สิ้นแล้ว ส.ว.คนดังอเมริกัน จอห์น แมคเคน ในวัย 81 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/340797

สิ้นแล้ว ส.ว.คนดังอเมริกัน จอห์น แมคเคน ในวัย 81 ปี

จอห์น แมคเคน,สวแมคเคน,ถึงแก่กรรม

ส.ว.อเมริกันที่ทั่วโลกรู้จักดี เสียชีวิตแล้ว จากมะเร็งสมอง

(คมชัดลึกออนไลน์ 26 ส.ค.)  จอห์น แมคเคน สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ และวีรบุรุษสงครามของชาวอเมริกัน ถึงแก่กรรมแล้วเมื่อเวลา 16.28 น. วันเสาร์ตามเวลาสหรัฐ ( 25ส.ค.) หลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งสมองมาพักใหญ่ ก่อนจากไปในวัย 81 ปี โดยภรรยา นางซินดี และครอบครัวอยู่เคียงข้าง

สิ้นแล้ว ส.ว.คนดังอเมริกัน จอห์น แมคเคน ในวัย 81 ปี 

สำนักงานของเขา ออกแถลงการณ์ระบุว่า ส.ว.แมคเคนจากไปหลังจากรับใช้สหรัฐอเมริกาด้วยความศรัทธามานาน 60 ปี

แมคเคน เป็น ส.ว.รัฐแอริโซนา 6 สมัย และเคยเป็นตัวแทนพรรครีพับลินกันสมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี ในปี 2551 แพทย์ตรวจพบเนื้องอกในสมองระหว่างผ่าตัดตาซ้ายเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว และเข้ารับการรักษามานับตั้งแต่นั้น ก่อนที่ครอบครัวประกาศว่า แมคเคนตัดสินใจยุติการรักษาเมื่อวันศุกร์ และสิ้นลมในวันต่อมา

สิ้นแล้ว ส.ว.คนดังอเมริกัน จอห์น แมคเคน ในวัย 81 ปี 

แพทย์เวียดนามตรวจอาการแมคเคน / ภาพถ่ายเมื่อ 27 ตุลาคม 2510  / AFP

ส.ว. แมคเคน เป็นลูกชายและเหลนของนายพลกองทัพเรือ เคยเป็นนักบินเครื่องบินขับไล่ในสงครามเวียดนาม และถูกยิงตก กลายเป็นเชลยสงครามเวียดนามถึง 5 ปี ระหว่างถูกคุมขัง เขาถูกซ้อมทรมานทำให้มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง

หลังทราบข่าวการเสียชีวิต ในสื่อสังคมออนไลน์เต็มไปด้วยคำไว้อาลัย ทัั้งจากในแวดวงการเมืองและประชาชนทั่วไป นำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ถูกแมคเคนวิจารณ์หนักหน่วงบ่อยครั้ง ทวิตว่า ขอแสดงความเคารพและเสียใจอย่างสุดซึ้งแก่ครอบครัวของ ส.ว.จอห์น แมคเคน

นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด แห่งแคนาดา ทวิตยกย่อง ส.ว.แมคเคน เป็นผู้รักชาติและฮีโร่อเมริกัน ผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติและรับใช้สังคม เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนหลายล้าน

สิ้นแล้ว ส.ว.คนดังอเมริกัน จอห์น แมคเคน ในวัย 81 ปี 

สิ้นแล้ว ส.ว.คนดังอเมริกัน จอห์น แมคเคน ในวัย 81 ปี 

สิ้นแล้ว ส.ว.คนดังอเมริกัน จอห์น แมคเคน ในวัย 81 ปี 

สิ้นแล้ว ส.ว.คนดังอเมริกัน จอห์น แมคเคน ในวัย 81 ปี 


มะกันตะลึง!อุโมงค์ขนยาใต้บ้านเม็กซิโกโผล่ร้านเคเอฟซีร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/340636

มะกันตะลึง!อุโมงค์ขนยาใต้บ้านเม็กซิโกโผล่ร้านเคเอฟซีร้าง

อุโมงค์ขนยาเสพติด,เม็กซิโก,แอริโซนา,ร้านเคเอฟซีร้าง,บ้านในเม็กซิโก

ทางการสหรัฐค้นพบอุโมงค์ขนยาเสพติดสุดแยบยล เชื่อมบ้านในฝั่งเม็กซิโกโผล่ร้านฟาสต์ฟู้ดร้านในรัฐแอริโซนา

แผนกสอบสวนความมั่นคงภายใน (เอชเอสไอ)  กระทรวงความมั่นคงภายในสหรัฐ แถลงว่าได้รับเบาะแสเมื่อเดือนเมษายนว่า มีอุโมงค์ลับเชื่อมไปยังร้านเคเอฟซีที่ปิดบริการแล้ว ในเมืองซานหลุยส์ รัฐแอริโซนา ห่างจากชายแดนเพียง 200 หลา

มะกันตะลึง!อุโมงค์ขนยาใต้บ้านเม็กซิโกโผล่ร้านเคเอฟซีร้าง

ตำรวจจึงเริ่มแกะรอยหาตัวเจ้าของอาคาร ที่ทราบชื่อว่า อิวาน โลเปซ และเข้าจับกุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม หลังจากพบโคเคน เฮโรอีน เมทแอฟเฟตามีน และเฟนทานิลหลายห่อ อยู่หลังรถกระบะของเขา คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านดอลลาร์

การจับกุมนำไปสู่การตรวจค้นห้องพักและร้านเคเอฟซีที่ปิดบริการมานานกว่า 2 ปี ทำให้เจ้าหน้าที่พบทางลงอุโมงค์ลับที่เชื่อมไปยังบ้านหลังหนึ่งในเม็กซิโก อุโมงค์มีความลึก ราว 6.7 เมตร ระยะทางถึงบ้านในฝั่งเม็กซิโก 180 เมตร มีขนาดใหญ่มากพอสำหรับคนเดินลอดได้ไม่ลำบาก

เจ้าหน้าที่สอบสวน กล่าวว่า การพบอุโมงแห่งนี้และอีกหลายแห่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกว่าการทุ่มทรัพยากรหลายด้านและการตรวจตรา ทำให้อีกฝ่ายต้องใช้ช่องทางที่สิ้นเปลืองมากขึ้นในการขนยาเข้าสหรัฐ เพราะการสร้างอุโมงค์แบบใช้การได้ต้องใช้เงินมหาศาลและเวลานาน

สำหรับอุโมงค์ล่าสุด ทางการไม่ทราบว่าใช้มานานแค่ไหนแล้ว แต่โลเปซเพิ่งซื้ออาคารร้านเคเอฟซีเมื่อเดือนเมษายน ในราคา 3.9 แสนดอลลาร์

ในปี 2559 ทางการทลายอุโมงค์ความยาวเกือบครึ่งไมล์ เชื่อมเมืองโอเทย์ เมซา รัฐแคลิฟอร์เนีย กับรัฐตีฆัวนา ประเทศเม็กซิโก เอชเอสไอ ซึ่งมีคณะทำงานเฉพาะกิจ และสำนักงานปกป้องชายแดนและศุลกากร ที่มีเทคโนโลยีตรวจจับอุโมงค์ ค้นพบอุโมงค์ข้ามชายแดนเกือบ 200 แห่ง นับแต่ปี 2533

มะกันตะลึง!อุโมงค์ขนยาใต้บ้านเม็กซิโกโผล่ร้านเคเอฟซีร้าง

มะกันตะลึง!อุโมงค์ขนยาใต้บ้านเม็กซิโกโผล่ร้านเคเอฟซีร้าง

มะกันตะลึง!อุโมงค์ขนยาใต้บ้านเม็กซิโกโผล่ร้านเคเอฟซีร้าง

มะกันตะลึง!อุโมงค์ขนยาใต้บ้านเม็กซิโกโผล่ร้านเคเอฟซีร้าง

 

เครดิตภาพ U.S. Customs and Border Patrol

ใช้หนี้ค่าเลี้ยงดูอดีตเมีย4แสนแต่จ่ายคืนเป็นเหรียญ 890 ก.ก.!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/340615

ใช้หนี้ค่าเลี้ยงดูอดีตเมีย4แสนแต่จ่ายคืนเป็นเหรียญ 890 ก.ก.!

จ่ายค่าเลี้ยงดู,เงินเหรียญ,ชายอินโดนีเซีย,จ่ายค่าเลี้ยงดูภรรยา

ศาลอินโดนีเซียสั่งชายคนหนึ่งจ่ายค่าเลี้ยงดูอดีตภรรยาที่ติดค้างไว้ ข้าราชการผู้น้อยอ้างตังค์ไม่พอ เพื่อนช่วยเป็นเงินเหรียญหนัก 890 ก.ก.

หนังสือพิมพ์เดอะ จาการ์ตา โพสต์ รายงานว่า นายทวี ซูสิลาร์โต ลูกจ้างรัฐบาล เดินทางไปที่ศาลศาสนาในชวากลาง เมื่อวานนี้ ( 23 ส.ค.) พร้อมกับเหรียญรูเปียห์รวมน้ำหนักถึง 890 กิโลกรัม บรรจุใน 14 กระสอบ เพื่อจ่ายค่าเลี้ยงดูย้อนหลังแก่อดีตภรรยา นางเฮอร์มี เสตโยวาติ

ศาลสั่งให้เขาจ่ายค่าเลี้ยงดูอดีตภรรยา  เป็นเงินจำนวน 178 ล้านรูเปียห์  ( ราว 4 แสนบาท ) ฐานทอดทิ้งไม่ส่งเสียทางการเงินเป็นเวลาถึง 9 ปี

นายทวี กล่าวว่า เขาเป็นแค่ข้าราชการผู้น้อยเท่านั้น จะนำเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหน  เพื่อนๆจึงช่วยคนลงขันบริจาครวบรวมมาให้ แต่ส่วนใหญ่เป็นเงินเหรียญ บางคนนำมาให้เป็นถังและเป็นกระสอบ

ในช่วง 3 เดือนนับจากเดือนพฤษภาคมที่ศาลสั่งจ่ายค่าเลี้ยงดู นายทวีสามารถรวบรวมเงินได้ 155 ล้านรูเปียห์ ( ราว 3.5 แสนบาท ) ที่เหลืออีก 23 ล้านรูเปียห์ จ่ายเป็นธนบัตรมูลค่า 2,000 ถึง 1 แสนรูเปียห์

อดีตสามีวัย 54 ปี หอบเงินเข้าไปในศาลโดยได้เพื่อน 2 คนช่วยเหลือ กับรถเข็น 1 คัน แต่อดีตภรรยาไม่เห็นเป็นเรื่องขำ และกลายเป็นการโต้เถียงกันระหว่างกองเชียร์ของอดีตสามี กับภรรยาในห้องพิจารณาคดี เพราะไม่มีฝ่ายใดยอมนับเหรียญ 890 กิโลกรัม

นางเฮอร์มี ไม่เชื่อว่าอดีตสามีไม่มีเงิน และกล่าวว่า เธอรู้สึกถูกเหยียดหยาม นี่เป็นเรื่องน่าอับอาย เพราะเขามองว่าตนเองเป็นขอทาน แต่ที่สุดก็ยอมรับเงินค่าเลี้ยงดูกองใหญ่นี้ไป หลังจากศาลสั่งให้เจ้าหน้าที่ช่วยกันนับเงิน

ใช้หนี้ค่าเลี้ยงดูอดีตเมีย4แสนแต่จ่ายคืนเป็นเหรียญ 890 ก.ก.!

รถถังรัสเซียรุ่นสงครามตกหงายท้องปิดท้ายพิธีสวนสนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/340568

รถถังรัสเซียรุ่นสงครามตกหงายท้องปิดท้ายพิธีสวนสนาม

รถถังรุ่นสงคราม,รถถังรัสเซีย,พิธีสวนสนาม,คว่ำหงายท้อง

เกิดเหตุไม่คาดฝันกับรถถังรุ่นสงครามโลกของรัสเซีย หลังนำขบวนสวนสนามรำลึกยุทธการสำคัญ

เหตุการณ์ในคลิปเกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 23 สิงหาคม รถถัง T-34 ที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากนำขบวนพิธีสวนสนาม ขณะคนขับกำลังเคลื่อนรถถังขึ้นไปบนรถพ่วงขนส่ง เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น รถทรงตัวไม่อยู่ เอียงตะแคงตกลงมาหงายท้อง แต่โชคดี คนขับไม่ได้รับบาดเจ็บ

รถถังรัสเซียรุ่นสงครามตกหงายท้องปิดท้ายพิธีสวนสนาม

เหตุเกิดที่เมืองคูร์สค์ ห่างจากกรุงมอสโก ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 450 ก.ม. ซึ่งเมื่อวาน มีพิธีสวนสนามรำลึกครบรอบ 75 ปียุทธการคูร์สค์  รถถังคันนี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนรถทหาร 75 คัน ที่มีทั้งรถถัง T-72B3 และยานหุ้มเกราะลำเลียงพล  BMP-2

รถถังคว่ำหงายท้องในพิธีรำลึก เกิดขึ้นไม่ถึงเดือน หลังจากเพิ่งเกิดเหตุขายหน้าในวันกองทัพเรือรัสเซีย เมื่อเรือระบายพลชั้นเซนา แล่นชนสะพาน

T-34 เป็นรถถังสารพัดประโยชน์ของกองทัพแดง  และกลายเป็นสัญลักษณ์ชัยชนะของสหภาพโซเวียตในยุทธการคูร์สค์ ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2486 ซึ่งเป็นชัยชนะสำคัญของสหภาพโซเวียตเหนือนาซีเยอรมนีเมื่อ 75 ปีก่อน

ยุทธการคูร์สค์ ได้ชื่อว่าเป็นสงครามยานเกราะครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ความล้มเหลวของการรุกรบครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายของนาซีบนแนวรบด้านตะวันออก เป็นจุดหักเหให้สหภาพโซเวียตหันมาเป็นฝ่ายได้เปรียบตลอดสงครามที่เหลือ

รถถังรัสเซียรุ่นสงครามตกหงายท้องปิดท้ายพิธีสวนสนาม

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย วางพวงมาลาที่สุสานทหารนิรนาม ในเมืองคูร์สค และสนทนากับทหารผ่านศึก ปูตินกล่าวว่า ยุทธการคูร์สค์เป็นจุดเปลี่ยนของสงครามโลกครั้งที่สองอย่างแท้จริง และชื่นชมอาสาสมัครที่ช่วยค้นหาและระบุอัตลักษณ์ของกระดูกทหารโซเวียต กระนั้น ถึงปัจจุบัน ยังรู้ชื่อทหารที่สละชีพเพื่อชาติเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ยังต้องพยายามเพิ่มอีกเพื่อรักษาความทรงจำของวีรบุรุษสงครามโลกของเรา

(ชมภาพทุกมุม) “คาลาชนิคอฟ”เผยโฉมรถไฟฟ้าดีไซน์ย้อนยุค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/340526

(ชมภาพทุกมุม) “คาลาชนิคอฟ”เผยโฉมรถไฟฟ้าดีไซน์ย้อนยุค

คาลาชนิคอฟ,รถไฟฟ้าคาลาชนิคอฟ,ซูเปอร์คาร์คาลาชนิคอฟ,เผยโฉมรถไฟฟ้า,เทสลา

รถเทสลาของอีลอน มัสก์ เจอผู้ท้าทายหน้าใหม่แบบไม่คาดฝัน จาก คาลาชนิคอฟ  บริษัทที่รู้จักดีทั่วโลกจากปืนกล เอเค-47

ในงานแสดงอาวุธชานกรุงมอสโก ประเทศรัสเซียเมื่อวานนี้  ยักษ์ใหญ่อาวุธ “คาลาชนิคอฟ คอนเซิร์น” ได้เผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบที่มาในรูปลักษณ์แนวย้อนยุค แต่โฆษกบริษัทคุยว่า เทคโนโลยีภายในซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าที่ตั้งฉายา CV-1 ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ผลิตรถไฟฟ้ารายใหญ่ของโลกอย่างเทสลาของอีลอส มัสก์เลย

CV-1 วิ่งได้เป็นระยะทาง 350 ก.ม.ต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง การออกแบบแนวย้อนยุคเป็นรถ กระบังหน้าใหญ่ ราวจับประตูแบบเก่าและโครงรถสี่เหลี่ยม ได้แรงบันดาลใจจากรถแฮชแบค  “Izh-Kombi” สมัยสหภาพโซเวียตในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970

“เราพัฒนาซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าจากคอนเซปต์ของเราเอง โดยอาศัยระบบดั้งเดิมหลายอย่างที่บริษัทคิดค้นไว้”

เสียงตอบรับต่อซูเปอร์คาร์ของคาลาชนิคอฟ ของชาวรัสเซีย ก็มีทั้งชอบและไม่ชอบ โดยฝ่ายหลังบรรยายรถไฟฟ้าของคาลาชนิคอฟ ว่าเป็น Izh-Zombie ขณะที่คนที่ชอบบางคนเรียกว่า ไซเบอร์พังค์ บางคนระบุว่า รถถังของคุณเยี่ยมมาก แต่ทางที่ดีอย่ามายุ่งเรื่องรถยนต์เลยจะดีกว่า

นอกจากนี้ บริษัทยังถูกล้อเลียนหลังจากปล่อยภาพหุ่นยนต์สู้รบสองเท้ารุ่นใหม่ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการผลิต บ้างเปรียบเทียบหุ่นยนต์สีทองกับอาวุธที่ใช้ในหนังสตาร์ วอร์ส

หลายปีที่ผ่านมา คาลาชนิคอฟ คอนเซิร์น พยายามขยายแบรนด์ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งสินค้าพลเรือนอย่างเสื้อผ้า ร่ม และเคสโทรศัพท์มือถือ

(ชมภาพทุกมุม) "คาลาชนิคอฟ"เผยโฉมรถไฟฟ้าดีไซน์ย้อนยุค

(ชมภาพทุกมุม) "คาลาชนิคอฟ"เผยโฉมรถไฟฟ้าดีไซน์ย้อนยุค

(ชมภาพทุกมุม) "คาลาชนิคอฟ"เผยโฉมรถไฟฟ้าดีไซน์ย้อนยุค

(ชมภาพทุกมุม) "คาลาชนิคอฟ"เผยโฉมรถไฟฟ้าดีไซน์ย้อนยุค

(ชมภาพทุกมุม) "คาลาชนิคอฟ"เผยโฉมรถไฟฟ้าดีไซน์ย้อนยุค

(ชมภาพทุกมุม) "คาลาชนิคอฟ"เผยโฉมรถไฟฟ้าดีไซน์ย้อนยุค

(ชมภาพทุกมุม) "คาลาชนิคอฟ"เผยโฉมรถไฟฟ้าดีไซน์ย้อนยุค

(ชมภาพทุกมุม) "คาลาชนิคอฟ"เผยโฉมรถไฟฟ้าดีไซน์ย้อนยุค

(ชมภาพทุกมุม) "คาลาชนิคอฟ"เผยโฉมรถไฟฟ้าดีไซน์ย้อนยุค

(ชมภาพทุกมุม) "คาลาชนิคอฟ"เผยโฉมรถไฟฟ้าดีไซน์ย้อนยุค

(ชมภาพทุกมุม) "คาลาชนิคอฟ"เผยโฉมรถไฟฟ้าดีไซน์ย้อนยุค


คลิปโดรนเผยความเป็นอยู่ชนเผ่าอเมซอนบราซิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/340490

คลิปโดรนเผยความเป็นอยู่ชนเผ่าอเมซอนบราซิล

คลิปโดรนชนเผ่า,ชนเผ่าอเมซอน,คลิปหาดูยาก,บราซิล

สำนักงานกิจการชนเผ่าพื้นเมืองบราซิล เผยคลิปชนเผ่าพื้นเมืองอเมซอนเพื่อตอกย้ำความสำคัญในการปกป้องพวกเขา

คลิปซึ่งได้จากโดรนถ่ายทำระหว่างบินสำรวจชุมชนตัดขาดโลกภายนอกเมื่อปีที่แล้ว แต่สำนักงานกิจการชนเผ่าพื้นเมืองบราซิล หรือ ฟูไน ( Funai ) ต้องการนำไปใช้ในการศึกษาก่อน และเพิ่งนำออกเผยแพร่เมื่อคืนวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น แสดงให้เห็นชนเผ่าพื้นเมือง 16 คน เดินอยู่ในป่า และพื้นที่โล่งตัดไม้ออกแล้วเพื่อปลูกพืชผล และมีอย่างน้อยคนหนึ่งในเผ่าที่ดูเหมือนว่ากำลังถือธนูและลูกดอก

นักวิจัยสังเกตการณ์ชนเผ่ากลุ่มนี้ใน วาเล โด จาวารี ดินแดนชนเผ่าพื้นเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐอามาโซนัส ซึ่งปัจจุบัน ได้รับการยืนยันว่ายังมีชนเผ่า 11 กลุ่มอยู่ในพื้นที่นี้ มากกว่าทุกหนแห่งในบราซิล

ฟูไนศึกษาชุมชนในคลิปมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่เป็นครั้งแรกที่จับภาพของพวกเขาได้  และวอลเลซ บาสโตส ประธานฟูไน กล่าวว่า ภาพเหล่านี้คือพลังที่จะทำให้สังคมและรัฐบาลตระหนักความสำคัญในอันที่จะต้องคุ้มครองพวกเขา

บรูโน เปไรรา ผู้ประสานการศึกษาชนเผ่าของฟูไนในภูมิภาค กล่าวว่า คลิปที่ได้มา ช่วยเรื่องการศึกษาด้านวัฒนธรรมของชนเผ่า แต่ฟูไนยังไม่สามารถระบุชื่อของชนเผ่าได้อย่างชัดเจน “ยิ่งเรารู้เกี่ยวกับชุมชนตัดขาดโลกภายนอก และวิถีชีวิตของพวกเขามากเท่าไหร่ เราก็จะมีความพร้อมปกป้องพวกเขาได้มากขึ้นเท่านั้น”

ในภาพรวม ฟูไนขึ้นทะเบียนชนเผ่าในบราซิล 107 เผ่า แต่แม้ว่าจะได้ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอเป็นครั้งคราว แต่ไม่เคยมีการติดต่อใดๆมานานกว่า 30 ปี

เปไรรา บอกสำนักข่าวเอพีว่า ชุมชนเหล่านี้รับรู้ว่า มีเมืองและเรือนสวนไร่นาอยู่ในสภาพแวดล้อมของพวกเขา แต่มักเลือกโดดเดี่ยวตัวเอง เพราะประสบการณ์เลวร้ายกับโลกภายนอก การติดต่อกับโลกภายนอกบ่อยครั้งคืออันตราย จบลงด้วยการสังหารหมู่หรือโรคระบาดทำลายล้างทั้งชนเผ่า อย่างเมื่อปีที่แล้ว มีเหตุคนงานเหมืองทองคำ สังหารหมู่ชนเผ่า 10 ศพ

ยูเออีเสนอช่วยน้ำท่วมเกรละ 3,000 ล้านแต่อินเดียไม่รับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/340415

ยูเออีเสนอช่วยน้ำท่วมเกรละ 3,000 ล้านแต่อินเดียไม่รับ

น้ำท่วมเกรละ,อินเดีย,ยูเออี,ไม่รับเงินต่างชาติ

อินเดียไม่รับเงินช่วยเหลือฟื้นฟูน้ำท่วมจากต่างประเทศ จัดการเองได้

กระทรวงต่างประเทศอินเดียออกแถลงการณ์ว่า อินเดียซาบซึ้งใจกับข้อเสนอจากหลายประเทศที่จะให้ความช่วยเหลือในการบรรเทาภัยพิบัติและฟื้นฟูหลังน้ำท่วมใหญ่ในรัฐเกรละ แต่รัฐบาลต้องการดำเนินการช่วยเหลือด้วยตัวเองภายในประเทศ กระนั้น เงินต่างชาติ สามารถบริจาคได้ผ่านบุคคล หรือมูลนิธิในอินเดีย

รัฐเกรละเผชิญน้ำท่วมใหญ่มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 420 ราย ประชาชนอีกราว 1.3 ล้านคนต้องอพยพไปอยู่ตามศูนย์พักพิงกว่า 3,300 แห่งทั่วรัฐ

หลายประเทศ รวมทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (ยูเออี)  กาตาร์ มัลดีฟส์ ได้เสนอให้ความช่วยเหลือ  โดยเฉพาะยูเออี  เสนอให้ความช่วยเหลือถึง 3,300 ล้านบาท

ยูเออี เป็นประเทศที่มีชาวอินเดียเข้าไปอาศัยและทำงานถึง 3 ล้านคน ซึ่ง 80% มาจากรัฐเกรละ

ที่ผ่านมา อินเดียเคยปฏิเสธความช่วยเหลือบรรเทาภัยพิบัติจากนานาชาติหลายครั้ง นับตั้งแต่ สึนามิครั้งเลวร้ายในปี 2547 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่า รัฐบาลอินเดียต้องการพิสูจน์ว่าพวกเขาดูแลจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินใดๆก็ตามด้วยตนเอง

แต่การปฏิเสธครั้งนี้อาจจุดประเด็นขัดแย้งทางการเมือง  ปินารายี วิชายาน มุขมนตรีของรัฐเกรละ ร้องของบบรรเทาภัยพิบัติราว 9,400 ล้านบาท ในขณะที่รัฐบาลประกาศจัดสรรให้เพียงกว่า 2,800 ล้านบาท  ซึ่งเขาระบุว่าจะพยายามขอหารือระดับสูงกับรัฐบาลกลาง เพื่อรับความช่วยเหลือจากสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ได้

ด้าน โฆษกรัฐบาลรัฐเกรละ กล่าวว่า ปฏิบัติการกู้ภัยเสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจหลังจากนี้คือแผนบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้าและวางแผนอนาคต

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทหารสามเหล่าทัพหลายพันนาย กระจายกำลังช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและเนินเขา ขณะที่เฮลิคอปเตอร์หลายสิบลำและโดรน หย่อนอาหาร ยาและน้ำให้แก่ผู้ประสบภัยในหมู่บ้านตัดขาดจากโลกภายนอก คนจำนวนมากทั่วรัฐยังต้องอาศัยอาหารจากโรงครัวชุมชนเลี้ยงท้อง

รัฐบาลระบุว่า ถนนถูกทำลายหรือเสียหายกว่า 1 หมื่นกิโลเมตร บ้านถูกน้ำซัดพัง 5 หมื่นหลัง  นอกจากนี้ น้ำท่วมยังกระทบการท่องเที่ยวในรัฐที่ขึ้นชื่อหาดทรายสวยงามอีกด้วย

ยูเออีเสนอช่วยน้ำท่วมเกรละ 3,000 ล้านแต่อินเดียไม่รับ

ยูเออีเสนอช่วยน้ำท่วมเกรละ 3,000 ล้านแต่อินเดียไม่รับ

ยูเออีเสนอช่วยน้ำท่วมเกรละ 3,000 ล้านแต่อินเดียไม่รับ

ยูเออีเสนอช่วยน้ำท่วมเกรละ 3,000 ล้านแต่อินเดียไม่รับ


หนุ่มใหญ่เสียใจแต่งเด็กไทย11ขวบต้นเหตุรัฐจ่อแบนแต่งงานเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/340405

หนุ่มใหญ่เสียใจแต่งเด็กไทย11ขวบต้นเหตุรัฐจ่อแบนแต่งงานเด็ก

หนุ่มใหญ่มาเลย์,เด็กไทย11 ขวบ,แต่งงานเด็ก

พ่อลูก 6 ชาวมาเลเซียที่แต่งงานกับเด็กหญิงชาวไทยวัย 11 ขวบ รู้สึกผิด

(คมชัดลึกออนไลน์ 23 ส.ค. 61 ) นักธุรกิจยางพาราชาวมาเลเซียจากรัฐกลัน วัย 41 ปี ผู้จุดประเด็นร้อนเรื่องกระบวนการยินยอมให้ผู้เยาว์อายุเพียง 11 ปี แต่งงานได้โดยง่ายไปเป็นภรรยาคนที่ 3 ของชายอายุมากว่า 30 ปี ให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับ นิวสเตรทสไทมส์ และ เบริตา ฮาเรียน สื่อมาเลเซียว่า รู้สึกผิดที่รัฐบาลมีแผนจะเพิ่มอายุขั้นต่ำแต่งงานได้สำหรับผู้หญิงเป็น 18 ปี

“การแต่งงานของผมกระทบกับทุกคน และเป็นเหตุให้รัฐบาลเพิ่มอายุขั้นต่ำแต่งงานของผู้หญิง ผมรู้สึกแย่มาก”

รองนายกรัฐมนตรี วัน อาซิซะห์ วัน อิสมาอิล ของมาเลเซีย กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า รัฐบาลจะแก้ไขกฎหมายเยาวชนปี 2559 และ กฎหมายครอบครัวอิสลาม ปรับอายุขั้นต่ำผู้หญิงแต่งงานได้จาก 16 ปี เป็น 18 ปี  หลังจากที่การแต่งงานของพ่อลูก 6 ชาวมาเลเซียกับเด็กหญิงไทยซึ่งเป็นเพื่อนของลูกคนหนึ่งของเขา กลายเป็นข่าวครึกโครม เนื่องจากภรรยาคนที่สองนำเรื่องนี้มาเปิดเผยบนเฟซบุ๊ก

เด็กหญิงที่รู้จักในชื่อ อายู ถูกส่งตัวกลับไทยเมื่อ 11 สิงหาคม โดยสื่อมาเลเซียอ้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยว่า เนื่องจากแรงกดดันอย่างมหาศาลจากสื่อมาเลเซีย
เวลานี้เด็กอยู่ในความดูแลของกระทรวงพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์
พ่อค้ายางพารากล่าวว่า เขายังติดต่อกับภรรยาคนที่สามเป็นประจำหลังย้ายกลับไปที่นราธิวาสกับพ่อแม่  แต่ถึงจะได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์บ้าง และรับรู้ว่าเธอมีความสุขและสุขภาพดี แต่เกือบสองสัปดาห์แล้วที่ไม่ได้เห็นหน้า ได้แต่ดูรูปแต่งงานเวลาคิดถึง  และยิ่งคิดถึงขณะเพื่อนบ้านฉลองเทศกาลอีดิลอัฏฮากับคนในครอบครัว  “ภรรยาบอกกับผมว่าไม่ต้องห่วงความปลอดภัย เพราะพ่อแม่ดูแลอย่างใกล้ชิด”

ชาวมาเลเซียจำนวนมากรับไม่ได้กับการแต่งงานลักษณะนี้ และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินคดีกับหนุ่มใหญ่ ตลอดจนแก้กฎหมายอายุถึงเกณฑ์แต่งงาน เพื่อสกัดกั้นการนำเด็กมาแต่งงาน

หนุ่มใหญ่เสียใจแต่งเด็กไทย11ขวบต้นเหตุรัฐจ่อแบนแต่งงานเด็ก

แต่ความผิดของชายมาเลเซียวัย 41 ที่แต่งงานกับเด็ก 11 ขวบ คือการถูกศาลชารีอะฮ์สั่งปรับเพียง 1,800 ริงกิต ฐานแต่งงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และแต่งภรรยามากกว่าหนึ่งโดยไม่ได้รับความยินยอม  จึงเป็นเหตุให้มีกระแสเรียกร้องให้ดำเนินคดีอาญา  โดยสัปดาห์ที่แล้ว องค์กรทนายเพื่อเสรีภาพในมาเลเซีย  เรียกร้องให้ รองนายกรัฐมนตรีวัน อะซิซะห์ วัน อิสมาอิล ซึ่งควบรัฐมนตรีกระทรวงสตรี อธิบายว่าเหตุใด รัฐกลันตันส่งเด็กกลับไทยโดยไม่มีการดำเนินคดีกับสามี

ลาติฟา โคยา ผู้อำนวยการองค์กรทนายเพื่อเสรีภาพ กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ ไม่มีการจับกุมหรือดำเนินคดีกับเขา  แต่เหยื่อเด็กถูกส่งกลับไทยแบบเงียบเชียบ สะท้อนว่ารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงสตรี ไม่มีความสามารถคุ้มครองเด็กในมาเลเซียหรือไม่

โคยา ชี้ว่า ชายมาเลเซียรายนี้ยังเป็นภัยคุกคามกับเด็กจากครอบครัวยากจนรายอื่น และความล้มเหลวในการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด เป็นการส่งสัญญาณไปยังพวกใคร่เด็กทั้งหลายว่าพวกเขาก็สามารถทำแบบเดียวกันได้อย่างปลอดภัยในมาเลเซีย ก่อนเสริมว่าไม่ควรผลักปัญหานี้ให้ไทยเท่านั้น  การส่งกลับเด็กไทย เป็นความพยายามชัดแจ้งว่าต้องการปิดคดี และตัดปัญหา

กว่า 7 ล้านวิว!นาวิกอเมริกันแดนซ์กระจายเพลงฮิตญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/340365

กว่า 7 ล้านวิว!นาวิกอเมริกันแดนซ์กระจายเพลงฮิตญี่ปุ่น

แดนซ์กระจาย,เพลงฮิตญี่ปุ่น,คลิปไวรัล,นาวิกอเมริกัน

นาวิกโยธินสหรัฐในญี่ปุ่น เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะทั่วแดนอาทิตย์อุทัยจากคลิปแดนซ์เพลงฮิต “C’mon baby, America

คลิปวิดีโอเผยแพร่บน @mcipacpao บัญชีทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของนาวิกโยธินสหรัฐประจำการในประเทศญี่ปุ่น ที่แสดงถึงความสามารถอีกด้านของทหารอเมริกัน กลายเป็นคลิปไวรัล ด้วยยอดเข้าชมกว่า 7 ล้านนับจากทวิตเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม

https://twitter.com/mcipacpao/status/1030564593507041281

Da Pump ได้ชื่อว่าเป็นวงฮิตที่สุดวงหนึ่งในยุครุ่งเรืองของ เจ-ป็อป ในคริสต์ทศวรรษ 90 และต้น 2000  แต่หลังจากออกซิงเกิล New Position ในปี 2557 แล้ว ก็ห่างหายไปพักใหญ่ก่อนกลับมาเปรี้ยงอีกครั้งในฤดูร้อนปีนี้

คลิปแดนซ์ไวรัลของนาวิกโยธินอเมริกัน ได้รับเสียงตอบรับล้นหลามในญี่ปุ่น ด้วยยอดเข้าชมกว่า 7 ล้านวิว ยอดไลค์เกือบ 4 แสน และแชร์กว่า 1.5 แสน

ชาวเน็ตหลายคน ทวิตชื่นชมการเต้นของทหารในเครื่องแบบเหล่านี้ว่าน่ารักและเท่สุดๆ  บ้างว่าา สะท้อนอารมณ์ขันและการเปิดใจกว้างของทหารเหล่านี้  หรือ ทหารสนุกสนานแบบนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่า เรามีสันติภาพ  บ้างก็ชื่นชมว่าเต้นได้คมมาก อยากให้ทำเวอร์ชั่นเต็มทั้งเพลง

https://twitter.com/ym8gogogo/status/1030710278445395968

ชาวเน็ตคนหนึ่ง บอกว่าอยากให้ทหารอเมริกันในคลิป ได้มีโอกาสเต้นกับกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นบ้าง ซึ่งเมื่อมีเสียงเรียกร้อง กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นก็ขานรับด้วยการทำคลิปแดนซ์กระจายของตัวเอง

กว่า 7 ล้านวิว!นาวิกอเมริกันแดนซ์กระจายเพลงฮิตญี่ปุ่น 

กว่า 7 ล้านวิว!นาวิกอเมริกันแดนซ์กระจายเพลงฮิตญี่ปุ่น 

กว่า 7 ล้านวิว!นาวิกอเมริกันแดนซ์กระจายเพลงฮิตญี่ปุ่น 

กว่า 7 ล้านวิว!นาวิกอเมริกันแดนซ์กระจายเพลงฮิตญี่ปุ่น 

กว่า 7 ล้านวิว!นาวิกอเมริกันแดนซ์กระจายเพลงฮิตญี่ปุ่น 


โซเชียลมาเลย์เหน็บสิงคโปร์ดันวัฒนธรรมอาหารหาบเร่เป็นมรดกโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/340126

โซเชียลมาเลย์เหน็บสิงคโปร์ดันวัฒนธรรมอาหารหาบเร่เป็นมรดกโลก

วัฒนธรรมอาหารหาบเร่,สิงคโปร์,มรดกโลก,โซเชียลมาเลย์

ชาวมาเลเซียเม้นต์กระหน่ำหลังสิงคโปร์มีแผนเสนอวัฒนธรรมอาหารหาบเร่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมจับต้องไม่ได้

นายกรัฐมนตรีลี เซียน หลง  มีถ้อยแถลงตอนหนึ่งในวันชาติ 19 สิงหาคม ว่า สิงคโปร์จะเสนอให้องค์การยูเนสโกแห่งสหประชาชาติขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมอาหารหาบเร่ เป็นมรดกทางฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

นายกรัฐมนตรีลี  กล่าวว่า ศูนย์อาหารหาบเร่ หรือ hawker centre ของสิงคโปร์ คือห้องรับประทานอาหารของชุมชน เป็นเอกลักษณ์หนึ่งของมรดกและอัตลักษณ์ประจำชาติ สถานที่ที่ประชาชนทุกเชื้อชาติ ศาสนา และชนชั้นรับประทานร่วมกันกันได้

สื่อสิงคโปร์อย่างสเตรทสไทมส์ ระบุว่าหากประสบความสำเร็จ วัฒนธรรมอาหารแผงลอยของสิงคโปร์ ก็เข้าทำเนียบเดียวกับโยคะของอินเดีย และผ้าบาติกของอินโดนีเซีย

โซเชียลมาเลย์เหน็บสิงคโปร์ดันวัฒนธรรมอาหารหาบเร่เป็นมรดกโลก

เหตุที่เลือกวัฒนธรรมอาหารแผงลอย เนื่องจากเป็นสิ่งที่ก่อร่างสร้างอัตลักษณ์ของสิงคโปร์ ศูนย์อาหารลักษณะนี้เริ่มต้นจากผู้อพยพขายอาหารริมฟุตบาทต่อมา รัฐบาลสร้างเป็นศูนย์อาหารเพื่อสุขอนามัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970

แต่ชาวมาเลเซียจำนวนหนึ่ง พากันตั้งคำถามถึงแผนการผลักดันศูนย์อาหารหาบเร่ เป็นมรดกโลก เช่น ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ซาริมาห์ ซามัด-อิมรอน ระบุว่า นอกจากสิงคโปร์ไม่เลิกอ้างว่า นาซี เลมัก และลักซา เป็นอาหารของตนเองแล้ว ยังอ้างว่า อาหารหาบเร่แผงลอย เป็นวัฒนธรรมของตนเอง เดาว่าอีกไม่นาน ทุกอย่างใต้ดวงอาทิตย์คงจะเป็นอาหารและวัฒนธรรมของตัวเองหมด “ 

ขณะผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกคนชื่อ ฮัมซาห์ ฮสชิม ระบุว่า เพิ่งไปที่ตลาดรามาดานในสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้ว ตลกดี ราคาแพงแถมอาหารพื้นเมืองแทบไม่มีหนักไปทางอาหารฮิปสเตอร์

ด้าน คริส วาตา ระบุว่า ประเทศอื่นในย่านนี้ อย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทยและเวียดนาม ยังมีวัฒนธรรมอาหารริมถนนที่แท้กว่าอีก เช่นเดียวกับ ฟิครี ฮาซิม ที่ระบุว่า หากพูดถึงอาหารหาบเร่แผงลอย คิดว่าไทยกับอินโดนีเซีย น่าจะโดดเด่นที่สุด 

ส่วนผู้ใช้เฟซบุ๊กบางส่วน ก็ยกว่าอาหารริมถนนในปีนัง ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว และมีชาวรัฐปีนังคนหนึ่งที่ระบุว่า ปีนังต่างหากที่ควรลอบบี้เป็นแหล่งอาหารอร่อยสุดของเอเชีย และมรดกอาหารเอเชียแท้ๆ