ใจสลาย!9 ขวบจบชีวิตตนเองหลังเปิดตัวเป็นเกย์แล้วโดนรังแก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/341219

ใจสลาย!9 ขวบจบชีวิตตนเองหลังเปิดตัวเป็นเกย์แล้วโดนรังแก

9 ขวบฆ่าตัวตาย,เป็นเกย์,เปิดตัวเป็นเกย์,รังแก

แม่ใจสลาย ลูกชายวัย 9 ขวบฆ่าตัวตายหลังบอกเพื่อนเป็นเกย์ ถูกรังแกที่โรงเรียน 4 วัน

นางไลอา เพียร์ซ พบจาเมล ไมเลส ลูกชายวัย 9 ขวบ เป็นศพอยู่ในบ้านที่เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโดเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว และรายงานชันสูตรศพยืนยันเมื่อเช้าวานนี้ว่าสาเหตุเกิดจากฆ่าตัวตาย

เพียร์ซ ให้สัมภาษณ์ทีวีท้องถิ่น ว่า ไม่กี่สัปดาห์ก่อนเปิดเทอมขึ้นเกรด 4  ลูกชายบอกกับเธอ “แม่ ผมเป็นเกย์” ซึ่งเธอคิดว่าลูกชายพูดเล่น จึงแค่หันไปมองขณะกำลังขับรถอยู่  จาเมลมีท่าทางกระสับกระส่าย  หวาดกลัว จนเธอต้องให้ความมั่นใจว่าเธอรักลูก

ใจสลาย!9 ขวบจบชีวิตตนเองหลังเปิดตัวเป็นเกย์แล้วโดนรังแก 

จาเมลบอกกับแม่ว่า อยากบอกกับเพื่อนที่โรงเรียนว่าเป็นเกย์ เพราะภูมิใจกับตัวเอง ทั้งยังบอกกับเธอว่า อยากแต่งชุดเด็กหญิงมากกว่าเด็กชาย แต่เพียง 4 วันหลังเปิดเทอมใหม่ ที่โรงเรียน โจ ชูเมคเกอร์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่จาเมลบอกเพื่อนว่าเป็นเกย์ เขาตัดสินใจจบชีวิตตนเอง

เพียร์ซ กล่าวว่า เธอไม่อยากคิดเลยว่าลูกต้องเจอกับคำพูดอะไรบ้าง 4 วันที่โรงเรียน แต่จาเมลบอกลูกสาวคนโตว่า เด็กที่โรงเรียนบอกให้เขาไปตายเสีย  เพียร์ซ กล่าวว่า เธอเสียใจที่ลูกไม่มาหาเธอก่อน ผิดหวังที่ลูกคิดว่านั่นคือทางเลือกเดียวของเขา

ใจสลาย!9 ขวบจบชีวิตตนเองหลังเปิดตัวเป็นเกย์แล้วโดนรังแก 

เธอหวังว่าการตายของลูกชาย จะทำให้ทุกฝ่ายตระหนักอันตรายจากการกลั่นแกล้งรังแก และไม่ให้พ่อแม่คนอื่นต้องเผชิญกับโศกนากรรมแบบเดียวกัน อย่างไรก็ดี เธอกล่าวด้วยว่า เราควรมีผู้รับผิดชอบฐานรังแก เด็กควรรับผิดชอบเพราะรู้ว่าเป็นเรื่องผิด ทำในสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นทำกับตัวเอง และพ่อแม่ก็ควรต้องรับผิดชอบ ในฐานะผู้อบรมสั่งสอน

หลังเกิดโศกนาฏกรรม โรงเรียน โจ ชูเมคเกอร์ ที่จาเมลเรียนอยู่ จัดนักจิตวิทยาให้กับนักเรียนที่โรงเรียน  ส่วนสำนักงานการศึกษาเดนเวอร์ ส่งจดหมายถึงครอบครัวของนักเรียนในพื้นที่ว่า การตายของจาเมล เป็นความสูญเสียอย่างไม่คาดฝัน และขอให้พ่อแม่สังเกตความเครียดของลูก พร้อมจัดทีมนักจิตวิทยาสำหรับผู้ต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมหลังเกิดเหตุการณ์เศร้าสลด

ไข้หวัดหมูแอฟริกันในจีนอาจแพร่ลามเพื่อนบ้านอาเซียน-เกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/341185

ไข้หวัดหมูแอฟริกันในจีนอาจแพร่ลามเพื่อนบ้านอาเซียน-เกาหลี

ไข้หวัดหมูแอฟริกัน,เตือนไข้หวัดหมูแอฟริกัน,ระบาดลามเอเชีย,เพื่อนบ้านอาเซียน

องค์การอาหารและเกษตรกรรรมสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) เตือนว่าไข้หวัดหมูแอฟริกันที่ระบาดในจีนอาจลามมายังพื้นที่อื่นในเอเชีย

เอฟเอโอ ออกแถลงการณ์ระบุว่า จีนซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตสุกรรายใหญ่สุดของโลกกำลังพยายามควบคุมการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมูแอฟริกัน โดยกำจัดหมูแล้วกว่า  2.4 หมื่นตัวใน 4 มณฑล นับจากพบครั้งแรกเมื่อต้นสิงหาคม

เนื่องจากการระบาดพบในหลายพื้นที่ ห่างกันกว่าพันกิโลเมตร จึงมีความเป็นไปได้ที่เชื้ออาจแพร่ข้ามชายแดน ไปยังประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งมีการค้าขายและบริโภคผลิตภัณฑ์จากสุกรสูง

จีน ซึ่งเป็นประเทศที่เลี้ยงหมูกว่าครึ่งของโลก และเป็นผู้บริโภคเนื้อสุกรรายใหญ่สุดต่อหัวประชากร พบไวรัสไข้หวัดหมูแอฟริกันครั้งแรก ที่มณฑลเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ในเดือนนี้  และสัปดาห์ที่แล้ว ทางการเมืองเหลียนหยุนกัง ในมณฑล เพิ่งประกาศฆ่าหมูอีก 1.45 หมื่นตัว เพื่อพยายามคุมการแพร่เชื้อ

ฆวน ลูบรอท หัวหน้าสัตว์แพทย์เอฟเอโอ อธิบายว่า การเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์สุกรทำให้เชื้อแพร่ลามอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับกรณีไวรัสไข้หวัดหมูแอฟริกัน ไม่ใช่หมูมีชีวิตที่เป็นตัวการแพร่ไวรัสไปยังพื้นที่อื่นในประเทศ แต่น่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์จากหมูมากกว่า

ไข้หวัดหมูแอฟริกันไม่เป็นอันตรายกับคน แต่ทำให้หมูเลี้ยงและหมูป่าที่ติดเชื้อ เลือดออกภายใน และมักล้มตายในเวลาไม่กี่วัน ปัจจุบัน ไม่มียาแก้พิษหรือวัคซีนป้องกัน วิธีการเดียวเพื่อป้องกันเชื้อแพร่ลาม คือการฆ่าสัตว์ติดเชื้อทั้งหมด

รัฐบาลปักกิ่งส่งรายงานถึงองค์การสุขภาพสัตว์โลก ว่าได้จัดทำแผนฉุกเฉินและมาตรการควบคุมเพื่อสกัดกั้นการระบาดของเชื้อนี้แล้ว

ก่อนหน้านี้ เอฟเอโอเคยเตือนเมื่อพฤษภาคมว่า มีความเสี่ยงที่ไข้หวัดหมูแอฟริกันจะระบาดจากรัสเซีย

ปรับนักท่องเที่ยวซนแตะ”แมวน้ำมังค์ฮาวาย” 4.8 หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/341161

ปรับนักท่องเที่ยวซนแตะ”แมวน้ำมังค์ฮาวาย” 4.8 หมื่น

แมวน้ำมังค์ฮาวาย,ปรับ

ชายอเมริกันได้รับบทเรียนราคาแพง แตะแมวน้ำมังค์ฮาวาย-รังควาญเต่าทะเล เจอปรับ 1,500 ดอลลาร์

สำนักงานบรรยากาศและสมุทรศาสตร์ของสหรัฐ (NOAA –โนอา) สั่งปรับชายคนหนึ่งจากรัฐแอละบามา  1,500 ดอลลาร์ (เกือบ 48,000 บาท ) จากการสัมผัสแมวน้ำมังค์ฮาวาย สัตว์หายากและเสี่ยงสูญพันธ์มากที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง กับรบกวนเตาทะเล แล้วโพสต์คลิปวิดีโออวดบนอินสตาแกรม

เหตุเกิดเมื่อปีที่แล้ว ขณะนักท่องเที่ยวรายนี้จากแอละบามา ไปเที่ยวเกาะคาไว รัฐฮาวาย

สำนักงานฝ่ายบังคับใช้กฎหมายของโนอาในฮาวาย ใช้บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของเขา ในการแกะรอยติดตามที่อยู่บ้านพัก ก่อนลงโทษปรับ เป็นบทเรียนให้เขาตระหนักถึงกฎหมายปกป้องสัตว์น้ำ

แมวน้ำมังค์ฮาวาย ซึ่งมีประชากรเหลือบนโลกราว 1,400 ตัว เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างวิกฤติ ได้รับการคุ้มครองทั้งจากกฎหมายสหพันธ์ กฎหมายรัฐฮาวาย และกฎหมายคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  ขณะที่เต่าทะเลทุกชนิดพันธุ์ในน่านน้ำสหรัฐ ได้รับการขึ้นบัญชีสัตว์ถูกคุกคามหรือใกล้สูญพันธุ์

ในช่วงหลายปีมานี้ สำนักงานประมงของโนอาสอดส่องสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อดูว่ามีการกระทำเข้าข่ายละเมิดกฎหมายคุ้มครองสัตว์เหล่านี้หรือไม่

วิดีโอที่โพสต์บนอินสตาแกรม ติดแฮชแทก #monkseals แสดงให้เห็นชายจากแอละบามาเดินไปยังแมวน้ำมังค์ที่นอนหลับอยู่บนหาด Poipu ในตอนกลางคืน และใช้มือแตะ แมวน้ำหันไปหาเจ้าของมือด้วยท่าทางตกใจ และเขาวิ่งหนีไป  มีหลักฐานชัดเจนว่าเขารู้ดีว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องผิด เพราะหันกล้องไปยังป้ายที่โนอาติดเตือนนักท่องเที่ยวให้รักษาระยะห่างจากสัตว์น้ำ

ปรับนักท่องเที่ยวซนแตะ"แมวน้ำมังค์ฮาวาย" 4.8 หมื่น

อาดัม เคิร์ซท์ ผู้ประสานงานสำนักงานประมงโนอา กล่าวว่า แม้ว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ละเมิดกฎ ไม่ได้มีเจตนาร้ายหรือทำอันตรายกับสัตว์  ส่วนใหญ่เป็นเพราะอยากได้ภาพระยะใกล้กับแมวน้ำ หรือเป็นพวกแสวงหาความตื่นเต้น แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังมากเวลาที่เห็นผู้คนรบกวนสัตว์เหล่านี้  กรณีของชายแอละบามา เขาอาจได้รับบาดเจ็บได้ เพราะแมวน้ำมังค์เป็นสัตว์ป่า ยากคาดการณ์พฤติกรรม มันอาจพุ่งเข้าใส่คนที่ไปรบกวน แทนแค่หันมาเฉยๆก็ได้

ขณะตรวจสอบอินสตาแกรมของเขา เจ้าหน้าที่พบวิดีโออีกคลิปที่แสดงให้เห็นว่าเขาไล่ตามเต่าทะเลขณะดำน้ำตื้นที่หาดเดียวกัน

โนอาแนะนำการชมสัตว์น้ำในธรรมชาติ ควรเว้นระยะห่างราว 3 เมตรสำหรับเต่าทะเล  ห่างจากแมวน้ำมังค์ 15 เมตร และห่างจากโลมากับวาฬขนาดเล็กราว 45 เมตร ส่วนวาฬหลังค่อม ให้อยู่ห่างราว 90 เมตร

จีนเล็งยกเลิกเพดานจำกัดจำนวนลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/341141

จีนเล็งยกเลิกเพดานจำกัดจำนวนลูก

จีน,มีลูกได้ไม่จำกัด,จีนเล็ง,จีนเล็งยกเลิก

   สื่อทางการจีนเผยร่างระเบียบพลเรือนใหม่ ส่อนำไปสู่การยกเลิกนโยบายจำกัดจำนวนลูกแบบสิ้นเชิง

หนังสือพิมพ์ Procuratorate Daily รายงานเมื่อวานนี้ เกี่ยวกับร่างกฎหมายพลเรือนใหม่ที่มีเนื้อหาบ่งว่าจะนำไปสู่การยกเลิกนโยบายจำกัดจำนวนลูก แม้ไม่ได้เอ่ยถึงคำว่า “วางแผนครอบครัว” ซึ่งปัจจุบัน ผ่อนปรนให้สามีภรรยามีลูกได้ไม่เกิน 2 คน จากเดิมให้มีได้คนเดียว

นโยบายใหม่ เป็นวาระที่ที่ประชุมคณะกรรมการประจำ สภาประชาชนจีน ซึ่งจะประชุมไปจนถึง 31 สิงหาคม นำไปหารือกัน นอกจากนี้ ยังมีการเสนอเปลี่ยนแปลงอื่น เช่น การทิ้งช่วง 1 เดือนก่อนอนุญาตหย่าร้าง ให้สามีหรือภรรยาถอนคำร้องได้ ร่างร่างระเบียบใหม่เหล่านี้ จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณารับรองของสภาประชาชนจีนในอีก 2 ปีข้างหน้า

ข่าวการยกเลิกนโยบายจำกัดจำนวนลูกในอนาคตอันใกล้ เป็นเรื่องที่มีการแสดงความเห็นในเว่ยป๋อ สื่อสังคมออนไลน์แดนมังกรอย่างคึกคัก

พรรคคอมมิวนิสต์จีนเริ่มบังคับใช้นโยบายลูกคนเดียวในปี 2522 เพื่อควบคุมอัตราการเพิ่มของประชากร จากนั้น ผ่อนปรนให้มีได้ 2 คนในปี 2559 ขณะจีนเริ่มกังวลสังคมผู้สูงอายุ และประชากรวัยทำงานหดหาย จะกระทบกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ยังไม่นับรวมกับปัญหาประชากรเพศชาย-หญิงไม่สมดุล ก่อปัญหาสังคมหลายอย่างตามมา

แต่การผ่อนปรนนโยบายวางแผนครอบครัวเป็นลูก 2 คน  ยังไม่สามารถเพิ่มประชากรได้ตามที่คาดไว้ ส่วนหนึ่งเพราะคู่รักชาวจีนไม่ได้คิดเร่งรีบสร้างครอบครัว  โดยในปี 2559 จีนมีทารกเกิดใหม่ 17.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 1.3 ล้านคน และน้อยกว่าที่คาดไว้ถึงครึ่งหนึ่ง ส่วนปีถัดมา จำนวนทารกลดลงมาอยู่ที่ 17.23 คน จากที่คาดไว้ว่าจีนจะมีประชากรใหม่เพิ่มอีก 20 ล้าน

จีนเล็งยกเลิกเพดานจำกัดจำนวนลูก จีนเล็งยกเลิกเพดานจำกัดจำนวนลูก

จึงมีการคาดการณ์มาโดยตลอดว่าจีนจะผ่อนปรนนโยบายนี้เพิ่มอีกโดยเฉพาะในเดือนนี้ หลังจากที่รัฐบาลออกสแตมป์ปีกุน 2019 เป็นรูปครอบครัวลูกหมู 3 ตัว

ปากีสถานสั่งสนามบินเลิกวัฒนธรรมวีไอพี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/341061

ปากีสถานสั่งสนามบินเลิกวัฒนธรรมวีไอพี

ปากีสถาน,สนามบิน,วัฒนธรรมวีไอพี

รัฐบาลใหม่ปากีสถานสั่งห้ามธรรมเนียมรับรองบรรดาวีไอพีที่สนามบิน ฝ่าฝืนคาดโทษพักงาน

หนังสือพิมพ์ เดอะ ดอว์น ของปากีสถาน อ้างนายฟาวัด เชาด์รี รัฐมนตรีกระทรวงข่าวสาร ว่า รัฐบาลสั่งห้ามรับรองบุคคลสำคัญหรือทรงอิทธิพลที่สนามบิน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่กองทัพ อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนเข็มขัด และเพื่อให้นักเดินทางทุกคนได้รับโอกาสเสมอภาคกัน ไม่มีเลือกปฏฺิบัติ

 ปากีสถานสั่งสนามบินเลิกวัฒนธรรมวีไอพี

นายกฯเพลย์บอยแห่งปากีสถาน”อิมรอน ข่าน”

มาตรการใหม่ซึ่งมีผลตั้งแต่เมื่อวานนี้ (26 ส.ค.) มีขึ้นหลังจากรัฐบาลใหม่ นำโดย นายกรัฐมนตรีอิมรอน ข่าน สั่งห้ามการใช้งบประมาณแผ่นดินนอกลู่นอกทาง ห้ามเจ้าหน้าที่และผู้นำ รวมถึงประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี เดินทางด้วยเที่ยวบินเฟิร์สต์คลาส

ธรรมเนียมการปฏิบัติต่อวีไอพี มักจัดให้กับนักการเมือง ส.ส. ข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่ทหารและผู้สื่อข่าว  โดยมักขอให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟไอเอ) ที่ประจำในสนามบิน อำนวยความสะดวกให้บุคคลเหล่านี้ไม่ต้องไปต่อแถวยาว และผ่านการตรวจเช็คกระเป๋าแบบปราศจากความยุ่งยาก

กระทรวงมหาดไทยมีหนังสือถึงเอฟไอเอ ว่าหากจับได้ว่าเจ้าหน้าที่เอฟไอเอคนใด อำนวยความสะดวกให้วีไอพี จะถูกลงโทษ ส่วนจุดบริการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสนามบิน หากพบเจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อวีไอพีเป็นกรณีพิเศษ  จะสั่งพักงานทันที

สื่อปากีสถานรายงานว่า ทุกรัฐบาลเคยมีนโยบายขจัดวัฒนธรรมวีไอพีที่สนามบินมาก่อนแล้ว แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้

ที่สนามบินนานาชาติเบนาซีร์บุตโต ในกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวง จัดพื้นที่และบรรยากาศหรูหรารับรองวีไอเอและผู้มีอิทธิพล โดยกระเป๋าสัมภาระให้เจ้าหน้าที่เอฟไอเอ สนามบินหรือการบินพลเรือนจัดการให้ แต่ที่สนามบินใหม่ในเมืองหลวง ไม่มีห้องลักษณะนี้ ผู้โดยสารทุกคนต้องผ่านขั้นตอนปกติ

เฟซบุ๊กแบนสื่อทหาร-บิ๊กกองทัพรวมทั้งนายพล”มินอ่องหล่าย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/341035

เฟซบุ๊กแบนสื่อทหาร-บิ๊กกองทัพรวมทั้งนายพล”มินอ่องหล่าย”

เฟซบุ๊ก,มินอ่องหล่าย,โรฮิงญา

สื่อสังคมออนไลน์เบอร์หนึ่ง ห้ามและถอดบัญชีผู้ใช้ของบุคคล-องค์กรเมียนมา 20 ราย รวมถึงผบ.สส. หลังยูเอ็นชี้บิ๊กกองทัพเมียนมาควรถูกสอบสวนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา

(คมชัดลึกออนไลน์ 27 ส.ค.) เฟซบุ๊กออกแถลงการณ์ในวันนี้ว่า ได้ถอดบัญชีผู้ใช้ชาวเมียนมาและองค์กร 20 ราย รวมถึง พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา และสถานีโทรทัศน์ เมียววดี สื่อของกองทัพ  เพื่อป้องกันบุคคลเหล่านี้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของโลก กระพือเชื้อไฟและความตึงเครียดทางศาสนาและเชื้อชาติ พร้อมกันนี้ยังได้ถอดเพจเฟซบุ๊ก 46 เพจ และระงับบัญชีผู้ใช้ 12 ราย ฐานมีส่วนร่วม

แถลงการณ์ระบุว่า ความรุนแรงทางชาติพันธุ์ในเมียนมา น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง พร้อมชี้แจงต่อว่า ก่อนหนานี้ บริษัทได้ปรับปรุงมาตรการหลายอย่างเพื่อป้องกันการแพร่กระจายความเกลียดชัง และการบิดเบือนข้อมูลบนเฟซบุ๊ก แม้ว่าเฟซบุ๊ก อาจจะเชื่องช้าไปในการดำเนินมาตรการ แต่ขณะนี้ ถือว่ามีความคืบหน้า ด้วยเทคโนโลยีที่ดีกว่าเดิมในการแยกแยะการแสดงความเห็น เพื่อสร้างความเกลียดชัง และปรับปรุงเครื่องมือในการแจ้งเหตุ

ทั้งนี้ โดยรวมเฟซบุ๊ก ถอดบัญชีผู้ใช้เมียนมา 18 ราย อินสตาแกรม 1 บัญชี และเพจเฟซบุ๊ก 52 เพจที่มีผู้ติดตามเกือบ 12 ล้านคน และจะพยายามต่อไปเพื่อป้องกันใช้เฟซบุ๊กในทางที่ผิด

 เฟซบุ๊กแบนสื่อทหาร-บิ๊กกองทัพรวมทั้งนายพล"มินอ่องหล่าย"

ความเคลื่อนไหวของเฟซบุ๊ก มีขึ้นในวันเดียวกับที่คณะทำงานสหประชาชาติที่แสวงหาข้อเท็จจริงกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา เสนอให้เปิดสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา และผู้บัญชาการทหารระดับสูงอีก 5 คน ฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและอาชญากรรมสงครามในรัฐยะไข่ คะฉิ่น และฉาน

 เฟซบุ๊กแบนสื่อทหาร-บิ๊กกองทัพรวมทั้งนายพล"มินอ่องหล่าย"

( เด็กโรฮิงญา ร่วมรำลึกครบ 1 ปีถูกกวาดล้างและหนีตายจากยะไข่ไปบังกลาเทศ ) 

ชาวมุสลิมโรฮิงญาราว 7 แสนคน หลบหนีจากรัฐยะไข่ ทางเหนือขอเมียนมาไปยังบังกลาเทศ หลังจากกองทัพเมียนมากวาดล้างกลุ่มติดอาวุธอย่างนองเลือดเมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว โดยมีรายงานว่าทหารและม็อบชาวบ้าน จุดไฟเผาหมู่บ้าน เข่นฆ่า และข่มขืน แต่เมียนมาปฏิเสธข้อกล่าวหาฆ่าล้างชาติพันธุ์ อ้างว่าเป็นการโจมตีตอบโต้กบฎโรฮิงญาเท่านั้น แต่ยูเอ็นระบุว่ายุทธวิธีของกองทัพเมียนมา ไม่สมเหตุสมผลกับภัยความมั่นคงที่แท้จริง

คณะทำงานชุดนี้  ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเมื่อมีนาคม 2560 สรุปในรายงานว่า มีข้อมูลมากพอที่จะออกหมายเพื่อสอบสวนและดำเนินคดีเอาผิดเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพเมียนมา จากอาชญากรรมในรัฐยะไข่ ที่มีลักษณะ ความรุนแรง และขอบข่ายเหมือนกับมีเจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

รายงานฉบับเดียวกันยังชี้ว่า เฟซบุ๊กมีบทบาท ในฐานะเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่พยายามเผยแพร่ความเกลียดชัง

เผยรัสเซียเล็งกู้ขีปนาวุธพลังนิวเคลียร์หลังเหลวทดสอบตกทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/341001

เผยรัสเซียเล็งกู้ขีปนาวุธพลังนิวเคลียร์หลังเหลวทดสอบตกทะเล

ีขีปนาวุธพลังนิวเคลียร์,รัสเซียเล็งค้นหา,ตกทะเล

ฝ่ายข่าวสหรัฐเผยรัสเซียทดสอบขีปนาวุธพลังงานนิวเคลียร์เมื่อปีก่อนแต่ล้มเหลว เวลานี้กำลังเตรียมค้นหาและกู้ขึ้นมา

เวบไซต์สำนักข่าวซีเอ็นบีซี รายงานเมื่อ 21 สิงหาคม โดยอ้างแหล่งข่าวที่รับรู้เรื่องรายงานข่าวกรอง เรื่องรัสเซียเตรียมการเก็บกู้ขีปนาวุธที่ยิงทดสอบเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว และตกลงในทะเลแบเร็นตส์ ทางเหนือของนอรเวย์กับรัสเซีย

ภารกิจนี้จะใช้เรือ 3 ลำ ลำหนึ่งติดเครื่องมือจัดการกับวัตถุกัมมันตรังสีจากแกนนิวเคลียร์ของอาวุธลูกนี้

( ปูตินพูดถึงขีปนาวุธพลังงานนิวเคลียร์และมีวิดีโอประกอบ ตอนแถลงนโยบายประจำปี นาทีที่ 1.30.00 ) 

เผยรัสเซียเล็งกู้ขีปนาวุธพลังนิวเคลียร์หลังเหลวทดสอบตกทะเล

ในการแถลงนโยบายประจำปีเมื่อเดือนมีนาคม ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย อวดว่าผู้เชี่ยวชาญอาวุธกำลังพัฒนาขีปนาวุธนำวิถีขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ มีพิสัยยิงไม่จำกัด ไปถึงทุกหนแห่งในโลก และหลบหลีกระบบป้องกันขีปนาวุธได้

แต่การทดสอบยิง 4 ครั้งช่วงพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ยังไม่ประสบความสำเร็จ สหรัฐประเมินว่าขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่รัสเซียทดสอบ ครั้งที่ดีที่สุดคือเดินทางไดราว 2 นาที  เป็นระยะ 35 ก.ม. ก่อนสูญเสียการควบคุมและตก ส่วนครั้งสั้นที่สุด กินเวลา 4 วินาที ระยะทาง 8 ก.ม. แต่รัสเซียปฏิเสธเรื่องการทดสอบล้มเหลว

นักวิเคราะห์ข่าวกรองสหรัฐ ประเมินว่า หากสามารถค้นหาและกู้ขีปนาวุธลูกนี้ได้ มอสโกจะใช้ประสบการณ์จัดทำพิมพ์เขียวสำหรับปฏิบัติการเก็บกู้ในอนาคตต่อไป แต่ไม่แน่ใจว่า ขีปนาวุธลูกอื่นที่ทดสอบล้มเหลวอยู่ในทะเลด้วยหรือไม่

รายงานข่าวกรองไม่ได้ระบุถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพหรือสภาพแวดล้อม แต่ฮันส์ คริสเตนเซน ผู้อำนวยการโครงการข้อมูลนิวเคลียร์ สหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน ว่าแรงกระแทกตอนขีปนาวุธตกทะเลสูงมาก สงสัยว่า อาจจะมีการรั่วไหลเกิดขึ้นได้

แหล่งข่าวเผยว่า รัสเซียพัฒนาขีปนาวุธชนิดนี้มาตั้งแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 2000 เชื่อว่าขณะออกตัวใช้เครื่องยนต์เบนซิน ก่อนเปลี่ยนเป็นพลังงานนิวเคลียร์ในการเดินทาง

การทดสอบขีปนาวุธ ซึ่งสุดท้ายไม่ได้ผลตามที่ประธานาธิบดีปูตินอวดไว้ และไกลสุดเดินทางได้เพียง 35 ก.ม.นั้น เป็นไปตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเครมลิน ทั้งที่วิศวกรโครงการคัดค้าน เพราะมองว่าระบบยังอยู่ในขั้นเริ่มพัฒนา

ฮีโร่คนเร่ร่อนแฉคู่รักหนุ่มสาวขโมยเงินบริจาคซื้อรถ-เที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/340947

ฮีโร่คนเร่ร่อนแฉคู่รักหนุ่มสาวขโมยเงินบริจาคซื้อรถ-เที่ยว

ชายไร้บ้าน,เงินบริจาค,คู่รักหนุ่มสาว,ระดมเงินบริจาค

ชายไร้บ้านสหรัฐที่เคยเป็นข่าวดังปลายปีที่แล้วหลังช่วยหญิงสาวติดกลางทางเพราะน้ำมันหมด ได้รับบริจาคราว 13 ล้านบาท แต่คนระดมทุนให้ผิดสัญญา

ตุลาคมปีที่แล้ว เคยมีเรื่องราวสร้างความประทับใจแก่คนทั้งโลก จอห์น บ็อบบิต ชายไร้บ้าน ผ่านมาพบ เคท แมคเคลอร์ หญิงสาวจากรัฐนิวเจอร์ซีที่กำลังขับรถไปหาเพื่อน แต่ไม่ทันสังเกตว่าน้ำมันใกล้หมด จนติดค้างอยู่บนถนนในฟิลาเดลเฟียท่ามกลางความมืด เขาบอกให้หญิงสาวล็อคประตูไว้และกลับมาพร้อมกับน้ำมันที่ซื้อด้วยเงินก้อนสุดท้ายที่มีอยู่ 20 ดอลลาร์

แมคเคลอร์ และแฟนหนุ่ม มาร์ค ดามิโก ได้เปิดระดมทุนผ่านเวบไซต์  GoFundMe ตอบแทนน้ำใจให้กับบ็อบบิต เพื่อไม่ให้เขาต้องนอนใต้สะพานอีกต่อไป และมีชีวิตที่ดีขึ้น

หลังจากเรื่องราวของหญิงสาวน้ำมันหมดกลางทางกับคนไร้บ้านที่ยอมสละเงินที่มีอยู่น้อยนิดเพื่อช่วยเหลือ กลายเป็นข่าวดัง  มีคนใจดีร่วมบริจาคเงินผ่านเวบไซต์นี้อย่างล้นหลาม ภายใน 9 เดือน ยอดถึงวันศุกร์อยู่ที่ 402,706 ดอลลาร์ (ราว 13 ล้านบาท) บ็อบบิต เคยกล่าวว่า ต้องการมอบเงินส่วนหนึ่งให้กับองค์กรที่เคยช่วยเหลือเขา

แต่จุดเริ่มต้นจากทำความดีตอบแทน ส่อเค้าจะเป็นข้อพิพาทแล้ว เมื่อ คริส ฟัลลอน ทนายของชายไร้บ้าน เปิดเผยกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ว่าเงินส่วนใหญ่ไปไม่ถึงมือลูกความ “การระดมทุนผ่านGoFundMe ได้มาราว 402,000 ดอลลาร์ หักค่าธรรมเนียม3 หมื่นดอลลลาร์ แต่ทั้งสองมอบเงินให้กับบ็อบบิต 7.5 หมื่นดอลลาร์เท่านั้น ทั้งที่ลูกความของเขาควรได้รับทั้งสิ้นราว 3 แสนดอลลาร์

ฟัลลอนกับอัยการ แจ็คเกอรีน พรอมมิสโล กำลังพยายามนำเงินที่เหลือมาให้กับบ็อบบิต และเพื่อให้ผู้บริจาค 1.4 หมื่นคนได้รับรู้ด้วยว่าเงินของพวกเขาไปไหน

โฆษกของโกฟันด์มี กล่าวว่า กำลังตรวจสอบข้อครหานี้ และจะพยายามช่วยให้บ็อบบิตได้รับความช่วยเหลือที่เขาสมควรได้ตามประสงค์ของผู้บริจาค โฆษกฯกล่าวด้วยว่า การนำเงินที่ระดมผ่านเวบไซต์ไปใช้ผิดทาง เกิดขึ้นน้อยมาก คิดเป็นไม่ถึง 1 ใน 10 ของ 1%

ฮีโร่คนเร่ร่อนแฉคู่รักหนุ่มสาวขโมยเงินบริจาคซื้อรถ-เที่ยว

ความสัมพันธ์ระหว่างบ็อบบิต กับแมคเคลอร์ เริ่มร้าวฉาน หลังจากที่เธอกับแฟนหนุ่ม ใช้เงินที่บริจาคมา ซื้อรถบ้านในชื่อของทั้งคู่ จากเดิมสัญญาว่าจะซื้อบ้านให้ รถบ้านจอดในที่ดินของครอบครัวดามิโก ทั้งที่บ็อบบิตอยากกลับไปบ้านเกิดของเขาในนอร์ทคาโรไลนา ที่สภาพแวดล้อมดีกว่านี้มากกว่า จากนั้น ซื้อทีวี แลปท็อป อาหารเสื้อผ้า และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ทั้งสองยังซื้อรถกระบะที่ทั้งคู่เคยขับให้กับเขา แต่ต่อมารถก็เสีย

ทนายกล่าวว่า ขณะอาศัยในรถบ้านถึงเดือนมิถุนายน เขาไม่มีเงินหรืออาหาร ไม่มีความสามารถดูแลตัวเองได้ ที่สำคัญ เขาไม่มีชื่อเป็นเจ้าของเงินจากเวบไซต์ระดมในนามของตัวเองเลย

ฟัลลอน กล่าวว่า บ็อบบิต มีปัญหาติดยา แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่แมคเคลอร์ระงับเงินไว้

ก่อนหน้านี้ แมคเคลอร์ ให้สัมภาษณ์กับ ฟิลาเดลเฟีย อินไควเรอร์ ว่าเธอกับแฟนทำทุกอย่างที่ทำได้ เพื่อช่วยบ็อบบิต และได้ให้เงินแล้วกว่าครึ่ง แต่ส่วนที่เหลือราว 2 แสนดอลลาร์ ขอระงับไว้จนกว่าอีกฝ่ายจะได้งานทำและปลอดยาเสพติดแล้ว ส่วนดามิโก แฟนหนุ่มกล่าวว่าเขาเป็นคนคุมเงินจริง แต่ทั้งคู่ไม่ได้ทำอะไรผิด การให้เงินก้อนใหญ่กับคนติดยา ก็เหมือนกับให้ปืนมีกระสุนกับคนคนหนึ่ง

แมคเคลอร์ เป็นพนักงานต้อนรับสำนักงานขนส่งนิวเจอร์ซี ส่วน ดามิโก เป็นช่างไม้

บ็อบบิตสงสัยว่า แมคเคลอร์ใช้เงินจากไหนไปซื้อรถบีเอ็มดับเบิลยูคันใหม่ และไปท่องเที่ยวแคลิฟอร์เนีย ฟลอริดา และลาสเวกัส แต่หญิงสาวอ้างว่าใช้เงินตัวเอง ขณะดามิโกยอมรับว่าเคยใช้เงิน 500 ดอลลาร์จากกองทุนบริจาคไปเล่นพนัน แต่ก็คืนเงินกลับทันที

ทนายกล่าวว่า ปัจจุบัน บ็อบบิตยังใช้ชีวิตอยู่ข้างถนนในฟิลาเดลเฟีย อย่างไม่ปลอดภัยนัก เขาเคยเข้ารับการบำบัดยาเสพติดและประสบความสำเร็จ แต่เวลานี้ไม่ได้อยู่ในสภาพนั้น

เนเธอร์แลนด์แหล่งใหญ่ผลิตยาอี-แอมเฟตามีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/340871

เนเธอร์แลนด์แหล่งใหญ่ผลิตยาอี-แอมเฟตามีน

เนเธอร์แลนด์,ยาอี,แอมเฟนตามีน,แหล่งผลิตยาอี-แอมเฟนตามีน

รายงานตำรวจตอกย้ำเนเธอร์แลนด์เป็นแหล่งผลิตยาเสพติดสังเคราะห์แถวหน้าของโลก

วิทยาลัยตำรวจเนเธอร์แลนด์ในเมืองอาเดลดูร์น ออกรายงานระบุว่า ในปี 2560 เนเธอร์แลนด์เป็นแหล่งผลิตสิ่งเสพติดสังเคราะห์ ที่ตีมูลค่าเป็นเงินราว 1.89 หมื่นล้านยูโร ในจำนวนนี้ 3,000 – 5,000 ล้านยูโรยังอยู่ในมือผู้ผลิตชาวดัทช์ แต่ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงประมาณการณ์เท่านัน ยอดแท้จริงน่าจะสูงกว่านี้มาก

รายงานฉบับนี้จึงตอกย้ำว่า เนเธอร์แลนด์เป็นหนึ่งในผู้ผลิตยาอีและแอมเฟตามีนรายใหญ่สุดของโลก ขณะนักวิจัยและเจ้าหน้าที่ชี้ว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ มาจากหลายปัจจัยประกอบกัน รวมถึงนโยบายอดกลั้นต่อยาเสพติดของเนเธอร์แลนด์ และบทลงโทษผู้ผลิตค่อนข้างเบา นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานที่ดีและตำแหน่งที่ตั้งในยุโรป ก็มีส่วนทำให้ประเทศเล็กที่เจริญก้าวหน้า กลายเป็นแหล่งผลิตและขนถ่ายสิ่งเสพติดผิดกฎหมาย

เนเธอร์แลนด์แหล่งใหญ่ผลิตยาอี-แอมเฟตามีน

ในรายงานของตำรวจ ยังได้วิพากษ์นโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล ว่าข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเสพติดสังเคราะห์ยังมีไม่มากพอ ความพยายามปราบปรามจะกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน เฉพาะเวลาที่มิตรประเทศอย่างสหรัฐ หรือฝรั่งเศส แจ้งเตือนอุตสาหกรรมยาเสพติดในประเทศเท่านั้น แต่แรงกดดันจากภายนอกมีผลอยู่ได้ไม่นาน

เฟอร์ดินานด์ เกรปเปอร์เฮาส์ รัฐมนตรียุติธรรมเนเธอร์แลลนด์ กล่าวว่า รู้สึกช็อกกับรายงานของตำรวจ และยืนยันว่ารัฐบาลมีแผนทุ่มลงทุนเพื่อแก้ไขสถานการณ์อันอัปยศนี้

 

ที่มา www.dw.com

เหตุใดการร้องเรียนเสียงเรียกละหมาดดังไปกลายเป็นคุก 1 ปีครึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/340640

เหตุใดการร้องเรียนเสียงเรียกละหมาดดังไปกลายเป็นคุก 1 ปีครึ่ง

เสียงเรียกละหมาด,คุก 18 เดือน,อินโดนีเซีย

การขอให้เบาเสียงเรียกละหมาดในอินโดนีเซีย บานปลายเป็นความผิด ถึงขั้นถูกจำคุก 18 เดือน ได้อย่างไร

                    (คมชัดลึกออนไลน์ 26 ส.ค.) คดีดังในอินโดนีเซียกรณีที่นาง เมเลียนา สตรีเชื้อสายจีนนับถือพุทธ วัย 44 ปี ในเมืองตันจุง บาไล จังหวัดสุมาตราเหนือ ถูกศาลตัดสินจำคุก 18 เดือน ในข้อหาหมิ่นศาสนา จากการที่เธอออกปากบ่นว่า เสียงเรียกละหมาดรบกวนแก้วหู (ตามที่เป็นข่าว) เป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลกและเรียกเสียงประณามจากหลายฝ่าย รวมถึงรัฐมนตรีกระทรวงศาสนา และองค์กรศาสนาหลักของอินโดนีเซียเอง ก็ไม่เห็นด้วย

เหตุใดการร้องเรียนเสียงเรียกละหมาดดังไปกลายเป็นคุก 1 ปีครึ่ง

 เกิดคำถามมากมายว่า เหตุใดการร้องเรียนในเรื่องที่น่าจะรับฟังได้ จึงกลายเป็นการหมิ่นศาสนาในประเทศมุสลิมสายกลางอย่างอินโดนีเซีย

จาการ์ตา โพสต์  ไล่เลียงต้นสายปลายเหตุกว่าจะมาถึงคำตัดสิน

เรื่องร้องเรียน

เริ่มจากเช้าวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 นางเมเลียนา คุณแม่ลูกสี่ บ่นกับ คาสินี เจ้าของแผงใกล้บ้านของเธอซึ่งเป็นมุสลิม โดยคำพูดที่เธอใช้ในวันนั้น มีรายงานไม่ตรงกัน

ทนายของเธอระบุว่า ลูกความพูดแค่ว่า การส่งเสียงผ่านลำโพงเรียกละหมาดจากมัสยิดใกล้บ้าน “ดังกว่าที่เคยเป็น” ขณะในคำฟ้องอ้างคำพูดของเธอกับคาสินี ว่าให้ไปบอกคนดูแลมัสยิดให้ลดเสียงลง เพราะแสบแก้วหู

กระนั้น การร้องเรียนหรือเสียงบ่นของเธอ เป็นการบ่นกับคนคนเดียวเท่านั้น แต่ไม่กี่วันต่อมา คำพูดของเธอถูกบิดเบือน ตามด้วยข่าวลือสะพัดว่า หญิงเชื้อสายจีนต้องการให้เลิกเรียกละหมาด

เย็นวันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม 2559 ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่มีทีมงานมัสยิดรวมอยู่ด้วย ไปที่บ้านของเมเลียนา เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง

ในคำฟ้อง เมเลียนา ตอบว่า “ใช่ เบาเสียงจากมัสยิดลงหน่อย ดังเกินไปและทำร้ายหูของดิฉันเวลาได้ยิน” ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือว่าเป็นคำพูดหยาบคาย และกลับไปที่มัสยิด จากนั้น สามีของเธอเดินทางไปที่มัสยิดเพื่อขอโทษ แต่เวลานั้น ชาวบ้านเริ่มรวมตัวกันแล้ว

เหตุใดการร้องเรียนเสียงเรียกละหมาดดังไปกลายเป็นคุก 1 ปีครึ่ง

ม็อบอาละวาดบุกเผาวัดพุทธในสุมาตราเหนือ

จลาจล

หลังการเผชิญหน้ากับเมเลียนา มีการส่งต่อข้อความเชิงยั่วยุและปลุกเร้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์และแอพแชท แพร่ไปไวราวกับไฟป่า บางคนอ้างขนาดว่า ผู้หญิงคนนี้ปาก้อนหินใส่มัสยิด จนทำให้ผู้คนในมัสยิดต้องหยุดละหมาด

ในคืนวันเดียวกัน ม็อบที่อยู่ในอารมณ์โกรธแค้น เริ่มรวมตัวหน้าสำนักงานเขต และไปที่บ้านของเธอเพื่อปาก้อนหินใส่ ความรุนแรงลามไปที่วัดพุทธใกล้เคียง ม็อบชาวบ้านบุกจุดไฟเผาและทำลายข้าวของภายในวัดพุทธหรือเจดีย์ 14 แห่งในตันจุงบาไล จนถึงเช้าของวันที่ 30 ก.ค. ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตแต่ประเมินความเสียหายหลายพันล้านรูเปียะห์

ความไม่เท่าเทียมและพระพุทธรูป

มีความเห็นแตกต่างกันว่าอะไรเป็นสาเหตุให้การร้องเรียนในเรื่องปกติธรรมดา ลุกลามเป็นจลาจล

นักธุรกิจเชื้อสายจีนมองว่า ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจของคนเชื้อสายจีนกับไม่ใช่เชื้อสายจีนในพื้นที่เป็นสาเหตุหลัก ลีโอ โลปูลิซา นักธุรกิจประมงท้องถิ่น กล่าวว่า ชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีนในพื้นที่ มีสัดส่วนเพียง 10% ของประชากรกว่า 1.8 แสนคน ในจำนวนนี้ จัดเป็นกลุ่มรวยมาก 3% ที่เหลือ สถานะการเงินดี

ขณะผู้นำชุมชนมุสลิม โทษว่า เหตุจลาจลเป็นความตึงเครียดสืบ เนื่องจากพระพุทธรูปสูง 6 เมตร ก่อสร้างและประดิษฐานเหนือวัดพุทธแห่งหนึ่งในเมือง

ไฮดีร์ ซีเรการ์ ประธานกลุ่มสื่อสารข้ามศรัทธาตันจุงบาไล แสดงความเห็นหลังเกิดเหตุ 1 เดือนว่า การสร้างพระพุทธรูปองค์นี้คือระเบิดเวลาที่อาจจุดชนวนจลาจลขึ้นมาได้ทุกเมื่อ จึงเป็นเหตุผลที่ควรเคลื่อนย้ายออกโดยเร็ว ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ในตันจุงบาไล รับไม่ได้ เพราะถือว่าเมืองนี้เป็นเมืองอิสลาม

ต่อมา วัดเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปเมื่อตุลาคม 2559

การดำเนินคดี

ตำรวจจับกุมผู้ก่อเหตุจลาจล 19 คน ถูกแจ้งข้อหาปล้นสะดมภ์ 8 คน ข้อหาทำลายทรัพย์สิน 9 คน และ 2 คนถูกแจ้งข้อหาปลุกระดมความรุนแรง ทั้งหมดถูกตัดสินจำคุก 4 เดือน

คดีของเมเลียนา

โฆษกตำรวจสุมาตราเหนือ กล่าวว่า เมเลียนาหมิ่นศาสนาหรือไม่ ไม่สามารถสืบสาวได้ หากไม่มีแจ้งความกับตำรวจ เพื่อแก้ปัญหานี้ ตำรวจชั้นผู้ใหญ่นายหนึ่งจึงแจ้งความเสียเอง โดยโฆษกอ้างว่า นายตำรวจท่านนี้มีเหตุผลพอที่จะแจ้งความ เพราะเขาอยู่ด้วยตอนม็อบทะเลาะกับเมเลียนาที่หน้าบ้าน หลังได้รับการร้องขอของหัวหน้าชุมชมไปให้ระงับเหตุ

ในรายงานแจ้งความของตำรวจท่านนั้น อ้างว่า การบ่นของเธอ เข้าข่ายหมิ่นศาสนาอิสลาม จากการที่ได้เป็นประจักษ์พยานการโต้เถียงระหว่างเมเลียนากับม็อบหน้าบ้านของเธอเมื่อ 29 กรกฎาคม

ตำรวจเริ่มดำเนินคดีกับสตรีเชื้อสายจีนต่างศาสนากับม็อบแบบขลุกขลัก ขณะผู้เชี่ยวชาญระบุว่าคำพูดของเธอ ไม่มีอะไรแสดงถึงความเกลียดชัง

เหตุใดการร้องเรียนเสียงเรียกละหมาดดังไปกลายเป็นคุก 1 ปีครึ่ง

ฟัตวา 

ไม่นานหลังเหตุจลาจล  มารุฟ อามิน ประธานสภาอูเลมาอินโดนีเซีย ตำหนิชาวบ้านที่จุดไฟเผาวัด  โดยระบุว่า “แม้มีการร้องเรียนอย่างโกรธเกรี้ยว แต่ก็ไม่ควรตอบโต้ด้วยความโกรธ สองฝ่ายควรนั่งคุยกันดีๆ ” การลดเสียงจากลำโพงเรียกละหมาด เป็นเรื่องที่เข้าใจได้หากสร้างความรำคาญแก่เพื่อนบ้าน

แต่ปรากฎว่า ในเดือนมกราคม 2560 สภาอูลามาสาขาสุมาตราเหนือ กลับออกประกาศ  หรือฟัตวา ว่า การโวยวายของเมเลียนา คือการลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาอิสลาม เพราะอาซาน หรือการเชิญชวนละหมาด เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายอิสลาม

จากฟัตวานี้เอง ตำรวจจึงแจ้งข้อหานางเมเลียนาหมิ่นศาสนาในเดือนเดียวกัน แต่เธอหายตัวไป  ก่อนถูกจับกุมเมื่อ 30 พฤษภาคมปีนี้

เหตุใดการร้องเรียนเสียงเรียกละหมาดดังไปกลายเป็นคุก 1 ปีครึ่ง

คำพิพากษา 
การพิจารณาคดีเริ่มเมื่อ 26 มิถุนายนปีนี้ จากนั้น 13 สิงหาคม อัยการขอให้ศาลตัดสินให้นางมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 156 และ 156เอ กับขอให้ลงโทษจำคุก 1 ปีครึ่ง

ทนายจำเลยแย้งว่า อัยการอาศัยคำบอกเล่า พูดต่อๆกันมาในการแจ้งข้อหาเอาผิด ทั้งที่ไม่มีใครได้ยินคำพูดทั้งหมดของเธอโดยตรงว่าเป็นไปตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่

ถึงอย่างนั้น เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา คุณแม่ลูกสี่ ก็ถูกศาลเมดานตัดสินให้มีความผิด และลงโทษจำคุก 1 ปีครึ่ง แต่ทนายเตรียมยื่นอุทธรณ์

ปฏิกริยา 

คำพิพากษาคดีนี้จุดกระแสวิจารณ์จากทั้งในและกลุ่มสิทธิต่างประเทศ แม้แต่องค์กรศาสนาใหญ่สุดในประเทศ ทั้ง นาดลาตุลอูลามะ (เอ็นยู ) และ มูฮัมมาดิเยาะห์ ต่างก็ประณาม และยืนยันว่า การบ่นเสียงเรียกละหมาดดังเกินไป ไม่ใช่การหมิ่นศาสนา มาตราเกี่ยวข้องกับข้อหานี้ คลุมเครือและเปิดให้ตีความตามอคติ  สอดคล้องกับสถาบันปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอาญา  ที่ระบุว่าคดีเมเลียนาเป็นอีกตัวอย่างว่า ข้อหาหมิ่นศาสนาถูกนำมาใช้เล่นงานชนกลุ่มน้อยในประเทศ 

ด้านคำร้องออนไลน์ถึงประธานาธิบดีโจโก วิโดโด  ที่ริเริ่มเมื่อวันพุธที่ 22 สิงหาคม ขอให้ปล่อยตัว เมเลียนา มีผู้ร่วมลงชื่อกว่า 1.5 แสนแล้ว