไปในช่วงปราศรัยหาเสียงทั้งในส่วนตัวและในการช่วยผู้สมัครส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ “ศรีนวล บุญลือ” หาเสียงเลือกตั้งซ่อมกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ม้งและปกาเกอะญอในพื้นที่ต่างๆ ตลอดมา มานพไม่เคยรีรอที่จะพูดในประเด็นการต่อสู้เพื่อชาติพันธุ์

โดยนโยบายที่อนาคตใหม่ต้องการจะผลักดันในเรื่องของชาติพันธุ์นั้น เจ้าตัวบอกว่าอยากจะเสนอ “กฎหมายสภาชนเผ่า” เพื่อที่จะทำงานร่วมกับชนเผ่าต่างๆ ทั้งประเทศ ผลักดันกฎหมายว่าด้วยเขตวัฒนธรรมพิเศษในเชิงนโยบาย รวมถึงแก้ไขเรื่องพื้นที่ทับซ้อน สิทธิเชิงซ้อน และกระบวนการในการใช้สิทธิ์ร่วมกันระหว่าง รัฐ ประชาชนและเอกชน

ช่วย ศรีนวล บุญลือ หาเสียง

วันนั้นอนาคตใหม่เปิดตัวผู้สมัครส.ส.กลุ่มชาติพันธุ์หลายคน นอกจากมานพคนนี้แล้วยังมี ชินกร ก้าววิทยาคม ผู้สมัครส.ส.เชียงรายเขต 2 ชาวเผ่าลาหู่และลัวะ, สุนทร มารีการุณย์กิจ ผู้สมัครส.ส.เชียงใหม่เขต 9 ชาวกะเหรี่ยง, อนุพันธ์ หาญประดับทอง ผู้สมัครส.ส.แม่ฮ่องสอน ชาวกะเหรี่ยง

ยุทธนา มดแดง ผู้สมัคร ส.ส.อุทัยธานีเขต 2 ชาวกะเหรี่ยง, อภิสิทธิ์ สายธารอิสระ ผู้สมัครส.ส.ตากเขต 3 ชาวกะเหรี่ยง, ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อชาวม้ง และปรีชา ปัญญาเยาว์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ชาวไทใหญ่

มานพเองเคยพูดก่อนเลือกตั้งว่าหวังว่าส.ส.ชาติพันธ์ุของพรรคเข้าไปในสภาอย่างน้อย คน แต่วันนี้หลังจากที่ได้ ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ส.ส.ชาติพันธุ์ชาวม้ง ไปนั่งหล่อในสภาแล้วก็มีเจ้าตัวนี่แหละที่ตามมาเป็นคนที่ ก็ถือว่าทะลุเป้า

อยู่ไม่เป็น ก็ต้องเป็น

จะว่าไปในแดนดินที่เรียกว่า “พรรคอนาคตใหม่” เมื่อพูดถึงอุดมการณ์หลักที่กลั่นออกมาได้ว่าคือ “ประชาธิปไตยแบบเสมอภาคเท่าเทียมเป็นธรรม”

พวกเขาเดินหน้าแสดงจุดยืนเหมือนเป็น “คนนอกกรอบ” ของสังคมการเมืองไทยที่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. และวันนี้แนวคิดนี้เหมือนถูกตั้งชื่อใหม่ว่า “อยู่ไม่เป็น”

สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ก็เช่นกัน ด้วยความรู้สึกหรือการถูกกระทำว่าเป็นคนนอก คนสองกลุ่มนี้จึงเรียกว่าเหมือนคนหัวอกเดียวกัน

แกนนำพรรคต่างให้นิยามถึงนโยบายกลุ่มชาติพันธุ์ของพรรคอนาคตใหม่ว่า “พรรคอนาคตใหม่ยึดอุดมการณ์หลักที่เคารพความแตกต่างหลากหลาย ความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติ” ซึ่งก็คืออุดมการณ์แห่งประชาธิปไตยที่เห็น “คน” เป็น “คน” นั่นแหละ

สำหรับมานพ แม้ตอนแรกจะไม่ได้เป็นส.ส. แต่เขาก็ยังทำงานในบทบาทที่เป็นอยู่ต่อไป จะว่าไปนี่คือการ “อยู่เป็น” ในความหมายว่า “รู้หน้าที่”

กันยายนที่ผ่านมา เขาในนามมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) ก็เพิ่งเข้าร่วมประชุมเครือข่ายกะเหรี่ยงในประเทศไทย เพื่อผลักดันมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถิชีวิตชาวกะเหรี่ยง

ในงานนี้ยังมีการร่วมกันอ่านแถลงการณ์กรณีการตายของกะเหรี่ยงบิลลี่ เรียกร้องให้รัฐเร่งหาฆาตกรและผู้อยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมมาลงโทษ เพื่อสร้างความเป็นธรรม คุ้มครองความปลอดภัย และเยียวยาครอบครัวของบิลลี่

แน่นอนนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเส้นทางและบทบาทของ “มานพ คีรีภูวดล” ที่เขาทำเสมอมา กับผืนป่า ใบหญ้า และประชาชน วันนี้ได้เข้าสภาแล้ว มารอดูกันว่าเขาจะทำอะไรต่อไปบ้าง

แต่ที่แน่ๆ แฟนส้มหวานร้องขอว่า ค่าที่ “พ่อฟ้า” ต้องกระเด้งออกมาจากเก้าอี้ ส.ส.มานพเข้าไปแล้วต้องอยู่ให้เป็น ให้รอด และให้คุ้ม!

*************************

ภาพจากเฟซบุ๊ก Manop Keereepuwadol