“ชัช เตาปูน” อยู่เป็น สู้ยิบตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/399300?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“ชัช เตาปูน” อยู่เป็น สู้ยิบตา

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 09:49 น.
ชัช เตาปูน,ชัชวาลล์ คงอุดม,พรรคพลังท้องถิ่นไท,คนในข่าว,รายงานพิเศษ,พรรคร่วมรัฐบาล,เต้ มงคงกิตติ์
เปิดอ่าน 2,418 ครั้ง

คอลัมน์ “คนในข่าว” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 16-17 พ.ย.62

******************************

ความเคลื่อนไหวของคนการเมืองดีกรีร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ พรรคใหญ่ๆ ฟาดฟันกันไป ส่วนพรรคเกือบเล็กและพรรคเล็กๆ ก็ไม่ยอมให้ซีนตกหล่นไปจากกระดานข่าวสาร

อย่างลีลาของ ชัชวาลล์ คงอุดม” หรือ ชัช เตาปูน กับสถานะของ “หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท” เวลานี้บอกเลยไม่ธรรมดา ยิ่งกับการเปิดตัว “กลุ่ม ส.ส.” ไม่กี่วันมานี้ ก็ทำเอาคอการเมืองครางฮือว่านี่แหละ อยู่เป็น” ของแท้

อ่านถึงตรงนี้ คนไทยอาจถามว่าใช่ “กลุ่มนักชน” ที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้หรือไม่ คำตอบคือกลุ่มเดียวกัน แต่ “กลุ่มนักชน” เป็นเพียงคำพูดของแนวร่วมอย่าง “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์คนเดียว ประสา “ก๊อปปี้ไรเตอร์มือวาง” ทำอะไรก็ต้องใหญ่ ต้องปังไว้ก่อน งานนี้ทำเอากระจอกข่าวได้คำไปพาดหัว

แต่ที่จริงแล้ว นี่คือแนวคิดของการรวมกลุ่มเพื่อสร้างพลังทางการเมืองโดย ส.ส. 8 คน จาก 5 พรรค นำโดย “ชัช เตาปูน” ซึ่งเป็นอะไรที่่น่าจับตามองยิ่ง

รวมพลังต้องสู้

เรื่องนี้เป็นข่าวเอาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ในงานฉลองวันเกิดครบ 76 ปี ของเจ้าพ่อคนดัง “ชัชวาลล์ คงอุดม” หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท

ในงานนี้ นอกเหนือจากการตบเท้าเข้าไปอวยพรของญาติสนิทมิตรสหายแล้ว คนการเมืองก็มากันเพียบ เพราะยังมีวาระสำคัญที่จะได้ประกาศว่าได้มีการรวมกลุ่ม 5 พรรคเล็ก 8 ส.ส. ขึ้นมา

พรรคพลังท้องถิ่นไท ตอนประกาศสู้ศึกเลือกตั้ง

อย่างที่รู้วันนั้น “เต้ เจ้าเก่า” เอ่ยคำว่า “กลุ่มนักชน” แต่จริงๆ แล้วก็คือ ส.ส.จาก พรรคที่มารวมกัน คน คือพรรคพลังท้องถิ่นไท คนพรรคไทยศรีวิไลย์ คนพรรคประชาธรรมไทย คนพรรคครูไทยเพื่อประชาชน คน และพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย คน

สำหรับ 5 พรรคนี้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ก่อนแล้ว แต่มี 2 คนจาก 2 พรรคในกลุ่มนี้ก็คือ มงคลกิตติ์ จากพรรคไทยศรีวิไลย์ กับ พิเชษฐ์ สถิรชวาล จากพรรคประชาธรรมไทย ได้ประกาศเป็นฝ่ายค้านอิสระไปแล้วก่อนหน้านี้  ในขณะที่ ปรีดา บุญเพลิง ส.ส.จากพรรคครูไทยเพื่อประชาชน ยังแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องนี้ ว่าจะร่วมหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ วันนั้น ชัช เตาปูน ระบุว่า ส.ส. 8 คนจาก 5 พรรคเล็ก จะมารวมกลุ่มกันเพื่อให้เกิดความแข็งแกร่ง นำนโยบายแต่ละพรรคผลักดันให้เห็นผล เพราะที่ผ่านมานโยบายพรรคเล็กยังไม่ได้รับการผลักดันจากรัฐบาลเท่าที่ควร โดยหลังจากนี้ 5 พรรคเล็กจะประชุมกันทุกวันจันทร์ที่บ้านของเขาเพื่อหารือแนวทางการทำงานให้ไปในทิศทางเดียวกัน

“ถ้าเรามี 8 เสียงยังไงรัฐบาลก็ต้องฟังเราบ้าง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การรวมกลุ่มกันเพื่อล้มรัฐบาล แค่ต้องการผลักดันนโยบายแต่ละพรรคให้เห็นผล”

วันนั้น เจ้าพ่อคนดังยังบอกว่า ยังไม่ได้ตั้งชื่อกลุ่มว่าจะใช้ชื่ออะไร ต้องหารือกันอีกครั้ง แต่คำถามสำคัญคือ พรรคเล็กพร้อมจะโหวตสวนมติของรัฐบาลหรือไม่ ชัช เตาปูน กล่าวว่า หากเป็นเรื่องดีเราก็พร้อมสนับสนุน แต่ถ้าเป็นเรื่องไม่ดี เราก็ให้ไม่ได้ !!

ลีลาชายชัช

พอเห็นลีลาของเจ้าพ่อ ชัช เตาปูน ที่อธิบายโครงสร้างและหลักการของ กลุ่ม 8 ส.ส. ดังกล่าว ต้องบอกว่าละมุน ละไม แต่ก็แข็งแกร่งอยูในที

เทียบกับชื่อ กลุ่มนักชน” ของลูกพี่เต้แล้ว เหตุผลของเสี่ยชัชฟังรื่นหูขึ้นเยอะ ว่างานนี้ไม่ใช่การเปิดฉากรบกับใคร หรือตั้งแง่แข็งเมืองขึ้นมาเสียเมื่อไร

อย่างว่า คนผ่านโลกมาจนวัยเลขเจ็ด ต้องมีดี มีของ และที่สำคัญหากทำงานการเมืองแล้วเป็นแค่มดเล็ก มดคันไฟ ก็ต้องรู้ว่าทำยังไงให้มีพลังมากพอ ให้พญาช้างสารมีสะดุ้ง

แต่ก่อนจะมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท คนชื่อชัชวาลล์ไมใช่แค่เป็นเจ้าพ่อดังอยู่แถวย่านเตาปูน แต่งานมวลชนดูแลคนในพื้นที่ก็ทำมามากมาย เป็นนักร้องก็ทำมาแล้ว !

3 ส.ส.ของพรรคพลังท้องถิ่นไท

เคยเป็น ส.ว.กทม. จากการเลือกตั้ง ในปี 2543 ถึง 2549 และเป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ซึ่งรับมรดกมาจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช บุคคลสำคัญแห่งชีวิตที่ชัชเรียกว่า “พ่อ”

อย่างการลงมาทำงานการเมืองเต็มตัวในฐานะ ส.ส. ชัชเคยเล่าว่าถึงขนาดฝันเห็นอาจารย์หม่อม แล้วต้องขอกันในฝัน เพราะท่านเคยห้ามไว้ว่าอย่าเล่นการเมือง แต่ในฝันคืนนั้น “คิดลึกคึกฤทธิ์” กลับเปิดไฟเขียวผ่านฉลุย

ที่สุดพรรคพลังท้องถิ่นไทก็กำเนิดเกิดขึ้น ชัชขอเสนอตัวเป็นทางเลือก โดยบอกว่าบางซื่อคือที่ที่เกิดเเละโตขึ้นที่นี่ ดูเเลพื้นที่นี้มาหลายสิบปีด้วยความผูกพัน ก็หวังว่าชาวกทม.จะเลือกพรรคใหม่ที่มีนโยบายงบท้องถิ่น การดูเเลท้องถิ่นตามชื่อของพรรคนั่นเอง

เลือกตั้งจบ พรรคของเจ้าพ่อชัชได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อมา ที่นั่ง คือ ชัชวาลล์ คงอุดมโกวิทย์ พวงงามและ นพดล แก้วสุพัฒน์

มดเล็กกัดเจ็บ

ถึงตัวเลข ส.ส. 3 คนจะมากพอที่จะไม่ถูกจัดกลุ่มเป็นพรรคเล็ก-พรรคจิ๋ว แต่เมื่อบางครั้งคำว่า “โควตา” แปลว่า มีจำกัด-เฉพาะคนรู้ใจ” หลายคนในพรรคตัวเล็กๆ จึงไม่มีตำแหน่งแห่งที่อะไรในรัฐบาลไว้อวดชาวบ้าน

ช่วงนั้นเม้าท์กันลั่นทุ่งว่าพรรคชาติพัฒนาได้ ส.ส. 3 ที่นั่งเหมือนกัน แต่ก็ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี แล้วพรรคพลังท้องถิ่นไทล่ะได้อะไร มีแค่ลูกชาย ชื่นชอบ คงอุดม” ที่สอบตกแต่ก็ได้เก้าอี้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง งานนี้ไม่ต้องถึงคนอย่าง “ชัช เตาปูน” ชาวบ้านอย่างเราๆ ก็คิด !

ที่สุดตอนนั้นเลยมีข่าวว่าคนใหญ่แห่งพรรคพลังท้องถิ่นไท ถึงกับน้อยใจจนต้องไปหาแนวร่วมอย่างพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ที่ตกที่นั่งเดียวกันคือ “ถูกเมิน” รายนั้นก็มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เข้าสภามา คน คือ ดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรค กับ ยรรยงก์ ถนอมพิชัยธำรง

ชายชัชตอนจับมือร่วมรัฐบาล

แต่พอพาดหัวข่าวทำนองว่า “ชัชประกาศร่วมกับพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทยและอีก 10 พรรคเล็กเพื่อกดดันต่อรองตำแหน่งจากรัฐบาล” เจ้าตัวถึงไม่ปรี๊ดแตก แต่ก็แจงรัวว่าไม่จริง การรวมกลุ่มกันครั้งนี้ก็เพื่อการทำงานร่วมกัน หาใช่เพื่อการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น ถึงกับจะสาบานกันเลยทีเดียว

“ขอสาบานว่าไม่เคยน้อยใจ ไม่เคยคิดในเรื่องนี้ ซึ่งพรรคพลังประชารัฐก็ได้มีมาสอบถามว่าต้องการอะไร บอกเลยว่าไม่เป็นอะไร ถ้าเห็นว่าเราทำอะไรได้เราก็ทำ และบอกไปเพียงว่าถนัดในเรื่องของคนจน และเข้าใจว่าคนจนต้องการอะไร”

วันเวลาผ่านไป เมื่อการรวมพลังของกลุ่มพรรคเล็ก เหมือนๆ ว่าจะลดดีกรีความร้อนแรงไปตามธรรมชาติของข่าวสาร และการไร้เก้าอี้ก็ไม่ต่างกับเป็นดาราแต่ไม่มีงานเข้า ยังไงยังงั้น

ปั่นราคาหาแนวร่วม?

เมื่อเป็นเช่นนั้น ว่าแล้วมุกใหม่ๆ ก็ต้องมา ช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก่อน ครม.จะสัญจรแถบภาคตะวันตกไม่กี่เพลา คนไทยได้เห็นเสี่ยชัชสัญจรไปทางภาคใต้ขโมยซีนไปก่อน

และก็ต้องฮือฮากับภาพของคนใหญ่อย่าง ชัช เตาปูน, ดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย, อารี ไกรนรา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ และยังมี จตุพร พรหมพันธุ์ คนดังแห่ง นปช. ปรากฏในวงสนทนาเดียวกัน แถมด้วย คหบดีใจบุญ จิมมี่ ชวาลา ก็มาร่วมด้วย !

คอการเมืองรู้ดีว่า หลายคนแทบจะมากันคนละสาย ไปไงมาไงถึงมาสังสรรค์เสวนากันได้ ปรากฏอ๋อ! นี่คืองานสำคัญเพื่อมวลชน กับการวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างสถานีรถไฟบริเวณหน้าวัดธาตุน้อย จ.นครศรีธรรมราช

วันนั้นเจ้าพ่อชัชของเราบอกกับสื่อว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อช่วยพัฒนาเมืองนครศรีธรรมราชให้มีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ขอยืนยันว่าทุกพรรคการเมืองคือเพื่อนกัน และพร้อมที่จะทำงานร่วมกันในการพัฒนาประเทศ

ชาวบ้านร้านตลาดรู้ดี จบงานบุญจะไม่คุยเฟื่องเรื่องงานเมือง ก็ใช่ที่! ประเด็นคือคุยอะไรกันบ้างน้า!?

เจ้าพ่อเตาปูน กับ ลุงกำนัน คนพุนพิน

แต่ที่แน่ๆ “เสี่ยชัช” ล่องใต้ไปรอบแรกที่เมืองคอน ได้ร่วมงานกับคนนาสาร สุราษฎร์ธานีศรีนปช. ยังไม่พอ ล่าสุดก็หวนกลับไปปักหมุดที่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ อีกในวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

งานนี้มาพบตัวจริงอย่าง ลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้เป็นประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย แต่ตนเองมาเป็นประธานร่วมทอดกฐินสามัคคี ณ วัดกัลปนาราม (วัดควนร่อน) อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี

ภาพที่คนไทยเห็นกันทั่วคือภาพที่ลุงกำนันและเสี่ยชัชสวมกอดพูดคุยทักทายกันอย่างออกรส งานนี้ถ้าจะบอกว่าไม่มีอะไรเกินเลยไปถึงขนาดว่าเป็นงานปั่นราคาตัวเองในรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำก็ว่าไป เพราะจะว่าไปพื้นที่ถิ่นปักษ์ใต้ เจ้าพ่อเตาปูนคนนี้ไปบ่อยอยู่แล้วมาแต่ไหนแต่ไร

แต่ที่แน่ๆ ภาพของคนชื่อ “ชัช เตาปูน” ผู้เข้าถึงหมดทุกฝักฝ่ายฉายแสงแรงไม่เบาเลยทีเดียว

ยิ่งมุกล่าสุดกับการเปิดตัวกลุ่ม “ส.ส.” ที่เสี่ยชัชบอกว่าขอทำงานแบบเอาคุณภาพเข้าว่า มากกว่าเอากลุ่มข้าง-ฝักฝ่าย บอกเลยไม่ถูกใจกองเชียร์รัฐบาลสุดๆ เพราะมาเปิดตัวเอาช่วงที่ฝ่ายค้านกำลังรอระเบิดศึกซักฟอกนี่แหละ !

‘บิ๊นท์’ ราชินีทวีปเอเชีย ผู้สร้างรอยยิ้มให้คนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/398791?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

‘บิ๊นท์’ ราชินีทวีปเอเชีย ผู้สร้างรอยยิ้มให้คนไทย

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 – 13:55 น.
นางสาวไทยปี2562,บิ๊นท์,สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์,ราชินีทวีปเอเชีย 2019,นางงามนานาชาติ 2019,มหาวิทยาลัยมหิดล,คณะเภสัชฯมหิดล,เภสัชกร
เปิดอ่าน 1,532 ครั้ง

เป็นครั้งแรกในรอบ19ปี ที่ผู้ดำรงตำแหน่งนางสาวไทย ได้เป็นตัวแทนประเทศ เข้าร่วมประกวดเวทีระดับนานาชาติ อันทรงเกียรติ ตั้งแต่เริ่มส่งตัวแทนเข้าร่วมประกวดในปี2511

ประวัติศาสตร์ต้องจารึก เพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบ19ปีที่ผู้ดำรงตำแหน่ง “นางสาวไทย” ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมประกวดเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งสาว “บิ๊นท์”หรือ เภสัชกรหญิง สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ ตำแหน่งนางสาวไทย ปี 2562 เธอคือสาวงามคนนั้น ที่ทำให้คนไทยค่อนประเทศมีรอยยิ้ม

อ่านข่าว :  มงลงสาวไทย บิ๊นท์ สิรีธร คว้ามิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019

“บิ๊นท์” สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์  เกิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2536  ปัจจุบันอายุ 25 ปี มีส่วนสูง 1.75 เมตร (5 ฟุต 8.9 นิ้ว)เป็นคนกรุงเทพมหานคร สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(มม.)ปัจจุบัน “บิ๊นท์” ทำงานเป็นเภสัชกร

จากเภสัชกรหญิงสุดสวย “บิ๊นท์” สิรีธร ได้เข้าร่วมการประกวดนางงามกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และนครนายก 2562 โดยได้หมายเลขประจำตัว คือ หมายเลข 11 ซึ่งเธอได้ตำแหน่ง “นางงามกรุงเทพมหานคร 2562” ไปครอง พร้อมกับ “มนัสนันท์ ลิ้มจันทร์ประภาพ” นางงามปทุมธานี 2562 และ “ณัฎฐ์ชนานันท์ จันทิม” นางงามนครนายก 2562

ด้วยความสวย สง่าเต็มเปี่ยมด้วยมันสมอง ส่งให้ “บิ๊นท์” ได้เป็นตัวแทนกรุงเทพมหานคร ในการประกวดนางงามภาคกลาง 2562 เพื่อคัดเลือกสาวงามจาก 10 คนในภาคกลาง เข้าร่วมประกวด “นางสาวไทย 2562” ซึ่ง “บิ๊นท์”สามารถฝ่าด่านติด 1 ใน 10 ของการประกวด ซึ่งบิ๊นท์ได้เป็นตัวแทนจาก“กรุงเทพมหานคร”และตัวแทนจาก“ภาคกลาง” เพื่อเข้าร่วมประกวดนางสาวไทย 2562

ดูเหมือนว่าเส้นทางชีวิตสายนางงามโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อสาว “บิ๊นท์” สิรีธรไ ด้เข้าร่วมประกวดเวที นางสาวไทย 2562 และเธอสามารถคว้ามงกุฏตำแหน่งนางสาวไทย 2562 มาครองได้สำเร็จ จากนั้น “บิ๊นท์” ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวด นางงามนานาชาติ 2019  ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปี ที่ผู้ดำรงตำแหน่งนางสาวไทยจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประกวดเวทีระดับนานาชาติ

“บิ๊นท์” สิรีธร เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประกวด นางงามนานาชาติ 2019 และเธอสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาครอง พร้อมด้วยรางวัลพิเศษ ราชินีทวีปเอเชีย 2019 (Miss International Asia 2019) 

การประกวดครั้งนี้ถือว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์กับเวทีนางงามนานาชาติของนางงามชาวไทย โดย“บิ๊นท์”เป็นตัวแทนจากประเทศไทยคนแรกที่สามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศ ซึ่งถือว่าเป็น“ลำดับที่ดีที่สุด”ของประเทศไทยในเวทีนางงามนานาชาติ ตั้งแต่เริ่มส่งตัวแทนประกวดในพ.ศ 2511

เบื้องหลังความสำเร็จของ “บิ๊นท์” หรือ เภสัชกรหญิง สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ ผู้คว้ามงกุฎมิสอินเตอร์เนชั่นแนล ปี 2019 ให้กับประเทศไทยมาครอง  แต่ก่อนที่เธอจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เธอได้เข้าร่วมการประกวดนางสาวไทย ปี 2562 กับการตอบคำถามเกี่ยวกับสาเหตุของปัญหายาเสพติดและวิธีการแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาด จนกรรมการเห็นถึงความสามารถและมอบตำแหน่งให้เธอไปประกวดต่อในเวทีโลก

  ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนหน้าที่เธอจะมาประกวดนางสาวไทย ในปี2562 เธอเป็นบัณฑิตจากสาขาเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประกอบอาชีพเภสัชกรการตลาด ด้านยาคุ้มกันบำบัด

    และเธอได้ใช้ความรู้ความสามารถที่เรียนมา ประกอบอาชีพและสามารถทำหน้าที่สาวงามจากประเทศไทย คว้ารางวัลดังกล่าวมาครอง ซึ่งบนเวทีโลก สาวบิ๊นท์ได้ตอบคำถามกรรมการ รอบ 8 คนสุดท้าย ที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้สาวๆได้นำไปใช้

“ในช่วงที่ได้รับตำแหน่งนางสาวไทยในช่วงแรก บิ๊นท์โดนกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่ไม่เคยยอมแพ้ และตอนนี้ยืนบนเวทีแห่งนี้ บิ๊นท์กล้าที่จะฝันจะเป็นนางงาม แม้จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับอาชีพที่เป็นเภสัชกร แต่บิ๊นท์ได้เก็บเอาคำวิจารณ์ต่างๆเหล่านั้น มาเป็นพลังในการพัฒนาปรับปรุงตัวเองเพื่อจะเป็นตัวแทนของประเทศที่ดีที่สุด และสร้างความภูมิใจให้แก่ประเทศไทย

ดังนั้น คำจำกัดความ ของคำว่า พลังแห่งผู้หญิงของบิ๊นท์คือบิ๊นท์จะให้กำลังใจ สนับสนุน และ เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทั่วโลก ที่จะสร้างฝันให้เป็นจริง และสร้างสิ่งที่ยอดเยี่ยมให้แก่โลกของเรา หากบิ๊นท์ได้รับเกียรติให้เป็นมิสอินเตอร์เนชันแนล 2019 บิ๊นท์จะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ทุกคนว่า ถ้าผู้หญิงธรรมดาอย่างบิ๊นท์ก็สามารถทำได้ พวกคุณทุกคนก็ทำได้เช่นกัน”  สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

         นี่แหละเธอ สาวบิ๊นท์ ” สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ “ นางงามกรุงเทพมหานคร, นางสาวไทย 2562, นางงามนานาชาติ 2019 เจ้าของรางวัลพิเศษ “ราชินีทวีปเอเชีย 2019” (Miss International Asia 2019)  เธอคือผู้สร้างรอยยิ้มให้คนไทยทั้งประเทศ เธอผู้จุดประกายความฝันผู้หญิงทั่วโลก ให้กล้าลุกขึ้นมาสร้างฝันให้เป็นจริง เหมือนเธอที่ก้าวไปถึงฝั่งฝันแล้ว

           กมลทิพย์ ใบเงิน รายงาน

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ

วัดใจ “มาร์ค” ถอยหรือสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/397958?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

วัดใจ “มาร์ค” ถอยหรือสู้

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 08:43 น.
มาร์ค อภิสิทธิ์,พรรคประชาธิปัตย์,คนในข่าว
เปิดอ่าน 501 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับ วันที่ 9-10 พ.ย.62

****************************

ละครเวทีโรงใหญ่การเมืองไทย หนึ่งในตัวเอกที่มีบทบาททุกฉากทุกตอน เห็นจะหนีไม่พ้นอดีตหัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แถมยังนับเป็นตัวละครที่มีสีสันที่สุดตัวหนึ่ง เพราะในขณะที่หลายคนบ่นว่าบทบาทซ้ำซากจำเจ แต่ทำไมหลายคนก็ไม่เคยละสายตาไปจากเขาได้

วันนี้ “พี่มาร์ค” ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยไดนามิก ต่อให้วันหนึ่งกลับไปเป็นทาสแมว แต่ถัดจากนั้นไม่นานก็ลุกขึ้นมาทำอะไรใหญ่ๆ โตๆ ได้อีก ถ้าเป็นแชมพูก็เหมือนออกสูตรใหม่ สรรพคุณดีกว่าเดิมทุกฤดูกาล

มาหนนี้กับการที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอชื่อให้ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าจะนับว่าบทบาทหนนี้คือภาพใหม่ แบรนด์ใหม่ของอดีตหัวหน้าพรรคในการโชว์ศักยภาพอีกด้านก็คงได้

มีดี เพื่อนจึงบอก

หลังฟาดฟันกันในศึกเลือกตั้งแล้วกลุ่มควันไฟสงครามจางไป ภาพนักการเมืองไทยที่ดูเหมือนกำลังสามัคคีชุมนุมอีกครั้งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็คงเพราะต่างมีเป้าหมายร่วมในหนทางเดียวกัน

คุยว่า “นี่คือสัญญากับประชาชนและมองเห็นปัญหาว่ารัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศร่วมกัน ก็มาร่วมกันแก้”

พลพรรคปชป.

มาวันนี้แม้ว่าญัตติในการให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560” มีการคาดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุมได้ในสัปดาห์หน้า

แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าคนไทยได้ประธานชุดดังกล่าวไปแล้ว “อย่างไม่เป็นทางการ” เมื่อกระแสเสียงจากหลายฝ่าย รวมถึง 7 พรรคฝ่ายค้าน ไปในทิศทางเดียวกันว่า คนที่เหมาะสมที่สุดคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งหมดแน่นอนคงไม่เพียงดีกรีโปรไฟล์ของคนระดับพี่มาร์ค ที่ผ่านฉลุย ทั้งเคยเป็นนายกฯ มาก่อน ประสบการณ์ในทางการเมืองสูงโชกโชนยาว ไม่ต้องพูดเรื่องความรู้ความสามารถ

แต่ที่สำคัญซึ่งดูจะเป็นคุณสมบัติที่เข้าแก๊ปที่สุดก็คือพี่มาร์คของเรานี่แหละคือคนที่ออกมาโชว์เหนือโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งว่าไม่เอาการสืบทอดอำนาจของ คสช.

ซึ่งนี่ก็คือจุดยืนด้านประชาธิปไตยที่ชัดเจน เข้าตาประชาชน แม้ว่ามันจะทำให้พรรคสีฟ้าพ่ายหมดรูปในศึกเลือกตั้ง 26 มีนาคม ที่ผ่านมา จนตนเองต้องเด้งไปจากเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ตาม

แต่ก็นั่นแหละพอพูดถึงเรือล่มหลังเลือกตั้ง หลายคนอดคิดย้อนไปไม่ได้ว่า มีหรือคนระดับหัวหน้ามาร์ค จะคิดทำอะไรโดยไม่หวังผลยาวๆ

หมากมาร์คเกมนี้

คงจำกันได้ตอนแรกที่เปลี่ยนเกมกลางศึกจนแพ้เลือกตั้ง แล้วตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อรักษาคำพูดว่า “ต่ำร้อยข้อยขอลา” ตามมาด้วยการลาออกจาก ส.ส.

เวลานั้นหลายคนคิดว่ามาร์คเดินเกมพลาด เสียของเสียพลัง ต้องมานั่งดูเพื่อนร่วมพรรคขึ้นแท่นหัวหน้าพรรค นั่งเก้าอี้รองนายกฯ ฟาดตำแหน่งรัฐมนตรีกันไปตาปริบๆ

ส่วนตัวเองก็ลุกขึ้นมาโพสต์ภาพถ่ายกับนายทาสขนปุยชื่อ มูจิ” แมวสุดรักพันธุ์สกอตติชโฟลด์ ที่เป็นมรดกจาก “ลูกสาว” คอการเมืองฮาร์ดคอร์เกาหัวแกร็กๆ นี่มันอะไรกัน?

ภาพล่าสุดของอดีตหัวหน้ามาร์ค์ บรรยายว่า “ตอนนี้แมวที่บ้านเยอะกว่ารัฐมนตรีใน ครม. แล้ว 555”

แต่เดี๋ยวก่อน ช่วงนั้นพอไปดูความคิดเห็นจากกระแสโซเชียล ปรากฏว่าคนที่ไม่เคยเป็นแฟนคลับ “อดีตนายกฯ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน” คนนี้ หลายเสียงก็แซ่ซ้องชื่นชมว่ากล้าพูด กล้าทำ กล้ารับผิดชอบ นี่แหละใช่เลย

ยิ่งถ้าจะย้อนไปไกลว่านั้นต้องเน้นว่าจุดยืนของอภิสิทธิ์ที่ชูนโยบายหาเสียงเอาไว้แต่ต้น ก็คือ “การแก้รัฐธรรมนูญ” และไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ ที่ยังมี ม.44 ในขณะนั้นบังคับใช้อยู่

จะว่าไปจังหวะย่างก้าวของหัวหน้ามาร์คก็เหมือนทยอยโปรยหัวไว้กลายๆ แล้วว่า รอพบมาร์คมาดใหม่ ไฉไลกว่าเดิมได้เลย

ดังนั้นต่อให้ตลอดมาในช่วงหลัง ลีลาการทำการเมืองของเขาขณะยังเป็นหัวหน้ามาร์ค ดูสวนทางกับกลุ่มก๊กในพรรค จนเมื่อแพ้เลือกตั้ง ทั้งหมดจึงมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้พรรคสีฟ้าเปลี่ยนหัว เปลี่ยนขั้วไปในที่สุด

แต่มาวันนี้เมื่อเขาได้รับการเสนอชื่อจากพรรคแบบไร้เสียงทัดทานในการเข้าไปทำหน้าที่ประธานกมธ.แก้รัฐธรรมนูญ ก็อาจเป็นหมุดหมายอย่างดีว่า คนชื่อมาร์คถึงไม่เล่นหมากรุก แต่เกมการเมืองบางทีก็เหมือนเกมฟาดแข้งที่เขาสุดโปรดนั่นแหละ งานวางบอล ชิงบอล สับขาหลอก มันต้องมีกันบ้าง

ส่วนพลพรรคที่เหลือจะมองเกมนี้ยังไง หวังผลอะไร ทั้งที่ความจริงแล้ว ปชป.ก็คือพรรคที่โหวตหนุนบิ๊กตู่ขึ้นนั่งนายกฯ และร่วมรัฐบาลกับ พปชร. นั่นแหละ

ซึ่งแน่นอนรัฐบาลน่าจะไม่(ค่อย)เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะถ้าจะแก้เรื่องประเด็นให้ ส.ว. โหวตผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ งานนี้อาจมีฟัดกันนัว เรื่องนี้คงต้องรอดูกันยาวๆ

ฟ้ายังฟ้าอยู่

พอมองดูว่ามติของพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนออภิสิทธิ์ขึ้นเป็น “ประธานกมธ.แก้รัฐธรรมนูญ” ชนิดไร้เสียงคัดค้าน มองประสาซื่อ คนพรรคนี้เขาไม่เคยโกรธกันจริง หรือเคืองกันนาน

และอาจเป็นไปตามการวิเคราะห์ของคอการเมืองที่ว่าพรรคปชป.และอภิสิทธิ์ อาจต้องยอมเสี่ยงทำอะไรบางอย่างเพื่อกู้ศรัทธาจาก “อดีตแฟนคลับ” ให้กลับมารักพรรคสีฟ้าอีกครั้ง ซึ่งงานนี้อาจไม่ได้หวังผลแค่เพียงพื้นที่ กทม.และภาคใต้ดังในเก่าก่อนอีกแล้ว

อย่างภาพของอดีตหัวหน้ามาร์คที่ออกพื้นที่ครั้งแรกหลังลาออกจากพรรคไปลุยช่วยผู้สมัคร ส.ส.ประชาธิปัตย์ หาเสียงเลือกตั้งซ่อม จ.นครปฐม ช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมพลพรรคมากมาย

วันนั้นพี่มาร์คลงพื้นที่เคาะประตูขอคะแนนเสียงที่ตลาดสามพราน จ.นครปฐม ให้แก่ สุรชัย อนุตธโต เบอร์ 3 ตั้งแต่หน้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จนถึงตลาดสด และตึกแถวทั่วตลาดสามพราน

ภาพจากเฟซบุ๊ก สุรชัย อนุตธโต

กระจอกข่าวรายงานว่าตลาดสามพรานแทบแตก พี่มาร์คได้รับเสียงตอบรับและกำลังใจจากพี่น้องประชาชนล้นหลาม เข้ามามอบอาหารและเครื่องดื่ม มาตุ้มมาโฮม ห้อมล้อม ขอถ่ายรูปเซลฟี่กันอย่างสนุกสนาน

ถึงจะไม่มีผลต่อคะแนนที่ออกมาเพราะ เผดิมชัย สะสมทรัพย์ จากพรรคชาติไทยพัฒนา ชนะไปขาดลอย อนาคตใหม่ตกอันดับมาสอง และ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ได้ที่สามตามหมายเลข

แต่ภาพรวมของการร่วมแรงแข็งขันครั้งนั้นก็ยืนยันได้ดีว่าหัวใจดวงน้อยๆ ของมาร์คยังเป็นสีฟ้าอยู่ เลือดคนสีฟ้าก็ยังสูบฉีดเป็นจังหวะเดียวกัน

ที่สำคัญการไม่มีบทบาทในการบริหารพรรคของอภิสิทธิ์ ไม่ได้แปลว่า พลังของความเป็นมาร์คจะ ขายไม่ออก!”

โรดโชว์ เรตติ้งไม่ตก

พูดฝ่ายเดียวจะหาว่าคิดเองเออเอง ว่าแล้วงานเช็กเรตติ้งต้องมา ไหนๆ จะออกสูตรใหม่ทั้งที ช่วงนี้เลยพรีเซลล์หนักหน่อย

วันนี้ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ กับภาพลักษณ์(เกือบ)ใหม่ ที่คลับคล้ายว่าจะไม่มีคราบไคลนักการเมืองอาชีพ กำลังออกเดินสายเรียกคะแนนหล่อๆ ในสถานะ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นี่แหละ ไม่ใช่ใครที่ไหน

พี่มาร์คท่ามกลางคนรุ่นใหม่ที่ ม.ธรรมศาสตร์

เอาแค่เดือนนี้ส่องเฟซบุ๊ก Abhisit Vejjajiva พบว่าไปมาหลายงานมาก ทั้งออกพบกลุ่ม องค์กรและสถาบันต่างๆ มากมาย เข้าถึงหมดทุกแวดวง

เช่นวันที่ 16 ตุลาคม ไปปฐมนิเทศหัวข้อ “คุณลักษณะของนักกฎหมายในศตวรรษที่ 21 : มุมมองและประสบการณ์จากอดีตผู้นำประเทศ” ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หัวหมาก

วันเดียวกันพบคณะผู้แทนสมาคมมิตรภาพระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย Mr.Yi Xian อุปนายกสมาคมเข้าเยี่ยมคารวะ

วันที่ 20 เดือนเดียวกัน ล่องใต้ลงไปเตะฟุตซอลคู่พิเศษและมอบรางวัลการแข่งขันฟุตซอลเดือนสิบ เทพไทคัพ” ครั้งที่ 15 ที่นครศรีธรรมราช บอกว่า “นี่คือสิ่งที่ทำทุกปีครับ”

จากนั้นวันที่ 22 ตุลาคม ไปทำหน้าที่แทนประธานชวน หลีกภัย ในการเป็นประธานในพิธีฝ่ายฆราวาส งานทำบุญครบรอบคล้ายวันมรณภาพปีที่ 13 หลวงพ่อแกละ ที่วัดลำลูกบัว อ.ดอนตูม จ.นครปฐม

ทั้งบรรยายพิเศษตามมหาวิทยาลัยและยังไปถวายความรู้และบรรยายพิเศษที่วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

ล่าสุดวันนี้ 9 พฤศจิกายน ยังจัด Lunch Talk off Record Abhisit Vejjajiva หัวข้อ แผ่นดินของเรา” ในมุม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชวนพูดคุยมื้อเที่ยงแบบกันเอง 80 ที่นั่ง ที่โรงแรมแกรนด์ไชน่า เยาวราช

ที่เด็ดคือคำว่า “ออฟเรคคอร์ด” ไม่มีการอัดเสียงนี่แหละ น่าจะมีอะไรมันๆ ตามสไตล์มาร์คเจ้าของรางวัลเชิดชูเกียรติผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นปี 53 มาฝากเยอะ

แต่ที่แน่ๆ ย่างก้าวนี่ของพี่มาร์คน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

*************************

ภาพจากเฟซบุ๊ก Cat Garden by Tiggu

และเฟซบุ๊ก  Abhisit Vejjajiva

“พุทธะอิสระ” รอวันที่ฟ้าเป็นใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/396659?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“พุทธะอิสระ” รอวันที่ฟ้าเป็นใจ

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 10:45 น.
พุทธอิสระ,วัออ้อน้อย,นครปฐม,กปปส,สุเทพ เทิอกสุบรรณ,ลาสิกขา,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 795 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 2-3 พ.ย. 62

*************************

ถ้าเอ่ยชื่อ สุวิทย์ ทองประเสริฐ คนไทยต้องนึกแป๊บว่าคือใคร แต่ถ้าเอ่ยชื่อ พุทธะอิสระ” หรือ พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม ตอนนี้คือ อดีตหลวงปู่พุทธะอิสระ” แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม แหม…จะต้องร้องอ๋อทั้งบาง

เพราะหลังงานเพื่อชาติในนาม กปปส. จบลงในปี 2557 แล้วต้องเข้าเรือนจำ ถูกสึกจากการเป็นพระด้วยข้อหารุนแรง “อั้งยี่ ซ่องโจร” ตอนนั้นหลายคนฟันธงว่า “จบแล้วหลวงปู่”

หากหลังอยู่เรือนจำไม่กี่เดือน ก็ได้รับอิสรภาพออกมาหลังวันแม่แห่งชาติไม่กี่วัน คือ 15 สิงหาคม 2561 โดยอยู่ในช่วงรอลงอาญา ถามว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็คงแล้วแต่มุมมองของคนรักคนชัง

แต่ที่แน่ๆ ลีลาของหลวงปู่ที่ออกมาประกาศขอกลับไปห่มเหลืองไม่กี่วันมานี้ และต้องติดเบรกหลบฉากไปเพื่อตั้งหลัก นี่ไม่ใช่ครั้งแรก

ห่มขาวก่อน รอจังหวะ

คงจำกันได้หลังจาก “อดีตพระพุทธะอิสระ” ได้รับการประกันตัวชั่วคราวจากศาลอาญา ในคดีรุมทำร้ายตำรวจสันติบาลช่วงการชุมนุม กปปส. ปี 2557 โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี เขาให้สัมภาษณ์สื่อว่าจะขอกลับไปห่มผ้าเหลืองอีกครั้งในวันที่ 1 ธันวาคม 2561

แต่ปรากฏว่ากระแสสังคมแม้จะมีกองเชียร์ แต่ก็มีแรงต้านปรากฏเป็นวงกว้าง อดีตพระเลยตัดสินใจไม่ฝ่าแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นตอนนั้น โดยโพสต์เฟซบุ๊กหลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara) ประกาศว่าเพื่อความสบายใจก็แล้วกัน

“การกลับไปห่มผ้าเหลืองใหม่ ของพุทธะอิสระทำไมถึงกลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันได้ บ้างก็ว่า ห่มผ้าเหลืองได้เลย เพราะพุทธะอิสระมิได้เคยกล่าวคำลาสิกขา บ้างก็ว่า ต้องไปขอบวชใหม่ บ้างก็ว่า ยังบวชใหม่ไม่ได้ เพราะยังเป็นผู้ต้องอาญาแผ่นดินอยู่”

“เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และเพื่อยุติข้อถกเถียงกันในสังคม เพื่อรักษาบรรยากาศของความปรองดองในชาติ พุทธะอิสระขอประกาศตรงนี้เลยว่า จักยังไม่กลับไปห่มผ้าเหลืองจนกว่าจะหมดเวลา 1 ปี ที่ต้องอาญาแผ่นดิน แม้ศาลท่านจะเมตตาบรรเทาโทษ รอลงอาญาเอาไว้ก็ตาม”

และบอกว่าระหว่าง ปีต่อไปนี้ ก็ขอปฏิบัติตัวเป็นชีปะขาว ถือศีล 227 ดุจดังพระภิกษุ ไปจนครบ ปี แล้วขอโอกาสคณะสงฆ์แสดงปาริสุทธิศีลต่อหน้าหมู่สงฆ์ เพื่อห่มผ้ากาสาวพัสตร์สืบไป

ตอนนั้น เหมือนๆ ว่ากระแสสังคมจะลดดีกรีความร้อนแรงลง หลังจากนั้นในหน้าเฟซบุ๊กของพุทธะอิสระ ก็มีแต่เรื่องราวของคนห่มขาวในท่ามกลางแวดล้อมของลูกศิษย์ลูกหา

มองๆ ไปแล้ว ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิม จากครั้งที่เคยนุ่งเหลืองห่มเหลืองเลยสักนิด

กิจการงานไม่ขาด

มีสิ่งหนึ่งที่คนซึ่งติดตามพุทธะอิสระรู้กันดี คือ ความกตัญญูกตเวทิตาที่มีต่อบุพการีมารดา อัมพร ทองประเสริฐ ที่สูงอายุมากแล้ว และป่วยนอนติดเตียง

พุทธะอิสระตอนที่ออกจากเรือนจำ แม้ไม่ทันวันแม่ แต่ช่วงเดือนกันยายน 2561 ก็ยังคงมีกิจกรรมทำบุญบูชาบุพการีเช่นเคย ภาพของบุตรชายที่ดูแลกอดหอมผู้เป็นมารดาของเขาไม่แตกต่างจากปุถุชนทั่วไป

แต่ในกิจทางอื่นที่เกี่ยวกับวัดอ้อน้อย พุทธะอิสระยังคงเป็นเหมือนที่ลูกศิษย์ลูกหาชาวบ้านร้านตลาดกราบไหว้ เป็นหลวงปู่ที่พวกเขาสุดนับถือบูชา

ส่องดูเฟซบุ๊กในช่องแสดงความคิดเห็น ยังคงมีการส่งกำลังแรงใจมาต่อเนื่องจากบรรดาแฟนคลับ เช่น “เหล็กแท้ไม่กลัวการทุบตี ทองแท้ๆ ไม่กลัวการเผาไฟ สาธุครับหลวงปู่”

งานเพื่อมวลชนงานแรกที่หลวงปู่ทำ เห็นจะเป็น “โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม” โดยมูลนิธิธรรมะอิสระ วัดอ้อน้อย และคณะศิษย์ ร่วมกันไปแจกข้าวสาร อาหารแห้ง แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.ฉะเชิงเทรา อ.พนมสารคาม

แต่ที่จริง วัดอ้อน้อยไม่เคยร้างงานบุญ งานวันเด็ก งานวันสงกรานต์ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างคึกคักอลังการเช่นเคย ประชาชนแห่แหนเข้ามารับน้ำมนต์จากหลวงปู่ของพวกเขาล้นหลาม ไม่ต่างไปจากเก่าก่อน

อย่างงานใหญ่พิธียกองค์พระมหาพุทธพิมพ์นาคปรก “ปกเกล้า ปกแผ่นดิน” ในวันที่ 5 ธันวาคม 2561 ซึ่งอดีตพระพุทธอิสระ นุ่งขาวห่มขาวเป็นประธานในพิธี ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากมาร่วมในพิธีดังกล่าว

วันนั้นยังมีทีเด็ดคือ คนไทยยังได้เห็นภาพของมิตรรักคนเดิม อย่าง ลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ ในงานด้วย แต่วันนั้นเขามาในฐานะผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) หวนคืนเส้นทางการเมืองแบบหลังฉากซะอย่างนั้น !

ศรัทธาคือศรัทธา

พูดถึงเรื่องความศรัทธา สำหรับศิษยานุศิษย์ที่มีต่ออดีตพระพุทธะอิสระนั้น ไม่เพียงเป็นไปตามที่มีการยืนยันว่าในการประกอบพิธีลาสิกขาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น พุทธะอิสระยังไม่ได้เปล่งวาจาลาสิกขา ดังนั้น ในทางพระธรรมวินัย จึงไม่ถือว่าขาดจากการเป็นพระ แต่ในทางกฎหมายก็ต้องยอมรับในข้อนี้

แต่ในทางหัวใจ คนที่เมื่อเลื่อมใสศรัทธาไปแล้ว รากที่ฝังลึกย่อมถอนไม่ง่ายแม้จะสวมใส่สีอะไร ภาพที่มีผู้คนมาร่วมงานบุญต่างๆ ที่วัดอ้อน้อยจำนวนมาก ยืนยันอย่างดีว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

และในงานเดียวกันนั้น คนใหญ่อย่างลุงกำนันเข้าไปกราบอดีตพระพุทธะอิสระ พร้อมระบุว่า “ผมเป็นลูกศิษย์หลวงปู่พุทธะอิสระ และในชีวิตได้ร่วมทำงานเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินกับท่านหลวงปู่” ก็ไม่แปลก

อย่างไรก็ดี ช่วงเวลาก่อนนั้นไม่นานหลวงปู่ยังได้โพสต์เฟซบุ๊กบอกเล่าเรื่องราวของ “มิตรภาพ” ว่ามักเกิดขึ้นในเวลาที่เรายากลำบาก หลังจากที่เจอคำสั่งสำนักงานพุทธศาสนาฯ มิให้ผู้ที่ต้องคำพิพากษาแล้วรอลงอาญาคุมความประพฤติบวชได้

มิตรภาพของหลวงปู่วันนั้น มาจากคนปลายสายที่ชื่อ จตุพร พรหมพันธุ์  ที่โทรมาถามไถ่ความรู้สึกจากข่าวร้าย

“ฉันตอบแก่คุณจตุพรไปว่า ไม่เห็นเป็นไร การที่มหาเถรฯ ออกกฎมาเช่นนั้น ถือว่าเป็นการดีต่อพระธรรมวินัยในอนาคตเสียด้วยซ้ำ จักได้มีการคัดกรองบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ให้เข้ามาทำความเสื่อมเสียแก่พระพุทธศาสนา”

“วันข้างหน้าพระสงฆ์จักได้งามสง่า เป็นที่น่าศรัทธาในสังคม ซึ่งเรื่องนี้ฉันก็ได้ประกาศออกไปก่อนที่จักมีคำสั่งนี้มาร่วมอาทิตย์แล้วว่า จะยังไม่กลับไปห่มผ้าเหลือง จนกว่าจะหมดเวลาคุมความประพฤติ”

ลงท้ายว่า “อยู่มาได้ถึงวันนี้ จะอยู่ต่อไปอีกปีหนึ่งในชุดขาว จักเป็นอะไรยังไงจิตใจฉันก็ยังเป็นพระอยู่ ไม่เป็นไร ประเทศชาติต้องมาก่อน

แน่นอน นั่นคือเหตุการณ์เมื่อปีก่อน ก่อนจะถึงวันนี้ที่่ดูเหมือนว่ากองเชียร์อาจต้องร้องเพลงปลอบใจ “ไกลเท่าเดิม” สำหรับการตั้งจิตจะบวชอีกครั้งในปีนี้ของอดีตพระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือ พุทธะอิสระ ผู้ก่อตั้งวัดอ้อน้อย

เมื่อที่สุดแล้ว กระแสต่อต้านยังคงมีแรงสั่นสะเทือนอยู่ อย่างเหตุร้ายที่มีคนมาลอบเผารถกระบะ 4 ประตู ช่วงวันที่ 11 ตุลาคม ก่อนหน้านั้น หลายคนก็ตั้งประเด็นว่าอาจเกี่ยวกับหลายเรื่องๆ ที่ผ่านมา รวมถึงเรื่องนี้ด้วย !

เพื่อชาติ…รอบล่าสุด

อย่างไรก็ดี เหตุผลหลักๆ ซึ่งอดีตพระได้ระบุชัดเจนคือ ไม่เพียงทำตามคำแนะนำของคอลัมนิสต์ไทยโพสต์ “เปลว สีเงิน” ที่ได้เขียนให้คำแนะนำในลักษณะทบทวนเลื่อนออกไปก่อน

แต่ยังมีสาเหตุที่บวชตอนนี้ไม่ได้ คือเรื่องของ “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์” ว่าด้วยเรื่องของกฎหมายเถรสมาคมที่มีข้อห้ามว่า ห้ามภิกษุหรือบุคคลผู้ต้องคดี หรือถูกกล่าวหาในคดีอาญาเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ตนเองยังมี “คดีกบฏ” ติดค้างอยู่ ต้องรอให้หมดคดีกบฏก่อน

อีกทั้งการบวชต้องมีการถาม “อันตรายิกธรรม” หนึ่งในอันตรายิกธรรมก็คืออันตรายที่เกิดจากพรหมจรรย์ก็คือการต้องกรณีพันธะไทย ก็คือเป็นพันธะต่อราชการบ้านเมือง เช่นหนีทหาร เป็นคดี เป็นหนี้เป็นสิน ซึ่งก็เป็นข้อห้ามที่พระอุปัชฌาย์บวชให้ไม่ได้ ซึ่งตนเองอยู่ในข้อห้ามนั้น

“เพราะฉะนั้นในวันที่ 5 ธันวาคม จึงไม่สามารถกล่าวคำบวชได้ ตกลงปลงใจว่า กลางปีหน้าหรือปลายปีหน้าก็คงจะสิ้นสุดคดีกบฏ หลังจากนั้นค่อยว่ากันใหม่”

หลังเข้ากราบขอขมามารดาที่กลับไปห่มผ้าเหลืองตามคำขอจากโยมแม่ไม่ได้ โดยระบุว่า

“เรื่องความปรารถนาของโยมแม่ที่ป่วยนอนติดเตียง ต้องการจักเห็นพุทธะอิสระกลับไปนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ก่อนที่ท่านจักตาย ก็คงต้องพยายามประคับประคองยืดอายุขัย มิให้แม่ต้องเป็นอะไรไปเสียก่อนที่คดีกบฏจะยุติลง เพื่อเราจักได้กลับไปห่มผ้าเหลืองให้ท่านได้เห็นก่อนตาย”

ดังนั้นหลังจากนี้ ที่ต้องทำคือ ถ้าพ้นจากคดีความ ก็ต้องนับหนึ่งใหม่ คือกล่าวคำลาสิกขาแล้วขอบวชใหม่ เพราะถ้าไม่กล่าวคำลาสิกขาแล้วไปบวชจะเป็นกรรม กรรมซ้อนกันก็จะผิดคำวินัยอีก แต่ถ้าที่สุดแล้วศาลพิจารณาโทษ ต้องติดคุก ก็คงต้องยอมรับสภาพ

ถึงตอนนี้แม้กองเชียร์จะต้องร้อง “สาธุ” กันทั่วเมือง เมื่อหลวงปู่คนดังบอกว่าทั้งหมดทำโดย “โลกไม่ให้ช้ำ..ธรรมก็ต้องไม่เสีย” แต่หลายคนก็อดที่จะกังวลไม่ได้ ว่าวันที่จะได้เห็นหลวงปู่นุ่งเหลืองเรืองรองเช่นเก่าก่อน…จะมีวันนั้นอีกหรือไม่

“จิรวัฒน์ สะสมทรัพย์” เจ้าพ่อขยะ ขอลุยการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/395401

“จิรวัฒน์ สะสมทรัพย์” เจ้าพ่อขยะ ขอลุยการเมือง

วันที่ 26 ตุลาคม 2562 – 10:40 น.
คนในข่าว,เลือกตั้งซ่อมนครปฐม,เผดิมชัย สะสมทรัพย์,บ้านใหญ่สะสมทรัพย์,รายงานพิเศษ,จิรวัฒน๋ สะสมทรัพย์
เปิดอ่าน 4,102 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 26-27 ต.ค.62

ผลเลือกตั้งซ่อมเขต 5 จ.นครปฐม ที่ออกมา ที่สุดก็สมดังใฝ่ และสมค่าที่ คนบ้านใหญ่สะสมทรัพย์” ขู่คำรามคู่แข่งไว้ว่าจะทวงพื้นที่คืนให้จงได้ และผลออกมาก็สำเร็จจริงๆ

วันที่ 23 ตุลาคม 2562 วันเลือกตั้งซ่อมที่จัดขึ้นวันพุธ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ปรากฏว่า เผดิมชัย สะสมทรัพย์” พรรคชาติไทยพัฒนา คะแนนนำมาเป็นอันดับที่ 1 ชนะ ไพรัฎฐโชติก์ จันทรขจร จากพรรคอนาคตใหม่ และ สุรชัย อนุตธโต พรรคประชาธิปัตย์ มาที่สาม โดยมีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 143,497 คน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 90,882 คน คิดเป็นร้อยละ 63.33

ใครจะว่ายังไง อนาคตใหม่อาจผิดหวัง และลั่นวาจากลับว่านี่ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่ที่แน่ๆ กับคนบ้านใหญ่ สิ่งนี้ยังหมายรวมถึงพลังแรงใจที่เพิ่มพูน ฮึกเหิมมากขึ้นในศึกเลือกตั้งท้องถิ่นที่ปี่กลองเริ่มระงมมาพักใหญ่

ว่ากันว่าเตรียมไม้เด็ดไว้จัดการเต็มที่ ข่าวคราวที่จะสู้ศึกด้วยลูกชายคนโตของ ไชยา สะสมทรัพย์ อย่าง “จิรวัฒน์ สะสมทรัพย์” ผู้ที่ไม่เคยลงเล่นการเมืองมาก่อน

ถามว่าคนบ้านนี้จะฝากความหวังไว้ได้ขนาดไหน ลองมาดูโพรไฟล์แน่นๆ ก็จะรู้

หัวแก้วหัวแหวน

ขึ้นชื่อว่าบุตรชายคนโต ย่อมหนีไม่พ้นคำว่า “หัวแก้วหัวแหวน” “หนึ่ง จิรวัฒน์ สะสมทรัพย์” จึงเป็นหัวแก้วหัวแหวนของ เสี่ยอ้อน ไชยา สะสมทรัพย์”

ไชยา สะสมทรัพย์ และ จิรวัฒน์

ย้อนไปไม่ไกล ช่วงงานฉลองวันเกิด เสี่ยอ้อน” ที่บ้านพักริมถนนมาลัยแมน อ.เมือง จ.นครปฐม เมื่อ 14 กันยายน 2562 นอกจากแขกเหรื่อระดับวีไอพี อย่าง วราวุธ ศิลปอาชา, จองชัย เที่ยงธรรม, ชาดา ไทยเศรษฐ์ และวัน อยู่บำรุง ก็ยังมีกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นในนาม กลุ่มชาวบ้าน” พาเหรดกันมาคึกคัก

งานนี้นอกจากรื่นเริงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ อีกนัยก็เหมือนเป็นการเปิดตัว “กลุ่มชาวบ้าน” อีกด้วย ซึ่งหัวหน้ากลุ่มชาวบ้านก็ไมใช่ใครที่ไหน ก็คือ ลูกชายคนโตของเสี่ยอ้อน คือ “เสี่ยหนึ่ง จิรวัฒน์” 

กลุ่มชาวบ้าน เป็นกลุ่มการเมืองท้องถิ่นระดับจังหวัด (กลุ่ม สจ.) ภาพของเสี่ยหนึ่งในฐานะหัวหน้ากลุ่ม จึงหนีไม้พ้นคอการเมืองฟันธงว่าเขาพร้อมแล้วที่จะเสนอตัวชิงตำแหน่ง “นายก อบจ.นครปฐม”

จะว่าไป แม้ว่าเสี่ยหนึ่งคนนี้จะไม่เคยเล่นการเมืองเองสักครั้ง แต่ความสำเร็จของการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครปฐม ที่ผ่านไปสดๆ ร้อนๆ ที่ได้แรงหนุนจาก “กลุ่มชาวบ้าน” ก็นับเป็นตัวชี้วัดอย่างดีว่า เสี่ยหนึ่งต้องไปได้สวยในชีวิตนักการเมือง

หลังจากที่ดูรุ่นพ่อ รุ่นน้อง เติบโตในเส้นทางนี้มาก่อน ทั้งบิดาเคยสำเร็จเป็นถึง อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ อดีต ส.ส.นครปฐม ฯลฯ  หรือน้องชายอย่าง เสี่ยโหน่ง” พาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์ จากประธานสโมสรฟุตบอลนครปฐม ยูไนเต็ด วันนี้่เพิ่งได้เป็น ส.ส.นครปฐม เขต 2 มาหมาดๆ

รากแน่น ฐานดี

ดังที่ทราบว่าตระกูล “สะสมทรัพย์” ในยุค 4 พี่น้องคนใหญ่แห่งเมืองพระปฐมเจดีย์ นั้นมี เผดิมชัย ไชยยศ ไชยา และอนุชา

แต่ในเส้นทางการเมืองระดับชาติของคนในตระกูลนี้เริ่มจาก ไชยยศ” น้องรอง ที่ตัดสินใจลงชิมลางเป็นคนแรกของบ้าน ตามมาด้วยพี่ใหญ่ “เผดิมชัย” จวบจนยุคหลังๆ จึงเป็นคิวของน้องสองคนคือ ไชยา และ อนุชา

ใน 4 พี่น้อง มีถึง 3 คนที่ไปถึงรัฐมนตรี ขณะที่อนุชาเคยเป็น ส.ส.นครปฐม และ ส.ว. ปี 2549 แต่จะว่าไปในทางการเมือง “ไชยยศ” ก็เหมือนเป็นผู้นำของสะสมทรัพย์ ค่าที่ลงก่อน เรียนจบนอก แถมยังเป็นลูกเขยของ อุเทน เตชะไพบูลย์ มีฐานกำลังที่แน่นหนา

หากที่ผ่านมาตระกูลสะสมทรัพย์ ไม่เคยผูกขาด ส.ส.นครปฐม ไว้ตระกูลเดียว ก็มีสอบได้ สอบตกตามธรรมดา พอมาถึงรุ่นล่าสุดวันนี้ที่หนีความขัดแย้งเลือกเดินสายกลาง มาสวมเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนา

เลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา บ้านใหญ่ได้สะสมทรัพย์รุ่นลูกอย่าง ดร.โหน่ง น้องชายของเสี่ยหนึ่งคนเดียวที่สอบติด แต่การที่เพิ่งได้เผดิมชัย คนบ้านเดียวกันที่สอบซ่อมชนะเข้ามา ก็ถือว่าช่วยเสริมทีมให้แน่นขึ้น

สจ.กลุ่มชาวบ้าน ถ่ายภาพร่วมกับไชยา

วันนี้ถ้ามองการเมืองท้องถิ่น จึงหนีไม่พ้นหน้าที่ของรุ่นลูกอีกคน อย่าง “เสี่ยหนึ่ง” ที่เข้ามาดูแล “กลุ่มชาวบ้าน” แทนบิดา หลังจากที่ไชยาตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมา ตั้งแต่ที่เล่นการเมืองท้องถิ่นมาตั้งแต่ปี 2522

ที่ผ่านมาเสี่ยอ้อน ไชยา ก็เคยส่งคนลงสมัคร ส.จ. จนได้ยึดสภา อบจ.นครปฐม และมีตัวแทนเป็นนายก อบจ.นครปฐม มาเกือบทุกสมัย ตอนนั้นตัวแทนของไชยาคือ พะเยาว์ เนียะแก้ว นายก อบจ.นครปฐม สมัย

น่าสนใจว่ารุ่นลูกจะทำได้ขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ ด้วยฐานรากที่ทำไว้แน่นของรุ่นพ่อ ที่ว่ากันว่า ส.จ.นครปฐม 30 คน สังกัดกลุ่มชาวบ้าน อยู่ในเครือข่ายไชยากว่า 90 อบต.

ก็น่าจะทำให้คนไทยเดาคำตอบไม่ยาก

เจ้าพ่อขยะ

จะว่าไป แม้ดูเหมือนใหม่ทางการเมือง แต่สายเลือดเข้มข้น ไม่น่าจะเรียนรู้ยาก ที่สำคัญเรื่องหัวบริหารจัดการ เสี่ยหนึ่งนับเป็นที่ 1

ที่ผ่านมาเสี่ยหนึ่งดูแลบริหารธุรกิจของตระกูลชนิดที่ต้องบอกว่าเก่งกาจไม่เป็นรองใคร ดังที่เรารู้ว่าเขานั้นได้ฉายา เจ้าพ่อขยะ” จากการดูแลธุรกิจการจัดเก็บขยะของตระกูลสะสมทรัพย์ จนประสบความสำเร็จมาเป็นอย่างดี

ดังที่รู้ ตระกูล “สะสมทรัพย์” ก่อร่างสร้างอาณาจักรธุรกิจ โดยประเสริฐ-สุนีย์ สะสมทรัพย์ ในนามบริษัทกลุ่ม 79 เริ่มก่อตั้งด้วยการวิ่งรถสิบล้อ และเปลี่ยนมาทำธุรกิจรถทัวร์สาย 79

ต่อมา สะสมทรัพย์ รุ่นที่ 2 มองเห็นโอกาสของการรับงานกำจัดขยะ จึงได้เริ่มกิจการมาตั้งแต่ปี 2539

ว่ากันว่าธุรกิจกำจัดขยะ ของตระกูลสะสมทรัพย์ทำมานาน และเพิ่งได้ต่อสัญญาสัมปทานจาก กทม. ไปอีก 10 ปี รวมถึงธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ค้าวัสดุก่อสร้าง โกดังข้าว และบริหารสนามกอล์ฟหรูระดับโลก

เสี่ยหนึ่งเจ้าพ่อขยะ และหัวหน้ากลุ่มชาวบ้าน

เรื่องราวของเสี่ยหนึ่ง สำนักข่าวอิศราเคยนำเสนอไว้น่าสนใจ หนึ่ง จิรวัฒน์ นั้นเป็นคนนครปฐมโดยกำเนิด จบโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย จากนั้นไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศจนจบปริญญาตรี

กลับมาก็เข้าทำงานกับครอบครัว ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการกำจัดขยะ ที่ตนเองบอกว่าเห็นมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยรับงานจาก กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นหลัก ผ่านยุคผู้ว่าราชการ กทม. มาหลายคน โดยเป็นลักษณะการยื่นประมูลเสนอราคา กทม. เปิดให้เอกชนเข้าไปประมูล

และตั้งแต่เสี่ยหนึ่งเข้ามาบริหาร ด้วยความเห็นโลกกว้างมาจากต่างประเทศ เขาเข้ามาทำให้การกำจัดขยะมีการพัฒนามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยนำขยะฝังกลบอย่างถูกสุขลักษณะ แตกต่างจากตามที่เห็นในอ่อนนุช หรือหนองแขม ซึ่งกองรวมกันเป็นภูเขา ซึ่งเรียกว่า แบบโอเพ่นดั้มหรือการเทกอง

ขวัญใจ (กลุ่ม)ชาวบ้าน

แน่นอนด้วยความสำเร็จ เขาจึงได้ฉายา “เจ้าพ่อขยะ” ที่เจ้าตัวบอกไว้ว่า ขอให้มองว่าเป็นเจ้าพ่อเพราะทำมาก่อน และมีเทคโนโลยีที่ล้ำกว่าเจ้าอื่น แถมยังใส่ใจสิ่งแวดล้อม

เขาบอกว่าสิ่งที่ทำมีมาตรฐานสูงกว่าข้อกำหนดที่สัญญาระบุไว้ เพื่อต้องการให้ชุมชนที่อยู่โดยรอบสบายใจ และยังอาจเป็นบริษัทเดียวในพื้นที่ ที่ชาวบ้านให้การต้อนรับมาตลอด

เพราะทางหนึ่งเสี่ยหนึ่งเองก็เล็งเห็นถึงความสำคัญของคนในพื้นที่ บริษัทสนับสนุนงบประมาณปีละประมาณ 1 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนในเขตอำเภอที่บริษัททำงานอยู่ เข้าร่วมแข่งขันกีฬา โดยใช้ชื่อโครงการว่า กีฬาต้านยาเสพติดอีกด้วย

มุ่งสู่ถนนการเมือง

และบางทีความเป็นเจ้าพ่อขยะยังอาจน้อยไปด้วยซ้ำ เพราะเอาเข้าจริงๆ ธุรกิจของครอบครัวสะสมทรัพย์เขาดูแลมีเยอะมาก ข้อมูลจากอิศราระบุว่า ในพอร์ตธุรกิจในเครืออย่างน้อย 15 บริษัท แต่เฉพาะเสี่ยหนึ่งเป็นกรรมการ ทั้งสิ้น 12 บริษัท ไหนจะธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ค้าวัสดุก่อสร้าง โกดังข้าว และบริหารสนามกอล์ฟหรูระดับโลก

โดยธุรกิจรับกำจัดขยะ  บริษัท วัสดุภัณฑ์ธุรกิจ จำกัด อยู่ในอันดับต้น เป็นคู่สัญญา กับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2543 จนถึงสัญญาล่าสุดปี 2557 อย่างน้อย สัญญา มูลค่ารวม 8.8 พันล้านบาท สัญญาล่าสุดยาวนานถึง 10 ปี จะสิ้นสุดปี 2567 เป็นเงินกว่า 4.4 พันล้านบาท

อย่างที่รู้ เรื่องธุรกิจขณะนี้ สะสมทรัพย์รุ่นที่ 3 เป็นผู้ดูแลทั้งหมด ส่วนรุ่นที่ 2 ก็ยังรับหน้าที่ให้คำปรึกษาหารือ เพราะรุ่นนี้ เป็นผู้บุกเบิกเส้นทางการเมืองของตระกูลมาแต่ปี 2526

แต่ก็อย่างที่รู้อีกเช่นกัน เมื่อเวลาผ่าน ลมเปลี่ยน ในทางการเมืองรุ่นเก่าต้องส่งไม้ต่อให้รุ่นใหม่เป็นปกติวิสัย

เพียงแต่ว่า  6 เดือนเศษ ที่ เผดิมชัย สมสมทรัพย์” กลับมาเอาชนะคู่แข่งอย่างพรรคอนาคตใหม่ได้ ยังมีปัจจัยแห่งชัยชนะอีกมากมาย เช่นเดียวกับการเมืองท้องถิ่นหลังจากนี้คนบ้านนี้ประมาทไม่ได้ เหมือนกัน

‘รองดำ’ ตำนานมือปราบคดีดัง สู่ “คดีบิลลี่”อย่าทิ้งไว้กลางทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/394239

‘รองดำ’ ตำนานมือปราบคดีดัง สู่ “คดีบิลลี่”อย่าทิ้งไว้กลางทาง

วันที่ 19 ตุลาคม 2562 – 08:55 น.
กรวัชร์ ปานประภากร,ดีเอสไอ,คดีบิลลี่,รายงานพิเศษ,คนในข่าว
เปิดอ่าน 2,449 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 19-20 ต.ค. 62

*****************************

จับตาไม่กะพริบหลังคนไทยรู้ข่าว ครม.แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงกระทรวงยุติธรรม 4 ราย เพราะหนึ่งในนั้นที่ต้องขีดเส้นใต้ตัวหนาๆ คือ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้ซึ่งกำลังมีบทบาทในการดำเนินคดีฆาตกรรม นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย

หลายคนเป็นกังวลว่างานนี้อาจจะมีอะไรในกอไผ่ ถึงขั้นลือหนักมากว่ามีขบวนการล้มคดีนี้หรือไม่

อย่างไรก็ตามที่สุดหลายฝ่ายออกมาแจงว่าการขยับตำแหน่งเป็นการแต่งตั้งตามวาระประจำปีและเลื่อนระดับตำแหน่งสูงขึ้นจากระดับซี 9 ขึ้นไปเป็นซี 10

หากแต่หลายคนก็ยังไม่วางใจเพราะอย่างที่รู้ว่าคดีบิลลี่นั้นทุกคนต่างรอคอยที่ความจริงจะปรากฏ ที่สำคัญเราต่างเชื่อมือมือปราบคนนี้เพราะที่ผ่านมาเขาผ่านคดีสำคัญมากอย่างโชกโชนเป็นที่จดจำ

กรวัชร์” คือใคร

วันนี้เรารู้แล้วว่า ​พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร หรือ รองดำ เขาคือรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่กำลังขึ้นไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม

ทางหนึ่งในเรื่องราวส่วนตัวนั้น รองดำ ค่อนข้างโลว์โปรไฟล์ นอกจากรู้ว่าเกิดวันที่ 9 มีนาคม 2504 แต่อีกทางหนึ่ง เส้นทางสีกากีของเขานับว่าโชกโชน

เพราะรองดำนั้นจบโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 20 โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 36 และยังเคยอบรมหลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ 62

อย่างเตรียมทหารรุ่น 20 นั้นก็ไม่ธรรมดา วันนี้เรามีผู้บัญชาการทหารบก เป็น ตท.20 อย่าง บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ทุกวันนี้ก็มี ตท.20 หลายคนที่กระจายอยู่ในกองทัพภาค

ส่วน นรต.36 ก็สูสี เพราะมีคนดังอีกมากมายสยายปีกอยู่ เช่น บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และอีกหลายคน

หันมาที่รองดำ เขานั้นก็มีเส้นทางไม่ธรรมดา โดยเฉพาะหลังปี 2545 ที่เมืองไทยมีองค์กรใหม่ที่เรียกว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษแห่งราชอาณาจักรไทย หรือ ดีเอสไอ เป็นหน่วยงานของรัฐสังกัดกระทรวงยุติธรรม

ถึงตอนนี้ รองดำ ก็กำลังได้ขยับตำแหน่งสูงขึ้นจากระดับซี 9 ขึ้นไปเป็นซี 10 แล้ว สำหรับคนเป็นข้าราชการอะไรจะแจ่มกว่านี้คงไม่มี

ที่ดีเอสไอ

อย่างที่รู้กันว่าดีเอสไอก่อตั้งในยุคของรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร โดยมี พล.ต.ท.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษคนแรก

รอยต่อช่วงปี 2549 มีการโอนย้ายนายตำรวจไปสังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษลอตใหญ่ถึง 227 นาย ตอนนั้นมี ไกรสร บารมีอวยชัย รักษาการอธิบดีดีเอสไอ

ครั้งนั้นนอกจาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ไปเป็นนักบริหาร 9 ก็ยังมี รองดำ ที่อยู่ในรายชื่อ 227 นายด้วย โดยย้ายไปเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 8ว

ว่ากันว่าด้วยจำนวนโยกย้ายมากจึงมีการแซะว่านี่เกือบจะกลายเป็น “กรมตำรวจน้อย” กันเลยทีเดียว

จากนั้น รองดำ ก็ไต่ระดับเรื่อยมา เช่นปี 2552 รองดำ เป็น ผอ.ส่วนคดีอาญาพิเศษ 3 ดีเอสไอ ในยุค ที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นอธิบดีดีเอสไอ

ต่อมาพฤศจิกายน 2557 รองดำ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการสำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาคดีเอสไอ ในยุคของ สุวณา สุวรรณจูฑะ เป็นอธิบดีดีเอสไอ

ปี 2559 ยังมีชื่อเป็นผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศร่วมด้วย กระทั่งปี 2560 ขยับจาก ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค (อำนวยการเฉพาะด้านพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ) ขึ้นเป็นรองอธิบดีดีเอสไอ

ทั้งนี้ระหว่างทางกว่าจะมีวันนี้ รองดำ ผ่านผลงานมามากมาย สางคดีระดับประเทศมานับไม่ถ้วน แต่ที่จดจำจนได้ฉายามาครองก็คงเป็น คดีดังคือ คดีรถหรูเลี่ยงภาษีคดีเณรคำ และคดีร้อนบิลลี่ พอละจี

ชื่อชั้นมือปราบรถหรู

ผลงานพิสูจน์คนเป็นเรื่องจริง คดีรถหรูในอดีต รองดำ ทำจนได้ฉายา มือปราบรถหรู”

ทั้งนี้มหากาพย์คดีรถหรูเริ่มมาตั้งแต่ปี 2556 โดยมีจุดเริ่มต้นจากอุบัติเหตุรถบรรทุกรถยนต์จดประกอบนำเข้าที่เกิดไฟไหม้ระหว่างการขนย้าย จนดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษที่ต่อเนื่องอย่างยาวนาน

งานนี้เรื่องใหญ่ ตอนนั้นพบรถอยู่ในข่ายความผิดมากมาย มีผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องทั้งบริษัท นักการเมืองท้องถิ่น ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ เซเลบ ดารา กลุ่มผู้นำเข้ารถจดประกอบและผู้ที่ยื่นขอจดทะเบียน

ตอนนั้นดีเอสไอยังขยายผลตรวจสอบประสานขอข้อมูลกับหลายประเทศโดยเฉพาะหน่วยต่อต้านการโจรกรรมรถยนต์ของสหราชอาณาจักร

การดำเนินการส่งผลถึงกลุ่มผู้ประกอบการที่รับผลกระทบ ตัดสินใจนำเรื่องนี้ไปฟ้องศาล ช่วงนั้นจึงมีข่าวลือว่า “กลุ่มเกรย์มาร์เก็ต” มีการลงขันเพื่อกดดันให้เปลี่ยนเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนคดีนี้ออกไป

จนราวปี 2560 หลังจาก รองดำ พร้อมพนักงานอัยการเพียรเดินทางเข้าออกประเทศอังกฤษและอิตาลีอยู่หลายรอบ เพื่อดำเนินการเรื่องนี้

ที่สุดก็พบตัวเลขการนำเข้ารถยนต์หรูยอดฮิตของตลาดเมืองไทยที่น่าเชื่อว่าผ่านขบวนการนำเข้าแบบสำแดงเท็จเพื่อชำระภาษีต่ำกว่าจริง อยู่ที่ 10,000 คัน เป็นการนำเข้าจากกลุ่มผู้นำเข้าอิสระนับ 100 แห่ง

โดยดีเอสไอประสบความสำเร็จในการประสานกับประเทศต้นทางผู้จำหน่ายรถยนต์ให้ส่งหลักฐานราคาขายที่แท้จริงย้อนหลัง 5 ปี ให้ทางการไทยสอบสวน ดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ร่วมลุยคดีเณรคำ

มาถึงคดีดัง “เณรคำ” ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่งพิพากษายืนจำคุก 20 ปี วิรพล สุขผล หรืออดีตพระวิรพล ฉัตติโก ในคดีฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

คดีนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552-27 มิถุนายน 2556 ตอนนั้นดีเอสไอในยุคของ ธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดีดีเอสไอ

และรองดำ ขณะนั้นเป็น ผบ.สำนักคดีปฏิบัติการพิเศษภาค ได้เข้าตรวจสอบในส่วนของเบาะแสที่อดีตพระเณรคำซื้อรถเบนซ์หรูจำนวนมากถึง 22 คันรวมเป็นเงินกว่า 95 ล้านบาท

เรื่องราวดำเนินมาจนถึงยุคของ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง เป็นอธิบดีดีเอสไอ ที่จัดแถลงข่าวพร้อมกับรองดำ ว่าได้รับแจ้งจาก U.S. Marshals ว่าจับกุมตัวเณรคำได้ที่บ้านพักที่เมืองริเวอร์ไซด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย จนมาถึงการส่งตัวมารับโทษแล้วในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดีรอยต่อช่วงงนั้นคนไทยยังได้เห็นหน้า รองดำ ปรากฏในข่าวรถเบนซ์ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญอีกด้วย

โดยดีเอสไอได้รับแจ้งการครอบครองรถหรูเลี่ยงภาษีและรับเป็นคดีพิเศษ แน่นอน รองดำ ในฐานะผู้บัญชาการสำนักปฏิบัติการคดีพิเศษ ซึ่งรับผิดชอบคดีรถหรูอยู่แล้วจึงต้องทำคดีนี้ด้วย

เลยเป็นอันว่าฉายา “มือปราบรถหรู” จึงติดตัวรองดำเหนียวแน่นที่สุด

บิลลี่จะถูกลืม?

วันนี้หลายคนเข้าใจว่ารองดำ กำลังหลุดจากดีเอสไอ ไม่ได้ดูคดีบิลลี่อีกต่อไป หลายคนจึงกังวลเพราะที่ผ่านมาต่างมีความหวังว่าคดีนี้ในมือรองดำ จะต้องได้เรื่อง หลังเขาเดินหน้าสางคดีนี้ต่อไปอย่างเข้มข้น

มาถึงวันนี้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอึมครึม มีคำถามมากมายจากประชาชน และครอบครัวของบิลลี่ก็เหมือนกำลังเฝ้ามองอยู่

บิลลี่ผู้จากไป

ข่าวว่าสัปดาห์หน้า รองดำ จะมีการประชุมหารือคณะพนักงานสอบสวนคดีฆาตกรรมบิลลี่ เพื่อมอบหมายแนวทางการสอบสวนคดีเป็นรอบสุดท้าย ก่อนจะพ้นตำแหน่งรองอธิบดีดีเอสไออย่างเป็นทางการ

แต่คดีบิลลี่ รองดำยืนยันว่าดีเอสไอจะยังคงทำต่อเนื่องต่อไปถึงแม้ตนจะไม่ได้อยู่ตำแหน่งก็ไม่มีผลกระทบ และยังมีข่าวระบุว่าอาจแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาในคดีนี้

ทั้งนี้คดีนี้ก็มาไกลพอสมควร โดยข่าวว่ามีการขีดเส้นให้ได้ข้อยุติการสอบสวนในการประชุมคณะพนักงานสอบสวนนัดต่อไปในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ ต้องรู้ผลว่าจะดำเนินการกับกลุ่มผู้ต้องสงสัยยังไง

ภาพของรองดำที่โอบกอด “มึนอ” พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของ “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ เพื่อให้กำลังใจในพิธีรำลึกถึงบิลลี่ตามวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง ที่ ม.รังสิต เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา

เขาคงจำได้ว่าการที่เธอมอบน้ำผึ้งป่าให้ในวันนั้น เพราะนำ้ผึ้งเป็นสาเหตุที่บิลลี่ถูกเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจับกุมก่อนจะหายตัวไปเมื่อ ปีก่อน และพบว่าถูกฆาตกรรม ก็เหมือนเป็นสัญญาใจว่าอย่าทิ้งกันไว้ที่กลางทาง!

สายแจว ‘ปริญญา’ ดอกเตอร์หลากมิติ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/393101

สายแจว ‘ปริญญา’ ดอกเตอร์หลากมิติ!

วันที่ 12 ตุลาคม 2562 – 08:18 น.
ผศ ดร ปริญญา เทวาน,พายเรือเพื่อเจ้าพระยา,มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,แจว
เปิดอ่าน 1,426 ครั้ง

#ปริญญา คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 12-13 ต.ค.62

***********************************

คงไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นคนจากหอคอยงาช้างลงมาพายเรือกลางนที ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กับกิจกรรมพายเรือเก็บขยะที่เขาริเริ่มขึ้นด้วยสมองและสองแขน

ถ้าพี่ตูนคือเจ้าตำนาน “สายวิ่งเพื่อรพ.” อ.ปริญญา ก็คงกำลังสร้างตำนาน สายแจวเพื่อโลก” วันนี้ถ้าจะกล่าวว่าเขานับเป็นนักวิชาการ “มากมิติ” อีกคนหนึ่งของเมืองไทยก็ว่าได้

คนคลองท่าลาด

น่าสนใจว่านักวิชาการสายกฎหมายอย่าง อ.ปริญญา ที่จริงแล้วเขากำเนิดมาจากนักการเมืองท้องถิ่น บิดาของเขาคือ ณรงค์ เทวานฤมิตรกุล (เฮง) อดีตสมาชิกสภาจังหวัดฉะเชิงเทรา มารดาคือ แน่งน้อย เทวานฤมิตรกุล ปัจจุบันมีชื่อเป็นประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอพนมสารคาม

โดยพ่อเฮงเป็นคนบ้านธารพูด ต.บ้านช่อง พนมสารคาม เดิมทีทำธุรกิจส่วนตัว ก่อนจะมาปักหลักที่ ต.ท่าลาด แต่ที่น่าสนใจซึ่ง อ.ปริญญาเรียบเรียงเล่าไว้ในหนังสือ “ณรงค์อนุสรณ์” คือพ่อเฮงนั้นได้รับการถ่ายทอดวิชาต่อกระดูกมาจากอาจารย์ท่านหนึ่ง และยังเล่าว่าพ่อร่ำเรียนวิชาจนสามารถรักษาคนกระดูกหักหายได้ภายใน 3 วัน

บ้านเมืองเราคนเป็นนักการเมืองท้องถิ่น นอกจากพ่อค้า คนดัง คหบดี ยังมีมดมีหมอนี่แหละ และไม่จำเป็นว่าต้องเป็นหมอในระบบการแพทย์แผนปัจจุบันก็ได้

เหนืออื่นใดไม่ใช่ว่าอยู่ๆ อ.ปริญญา จะนึกอยากเก็บขยะในคลองขึ้นมาเฉยๆ แต่ความคิดนี้ผุดขึ้นมาขณะที่เขากำลังฟังพระสวดในงานศพบิดาเมื่อปี 2558 ที่วัดท่าเกวียน ซึ่งอยู่ริมคลองท่าลาดพนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

บรรยากาศแห่งการลาจาก ความหลังของวัยเยาว์มิใช่เพียงแค่ความรักอาลัยในบุพการีผู้เป็นที่รักของชาวบ้าน แต่ยังหมายรวมถึงบริบท ภาพ รส กลิ่น เสียงในวันวาน ที่กรูกันเข้ามาในห้วงความทรงจำ

นาทีนั้นคลองท่าลาดที่สวยใสในวัยเด็กคงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่ในสมองของเขาจนกระทั่งเริ่มหัดพายเรือคยัคเพื่อสำรวจคลองแถวบ้านเกิดเก็บขยะและบอกเล่าเรื่องราวไว้ในหนังสือ “ผจญภัยคลองท่าลาด” หรือ “ตะลุยบางปะกง” และทำจนเป็นกิจกรรมที่คนอื่นๆ ได้มีส่วนร่วม

เส้นทางที่เลือกเดิน

อย่างที่รู้กันนักการเมืองไทยทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นแทบทั้งหมดมีการสืบทอดเป็นตระกูลทางการเมืองที่สานต่อรุ่นสู่รุ่นโดยอาศัยฐานเสียงเดิมของตระกูล

ในฉะเชิงเทราตระกูลการเมืองที่โด่งดังหนีไม่พ้นตระกูล “ฉายแสง” และ “ตันเจริญ” ส่วนตระกูล “เทวานฤมิตรกุล” นั้น ไม่มีข้อมูลว่าเติบใหญ่ทรงอิทธิพลในเส้นทางการเมืองอย่างชัดเจน นอกจากบุตรชายคนกลางที่ถือว่าเติบโตสยายปีกในแวดวง “นักวิชาการสายกฎหมาย” เป็นที่รู้จักทั่วประเทศ

ดร.ปริญญา จบระดับมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลในปี 2528 จากนั้นปี 2533 จบนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มาปี 2541 บินไปจบปริญญาโท นิติศาสตร์ ด้านกฎหมายมหาชน ที่ Georg-August-Universitaet zu Goettingen, เยอรมนี กระทั่งในปี 2547 จบปริญญาเอกในสาขาเดียวกันจากสถาบันแห่งแดนอินทรีเหล็กที่เดิม

หลังจบปริญาโท ที่จริง อ.ปริญญา เริ่มรับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์รั้วเหลืองแดงแล้ว จากนั้นพอจบดอกเตอร์เขาก็กลับมานั่งเป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาและเริ่มเป็นรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน

ทั้งหมดนี้สำหรับคนที่เดินในเส้นทางนักวิชาการ นี่คือที่สุดแล้ว

รอยทางแห่งชีวิต

ภาพรวมของคนเป็นอาจารย์คือสอนหนังสือ ทำวิจัย เขียนตำรา ดูน่าง่วงนอน แต่ อ.ปริญญา ยังเคยมีฉากชีวิตที่(เกือบ)พะบู๊เหมือนกัน

เพราะในรอยต่อช่วงเรียนจบเป็นบัณฑิตนิติศาสตร์รั้วแม่โดม ปรากฏว่าช่วงนั้น อ.ปริญญา เป็น “เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” หรือ สนนท. ที่เป็นพลังคนรุ่นใหม่หลังเหตุการณ์ป่าแตก หรือการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย

หลายคนเรียกช่วงนี้ว่า “ยุคแห่งการแสวงหาครั้งที่ 2” ที่ราวปี 2527 เยาวชนยุคนั้นฟื้นฟูกิจกรรมนักศึกษาขึ้นอีกครั้งพร้อมคำขวัญ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” งานหลักคือรณรงค์ให้ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบเต็มใบเสียที

หลังเรียนจบ ป.ตรี ไม่นาน ผ่านมาจนถึงปี 2535 ที่เป็นเลขาธิการ สนนท. ช่วงนั้นเข้าร่วมกับหัวหอกการประท้วงอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรมในขณะนั้น และประชาชนมากมายลุกฮือขึ้นมาต่อต้านการรับตำแหน่งนายกฯ ของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่คณะรัฐประหาร (รสช.) ดันขึ้นมา เกิดเป็นเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ”

อย่างไรก็ตามตามประวัติเล่าว่า อ.ปริญญา ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ที่ทหารล้อมปราบประชาชนในวันที่ 18-20 พฤษภาคม และการชุมนุมที่ลาน สวป.มหาวิทยาลัยรามคำแหงหลังจากนั้น

จะด้วยเหตุผลอันใดแต่ครั้งนั้นฝ่ายประชาชนได้รับชัยชนะ บ้านเมืองผ่านรอยต่อ รอยเย็บปะ จนที่สุดก็ได้รัฐธรรมนูญปี 2540 ฉบับประชาชน จะบอกว่า อ.ปริญญา มีส่วนร่วมตรงนี้ก็ได้อยู่

นักวิชาการอ่านเกม

เมื่อมีรัฐธรรมนูญที่รอคอยมานาน บ้านเมืองเหมือนจะไปต่อ รอยต่อนั้น อ.ปริญญา ไปเรียนต่อต่างประเทศ และสนนท. ยังคงทำหน้าที่โดยเน้นปัญหาชาวบ้านเป็นส่วนใหญ่ เช่น สมัชชาเกษตรกรรายย่อยอีสาน สมัชชาคนจน ฯลฯ

แต่ที่สุดการเมืองไทยก็วนลูปเดิม สนนท.ในช่วงปลายทษวรรษ 2540 ซึ่งมีคนอื่นเป็นเลขาธิการ ก็ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวเพื่อขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)

อ.ปริญญา ซึ่งกลับมาเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์หลังจบปริญญาเอกในปี 2547 เป็นต้นมา บ้านเมืองก็เกิดรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.

ช่วงนั้นในฐานะนักวิชาการกฎหมายไฟแรงแห่งรั้วโรงเรียนการเมืองแถวท่าพระจันทร์ ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นทางหน้าสื่อบ่อยครั้ง เช่น การท้าทาย คมช. ว่าการเมืองจะร้อนแรงหรือไม่ขึ้นอยู่ที่ว่า คมช.จะสืบทอดอำนาจหรือไม่ เพราะถ้าสืบทอดพลังประชาธิปไตยในสังคมไทยไม่ยอมให้เกิดขึ้นแบบที่่เคยทำมาแล้วในพฤษภาทมิฬ

อย่างไรก็ดีที่สุดปี 2550 อ.ปริญญาของเรา ได้เป็นประธานคณะกรรมการจัดระเบียบหอพัก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในยุคของเจ้ากระทรวงชื่อ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม และนายกฯ ชื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ คนที่ คมช. เชิญขึ้นมา

ช่วงนั้นเราได้เห็นข่าว อ.ปริญญา ไปโผล่ตรวจดูตามหอพักนักศึกษา ดูร้านเหล้าตามรั้วสถาบันในตำแหน่งประธานคณะทำงานแก้ปัญหาร้านเหล้ารอบสถานศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่ได้รับแต่งตั้งในปี 2551 ค่าที่เป็นรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มธ.อยู่แล้ว

มิติเหนือการเมือง

คนไทยที่ติดตาม อ.ปริญญา ในกระแสการเมือง ก็คงพอสัมผัสได้ว่าคนชื่อปริญญาประมาณไหน แต่บทบาทของเขาอีกมิติที่กำลังถูกไฮไลท์ในช่วงหลัง คือเรื่องราวของนักกฎหมายที่เคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม

อ.ปริญญา บอกว่าลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้ในฐานะ “มนุษย์คนหนึ่ง” จนกระทั่งกิจกรรมนี้ได้รับเสียงตอบรับจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก

กิจกรรมใหญ่ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2561 จากต้นทางคือปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ ผ่าน ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ ก่อนไปสิ้นสุดที่สมุทรปราการ จุดนัดพบของแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะไหลรวมกับทะเลอ่าวไทย

กิจกรรมล่าสุดที่เพิ่งจบไปช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ พายเรือเพื่อเจ้าพระยา” 1-10 ตุลาคม 2562 เส้นทางเดียวกันกับข้างต้น นอกจากหน่วยงานต่างๆ มาร่วมจนกลายเป็นงานช้างแล้วก็ยังมีดาราคนดังเริ่มเข้ามาร่วมด้วย

ขณะที่บนบก อ.ปริญญา ก็ไม่ทิ้งเพราะมันเรื่องเดียวกัน โดยเขาเคยสร้างความสำเร็จมาแล้วหลายโครงการในรั้วบ้านของลูกแม่โดม เช่นการบุกเบิกการเลิกใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่มได้สำเร็จในปี 2560 แล้วส่งต่อไปยังผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ผลิตขวดน้ำพร้อมใจกันเลิกเมื่อเดือนเมษายน 2561

ขณะที่ยังเดินหน้าในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต เพื่อทำให้ มธ. เป็นผู้นำด้านมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืนของประเทศไทยให้แข็งแรงชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

วันนี้กองเชียร์สายโลกสวยพากันกดไลค์บทบาทของ อ.ปริญญา ในมิตินี้สุดๆ หลายคนบอกไหนๆ ถ้าจะเน้นทางนี้ก็เอาไปให้สุดทาง!

****************************

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก พายเรือเพื่อเจ้าพระยา

“แหม่ม มนัญญา” หญิงแกร่งแห่งดอนหมื่นแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/391886

“แหม่ม มนัญญา”  หญิงแกร่งแห่งดอนหมื่นแสน

วันที่ 5 ตุลาคม 2562 – 08:05 น.
มนัญญา ไทยเศรษฐ์,เบแหม่ม,ดอนหมื่นแสน,จอุทัยธานี,คนในข่าว,รายงานพิเศษ,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 1,221 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 5 ต.ค.62

************************

บอกเลยตอนที่ได้ยินข่าวว่า “มนัญญา ดอนหมื่นแสน” หรือ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ น้องสาวของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ผู้ยิ่งใหญ่แห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี นั่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ

คนไทยยังแสยะยิ้มกันอยู่เลยว่า “น้องนั่ง-พี่คุม” ถึงไม่ใช่ “ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ” ที่ตกรุ่นไปแล้วแต่ก็คงไม่ต่างกัน อย่างดี “เบแหม่ม” ก็น่าเป็นดอกไม้งามท่ามกลาง รมต.ชาย แห่งกระทรวงพระพิรุณทรงนาค

แต่ๆๆ ช่วงระยะเวลานับแต่เธอเริ่มทำงาน ออกลุยเรื่องเลิกสารพิษนำเข้า ปรากฏว่าได้ขโมยซีนและหัวใจคนไทยไปไม่น้อยทีเดียว ถึงกับมีคำถามแซวแรงๆ ว่ากระทรวงนี้มีรัฐมนตรีหญิงคนเดียวหรือเปล่า (ฮา)

วันนี้ถ้าลองมองเธอใหม่อีกครั้งอาจจะพบว่า แม้ก้าวย่างของเบแหม่มจะอิงเอนไปตามเข็มทิศที่ผู้เป็นพี่ชายถืออยู่ แต่บางทีหลังจากนี้เบแหม่มในวัย 57 คงได้เขียนตำนานของตัวเอง!

น้องสาวผู้มีอิทธิพล?

มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เป็นลูกสาวของพ่อเดชา และแม่ปาลี้ ไทยเศรษฐ์ คหบดีรายใหญ่ใน จ.อุทัยธานี ชีวิตเติบโตมาไม่ต่างกับพี่ชาย เพราะบ้านทำเรื่องของการค้าเนื้อวัว-ควาย อยู่ย่านลุ่มน้ำสะแกกรัง

พ่อเดชานั้นเดิมทีเป็นคนอุทัยธานี ส่วนแม่เป็นคน จ.กาญจนบุรี ดูจากหน้าตาคนบ้านนี้ที่ดูดีทั้งบ้าน ก็เพราะรุ่นปู่มีเชื้อสายปากีสถาน ส่วนย่ามีเชื้อสายมอญ ส่วนฝ่ายคุณยายเป็นไทยแท้

พ่อของชาดานั้น เคยทำกิจการรับบรรทุกไม้ซุง แต่พอหันมาค้าวัว ค้าควายส่งออกต่างประเทศและขายเนื้อในตลาดอุทัยธานีก็ร่ำรวยขึ้นเป็นเศรษฐี

พี่ชายที่แสนดี น้องสาวที่สุดรัก

เบแหม่มนั้น นอกจากมีพี่ชายคนรองชื่อชาดาแล้ว เธอยังมีพี่ชายคนโตอีกคนชื่อ “ชัยยศ” ไม่ต้องบอกก็เดาออกว่า เบแหม่ผู้สวยคมจะเป็นน้องสาวคนเล็กที่พี่ชายสุดรักสุดหวงขนาดไหน

หากเส้นทางของคนใหญ่คนโตบางครั้งก็ไม่สวยงาม ปรากฏว่าช่วงปี 2511 ตั้งแต่ที่พวกเขายังอยู่ในวัยเด็ก พ่อของพวกเขาถูกยิงเสียชีวิต พอผ่านมา 7 ปีต่อมาแม่ก็ถูกยิงเสียชีวิตอีกคน

แถม 7 เดือนต่อมาพี่ชายคนโตที่มารับช่วงค้าเนื้อก็ถูกยิงเสียชีวิตตามไปอีก ทั้งหมดสังเวยให้ธุรกิจค้าเนื้อที่มีการแข่งขันผลประโยชน์สูง เรื่องนี้ชาดาเคยเล่าไว้กับสื่อมุสลิมโพสต์

ที่สุดการที่บ้านนี้เหลือแค่ชาดากับมนัญญาสองพี่น้อง จึงไม่น่าแปลกใจ ที่คนเขาพูดกันว่าพี่น้องคู่นี้รักกันสุดๆ จะเป็นความจริงแท้

ในวัยเด็ก เบแหม่มมีประวัติการศึกษาว่าเรียนที่โรงเรียนอุทัยวิทยาคมบ้านเกิด จากนั้นจบปริญญาตรีที่คณะศึกษาศาสตร์ มรภ.สวนดุสิต และอีกใบที่คณะบริหารธุรกิจ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ

ที่สุดเมื่อพี่ชายคนรองเติบโตยิ่งใหญ่ขึ้นมากลายเป็นผู้กว้างขวางแห่งอุทัยธานี เข้าตำราคนจริง ใจถึง พึ่งได้ ดูแลคนทั้งจังหวัด จนถึงวันนี้ เขาเป็นถึงส.ส.อุทัยธานี และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ต้องนึกเลยว่าน้องสาวอย่างเบแหม่มจะได้รับอานิสงส์ในคุณสมบัติเหล่านี้ของพี่ชายมากมายขนาดไหน

สืบทอดความยิ่งใหญ่

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือต่อมาราวปี 2550 ชาดาผู้เป็นพี่ชายได้ตัดสินใจลาออกจากการเมืองท้องถิ่นที่เขาโลดแล่นมาตั้งแต่ปี 2533 จนมาสุดทางที่เก้าอี้นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี

แต่การหันไปเล่นการเมืองระดับชาติของชาดา ก็ถือว่ามาถูก เพราะเขาได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.อุทัยธานี ทั้งตอนที่สังกัดพรรคชาติไทยในปี 2550 และตอนเลือกตั้งปี 2554 สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา

นับแต่จุดนั้น “เบแหม่ม” ก็ก้าวขึ้นมานั่งแทนพี่ชายในเก้าอี้นายกเล็กเมืองอุทัย สานงานต่อพี่ ชนะเลือกตั้งท้องถิ่นในปี 2554

ดังที่รู้อุทัยธานีเป็นจังหวัดขนาดกลางตรงรอยต่อภาคกลางกับภาคเหนือ ตระกูลการเมืองของอุทัย ทั้งระดับชาติและท้องถิ่นก็มีอยู่ 5-6 ตระกูล คือ ทุ่งทอง, นุ้ยปรี, มงคลศิริ, เหลืองบริบูรณ์, โต๋วสัจจา และไทยเศรษฐ์

แต่ดูเหมือนว่าคนใหญ่แห่งตระกูลไทยเศรษฐ์จะสร้างผลงานเข้าตาชาวอุทัยได้อย่างจะแจ้งที่สุด โดยเฉพาะการตั้ง “สมาคมชาวไร่อ้อยไทยเศรษฐ์” จ.อุทัยธานี ของชาดา และการนำชาวไร่อ้อยอุทัยธานีเข้าสู่การเป็นสมาชิกสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ทำให้คนนามสกุลไทยเศรษฐ์อยูในใจชาวบ้านตลอดมา

 เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ผู้ซึ่งเดินตามรอยลุงและแม่เข้าสู่เส้นทางการเมือง

ดังนั้นการทำงานการเมืองท้องถิ่นของ “เบแหม่ม” ที่โลดแล่นมานับ 10 ปีต่อจากพี่ชายจึงไมใช่แค่โชคช่วย เพราะแม้แต่ “กลุ่มคุณธรรม” ที่พี่ชายก่อตั้งขึ้นโดยจับมือกับคนตระกูลเหลืองบริบูรณ์จนประสบความสำเร็จ ก็คือพลังที่ส่งต่อให้เบแหม่มสานงานดูแลต่อไปอย่างไม่ยากเย็นนัก

อย่างไรก็ตามระหว่างนั้นชีวิตส่วนตัวของเบแหม่มก็สมรสมีครอบครัว และมีทายาททั้งหมด 5 คน หนึ่งในนั้นคือ “ชาร์จ” เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ผู้ซึ่งเดินตามรอยลุงและแม่เข้าสู่เส้นทางการเมือง

แต่เรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่หลายคนไม่คาดคิดเหตุเพราะฟารุต ลูกชายของชาดาวัย 28 ปีในขณะนั้นผู้ซึ่งเป็นความหวังของพ่อให้ลงการเมืองที่เขต 1 ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2555 ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ขณะที่ชาดานั่งอยู่บนรถอีกคัน ว่ากันว่าเป็นการยิงผิดตัว

เมื่อหวยมาลงที่หลานชาย เจเศรษฐ์ ชาดาก็ทั้งปั้นทั้งดันเต็มที่จนลูกชายของน้องสาวสุดที่รักได้เป็นส.ส.เขต อุทัยธานี ในการเลือกตั้งรอบนี้สำเร็จ

มาแรงทั้งบ้าน

สนามการเมืองใหญ่ในพื้นที่อุทัยธานีนั้น นักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.มากครั้งที่สุดคือ 6 สมัย คือ พ.อ.พล เริงประเสริฐวิทย์ แต่ตระกูล “ไทยเศรษฐ์” มาทีหลัง ก็ขยับยึดพื้นที่สนามการเมืองอุทัยธานี

“ชาดา” มีภาพลักษณ์เป็นเจ้าพ่อในสายตาฝ่ายความมั่นคงยุคหนึ่ง และคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ สำหรับชาวลุ่มน้ำสะแกกรัง มองว่าชาดาเป็น “ผู้ดูแลทุกข์สุข” ของชาวบ้าน ใครเดือดร้อนก็ตรงไปหา “บ้านดอนหมื่นแสน” ต.ดอนขวาง อ.เมือง จ.อุทัยธานี บ้านพักของชาดา ก็ได้รับความช่วยเหลือทันที

พอมาถึงยุคของเบเหม่ม ช่วงที่คนไทยเริ่มได้ยินกระแสข่าวว่า รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ จะมีชื่อน้องสาวของชาดามานั่งแทนพี่ชาย ด้วยข่าวเม้าท์ว่าคนใหญ่ในรัฐบาลไม่ปลื้มภาพลักษณ์ความเป็นผู้มีอิทธิพลของฝ่ายพี่

สองหนุ่มไทยเศรษฐ์ ผู้แทนชาวอุทัย

ช่วงนั้นเบแหม่มก็ถูกขุดคุ้ยข่าวเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับโครงการบ่อบำบัดร้าง จ.อุทัยธานี ซึ่งผู้รับเหมาเบิกเงินเกือบ 300 ล้านบาทไปแล้ว แต่สร้างไม่เสร็จ และขอใช้งบอีก 247 ล้านบาทเพื่อสร้างต่อ โดยออกประกาศประกวดราคา ก่อนยกเลิกหลัง สตง.ทักท้วง

แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นที่สุดทั้ง เบแหม่ม เจเศรษฐ์-ลูกชาย และ ชาดา-พี่ชาย ในฐานะส.ส.พรรคภูมิใจไทย ก็ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองซีกรัฐบาล แถมเบแหม่ก็ก้าวขึ้นมาโดยไม่ต้องเป็นส.ส. มีชื่อเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ แทนพี่ชายที่เสียสละยกตำแหน่งให้

หากทั้งหมดนี้ก็คงเพราะพลังของพี่ชายที่สร้างผลงานในพื้นที่รอยต่อภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ทั้งอุทัยธานีและนครสวรรค์ได้มาถึง 3 เก้าอี้รวมกัน งานนี้เก้าอี้รัฐมนตรีในโควตาค่ายสีน้ำเงินจะหนีคนบ้าน ‘ไทยเศรษฐ์’ ไปไหน

สวย ดุ เผ็ด

อย่างที่เกริ่นว่าเห็นสวยๆ อย่างนี้น่ากลัวจะเป็นแค่ไม้ประดับ แต่ภาพที่เห็นคือตรงกันข้าม

หลังเข้าทำงานวันแรกเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 พร้อมด้วย เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรมช.อีก 2 คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ ประภัตร โพธสุธน

วันนั้นข่าวระบุว่า “เสี่ยต่อ” เจ้ากระทรวง กล่าวถึงปัญหาเร่งด่วนว่าให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการน้ำก่อนเป็นอันดับแรก

ส่วนเรื่องการใช้สารเคมี 3 ตัว (ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส และพาราควอต) ที่ภาคประชาสังคมมีการต่อต้าน เสี่ยต่อแบ่งรับแบ่งสู้ว่า เหรียญมีสองด้าน” ต้องขอความคิดเห็นจากทุกฝ่ายและมีคณะทำงานที่กำลังดำเนินการอยู่ ยืนยันว่าจะเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ประชาชน ส่วนรมช.คนอื่นๆ ก็ว่ากันไปตามน้ำ

จะมีแต่เบแหม่มที่หลังจากนั้นคนไทยได้เห็นแต่พาดหัวข่าวชนิดสวย ดุ เผ็ด เช่น ‘มนัญญา’ บุกกรมวิชาการเกษตร ทวงเอกสารสต็อกสารเคมีพิษ, ‘มนัญญา‘ บุกคลังสารเคมี หวั่นสารพิษเล็ดลอด ลุยแบนนำเข้าใน 60 วัน หรือ มนัญญา ลุยแบน สารพิษ จี้เปิดผลโหวตเพื่อประโยชน์สาธารณชน!

แม้จนถึงวันนี้ข่าวการทำงานในเรื่องนี้ก็ยังคง “ออนแทร็ค” ไว้ที่ “ยืนยันพร้อมยกเลิก สารเคมี!!” โดยจะมีการประชุมในวันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม เพื่อดำเนินการหาแนวทางในการยกเลิกสารเคมีดังกล่าวต่อไป

เรื่องนี้ทางหนึ่งหลายคนบอกว่านี่คือการแอ็กชั่นไปงั้นเพื่อลดแรงกดดันจากภาคประชาสังคมที่เรียกร้องให้ยกเลิกสารเคมีเหล่านี้มานาน…จนน้ำลายจะกลายเป็นเลือด

แต่อีกทางหนึ่งบอกตรงๆ ว่าคนไทยไม่เคยเห็นรัฐมนตรีหญิงคนไหนที่ทั้งสวยทั้งลุยได้ขนาดนี้เลยจริงๆ

ฝันไม่เคยละลาย “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/390792

ฝันไม่เคยละลาย “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ

วันที่ 28 กันยายน 2562 – 09:04 น.
คนในข่าว,ไอติม พริษฐ์ วัชรสิน,พรรคประชาธิปัตย์,อภิสิทธ์ เวชชาชีวะ,ไอติม,น้ามาร์ค,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,นิวเดม,กลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า
เปิดอ่าน 137 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28-29 ก.ย. 62

*****************************

โลกไปต่อ ถ้าเราไม่หยุด วันนี้ ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ หลังลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ปล่อยให้กลุ่มนิวเดมถูกสงสัยว่าจะเหลือเพียงชื่อของขั้วเล็กๆ ไร้พลัง ในสายตาหลายคนไปแล้ว

แต่กับไอติมเขายังคงมีความเคลื่อนไหวเบาๆ แต่มีจังหวะ กับการทำการเมือง ใครจะนิยามว่าอะไร ไอติมคงนิยามว่า “ความก้าวหน้า”

ไอติม แห่งเครือข่ายรัฐธรรมนูญก้าวหน้า

ความก้าวหน้าของไอติม อธิบายได้จากการที่เขาออกมาเปิดตัวกลุ่มใหม่ เรียกเสียงฮือฮาพอสมควรในงานเปิดตัว “คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” (ครช.) ที่เขาเข้าร่วมประชุมด้วยเมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา

วันนั้นผู้คนยังจั่วหัวเรียกไอติมว่า พริษฐ์ วัชรสินธุ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์” แต่ถามใจเขาคงอยากให้เอ่ยแค่ว่า “ไอติม แห่งเครือข่ายรัฐธรรมนูญก้าวหน้า” กลุ่มใหม่ของเขามากกว่า

เส้นทางหนุ่มน้อย

จะว่าไป ไอติมมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงวัยรุ่นไฮโซมาก่อนลงการเมืองแล้ว ไฮไลท์ของนักตามข่าววัยทีนสนใจเขาที่ความเป็นอดีตแฟนของดาราสาวช่อง 3 คนหนึ่ง มากกว่าความเป็นหลานชายของอดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยซ้ำ

เหนืออื่นใด วันนี้คนไทยกลับจดจำเขาใหม่มากกว่าแค่สองสิ่งนั้น

ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ เกิดวันที่ 10 ธันวาคม 2535 ปัจจุบันอายุ 27 ปี บิดามารดาของเขา คือ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ อาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ ศ.พญ.อลิสา วัชรสินธุ อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ไอติมมีพี่ชาย 1 คน ชื่อ “อะตอม” พศุตม์ วัชรสินธุ คนนี้สอบชิงทุนของโรงเรียน Shrewsbury International School และได้ไปเรียนต่อที่ Winchester College 2 ปี จากนั้นสามารถสอบเข้าเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

หันมาข้างน้องก็ต้องบอกว่าครบจริง วัยเด็กเริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฝ่ายประถม พออายุได้ 9 ขวบ ไปต่อที่โรงเรียนประจำ Preparatory School อังกฤษ และได้เข้า year 6 ที่ Shrewsbury International School โรงเรียนเดียวกับพี่ชาย

อะตอมและไอติมวัยเด็ก พี่น้องคู่เก่ง

จากนั้นไอติมสามารถสอบชิงทุน King’s Scholarship เข้าเรียนที่อีตัน (Eton College) ได้ ซึ่งในอดีต อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น้าของเขาก็เคยเรียนที่นี่เช่นกัน

ต่อมาไอติมยังคว้าดีกรีปริญญา สาขาปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ซึ่งในระหว่างที่เรียนนั้นไอติมมีตำแหน่งเป็น “นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด” ด้วย

หลาน (อดีต) นายกฯ

อย่างที่บอกว่ามีน้าชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น้องชายแท้ๆ ของแม่ ไอติมเมื่อพบว่าสนใจงานการเมืองก็ลาออกจากบริษัท Junior Manager ในเครือ บริษัท McKinsey & Company ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ เงินเดือนเริ่มต้นหลักแสน หลังทำอยู่ประมาณสองปีครึ่ง

ทีนี้ภาพของไอติมหลานนายกฯ ก็ฉายเด่นขึ้นมาในคนตามข่าวการเมืองไทย พอกลับมาเมืองไทยช่วงนั้น เขาบอกสื่อว่าสนใจเรื่องการเมืองจริงจังตั้งแต่อายุ 13 ปีแล้ว ซึ่งเป็นตอนที่เขาได้ทุนไปเรียนต่างประเทศที่อังกฤษ

ไฟฝันวันที่จะได้โลดแล่นบนถนนการเมืองก็เกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนมีน้ามาร์คเป็นแบบอย่างที่ชัดเจนและใกล้ตัวที่สุด ราวกับเป็นกระจกส่องกันเอง ที่บางครั้งพันธุกรรมก็ถ่ายข้ามจากพ่อแม่มาเหมือนลุงป้าน้าอาตามธรรมชาติ

วันที่เขาประกาศจะลงการเมืองอย่างเต็มตัวคือช่วงเวลาที่มีอายุ 25 ปี หรือเมื่อสองปีก่อน จนเมื่อภาพชัดเจนมากขึ้นหลายคนหันมาจับตามองเขาแทบจะเป็นตาเดียว

โดยเฉพาะช่วงต้นปี 2561 ภาพของไอติมก็พุ่งวาบออกมา ถึงขนาดร่วมเวทีเสวนาเดียวกับบุคคลที่ภายหลังมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคต่างๆ ในงาน “อนาคต ประเทศไทยไปทางไหน?”

วันนั้นไอติมนั่งอยู่ท่ามกลางคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, อนุทิน ชาญวีรกูล, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โดยมี สุทธิชัย หยุ่น ดำเนินรายการ

คอการเมืองมองมุมหนึ่งว่า นี่คือเกมของน้ามาร์ค ถ้าไม่เพราะต้องการเปิดตัวหลานชายก็คงเพราะยังไม่อยากออกตัวแรง อย่างที่รู้ตอนนั้นเมืองไทยยังติดล็อกการเมือง ฟ้ายังอึมครึมอยู่เลยว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ในชีวิตนี้ หลังพฤษภาคม 2557

แต่ไอติมก็ทำได้ดีในวันนั้น ไอติมกลับบ้านด้วยหัวใจพองโต ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กว่า “วันนั้นถือเป็นจุดสำคัญวันหนึ่งของผมในทางที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมสบายใจที่จะพูดได้เต็มปากว่าผมมาในตัวแทน พรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่”

ปชป.ใหม่ (ไม่) จริง

มุมหนึ่งที่ต้องสังเกตคือความตั้งใจของไอติมทางการเมืองมีมากกว่าที่เราคิด  หากจำได้ก่อนนั้นเขาเคยลงสมัครเป็นทหารเกณฑ์ช่วงเดือนเมษายน 2561

จากนั้นแนวทางยกเลิกการเกณฑ์ทหารก็พรั่งพรูออกจากปากของเขาไม่ขาดสาย ได้ใจคนรุ่นใหม่ไปมากเข่ง ทั้งหมดนี้คือการพิสูจน์ว่าจะพูดเรื่องอะไรต้องลงทำเองเสียก่อน

หลังจากนั้นช่วงปี 2561 ถามคนไทยหลายคนได้กลิ่นแล้วว่านี่คือสัญญาณบางอย่างว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา ไอติมตระเวนออกข่าวแทบทุกค่ายสื่อเพื่อบอกเล่าถึงเป้าหมายของพรรคและตนเองที่ต้องการทำการเมืองเพื่อคนรุ่นใหม่จริงๆ

กระทั่งช่วงพฤศจิกายน 2561 ไอติมและผองเพื่อนประกาศเปิดตัวกลุ่ม นิวเดม” ที่ย่อมาจากคำว่า นิวเดโมเครต” หรือ “ประชาธิปัตย์ใหม่” จำนวน 21 คน

คนดังนอกจากไอติมก็มี “หมอเอ้ก” นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์, “ปลื้ม” สุรบถ หลีกภัย ทายาท ลุงชวน, สรรเพชร บุญญามณี, บุตรชาย นิพนธ์ บุญญามณี ฯลฯ

วันนั้นไอติมประกาศแนวคิดของกลุ่มว่า “ก้าวนอกกรอบ” ความหมายในวันนั้นคือนโยบายใหม่ๆ ที่คนรุ่นใหม่ต้องการ เช่น เกณฑ์ทหารสมัครใจ กัญชาเสรีทางการแพทย์ ความเสมอภาคทางเพศ ฯลฯ

พอต้นปี 2562 เมื่อการหาเสียงเลือกตั้งเปิดฉาก ประชาธิปัตย์วันที่ยังมีน้ามาร์คถือธงนำ ส่งเลือดใหม่นิวเดมลงสนามเลือกตั้งหลายคน เช่น พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ เขตบึงกุ่ม-คันนายาว, หมอเอ้ก เขตบางซื่อ-ดุสิต และไอติม เขตบางกะปิ-วังทองหลาง (เฉพาะแขวงพลับพลา)

แต่น้ามาร์คเกิดไปตัดสินใจช่วงโค้งสุดท้าย ประกาศไม่เอาการสืบทอดอำนาจของ คสช. ออกทีวีทั่วประเทศ เมื่อเห็นว่ากระแสมาทางนั้นมากกว่า เรื่องนี้ทำให้ประชาธิปัตย์พ่ายยับในสนาม กทม. น้ามาร์คจึงต้องลาออกจากหัวหน้าพรรค

ปิดฉากเก่า เปิดกลุ่มใหม่

หลังธงแห่งความปราชัยโบกสะบัดในพื้นที่กทม. ที่เคยเป็นเหมือนยุทธภูมิหลักของพรรคประชาธิปัตย์ ชาวนิวเดิมออกมาระบุว่า ที่พ่ายแพ้เพราะคนไม่เข้าใจยุทธศาสตร์ของหัวหน้าพรรค

เท่านั้นยังไม่พอ หลังจากนั้นไอติมและเพื่อนยังนำเสนอแนวคิด “ก้าวนอกกรอบ” มาดใหม่ เสนอพรรคไม่เข้าร่วมรัฐบาลทุกฝ่าย ประกาศทำหน้าที่ “ฝ่ายค้านอิสระ” อย่างสง่างาม และไม่ผิดคำพูดที่เคยหาเสียงไว้

จนกระทั่ง 15 พฤษภาคม 2562 จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หรืออู๊ดด้า ที่ออกลีลาเหมือนจะไม่เอา คสช. ได้เก้าอี้ประมุขพรรคมาครอง แต่สุดท้ายก็หันหัวเรือเข้าร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ นิวเดมถึงได้รู้ว่า “โลกไม่สวยอย่างที่คิด”

5 มิถุนายน 2562 ไอติมจากที่เคยเป็นความหวังของกองเชียร์ ว่าอาจเป็นรุ่นแก้บั๊กของพรรคปชป. กลับประกาศลาออกจากพรรค วันนั้นเขาให้เหตุผลว่า อุดมการณ์ของเขาและพรรคแตกต่างกัน

ในเฟซบุ๊กเขาระบุว่า การตัดสินใจของพรรค (ร่วมรัฐบาล พปชร.) ส่งผลต่อทิศทางของประเทศ ในฐานะอดีตผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ขอแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งที่ผมพูดไว้กับประชาชนตลอดชีวิตทางการเมืองของผมที่ผ่านมา

ส่วน นิวเดม เราก็ได้เห็นว่ากลุ่มนี้ก็คือลูกน้อยของบ้านหลังใหญ่ ปชป. ที่ไม่ได้เป็นเอกภาพใจเดียวกัน หลายคนก็มีปลายทางเป็นดาวอีกดวง ถึงได้ไหลเทไปรวมกับ “กลุ่มยุวประชาธิปัตย์” ที่มีอยู่ดั้งเดิม ตามมติของพรรคให้ยุบรวม

ไอติมเดินออกจากพรรคที่เคยประกาศทิ้งความฝันไว้ที่นั่น จากนั้นมาเคลื่อนไหว ไปตามสื่อ ไปสอนหนังสือ จนมาโผล่ว่าตั้งกลุ่มใหม่ เรียกว่า “เครือข่ายรัฐธรรมนูญก้าวหน้า”

วันที่เขาเข้าร่วมประชุมในงานเปิดตัว “คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” (ครช.) เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา ไอติมกล่าวต่อที่ประชุม ครช. ว่า กลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้ายึด 3 หลัก คือ

ไอติมแท็กทีมมากับ พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตนิวเดมด้วยกัน

1.กติกาต้องเป็นกลาง ทำให้คนที่แตกต่างอยู่ร่วมกันได้โดยไม่แตกแยก 2.ประเทศต้องเดินไปข้างหน้าได้ ไม่ใช่คัดค้านกันตลอด หาคุณค่าหลักที่ทุกฝ่ายเห็นด้วยกันได้ 3.ทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญของเราแก้ปัญหาในอนาคตตั้งแต่วันนี้ เช่น สังคมสูงวัย ความเหลื่อมล้ำ

หลังจากนี้ เราคงต้องจับตาดูหนุ่มคนนี้ไปเรื่อยๆ เพราะเขายังไม่หยุดแค่นี้แน่ๆ

สหกรณ์กับการค้าเสรี”เอฟทีเอ”ในมุมมอง”รมช.พาณิชย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/389880

สหกรณ์กับการค้าเสรี”เอฟทีเอ”ในมุมมอง”รมช.พาณิชย์”

วันที่ 23 กันยายน 2562 – 05:02 น.
เอฟทีเอ,วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

โดย – สุรัตน์ อัตตะ suratatta0402@gmail.com

            การติดอาวุธทางปัญญาให้แก่สหกรณ์ไทยในการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ ถือเป็นการยกระดับการแข่งขันให้ก้าวไกลในโลกการค้าเสรีมากขึ้น การลงพื้นที่ จ.สุราษฎ์ธานี ของ “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” รมช.พาณิชย์ และคณะ เพื่อสำรวจปัญหาด้านการตลาดและการให้ข้อมูล “เอฟทีเอ” (FTA : Free Trade Area) หรือเขตการค้าเสรีที่มีภาษีเป็นศูนย์แก่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด อ.บ้านนาสาร แหล่งผลิตเงาะโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง จำกัด อ.กาญจนดิษฐ์ เมื่อเร็วๆ นี้

นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งด้านการตลาดให้แก่สหกรณ์โดยไม่ต้องหวังพึ่งพาพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป

“วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” รมช.พาณิชย์

เงาะโรงเรียนนาสารคุณภาพส่งออก

บ่อเลี้ยงกุ้งขาวของสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง     

     “คม ชัด ลึก” ถือโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ รมช.พาณิชย์ “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” ถึงแนวทางในการดำเนินนโยบายดังกล่าว

#การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่ออะไร 

การลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและกลุ่มสหกรณ์ใน จ.สุราษฎร์ธานี ในวันนี้ก็เพื่อต้องการทราบว่าสินค้าเกษตรท้องถิ่นที่มีศักยภาพในการส่งออกหรือที่มีการส่งออกอยู่แล้วมีความต้องการให้กระทรวงพาณิชย์สนับสนุนให้สินค้าเหล่านั้นสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้นหรือไม่ อย่างไร ซึ่งก็พบว่าเงาะ กล้วยหอม และกุ้ง เป็นสินค้าที่มีศักยภาพของ จ.สุราษฎร์ธานี อยู่แล้ว และมีการรวมกลุ่มตั้งเป็นสหกรณ์ที่มีการบริหารจัดการที่ดี และมีการส่งออกไปยังต่างประเทศบ้างแล้ว

แต่ผมมองว่ายังมีช่องทางที่จะขยายการส่งออกได้เพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะในประเทศที่เราทำความตกลงการค้าเสรี หรือเอฟทีเอด้วย อย่างเช่น อาเซียน จีน และญี่ปุ่น ซึ่งไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งออกจากไทย จึงอยากให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าให้มากๆ และได้สั่งให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศช่วยเร่งให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ต่อไป

#เอฟทีเอจะช่วยแก้ปัญหาสินค้าเกษตรได้อย่างไร

วันนี้เราเห็นอย่างหนึ่งคือสหกรณ์เขาเข้มแข็ง อย่างเงาะความต้องการยังไม่พอ ถ้าเกรดพรีเมียมเขาส่งประเทศจีนหมด ยิ่งกล้วยหอมก็ส่งญี่ปุ่น ถ้าส่งญี่ปุ่นได้ทั่วโลกไปได้หมด เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ค่อนข้างมาตรฐานสูง ผู้บริโภคมาตรฐานสูงที่สุดในโลกก็คือคนญี่ปุ่น

ยิ่งประเทศไหนเปิดเอฟทีเอก็จะยิ่งง่ายขึ้นไปอีก เพราะมันไม่มีภาษี จีนก็ไม่มีภาษีอยู่แล้ว เพราะไทยเรามีเอฟทีเออาเซียนบวกจีน คือ 10 ประเทศในอาเซียนส่งไปจีนภาษีศูนย์เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ไทยกำลังจะเปิดเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป

ที่จริงยุโรปเราคุยกันมานานแล้ว คุยกันไป 4 รอบแล้ว แต่หยุดไปคราวนี้นโยบายท่านนายกรัฐมนตรีพูดชัดว่ายุโรปเป็นประเทศใหญ่ประชากร 500 ล้านคน เอฟทีเอครั้งแรกเริ่มจากอาเซียน-ยุโรป พออาเซียนหยุด ยุโรปหยุดชะงักก็เลยใช้วิธีใหม่ให้แต่ละประเทศทำกันเอง เช่น ไทย-อียู เวียดนาม-อียู จะไล่กันไปแบบนี้ แต่ตอนนี้สหภาพยุโรปเขากำลังเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ก็เลยต้องใช้ระยะเวลาสักระยะหนึ่ง

#มองตลาดจีนเป็นอย่างไรบ้าง

จีนเป็นตลาดที่น่าสนใจมาก เป็นตลาดใหญ่ พลเมืองเขาเยอะ อย่างกุ้ง คนจีนเขาบริโภคทั้งประเทศ 1.5 ล้านตัน ประเทศไทยผลิตได้แค่ 3 แสนตัน จากเดิมผลิตได้ 6 แสนตัน ตอนนี้ลดลงเหลือ 3 แสนตัน เนื่องจากปัญหาต้นทุนที่สูง แต่คุณภาพรสชาติเราได้ ต้นทุนที่สูงก็มาจากหลายๆ ปัจจัย เช่นค่ากระแสไฟฟ้า ค่าแรงงานและหลายๆ อย่าง

ปัญหาเขาตอนนี้อยากมีห้องเย็นจะได้เก็บไว้ได้ 1 ปี เมื่อเก็บไม่ได้คนกลางก็มากดราคา อันนี้คือปัญหาหลัก เคยคุยกับผู้นำเข้า บอกว่าถ้าเป็นกุ้งไทยราคาจะแพงกว่านิดหน่อย แต่เขาก็ยินดีที่จะซื้อ เพราะไทยเรามีชื่อเสียงมานานเป็นแหล่งอาหารของโลก

#เท่าที่รับฟังปัญหาของสหกรณ์ทั้งสองแห่งคืออะไร

ส่วนตัวคิดว่าที่นาสารเขาไม่มีปัญหา ส่วนที่ท่าทองเขามีปัญหา อดีตที่ผ่านมาประเทศไทยผลิตกุ้งได้ 6 แสนตัน แต่ปัจจุบันการผลิตลดลงได้แค่ 3 แสนตัน ส่วนหนึ่งปัญหาจากโรคระบาด เมื่อก่อนกุ้งไทยเคยส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ปัจจุบันลงมาอยู่อันดับ 5 รองจากเวียดนาม อินเดีย อินโดนีเซีย และเอกกาวอดอร์ นั่นแสดงว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งอ่อนแอลง สิ่งที่ช่วยได้คือหนึ่งอาหาร สองลูกพันธุ์ สามไฟฟ้า และสี่ห้องเย็น นอกจากนี้ทางออกน่าจะมีการรวมกลุ่มให้เยอะขึ้นและสร้างกลุ่มให้เข้มแข็ง ไม่เช่นนั้นจะลำบาก

#สินค้าจีไอ(GI)มีผลต่อส่งออกอย่างไร

ก็มีผลในเรื่องราคา มูลค่าสินค้า อย่างมาเลย์ถ้าเป็นจีไอส่งไปเท่าไรเขาเอาหมดหรือเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน ถึงจะปั้นที่อื่นก็ไม่เหมือนที่ด่านเกวียน เงาะโรงเรียนนาสารก็เหมือนกัน จะไปปลูกที่ไหนความอร่อยก็ไม่เหมือนที่แหล่งกำเนิด เขาอธิบายว่าที่นาสารมันมีแร่ธาตุบางอย่างที่มีผลต่อผลผลิตเงาะด้วย

  “เคหว่อง”แบรนด์เงาะโรงเรียนนาสาร  

            อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมทางการค้าให้แก่สหกรณ์ไทยเพื่อก้าวไปสู่การค้าเสรีว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศขานรับนโยบายของ รมช.พาณิชย์ โดยให้ความสำคัญกับการหาตลาดและกระจายสินค้าในภูมิภาคของไทยไปต่างประเทศ โดยใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย จึงร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินโครงการ “พัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคของไทยสู่สากล

โดยเฉพาะสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลไม้ของสมาชิกสหกรณ์ โดยเฉพาะเงาะโรงเรียนนาสาร ที่ส่งออกไปจีน มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยปัจจุบันสหกรณ์รวบรวมเงาะได้วันละ 2.5 ตัน ส่งขายในราคากิโลกรัมละ 160 บาท ในขณะที่ราคาเงาะในประเทศกิโลกรัมละ 20 กว่าบาท นับว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าได้หลายเท่า พร้อมช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรได้อย่างยั่งยืน ในอนาคตสหกรณ์เตรียมส่งออกเงาะพรีเมียมโดยใช้แบรนด์ของสหกรณ์เอง ชื่อ “เคหว่อง” และมีแผนออกแบบบรรจุภัณฑ์ จัดทำคิวอาร์โค้ด เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตได้ ส่วนกล้วยหอม ปัจจุบันส่งกระจายให้ร้านสะดวกซื้อในพื้นที่ และส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น

ส่วนสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง จำกัด อ.กาญจนดิษฐ์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกุ้งขาวแวนนาไม มีสมาชิก 418 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งกว่า 8,345 ไร่ ในปี 2561 สหกรณ์รวบรวมผลผลิตได้ 400 ตัน มูลค่า 86.8 ล้านบาท จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยมีตลาดหลัก คือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แคนนาดา สหภาพยุโรป ปัจจุบันสหกรณ์มีแผนสร้างห้องเย็นเพื่อแปรรูปเป็นสินค้ากุ้งพรีเมียม และเพื่อลดต้นทุนการผลิต เตรียมส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยสหกรณ์ได้ไปแสดงสินค้าที่จีนและญี่ปุ่นมาแล้ว ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีแผนส่งออกหลังสร้างห้องเย็นเสร็จ ทั้งนี้จะเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้ากุ้งและเพิ่มช่องทางการจำหน่าย และลดปัญหาราคาสินค้ากุ้งตกต่ำอีกด้วย