เกาหลีใต้ช็อก!ส.ส.ภาพลักษณ์มือสะอาดฆ่าตัวตายหนีคดีสินบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/335847

เกาหลีใต้ช็อก!ส.ส.ภาพลักษณ์มือสะอาดฆ่าตัวตายหนีคดีสินบน

สสเกาหลี,กระโดดดึกฆ่าตัวตาย,คดีสินบน

ส.ส.ฝ่ายค้าน 3 สมัยของเกาหลีใต้ที่มีภาพลักษณ์หน้าซื่อมือสะอาด ตัดสินใจจบชีวิตตนเองด้วยการกระโดดตึกตาย หลังต้องสงสัยรับสินบน

นายโรห์ โฮ-ชาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคยุติธรรม ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านเล็กๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองผลักดันเรื่องความโปร่งใสและความยุติธรรมอย่างกัดไม่ปล่อย จนได้ฉายาว่า “มิสเตอร์ คลีน”  ฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงมาจากอพาร์ทเมนท์ในเขตจอง  ในกรุงโซล
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พบศพนายโรห์ ที่หน้าอาคาร 13 ของอพาร์ทเมนต์นัมซาน ทาวน์ ที่ผู้ตายอาศัยอยู่ เมื่อเวลา 9.40 น.ตามเวลาท้องถิ่น มารดาและน้องชายของผู้ตายก็อาศัยอยู่ในอาคารหลังเดียวกัน

เกาหลีใต้ช็อก!ส.ส.ภาพลักษณ์มือสะอาดฆ่าตัวตายหนีคดีสินบน  

( ภาพ yonhap ) 

ตำรวจเปิดเผยว่า พบเสื้อแจ็คเก็ตบนบันไดเชื่อมชั้น 17 กับชั้น 18 ของอาคารที่เกิดเหตุ ภายในเสื้อ มีกระเป๋าสตางค์ของนายโรห์  ที่ใส่บัตรประจำตัว และนามบัตร กับกระดาษเขียนข้อความว่ารู้สึกเสียใจต่อครอบครัวโดยเฉพาะภรรยา  และยอมรับว่าได้รับเงินจริง เป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับบล็อคเกอร์ Druking  แต่ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนกับการเอื้อประโยชน์ไม่เหมาะสม”

จากข้าวของที่พบและจุดเกิดเหตุทำให้ ตำรวจเชื่อว่าเป็นการฆ่าตัวตาย

ส.ส. โรห์ วัย 61 ปี กำลังถูกสอบสวนฐานต้องสงสัยรับเงินสนับสนุนทางการเมือง 50 ล้านวอน ( ราว 1.5 ล้านบาท) จากทนายความคนหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับ คิม ดอง วอน บล็อคเกอร์ทรงอิทธิพลวัย 48 ปี ชื่อเล่นว่า ดรูคิง ( Druking)  ซึ่งเป็นศูนย์กลางเรื่องอื้อฉาวปั่นกระแสความคิดเห็นทางการเมืองในโลกออนไลน์

ทนายที่อ้างว่าให้เงินส.ส.โรห์ ถูกจับกุมเมื่อวันอังคารที่แล้ว ฐานต้องสงสัยติดสินบนและสร้างหลักฐานเท็จ ต่อมา เขาให้การพาดพิง ส.ส.ที่ฆ่าตัวตายวันนี้ว่า รับเงิน 50 ล้านวอน ในสองโอกาสเมื่อปี 2559

ระหว่างอยู่ในสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โรห์ปฏิเสธข้อหา และกล่าวว่าพร้อมจะเข้าให้การหากได้รับหมายเรียก แต่เมื่อกลับจากสหรัฐได้เพียงวันเดียว เขาตัดสินใจฆ่าตัวตาย

คิม  วัย 48 ปี เป็นเจ้าของบล็อก “Druking’s Data Storehouse”  ที่ลงเนื้อหาเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีแนวคิดเอียงซ้าย เปิดตัวในปี 2552 มีผู้เข้าอ่านวันละเกือบ 10 ล้านคน เคยได้รับรางวัลบล็อกยอดเยี่ยมด้านเนื้อหาเศรษฐกิจและสังคม จาก Naver เวบท่าและเวบไซต์สืบค้นข้อมูลรายใหญ่สุดของเกาหลีใต้ ประจำปี 2552 และ 2553 จึงได้ชื่อว่ามีอิทธิพลต่อกระแสในโลกออนไลน์เกาหลี

ทีมสอบสวนพิเศษกำลังสอบสวน ดรูคิงกับทีมงาน ข้อหาปั่นกระแสความเห็นในประเด็นการเมือง

คิม ซึ่งเป็นนักเขียนมากฝีมือ มีแฟนและผู้ติดตามจำนวนมาก สนับสนุนมูน แจ อิน อย่างเปิดเผยในช่วงหาเสียงเมื่อปีที่แล้ว ทำรายการผ่านช่องยูทูบและพอดคาสต์เพื่อเรียกคะแนนให้กับพรรคประชาธิปไตย ก่อนมาเป็นพรรครัฐบาลในปัจจุบัน และก่อนที่ประธานาธิบดีมูน แจน อิน จะชนะเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว แต่เวลานี้ บล็อคเกอร์ดัง ไม่ได้สนับสนุนประธานาธิบดีมูนอีกต่อไป  เขาใช้อิทธิพลของตัวเองในไซเบอร์สเปซและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สร้างยอดคลิก “เห็นด้วย”บนเวบไซต์ Naver บิดเบือนกระแสความคิดเห็น เพื่อดิสเครดิตพรรคประชาธิปไตยและรัฐบาลประธานาธิบดีมูน แจ อิน

นร.อินโดนีเซียเดี้ยงโดนลงโทษสก็อตจัมพ์ 120 ครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/335717

นร.อินโดนีเซียเดี้ยงโดนลงโทษสก็อตจัมพ์ 120 ครั้ง

อินโดนีเซีย,นรอินโดนีเซีย,อัมพาต,สก็อตจัมพ์

นักเรียนมัธยมปลายถูกสั่งลงโทษสก็อตจัมพ์ 120 ครั้ง ลงโทษที่มาร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรสาย แต่โดด 90 ครั้งร่างกายขยับไม่ได้

จาการ์ตา โพสต์ อ้างรายงานจากเวบไซต์ข่าวภาษาอินโดนีเซีย tribunnews.com  ที่ลงภาพถ่ายของ มาส ฮานุ ดวี อพริลลา นักเรียนหญิงมัธยมปลายโรงเรียนประจำอิสลาม อัล โกอิตส์ เมืองโมโจเคอร์โต จังหวัดชวาตะวันออก นอนอยู่ในสภาพอ่อนแรงบนเตียงที่สถานพักฟื้นท้องถิ่น เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว
รายงานระบุว่า ฮานุมกับเพื่อนอีกคน ไปร่วมกิจกรรมนอกเวลา ที่กลุ่มศึกษาศาสนาอิสลามของโรงเรียน จัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วสาย

กุส เอ็ม.โรฟิก อาฟันดี ครูพิเศษที่โรงเรียน กล่าวว่า เดิม บทลงโทษสำหรับการไปร่วมชั้นเรียนสาย คือท่องคัมภีร์อัลกุรอ่าน แต่ภายหลัง เปลี่ยนมาเป็นสก็อตจัมพ์ และมีรายงานว่ารุ่นพี่สั่งให้นักเรียนทั้งสอง สก็อตจัมพ์ คนละ 60 ครั้ง

นักเรียนหญิงรายนี้กระโดดจนครบ แต่เพื่อนทำไม่ได้ เธอจึงต้องรับโทษของเพื่อนแทน และกลายเป็นว่าต้องกระโดดทั้งสิ้น 120 ครั้ง แต่เธอทำได้เพียง 90 ครั้งก็ไม่ไหว เธอเดินได้ชั่วครู่ก่อนทรุดนั่งลงกับพื้นในสภาพขาเหยียดตรง และพอพยายามจะลุกขึ้นอีกครั้ง เธอกล่าวว่ารู้สึกขาหนักมากยกไม่ขึ้น

หลายวันต่อมา เธอเริ่มปวดขาและน่อง

นร.อินโดนีเซียเดี้ยงโดนลงโทษสก็อตจัมพ์ 120 ครั้ง

เอช อูมาร์ ซาอิด นักบำบัดที่สถานีอนามัย กล่าวว่า นักเรียนหญิงถูกนำตัวไปรักษาบ่ายวันพุธ โดยตอนนั้น คนไข้ไม่สามารถนั่งหรือขยับได้แล้ว เพราะหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทจากการกระโดดสก็อตจัมพ์ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานมากจึงจะฟื้นตัวได้

ด้าน นูรุล วาคีดะห์ ครูใหญ่โรงเรียน อ้างว่า โรงเรียนไม่ทราบว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงวันหยุด และกิจกรรมที่เด็กเข้าร่วม ไม่ได้อยู่ในตารางสอนอย่างเป็นทางการ แต่ได้มอบเงินช่วยเหลือเป็นค่ารักษาพยาบาลราว 2,200 บาท

ตายอีกศพมุสลิมอินเดีย! ม็อบบูชาวัวรุมฆ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/335695

ตายอีกศพมุสลิมอินเดีย! ม็อบบูชาวัวรุมฆ่า

มุสลิมอินเดีย,ม็อบบูชาวัว,รุมประชาทัณฑ์

มุสลิมอินเดียถูกม็อบฮินดูรุมซ้อมจนตาย เพียงแค่เห็นกำลังเคลื่อนย้ายวัวในรัฐราชสถาน

อัคบาร์ ข่าน ชาวมุสลิมอินเดียวัย 28 ปี กำลังเดินอยู่กับอีกคนหนึ่ง พร้อมกับวัว 2 ตัว กลับไปยังหมู่บ้าน ผ่านเขตอันวาร์ ห่างจากเมืองไชยปุระ เมืองหลวงรัฐราชสถาน ราว 160 กิโลเมตร  กลางดึกวันศุกร์

จู่ๆก็มีชาวบ้านออกมาโจมตีอย่างโหดเหี้ยม  ข่านถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง และเสียชีวิตที่นั่น

ตำรวจคาดว่า ข่านถูกฆ่าตาย เพราะม็อบชาวบ้านสงสัยว่าแอบลักลอบขนวัว แต่กำลังสอบปากคำผู้ต้องสงสัย 2 คน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และส่งศพเหยื่อไปชันสูตร ส่วนจำนวนคนร้ายไม่ทราบแน่ชัด

ที่เขตเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว มีชายวัย 50 ปี ถูกม็อบบูชาวัวฆ่าตายเช่นกัน

เหตุเศร้าสลดล่าสุดมีขึ้นไม่กี่วัน หลังจากศาลสูงอินเดีย สั่งรัฐบาลเร่งออกกฎหมายใหม่ยับยั้งการตั้งศาลเตี้ยทั่วประเทศ  และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี กำชับให้ทางการทุกรัฐดำเนินมาตรการเด็ดขาดจัดการและลงโทษม็อบรุมประชาทัณฑ์

อ่านต่อ สลด!ม็อบศาลเตี้ยอินเดียลามคร่าชีวิตวิศวกรกูเกิล  

ม็อบศาลเตี้ยเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ คร่าชีวิตเหยื่อแล้วไม่ต่ำกว่า 25 คน จากน้ำมือชาวบ้านที่รวมตัวกันพิพากษาและสำเร็จโทษกันเองเพียงเพราะเชื่อข่าวลือว่าคนคนนั้นเป็นแก๊งลักพาตัวเด็ก หรือเคลื่อนย้ายวัว

ที่ผ่านมา มีกลุ่มฮินดูสุดโต่งทำร้ายหรือสังหารมุสลิม และชาววรรณะจัณฑาล ที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าหรือกินเนื้อวัวหลายราย
วัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อชาวฮินดู ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ การฆ่าวัวเป็นเรื่องผิดกฎหมายในหลายรัฐ และการเคลื่อนย้ายข้ามรัฐจะต้องมีใบอนุญาต

เชื่อแฮคเกอร์เจาะฐานข้อมูลสุขภาพชาวสิงคโปร์ทำในนามรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/335684

เชื่อแฮคเกอร์เจาะฐานข้อมูลสุขภาพชาวสิงคโปร์ทำในนามรัฐ

สิงคโปร์,แฮกข้อมูลสุขภาพ,แฮคเกอร์,ในนามรัฐ

ผู้เชี่ยวชาญชี้เบื้องหลังโจมตีไซเบอร์สิงคโปร์ครั้งใหญ่สุด น่าจะเป็นฝีมือแฮคเกอร์ที่รัฐหนุนหลัง

จากเหตุการณ์ที่สิงคโปร์โดนโจมตีไซเบอร์ครั้งใหญ่อย่างไม่เคยประสบมาก่อน แฮคเกอร์ไม่ทราบฝ่ายเจาะระบบของ SingHealth  หน่วยงานด้านการดูแลสุขภาพใหญ่ที่สุดของประเทศ จนเข้าถึงฐานข้อมูลด้านสุขภาพของชาวสิงคโปร์ 1.5 ล้านคน ในประเทศที่มีประชากรราว 5 ล้านคน ในจำนวนนี้ รวมถึงนายกรัฐมนตรีลี เซียน หลง ซึ่งเชื่อว่าเป็นเป้าหมายเจาะจง  อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจำนวนหนึ่ง

แฮคเกอร์ใช้คอมพิวเตอร์ติดไวรัสมัลแวร์ในการเข้าถึงฐานข้อมูล ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม ก่อนเจ้าหน้าที่ดูแลระบบจะตรวจจับกิจกรรมผิดปกติได้

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ ระบุว่าเป็นการโจมตีที่ผ่านการไตร่ตรอง วางแผนอย่างดี และมีเป้าหมาย ไม่ใช่ฝีมือแฮคเกอร์หรือแก๊งอาชญากรรมธรรมดา
แต่ไม่ด่วนสรุปว่าใครอยู่เบื้องหลัง โดย เดวิด โก๊ะ  ผู้อำนวยการสำนักงานความปลอดภัยไซเบอร์ของสิงคโปร์ กล่าวว่า การโจมตีไซเบอร์ครั้งนี้ เกี่ยวพันกับข้อมูลนายกรัฐมนตรีกับคำถามว่าเหตุใดจึงตกเป็นเป้า จึงไม่ควรคาดการณ์วัตถุประสงค์ของคนลงมือ

สำนักข่าวเอเอฟพี อ้างความเห็นผู้เชี่ยวชาญว่า ด้วยความซับซ้อนของการโจมตีและพุ่งเป้าหมายบุคคลสำคัญระดับผู้นำประเทศ บ่งว่าน่าจะเป็นฝีมือของแฮคเกอร์กระทำในนามของรัฐ

เอริก โฮห์ ประธานภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของ  FireEye บริษัทรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า ผู้ที่ก่อภัยคุกคามจารกรรมไซเบอร์ อาจใช้ประโยชน์จากการเปิดเผยข้อมูลสุขภาพอ่อนไหว หรือบังคับบางคนให้กระทำจารกรรมในนามของตัวเอง เชื่อว่าลักษณะการโจมตี เป็นการดำเนินการโดยรัฐ ใช้เทคโนโลยีก้าวหน้ามาก พร้อมทั้งทุนและทรัพยากร

เจฟฟ์ มิดเดิลตัน ผู้บริหาร แลนเทียม บริษัทที่ปรึกษาความปลอดภัยไซเบอร์ แสดงความเห็นว่า นักโจมตีไซเบอร์ สนใจข้อมูลสุขภาพเป็นพิเศษ เพราะอาจนำไปใช้แบล็คเมล์ผู้มีอำนาจได้

เช่นเดียวกับ สัญชัย ออโรรา ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายเอเชียแปซิฟิกของ ดาร์กเทรซ ที่กล่าวว่า ข้อมูลด้านการแพทย์ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคล นำไปใช้หาเงินได้ไม่ยากในวงการอาชญากร นอกจากทำเงินง่ายและไว อีกเหตุผลของการโจมตี อาจเพื่อก่อกวนแบบกว้างขวาง และสร้างความเสียหายต่อบริการดูแลรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่ง หรือเพื่อบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

แม้สิงคโปร์มีระบบอาวุธทันสมัยที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาค แต่รัฐบาลเผยว่าสกัดกั้นการโจมตีไซเบอร์หลายพันครั้งทุกวัน และเตือนมานานถึงภัยคุกคามด้านนี้ โดยที่ผู้บุกรุกระบบ อาจมีตั้งแต่นักเรียนม.ปลายในห้องนอน ไปจนถึงโดยรัฐ

การโจมตีไซเบอร์ครั้งเลวร้ายสุด ทำให้ทางการสิงคโปร์ ชะลอแผนการเชื่อมฐานข้อมูลดิจิทัลของรัฐบาล รวมถึงบริการพื้นฐานอย่างประวัติสุขภาพ เพื่อให้โรงพยาบาลรัฐและคลินิกสามารถใช้ประโยชน์ฐานข้อมูลส่วนกลางได้ไว้ก่อน ระหว่างรอการสอบสวนโดยมีอดีตผู้พิพากษาเป็นประธาน

ชาวเน็ตปลื้มคุณแม่ฟิลิปปินส์แต่งหน้าลูกชายเกย์กลางห้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/335663

ชาวเน็ตปลื้มคุณแม่ฟิลิปปินส์แต่งหน้าลูกชายเกย์กลางห้าง

ต่างประเทศ > ข่าวต่างประเทศ  :  4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แม่ฟิลิปปินส์,ลูกชายเกย์,แต่งหน้า,กลางห้าง,ชาวเน็ตชื่นชม

ชาวโซเชียลแห่ยกย่องคุณแม่ชาวฟิลิปปินส์ แต่งหน้าให้ลูกชายเกย์กลางห้างในมะนิลา

ภาพนี้กลายเป็นภาพไวรัลในสื่อสังคมออนไลน์ หลังจากที่ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @quinn_lasaleta  ทวิตเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม แสดงให้เห็นโมเมนต์อบอุ่นระหว่างคุณแม่ชาวฟิลิปปินส์ กำลังยืนแต่งหน้าให้ลูกชาย บนห้างสรรพสินค้า เอสเอ็ม ในกรุงมะนิลา

Quinn@quinn_lasaleta

Hi Yung bata is gay and mama nya minamakeupan sya ang cute nila tignan. Saludo ako sayo ate sa pagmamahal mo sa anak mo, support mo ang anak mo kung saan sya sasaya. Nahihiya kase yung bata sabi ni mama nya bakit ka mahihiya gusto moto diba. JUST BE PROUD! Peace Love Acceptance🖤

@quinn_lasaleta เขียนเล่าสั้นๆ เป็นภาษาฟิลิปปินส์ปนอังกฤษ ว่า เด็กชายในรูป เป็นเกย์ คุณแม่กำลังแต่งหน้าให้เขา ทั้งคู่น่ารักมากๆ ขอชื่นชมคุณแม่ที่ให้ความรักแท้จริงและสนับสนุนสิ่งที่ลูกต้องการอย่างเต็มที่ เด็กชายดูอายๆในตอนแรก แต่ก็ดูมั่นใจขึ้น หลังจากแม่ของเขาพูดว่า ทำไมต้องอายหากว่านี่คือสิ่งที่เราอยากเป็น 

ทวิตนี้มีผู้กดไลค์มากกวา 4 หมื่น และมียอดรีทวิตเกือบ 8,000

ชาวเน็ตส่วนใหญ่ มีความเห็นไปในทางเดียวกัน คือชื่นชมท่าทีของคุณแม่ผู้อ่อนโยนและน่ารัก และหลายคนมองว่าเด็กชายยิ้มรับการกระทำของแม่อย่างมีความสุข

( หรือความเห็นที่ว่า หากลูกเป็นเกย์ ฉันก็จะเป็นแม่แบบนี้เหมือนกัน) 

Michelle Dy@michelle_dy

Would love to give this kid some of my make up!! How can I reach him? 🤗♥️ tag pls

Quinn@quinn_lasaleta

Hi Yung bata is gay and mama nya minamakeupan sya ang cute nila tignan. Saludo ako sayo ate sa pagmamahal mo sa anak mo, support mo ang anak mo kung saan sya sasaya. Nahihiya kase yung bata sabi ni mama nya bakit ka mahihiya gusto moto diba. JUST BE PROUD! Peace Love Acceptance🖤

View image on Twitter

Michelle Dy นักแต่งหน้าชื่อดังที่มียอดผู้ติดตามทางช่องยูทูบกว่า 1 ล้านคน ก็ประทับใจเช่นกันและต้องการติดต่อเพื่อมอบเครื่องสำอางเป็นของขวัญแก่เด็กชายคนนี้

แต่ก็มีใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งเห็นแย้งว่า เด็กชายยังไม่ชัดเจนเรื่องเพศวิถี อาจจะยังสับสนอยู่ และแม่ก็อาจไม่รู้เช่นกัน ทำไมคนทั้งทวิตเตอร์จึงหลงผิดกันไปหมด

ที่มา NextShark

อดีตทนายอัดเสียง”ทรัมป์”ถกจ่ายเงินปิดปากนางแบบเพลย์บอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/335652

อดีตทนายอัดเสียง”ทรัมป์”ถกจ่ายเงินปิดปากนางแบบเพลย์บอย

ต่างประเทศ > ข่าวต่างประเทศ  :  4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ทรัมป์,นางแบบเพลย์บอย,เทปลับ

สื่อใหญ่ตีข่าวเอฟบีไอมีเทปลับเผยเสียงโดนัลด์ ทรัมป์ คุยอดีตทนาย จ่ายเงินปิดปากอดีตนางแบบเพลย์บอย ห้ามพูดเรื่องสัมพันธ์สวาท

หนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทมส์ สื่อใหญ่ในสหรัฐรายงานว่า สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) มีเทปเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเป็นผู้สมัครหาเสียงประธานาธิบดี หารือกับ ไมเคิล  โคเฮน อดีตทนายความส่วนตัว เรื่องการจ่ายเงินปิดปาก คาเรน แมคดูกัล อดีตนางแบบเพลย์บอย ไม่ให้พูดเรื่องสัมพันธ์สวาทกับเขา

โคเฮน ซึ่งกำลังถูกสอบสวนว่ากระทำการละเมิดกฎหมายเงินสนับสนุนเลือกตั้งหรือไม่ เป็นคนที่แอบอัดเสียงนี้ไว้ สองเดือนก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว

เอฟบีไอยึดเทปเสียง เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานต่างๆที่ได้จากการบุกตรวจค้นสำนักงานของโคเฮน เมื่อเดือนเมษายน แต่ถึงขณะนี้ โคเฮนยังไม่ได้ถูกจับกุมหรือแจ้งข้อหา

คาเรน แม็คดูกัล อดีตนางแบบเพลย์บอย อ้างว่าเธอมีสัมพันธ์กับทรัมป์นานหนึ่งเดือน หลังจากทั้งคู่พบกันในปี 2549 ไม่นานหลังจากนางเมลาเนีย ภรรยาของเขา คลอด บารอน ลูกชายคนสุดท้อง นางแบบรายนี้บอกซีเอ็นเอ็นว่า ทรัมป์พยายามจ่ายเงินแลกขอมีเซ็กส์กับเธอ

วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่า เมื่อเดือนกันยายน 2559 ทรัมป์กับโคเฮนหารือเรื่องซื้อลิขสิทธิ์ของแมคดูกัล ที่ขายเรื่องลับของเธอกับทรัมป์ ให้กับ “เนชันแนล อินไควเรอร์” 1.5 แสนดอลลาร์ แต่สุดท้าย แทบลอยด์ดังไม่ได้เผยแพร่ออกสาธารณะ ซึ่งเป็นกลยุทธที่เรียกกันว่า “จับแล้วฆ่า” ( catch and kill) เพื่อสกัดสื่ออื่นนำไปรายงาน ผลจึงทำให้เรื่องราวของแมคดูกัลเงียบเชียบตลอดการหาเสียงชิงเก้าอี้ทำเนียบขาวของทรัมป์

ประธาน เดวิด เพ็คเกอร์ อเมริกัน มีเดีย (เอเอ็มไอ) บริษัทแม่ของแทบลอยด์หัวนี้ เป็นเพื่อนของทรัมป์

โฮป ฮิคส์ โฆษกทีมหาเสียงของทรัมป์ ปฏิเสธก่อนเลือกตั้งว่าไม่เคยรู้เรื่องนี้ ทั้งยืนยันว่า คำกล่าวอ้างของแมคดูกัลที่ว่ามีอะไรกับทรัมป์นั้นไม่เป็นความจริง

รายงานที่สื่อใหญ่สหรัฐตีแผ่เมื่อวันศุกร์ จุดคำถามว่า ทำไม ทีมหาเสียงของทรัมป์ จึงปฏิเสธว่าไม่เคยรู้เรื่องข้อตกลงระหว่างแม็คดูกัลกับ”อเมริกัน มีเดีย” มาก่อน ตอนที่เรื่องนี้เป็นข่าวออกมา ทั้งยังทำให้เกิดการคาดการณ์ไปต่างๆนานาว่าเทปเสียงที่โคเฮนแอบบันทึกไว้ จะก่อความเสียหายแก่ประธานาธิบดีแค่ไหน เพราะหากเป็นความจริง การซื้อสิทธิเรื่องของอดีตนางแบบเพลย์บอลเพื่อฝังกลบเรื่องอื้อฉาว อาจเข้าข่ายเป็นการสนับสนุนทุนหาเสียงเลือกตั้ง และหากไม่แจ้ง คือผิดกฎหมาย

รูดี กุยเลียนี ทนายส่วนตัวคนปัจจุบันของทรัมป์  ยืนยันว่าคลิปเสียงของโคเฮน มีอยู่จริง แต่ยืนยันว่า ไม่ได้มีอะไรบ่งบอกเลยว่าทรัมป์ทำอะไรผิด

ที่ผ่านมา อัยการมุ่งสอบสวนเรื่องที่โคเฮน ที่เข้ามาเป็นทนายส่วนตัวของทรัมป์ในปี 2550 จ่ายเงิน 3.1 แสนดอลลาร์ในนามของทรัมป์ ให้กับ สตอร์มี แดเนียลส์ ดาราหนังผู้ใหญ่ ก่อนเลือกตั้งในปี 2559 เพื่อทำให้เธอปิดปากเงียบ
ทั้งแดเนียลส์ กับ แม็คดูกัล อ้างว่ามีสัมพันธ์กับทรัมป์ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยในปี 2549

“ข่มขืนและทุบตี”ด้านมืดในวงการกีฬาเกาหลีใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/335645

“ข่มขืนและทุบตี”ด้านมืดในวงการกีฬาเกาหลีใต้

ต่างประเทศ > ข่าวต่างประเทศ  :  8 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ข่มขืน,กีฬาเกาหลีใต้

อดีตนักกีฬาเทนนิสหญิงเกาหลีใต้เปิดหน้าเล่าอดีตขมขื่น ตีแผ่ด้านมืดการล่วงละเมิดทางเพศเยาวชนที่หวังเอาดีด้านกีฬา

ตอนที่ คิม อึน ฮี ยังเป็นเด็กประถมวัย 10 ขวบที่มีความฝันเอาดีเป็นนักกีฬาเทนนิส  เด็กหญิงคิมถูกโค้ชข่มขืนเป็นครั้งแรก จากนั้น ก็ทำอีก อีกครั้งและอีกครั้ง

ในวัยนั้น นักกีฬารุ่นเยาว์ยังเล็กเกินจะรู้ว่าเซ็กส์คืออะไร แต่รู้สึกและจำได้ถึงความหวาดกลัวคำสั่งให้ไปหาที่ห้อง ในค่ายเก็บตัว ความเจ็บปวดและความอับอาย

“ใช้เวลาหลายปีถึงรู้ว่า มันคือการข่มขืน เขาข่มขืนฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลา 2 ปี เขาบอกฉันให้เก็บเป็นความลับระหว่างฉันกับเขา” คิม ในวัย 27 บอกเล่ากับสื่อต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยไม่สงวนสิทธิในการปกปิดตัวเอง เพื่อเปิดโปงเรื่องราวนักกีฬาหญิงในเกาหลีใต้ทรมานกับการถูกล่วงละเมิดทางเพศจากโค้ชแบบไม่กล้าปริปาก

เกาหลีใต้ไม่ได้เป็นแค่เจ้าเทคโนโลยี และเคป็อป แต่ยังเป็นมหาอำนาจด้านกีฬาของภูมิภาค เป็นเอเชียหนึ่งในสองประเทศเท่านั้นที่เคยเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกฤดูหนาวและฤดูร้อน

ประเทศที่มีขนาดเล็กและประชากรไม่มาก แต่มักติดท็อปเท็นตารางเหรียญรางวัลในทั้งสองมหกรรมกีฬาใหญ่สุดของโลก ครองความเป็นเจ้าในกีฬายิงธนู เทควันโด สเก็ตน้ำแข็ง ทั้งยังมีนักกอล์ฟหญิงมือวางอันดับต้นๆของโลก
แต่ในสังคมย่อยของเกาหลีใต้ ยังคงลักษณะชายเป็นใหญ่และลำดับขั้นอยู่มาก รวมถึงในแวดวงกีฬาแคบๆ ที่หากต้องการความสำเร็จในอาชีพนี้ คอนเนคชันส่วนตัว ยังมีความสำคัญพอๆกับกับความสามารถ

และในสังคมที่การแข่งขันดุเดือด  ชัยชนะคือทุกสิ่ง นักกีฬารุ่นเยาว์จำนวนมากละจากการเรียน หรือแยกจากครอบครัวไปเก็บตัวกับเพื่อนๆและโค้ช ใช้ชีวิตในบรรยากาศเหมือนหอพักเป็นปีๆ

ระบบค่ายเก็บตัวฝึกซ้อม ที่คล้ายกับโมเดลเครื่องจักรผลิตนักกีฬาประเทศคอมมิวนิวต์  ได้รับเครดิตว่าช่วยส่งเสริมความเป็นเลิศด้านกีฬาระดับโลก แต่อีกด้านก็เป็นจุดเริ่มต้นของการล่วงละเมิด โดยเฉพาะนักกีฬาเยาวชนที่ถูกผู้ฝึกซ้อมควบคุมทุกกระเบียดนิ้ว

"ข่มขืนและทุบตี"ด้านมืดในวงการกีฬาเกาหลีใต้

คิม กล่าวว่า โค้ชคือเจ้าชีวิต กำกับทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การออกกำลังกาย กินอยู่และนอนหลับ เขาทุบตีเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก

โค้ชคนนี้ สุดท้ายโดนปลดหลังจากพ่อแม่นักกีฬาบางคนร้องเรียนว่า พฤติกรรมน่าสงสัย แต่ถูกลงโทษแค่ถูกย้ายไปประจำอีกโรงเรียน โดยไม่มีการสอบสวนเอาผิดอาญา

 เหยื่อหลายคน ถูกบังคับให้ปิดปากเงียบ เพราะการออกมาพูด บ่อยครั้งคือการทำลายความฝันด้านกีฬา 

“นี่เป็นชุมชมที่คนออกมาแฉ จะถูกอัปเปหิและถูกรังแกเหมือนคนทรยศที่นำความอัปยศสู่วงการกีฬา” ชอง ยอง ชอล ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาการกีฬา มหาวิทยาลัยซอกัง ในกรุงโซลกล่าว

ผลสำรวจจัดทำโดยคณะกรรรมการโอลิมปิกและกีฬาเกาหลี เผยแพร่เมื่อปี 2557 พบว่า นักกีฬาหญิงราว 1 ใน 7 มีประสบการณ์ถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่ 70% ไม่เคยขอความช่วยเหลือเลย

ชอง ฮี ชุน คอมเมนเตเตอร์กีฬาชื่อดัง กล่าวว่า พ่อแม่ของนักกีฬาเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อ มักถอดใจเอาเรื่อง หลังจากเจ้าหน้าที่ในวงการกีฬา ที่โดยมากเป็นเพื่อนของผู้กระทำ พูดว่า“อยากเห็นอนาคตนักกีฬาของลูกดับวูบหรือ?

ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านกีฬามักพยายามปกปิดพฤติกรรมไม่ถูกต้อง ด้วยการย้ายผู้กระทำผิดไปยังหน่วยงานใหม่แทน ทั้งหมดนี้เพราะวัฒนธรรมให้อภิสิทธิ์ด้านการกีฬา “สมาคมกีฬามักเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ตราบใดที่ผู้ล่วงละเมิดยังสามารถผลิตนักกีฬาเก่งๆ เพื่อการไขว่คว้าเหรียญทองแบบไม่ลืมหูลืมตา และการล่วงละเมิดของคนเหล่านั้นถูกมองเป็นรางวัลเล็กๆน้อยๆและไม่สลักสำคัญนักที่ต้องจ่ายให้กับกระบวนการนี้”

ในปี 2558 อดีตแชมป์เปียนโอลิมปิกสเก็ต ถูกลงโทษแค่ปรับ ฐานลวนลามนักสเก็ตหญิง ขณะทำหน้าที่โค้ชทีมฮวาซอง และคุกคามทางเพศเด็กหญิง 11 ขวบ

ชอย มิน ซ็อก โค้ชทีมเคอร์ลิง โอลิมปิกฤดูหนาวที่รัสเซียในปี 2557 ลาออกหลังถูกผู้เล่นในทีมกล่าวหาลวนลาม แต่ต่อมา ได้รับการว่าจ้างกลับมาเป็นโค้ชเคอร์ลิงอีกทีมหนึ่ง

บางครั้ง การล่วงละเมิดไม่ใช่การกระทำทางเพศ แต่ทางกาย

ชิม ซอก ฮี นักสเก็ตเจ้าของ 4 เหรียญโอลิมปิก กล่าวหาโค้ช โช แจ บอมว่าตบหน้าและเตะเธอหลายสิบครั้ง จนต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลนับเดือน โค้ชสารภาพกับว่าทำจริง รวมถึงกับนักสเก็ตทีมชาติคนอื่นๆ ในค่ายฝึกซ้อม เพื่อยกระดับการเล่น

"ข่มขืนและทุบตี"ด้านมืดในวงการกีฬาเกาหลีใต้

คิม เจ้าของสองเหรียญทองแดง ในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติของเกาหลีใต้ กล่าวว่า เธอรู้สึกคลื่นไส้เสมอ เวลาได้ยินเสียงหอบหายใจแรงของนักเทนนิสบนคอร์ต เสียงที่ทำให้เธอนึกถึงคนที่กระทำกับเธอ

กระนั้น เธอยังคงเล่นเทนนิสต่อไป กระทั่งมาเจอกับชายคนนั้นในการแข่งขันรายการหนึ่งเมื่อสองปีก่อน เปิดแผลและฝันร้ายในวัยเยาว์ วัยที่เธอฝันบ่อยๆว่าเขาพยายามจะฆ่าเธอ  คิมรู้สึกแย่ที่ยังเห็นคนข่มขืนเธอ ยังคงเป็นโค้ชให้นักเทนนิสรุ่นใหม่นานกว่า 10 ปี ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอจึงคิดว่าจะไม่ยอมให้โอกาสคนคนนี้กระทำต่อเด็กหญิงคนอื่นอีกต่อไป

คิมแจ้งความเอาผิดอาญากับอดีตโค้ช ทำให้เขาถูกแจ้งข้อหาหลังจากนั้น

เพื่อนของเธอ 4 คน เข้าเบิกความตรงกันว่า พวกเธอทุกข์ทรมานจากน้ำมือของเขา

คิมขึ้นให้การด้วยตัวเอง แต่ไม่อาจทนเห็นหน้าผู้กระทำได้และขอใช้สิทธิให้นำตัวเขาออกจากห้องพิจารณาคดี
เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว  ศาลพิพากษาให้โค้ชมีความผิดฐานข่มขืน และถูกลงโทษจำคุก 10 ปี  คิมรอฟังคำพิพากษาที่หน้าศาล “ฉันร้องไห้ไม่หยุด  ก้าวข้ามทุกอารมณ์ความรู้สึกจากโศกเศร้าเป็นความสุข”

ปัจจุบัน คิมป็นครูสอนเทนนิสเด็กเล็ก ใช้เสียงหัวเราะและความสนุกสนานในการเล่นเทนนิส ของลูกศิษย์ เยียวยาตัวเอง เธออยากให้พวกเขาเป็นนักกีฬาที่มีความสุข อย่าให้เหมือนกับเธอ

“มีประโยชน์อะไรกับการได้เหรียญโอลิมปิกและกลายเป็นดาวเด่นในวงการกีฬาหากคุณต้องถูกทุบตีและล่วงละเมิดเพื่อก้าวไปสู่จุดนั้น” 

ที่มา AFP / Rapes and beatings: the torments of South Korea’s young athletes

“ลีมูซีนหุ้มเกราะ”ของปูตินเจอกับ “เดอะ บีสต์”ของทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/335162

“ลีมูซีนหุ้มเกราะ”ของปูตินเจอกับ “เดอะ บีสต์”ของทรัมป์

ลีมูซีน,ปูติน,เดอะบีสต์,รถประจำตำแหน่ง

ซัมมิตสหรัฐฯ-รัสเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรก นอกจากจะเป็นการพบกันระหว่างทรัมป์กับปูตินแล้ว ยังเป็นการประชันกันระหว่างรถลีมูซีนประจำตำแหน่งของผู้นำทั้ง 2 คนด้วย

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย นำ “ออรัส เซนาท” ( Aurus Senat ) รถหุ้มเกราะคันใหม่ มาอวดโฉมระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์กับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประเทศฟินแลนด์ โดยรถสมรรถนะสูงคันนี้ ใช้เวลาในการพัฒนา 6 ปี และมีมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 1 หมื่นล้านบาท และเป็นการนำออกมาใช้ครั้งที่ 2 นับตั้งแต่ปูตินสาบานตนรับตำแหน่งสมัยล่าสุดเมื่อต้นปีนี้

"ลีมูซีนหุ้มเกราะ"ของปูตินเจอกับ "เดอะ บีสต์"ของทรัมป์ 

ออรัส เซนาท มีความยาวราว 7 เมตร ยาวกว่า The Beast เล็กน้อย แต่หนักเพียง 6.5 ตัน ใช้เครื่องยนต์ V8 ที่พัฒนาโดย Porsche และถูกใช้งานแทน Mercedes-Benz Pullman ที่ประธานาธิบดีรัสเซียใช้มาตั้งแต่ปี 2537

"ลีมูซีนหุ้มเกราะ"ของปูตินเจอกับ "เดอะ บีสต์"ของทรัมป์ 

รายละเอียดส่วนใหญ่ของ ออรัส เซนาท ถูกปิดเป็นความลับ แต่เท่าที่มีข้อมูลเผยว่า เป็นยานยนต์ที่สามารถจมอยู่ใต้น้ำได้ และวิ่งบนยางเสริมเหล็กเพื่อกันยางแบน  ในขณะที่ The Beast ติดกล้องมองกลางคืน, ปืนยิงแก๊สน้ำตา, ห้องโดยสารหลักถูกผนึกแน่นเพื่อให้ทนทานต่อการถูกโจมตีด้วยอาวุธเคมี

นักวิเคราะห์ด้านยานยนต์ มองว่า รถออรัส เซนาท เปรียบเสมือนแคปซูลหุ้มเกราะที่สามารถต้านทานกระสุนปืนและกับระเบิดสังหารบุคคลได้ ส่วนในเรื่องระบบการสื่อสาร เป็นระบบภายใน แบบเดียวกับบนดาวเทียมและนำมาติดตั้งภายในรถ เพื่อให้สามารถติดต่อได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม

ส่วนระบบป้องกันก็อยู่ในระดับสูงสุด ทั้งป้องกันการถูกโจมตีโดยสารเคมี หรืออยู่ในน้ำได้ยาวนานราวกับเรือดำน้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ออรัส เซนาทยังมีระบบ hybrid นั่นคือเครื่องยนต์ทำงานได้สองสถานะ ได้แก่ เป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า กับเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าด้วย ส่วนตัวถังรถยนต์แม้มีขนาดใหญ่และมีการป้องกันแน่นหนา แต่ก็มีน้ำหนักเบาอย่างน่าเหลือเชื่อ

"ลีมูซีนหุ้มเกราะ"ของปูตินเจอกับ "เดอะ บีสต์"ของทรัมป์ 

( The Beast รถประจำตำแหน่งผู้นำสหรัฐ )

“อีลอน มัสก์”ซีอีโอบริษัทนวัตกรรมโลกถูกตั้งคำถามภาวะผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/335135

“อีลอน มัสก์”ซีอีโอบริษัทนวัตกรรมโลกถูกตั้งคำถามภาวะผู้นำ

อีลอน มัสก์,หมูป่า,ภาวะผู้นำ,ทวิต

การระเบิดอารมณ์เหวี่ยงใส่ฮีโร่นักสำรวจถ้ำช่วย 13 ชีวิตหมูป่าผ่านทวิตเตอร์ที่วิจารณ์สิ่งประดิษฐ์กู้ภัย จุดคำถามศักยภาพความเป็นผู้นำของอีลอน มัสก์

อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีพันล้านเบื้องหลัง”เทสลา” และ”สเปซเอ็กซ์” ออกอาการเสียศูนย์ หลังจากทวิตตอบโต้ด้วยคำดูหมิ่น เวิร์น อันสเวิร์ท นักสำรวจถ้ำชาวอังกฤษ ผู้มีบทบาทสำคัญในภารกิจช่วย 13 ชีวิตทีมหมูป่าติดถ้ำ เพราะไม่พอใจที่อีกฝ่ายวิจารณ์ไอเดียช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหล่านั้น ด้วยเรือดำน้ำจิ๋วที่ทีมงานของเขาเร่งออกแบบและประกอบขึ้นจากท่อออกซิเจนเหลวจรวดฟัลคอนแบบไม่ไว้หน้าว่า ไม่มีทางได้ใช้ในงานนี้ เพราะไม่เหมาะกับภารกิจ แถมมองว่า มหาเศรษฐีรายนี้ทำไปเพื่อโฆษณาตัวเองเป็นหลักเท่านั้น

"อีลอน มัสก์"ซีอีโอบริษัทนวัตกรรมโลกถูกตั้งคำถามภาวะผู้นำ

หนึ่งในฮีโร่นักดำน้ำ”เล็งฟ้อง”อีลอน มัสก์”ปมเรือดำน้ำจิ๋ว
มัสก์ ทวิตถึงอันสเวิร์ท แบบไม่เอ่ยชื่อว่า “pedo guy” ศัพท์แสลงที่หมายถึง พวกใคร่เด็ก ( pedophilia) เรียกเสียงวิจารณ์หนักหน่วงบนสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า มัสก์ได้ข้ามเส้นหลักความรับผิดชอบสำหรับซีอีโอ

สำนักข่าวเอเอฟพี อ้างความเห็นของ โรเจอร์ เคย์ นักวิเคราะห์ เอ็นพอยต์ เทคโนโลยีส์ แอทโซซิเอทส์ ที่ติดตามภาคเทคโนโลยีว่า นี่คือการก่อความเสียหายแก่แบรนด์มากที่สุดเท่าที่อีลอน มัสก์ เคยทำมา  ดูเหมือนว่ามัสก์กำลังตามรอยเท้าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการใช้ทวิตเตอร์ ระบายความฉุนเฉียว และดูหมิ่นคนเห็นต่าง  ซึ่งเปล่าประโยชน์และไม่จำเป็นเลย

ราคาหุ้นของเทสลา ดิ่งวูบ 2.75% ปิดที่ 310.10 ดอลลาร์ หลังจากทวิตอื้อฉาว เพิ่มแรงกดดันให้กับบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่กำลังพยายามดิ้นรนผลิตรุ่น” โมเดล 3” ให้ได้ตามเป้า เพราะมีความสำคัญต่อความอยู่รอดระยะยาวของบริษัท

เคย์กล่าวว่า มัสก์อยู่ใต้แรงกดดันมหาศาล และเรากำลังเห็นรอยปริแตกจากแรงกดดัน” เขานอนค้างที่โรงงานหลายแห่งของตัวเองพยายามคุมการผลิตให้เป็นไปตามแผน ซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อพูดกับนักลงทุน ก็ต้องสร้างความมั่นใจว่าเงินลงทุนไม่สูญแน่

มหาเศรษฐีเจ้าโปรเจคท์สร้างชื่อในฐานะอัจฉริยะนักสร้างสรรค์  ขณะบางคนเปรียบเทียบเขากับ สตีฟ จ็อบส์ ผู้ร่วมก่อตั้งแอปเปิลผู้ล่วงลับเ จ้าพ่อในโลกเทคโลยีอีกคนในแง่ความเอาแน่เอานอนไม่ได้

แพทริก มัวร์เฮด นักวิเคราะห์และที่ปรึกษา Moor Insights & Strategy ว่ามองในแง่นี้ มัสก์กับจ็อบส์ มีความคล้ายคลึงกันบ้าง แต่การดูหมิ่นตัวบุคคลล่าสุด ดูเหมือนล้ำเส้น และสตีฟ จ็อบส์ ไม่เคยเลยเถิดมาขนาดนี้ พร้อมแนะนำว่า หากต้องการเลี่ยงความเสียหายระยะยาว สิ่งแรกที่มัสก์ต้องทำคือออกแถลงการณ์ขอโทษ นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหาร (บอร์ด)ของเทสลา และ สเปซเอ็กซ์ ต้องออกตัวในสถานการณ์นี้ เพื่อให้ความมั่นใจว่ามัสก์จะไม่ออกนอกลู่นอกทางอีก  “หากเขาทำในสิ่งที่ควรทำ ก็จะหลุดพ้นจากเรื่องนี้ได้ ที่นี่อเมริกา ทุกคนชอบเรื่องราวการกลับมาอีกครั้ง”

"อีลอน มัสก์"ซีอีโอบริษัทนวัตกรรมโลกถูกตั้งคำถามภาวะผู้นำ

มหาเศรษฐีเลือดแอฟริกาใต้ กระทบกระทั่งกับสื่อ นักวิเคราะห์วอลล์สตรีท พนักงานและคนอื่นๆมาหลายครั้ง เช่น ตำหนินักข่าวที่มุ่งเจาะอุบัติเหตุรถขับเคลื่อนอัตโนมัติ แทนศักยภาพด้านความปลอดภัย กล่าวหาสื่อสำนักหนึ่งว่ามองเทสลาแต่ด้านลบไม่เลิกรา และกล่าวหาพนักงานคนหนึ่งว่า ก่อวินาศกรรมที่เทสลา ด้วยการเป็นหนอนบ่อนไส้

บ็อบ โอ’ดอนเนลล์ ผู้ก่อตั้งเทคนาไลซิส รีเสิร์ช ในซิลลิคอนแวลเลย์ กล่าวว่า พฤติกรรมของอีลอน มัสก์ ไม่เหมาะสมสำหรับซีอีโอ มัสก์ตกลงไปในกระแสบูชาฮีโร แต่ล้มเหลวเรื่องความผิดชอบที่พัวพัน  เขาปลื้มเมื่อทุกเรื่องที่พูดถูกสื่อนำไปรายงาน แต่เมื่ออยู่ในตำแหน่งนั้น มัสก์จำเป็นต้องเป็นผู้ใหญ่ แต่กลับพูดหาเรื่องใส่ตัวตลอดเวลา

ด้าน ทริป เชาวด์รีย์ จากบริษัท Global Equities Research  ที่มั่นใจในเทสลามานาน กล่าวว่า ปัญหาขัดแย้งล่าสุดแค่แสดงให้เห็นว่า มัสก์คือมนุษย์คนหนึ่ง แต่ไม่ได้เปลี่ยนคุณภาพของเขาในฐานะนักนวัตกรรมผู้ยิ่งใหญ่ มัสก์ไม่ต่างจากนักนวัตกรรมคนสำคัญอื่นๆที่มีความอดทนต่ำต่ออะไรก็ตามที่ทำให้ไขว้เขวไปจากเป้าหมาย แต่ต่อให้บุคคลคนี้ขาดทักษะด้านการประชาสัมพันธ์อย่างที่ซีอีโอส่วนใหญ่พึงมี แต่ภายใน 5-10 ปี  นวัตกรรมของเทสลาจะต้องได้รับการยกย่อง

หนุ่มใหญ่มาเลย์เผยอยากแต่งเด็กหญิงไทยตั้งแต่ 7 ขวบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/335093

หนุ่มใหญ่มาเลย์เผยอยากแต่งเด็กหญิงไทยตั้งแต่ 7 ขวบ

หนุ่มใหญ่มาเลย์,เด็กหญิง11ขวบ,7ขวบ

พ่อลูก 6 ชาวมาเลเซียที่แต่งภรรยาคนที่ 3 เป็นเด็กหญิงคนไทย 11 ขวบ เผยนึกอยากให้เธอเป็นเจ้าสาวตั้งแต่ 7 ขวบ

ความคืบหน้าวิวาห์ช็อกโลกระหว่างพ่อค้ายางพาราชาวมาเลเซียวัย 41 ปี อับดุล เจ๊ะ การิม แต่งภรรยาคนที่สาม ซึ่งเป็นเด็กหญิงสัญชาติไทยอายุเพียง 11 ปี  นิวสเตรทไทมส์ สื่อมาเลเซีย รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่า คณะกรรมการกลางอิสลามจังหวัดนราธิวาส ลงความเห็นว่าการแต่งงานของคู่นี้ได้ข้อยุติแล้ว หลังจากที่ได้รับถ้อยแถลงของเด็กหญิงที่สำนักงานในอำเภอสุไหงโกลก เมื่อวันพุธที่ 11 กรกฎาคม

ฮาชิม ยูซอฟ ผู้ช่วยนายทะเบียน และอิหม่ามที่ทำพิธีแต่งงานให้กับเด็กหญิงและเจ้าบ่าวมาเลเซียอายุมากกว่า 30 ปี เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน  กล่าวว่า เด็กหญิงพร้อมด้วยพ่อแม่เดินทางมาให้ถ้อยคำ ราว 40 นาที และเจ้าหน้าที่ได้ลงบันทึกไว้ นอกจากนี้ ยังรวบรวบเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงานจากพ่อแม่เด็ก  เมื่อเด็กหญิงมาให้ถ้อยคำ ถือว่าเรื่องนี้จบแล้ว

อ่านต่อ ทำไมถึงแต่งงานได้ ? ชายมาเลย์ใช้ช่องโหว่กฎหมาย 4 จ.แดนใต้ แต่งเด็กไทย11ขวบ

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม  ศาลชารีอะฮ์ (ศาสนานา)เมืองกัวมูซาง รัฐกลันตัน ก็ไม่ได้เอาผิดชายคนนี้นอกจากลงโทษปรับเพียง 14,900 บาท ฐานแต่งงานภรรยาคนที่สามโดยไม่ได้รับอนุมัติจากศาลก่อน และแต่งภรรยาอีกคนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภรรยาเดิม

การแต่งงานของทั้งคู่ ที่ดูเหมือนจะผ่านขั้นตอนทางศาสนาและศาลศาสนาในกลันตันแล้ว สร้างความไม่พอใจอย่างมากในสังคมมาเลเซีย ด้วยมองว่านี่เป็นคดีพรากผู้เยาว์ รวมถึงไม่พอใจรัฐบาลที่ไม่สามารถขัดขวางการแต่งงานเจ้าสาวเด็กที่ทั่วโลกพยายามรณรงค์ยุติ และทั้งที่กฎหมายมาเลเซียกำหนดอายุขั้นต่ำแต่งงานสำหรับฝ่ายหญิงไว้ที่ 16 ปี ถึงแม้เจ้าบ่าวอ้างว่าจะยังไม่อยู่กินฉันท์สามีภรรยาจนกว่าภรรยาคนที่สามอายุครบ 16 ปีก็ตาม

รองนายกรัฐมนตรีวัน อาซิซะห์ วัน อิสมาอิล ของมาเลเซีย กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า รัฐบาลไม่มีอำนาจไปประกาศให้การแต่งงานเจ้าสาวเด็กเป็นโมฆะ เนื่องจากกฎหมายอิสลามรัฐกลันตัน อนุญาตให้เด็กอายุน้อยกว่า 16 ปี แต่งงานได้หากศาลชารีอะฮ์อนุญาต

ล่าสุด เดอะสตาร์ รายงานว่า หนุ่มใหญ่รายนี้อ้างว่า การรับเด็กหญิงวัย 11 ปีมาเป็นภรรยาคนที่สาม ไม่ใช่เพราะตัณหาราคะ ไม่เช่นนั้นคงไม่รอมาถึงวันนี้และรอจนเธออายุ 16 ปี เพราะเขาอยากแต่งงานกับเธอตั้งแต่อายุ 7 ขวบ

นายเจ๊ะ การิม กล่าวว่า เขาไม่แน่ใจว่าอะไรทำให้รู้สึกอยากแต่งงานกับเด็กหญิง แต่อ้างว่าไม่ใช่เพราะความปรารถนาเป็นแรงผลักดัน “ผมรู้จัก อายู (เจ้าสาว) ตั้งแต่เธอยังเล็ก เพราะเราเป็นเพื่อนบ้านกัน ผมยังสอนอ่านคัมภีร์อัลกุรอานให้เธอ ตอนนั้นเองที่ผมบอกกับตัวเองว่าจะรับเด็กหญิงคนนี้เป็นภรรยา และผมก็ทำเช่นนั้นในอีก 4 ปีต่อมา”

หนุ่มใหญ่บอกกับ บีเอช ออนไลน์ ด้วยว่า การแต่งงานของเขากับเด็กหญิงในรัฐกลันตัน มีแต่โลกภายนอกที่ช็อก ชาวบ้านและเพื่อนฝูงส่วนใหญ่รู้มาระยะหนึ่ง และเห็นดีเห็นงาม เขาเคยอวดรูปของเธอให้กับเพื่อนๆดูตอนอยู่ในนครมักกะ พวกเขามีแต่อวยพรให้ เพราะเด็กหญิงไม่ได้เรียนหนังสือและครอบครัวฐานะยากจน

เขารู้ว่าคนจำนวนมาก ว่ากล่าวติเตียนแต่พวกเขาเหล่านั้นเป็นคนนอก ไม่รู้จักตนเอง หรือครอบครัวฝ่ายหญิง เขายอมรับว่ายังไม่เคยให้ภรรยาทั้งสามคนมาเจอกัน เพราะต้องการปกป้องความรู้สึกของภรรยาคนแรกกับคนที่สอง  แต่สัญญาว่าจะประคับประคองครอบครัวให้ดี และหวังภรรยาทั้งสามจะเข้ากันได้  “เลิกดูแคลนเรา แต่ภาวนาให้พวกเรามีความสุข”  อ่านต่อ อดีตกรรมการสิทธิเด็กยูเอ็น เจ้าบ่าวมาเลเซียผิดหนักหลายข้อ วิวาห์เด็กไทย 11 ขวบ ตร.ไทยต้องทำหน้าที่