กุนซือไซเบอร์ของวิกิลีกส์หายตัวปริศนาในนอรเวย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/342169

กุนซือไซเบอร์ของวิกิลีกส์หายตัวปริศนาในนอรเวย์

วิกิลีกส์,ผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยไซเบอร์,หายตัวปริศนา,นอรเวย์

ตำรวจนอรเวย์เปิดสอบสวน หลังได้รับแจ้งผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยคอมพิวเตอร์และที่ปรึกษาของวิกิลีกส์ ขาดการติดต่อนับสองสัปดาห์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เวบไซต์จอมเปิดโปงความลับ วิกิลีกส์ ได้แจ้งข่าวการหายตัวไปอย่างแปลกประหลาดของ อาร์เยน คัมเฟิส (Arjen Kamphuis) ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์

นับจากมีผู้พบเห็นครั้งสุดท้าย ขณะเช็คเอาต์ออกจากโรงแรมในเมืองโบโด ทางเหนือของนอรเวย์ เมื่อ 20 สิงหาคม มุ่งหน้าไปยังเมืองทรอนด์ไฮม์ ห่างจากเมืองโบโด ไปทางใต้ราว 724 กิโลเมตร ใช้เวลานั่งรถไฟราว 10 ชั่วโมง ตามกำหนด เขาจะเดินทางจากที่นั่นไปกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ใน 2 วัน แต่ก็ไม่มีใครติดต่อเขาได้อีก

โฆษกตำรวจนอรเวย์กล่าวว่า เริ่มสอบสวนแล้ว และจะไม่คาดการณ์ใดๆว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา

การหายตัวไปของคัมเฟิส ชาวเนเธอร์แลนด์วัย 47 ปี อย่างไร้ร่อยรอย  เริ่มเป็นที่รับรู้ครั้งแรก จากทวิตเมื่อวันศุกร์ของ อานซิลลา ฟาน เดอ ลีสต์ สมาชิกพรรคไพเรตดัทช์และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิความเป็นส่วนตัว

กุนซือไซเบอร์ของวิกิลีกส์หายตัวปริศนาในนอรเวย์

นับจากนั้น เริ่มมีทฤษฎีคบคิดต่างๆนานาบนทวิตเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงความเกี่ยวข้องเขากับ จูเลียน อาซานจ์ ผู้ก่อตั้งเวบไซต์วิกิลีกส์ กระนั้น จากข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยไซเบอร์รายนี้บนโปสเตอร์ประกาศหาคนหาย ระบุด้วยว่าเขาเป็นนักไต่เขา บางคนจึงคาดการณ์ว่าเขาอาจหลงทางหรือได้รับบาดเจ็บอยู่ในป่าสักแห่งในนอรเวย์ก็เป็นได้

คัมเฟิส ให้รายละเอียดเกี่ยวกับตนเองบนทวิตเตอร์ว่า เป็นผู้สนับสนุนซอฟต์แวร์ฟรี นักปีนเขา นักเดินเรือ ช่างไม้
ในปี 2557 เขาเคยเขียนคู่มือความปลอดภัยด้านข้อมูลสำหรับนักข่าว  เพื่อช่วยสื่อป้องกันการทำงานและการสื่อสารของตนเองจากรัฐบาลสอดแนม

ตาลีบันแถลงเอง!ผู้นำเครือข่ายติดอาวุธ”ฮักกอนี”ลาโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/342147

ตาลีบันแถลงเอง!ผู้นำเครือข่ายติดอาวุธ”ฮักกอนี”ลาโลก

ฮักกอนี,ผู้นำฮักกอนี,อัฟกานิสถาน,สิ้นลม

ผู้ก่อตั้งกลุ่มติดอาวุธในตำนานสงครามกองโจรอัฟกานิสถาน สิ้นลม

กลุ่มตอลีบันในอัฟกานิสถาน ออกแถลงการณ์ยืนยันวันนี้ว่า จาลาลุดดิน ฮักกอนี ผู้ก่อตั้งเครือข่ายฮักกอนี หนึ่งในกลุ่มติดอาวุธทรงประสิทธิภาพและโหดเหี้ยมที่สุดในอัฟกานิสถาน เสียชีวิตแล้ว หลังจากต่อสู้กับอาการเจ็บป่วยยาวนาน

แถลงการณ์ระบุว่า จาลาลุดดิน เป็นนักญีฮัดเก่งกาจที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค

ไม่ทราบแน่ชัดว่าเขาเสียชีวิตเมื่อใด  และผลกระทบต่อเครือข่ายสุดโต่งจะเป็นอย่างไร ตลอดหลายปีมานี้ มีข่าวลือว่าเขาเสียชีวิตแล้วหลายครั้ง

ซีราจุดดิน ฮักกอนี บุตรชายของเขา ซึ่งเป็นรองผู้นำตอลีบัน ขึ้นเป็นหัวหน้าแทนพ่อ

จาลาลุดดิน เคยเป็นบัญชาการกองกำลังมูจาฮีดีนอัฟกัน ต่อสู้ขับไล่การยึดครองของอดีตสหภาพโซเวียตในคริสต์ทศวรรษ 1980 ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและปากีสถาน มีกิตติศัพท์เลื่องลือด้านการจัดวางองค์กรและความกล้า จนได้รับความสนในจากซีไอเอ และเคยได้รับต้อนรับการไปเยือนของ ชาร์ลี วิลสัน สมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐในเวลานั้น

ความที่พูดภาษาอาหรับได้คล่อง จึงมีความใกล้ชิดกับเหล่าญีฮัดอาหรับ รวมถึงอุสมา บินลาเดิน ที่เคยเดินทางไปร่วมรบในสงครามอัฟกัน  ต่อมา เคยเป็นรัฐมนตรีในระบอบตาลีบันสมัยปกครองคาบูล

 ตาลีบันแถลงเอง!ผู้นำเครือข่ายติดอาวุธ"ฮักกอนี"ลาโลก 

หลายปีที่ผ่านมา เครือข่ายฮักกอนีจับมือเป็นพันธมิตรกับตอลีบัน และถือเป็นภัยคุกคามอันตรายสุดต่อทหารอเมริกันในอัฟกานิสถาน

เครือข่ายฮักกอนี ซึ่งสหรัฐบัญชีเป็นกลุ่มก่อการร้าย ถูกกล่าวโทษว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีอย่างอุกอาจหลายครั้ง รวมถึงการโจมตีนองเลือดในกรุงคาบูล ที่เครือข่ายไอเอสอ้างลงมือเอง โดยมักใช้ระเบิดฆ่าตัวตายเป็นอาวุธหลัก เช่น ระเบิดรถบรรทุกกลางกรุงเมื่อพฤษภาคม 2560 คร่าชีวิตเหยื่อ 150 ศพ แต่บุตรชายของเขาออกมาปฏิเสธ

นอกจากนี้ ยังถูกกล่าวหาลอบสังหารเจ้าหน้าที่อัฟกานิสถาน ลักพาตัวชาวตะวันตกเรียกค่าไถ่ รวมถึง โจชัว บอยล์ ภรรยาชาวอเมริกันของเขากับลูก 3 คน

การเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ทำให้เข้าใจกันว่า เขาเป็นพันธมิตรของรัฐบาลอิสลามาบัด และสหรัฐก็เรียกร้องหลายครั้งให้ปากีสถานตัดสัมพันธ์และกวาดล้างเครือข่ายฮักกอนีออกจากดินแดน นักการทูตต่างชาติในคาบูล อ้างข่าวกรองปากีสถานว่า ซีรายุดดิน บุตรชายของเขา เป็นหัวหน้าเครือข่ายแบบให้ไอเอสเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมาก จึงไม่คิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากนี้

ช่างคิดจนโดนปิดร้าน-พ่อค้าคูเวตติดตาปลอมให้ปลาดูสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/342060

ช่างคิดจนโดนปิดร้าน-พ่อค้าคูเวตติดตาปลอมให้ปลาดูสด

ตาปลอม,ปลาสดใหม่,ติดตาปลอม,ปิดร้านปลาคูเวต

สุดครีเอทในทางที่ผิด ร้านค้าปลาในคูเวตลวงลูกค้าปลาสดใหม่ด้วยการติดตาปลอม

หนังสือพิมพ์ อัล บายัน  ในคูเวต รายงานว่า กระทรวงพาณิชย์สั่งปิดร้านขายปลาแห่งหนึ่งเมื่อวันเสาร์ หลังจากเจ้าของติดสติกเกอร์ตากลมใสแจ๋ว ( googly eyes ) ที่ตาจริงของปลา เพื่อทำให้ดูสดกว่าสภาพจริง

สตรีคนหนึ่งซื้อปลาไปจากร้านแล้วโพสต์คลิปวิดีโอบนเฟซบุ๊ก แสดงให้เห็นปลาที่เธอกำลังล้างและตาปลาที่ถอดออกได้ ไม่นานก็กลายเป็นคลิปไวรัล

ช่างคิดจนโดนปิดร้าน-พ่อค้าคูเวตติดตาปลอมให้ปลาดูสด

ภาพแสดงให้เห็นตาปลอมหลุดจากหน้าของปลา และเผยให้เห็นว่าตาจริงใต้ตาปลอม มีสีออกเหลือง

 

ช่างคิดจนโดนปิดร้าน-พ่อค้าคูเวตติดตาปลอมให้ปลาดูสด

ความคิดสร้างสรรค์ในทางที่ผิดของเจ้าของร้านปลาในคูเวต ที่พยายามขายปลาเก่าเป็นปลาสดใหม่ด้วยวิธีการง่ายๆอย่างนึกไม่ถึง ได้กลายเป็นเรื่องขำขันและล้อเลียนของชาวสื่อสังคมออนไลน์ทันที รวมถึงบริษัทปลาแห่งหนึ่งในคูเวต ที่รับมุกด้วยการประกาศว่าขายแต่ปลาปราศจากเครื่องสำอาง พร้อมรูปปลา กับคอนแทกเลนส์หลากสีสัน

บ้างแนะนำว่าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าตัดสินความสดของปลาจากตากลมแป๋ว บางคนระบุว่านี่เป็นการทำธุรกิจแบบน่ารังเกียจมาก แต่ในเวลาเดียวก็อดหัวเราะไม่ได้ พวกเขาคิดจริงๆหรือว่าคนจะไม่สังเกตเห็น

( ละเมิดคุณสมบัติพื้นฐานของ googly eyes ที่จะทำให้ทุกอย่างดูดีขึ้น ยกเว้นปลาเก่า ) 

 

ช่างคิดจนโดนปิดร้าน-พ่อค้าคูเวตติดตาปลอมให้ปลาดูสด

 

ช่างคิดจนโดนปิดร้าน-พ่อค้าคูเวตติดตาปลอมให้ปลาดูสด

ช่างคิดจนโดนปิดร้าน-พ่อค้าคูเวตติดตาปลอมให้ปลาดูสด


มาเลเซียลงหวายสองสาวฐานมีเซ็กส์เลสเบียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/342020

มาเลเซียลงหวายสองสาวฐานมีเซ็กส์เลสเบียน

เลสเบียนมาเลเซีย,ลงหวาย,โบย,โบยครั้งแรก

ศาลศาสนาตรังกานูโบยหญิง 2 คนต่อหน้าสายตานับร้อย จากความผิดพยายามมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน

สตรีชาวมาเลเซียสองคน อายุ  22 ปีกับ 32 ปี ถูกโบยคนละ 6 ครั้งที่ศาลชารีอะฮ์รัฐตรังกานู เมื่อเวลาราว 10.00 น.ในวันนี้  หลังจากเลื่อนมาจากวันที่ 28 สิงหาคมโดยอ้างเหตุผลว่าขัดข้องทางเทคนิก

ศาลมีคำพิพากษาเมื่อ 12 สิงหาคม ให้ทั้งสองมีความผิดตามกฎหมายอิสลามที่ห้ามมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน ทั้งคู่ถูกเจ้าหน้าที่พบขณะพยายามมีเพศสัมพันธ์ในรถยนต์จอดเมื่อเดือนเมษายน ศาลสั่งลงโทษปรับ  3,300  ริงกิต กับลงโทษโบย 6 ครั้ง ท่ามกลางเสียงประณามจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน และประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการลงโทษที่ลุดคุณค่าความเป็นมนุษย์

รายงานระบุว่า ทั้งคู่ถูกพายังไปเก้าอี้ ที่มีเจ้าหน้าที่หญิงจากทัณฑสถานหญิงรอโบยอยู่  การโบยมีขึ้นต่อหน้าสายตาคนนับร้อยทั้งผู้สังเกตการณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชน สภาทนายความชารีอะฮ์ กลุ่มสตรี นักข่าวและประชาชนทั่้วไป ผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งกล่าวว่า สตรีวัย 22 สะอื้นไห้ขณะโดนลงหวาย เป็นที่สังเกตว่า น้ำหนักการลงหวายหญิงสาวคนที่สอง หนักกว่าการโบยหญิงอีกคนที่อายุมากกว่า

เจ้าหน้าที่ศาลปกป้องการโบยตามกฎหมายชารีอะฮ์ ว่า ไม่ได้มุ่งหมายทำให้เจ็บปวด แต่เพื่ออบรมสั่งสอนและให้อับอาย  ใช้หวายไม่หนา และการเงื้อหวายไม่ควรสูงเกินระดับศีรษะ  เจ้าหน้าที่โบยได้รับคำสั่งให้ลงหวายตามจังหวะและเวลาที่ถนัดโดยออกแรงปานกลางเท่านั้น  ทั้งหมดนี้ใช้เวลาราว 6 นาที แต่อีกสื่อระบุว่า ราว 20 นาที

ผู้สังเกตการณ์จากสมาคมทนายความชารีอะฮ์ และสภาทนายความรัฐตรังกานู ระบุว่าพอใจกับการลงโทษ เพราะไม่ได้รุนแรง และดำเนินการเหมาะสม ไม่ได้ทำให้ผิวหนังปริแตก

นับเป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงมาเลเซียถูกโบย ฐานละเมิดกฎหมายชารีอะฮ์ที่ห้ามมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน และมีขึ้นท่ามกลางความวิตกถึงกระแสไม่อดกลั้นต่อชาวหลากหลายทางเพศในมาเลเซีย หลังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนออกมาแสดงความเห็นเชิงรังเกียจแอลจีบีที

สั่งจำคุก 7 ปีนักข่าวรอยเตอร์สปมเจาะข่าวสังหารหมู่โรฮิงญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/341987

สั่งจำคุก 7 ปีนักข่าวรอยเตอร์สปมเจาะข่าวสังหารหมู่โรฮิงญา

นักข่าวรอยเตอร์ส,เมียนมา,คุก 7 ปี,โรฮิงญา,เปิดโปงฆ่าหมู่

ศาลเมียนมาตัดสินลงโทษนักข่าวรอยเตอร์สองคน จำคุก 7 ปี ในความผิดตามกฎหมายความลับราชการ ขณะรายงานข่าวสังหารหมู่ชาวโรฮิงญา

ผู้พิพากษาศาลนครย่างกุ้งมีคำตัดสินว่า วา โลน วัย 32 ปี และ จอ โซ อู วัย 28 ปี กระทำความผิดฐานละเมิดกฎหมายความลับทางราชการจากการรวบรวมและได้รับเอกสารความลับ โดยมีเจตนาทำลายผลประโยชน์ของชาติ และต้องรับโทษจำคุกนาน 7 ปี โดยรวมเวลาตั้งแต่ทั้งสองถูกคุมขังในเรือนจำอินเส่งเมื่อ 12 ธ.ค.ปีที่แล้ว

โทษที่ทั้งสองได้รับ เบากว่าที่กฎหมายกำหนดโทษขั้นสูงสุดไว้ที่ 14 ปี

คดีนี้จุดกระแสวิจารณ์จากประชาคมโลกอย่างกว้างขวางว่าเป็นความพยายามปิดกั้นการรายงานข่าวที่กองทัพใช้กำลังปราบปรามชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่เมื่อปลายปีที่แล้ว

นักข่าวทั้งสองคนปฏิเสธข้อหา โดยยืนยันว่าตกเป็นเหยื่อของการจัดฉาก พวกเขาพยายามทำงานเพื่อเปิดโปงเรื่องการฆาตกรรมนอกกระบวนการยุติธรรมต่อชาวมุสลิมโรฮิงญา 10 คนในหมู่บ้านอินน์ ดินของรัฐยะไข่เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว และตำรวจสองนายเชิญให้ทั้งคู่ไปรับประทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในนครย่างกุ้งและมอบเอกสารความลับทางราชการให้พวกเขา จากนั้นก็ถูกตำรวจอีกชุดหนึ่งเข้าจับกุม  กองทัพเมียนมาเองก็ยอมรับว่ามีผู้ชายโรฮิงญาถูกฆ่าที่หมู่บ้านอินน์ดินระหว่างถูกควบคุมตัว แต่เป็นเหตุการณ์ล่วงละเมิดเดียวจากน้ำมือชาวบ้านยะไข่และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงบางคน

ขณะถูกนำตัวออกจากศาลไปขึ้นรถตำรวจ จอ โซ อู ยืนพูดบนบันไดหน้าศาลว่า รัฐบาลคุมขังเราได้ แต่อย่าปิดหูปิดตาประชาชน  ส่วน วา โลน ชูนิ้วโป้งให้กับเพื่อนนักข่าว ว่าเราจะเผชิญหน้ากับมัน(คำพิพากษา)อย่างหนักแน่นและกล้าหาญ ผมไม่ได้ทำอะไรผิด เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ประชาธิปไตยและเสรีภาพ”

( เหตุชุลมุนหน้าศาลขณะผู้สนับสนุนพยายามขวางรถตำรวจพานักข่าวรอยเตอร์สกลับไปคุมขัง )  

ด้าน ทนาย ขิ่น หม่อง ซอว์ กล่าวว่า จะยื่นอุทธรณ์โดยเร็วที่สุด

เมื่อวันเสาร์ นักข่าวและนักเคลื่อนไหวกว่า 100 คนเดินขบวนทั่วย่างกุ้งเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักข่าวทั้งสองคนโดยทันที  หลายคนสะท้อนว่าการพิจารณาคดีนักข่าวเหมือนในยุครัฐบาลทหารเต็มรูป และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนถูกจำกัดมากขึ้น

คำพิพากษาในวันนี้ มีขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากสหประชาชาติเผยรายงานสรุปว่าผู้บัญชาการกองทัพเมียนมา ต้องถูกดำเนินคดีข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ประเมินค่ามิได้! ไฟไหม้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบราซิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/341980

ประเมินค่ามิได้! ไฟไหม้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบราซิล

บราซิล,พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ,พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบราซิล,ไฟไหม้,200 ปี

เพลิงไหม้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเก่าแก่ที่สุดของบราซิล คลังสมบัติและประวัติศาสตร์ชาติ

สถานีโทรทัศน์บราซิล แพร่ภาพไฟโหมไหม้อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในนครริโอเดอจาเรโนอย่างรุนแรง โดยที่พนักงานดับเพลิงจากราว 20 หน่วยที่รุดถึงที่เกิดเหตุหลังไฟปะทุเมื่อเวลาราว 05.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ยังไม่สามารถควบคุมได้

ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากไฟไหม้เกิดขณะพิพิธภัณฑ์ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของเมือง ไม่ได้เปิดให้เข้าชม แต่ก็ไม่มีรายละเอียดว่า อะไรอาจเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้

ประธานาธิบดีมิเชล เทเมอร์ ของบราซิลระบุในแถลงการณ์ว่า นี่เป็นวันวิปโยคสำหรับบราซิล สูญเสียชิ้นงาน การวิจัย และภูมิปัญญา 200 ปี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งนี้ ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ. 1818 โดยพระเจ้าฌูเอาที่ 6แห่งโปรตุเกส  ถือเป็นเพชรน้ำเอกของวัฒนธรรมบราซิล เก็บสมบัติล้ำค่าของชาติกว่า 20 ล้านชิ้น จำนวนนี้รวมถึงงานศิลปะและวัตถุโบราณจากยุคกรีก-โรมัน และอียิปต์ ตลอดจนโครงกระดูกมนุษย์ผู้หญิงอายุราว 12,000 ปีเก่าแก่ที่สุดที่พบในเขตแดนบราซิล รู้จักในชื่อ ลูเซีย

ลุยส์ เฟอร์นานโด ดีอาส ดูอาร์เต รองผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ แสดงความโกรธแค้นอย่างรุนแรงที่สถาบันล้ำค่าถูกไฟไหม้ และกล่าวหาทางการบราซิลไม่เคยใส่ใจ พิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นอดีตราชวังเพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับราชวงศ์บราซิล ไม่เคยได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ ฃ

พิพิธภัณฑ์สถาน ซึ่งเชื่อมกับมหาวิทยาลัยริโอเดอจาเนโร ได้รับผลกระทบหนักจากรัฐตัดงบประมาณ

นักวิจัย นักวิชาการและนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวนมาก รู้สึกโศกเศร้าและโกรธเคือง มีเสียงเรียกร้องจัดชุมนุมประท้วงที่หน้าอาคารในวันนี้

ประเมินค่ามิได้! ไฟไหม้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบราซิล 

ประเมินค่ามิได้! ไฟไหม้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบราซิล 

ประเมินค่ามิได้! ไฟไหม้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบราซิล 

( AFP )

นับถอยหลัง”ยุคเฮเซ”ที่ญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/341779

นับถอยหลัง”ยุคเฮเซ”ที่ญี่ปุ่น

ยุคเฮเซ,ญี่ปุ่น,นับถอยหลัง,บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

โดย ..บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

(คมชัดลึกออนไลน์ 1 ก.ย.) จากนี้ไปอีกแค่ 7 เดือนเป็นช่วงการนับถอยหลังการสิ้นสุดของศักราชหรือยุคสมัย “เฮเซ” ซึ่งแปลว่า “ร่มเย็นเป็นสุขทั่วผืนแผ่นดิน” ทันทีที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ พระชนม์ 84 พรรษา ทรงสละราชบัลลังก์อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 30 เมษายน 2562 และมกุฎราชกุมารนารุฮิโตะเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ที่ 126 ในสายการสืบสันตติวงศ์ที่ต่อเนื่องมายาวนานกว่าสองพันปี แล้วเริ่มต้นศักราชหรือยุคสมัยใหม่ ซึ่งยังไม่มีการประกาศว่าจะมีชื่อว่าอะไร

นับถอยหลัง"ยุคเฮเซ"ที่ญี่ปุ่น

ขณะนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวและเป็นประเทศสุดท้ายที่ยังคงสืบทอดวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมโบราณของจีนที่ใช้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 นั่นก็คือการนับศักราชตามการขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้ ถ้ามีการผลัดแผ่นดินก็จะเปลี่ยนศักราชใหม่ อย่างเช่นศักราชเจินกวน ในสมัยพระเจ้าถังไท่จง เป็นต้น

นับตั้งแต่นั้นมา ญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนชื่อศักราช หรือยุคสมัยมาแล้ว เกือบ 250 ศักราช เนื่องจากเป็นธรรมเนียมในยุคก่อนที่จะมีการเปลี่ยนชื่อศักราช ในช่วงกลางรัชสมัยด้วยความเชื่อว่า จะนำสิ่งใหม่ๆ สิ่งดีมาสู่ หรือเปลี่ยนศักราชเพื่อแก้เคล็ดหลังเกิดวิกฤติการณ์หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ความนิยมนี้เริ่มหายไปในยุคหลังๆ โดยสมเด็จพระจักรพรรดินิยมใช้ศักราชเดียวตลอดช่วงรัชสมัย

นับถอยหลัง"ยุคเฮเซ"ที่ญี่ปุ่น

ปีนี้อาจจะเป็นปี ค.ศ.2018 ตามปฏิทินสากล แต่ที่แดนอาทิตย์อุทัยญี่ปุ่นเป็นปีศักราชเฮเซที่ 30 หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึงสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงครองราชย์มานาน 30 ปีแล้ว นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อปี 2531 เป็นต้นมา แต่พระองค์มีพระราชประสงค์จะสละราชย์ เนื่องจากพระชนมายุมากแล้วประกอบกับพระพลานามัยไม่สมบูรณ์นัก ผ่านการผ่าตัดมาแล้ว 2 ครั้ง จึงไม่เอื้อที่จะทรงประกอบพระราชกรณียกิจต่อไป

กระทั่ง รัฐสภาต้องยอมออกกฎหมายพิเศษยินยอมให้พระองค์ทรงสละราชย์ได้ แต่เป็นกฎหมายที่ระบุเฉพาะเจาะจงพระองค์เดียวเท่านั้น ทำให้พระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์แรกในรอบเกือบ 200 ปีที่ทรงสละราชสมบัติ

นับถอยหลัง"ยุคเฮเซ"ที่ญี่ปุ่น

ชาวญี่ปุ่นไม่ใช่น้อย คงจะใจหายกับการเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะเคยชินกับศักราชเเซมานาน 30 ปี โดยเฉพาะคนที่เกิดในช่วงการครองราชย์ของพระองค์ซึ่งมีสิ่งควรค่าต่อความทรงจำอยู่มากมาย โดยเฉพาะเมื่อพระองค์ทรงปฏิวัติสถานภาพของสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์นี้ให้เป็นกึ่งเทพกึ่งมนุษย์ ไม่ใช่เป็นเทพอันศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้อีกต่อไป อีกทั้งยังทรงเปิดกว้างให้สามัญชนเข้ามาอยู่ร่วมในพระราชวงศ์ได้ พระสุณิสาหรือลูกสะใภ้ทั้ง 2 พระองค์ล้วนเป็นสามัญชนมาก่อน เหนืออื่นใด โปรดเสด็จประพาสเยี่ยมเยียนราษฎรในที่ต่างๆ โดยเฉพาะในยามที่ประสบภัยร้ายแรง

ในโซเชียลมีเดีย จึงมีการโพสต์ข้อความเชิญชวนให้ “คนยุคเฮเซ” มาร่วมแลกเปลี่ยนความทรงจำอันแสนสุขในช่วงศักราชเฮเซกัน ปรากฏว่ามีคนเข้ามาโพสต์จำนวนไม่ใช่น้อย

ช่วงนี้ ลูกหลานชาวอาทิตย์อุทัยไม่ใช่น้อยต่างใจจดใจจ่ออยากรู้ว่าศักราชใหม่จะชื่อว่าอะไร เพราะแม้ว่าชาวญี่ปุ่นยุคปัจจุบันจะใช้ปฏิทินสากลแบบที่ใช้กันทั่วโลก แต่เอกสารของทางราชการ หนังสือพิมพ์และปฏิทินทางธุรกิจยังคงใช้ปีศักราชแบบเดิมอยู่

คูอิโนะ โควะกูชิ ประธานบริษัทใหญ่โตดัน ผู้จัดทำปฏิทินรายใหญ่ถึงปีละ 10 ล้านชุด มีทั้งที่เป็นปฏิทินสากลและปฏิทินญี่ปุ่น ซึ่งปกติในแต่ละปีจะเริ่มพิมพ์ปฏิทินล่วงหน้า 1 ปี ดังนั้นตอนนี้จึงช้าเกินไปที่จะพิมพ์ปฏิทินให้ทันศักราชใหม่ของญี่ปุ่น

“เป็นเรื่องง่ายที่จะนึกถึงว่าช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไรถ้าหากเราใช้ศักราชแบบนี้” โควะกูชิ ให้ความเห็น “อย่างเช่นเป็นการง่ายที่จะจำว่าเราเกิดปัญหาฟองสบู่แตกในช่วงต้นยุคเฮเซ”

นับถอยหลัง"ยุคเฮเซ"ที่ญี่ปุ่น

ว่ากันว่าการที่ญี่ปุ่นเตรียมเปลี่ยนศักราชใหม่ เป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลตัดสินใจประหารชีวิตโชโก อะซาฮารา หรือชิซุโอะ มัตสึโมโตะ เจ้าลัทธิโอมชินริเกียว หรือปรมัตถ์สัจจะและสาวกรวม 7 คน ที่ถูกขังลืมมานานกว่า 20 ปี เพราะอยากให้คดีสะเทือนขวัญยุติลงพร้อมกับยุคเฮเซ

ศักราชของจักรพรรดิพระองค์ใหม่จะเริ่มต้นในยุคการปฏิวัติไอที เชื่อกันว่าภาคธุรกิจไฮเทคนั้นเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลง แต่หลายคนก็หวั่นว่าอาจจะเกิดปัญหาขึ้นมาได้เหมือนกับคราวที่ทั่วโลกต่างวิตกกับปัญหาไวรัสคอมพิวเตอร์ “วายทูเค” ในช่วงเปลี่ยนศตวรรษใหม่ปี 2000 ช่วงนั้นเกิดกระแสหวาดกลัวไปทั่วว่าคอมพิวเตอร์จะล่มไปทั้งโลกเนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์อาจจะทำงานผิดพลาด ถึงขั้นหยุดการทำงาน

“สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างปัญหาวายทูเคกับการเปลี่ยนศักราชเฮเซ นั่นก็คือข้อมูลสารสนเทศหรือไอทีนั้นส่งผ่านอินเทอร์เน็ต” คาซูโนริ อิชิอิ โฆษกบริษัทไมโครซอฟต์ในญี่ปุ่นให้ความเห็น “เราทำนายไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” แต่เชื่อว่าคงไม่เกิดภาวะหยุดชะงักครั้งใหญ่ เนื่องจากซอฟต์แวร์ที่ใช้ในญี่ปุ่นเพื่อช่วยแปลงศักราชสากลเป็นศักราชญี่ปุ่นจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยรับกับศักราชใหม่ และจำเป็นต้องสร้างรหัสกับฟอนท์หรือขนาดตัวอักษรให้พอเหมาะกับชื่อศักราชใหม่ด้วย

การตั้งชื่อศักราชใหม่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลมากกว่าสำนักพระราชวัง และเฉกเดียวกับงานของราชสำนักเบญจมาศ นั่นก็คือทุกอย่างเก็บเป็นความลับสุดยอด ก่อนหน้านี้มีรายงานว่ามีการเสนอแนะให้เปิดเผยชื่อศักราชใหม่ล่วงหน้าภายในปีนี้ แต่ก็ไม่เป็นผล

ผู้เชี่ยวชาญที่มีหน้าที่ให้คำแนะนำการตั้งชื่อศักราชใหม่ชี้ว่างานนี้เป็นงานท้าทายสำคัญ ปกติแล้วศักราชใหม่ควรจะมีชื่อแค่ 2 ตัวอักษร ทั้งเขียนง่ายและออกเสียงง่ายๆ แต่ไม่ใช่ชื่อที่ใช้กันทั่วไปอย่าง “ยุคใหม่ ความคิดใหม่” นอกจากนี้ ชื่อศักราชใหม่จะต้องไม่เริ่มต้นด้วยตัวอักษรแรกของศักราชเก่า 4 ศักราช คือเฮเซ โชวะ ไทโซ และเมจิ

และเนื่องจากชื่อของแต่ละศักราชถือว่า มีความศักดิ์สิทธิ์ ชื่อศักราชจึงมีความหมายให้มุ่งไปข้างหน้าแต่ก็ไม่ปฏิเสธอดีต

นับถอยหลัง"ยุคเฮเซ"ที่ญี่ปุ่น

บัณฑิตคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญในงานท้าทายนี้คือ จุนโซ มาโตบะ วัย 83 ปี อดีตข้าราชการผู้มีส่วนช่วยตั้งชื่อศักราชใหม่ในช่วงปลายรัชสมัยโชวะของอดีตจักรพรรดิฮิโรฮิโตะในปลายทศวรรษหลังปี 2523 เปิดเผยว่า “บางคนคิดว่าเป็นเรื่องไม่บังควรที่จะคิดชื่อศักราชหรือยุคสมัยใหม่ ขณะที่องค์จักรพรรดิยังทรงพระชนม์ชีพ เราต้องทำงานอย่างเงียบๆ และปิดลับ ระหว่างหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ในเอเชียและผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรม พร้อมๆ กับเก็บตัวเงียบ ไม่กระโตกกระตากอะไร”

“ผมรู้สึกเหมือนกับมีดาบจ่อคอหอยตลอดเวลา” จนถึงปี 2531 ชื่อที่เตรียมไว้ก็ค่อยๆ หดลงเหลือ 3 ชื่อให้พิจารณา ครั้นเมื่อจักรพรรดิฮิโรฮิโตะสวรรคตเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2532 รัฐมนตรี นักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นด้วยอย่างรวดเร็วให้ใช้ชื่อศักราชใหม่ว่า “เฮเซ” หมายถึง ”ร่มเย็นเป็นสุขทั่วผืนแผ่นดิน”

เชื่อว่าตอนนี้รัฐบาลมีชื่อศักราชใหม่ให้เลือกอยู่ในใจแล้ว แต่ก็ปิดปากเงียบว่าจะเลือกชื่อไหนและจะประกาศในวันไหน แม้ว่าคนญี่ปุ่นจะกระหายใคร่รู้มากเพราะชอบรีเซตสิ่งต่างๆ อย่าง “ยุคใหม่ ความคิดใหม่”

ช็อกพุทธอินเดีย!รวบสงฆ์ละเมิดทางเพศเด็กชาย15 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/341838

ช็อกพุทธอินเดีย!รวบสงฆ์ละเมิดทางเพศเด็กชาย15 คน

พุทธอินเดีย,สงฆ์,ละเมิดทางเพศ,ละเมิดเด็กทางเพศ,อินเดีย

 ตำรวจอินเดียจับกุมพระอาวุโส ต้องสงสัยล่วงละเมิดเด็กชาย 15 คนที่โรงเรียนและศูนย์ฝึกสมาธิในเมืองพุทธคยา

พระพันเต ชางปริยา สุจอย  (Bhante Shanghpriya Sujoy) ถูกตำรวจควบคุมตัวในพุทธคยา เมืองมรดกโลก หลังจากเด็กชายหลายคนร้องเรียนว่าถูกทุบตี ล่วงละเมิดทางเพศ และบังคับเต้นแก้ผ้าให้ดู

หัวหน้าตำรวจพุทธคยา กล่าวว่า พระผู้ใหญ่รูปนี้ บริหารโรงเรียนพุทธประสานชโยตีและศูนย์สมาธิ ที่หมู่บ้านมาสตีปูร์ ในพุทธคยา และรับเด็กชายอายุระหว่าง 6-12 ปี จากครอบครัวยากจนในชนบทห่างไกลในรัฐอัสสัม ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ไปศึกษาเล่าเรียน

แต่เด็กร้องเรียนต่อผู้ดูแลว่า ถูกหัวหน้าสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ  หากดื้อดึงไม่เชื่อฟัง จะถูกขังในห้องให้อดข้าวและน้ำ ตำรวจกำลังสอบสวนข้อหาและจะดำเนินการในขั้นต่อไป

สภาพุทธศาสนิกชนสากลในพุทธคยา จัดประชุมฉุกเฉินเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และออกมติประณามการก่ออาชญากรรมน่ารังเกียจต่อเยาวชน โดยอาศัยศาสนาบังหน้า

ตำรวจจับกุมพระรูปนี้เมื่อวันพุธ และนำตัวไปขออนุมัติศาลฝากขัง 14 วัน การสอบสวนจะพิจารณาทุกแง่มุม หลังตรวจร่างกายเด็กแล้ว จะส่งกลับบ้าน

 ช็อกพุทธอินเดีย!รวบสงฆ์ละเมิดทางเพศเด็กชาย15 คน 
ฮินดูสถานไทมส์ รายงานว่า พ่อแม่เด็ก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรยากจน บอกนักข่าวว่าพวกเขาได้รับเงิน 1,000 รูปี ( 460 บาท) เพื่อส่งลูกเข้าโรงเรียน และไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ในสถานที่ที่พวกเขาคิดว่าศักดิ์สิทธิ์
พ่อแม่เด็กได้รับโทรศัพท์จากพระรูปหนึ่งในมุมไบ เมื่อ 24 สิงหาคม แจ้งว่าเด็กในโรงเรียนที่เกิดเหตุ ตกอยู่ในอันตราย และนำไปสู่การเปิดโปงการแสวงหาประโยชน์จากเด็กยากจน 15 คนในที่สุด

พ่อของเด็กคนหนึ่งกล่าวว่า เด็กเล่าให้ฟังว่าพระสุจอย บังคับให้พวกเขาสำเร็จความใคร่ และทุบตี และกล่าวหาด้วยว่า เด็กบางคนถูกพาไปกระทำชำเราที่โกลกาตา

ขวัญกระเจิง!ครอบครัวฟลอริดาเจอตัวเงินตัวทองยักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/341822

ขวัญกระเจิง!ครอบครัวฟลอริดาเจอตัวเงินตัวทองยักษ์

ตัวเงินตัวทอง,ฟลอริดา,บุกบ้าน

ตัวเงินตัวทองความยาวเกือบ 2 เมตร บุกบ้านในฟลอริดา พ่อแม่ลูก 4 คนขวัญผวาไม่กล้าออกเดินในสวน

(คมชัดลึกออนไลน์ 1 ก.ย.) ครอบครัวของ แซค ลีเบอร์แมนส์ หนุ่มวัย 33 ปี ในเคาน์ตี เดวีส์ รัฐฟลอริดา ต้องอกสั่นขวัญแขวนกับการมาเยือนของแขกไม่ได้รับเชิญอย่างตัวเงินตัวทองขนาดใหญ่ เข้าไปเดินป้วนเปี้ยนถึงประตูเข้าบ้าน

มาเรีย ภรรยาของเขา พบเห็นเจ้าตัวนี้ครั้งแรกที่หน้าบ้าน เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ส.ค. ใกล้กับประตูกระจกบานเลื่อน และกรีดร้องลั่นบ้าน สามีจึงวิ่งมาดูและเมื่อมองเงาที่ประตู เห็น”ลูกพี่ลูกน้องของกอดซิลลา”อยู่ตรงนั้น เขาตกใจมาก ภรรยาและลูกก็ขวัญผวา  ตัวมันใหญ่มากจนพวกเขาคิดว่าเป็นจระเข้ ความยาวราวๆ 6 ฟุต ( 1.8 เมตร ) หนักราว  45-68 กิโลกรัม

ลีเบอร์แมนส์ กล่าวว่า เขาตัดสินใจล่อมันออกห่างจากประตูไปทางโรงเก็บรถ เผื่อขังมันไว้ก่อน แต่มันแสดงความดุร้ายออกมา และหันหลังวิ่งเต็มฝีเท้า ซึ่งเขานึกว่ามันเป็นสัตว์เดินช้า แต่ไม่ใช่เลย  ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกหวาดกลัวมาก เพราะมีลูกเล็ก 2 คน วัย 2 กับ 4 ขวบ เวลานี้ ลูกทั้งสองคน ออกมาเดินที่ลานบ้านและใช้สระน้ำไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่ามันจะโผล่ออกมาเมื่อไหร่

ขวัญกระเจิง!ครอบครัวฟลอริดาเจอตัวเงินตัวทองยักษ์

ครอบครัวลีเบอร์แมนส์ ติดต่อคณะกรรมการอนุรักษ์ปลาและสัตว์ป่าฟลอริดา ที่พยายามจับหลายวันแต่ก็ไม่สำเร็จ มันไม่หลงกินซากหนู ที่ใช้เป็นเหยื่อล่อ

ไมค์ คิมเมล จากทีมดัก เคลื่อนย้ายและกู้ภัยสัตว์ป่ามาร์คิน เคาน์ตี ซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษ์แต่งานหลักคือจับงูขนาดใหญ่ ได้เข้ามาช่วยจับตัวเงินตัวทองตัวนี้ เพราะเกรงว่าเจ้าหน้าที่มีแผนจะการุณยฆาต เขามั่นใจว่าจะหาบ้านให้มันได้ และอยากรักษาชีวิตของมันไว้

คิมเมล กล่าวว่า ตัวเงินตัวทอง สัตว์พื้นถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ไม่ควรประมาท ด้วยเขี้ยวที่คมและยาว อาจกัดเป็นแผลเหวอะ และเพราะมันกินซากปลาจึงอาจมีเชื้อโรคติดที่คมเขี้ยว อาจติดเชื้ออันตรายได้ แต่โดยทั่วไป ส่วนใหญ่ไม่ทำอันตรายคน หากจัดการดีๆ ก็อาจเหมือนลูกสุนัขตัวหนึ่ง เว้นเมื่อใดที่มันรู้สึกถูกต้อนจนมุม มันจะดุร้าย

ตัวเงินตัวทองซื้อขายเป็นสัตว์เลี้ยงได้ในฟลอริดา แต่การปล่อยออกมาข้างนอกผิดกฎหมาย ไม่ว่าโดยตั้งใจหรืออุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบว่ามันมาจากไหนและไม่ได้รับแจ้งเหตุตัวเงินตัวทองถูกขโมย หรือหาย
อย่างไรก็ดี ลีเบอร์แมนส์กลาวว่าเมื่อวันที่ 29 ส.ค. เพื่อนบ้านคนหนึ่งอ้างว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงที่หายไป มีชื่อว่า แบมบู (ไม้ไผ่) หลุดจากบ้านเมื่อไม่กี่สัปดาห์บ้าน ปกติจะเลี้ยงไว้ในบ่อที่บ้าน เพื่อนบ้านเลี้ยงไว้ 3 ตัว และคิดว่าจะไม่ได้ตัวนี้กลับคืน

ซาอุฯเดินหน้าแผนขุดคลองทำ”กาตาร์” กลายเป็นเกาะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/341801

ซาอุฯเดินหน้าแผนขุดคลองทำ”กาตาร์” กลายเป็นเกาะ

ขุดคลอง,กาตาร์,ซาอุฯ,กลายเป็นเกาะ

จนท.ระดับสูงซาอุดีอาระเบียส่งสัญญาณชัด เดินหน้าแผนขุดคลองแยกกาตาร์จากแผ่นดินใหญ่ ทำให้ประเทศเล็กจิ๋วกลายเป็นเกาะ

ซาอุด อัล กอห์ทานี ที่ปรึกษาระดับสูงมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีาระเบีย ทวิตเมื่อวันศุกร์ ว่า “กำลังรอแบบใจจดจ่อรายละเอียดการดำเนินโครงการเกาะซัลวา โครงการประวัติศาสตร์และยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนภูมิศาสตร์ในภูมิภาค” 

ซาอุฯเดินหน้าแผนขุดคลองทำ"กาตาร์" กลายเป็นเกาะ

“ซาอุฯ” ตัดสัมพันธ์ “กาตาร์”ก่อการร้ายแค่ข้ออ้าง

ทวิตของที่ปรึกษามกุฏราชกุมารซาอุฯ ดูเหมือนเป็นการยืนยันถึงแผนการขุดคลองคั่นชายแดนกับคาบสมุทร อันจะทำให้เปลี่ยนกายภาพของกาตาร์กลายเป็นกาะไปโดยปริยาย

แผนขุดคลองเป็นข่าวมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนเมษายน บนเวบไซต์ Sabq ซึ่งเป็นเวบไซต์ข่าวมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชวงศ์ แต่ความเห็นของอัล กอห์ทานี เป็นการเอ่ยถึงอย่างชัดเจนว่าซาอุฯจริงจังกับความริเริ่มนี้

รายงานบนเวบไซต์ข่าว Sabq ระบุว่าคลองเลียบชายแดนกาตาร์ จะมีความยาวราว 60 กิโลเมตร กว้าง 200 เมตร งบประมาณโครงการคาดว่าจะสูงถึง 2,800 ล้านริยัล (ราว 2.4 หมื่นล้านบาท) ส่วนหนึ่งของคลอง จะเป็นที่่ตั้งโรงกากนิวเคลียร์

ด้าน หนังสือพิมพ์ มัคการ์ รายงานเพิ่มเติมในช่วงเดียวกันว่า บริษัทก่อสร้างไม่เผยนาม 5 แห่ง ได้รับเชิญร่วมประกวดราคา และจะประกาศผลการประมูลในเดือนกันยายน

โครงการขุดคลองของซาอุดีอาระเบีย เป็นประเด็นตึงเครียดล่าสุด ระหว่างสองชาติรวยน้ำมัน นับจากซาอุฯนำทีมพันธมิตรอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรนและอียิปต์ ตัดสัมพันธ์การทูตและเศรษฐกิจกับกาตาร์เมื่อมิถุนายน 2560 โดยกล่าวหาอีกฝ่ายว่าหนุนหลังกลุ่มก่อการร้ายและใกล้ชิดกับอิหร่าน

รัฐบาลโดฮาปฏิเสธข้อกล่าวหาและอ้างว่า การบอยคอตเป็นความพยายามรุกล้ำอธิปไตย
นับจากมีกรณีพิพาท ชายแดนทางบกที่มีอยู่ด้านเดียวของกาตาร์ถูกปิด พลเมืองกาตาร์ถูกขับออกจากประเทศที่ร่วมบอยคอตกับซาอุฯ สายการบินกาตาร์แอร์เวยส์ ไม่ได้รับอนุญาตบินผ่านน่านฟ้า แม้สหรัฐอเมริกาและคูเวตพยายามยื่นมือไกลเกลี่ยแต่ไม่เป็นผล