แซ่ซ้องตร.ซิกข์ฮีโร่ช่วยป้องมุสลิมกลางม็อบฮินดู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327709

แซ่ซ้องตร.ซิกข์ฮีโร่ช่วยป้องมุสลิมกลางม็อบฮินดู

ต่างประเทศ > ข่าวต่างประเทศ  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ตรซิกข์,มุสลิม,ม็อบฮินดู,ฮีโร่

ไม่หวั่นกฎหมู่ ตำรวจซิกข์ช่วยชีวิตหนุ่มสลิม หวุดหวิดโดนม็อบฮินดูรุมประชาทัณฑ์

กากันดีป ซิงห์ ตำรวจซิกข์ ได้รับการยกย่องจากชาวสื่อสังคมออนไลน์ในแดนภารตเป็นฮีโร่ หลังจากคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่าเขาพยายามปกป้องหนุ่มมุสลิมคนหนึ่งจากม็อบฮินดูที่อยู่อารมณ์โกรธแค้นอย่างกล้าหาญ

เหตุการณ์ในคลิปเกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร หนุ่มมุสลิมนัดพบเพื่อนหญิงที่นับถือศาสนาฮินดู ที่วัดแห่งหนึ่งในรัฐอุตตราขัณฑ์ และต่อมาทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่าแสดงท่าทางไม่เหมาะสม เมื่อได้ข่าว ชาวบ้านฮินดูยกพวกกันไปหวังให้บทเรียน

รองสารวัตรกากันดีป ซิงห์ ได้รับแจ้งจึงรุดไปยังที่เกิดเหตุทันที และพบฝูงชนรุมล้อมเตรียมจะเล่นงานหนุ่มสาวคู่นี้  แต่ซิงห์ไม่ได้หวาดกลัว แม้ว่าม็อบอยู่ในอารมณ์โกรธแค้น ร้องตะโกนด่าทอ และส่อใช้ความรุนแรง ซิงห์ดึงหนุ่มมุสลิมมาใกล้ตัวทันทีหลังชาวบ้านเริ่มเข้าทุบตี แถมยังเป็นโล่ห์ป้องกันจนเจ็บตัวแทนในหลายจังหวะ และพลอยโดนชาวบ้านรุมต่อว่าไปด้วย

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ชาวบ้านอารมณ์ร้อนก็สลายตัวไป ส่วนหนุ่มสาวถูกพาไปยังสถานีตำรวจ ก่อนส่งตัวให้กับครอบครัว

อีกด้านหนึ่ง ตำรวจรัฐอุตตราขัณฑ์ กำลังตามล่าตัวผู้ต้องสงสัยอย่างน้อย 5 คนที่ก่อเรื่องและเห็นหน้าในคลิปอย่างชัดเจน

แซ่ซ้องตร.ซิกข์ฮีโร่ช่วยป้องมุสลิมกลางม็อบฮินดู


สื่อเกาหลีเห็นความอ่อนล้าจากดวงตา”คิมจองอึน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327700

สื่อเกาหลีเห็นความอ่อนล้าจากดวงตา”คิมจองอึน”

ต่างประเทศ > ข่าวต่างประเทศ  :  6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ประชุมสุดยอด,คิมจองอึน,ประชุมสุดยอดสองเกาหลี,ไม่สดใส

ภาพและคลิปที่ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้เผยแพร่ หลังพบหนสองกับมุนแจอินแบบสายฟ้าแลบ เผยความวิตกของคิมจองอึน

การประชุมสุดยอดครั้งที่สอง ที่หมู่บ้านปันมุมจอม ในเขตปลอดทหาร แบบไม่มีประกาศล่วงหน้า ระหว่างประธานาธิบดีมุน แจอินของเกาหลีใต้กับ คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา( 26 พ.ค.) สร้างความประหลาดใจ

สื่อเกาหลีเห็นความอ่อนล้าจากดวงตา"คิมจองอึน"

( ประชุมสุดยอดเมื่อ 27 เมษายน ) 

แม้เทียบไม่ได้กับความตื่นเต้นที่มีต่อการประชุมครั้งแรกเมื่อ 27 เมษายนที่ผ่านมา แต่ก็มีความน่าสนใจในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่า บรรยากาศบนคาบสมุทรเกาหลี จะไปทางไหน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ เล่มเกมไม่อยู่กับร่องกับรอย วันหนึ่งประกาศยกเลิกประชุมสุดยอดเพราะเกาหลีเหนือไม่เป็นมิตร อีกวันเปลี่ยนใจว่ายังไม่แน่ เพราะเกาหลีเหนือแสดงท่าทีสร้างสรรค์

สื่อเกาหลีเห็นความอ่อนล้าจากดวงตา"คิมจองอึน"

โคเรีย ไทมส์ ตั้งข้อสังเกตว่า ในการมาพบกันครั้งที่สองนี้  ตาของคิมจองอึน ส่อความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจจะเกิดจากการนอนน้อย หรือเพราะมีเรื่องกังวล ผู้นำหนุ่มไม่ได้เปิดยิ้มสดใส เหมือนกับที่เคยเห็นในการประชุมเมื่อหนึ่งเดือนก่อน

ซึ่งสื่อเกาหลีใต้สำนักนี้ วิเคราะห์ว่า เกาหลีเหนือลองใช้อุบายยึกยักเดิมๆกับประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อความได้เปรียบ แต่ไม่ได้ผล

เกาหลีเหนือยกเลิกนัดประชุมระดับสูงทางทหารกับเกาหลีใต้ อ้างว่าไม่พอใจการซ้อมรบของสหรัฐกับเกาหลีใต้ ไม่ไปพบทีมงานเตรียมประชุมสุดยอดกับสหรัฐที่สิงคโปร์ หลังแสดงความไม่พอใจกับความเห็นเชิงกดดันของที่ปรึกษาความมั่นคงสหรัฐ และกีดกันนักข่าวเกาหลีใต้ไม่ให้เข้าร่วมสังเกตการณ์การระเบิดทำลายอุโมงค์ศูนย์ทดลองนิวเคลียร์ช่วงหนึ่ง

แต่ทรัมป์ไม่หลงกล ส่งจดหมายบอกผู้นำที่มีวัยอ่อนกว่าครึ่งหนึ่ง ว่าขอยกเลิกประชุมที่สิงคโปร์ทำให้เกาหลีเหนือตื่นตระหนก ออกแถลงการณ์ที่แทบเป็นการขอโทษกลายๆ และขอให้ทบทวนอีกที ซึ่งทรัมป์ก็ไม่ได้คิดนานราวกับว่าคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว ออกมาบอกประชาคมโลกทันทีว่านัดเจอ 12 มิ.ย.อาจยังคงอยู่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเกาหลีเหนือจะทำตัวอย่าไร

สื่อเกาหลีเห็นความอ่อนล้าจากดวงตา"คิมจองอึน"

ความวิตกนี้ สะท้อนผ่านถ้อยแถลงของประธานาธิบดีมุน แจ อิน ที่แถลงในกรุงโซลว่า  ผู้นำเปียงยางยังยืนยันชัดเจนว่า จะปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีอย่างสิ้นเชิง แต่ที่ยังไม่วางใจและไม่ชัดเจนก็คือ รัฐบาลวอชิงตันจะให้หลักประกันความมั่นคงปลอดภัยของระบอบเปียงยางระดับไหน หากเขาปลดอาวุธนิวเคลียร์แล้ว

“แต่อีกด้าน ประธานาธิบดีทรัมป์บอกผมระหว่างประชุมสุดยอดที่วอชิงตันเมื่อวันอังคาร ว่าหากเกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐไม่เพียงจะยุติความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้า แต่สหรัฐพร้อมจะช่วยให้เกาหลีเหนือประสบความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ”

สื่อเกาหลีเห็นความอ่อนล้าจากดวงตา"คิมจองอึน"

ใครนัดแล้วทำไมต้องปิดเงียบหลายชม. 

เมื่อบ่ายวันศุกร์ คิมจองอึน เป็นฝ่ายติดต่อขอนัดประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีมุนครั้งที่ 2   ที่อาคารทงกิลคัก เขตปลอดทหารฝั่งเกาหลีเหนือ การประชุมใช้เวลา 2 ชม. ระหว่าง 15.00-17.00 แต่ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้แถลงเรื่องการพบกันเมื่อเวลา 19.50 น. และนัดแถลงรายละเอียด 10.00 น.ของวันอาทิตย์

ประธานาธิบดีมุน กล่าวว่า เกาหลีเหนือขอนัดประชุม หลังจากสถานการณ์สับสน 24 ชม.ก่อนหน้า ซึ่งเขาก็ตอบรับข้อเสนอด้วยความยินดี ส่วนเหตุที่เพิ่งแถลงรายละเอียดในช่วงสายวันอาทิตย์ ก็เป็นไปตามคำร้องขอของผู้นำเกาหลีเหนืออีกเช่นกัน เพราะต้องการให้เวลากับสื่อในประเทศเตรียมนำเสนอข่าว

ต่อข้อถามอีกครั้งถึงความจริงใจของเกาหลีเหนือที่จะปลดอาวุธนิวเคลียร์ ผู้นำเกาหลีใต้ ยกเรื่องการทำลายศูนย์ทดลองระเบิดนิวเคลียร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แต่ก็ยอมรับว่า  หนทางสู่การปลดอาวุธนิวเคลียร์สิ้นเชิง และสันติภาพสมบูรณ์นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เหมือนกับการปีนเขาที่จะยิ่งยากลำบากเมื่อเริ่มมองเห็นยอดเขาอยู่ลิบๆ แต่เขาก็จะพยายามไปให้ถึงจุดนั้นให้ได้ด้วยหน้าที่และอำนาจที่ประชาชนมอบให้ ซึ่งเขาหวังว่าชาวเกาหลีจะร่วมเดินทางไปด้วยกัน

สื่อเกาหลีเห็นความอ่อนล้าจากดวงตา"คิมจองอึน"

(สวมกอดขณะร่ำลา ) 

อีกด้าน โคเรียไทมส์ ระบุว่าการประชุมกับทรัมป์ คือบททดสอบยากที่สุดและอาจเผยตัวตนผู้นำเกาหลีเหนือรุ่น 3 ว่าเป็นอย่างไร และจะเป็นการทดสอบที่จะส่งแรงกระเพื่อมทั้งภายในและภายนอก

โดยเฉพาะภายใน ความล้มเหลวทางใดทางหนึ่ง คิมอาจสูญเสียฐานอำนาจ ซึ่งเป็นความกลัวในหมู่ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา คนที่เคยสนับสนุนและภักดีกับบิดาและปู่เพราะหวังจะรักษาสถานะอำนาจของตนเอง อาจรู้สึกว่าจะต้องมองหาหนทางอื่นเพื่อรักษาอภิสิทธิ์เอาไว้ต่อไป โดยมาก เผด็จการมักอยู่ไม่ได้ เมื่ออำนาจเบ็ดเสร็จที่เคยกุมไว้เกิดรอยร้าว

เจาะใจ”เซร์จิโอ โมโร” ทนายมือปราบนักการเมืองขี้ฉ้อบราซิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327677

เจาะใจ”เซร์จิโอ โมโร” ทนายมือปราบนักการเมืองขี้ฉ้อบราซิล

ต่างประเทศ > ข่าวต่างประเทศ  :  8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทนาย,นักการเมืองขี้ฉ้อ,บราซิล,เซร์จิโอ โมโร

โดย บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

จากไทยแลนด์แดนแค่นยิ้มที่อดีตนายกฯสองพี่น้องรวมทั้งนักการเมืองอีกหลายคนถูกฟ้องในคดีโคตรโกง สู่คดีทุจริต 1 เอ็มดีบีในแดนเสือเหลืองมาเลเซียที่อดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก ตกเป็นผู้ต้องหาสำคัญ สู่คดีการทุจริตคอรัปชั่นและติดสินบนครั้งใหญ่สุดในโลก

ที่แดนแซมบาบราซิลโดยมีอดีตประธานาธิบดีราว 5 -6 คนและนักการเมืองระดับประเทศและระดับท้องถิ่นหลายร้อยคนตกเป็นผู้ต้องหาสำคัญ กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าถ้ากฎหมายอ่อนแอ แต่ผู้บังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการและผู้พิพากษาเข้มแข็ง มุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง แล้วก็สามารถกระชากตัวคนผิดมาลงโทษได้ดีกว่าประเทศที่มีกฎหมายเข้มแข็งแต่ผู้บังคับใช้กฎหมายกลับย่อหย่อน

เจาะใจ"เซร์จิโอ โมโร" ทนายมือปราบนักการเมืองขี้ฉ้อบราซิล

           เซร์จิโอ โมโร อาจจะเป็นชื่อที่คนทั่วโลกไม่รู้จักว่าเป็นใคร สำคัญอย่างไร แต่สำหรับชาวเมืองแซมบาบราซิลแล้ว ชื่อนี้เหมือนกับชื่อของพระกาฬที่นักการเมืองและนักธุรกิจที่โกงบ้านโกงเมืองต่างหัวหดในฐานะมือปราบนักการเมืองโคตรโกงมาลงโทษ ด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส และตรงไปตรงมา ถึงขนาดทำสติกเกอร์ท้ายรถมีข้อความว่า “พวกเราทุกคนคือเซร์จิโอ โมโร”

ทั้งๆที่เป็นแค่ผู้พิพากษาหนุ่มใหญ่วัย 45 ปีประจำเมืองคูริติบา เมืองเล็กๆทางใต้ของบราซิล แต่เขาก็สามารถกระชากตัวนักการเมืองระดับบนสุดถึงล่างสุด รวมทั้งประธานาธิบดีทั้งอดีตและปัจจุบัน สมาชิกรัฐสภารวมแล้วกว่า 100 คนที่เกี่ยวพันกับคดีลาวา ฮาโตหรือคดีล้างรถ หรือคดีการทุจริตและรับสินบนจากเปโตรบราส รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดและจากบริษัทโอเดเบรทชต์ บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ในละตินอเมริกา มาเข้าคุกคิดรวมกันแล้วนานถึง 1,600 ปีตลอดช่วง 4 ปีท่านมา

ความเป็นคนตรงดุจไม้บรรทัด นอกจากจะมีคนรักดุจผืนหนังแล้ว ก็มีคนชังดุจผืนเสื่อเช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองและนักธุรกิจที่เสียโอกาสกอบโกยเงินทองเข้ากระเป๋าตัวเอง ซึ่งต่างประนามเขาว่าเป็นยักษ์เป็นมารกรณีตัดสินเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ให้จำคุกอดีตประธานาธิบดีขวัญใจคนจน ลูอีส ลูลา ดา ซิลวา แต่โมโรก็ตอบกลับอย่างไม่ยี่หระว่า “ผมชอบเป็นคนแรก”

เจาะใจ"เซร์จิโอ โมโร" ทนายมือปราบนักการเมืองขี้ฉ้อบราซิล

กระนั้น โมโรก็เรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าจะเป็นวีรบุรุษเพียงคนเดียวไม่ได้ ทุกอย่างยังต้องขึ้นอยู่กับผู้พิพากษาคนอื่นๆ รวมทั้งอัยการและตำรวจที่เกี่ยวข้องในคดี”ล้างรถ” เจ้าตัวยอมรับว่า”บ่อยครั้งที่คนเหล่านี้จะทำอะไรโดยใช้อารมณ์ตัวเองเป็นใหญ่ ซึ่งในระดับหนึ่งแล้วถือว่าไม่สมควร เนื่องจากหัวใจของเรื่องก็คือการทำเพื่อสถาบัน” ก่อนจะย้ำว่า “ไม่ว่าคุณจะยิ่งใหญ่ปานใดก็ตาม เมื่อมีหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจน พวกคุณก็ต้องถูกลงโทษ

ด้วยหลักการนี้ทำให้ไม่มีใครสงสัยว่าทำไมผู้พิพากษาจากเมืองเล็กๆจึงมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของประเทศ แถมยังส่งผลกระทบไปทั่วละตินอเมริกา เริ่มต้นจากการสอบสวนพ่อค้าเงินในตลาดมืดแล้วค่อยๆขยายวงไปสู่กระบวนการติดสินบนครั้งมโหฬารครอบคลุมไปถึงพรรคการเมืองใหญ่ๆ และยิ่งสาวลึกมากขึ้นเมื่อบริษัทโอเดเบรทชต์ บริษัทก่อสร้างใหญ่สุดของบราซิลสารภาพว่าได้ใช้เงินเกือบ 800 ล้านดอลลาร์ในการติดสินบนนักการเมืองใน 12 ประเทศ

ผลการสอบสวน ทำให้ประธานาธิบดีเปโดร พาโบล คุกซินสกีแห่งเปรูต้องประกาศลาออกเมื่อเดือนมีค.ที่ผ่านมา

เจาะใจ"เซร์จิโอ โมโร" ทนายมือปราบนักการเมืองขี้ฉ้อบราซิล

เมื่อเดือนเม.ย.นี้ โมโรตัดสินให้อดีตประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา เข้าคุกทันทีที่ศาลสูงสุดไม่รับฎีกาที่ลูลา ดา ซิลวาขอให้กลับคำตัดสินของโมโรที่ให้จำคุก 12 ปี ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2559 เปาบุ้นจิ้นแห่งแดนแซมบาได้ตัดสินให้จำคุกมาร์เซโล โอเดเบรชต์ ประธานบริษัทของกลุ่มธุรกิจครอบครัวผู้ทรงอิทธิพลเป็นเวลา 19 ปี

 

เซอร์จิโอ โมโร เกิดและโตที่รัฐปารานา ซึ่งเป็นรัฐเกษตรกรรมทางภาคใต้ก่อนจะไปเรียนต่อที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในสหรัฐ ก่อนจะกลับมาเป็นผู้พิพากษาท้องถิ่นเล็กๆแล้วสร้างชื่อโด่งดังจากการเป็นคนตรงและมือสะอาด ด้วยความหวังว่าถ้าบ้านเมืองปราศจากคนโกงกินเนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปด้วยความเข้มแข็ง เศรษฐกิจก็จะดีขึ้นเอง พลอยทำให้อนาคตของประเทศนี้สดใสมากขึ้นเช่นกัน

แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความฝันอันสูงสุด ซึ่งยังไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะกลายเป็นจริงขึ้นมาได้ ตราบใดที่ยังไม่เร่งแก้กฎหมายให้เข้มแข็งขึ้น เร่งปฏิรูปการเมืองแบบถอนรากถอนโคน ด้วยการยกเครื่องทั้งระบบตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบทางการเงิน การจำกัดพรรคการเมืองที่มีมากมายเหลือคณานับ เพื่อจะลดปัญหาการแลกเปลี่ยนประโยชน์ซึ่งกันและกัน การยกเลิกสิทธิพิเศษแก่นักการเมือง ผู้พิพากษา นายกเทศมนตรี นายทหารรวมแล้วเกือบ 56,000 คนที่ไม่ต้องขึ้นศาลธรรมดาแบบประชาชนทั่วไป หากทำผิดก็ขึ้นศาลสูงสุดที่จะตัดสินชี้ขาดว่าผิดจริงหรือไม่

ปัญหาก็คือกระบวนนี้ช้ายิ่งกว่าเรือเกลือเสียอีก ในทางปฏิบัติบ่อยครั้งหมายถึงพวกเขาเหล่านั้นไม่ต้องรับโทษ ถึงแม้ว่าตอนนี้มีความพยายามที่จะลดขั้นตอนความล่าช้าต่างๆ จนท้ายที่สุดสามารถนำนักการเมืองที่โกงกินบ้านเมืองมาขึ้นศาลได้โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆและต้องถูกลงโทษทันที

เจาะใจ"เซร์จิโอ โมโร" ทนายมือปราบนักการเมืองขี้ฉ้อบราซิล

( ผู้สนับสนุน ชุมนุมให้กำลังอดีตประธานาธิบดีลูลา เมื่อ 7 พ.ค. /AFP)  

อีกประเด็นหนึ่งที่โมโรมองว่าเป็นจุดอ่อนของบ้านเมืองก็คือ การเปิดช่องให้นักการเมืองเข้าไปมีบทบาทในรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง อันเป็นต้นตอของการทุจริตคอรัปชั่นรวมไปถึงที่เปโตรบราส ผลการรณรงค์ของโมโรทำให้ท้ายสุด รัฐสภาได้ออกกฎหมายฉบับหนึ่งห้ามนักการเมืองทุกคนเข้าไปมีบทบาทในรัฐวิสาหกิจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักการเมืองยังคงอยู่เหนือกฎหมายอยู่ดี อันเนื่องมาจากระบบอุปถัมป์ที่ยังแข็งแกร่งอยู่มากในประเทศนี้

ประเด็นสุดท้ายที่โมโรเรียกร้องก็คือการสอบสวนจะต้องไม่มีวันหมดอายุความ ตราบใดที่ยังมีหลักฐานใหม่ๆเข้ามา การสอบสวนก็จะต้องดำเนินต่อไป โดยทั้งผู้พิพากษาและอัยการไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

“สิ่งที่ผมปรารถนาก็คือในอีก 10 ปีข้างหน้า การลงโทษผู้ที่มีความผิดในข้อหาทุจริตคอรัปชั่น ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองอาวุโสหรือนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล จะเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยในบราซิล โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือการทะลายบรรทัดฐานของการได้รับการยกเว้นโทษ อย่างคดีต่างๆที่เกิดขึ้นในอนาคตจะถูกมองว่าเป็นแค่เรื่องจิ๊บจ๊อย ถ้าใครสักคนก่ออาชญากรรม เขาจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำไว้ ถ้าทำได้อย่างนี้ เศรษฐกิจและการเมืองของประเทศก็จะเดินหน้าต่อไปตามปรกติ” โมโรย้ำ

อย่างไรก็ดี นักการเมืองได้กล่าวหาเขากรณีเร่งนำตัวอดีตประธานาธิบดีลูลาเข้าคุก ว่าเพราะมีแรงจูงใจทางการเมือง หวังจะกลั่นแกล้งไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งซึ่งกำหนดมีขึ้นในเดือนตค.นี้ แต่โมโรแย้งว่าศาลได้ปฏิบัติต่ออดีตนักการเมืองจากพรรคต่างๆอย่างเท่าเทียมเหมือนกันหมด ไม่มีใครได้รับอภิสิทธิเหนือกว่าใคร

“การตัดสินคดีต่างๆในศาลจะต้องโปร่งใสให้มากที่สุด ด้วยการรับฟังการไต่สวนและหาหลักฐานมายืนยันให้มากที่สุด ทุกหลักฐานมีการเปิดเผยให้ประชาชนทราบ ในความคิดของผม ไม่มีใครถูกฟ้องร้องอันเนื่องจากทัศนะทางการเมืองของพวกเขา”

เจาะใจ"เซร์จิโอ โมโร" ทนายมือปราบนักการเมืองขี้ฉ้อบราซิล

แม้จะมีความคิดดี มีความจริงใจที่จะทำเพื่อชาติ แต่ทุกวันนี้ความคิดของโมโรยังล่องลอยไปกับสายลมเป็นส่วนใหญ่ แทบไม่มีใครหยิบยกข้อเสนอแนะของเขาขึ้นสู่โต๊ะเจรจา ประธานาธิบดีมิเชล เทเมอร์ ซึ่งถูกส่งฟ้องเมื่อกลางปีที่แล้วในข้อหารับสินบน รวมไปถึงนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลอีกไม่ใช่น้อยในข้อหาก่ออาชญากรรมต่างตอบโต้กระบวนการยุติธรรมอย่างรุนแรง

เมื่อเร็วๆนี้เทเมอร์ได้ขอให้ศาลสูงสุดห้ามโรดริโด อาน็อต อธิบดีกรมอัยการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือมาสอบสวนตัวเองเพิ่มเติมอ้างว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง ขณะที่สมาชิกรัฐสภาส่วนหนึ่งพยายามจะออกกฎหมายควบคุมผู้พิพากษามากขึ้น อ้างว่าผู้พิพากษาเหล่านั้นใช้อำนาจในทางมิชอบด้วยการสั่งคุมขังก่อนหน้าการพิจารณาคดีและอาศัยแต่การต่อรองเพื่อให้รับสารภาพ

ยักษ์ใหญ่โซเชียลจีนแบนแอพหาคู่ชุมชนเสี่ยเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327668

ยักษ์ใหญ่โซเชียลจีนแบนแอพหาคู่ชุมชนเสี่ยเลี้ยง

ต่างประเทศ > ข่าวต่างประเทศ  :  11 ชั่วโมงที่ผ่านมา
แอพหาคู่,เสี่ยเลี้ยง,แบน,จีนแบนแอพ

“วีแชท”แบนแอพหาคู่ดัง หลังถูกเพ่งเล็งเป็นพื้นที่ออนไลน์ให้บรรดาเสี่ยเลี้ยง

WeChat เวบไซต์สื่อสังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในแดนมังกร สั่งถอด Seeking­Arrangement แอปพลิเคชันหาคู่จากสหรัฐ ที่กลายเป็นแอพยอดนิยมติดอันดับยอดดาวน์โหลดในเวลาเพียง 3 วันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
Seeking­Arrangement เข้าสู่ตลาดจีนในปี 2558 ขึ้นชื่อเป็นช่องทางติดต่อระหว่างชายสูงอายุกระเป๋าหนักกับหญิงสาว หรือนักศึกษาหญิง จนบางครั้งถูกเรียกว่าเป็นแอพเสี่ยงเลี้ยง ( sugar daddy)  และกลายเป็นแอพที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน หลังจากหนังสือพิมพ์ โกลบอลไทมส์ สื่อทางการจีน ลงบทความเมื่อวันอังคาร เรียกร้องให้ทางการสั่งปิดธุรกิจของเวบไซต์นี้ในจีน บทความนี้มียอดคลิกอ่านเกือบแสนครั้ง

อี๋ เชิงหัว ทนายด้านคดีอาชญากรรม กล่าวว่าบริการที่เวบไซต์ลักษณะนี้จัดหา แม้อำพรางเป็นบริการหาคู่ หรือนัดเดท อาจเข้าข่ายเป็นจัดหา หรือให้ที่พักพิงผู้ขายบริการทางเพศ ผู้ก่อตั้งและผู้ดำเนินงานเวบไซต์อาจถูกแจ้งข้อหาอาญาได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เกี่ยวข้องกับปริมาณเงินสะพัด

 

ยักษ์ใหญ่โซเชียลจีนแบนแอพหาคู่ชุมชนเสี่ยเลี้ยง  

ไชนา เดลีย์ อ้างพนักงานคนหนึ่งของ Seeking­Arrangement เวบไซต์และแอปพลิเคชันภาษาจีน ออกแบบเป็นแพลทฟอร์มพรีเมียมที่มีการดำเนินงานไม่ต่างกับเวบไซต์หาคู่ถูกกฎหมายอื่นๆในจีน ความแตกต่างเดียวคือการเจาะตลาดผู้ชายประสบความสำเร็จ คุณภาพสูง และรสนิยมดี บริษัทมีพนักงานกลั่นกรองโปรไฟล์ของสมาชิกทุกคน และมีนโยบายไม่ยินยอมให้มีคำว่า เสี่ยเลี้ยง หรือ เซ็กส์แลกเงิน ในหมู่สมาชิกอย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ดี ไชนา เดลีย์ ระบุว่าเวบไซต์หาคู่รายนี้จะให้สมาชิกผู้ชาย ติ๊กสถานภาพการเงินตอนลงทะเบียนไว้ด้วย โดยรายได้เริ่มตั้งแต่ 3 แสนหยวน และทรัพย์สินสุทธิเริ่มตั้งแต่ 6 แสนหยวน แต่บริษัทยอมรับว่าเวบไซต์ก็ไม่ได้ทำขนาดขอเอกสารธนาคารยืนยัน

ยักษ์ใหญ่โซเชียลจีนแบนแอพหาคู่ชุมชนเสี่ยเลี้ยง  

สมาชิกผู้ชายต้องจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน 400 หยวน ส่วนผู้หญิงเลือกได้ระหว่างเป็นสมาชิกแบบไม่มีค่าใช้จ่าย หรือจ่าย 100 หยวนต่อเดือนเพื่อเข้าถึงบริการต่างๆของเวบได้มากขึ้น

SeekingArrangement ก่อตั้งโดย แบรนดอน เวด ชาวอเมริกันเชื้อสายสิงคโปร์ ผู้มีคติประจำใจว่า “ความรักคือคอนเซปต์ที่คนจนประดิษฐ์ขึ้นมา”

เวบไซต์เวอร์ชั่นภาษาจีนอ้างว่ามีสมาชิกลงทะเบียนเข้าใช้ราว 3 แสนคน และมีอัตราเติบโตต่อเนื่อง 20 % ต่อปี สัดส่วนสมาชิกเพศชาย-เพศหญิงอยู่ที่ 50 – 50 แต่เวบต้องการเพิ่มสัดส่วนสมาชิกผู้หญิง เพื่อเพิ่มตัวเลือกให้สุภาพบุรุษที่จ่ายค่าสมาชิก พนักงานบริษัทระบุว่า ความสำเร็จในการจับคู่กับสาวงาม คือค่านิยมสากล และเป็นการแสวงหาของมนุษย์ทั่วไป

“ทรัมป์”บอกประชุมสุดยอด”คิมจองอึน”12 มิ.ย.ยังมีลุ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327540

“ทรัมป์”บอกประชุมสุดยอด”คิมจองอึน”12 มิ.ย.ยังมีลุ้น

ทรัมป์,ประชุมสุดยอด,12 มิย,คิมจองอึน

ประชุมสุดยอดสหรัฐ-เกาหลีเหนือ อาจเดินหน้าตามกำหนดเดิม หลังท่าทีเกาหลีเหนือล่าสุดถูกใจ”ทรัมป์”

เพียง 1 วันหลังร่อนจดหมายและแถลงยกเลิกการประชุมสุดยอด กับนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ในวันนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ก็ทำให้ประชาคมโลกหัวหมุนอีกรอบด้วยการระบุว่าอาจเดินหน้าจัดประชุม 12 มิถุนายนนี้ก็เป็นได้

"ทรัมป์"บอกประชุมสุดยอด"คิมจองอึน"12 มิ.ย.ยังมีลุ้น

ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า พอใจกับแถลงการณ์ล่าสุดของรัฐบาลเปียงยาง มองว่าเป็นข่าวดีมาก “รอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น อาจเป็น 12 มิถุนายนนี้ก็ได้” ซึ่งทรัมป์หมายถึงวันประชุมสุดยอด 12 มิถุนายนที่กำหนดไว้แต่เดิมที่ประเทศสิงคโปร์

ผู้นำสหรัฐ  กล่าวว่า “เรากำลังคุยกับพวกเขา (เกาหลีเหนือ)อยู่ พวกเขาต้องการให้จัดประชุม เราเองก็ต้องการเช่นนั้น คอยดูละกันจะเกิดอะไรขึ้น”

"ทรัมป์"บอกประชุมสุดยอด"คิมจองอึน"12 มิ.ย.ยังมีลุ้น

เบื้องหลัง”โดนัลด์ ทรัมป์”ยกเลิกประชุมโสมแดง 

ทั้งนี้ หลังจากทรัมป์ส่งจดหมายถึงคิมจองอึน ขอยกเลิกนัดหมายประชุมสุดยอด12 มิถุนายนนี้ โดยอ้างว่ายังไม่ใช่เวลาเหมาะสม เพราะเกาหลีเหนือแสดงความเป็นปฏิปักษ์และความเดือดดาดอย่างเปิดเผย แต่เกาหลีเหนือกลับมีปฏิกริยาแบบรอมชอม

โดยนายคิม คเย ควาน รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศเกาหลีเหนือ ระบุว่าการตัดสินใจของทรัมป์ ไม่ได้อยู่ในความคาดหมายและน่าเสียใจอย่างยิ่ง แต่เกาหลีเหนือพร้อมที่จะเจรจากับสหรัฐทุกเวลา ซึ่งทรัมป์ขานรับท่าทีนี้ว่า อบอุ่นและสร้างสรรค์

Donald J. Trump

@realDonaldTrump

Very good news to receive the warm and productive statement from North Korea. We will soon see where it will lead, hopefully to long and enduring prosperity and peace. Only time (and talent) will tell!

ทรัมป์ ทวิต “แถลงการณ์อบอุ่นและสร้างสรรค์จากเกาหลีเหนือ เป็นข่าวดีมาก เร็วๆนี้เราจะได้รู้กันว่าจะไปทางไหน หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นสันติภาพและความรุ่งเรืองยั่งยืนและถาวร เวลา(และความสามารถพิเศษ) เท่านั้นที่จะบอกได้ “

เล็งส่งรูปกระเป๋าหรูภรรยา”นาจิบ”ไปปารีสตีราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327486

เล็งส่งรูปกระเป๋าหรูภรรยา”นาจิบ”ไปปารีสตีราคา

กระเป๋าหรู,ภรรยานาจิบ,แอร์เมส เบอร์กิน,ตีราคา

มาเลเซียแถลงใหญ่หนแรกนับจากบุกยึดข้าวของจากบ้านอดีตนายกรัฐมนตรี สรุปกระเป๋าถือกว่า 400 ใบ เงินสดกว่า 900 ล้านบาท ไม่ยืนยันเจอทองแท่ง

อามาร์ ซิงห์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนคดีอาชญากรรมพาณิชย์มาเลเซีย แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบทรัพย์สินที่ยึดจากอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค อันเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนคดียักยอกเงินจากวันเอ็มดีบี บริษัทเพื่อการลงทุนของรัฐ

เล็งส่งรูปกระเป๋าหรูภรรยา"นาจิบ"ไปปารีสตีราคา 

( อามาร์ ซิงห์)

ในส่วนที่สาธารณชนให้ความสนใจและลือกันไปต่างนานามากที่สุด ก็คือข้าวของส่วนตัวที่ขนจากบ้านพักและคอนโดหรูของอดีตผู้นำและภรรยา นางรอสมาห์ มันซอร์ โดยต้องใช้รถบรรทุกขน 5 คันนั้น มีอะไรบ้างและคิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่

เล็งส่งรูปกระเป๋าหรูภรรยา"นาจิบ"ไปปารีสตีราคา 

ตำรวจให้ข้อมูลคืบหน้าว่า เงินสดที่ยึดไว้ มีทั้งหมด 26 สกุล ส่วนใหญ่เป็นริงกิตกับดอลลาร์สิงคโปร์ รวมมูลค่าถึงเมื่อวานนี้ 114 ล้านริงกิต ( ประมาณ 912 ล้านบาท ) การนับเงินต้องใช้เจ้าหน้าที่ธนาคาร 22 คนกับเครื่องนับธนบัตร 11 เครื่อง กับเวลา 3 วัน

เงินสดอัดอยู่ในกระเป๋า 35 ใบยึดจากห้องพักห้องหนึ่งบนคอนโดมิเนียม พาวิเลียน เรสซิเดนซ์ ส่วนอีก 37 ใบที่ยึดจากสถานที่เดียวกัน ภายในเป็นนาฬิกาและเครื่องเพชร ส่วนกล่อง 284 ใบ เป็นกล่องใส่กระเป๋าแบรนด์เนม นอกจากนี้ ตำรวจยังยึดกระเป๋าหรูอีก 150 ใบจากอพาร์ทเมนต์อีกแห่งที่บุตรสาวของอดีตนายกรัฐมนตรีอาศัยอยู่

เล็งส่งรูปกระเป๋าหรูภรรยา"นาจิบ"ไปปารีสตีราคา 

ตำรวจยืนยันว่า กระเป๋าส่วนใหญ่เป็น”แอร์เมส เบอร์กิน” ยี่ห้อหรูที่ราคาบางรุ่นตกหลักล้าน ตำรวจกำลังติดต่อสำนักงานใหญ่แอร์เมส ในกรุงปารีส เพื่อขอให้ช่วยยืนยันว่าเป็นของแท้และประเมินราคา  ส่วนนาฬิกาและเครื่องเพชรก็ยังอยู่ระหว่างประเมินมูลค่าเช่นกัน

มีรายงานด้วยว่าในบรรดาข้าวของที่ยึดจากบ้านนายนาจิบ มีทองแท่ง น้ำหนัก 100 กิโลกรัมรวมอยู่ด้วย แต่ตำรวจปฏิเสธยืนยัน

นับจากวันที่ 18 พฤษภาคม ตำรวจเข้าตรวจค้นสถานที่ทั้งหมด 12 แห่ง

อีกด้าน องค์การแห่งชาติสหมาเลย์ (อัมโน ) พรรคของนาจิบที่่พ่ายเลือกตั้ง ยืนยันว่าเงินสดเหล่านั้นเป็นกองทุนของพรรคและไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย อัมโนขอให้ตำรวจดำเนินการส่งคืนแก่พรรคหลังเสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบและสอบสวนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

“โสมแดง” ไม่รักษาคำพูด !! ปมยกเลิกประชุมสุดยอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327427

“โสมแดง” ไม่รักษาคำพูด !! ปมยกเลิกประชุมสุดยอด

ข่าวต่างประเทศ,ประชุมสุดยอด,ยกเลิก,สหรัฐฯ,โสมแดง,โสมขาว,เกาหลีเหนือ,เกาหลีใต้,คิม จอง อึน,โดนัลด์ ทรัมป์,ทำเนียบขาว,โทษ,เปียงยาง

ทำเนียบขาวโยนความผิดให้กับเกาหลีเหนือสำหรับการประชุมสุดยอดที่ตอนนี้กลายเป็นหมัน

               การประชุมสุดยอดระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กับ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่แต่เดิมวางแผนว่าจะจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนหน้าที่สิงคโปร์ ถูกทรัมป์ประกาศยกเลิก
เจ้าหน้าที่อาวุโสในทำเนียบขาวที่ไม่ประะสงค์เปิดเผยตัว ระบุุเหตุผลการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ ว่า เป็นเพราะเกาหลีเหนือไม่รักษาคำพูดที่เคยให้ไว้หลายประการ ขณะที่ทรัมป์นั้นยอมดำเนินการทางการทูตแบบที่สามารถไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้แล้ว และในหนังสือยกเลิกการประชุมที่ทรัมป์ส่งถึงนายคิม ทรัมป์เป็นคนร่างเองทุกคำ

เปียงยางไม่มาร่วมในการประชุมเตรียมการณ์ที่สิงคโปร์ที่สหรัฐฯ ส่งรองหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาวไปประชุม ทำเนียบขาวยังมองว่า การที่เกาหลีเหนือไม่พอใจต่อการซ้อมรบร่วมตามปกติระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ และยกเลิกการประชุมกับฝ่ายเกาหลีใต้ เป็นการผิดคำมั่นต่อความมุ่งมั่นที่มีต่อการประชุมสุดยอด
ทรัมป์ประกาศยกเลิกการประชุม ไม่นานหลังจากเกาหลีเหนือประกาศว่าได้ทำลายสถานที่สำหรับการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ยอมให้ผู้สังเกตการณ์นานาชาติเข้าไปดูการทำลาย หลังจากที่เคยสัญญาว่าจะให้ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่นานาชาติเข้าไปดู ทำให้ไม่มีหลักฐานเชิงลึกอะไรที่บอกว่าการทำลายประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน
การยกเลิกการประชุมมีขึ้น 1 วันหลังเปียงยางโจมตีรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ ของสหรัฐฯ ว่า ไร้การศึกษาและงี่เง่า ซึ่งทรัมป์ก็ให้เหตุผลของการยกเลิกการประะชุมว่า เป็นเพราะการแสดงความโกรธอย่างมากมาย และการแสดงความเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยของฝ่ายเกาหลีเหนือ เขาบอกด้วยว่า ศักยภาพนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ สู้อะไรกับของสหรัฐฯ ไม่ได้ ถึงขนาดที่เขาต้องขอพรจากพระเจ้าว่าอย่าได้ให้ต้องมีการนำอาวุธพวกนี้มาใช้เลย
นอกจากจะไม่ประชุมแล้ว สหรัฐฯ ยังจะเดินหน้ากดดันเกาหลีเหนืออย่างเต็มที่ที่สุดเท่าที่เคยนำมาใช้ ผ่านการคว่ำบาตรต่างๆ
ขณะที่ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย แสดงความหวังว่าการประชุมครั้งนี้ อาจจะฟื้นคืนกลับมาได้ในที่สุด ขณะที่ประธานาธิบดี เอ็มมานูแอล มาคง ของฝรั่งเศส ที่อยู่ระหว่างการเยือนรัสเซียก็บอกว่า แม้จะไม่มีการประชุมสุดยอด เขาก็ต้องการให้กระบวนการไม่แพร่กระจายอาวุธร้ายแรงดำเนินต่อไป
แต่สำหรับแฟนตัวจริงของการประชุม เหรียญที่ระลึกการประะชุมที่ถูกผลิตขึ้นมาแล้วก็จะยังถูกนำออกมาขายตามเดิมที่ร้านขายของที่ระลึกของทำเนียบขาว ไม่ว่าจะมีการประชุมหรือไม่ แถมราคายังจะถูกกว่าเดิมเสียด้วย
———————–

ที่มา : NationTV

 

เย้ยภาพโซเชียล “MH17” ดิสเครดิตรัสเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327407

เย้ยภาพโซเชียล “MH17” ดิสเครดิตรัสเซีย

ข่าวต่างประเทศ,MH17,มาเลเซีย,ยูเครน,รัสเซีย,เนเธอร์แลนด์,ปฏิเสธ,BUK-TELAR,ขีปนาวุธ,กบฏ

คณะผู้สอบสวนสรุปว่า เครื่องบิน “MH17” ถูกยิงโดยขีปนาวุธของกองทัพหมีขาว ขณะที่ กห.รัสเซีย ปฏิเสธ จี้ ศึกษาข้อเท็จจริง แทนภาพจากโซเชียล

               ในการแถลงที่เนเธอร์แลนด์วานนี้ ทีมสอบสวนร่วม บอกว่า ขีปนาวุธแบบ BUK-TELAR ที่โจมตีเครื่องบินโดยสารนั้น มาจากกองพลน้อยต่อสู้อากาศยานที่ 53 ของรัสเซีย ที่มีฐานอยู่ที่เมืองคูร์สค์ ทางตะวันตกของรัสเซีย ก่อนหน้านี้ คณะสอบสวนเคยสรุปแค่ว่า เครื่องบินถูกโจมตีโดยขีปนาวุธ BUK ทำในรัสเซีย ที่ถูกนำเข้ามาจากฝั่งรัสเซีย และถูกยิงจากพื้นที่ของกลุ่มกบฏในยูเครน แต่ไม่มีการระบุว่าใครเป็นฝ่ายยิง

ทางคณะสอบสวน บอกว่า ขีปนาวุธ BUK-TELAR มีลักษณะพิเศษหลายอย่าง และความพิเศษเหล่านี้เองที่ถือเป็นลายนิ้วมือสำหรับการสอบสวน การสอบสวนยังเน้นไปที่คนราว 100 คน ที่สงสัยว่าจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ไม่มีการเปิดเผยรายชื่อ
ทางคณะสอบสวนบอกว่า การสอบสวนอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก

เย้ยภาพโซเชียล "MH17" ดิสเครดิตรัสเซีย

ภาพ : เอเอฟพี

เย้ยภาพโซเชียล "MH17" ดิสเครดิตรัสเซีย

ภาพ : เอเอฟพี

เย้ยภาพโซเชียล "MH17" ดิสเครดิตรัสเซีย

ภาพ : เอเอฟพี

เย้ยภาพโซเชียล "MH17" ดิสเครดิตรัสเซีย

ภาพ : เอเอฟพี

เย้ยภาพโซเชียล "MH17" ดิสเครดิตรัสเซีย

ภาพ : เอเอฟพี

เย้ยภาพโซเชียล "MH17" ดิสเครดิตรัสเซีย

ภาพ : เอเอฟพี

เย้ยภาพโซเชียล "MH17" ดิสเครดิตรัสเซีย

ภาพ : เอเอฟพี

เย้ยภาพโซเชียล "MH17" ดิสเครดิตรัสเซีย

ภาพ : เอเอฟพี

เย้ยภาพโซเชียล "MH17" ดิสเครดิตรัสเซีย

ภาพ : เอเอฟพี

เย้ยภาพโซเชียล "MH17" ดิสเครดิตรัสเซีย

ภาพ : เอเอฟพี

เย้ยภาพโซเชียล "MH17" ดิสเครดิตรัสเซีย

ภาพ : เอเอฟพี

เย้ยภาพโซเชียล "MH17" ดิสเครดิตรัสเซีย

ภาพ : เอเอฟพี

เย้ยภาพโซเชียล "MH17" ดิสเครดิตรัสเซีย

ภาพ : เอเอฟพี

เย้ยภาพโซเชียล "MH17" ดิสเครดิตรัสเซีย

ภาพ : เอเอฟพี

เย้ยภาพโซเชียล "MH17" ดิสเครดิตรัสเซีย

ภาพ : เอเอฟพี

ขณะที่ กระทรวงกลาโหมรัสเซีย ปฏิเสธผลสอบสวน ยืนยันว่า ไม่เคยมีขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานล้ำข้ามชายแดนรัสเซีย – ยูเครน แม้แต่ลูกเดียว และขอให้ทีมสอบสวนนำโดยเนเธอร์แลนด์ ศึกษาข้อเท็จจริง แทนภาพจากโซเชียล
แถลงการณ์ ระบุว่า กองทัพรัสเซียประหลาดใจที่ทีมสอบสวนนานาชาตินำโดยเนเธอร์แลนด์ สรุปผลสอบสวนโดยใช้รูปจากสื่อสังคมออนไลน์ที่ผ่านการตัดต่อจากมืออาชีพด้านคอมพิวเตอร์กราฟิก พร้อมชี้ว่า ภาพที่ทีมสอบสวนได้จากทางการยูเครนนั้น Bellincat กลุ่มนักเคลื่อนไหวเชิงสอบสวนออนไลน์ของอังกฤษเคยนำมาเผยแพร่ก่อนหน้านี้แล้ว
รัสเซีย ระบุว่า ได้มอบผลสอบสวนนานาชาติพร้อมหลักฐานอย่างสมบูรณ์ รวมถึงการทดสอบภาคสนาม ที่บ่งชี้ชัดเจนว่าระบบต่อต้านอากาศยาน BUK ของยูเครน มีส่วนเกี่ยวข้อง
ด้านกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย ออกแถลงการณ์ระบุว่า การสอบสวนของทีมนานาชาติ มีวัตถุประสงค์ดิสเครดิตรัสเซียในสายตาประชาคมโลก

นักท่องเที่ยวสิงคโปร์โวย!โดนจนท.สนามบินสุวรรณภูมิรีดไถเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327386

นักท่องเที่ยวสิงคโปร์โวย!โดนจนท.สนามบินสุวรรณภูมิรีดไถเงิน

สิงคโปร์,สุวรรณภูมิ,เจ้าหน้าที่สุวรรณภูมิ,รีดไถ,สรรพสามิต

 สื่อสิงคโปร์ตีข่าวจนท.ไทยตบทรัพย์นักท่องเที่ยวหลายหมื่นกลางสุวรรณภูมิ หลังยัดข้อหานำสุราเข้าไทยผิดกฎหมาย ด้านสรรพสามิตยอมรับเข้าใจผิด มีใบเสร็จค่าปรับ

กลายเป็นเรื่องราวโด่งดังในสื่อออนไลน์ของสิงคโปร์ หลังกลุ่มนักท่องเที่ยวแฉพฤติกรรมเจ้าหน้าที่สนามบินสุวรรณภูมิเมืองไทยข่มขู่ตบทรัพย์เอาเงินเกือบแสนบาท ด้วยวิธีเรียกเข้าห้องปิดประตูตรวจค้นยัดข้อหาเอาสุราเข้าไทยแบบไม่ถูกกฎหมาย ผู้บริหารกรมสรรพสามิตรับเกิดขึ้นจริง แต่ไม่ใช่การตบทรัพย์ มีใบเสร็จค่าปรับและสั่งสอบข้อเท็จจริงแล้ว

ชาวสิงคโปร์รายหนึ่ง โพสต์เฟซบุ๊กและเผยแพร่โดยสื่ออนไลน์ mothership.sg เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม เตือนเพื่อนร่วมชาติให้ระมัดระวัง”การรีดไถแบบใหม่” ที่สนามบินในกรุงเทพฯ ด้วยข้อหานำเหล้าเข้าประเทศไทยเกินกว่าปริมาณที่กำหนด โดยโพสต์ข่าวนี้บนเพจของสำนักข่าว มีผู้เข้าไปแสดงความเห็นกว่า 200 คน และแชร์กว่า 2,200 ครั้ง

 

เนื้อหาสรุปได้ดังนี้ ผู้โพสต์และเพื่อนรวมทั้งหมด 14 คน เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 หลังจากเดินผ่านช่องทางผู้โดยสารที่มี “ป้ายสีเขียว” ระบุว่าไม่มีของต้องสำแดง ขณะกำลังเดินออกนอกประตูสนามบิน ได้มีผู้แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งเข้าไปสอบถามว่า “มากันกี่คน” เมื่อตอบว่า 14 คน เจ้าหน้าที่ก็สั่งให้ตามเข้าไปในสำนักงานสรรพสามิต

พวกเขารู้สึกแปลกใจแต่คิดว่าไม่ได้ซ่อนเร้นหรือทำผิดอะไร จึงเดินตามไปตามคำสั่งแต่โดยดี และยอมให้ตรวจค้นกระเป๋าเดินทาง จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ให้เพื่อนๆ ออกไปจากสำนักงานแล้วกักตัวไว้แค่ 3 คน พร้อมยึดหนังสือเดินทาง

ผู้โพสต์เล่าว่า กลุ่มตนเองซื้อสุรายี่ห้อ “Balvenie 16” จากร้านค้าปลอดภาษีของสนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ จำนวน 6 ขวด แต่ละขวดใส่ในถุงปิดผนึกและมีใบเสร็จทุกขวด แต่พวกเขาใส่เหล้า 3 ขวดในถุงปิดผนึกรวมกันในถุงพลาสติกใบใหญ่ เท่ากับ 2 คน หิ้วเหล้ารวมกัน 6 ขวด เพราะรู้ว่าตามกฎหมายเมืองไทย อนุญาตให้นำเข้าเหล้าได้คนละ 1 ลิตร ซึ่งพวกเขาเดินทางกันมา 14 คน ก็ต้องเอาเหล้ามาได้รวมกัน 14 ลิตร

แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เรียกค่าปรับ 7.5 หมื่นบาท แต่ถ้าจ่ายเป็นเงินสดทันทีจะลดค่าปรับให้เหลือ 4.9 หมื่นบาท เพราะเจ้าหน้าที่ไม่รับบัตรเครดิต และบอกให้ใช้บัตรเครดิตไปกดเงินสด หรือแลกเงินดอลลาร์สิงคโปร์เป็นเงินไทย โดยบอกจุดตู้เอทีเอ็มและจุดแลกเงินให้ด้วย พร้อมข่มขู่ว่าหากไม่ยินยอมจ่ายค่าปรับ จะต้องไปสถานีตำรวจ จากนั้นมีการต่อรองกันอีกรอบ จนสามารถลดค่าปรับลงมาที่ 3.3 หมื่นบาท

นักท่องเที่ยวสิงคโปร์โวย!โดนจนท.สนามบินสุวรรณภูมิรีดไถเงิน

 

ผู้โพสต์ยอมรับว่ารู้สึกแปลกใจที่ตนเองต้องโดนปรับและค่าปรับก็ลดได้ด้วยถ้าจ่ายเป็นเงินสด ในที่สุดพวกเขาก็ตกลงจ่ายค่าปรับ เพราะอยู่ต่างบ้านต่างเมือง และคงเป็นเรื่องยากมากที่จะใช้เหตุผลกับเจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังข่มขู่เรื่องจับเข้าคุกด้วย หลังจากโดนเร่งให้รีบจ่ายเงิน ก็ได้เหล้าคืนมา 2 ขวด จากที่มีอยู่ 6 ขวด

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า มีเจ้าหน้าที่ของไทยคนหนึ่งประจำอยู่ที่จุดรับกระเป๋าตอนพวกเขาอยู่ตรงนั้น คอยจับตาและรอจนผ่านด่านศุลกากรออกมาแล้วถึงเข้าไปสั่งให้พวกเขาหยุดรอ เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ผู้นี้คอยเล็งนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่ผ่านทางออก

เนื่องจากระหว่างโดนกักตัวอยู่ในห้องที่มีป้ายติดว่า “สำนักงานสรรพสามิต” นานกว่า 90 นาที พวกเขาก็เห็นนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งราว 10 คน โดนเจ้าหน้าที่ขนาบข้าง เชื่อว่าน่าจะถูกเรียกรีดไถเงินแบบเดียวกัน

ระหว่างนั้น มีชายคนหนึ่งระบุว่าอยู่สถานทูตไต้หวัน เข้ามาพูดคุยซักถาม 20 นาทีถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วถามว่าพวกตนเป็นคนไต้หวันหรือไม่ ดูเหมือนว่าเขาถ่ายรูป 2-3 รูปขณะที่กลุ่มตนยืนอยู่ที่สำนักงานสรรพสามิต แต่ต่อมา เขาถูกเจ้าหน้าที่ไทยขอให้ลบรูปออก ทั้งที่ถ่ายในบริเวณสาธารณะ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังจดรายละเอียดของชายคนนั้นและขอถ่ายรูปหนังสือเดินทางเก็บไว้

หลังจากจ่ายเงินและเดินทางออกมาด้านนอก จึงทราบข้อมูลจากเพื่อนคนไทยและเพื่อนชาวสิงคโปร์ ว่าเจ้าหน้าที่ในสนามบินสุวรรณภูมิ มักหาเหตุผลมาปรับเงินแบบนี้กับคนไทยและนักท่องเที่ยว นอกจากสุราแล้วยังมีเรื่องการนำบุหรี่เข้ามาเกิน 200 มวนด้วย

นักท่องเที่ยวสิงคโปร์โวย!โดนจนท.สนามบินสุวรรณภูมิรีดไถเงิน

 

ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” สอบถามข้อเท็จจริงไปยังผู้บริหารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้รับการประสานข้อมูลเบื้องต้นว่าเกี่ยวข้องกับด่านตรวจของกรมสรรพสามิตประจำสุวรรณภูมิ หลังจากนั้นก็ได้รับการติดต่อกลับมา

ผู้บริหารสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม กรมสรรพสามิต ชี้แจงว่าหลังจากตรวจสอบข้อมูลตามเนื้อหาของลิงค์สื่อออนไลน์ที่ “คมชัดลึก” ส่งให้นั้น ปรากฏว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ซึ่งทางสำนักตรวจสอบฯ พบข้อมูลนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวมาด้วยกันหลายคน และเอาสุราเข้ามาเพียง 6 ขวดไม่ได้เอาเข้ามาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่ได้เป็นการตบทรัพย์เอาเงินเข้ากระเป๋าส่วนตัว เพราะได้ออกใบเสร็จรับเงินค่าปรับให้ด้วย พร้อมกล่าวต่อว่า

    “ตอนนี้ผู้ใหญ่ของกรมสั่งให้มีการสอบข้อเท็จจริงแล้ว และจะพยายามติดต่อชาวสิงค์โปร์กลุ่มนั้นเพื่อให้ความเป็นธรรม และพร้อมเยียวยาความเสียหาย”

ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงและอธิบายข้อกฎหมาย บทลงโทษต่อนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรให้ชัดเจน และใช้นโยบายผ่อนปรนในการตรวจสอบเพื่อไม่ให้กระทบต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวต่อไป

นับเสร็จแล้วเงินสดยึดจากอดีตนายกฯ”นาจิบ”รวมกว่าพันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327277

นับเสร็จแล้วเงินสดยึดจากอดีตนายกฯ”นาจิบ”รวมกว่าพันล้าน

เงินสด,นาจิบ,นับเงิน,มาเลเซีย

สรุปเงินสดยึดจากห้องพักอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก เลขที่ออกกว่า 1 พันล้านบาท

ความคืบหน้าหลังจากที่เจ้าหน้าที่สำนักงานสืบสวนอาชญากรรมพาณิชย์มาเลเซีย เข้ายึดทรัพย์สินหลากหลายประเภท รวมถึงเงินสด จากบ้านพักและคอนโดมิเนียมของอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค และภรรยา นางรอสมาห์ มันซอร์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นับเสร็จแล้วเงินสดยึดจากอดีตนายกฯ"นาจิบ"รวมกว่าพันล้าน

ตร.มาเลเซียบุกยึดกรุสมบัติหรูภรรยา”นาจิบ”

ล่าสุด หนังสือเดอะ สตาร์ รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า เงินสดหลายสกุลที่ยึดจากห้องพักในคอนโดมิเนียม พาวิเลียน เรสซิเดนซ์ นับเสร็จสิ้นแล้ว สรุปตัวเลขที่ 130 ล้านริงกิต (ราว 1,048 ล้านบาท )

ตำรวจพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากธนาคารกลางมาเลเซีย เริ่มนับเงินสดบรรจุในกระเป๋า 35 ใบ ที่กองบัญชาการสำนักงานสืบสวนอาชญากรรมพาณิชย์ มาตั้งแต่วันจันทร์ และต้องใช้เวลานานพอสมควร เพราะต้องการความละเอียด

กระเป๋าเงินสดเหล่านี้ ซึ่งถูกส่งไปเก็บในธนาคารกลางแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของกล่องทั้งหมด  284 ใบ ที่ภายในเก็บกระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา และเครื่องเพชร ทั้งหมดมาจากห้องพัก 3 ห้อง ในคอนโดมิเนียมหรู แต่ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าของทั้งหมดได้เนื่องจากมีปริมาณมาก

 

นับเสร็จแล้วเงินสดยึดจากอดีตนายกฯ"นาจิบ"รวมกว่าพันล้าน

เปิดกรุ”เพชร-นาฬิกา-กระเป๋าหรู”อดีตมาดามหมายเลขหนึ่งมาเลเซีย

แต่แหล่งข่าวระบุว่า เครื่องเพชรอาจมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านริงกิต อย่างไรก็ดี ตำรวจจะตั้งมืออาชีพมาประเมินมูลค่าแท้จริงของเครื่องเพชรและสมบัติอื่นๆ

การบุกตรวจค้นเป็นส่วนหนึ่งการสอบสวนกรณีทุจริตยักยอกเงินจาก วันเอ็มดีบี บริษัทเพื่อการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ

จนถึงขณะนี้ ผู้บัญชาการสอบสวนอาชญากรรมพาณิชย์ อามาร์ ซิงห์ ยังปฏิเสธแสดงความเห็นเรื่องจำนวนเงิน แต่ยืนยันว่าจะเปิดแถลงข่าวเมื่อการสอบสวนมีความคืบหน้า

แหล่งข่าวหลายกระแสระบุว่า กระบวนการนับเงินค่อนข้างล่าช้า เพราะเป็นธนบัตรหลากหลายหน่วยเงิน อีกทั้งยังต้องบันทึกหมายเลขธนบัตรทุกใบที่ยึดมาด้วย

มีรายงานว่านายนาจิบอ้างว่าเงินสดที่ยึดจาก พาวิเลียน เรสซิเดนซ์ เป็นเงินบริจาคจากเพื่อนและมุ่งนำมาใช้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง