นักข่าวเล่าความประทับใจคำพูด”สุธี”อาสาสมัครในคลิปดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/335065

นักข่าวเล่าความประทับใจคำพูด”สุธี”อาสาสมัครในคลิปดัง

นักข่าวออสเตรเลีย,ถ้ำหลวง,หมูป่า,ประทับใจ

นักข่าวสาวชาวออสเตรเลียเขียนความประทับใจที่เดินทางมาทำข่าวปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่า ออกจากถ้ำหลวง โดยเฉพาะคำตอบของอาสาสมัคร สุธี สมมาตร ครูสอนปีนหน้าผา

อลิซ มันฟรีส์ ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ ไนน์ นิวส์ ของออสเตรเลีย บอกว่า บางครั้งคุณก็ไม่สามารถหาคำเพื่อกลั่นความรู้สึกหรือช่วงเวลาหนึ่ง  แต่บางที มีคำพูด บทกวี เพลง หรือแม้กระทั่งเนื้อเพลงบรรทัดเดียว ที่พูดแทนทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเกือบทำให้คิดว่ามันถูกเขียนขึ้นเพื่อโอกาสนี้ ดังเช่น เนื้อเพลงท่อนที่ว่า “Imagine there’s no countries …. The world will be as one.” (จินตนาการว่าไม่มีประเทศและโลกกลายเป็นหนึ่งเดียว)

ถ้อยคำเหล่านี้  ถูกถ่ายทอดโดย “สุธี สมมาตร” สมาชิกทีมอาสาสมัครกู้ภัยที่โล่งใจและดีใจอย่างเหลือล้น เมื่อเขาเลือกเพลง “Imagine” ของจอห์น เลนนอน โดยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนและแสดงถึงความจริงใจ ตอนที่ให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกตอนที่เด็กคนสุดท้าย ได้รับการช่วยเหลือออกจากถ้ำหลวงฯ ซึ่งมันฟรีส์ บอกว่า มันทำให้เธอถึงกับขนลุกจนถึงวันนี้ แม้ผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ช่วงเวลานั้นมันทำให้เธอรู้สึกหัวใจพองโต และเห็นได้ชัดว่า มันยังคงตราตรึงอยู่ในใจของคนไทยนับล้านๆ คน รวมถึงผู้ที่เฝ้าติดตามทั่วโลก และทำให้สุธี กลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืน เพราะหลังกลับไปถึงบ้านที่จังหวัดกระบี่ เขาก็ได้รับเชิญจากผู้ว่าฯ ให้ไปร้องเพลง Imagine ด้วยกัน

ส่วนเหตุผลที่ว่า เหตุใดการฉลองโดยไม่ได้วางแผนหรือเตรียมตัวมาก่อน ด้วยบทเพลงถึงได้ประทับใจผู้คนทั่วโลก มันฟรีส์กล่าวว่า  เธอคิดว่า เป็นเพราะคำพูดไม่กี่คำ ที่สุธีร์ห่อหุ้มไว้ด้วยบทเพลง เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องราวอันน่าทึ่ง ที่ดีที่สุดของมนุษยชาติ

ปฏิบัติการกู้ภัยนานาชาติ ที่ยิ่งใหญ่ มีผู้คนร่วมแรงร่วมใจกันมากกว่าหนึ่งพัน ที่ทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมง และเป็นศูนย์รวมของผู้เชี่ยวชาญที่ดีที่สุดจากทั่วโลก ในด้านการดำน้ำ, นักผจญภัยถ้ำ, แพทย์, วิศวกร, นักกู้ภัยพิบัติและวางแผน ที่ต่างมาร่วมแบ่งปันความรู้ ความสามารถและความเชี่ยวชาญในปฏิบัติการครั้งนี้

พวกเขาทำงานเคียงข้างกัน แข่งกับเวลา ฤดูฝนที่ใกล้เข้ามา และระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเด็กชาย 12 คน กับโค้ช ออกมาอย่างปลอดภัยและกลับไปอยู่กับครอบครัว และแม้แต่คนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญ ก็ยังอาสามาช่วยทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เช่น ทำอาหารส่งน้ำ รับ-ส่งบริเวณหน้าถ้ำ บริจาคถุงเท้าและเสื้อผ้าให้ทีมกู้ภัยและสื่อ แจกรองเท้า บู้ทยาง ยากันยุง และครีมทากันแดด และที่น่าทึ่งมีบริการนวดให้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีอาสาสมัครอีกมากกว่า 3 พัน รวมทั้งเด็กๆ หลายร้อยคน ที่ลงชื่อเพื่อช่วยทำความสะอาด หลังสิ้นสุดปฏิบัติการ

ช่างเป็นตัวอย่างอันน่าทึ่งของผู้คนที่มาร่วมแรงร่วมใจกัน โดยไม่สนใจเรื่องเชื้อชาติ การเมืองและศาสนา เพื่อให้บรรลุภารกิจที่ถูกประกาศไว้ในตอนแรกว่า “เป็นไปไม่ได้”

นี่คือเรื่องของมนุษยธรรมและเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์และดีที่สุดของบทเพลงในทศวรรตที่ 70 ของจอห์น เลนนอน ในท่อนที่ว่า “จินตนาการว่าไม่มีประเทศ … และโลกกลายเป็นหนึ่งเดียว”

แม้ว่าเรื่องนี้เริ่มจากชุมชมเล็กๆในชนบทของจังหวัดเชียงราย ที่น้อยคนเคยไปเยือนหรือได้ยิน แต่ในเวลารวดเร็ว กลายเป็นเรื่องที่ทั่วโลกทุ่มลงทุนกันอย่างหนัก นับจากวินาทีที่ภาพแรกของเด็กชายถูกค้นพบมีชีวิตอยู่ในถ้ำถูกเผยแพร่ หลังจากอยู่ใต้ดินถึง 9 วันครึ่ง เราก็ไม่สามารถละไปจากสถานการณ์นี้ได้

เราไม่รู้จักเด็กชาย 12 คนและโค้ชเหล่านั้น แต่เรารู้สึกราวกับว่ารู้จักกัน  พ่อแม่ทั่วออสเตรเลีย ทั่วโลก อาจนั่งวาดภาพหากลูกน้อยของตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นบ้าง การติดอยู่ใต้ดิน ในถ้ำมืดมิด ระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ ว่ายน้ำไม่เป็น ไม่มีทางออกโดยง่าย

เราเห็นหน้าพวกเขา รอยยิ้มกว้าง พวกเขาดูอ่อนระโหย แต่นิ่งสงบ เราได้แต่สงสัยว่าพวกเขายิ้มได้อย่างไรในสถานการณ์แบบนั้น และเราก็รู้สึกอัศจรรย์ใจในความเข้มแข็งและความกล้าหาญของพวกเขา โดยเฉพาะกับเด็กอายุ 11 – 16 ปี
เราได้อ่านจดหมายที่พวกเขาเขียนถึงพ่อแม่  อย่าลืมวันเกิดผมนะ เตรียมของโปรดไว้ให้ด้วย  ไม่ต้องเป็นห่วง  บางทีจดหมายที่อ่านแล้วใจสลายที่สุดก็คือจากโค้ชวัย 25 ปี  ที่ขอโทษพ่อแม่ของลูกทีม และสัญญาจะปกป้องพวกเขาจนถึงที่สุด
แต่การได้รับรู้ถ้อยคำของพ่อแม่ฐานะยากจนของเด็กเหล่านั้น  เป็นเรื่องกระทบใจเธอที่สุดในการทำข่าวครั้งนี้  “พ่อกับแม่รออยู่ เข้มแข็งไว้ และไม่ต้องกลัว” ตอนที่ต้องอ่านคำเหล่านี้ออกอากาศ มันยากมากที่จะสะกดกลั้นอารมณ์ พวกเขารอ ภาวนาทุกวันทุกนาทีอยู่ที่หน้าถ้ำอย่างที่ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ ช่องทางสื่อสารเดียวกับลูกคือจดหมาย

เราสัมผัสได้ถึงความรู้สึกหมดสิ้นหนทาง อีกด้านก็เข้าใจดีว่าการกู้ภัยในถ้ำมีเดิมพันสูงขนาดไหน มันคือดาบสองคม รู้ว่าอันตรายและเสี่ยงกับการพาเด็กออกจากถ้ำที่ถูกน้ำท่วม แต่การรอเวลาก็ไม่ใช่ทางเลือก ฤดูมรสุมคุกคาม และน้ำท่วมในถ้ำที่เพิ่มสูงขึ้น กระทบที่ปลอดภัยของเด็กในถ้ำคือความจริง

จากนั้น นักข่าวหญิงเขียนถึงสุธีร์ ที่ตอบคำถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงจับใจคนทั่วโลก ว่าโลกทุกวันนี้  วุ่นวายสับสน เรื่องแย่ๆเกิดขึ้นมากมาย แต่เรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ในโลก จิตใจดี พวกเขาใส่ใจ ก่อนปิดท้ายด้วยท่อนสุดท้ายของเพลง Imagine “Imagine, all the people, living life in peace”

ทิ้งท้าย มันฟรีส์ ระบุว่า เวลานี้ เริ่มมีการเขียนบทหนังปฏิบัติการกู้ภัยถ้ำหลวงแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องประกอบด้วยเรื่องราวการเอาตัวรอด ความร่วมมือของนานาชาติ และมนุษยธรรม แต่ความจริงคือ เรื่องราวที่ถ้ำหลวง น่าทึ่งเกินกว่าใครจะจิตนาการเป็นพลอตหนังฮอลลีวูดได้

เราไม่เคยจินตนาการว่าจะมีห้วงเวลายากจะเชื่อแบบนี้ในประวัติศาสตร์ และยากจะจินตนาการได้ว่าเมื่อใดที่เราจะเห็นเรื่องราวแบบนี้ได้อีก

สุดสลด!พ่อมะกันเช็ดปืนกระสุนลั่นใส่ลูกสาว 6 ขวบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/335019

สุดสลด!พ่อมะกันเช็ดปืนกระสุนลั่นใส่ลูกสาว 6 ขวบ

พ่อมะกัน,เช็ดปืน,กระสุนลั่น,ลูกสาวดับ

ฝันร้ายตลอดกาลของพ่ออเมริกัน ทำความสะอาดปืนกลายเป็นโศกนาฏกรรม

ตำรวจรัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา แจ้งว่า เหตุเศร้าสลดจากปืนครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา( 13 ก.ค.)  เด็กหญิง มาเคย์ลา เอส. บาวลิง อายุ 6 ขวบ เสียชีวิตภายในบ้านพัก เขตวอชิงตัน รัฐอินเดียนา

จากการสอบสวนพบว่าก่อนเกิดเหตุ บิดาของเด็กกำลังทำความสะอาดปืนพกอยู่ภายในบ้านโดยคิดว่าถอดกระสุนออกแล้ว แต่ตรงกันข้าม ปืนลั่นกระสุนพุ่งเจาะศีรษะลูกสาว

เด็กถูกนำตัวขึ้นเครื่องบินพยาบาล ส่งโรงพยาบาลเด็กนอร์ตัน เมืองลุยส์วิลล์ ห่างออกไปราว 64 ก.ม. หลังจากนั้นไม่นาน แพทย์ยืนยันว่าเด็กเสียชีวิต

ตำรวจกำลังสอบสวนสาเหตุ แต่เบื้องต้นไม่คิดว่าจะมีเงื่อนงำ เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยว่าจะมีการแจ้งข้อหาใดหรือไม่

คู่มือปืนและระเบียบขั้นตอน ย้ำเตือนเจ้าของ จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าอาวุธนั้นยังมีกระสุนอยู่หรือไม่ และให้หันไปทิศทางปลอดภัยก่อนเริ่มลงมือทำความสะอาด กระนั้น อุบัติเหตุปืนลั่นขณะเช็ดปืน เป็นสาเหตุการเสียชีวิตแต่ละปีจำนวนไม่น้อยในสหรัฐ

ในปี 2556 ชายคนหนึ่งในรัฐนอร์ทคาโรไลนา ทำกระสุนลั่นใส่ศีรษะลูกชายวัย 10 ขวบขณะกำลังทำความสะอาดปืน

2558 หัวหน้าตำรวจเพนซิลวาเนียเสียชีวิต ทำกระสุนลั่นใส่หน้าอกตัวเองขณะกำลังทำความสะอาดปืน

2560 พนักงานในลานซ้อมยิงปืน ในเท็กซัส คร่าชีวิตเหยื่อรายหนึ่งขณะกำลังเช็ดปืนไรเฟิลล่าสัตว์ และเมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง ชายสองคนในเมืองเบอร์ลิงตัน รัฐนอร์ทคาโรไลนา กำลังทำความสะอาดปืนเช่นกัน เกิดเหตุไม่คาดฝัน กระสุนจากปืนยาวกระบอกหนึ่งลั่นใส่ช่องท้องของอีกคน ทำให้เขาเสียชีวิต

สถิติจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค พบว่า ในปี 2558 มีผู้เสียชีวิต 489 คนจากเหตุปืนลั่น ในจำนวนนี้มีเกือบ 50 รายที่เหยื่ออายุ 14 ปีหรือน้อยกว่านั้น

สลด!ม็อบศาลเตี้ยอินเดียลามคร่าชีวิตวิศวกรกูเกิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/334991

สลด!ม็อบศาลเตี้ยอินเดียลามคร่าชีวิตวิศวกรกูเกิล

ม็อบศาลเตี้ย,อินเดีย,วิศวกร,วิศวกรกูเกิล,พ่อลูกสอง

อินเดียแก้ไม่ตก ม็อบศาลเตี้ยอาละวาดสำเร็จโทษคนลักเด็กอาศัยข่าวลือปล่อยทางแอพแชท ล่าสุด เหยื่อเป็นพ่อลูกสอง วิศวกรกูเกิล

“อย่าปล่อยให้คนในรถสีแดงหลบหนี พวกมันเป็นพวกลักเด็ก” ข้อความนี้ พร้อมคลิปชาย 4 คนกำลังแจกจ่ายช็อกโกแลตให้กับเด็กนักเรียน ถูกส่งเข้าไปในกลุ่มสนทนาบนแอปพลิเคชัน  WhatsApp ในเมืองมูร์คี และหมู่บ้านโดยรอบในเขตบิดาร์ รัฐกรณาฏกะ ทางใต้ของอินเดีย เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา

ในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ชาวบ้านในมูร์กีรวมตัวกันออกมารุมประชาทัณฑ์ เป็นเหตุให้ชายคนหนึ่งใน 4 คน ซึ่งเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ของบริษัทกูเกิลเสียชีวิต อีก 3 คน บาดเจ็บสาหัส

ตำรวจสืบจนพบว่า ผู้ที่ส่งข้อความคนแรก คือนายมาโนช พาทิล เป็นชาวนาในหมู่บ้านฮันดิเครา และคนงานก่อสร้าง เขาเป็นหนึ่งในคนราว 30 คนที่ถูกจับจนถึงวันจันทร์  นายมาโนช  เป็นแอดมินของกลุ่มสนทนาบนWhatsApp 6 กลุ่ม ส่งข้อความปลุกระดมว่า 4 คนนั้นเป็นแก๊งลักเด็ก ไม่ควรปล่อยไว้

เหยื่อเคราะห์ร้าย ชื่อ โมฮัมเหม็ด อาซัม อาห์เหม็ด อายุ 32 ปี เป็นชาวเมืองไฮเดอราบัด เขาเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ของ แอคเซนชัวร์ ( Accenture  ) ที่กำลังทำงานในโครงการหนึ่งให้กับกูเกิล ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน เป็นเพื่อนวัย 30 ปี 20 ปี จากไฮเดอราบัดเช่นกัน คนที่สาม นายซาลาม ไอดัล บูไบซี สัญชาติกาตาร์ วัย 38 ปี

 

 สลด!ม็อบศาลเตี้ยอินเดียลามคร่าชีวิตวิศวกรกูเกิล  

( ซาลาม ไอดัล บูไบซี / ภาพ indianexpress  ) 

ญาติเหยื่อเล่าว่า ผู้ตายกับเพื่อนแวะร้านดื่มชา ใกล้กับโรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่หมู่บ้านฮันดิเครา  เห็นเด็กนักเรียนกำลังกลับบ้านในเย็นวันเกิดเหตุ  ซาลามจึงแจกช็อคโกแลตที่ซื้อมาจากต่างประเทศที่กำลังถืออยู่ให้แก่เด็กๆ แต่ชาวบ้านบางคนเห็นเป็นคนแปลกหน้ากำลังล่อลวงเด็กด้วยขนม จึงเริ่มมารุมล้อม ทั้ง 4 คนรู้สึกได้ว่าอันตรายกำลังมาเยือน จึงออกรถหนีออกมาได้ แต่บางคนถ่ายคลิปวิดีโอและภาพของพวกเขาไว้แล้วเผยแพร่ทาง  WhatsApp เมื่อไปถึงหมู่บ้านมูร์คี ห่างจากจุดเดิมราว 20 กิโลเมตร ชาวบ้านขวางถนนด้วยการล้มต้นไม้ขวางทาง ทำให้รถตกลงไปในคูน้ำ จากนั้น ม็อบก็ลากดึงพวกเขาออกมารุมทำร้าย นานถึง 45 นาที

คลิปหนึ่งแสดงให้ตำรวจสืบสวน ดิลิป ซาการ์ พยายามเจรจาเกลี้ยกล่อมให้ม็อบไว้ชีวิตพวกเขา ตำรวจเล่าว่า ขณะไปถึง มีคนถูกทำร้ายเสียชีวิตแล้วหนึ่งคน  ให้ลองนึกภาพคน 400-500 คนระดมปาก้อนหินและไม้เข้าใส่อีก 3 คนที่เหลือ  ตำรวจ 10 คนพยายามจับมือเป็นวงล้อมเหยื่อไว้ แต่ก็โดนม็อบเล่นงานด้วย จนตำรวจคนหนึ่งกระดูกขาแตก อีก 5 คนบาดเจ็บที่ศีรษะ ตำรวจพยายามอธิบายว่าพวกเขาไม่ใช่แก๊งลักเด็กแต่ชาวบ้านไม่อยู่ในอารมณ์รับฟัง ต้องการจะฆ่าพวกเขาอย่างเดียว แต่ในที่สุด ตำรวจก็สามารถเคลื่อนย้ายอีก 3 คนไปส่งโรงพยาบาลได้ทันก่อนถูกฆ่า

นับจากเดือนพฤษภาคม มีเหยื่อของม็อบศาลเตี้ยลักษณะนี้แล้ว 25 คน ซึ่งชนวนมาจากการเตือนแบบไม่มีที่มาที่ไป เรื่องแก๊งอุ้มเด็กบ้าง หรือขโมยอวัยวะบ้าง แพร่บน WhatsApp คนลงมือส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน และจำนวนมากมีสมาร์ทโฟนกันเป็นครั้งแรก ยังไม่ตระหนักเรื่องคลิปปลอมคลิปจริงที่ส่งต่อกันในสื่อสังคมออนไลน์

หนึ่งในฮีโร่นักดำน้ำ”เล็งฟ้อง”อีลอน มัสก์”ปมเรือดำน้ำจิ๋ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/334933

หนึ่งในฮีโร่นักดำน้ำ”เล็งฟ้อง”อีลอน มัสก์”ปมเรือดำน้ำจิ๋ว

ฮีโร่นักดำน้ำ,อีลอน มัสก์,เรือดำน้ำจิ๋็ว,เล็งฟ้อง

มหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ เดือดโดนนักดำน้ำผู้มีบทบาทสำคัญภารกิจถ้ำหลวง วิจารณ์เรือดำน้ำจิ๋วตรงไปตรงมา ซัดกลับผ่านทวิตเตอร์ จนเป็นเรื่อง

เวอร์นอน อันสเวิร์ท หนึ่งในนักดำน้ำและสำรวจถ้ำชาวอังกฤษผู้มีบทบาทสำคัญในภารกิจช่วยค้นหาและพาทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมี ออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน กล่าวว่าอาจจะฟ้อง อีลอน มัสก์  หลังจากที่มหาเศรษฐีนักธุรกิจผู้สร้างนวัตกรรมระดับโลก ไม่พอใจการวิจารณ์เรือดำน้ำจิ๋วของเขาที่ตั้งใจนำมาช่วยหมูป่าว่า ใช้ไม่ได้ แล้วตอบโต้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์แบบพิลึกว่า อันสเวิร์ทเป็นพวกใคร่เด็ก

Brodie Ferguson@brodieferguson

He said it not me! 😅

Cave rescuer slams Elon Musk’s submarine idea, says “He can stick his submarine where it hurts,wouldn’t have made the first 50m, Just a PR stunt” -CNN
(Repost for twitter video h/t @TezzlaCFO)

อันสเวิร์ท ซึ่งเป็นนักดำน้ำที่เคยเข้าไปสำรวจถ้ำและช่วยทำแผนที่  ให้สัมภาษณ์ CNN  ว่า ต้นแบบแคปซูล หรือเรือดำน้ำจิ๋วของมัสก์ไม่มีทางใช้ได้ อุปกรณ์ที่มีความยาว 5-6 ฟุต ไม่สามารถรอดผ่านช่องทางที่ซับซ้อน หรือ อุปสรรคในถ้ำได้ และมัสก์เองก็ไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางในถ้ำ  ทั้งหมดเป็นการโฆษณาตัวเองเพื่อเรียกความสนใจของมัสก์เท่านั้น

มัสก์ ซึ่งมีผู้ติดตามบนทวิตเตอร์ 22 ล้านคน ก็ทวิตตอบโต้โดยไม่เอ่ยชื่อและใช้คำแปลกๆและผิดปกติมากในการพูดถึงอันสเวิร์ท ว่า “pedo” ศัพท์สแลงที่ใช้พูดถึงพวกที่”ใคร่เด็ก” ( ย่อจากคำ paedophile )

ซีอีโอบริษัทเทสลา และสเปซเอ็กซ์ ยังระบุด้วยว่า เขาไม่แน่ใจว่าอันสเวิร์ทมีส่วนช่วยเหลือในภารกิจช่วยทีมหมูป่าจริงหรือเปล่า เพราะเขาเองก็ไม่พบนักดำน้ำคนนี้ในถ้ำ

ต่อมา มัสก์ลบข้อความตอบโต้ และไม่ได้แสดงความเห็นใดเพิ่มเติม

หนึ่งในฮีโร่นักดำน้ำ"เล็งฟ้อง"อีลอน มัสก์"ปมเรือดำน้ำจิ๋ว

อันสเวิร์ท วัย 63 ปี กล่าวว่า เขาไม่ได้เห็นทวิตทั้งหมด แต่รับทราบแล้ว

ต่อข้อถามว่าจะดำเนินการทางกฎหมายกับมัสก์ที่กล่าวหาหรือไม่ อันสเวิร์ท กล่าวว่าถ้าเรื่องเป็นอย่างที่เขาคิด คำตอบคือใช่ เขาจะตัดสินใจหลังจากเดินทางกลับอังกฤษในสัปดาห์นี้ แต่เรื่องราวกับมัสก์ไม่จบแน่ๆ “เขาเป็นแค่พ่อค้านักประชาสัมพันธ์ ทั้งหมดที่เขาเป็น”

ทวิตของมัสก์ ยังเรียกเสียงประณามจากผู้มีส่วนร่วมในภารกิจกู้ภัยระดับโลก อย่างเคลาส์ ราสมุสเซน ครูสอนดำน้ำชาวชาวเดนมาร์ก ที่บลู ลาเบล จ.ภูเก็ต ที่กล่าวว่ามัสก์กล่าวหาอย่างไม่เหมาะสม และยกย่องบทบาทของอันสเวิร์ทในภารกิจครั้งนี้ ในฐานะผู้ที่ทำแผนที่ส่วนใหญ่ภายในถ้ำได้อย่างสมบูรณ์ เป็นหนึ่งในกำลังหลักของภารกิจและช่วยให้ข้อมูลแก่นักดำน้ำว่าเกิดอะไรขึ้น

หมอบัดดี้ดร.ริชาร์ด แฮร์ริสไขปมวางยาสงบภารกิจหมูป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/334904

หมอบัดดี้ดร.ริชาร์ด แฮร์ริสไขปมวางยาสงบภารกิจหมูป่า

หมูป่า,หมอบัดดี่้,หมอแฮร์ริส,เบื้องลึก

สัตวแพทย์เพื่อนคู่หูของคุณหมอริชาร์ด แฮร์ริส ที่บินด่วนมาช่วยหมูป่า ยืนยันเรื่องการวางยาเด็กและโค้ชให้สงบที่สุดเพื่อความปลอดภัยในภารกิจสุดเสี่ยง

ดร.เครก ชัลเลน สัตวแพทย์เกษียณจากเมืองเพิร์ธ ผู้เชี่ยวชาญดำน้ำในถ้ำและเพื่อนของ ดร.ริชาร์ด แฮร์ริส วิสัญญีแพทย์ ที่มาร่วมภารกิจช่วยพาทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมีและโค้ช 13 คน ออกจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการข่าวเชิงสืบสวน “โฟร์ คอนเนอร์ส”  ( Four Corners )ที่จะออกอากาศแบบเต็มคืนนี้เวลา 20.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นช่องเอบีซี เกี่ยวกับการประเมินสุขภาพของเด็กและโค้ช จนถึงเตรียมความพร้อมพาทั้ง 13 คนออกมาในปฏิบัติการกู้ภัยที่นักดำน้ำต่างชาติหลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังไม่อยากเชื่อว่าจะสำเร็จ

ในการบอกเล่าเชิงลึกครั้งแรก ดร.ชัลเลน ยืนยันว่า “พวกเขาได้รับยาบางอย่างที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทเพื่อทำให้สงบ เนื่องจากสิ่งเลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น ก็คือคนใดคนหนึ่งเกิดอาการตื่นกลัวขึ้นมา”

“หากคุณสวมหน้ากากเต็มหน้าให้ผมแบบไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเลย และลากผมออกจากถ้ำ เดินทางราว 3 ชม. ผมก็คงจะผวาและตื่นกลัวเหมือนกัน”

เมื่อตอนได้รับการติดต่อ ดร.ชัลเลน และ ดร.แฮร์ริส เก็บกระเป๋าเตรียมเดินทางไปเที่ยวแล้วในวันรุ่งขึ้น แต่เมื่อเปลี่ยนใจ เขามีเวลา 45 นาที ในการบึ่งไปสนามบิน เขารื้อกระเป๋า วางแผนใหม่ และฉวยอุปกรณ์ที่ต้องใช้สำหรับทริปนี้และเดินทางทันที

ทั้งสองเดินทางถึงเชียงรายเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม  ตกบ่ายวันเสาร์ 7 กรกฎาคม ทั้งคู่ดำน้ำเข้าไปในถ้ำเพื่อไปประเมินสุขภาพของเด็กและโค้ช “พวกเขา (เด็กชาย) ดีใจแบบไม่เก็บอาการที่เห็นพวกเรา ผมจินตนาการไม่ออกเลยว่าการที่พวกเขาต้องอยู่ในที่แบบนั้น 9 วัน ตัดขาดโลกภายนอกมันเป็นอย่างไร น่าประหลาดใจและดีใจที่พบว่าพวกเขายังมีขวัญกำลังใจดีมาก”

ณ เวลานั้น เด็กและโค้ชมีหน่วยซีลไทยดูแล 4 คน และพวกเขาก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ดูแลและปลุกขวัญตลอดเวลา ดังนั้น สภาพโดยรวม ดีมาก พวกเขาได้กินอาหารมาแล้ว 2 – 3 วัน หลังจากไม่มีอาหารตกถึงท้อง 9 วัน กินแต่น้ำเล็กน้อย กระนั้นบางคนก็ตัวเล็กและผอมมาก มี 2 คน หนักแค่ 30 กก. พวกเขาตัวจิ๋วมากจริงๆ

“ในการดำนำเข้าไปครั้งแรก เราใช้เวลาแค่ 45 นาที แฮร์รี (หมอแฮร์ริส) ตรวจสภาพของพวกเขา มองไปรอบๆ และคิดว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง”

หมอบัดดี้ดร.ริชาร์ด แฮร์ริสไขปมวางยาสงบภารกิจหมูป่า

หมอชัลเลน กล่าวว่า ปฏิบัติการนี้ใช้เวลามาก และต้องต่อสู้กับอันตราย เพราะเพียงแค่คุณผิดพลาดเพียงนิดเดียว ที่ทำให้อุปกรณ์ช่วยหายใจไม่ทำงานอย่างเหมาะสม หรือรั่ว หรือเกิดอะไรทำนองนั้นโดยที่เราอาจไม่รู้ การอยู่ใต้น้ำอีก ชั่วโมงครี่ง ถึงสองชั่วโมง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันไม่มีทางที่จะกู้ชีพ หรือทำอะไรก็ตามในแบบนั้นได้

“ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เราคิดว่าจะได้ เราคิดว่ามีโอกาสมากที่เราจะต้องทำการกู้ชีพ มากกว่าดึงคนไข้ยังมีชีวิตจากที่ตรงนั้น ผมคิดว่าทุกคนดีใจกันแบบสุดๆเลยเวลานี้”

รายการ โฟร์ คอนเนอร์ส ยังอ้างแหล่งข่าวทางการด้วยว่า ดร.ชัลเลน กับ ดร.แฮร์ริส ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองทางการทูต ก่อนเริ่มภารกิจสุดเสี่ยง หลังการเจรจาตกลงกันระหว่างรัฐบาลออสเตรเลียกับรัฐบาลไทย กรณีมีความผิดพลาดเกิดขึ้น

ด้าน  พล.อ.ต.ชาร์ลส ฮอดจส์ จาก ยูเอส มิชชัน คอมมานด์ กล่าวว่า การตัดสินใจช่วยชีวิตเด็กด้วยการให้ดำน้ำ เป็นทางเลือกสุดท้าย หลังจากความคิดจะให้เด็กอยู่ในถ้ำจนกว่าน้ำจะลดถูกตัดออกไป เมื่อประเมินจำนวนรอบของการดำน้ำส่งอาหารให้พวกเขาในช่วง 4 – 5 เดือนข้างหน้า โดยแม้จะส่งเพียงมื้อเดียวต่อวัน ก็ต้องส่งถึง 1,800 มื้อ  และที่ไม่เลือกวิธีนี้ ก็เพราะฝนที่จะตกลงมาอีกไม่ช้า จะทำให้วิธีนี้เป็นไปไม่ได้เลย

 

หมอบัดดี้ดร.ริชาร์ด แฮร์ริสไขปมวางยาสงบภารกิจหมูป่า

ตลอด 3 วัน ดร.แฮร์ริส อยู่ที่เนินนมสาว หรือที่เรียกว่า “โถง 9” กับทีมหมูป่า ช่วยเตรียมความพร้อมพาออกจากถ้ำทีละคน

เจสัน มัลลิสัน นักดำน้ำของคณะกรรมการกู้ภัยผู้ติดถ้ำแห่งอังกฤษ (BCRC) ให้สัมภาษณ์ว่า “ดร.แฮร์ริส เป็นแกนหลักที่สำคัญของปฏิบัติการทั้งหมด ถ้าไม่มีเขาเราก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ มารยาทข้างเตียง (bedside manner) ถูกนำมาใช้ตอนที่เขาอยู่กับเด็กๆ พูดคุย ทำให้พวกเขาสงบ และเป็นส่วนหนึ่งในการส่งพวกเขาออกไปจากถ้ำ ส่วนเราก็เป็นเพียงแค่ผู้นำส่ง”

มัลลินสัน เป็นหนึ่งในทีมนักดำน้ำชาวอังกฤษ 4 คน ที่ทำหน้าที่ลำเลียงเด็กๆ ออกจากโถง 9 ไปยังโถง 3  ซึ่งมัลลิสัน เล่าตอนที่ดำน้ำผ่านความมืด แคบและคดเคี้ยวว่า พวกเราพยุงเด็กอยู่ ไม่ด้านซ้ายก็ด้านขวา จับหลัง หรือจับหน้าอกไว้ ผ่านช่วงน้ำท่วม 5 – 6 จุด ซึ่งในการกู้ภัยวันแรกยังพอมองเห็นทางในระยะ 1 เมตร จึงไม่ต้องจับเชือก แต่ในวันสุดท้าย ไม่เห็นอะไรเลย “มันต้องใช้พลังทางใจแบบเหลือล้น ผมต้องแนบเด็กไว้ติดกับตัวจนศีรษะกระแทกกับหินครั้งแรก ทัศนวิสัยแย่มาก มองไม่เห็นโขดหินเลยจนชนเข้าไปแล้วนั่นแหล่ะ หลังจากดำน้ำยากลำบากเข้าไปในจุดที่  8 จะเป็นทางแห้งยาวๆ จุดนั้น ดร.ชัลเลน ประจำการอยู่  บริเวณตรงนั้นเป็นเนินทรายและกองหินราว 200 เมตร ผมปลดอุปกรณ์ต่างๆ ออก เคลื่อนย้ายพวกเขาข้ามมา ก่อนสวมหน้ากากเต็มหน้าและอุปกรณ์ทุกอย่างกลับไปเข้าใหม่ และพาพวกเขาไปส่งต่อ

หมอบัดดี้ดร.ริชาร์ด แฮร์ริสไขปมวางยาสงบภารกิจหมูป่า

ที่โถงสาม ทีมกู้ภัยจากสหรัฐเข้ามารับช่วงต่อจากนักดำน้ำ พร้อมด้วยทีมแพทย์ของไทย หลังประเมินและปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่โรงพยาบาลสนาม จึงส่งต่อไปที่โรงพยาบาล

ขณะที่ จ่าอากาศเอกเดเร็ค แอนเดอร์สัน ซึ่งเป็นผู้บัญชาการปฏิบัติการดำน้ำของสหรัฐฯ กล่าวว่า ทีมของเขากับทีมผู้เชี่ยวชาญการดำน้ำนานาชาติ มีการซ้อมกันก่อนปฏิบัติการจริง โดยใช้เด็กๆ ในท้องถิ่นไปซ้อมกันในสระว่ายน้ำใกล้โรงเรียนของพวกเขา โดยความช่วยเหลือจากหน่วยซีลไทย จัดหาเด็กที่มีอายุ รูปร่างและความสูงใกล้เคียงกับเด็กๆ ที่อยู่ในถ้ำ ส่วนในพื้นที่จริง ก็มีการฝึกทีมหมูป่ากับโค้ช ซักซ้อมเรื่องการสวมชุดดำน้ำ, เสื้อชูชีพ, สวมหน้ากากดำน้ำแบบเต็มหน้าและตรวจสอบเพื่อความมั่นใจว่า พวกเขาสามารถหายใจได้

แอนเดอร์สัน กล่าวด้วยว่า มีเพียงสองอย่างที่จะทำให้เด็กไม่รอด นั่นคือ หน้ากากดำน้ำหลุด และน้ำเข้าไปในหน้ากาก ซึ่งไม่สามารถทำอะไรได้เมื่ออยู่ใต้น้ำ กับอากาศหมด

“คุณจะบอกเด็กอย่างไรก็ได้ที่อยากจะพูด แต่พอนำเด็กลงน้ำในสถานการณ์จริง มีความเสี่ยงสูงที่พวกเขาจะตื่นตระหนก”

หลังภารกิจลุล่วงวันที่ 3 แอนเดอร์สัน กล่าวว่า วินาทีที่คนสุดท้ายออกจากถ้ำ และทุกคนล้วนยืนอยู่ตรงนั้น พวกเราถึงได้รู้ตัวและอารมณ์หลากหลายประเดประดัง เป็นความรู้สึกกระแทกเข้ามาว่า เราเพิ่งได้ทำอะไรบางอย่างสำเร็จลุล่วงด้วยทีมงานขนาดมหึมา ผมไม่เคยทำอะไรเสี่ยงแบบนี้มาก่อนเลย

ผู้โดยสารเลือดออกหู-บินไรอันแอร์วูบ 8,500 เมตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/334885

ผู้โดยสารเลือดออกหู-บินไรอันแอร์วูบ 8,500 เมตร

ไรอันแอร์,เลือดออกหู,เครื่องดิ่งวูบ

เครื่องบินไรอันแอร์ ความดันในเครื่องลดต่ำพาเครื่องดิ่งวูบ 8,500 เมตร ผู้โดยสารฉุนไม่มีประกาศ บางคนเลือดออกหู

เครื่องบินโดยสารของไรอันแอร์ สายการบินประหยัดของไอร์แลนด์ ที่กำลังเดินทางจากกรุงดับลิน ไปยังเมืองซาดาร์ ประเทศโครเอเชีย พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 189 คน ต้องลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินฟรังเฟิร์ต-ฮาห์น ในเยอรมนี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากเครื่องบินดิ่งวูบกลางอากาศ 28,000 ฟุต ในเวลาไม่ถึง 10 นาที

View image on Twitter

Minerva Galvan@Maingd

A picture from one of the passengers of the flight FR7312, from Dublin to Zadar. She cannot fly due her injuries. We are still in the Frankfurt-Hahn. No information, no alternatives, no place to rest.@Ryanair

เนื่องจากความดันภายในเครื่องลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้หน้ากากออกซิเจนหย่อนตัวลงมา สร้างความตื่นตกใจแก่ผู้โดยสารอย่างมาก เนื่องจากไม่มีประกาศใดๆก่อนหน้า มีผู้โดยสาร 33 คน ถุกนำตัวส่งโรงพยาบาล บางคนมีเลือกออกหู

โรซาน บราวน์ลี ผู้โดยสารบนเที่ยวบินระทึกบอกกับ เอบีซีนิวส์ว่า เป็นเหตุการณ์น่ากลัวที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมา “จู่ๆหน้ากากออกซิเจนหย่อนลงมาตรงหน้า แบบไม่มีประกาศอะไรเลย พวกเราลนลวนรีบสวมหน้ากาก เสียงคนกรีดร้อง ร้องไห้ และตะโกน” และพอเครื่องบินดิ่งวูบ บราวน์ลีและผู้โดยสารอีกคน ซารา ซีเซลนิก บอกตรงกันว่ายังคงไม่มีประกาศจากนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่อง “นาทีที่เครื่องบินวูบ พวกเราคิดว่ากำลังจะตาย”

เมื่อเครื่องบินลงจอดที่สนามบินฟรังเฟิร์ต มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 33 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล รักษาอาการปวดศีรษะ ปวดหู และอาเจียน สกาย นิวส์ รายงานว่า มีผู้โดยสารบางคนเลือกออกหู

ผู้โดยสารทั้งสองคนยังร้องเรียนว่า  การดูแลหลังลงจอดที่สนามบินแย่มาก พวกเขาซื้อเบอร์เกอร์มาให้ 100 ชิ้น ขณะพวกเขามีกันอยู่ 189 คน ผู้สูงอายุและครอบครัวที่มีเด็ก ให้นอนบนเตียงพับ ส่วนที่เหลือแยกย้ายหาที่นอนกันเอง เท่ากับว่าพวกเธอไม่ได้นอนร่วม 36 ชั่วโมงจากปัญหาที่เกิดขึ้น

โฆษกไรอันแอร์ กล่าวว่า ได้แจกจ่ายคูปองเครื่องดื่มลูกค้าและจัดหาที่พัก แต่ห้องพักไม่เพียงพอ ต่อมาในวันเสาร์ ไรอันแอร์ พาผู้โดยสารส่วนใหญ่ขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้าปลายทางโครเอเชีย ส่วนผู้บาดเจ็บ 22 คนจาก 33 คน ขึ้นรถบัสกลับ เพราะร่างกายไม่พร้อม

สำหรับสาเหตุยังอยู่ระหว่างสอบสวน

ปริศนาการแขวนคอเจ้าลัทธิ”โอมชินริเกียว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/334782

ปริศนาการแขวนคอเจ้าลัทธิ”โอมชินริเกียว”

โอมชินริเกียว,ปริศนา,การแขวนคอ,เจ้าลัทธิโอมชินริเกียว

โดย..บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

ผ่านไปนานกว่า 20 ปีจนโลกแทบจะลืมชื่อและชะตากรรมของของโชโก อะซาฮารา หรือชิโอะ มัตสึโมโตะ เจ้าลัทธิโอมชินริเกียว หรือปรมัตถ์สัจจะ ผู้บงการให้สาวกเปิดฉากโจมตีสถานีรถไฟใต้ดินในกรุงโตเกียวด้วยก๊าซพิษซาริน เมื่อเดือนมีนาคม 2538 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย บาดเจ็บมากกว่า 6,200 คน

ตลอดช่วงหลังจากนั้นอีก 2-3 เดือนสาวกของโอม ชินริเกียวซึ่งเชื่อในเรื่องวันโลกาวินาศ รวมทั้งการจะเกิดภัยพิบัติในญี่ปุ่นและสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้พยายามก่อเหตุในสถานีรถไฟอีกหลายแห่ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ รวมทั้งก่อเหตุอื่นๆ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 29 ราย นำไปสู่การจับกุมทั้งเจ้าลัทธิมรณะและสาวกรวม 13 คน มีการนำตัวขึ้นศาลพิจารณาความผิดในข้อหาต่างๆ กระทั่งศาลสูงสุดได้พิพากษายืนให้ประหารมัตสึโมโตะและสาวกอีก 6 คน

จากนั้น ข่าวคราวของอาซาฮาระและสาวกเริ่มเงียบหาย รู้แต่เพียงว่าลัทธินี้ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “เอลป์” โดยยังคงปฏิบัติตามคำสอนเดิมจนถึงปัจจุบัน

 ปริศนาการแขวนคอเจ้าลัทธิ"โอมชินริเกียว"

กระทั่งจู่ๆมีข่าวเล็กๆข่าวหนึ่งปรากฎขึ้นในตอนเช้าตรู่ของวันที่ 6 ก.ค.ว่าทางการได้ประหารชีวิตด้วยการแขวนคออาซาฮาระแล้ว นับเป็นนักโทษคนแรกในจำนวน 13 คนที่ถูกประหาร หลังจากนั้นไม่นานนักก็ประหารชีวิตสาวกอีก 6 คน ในจำนวนนี้รวมถึงโยฮิเด ฮายากาวะ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการก่อสร้าง

จากนั้น กระทรวงยุติธรรมจึงค่อยแถลงยืนยันการประหารชีวิตเจ้าลัทธิและสาวกโอมชินริเกียวทั้ง 7 คน พร้อมกับให้เหตุผลถึงเหตุที่การลากยาวการประหารชีวิตนานถึง 23 ปีว่าเป็นเพราะต้องให้ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนต่อสู้คดีจนถึงชั้นสุดท้ายคือศาลฎีกา ซึ่งเพิ่งตัดสินเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยืนคำพิพากษาให้ประหารชีวิตด้วยการแขวนคอทุกคน

ก่อนหน้าจะถูกแขวนคอเจ้าตัวแสดงความประสงค์จะมอบศพให้ลูกสาวคนที่สี่ ซึ่งประกาศตัวเมื่อปลายปี 2560 ว่าได้ละทิ้งความเชื่อมั่นในลัทธินี้ และตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดกับครอบครัวรวมทั้งสาวกที่นับถือลัทธินี้ แต่ลูกสาวนอกคอกคนนั้นประกาศว่าไม่ประสงค์จะเก็บกระดูกของพ่อไว้ รวมทั้งจะไม่มอบให้กับบรรดาสาวกที่ต้องการเก็บไว้แทนเพื่อให้เป็นที่พึ่งจิตใจ สุดท้ายกระทรวงยุติธรรมได้ยุติข้อพิพาทด้วยการให้เก็บกระดูกไว้ในเรือนจำแทน

   เรียกได้ว่าถึงตัวจะตายแล้ว แต่วิญญาณยังคงถูกจองจำในคุกต่อไป

ขณะเดียวกัน สื่อหลายสื่อได้วิเคราะห์ว่าการตายของอาซาฮาะ ได้ทิ้งปมปริศนาไว้หลายปมที่ไม่มีวันได้รับการเฉลยคำตอบตลอดชั่วนิจนิรันดร์ หนึ่งในปริศนาลึกลับก็คือ เจ้าตัวเป็นบ้าจริงหรือไม่หรือเสแสร้งแกล้งทำหมายจะหลุดพ้นโทษประหารชีวิต

 ปริศนาการแขวนคอเจ้าลัทธิ"โอมชินริเกียว"

สำนักข่าวหลายแห่งเริ่มลำดับเหตุการณ์หมายจะหาคำตอบให้ได้ แต่สุดท้ายก็ยังไร้ซึ่งคำเฉลยใดๆ เริ่มตั้งแต่ตอนที่อาซาฮาระ ให้การครั้งแรกต่อศาลชั้นต้นในกรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 24 เม.ย.2539 ว่า”ผมชื่อโชโก อาซาฮาระ แต่ผมสละชื่อนี้ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว “ก่อนจะเสริมว่าชื่อตามกฎหมายก็คือชิซูโอะ มัตสึโมโตะ พร้อมกับยอมรับว่า “ผมเป็นผู้นำโอม ชินริเกียว”

นี่คือขั้นตอนแรกของกระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งต้องใช้เวลาในการไต่สวนถึง 257 ครั้ง กินเวลานานถึง 7 ปี 10 เดือน ในตอนแรก เจ้าลัทธิปรมัตถ์สัจจะแสดงท่าทีให้เห็นว่ากระตือรือล้นเข้าร่วมการหารือกับทีมทนายความเกี่ยวกับการให้ปากคำของตัวเอง แต่ท่าทีนี้เริ่มเปลี่ยนไประหว่างการสอบปากคำครั้งที่ 8 ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ตอนที่สาวกโอมชินริเกียวไปให้การในฐานะพยานและสารภาพกับศาลว่าได้ก่ออาชญากรรมขึ้นตามคำสั่งของมัตสึโมโตะ

 ปริศนาการแขวนคอเจ้าลัทธิ"โอมชินริเกียว"

(โยชิฮิโร อินูเอะ)

ระหว่างการไต่สวนครั้งที่ 13 ในเดือนตุลาคม มัตสึโมโตะได้เรียกร้องไม่ให้ตรวจสอบคำให้การของโยชิฮิโร อินูเอะ สาวกคนหนึ่งเกี่ยวกับการวางแผนโจมตีระบบรถไฟใต้ดินด้วยก๊าซพิษซาริน จากนั้นก็เริ่มพล่ามแถลงย้ำแถลงการณ์ดังกล่าวครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเป็นไปไม่ได้ กระทั่งศาลต้องสั่งยกเลิกการไต่สวนกลางคันครั้งแล้วครั้งเล่า

 ปริศนาการแขวนคอเจ้าลัทธิ"โอมชินริเกียว"

การไต่สวนครั้งที่ 34 ในเดือนเม.ย. 2540 มัตสึโมโตะได้ยืนให้การเกี่ยวกับคดีที่ถูกฟ้อง 17 คดี ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าลัทธินี้เกี่ยวข้องในทุกข้อกล่าวหา แต่ปฏิเสธว่าตัวเองในฐานะปัจเจกบุคคลไม่ได้เกี่ยวข้องใน 16 ข้อกล่าวหา โดยกล่าวว่า ”ผมสั่งสาวกให้ยุติการโจมตีด้วยก๊าซซาริน” และก็กล่าวต่อว่า ”ผมพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย “ จากนั้น ก็พูดภาษาอังกฤษอีก 2-3 ประโยค ก่อนจะลากยาวคำให้การระหว่างการไต่สวนถึงเกือบ 3 ชั่วโมง แล้วปุบปับก็เปลี่ยนไปไม่ให้ความสนใจกับการไต่สวนอีกต่อไป

ระหว่างการไต่สวนจากเดือน มี.ค.-เม.ย.2546 ครอบครัวของผู้ตกเป็นเหยื่อต่างเรียกร้องให้ประหารเจ้าลัทธิโอมชินริเกียว ด้วยอารมณ์และคารมที่พลุกพล่านด้วยความโกรธ แต่มัตสึโมโตะกลับทำท่าหาวด้วยความเบื่อหน่ายหลายครั้งหรือบางครั้งก็ทำทีเหมือนกับงีบหลับ เมื่อกระบวนการไต่สวนมาถึงช่วงท้ายๆในครั้งที่ 256 ซึ่งจะมีการปิดการสอบปากคำ เขาถึงกับนิ่งเงียบ

กระทั่งศาลได้อ่านคำพิพากษาในวันที่ 27 กพ.2547 ให้ประหารชีวิต  การเคลื่อนไหวเดียวของมัตสึโมโตะก็คือยืนก้มหน้า ขณะมือซ้ายกำจนแน่น เมื่อผู้พิพากษาอธิบายถึงกระบวนการยื่นอุทธรณ์ เขาแค่ส่ายหน้าเล็กน้อยเหมือนกับจะบอกว่าไม่อุทธรณ์ พร้อมกับกระซิบพูดกับตัวเองเบาๆ

 ปริศนาการแขวนคอเจ้าลัทธิ"โอมชินริเกียว"

แหล่งข่าวในกระทรวงยุติธรรมเผยว่าระหว่างถูกขังเดี่ยวรอการประหารชีวิตซึ่งต้องรอนานถึง 23 ปี มัตสึโมโตะจะนั่งเงียบเฉย ไม่ตอบรับใดๆแม้ยามที่อยู่หน้าห้องขังจะบอกว่ามีคนมาเยี่ยม เพียงแต่ยังกินอาหารเองได้และเดินไปรอบๆห้องขังในบางครั้ง หรือพูดพึมพัมกับตัวเอง เวลาจะอาบน้ำต้องมีคนคอยช่วย

ในกระบวนการพิจารณาคดีอาญามีอยู่ข้อหนึ่งระบุว่ารัฐมนตรียุติธรรมอาจจะสั่งให้ระงับโทษประหารชีวิตถ้าหากพบว่านักโทษมีอาการป่วยทางจิตหรือเป็นบ้า ตอนแรกหลายคนเชื่อว่ามัตสึโมโตะจะใช้ช่องโหว่ตรงนี้มาเป็นประโยชน์เพื่อให้รอดพ้นโทษประหารชีวิต จึงแสร้งแสดงอาการต่างๆเหมือนคนสติไม่ดี แต่แหล่งข่าวในกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่ารัฐมนตรียุติธรรมไม่เคยพิจารณาจะลดโทษประหารชีวิตให้เพราะยังมองว่าเขาเป็นคนปรกติ เนื่องจากยังสามารถพูดคุยกับคนที่มาเยี่ยม หรือยังสามารถออกกำลังกายและอาบน้ำเหมือนคนปรกติ “แพทย์จะไปตรวจสุขภาพอาซาฮาราเป็นประจำและเขียนใบรับนรองว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใดหากจะประหารชีวิตเขา”

 ปัญหาทางจิตของอาซาฮาราเป็นที่ถกเถียงกันมานานแม้กระทั่งก่อนที่ศาลสูงสุดจะตัดสินยืนคำพิพากษาให้ประหารชีวิตตามคำพิพากษาของศาลโตเกียวเมื่อเดือนกพ.2547 และทนายความของเขาไม่ยื่นอุทธรณ์อ้างว่าไม่สามารถจะสื่อสารกับลูกความได้

 ปริศนาการแขวนคอเจ้าลัทธิ"โอมชินริเกียว"

แต่แล้วทนายความของมัตซึโมโตะกลับเรียกร้องให้ยุติการพิจารณาคดีนี้อ้างว่าเจ้าตัวไม่แข็งแรงพอที่จะถูกนำตัวไปพิจารณาคดีได้ แต่ศาลสูงโตเกียวได้ตัดสินเมื่อเดือนมี.ค.2549 ยกคำอุทธรณ์ให้ยกโทษประหารชีวิต โดยให้เหตุผลว่ าทั้งผู้ต้องหาและทนายความไม่ได้ยื่นเรื่องของอุทธรณ์ ศาลสูงจึงเชื่อว่าอาซาฮารา แข็งแรงพอที่จะถูกนำตัวมาพิจารณาคดีโดยดูจากผลการตรวจและประเมินสุขภาพจิตที่มีขึ้นตามคำสั่งศาล

อาศัยความจริงที่ว่ามัตสึโมโตะมักจะม่อยหลับและออกแถลงการณ์เป็นช่วงๆระหว่างดำเนินดคี ศาลอุทธรณ์จึงเชื่อว่าเจ้าตัวแสร้งทำตัวว่าไม่สมควรจะดำเนินคดีต่อไป เพราะเห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าศาลจะต้องพิพากษาให้ประหารชีวิต พร้อมกับย้ำว่ามัตสึโมโตะได้ตะโกนว่า”ทำไม”พร้อมกับสบถคำหยาบในห้องขังเมื่อรู้ว่าต้องโทษประหารชีวิต “เห็นได้ชัดว่าเขารู้เรื่องโทษประหารชีวิต แต่ก็ไม่อาจบอกได้ว่าเขาเริ่มมีอาการป่วยทางจิตจากผลการถูกกักขังหรือไม่” ศาลสูงโตเกียวได้พิพากษาระหว่างแถลงไม่รับคำอุทธรณ์ที่ขอให้ไม่ต้องโทษประหารชีวิต

 ปริศนาการแขวนคอเจ้าลัทธิ"โอมชินริเกียว"

.                            ขณะเดียวกัน ลูกสาวคนที่ 2 ของมัตสึโมโตะและคนอื่นๆได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลและพรรคต่างๆ อ้างว่ามัตสึโมโตะไม่ได้รับการดูแลให้ดีเท่าที่ควรทั้งๆที่เห็นว่าเขามีอาการป่วยทางจิตจากการถูกคุมขัง แต่ศาลโตเกียวตัดสินเมื่อปี 2552 ไม่รับคำฟ้องนี้ อ้างว่าโจทย์ไม่ได้แสดงหลักฐานทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือได้ ว่ามัตสึโมโตะมีพฤติกรรมที่เรียกว่าเป็น“โรคจิตในเรือนจำ”อันเป็นกลุ่มอาการที่แสดงออกถึงความเครียดหรือความกลัว หรือความสับสนหวังจะเรียกร้องความเมตตาหรือความสงสาร จากสังคม แต่ศาลโตเกียวได้ยกคำฟ้องนี้เมื่อกลางปี 2552 ยืนยันว่ามัตสึโมโตะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากแพทย์ และศาลสูงสุดได้ยืนคำตัดสินนี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

คลิปนาทีชีวิตหวิดลูกหลงถังแก๊สรถระเบิดตูมใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/334677

คลิปนาทีชีวิตหวิดลูกหลงถังแก๊สรถระเบิดตูมใหญ่

ถังแก๊สระเบิด,หญิงรัสเซีย,หวุดหวิด

รถจอดอยู่ดีๆ ฝากระโปรงท้ายระเบิดกระจุย คนเดินผ่านโชคดีไม่ได้รับบาดเจ็บ

คลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์รัสเซียเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แสดงให้เห็นรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ในย่านเงียบสงบ กลางเมืองคราสโนดาร์ ทางใต้ของรัสเซีย

จู่ๆก็ระเบิดอย่างแรงส่งเศษชิ้นส่วนปลิวกระจายและควันสีขาวขโมง คาดว่าเกิดจากถังแก๊สท้ายรถเป็นสาเหตุ

ก่อนเกิดเหตุ สตรีคนหนึ่งเพิ่งเดินผ่านรถคันนั้น หวุดหวิดจะโดนชิ้นส่วนจากแรงระเบิดปลิวออกมา แต่ก็โชคดีว่าห่างมากพอจนไม่ได้บาดเจ็บใดๆ

ในวันเกิดเหตุ อากาศร้อน อุณหภูมิแตะ 40 องศาเซลเซียส คาดว่าถังแก๊สระเบิดทนความร้อนไม่ไหว จึงเกิดระเบิดขึ้น ชาวบ้านแถวนั้นโทรแจ้งพนักงานดับเพลิงทันที แต่โชคดีอีกที่ไม่มีเหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้น

คลิปนาทีชีวิตหวิดลูกหลงถังแก๊สรถระเบิดตูมใหญ่

 

คลิปนาทีชีวิตหวิดลูกหลงถังแก๊สรถระเบิดตูมใหญ่

 

คลิปนาทีชีวิตหวิดลูกหลงถังแก๊สรถระเบิดตูมใหญ่

ศรีลังการับสมัคร”เพชฌฆาตแขวนคอ”หลังฟื้นประหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/334673

ศรีลังการับสมัคร”เพชฌฆาตแขวนคอ”หลังฟื้นประหาร

ศรีลังกา,แขวนคอ,เพชฌฆาต,คดียาเสพติด

ตำแหน่งว่างที่ศรีลังกา เพชฌฆาตแขวนคอ หลังรัฐบาลฟื้นประหารนักโทษคดียาเสพติด  ลั่นจะเลียนแบบสงครามยาเสพติดฟิลิปปินส์

โฆษกทัณฑสถานศรีลังกา แจ้งว่าจะลงโฆษณาประกาศรับสมัครเพชฌฆาต ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ว่างอยู่ ในสัปดาห์หน้า หลังจากประธานาธิบดีไมตรีพลา สิริเสนา ประกาศว่าจะประหารนักโทษคดียาเสพติดแทนขังคุกคลอดชีวิต

อาชญากรคดีฆาตกรรม ข่มขืน และคดียาเสพติด ในศรีลังกา มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต แต่โทษจริงเป็นจำคุกตลอดชีวิต และศรีลังกาไม่เคยประหารนักโทษอีกเลยนับจากปี 2519 กระนั้นยังจ้างเพชฌฆาตอย่างเป็นทางการอยู่ กระทั่งเพชฆาตแขวนคอ 3 คน ลาออกไปในปี 2557 ทำให้ตำแหน่งว่างลงนับแต่นั้น

เมื่อรัฐบาลตัดสินใจว่าจะกลับมาใช้โทษประหารอีก สำนักงานทัณฑสถานศรีลังกาจึงต้องเตรียมพร้อมไว้

ผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือก จะได้รับเงินเดือน 35,000 รูปี (ราว 7,300 บาท )

ประธานาธิบดีสิริเสนา กล่าวเมื่อวันอังคารว่า ศรีลังกาจะประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติดที่ก่อความผิดซ้ำจากในเรือนจำ เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายกวาดล้างยาเสพติดและอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง จำเป็นต้องใช้มาตรการที่เด็ดขาดกว่าเดิม นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังอนุมัติข้อเสนอ ที่จะใช้ทหารทำสงครามยาเสพติด

โฆษกรัฐบาลศรีลังกากล่าวว่า ฟิลิปปินส์ประสบความสำเร็จในการใช้ทหารเข้ามาร่วมจัดการกับปัญหานี้ เราจะพยายามเลียนแบบความสำเร็จของฟิลิปปินส์ “จากนี้ไป เราจะแขวนคอผู้กระทำผิดคดียาเสพติดโดยไม่มีผ่อนผันโทษประหาร”

สำนักงานราชทัณฑสถานศรีลังกา ระบุว่า ปัจจุบัน มีนักโทษในแดนประหาร 373 คน จำนวนนี้  18 คนเป็นนักโทษคดียาเสพติด

โวยเศรษฐีไอซ์แลนด์ฆ่า-ชำแหละวาฬสีน้ำเงินตัวแรกใน 40 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/334601

โวยเศรษฐีไอซ์แลนด์ฆ่า-ชำแหละวาฬสีน้ำเงินตัวแรกใน 40 ปี

วาฬสีน้ำเงิน,ฆ่าครั้้งแรกใน 40 ปี,ไอซ์แลนด์,เศรษฐีไอซ์แลนด์

เจ้าของบริษัทล่าวาฬโต้ไม่ใช่วาฬสีเงิน แต่เป็นวาฬลูกผสมหายาก หากใช่วาฬสีน้ำเงินก็ไม่ได้เจตนา

กลุ่มต่อต้านการล่าวาฬ  ซี เชพเฟิร์ด ออกแถลงการณ์ระบุว่าบริษัทล่าวาฬ  Hvalur  ของ คริสเตียน ลอฟต์วัน มหาเศรษฐีร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของไอซแลนด์ ฆ่าและชำแหละวาฬสีน้ำเงินที่เมืองท่า Hvalfjordur พร้อมเผยภาพถ่ายของอาสาสมัครสังเกตการณ์ขณะลูกเรือกำลังสำรวจซากวาฬขนาดมหึมา

โวยเศรษฐีไอซ์แลนด์ฆ่า-ชำแหละวาฬสีน้ำเงินตัวแรกใน 40 ปี 

วาฬสีเงิน สัตว์ใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังคงอยู่ เป็นชนิดพันธุ์สัตว์คุ้มครอง ที่ไม่เคยถูกจับได้โดยเจตนามาตั้งแต่ปี 2521

วาฬชนิดนี้หากโตเต็มวัย อาจมีความยาวได้ถึง 30 เมตร หนัก 200 ตัน คณะกรรมการล่าวาฬระหว่างประเทศ (ไอดับเบิลยูซี) ขึ้นทะเบียนคุ้มครองมาตั้งแต่คริสต์ทศวรรษที่ 1960 หลังจากถูกล่าแบบไม่มีการควบคุมมานานหลายสิบปี กองทุนอนุรักษ์สัตว์ป่า ระบุว่า วาฬสีน้ำเงินถูกล่า 3.6 แสนตัวจนเกือบสูญพันธุ์ ในศตวรรษที่ 20 เฉพาะน่านน้ำแอนตาร์กติกแห่งเดียว  ก่อนที่ไอดับเบิลยูซีจะห้ามล่าเพื่อการค้าอย่างสิ้้นเชิงในปี 2529

แต่ลอฟต์สัน อ้างว่า วาฬที่โวยวายกัน เป็นวาฬข้ามสายพันธุ์หายาก ระหว่า่งวาฬฟินกับวาฬสีน้ำเงิน ที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีคุ้มครองของไอซ์แลนด์ และหากเป็นวาฬสีน้ำเงินจริง ก็ถือเป็นการล่าโดยไม่เจตนา

โวยเศรษฐีไอซ์แลนด์ฆ่า-ชำแหละวาฬสีน้ำเงินตัวแรกใน 40 ปี 

“ในอดีต เราเคยจับวาฬลูกผสมแบบนี้ได้อย่างน้อย 5 ตัว หลังสุดเป็นปี 2557 มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมองลงไปในทะเลแล้วจะรู้ว่าเป็นวาฬลูกผสม หรือวาฬฟิน เราตามล่ามัน ยิงมัน จับได้แล้วถึงจะรู้ เรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้อีก ” พร้อมกับปกป้องพนักงานถ่ายรูปกับวาฬหายาก รวมถึงภาพที่ผู้ชายคนหนึ่งนั่งบนตัวสัตว์ ว่า พวกเขาก็ทำแบบนั้นทุกครั้งอยู่แล้ว หากไปตกปลา คนก็มักจะถ่ายรูปกับสัตว์ที่จับได้เป็นพิเศษ

โวยเศรษฐีไอซ์แลนด์ฆ่า-ชำแหละวาฬสีน้ำเงินตัวแรกใน 40 ปี 

นอกจากนี้ เขาไม่รู้สึกกังวลกับกระแสวิจารณ์จากกลุ่มนักอนุรักษ์ โดยระบุว่าคนเหล่านี้ต่อต้านทุกอย่าง และบริษัทของเขาก็ไม่ได้ปิดบัง แต่เปิดให้คนนอกมองเข้ามาเห็นจากผ่านรั้วเวลานำวาฬขึ้นมาบนฝั่ง

รัฐบาลไอซ์แลนด์แจ้งว่า จะตรวจสอบพันธุกรรมซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน แต่ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า ตัวที่จับได้ไม่ใช่วาฬสีน้ำเงินแต่เป็นลูกผสมระหว่างวาฬฟิน กับ วาฬสีน้ำเงิน

อดัม เอ แพ็ค นักวิจัยและศาสตราจารย์ชีววิทยา มหาวิทยาลัยฮาวาย บอกสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่าภาพที่ปรากฎ จากขนาดและลักษณะครีบ เป็นวาฬสีน้ำเงินชัดเจน

นักอนุรักษ์กล่าวว่าต่อให้ไม่ใช่วาฬสีน้ำเงิน เหตุการณ์นี้ฉายให้เห็นอยู่ดีว่า ไอซ์แลนด์กับอีกบางประเทศยังเดินหน้าท้าทายกฎหมายระหว่างประเทศ

ไอซ์แลนด์ ยังล่าวาฬเป็นประจำบนเงื่อนไขของตัวเอง แม้ว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกของไอดับเบิลยูซี และเริ่มส่งออกเนื้อวาฬไปญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2551 แต่การล่าวาฬสีเงิน เป็นเรื่องผิดกฎหมาย