กฎหมายใหม่สวีเดน”ข่มขืนคือข่มขืน”ต่อให้ไม่ใช้กำลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327242

กฎหมายใหม่สวีเดน”ข่มขืนคือข่มขืน”ต่อให้ไม่ใช้กำลัง

ข่มขืน,สมยอม,สวีเดน,ผ่านกฎหมาย

อีกผลผลิตจากกระแส #MeToo กฎหมายใหม่สวีเดน บัญญัติชัดเพศสัมพันธ์”ไม่สมยอม” เท่ากับข่มขืน ต่อให้ไม่มีการข่มขู่คุกคาม หรือใช้กำลัง

กฎหมายใหม่ของสวีเดนที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่  1 กรกฎาคมนี้ ปรับปรุงจากกฎหมายเดิมที่ให้ความสำคัญหรือจำเป็นต้องมีหลักฐานว่า ผู้กระทำใช้กำลัง หรือเหยื่อตกอยู่ในสถานการณ์เปราะบาง เช่น อยู่ในอาการมึนเมา เป็นถ้อยคำใหม่ว่า บุคคลต้องสมยอมกับกิจกรรมทางเพศ ด้วยคำพูด หรือภาษากายอย่างชัดแจ้ง เพื่อจะได้นำไปสู่การตัดสินให้ผู้กระทำมีความผิด

รัฐบาลสวีเดนเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาและสภาลงมติผ่านความเห็นชอบ ด้วยคะแนนเสียง 257 ต่อ 38 เสียง  แม้สภาที่ปรึกษากฎหมายสวีเดนที่จะกลั่นกรองร่างกฎหมายทุกฉบับชี้ว่า กฎหมายที่มีอยู่เดิม ถือว่าเพียงพอแล้ว

กฎหมายใหม่ไม่ได้ไปไกลถึงขั้นว่า อีกฝ่ายต้องแสดงออกถึงการสมยอมเสียก่อน จึงจะเป็นเงื่อนไขของเพศสัมพันธ์แบบสมยอมได้ แต่เน้นย้ำว่า การไม่ต่อต้าน ไม่ใช่สัญญาณถึงการตกลงมีเซ็กส์ 
“หากผู้ใดต้องการมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นในสภาพสงบอยู่ หรือส่งสัญญาณคลุมเครือ บุคคลผู้นั้นจะต้องมั่นใจว่าอีกฝ่ายสมยอม”

กฎหมายใหม่บัญญัติเพิ่ม 2 ฐานความผิด คือ ข่มขืนโดยประมาท และ การล่วงละเมิดทางเพศโดยประมาท  มีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี

รัฐบาลสวีเดนระบุว่า การล่วงละเมิดทางเพศในประเทศเพิ่มสูงขึ้น โดยหญิงสาวเผชิญความเสี่ยงมากที่สุด

โทมัส โทเบ โฆษกพรรคมอเดอเรต ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน กล่าวว่า พรรคออกเสียงสนับสนุนร่างกฎหมายใหม่ฉบับนี้แม้มีความกังวลอยู่บ้าง โดยเฉพาะการพุ่งไปที่เหยื่อมากเกินไป เช่น เหยื่อสื่อสารได้ชัดเจนหรือไม่ว่าตกลงมีเพศสัมพันธ์ กระนั้น เชื่อว่า การผ่านร่างกฎหมายใหม่อาจช่วยเปลี่ยนทัศนคติต่อผู้หญิง

แอนนา บลุส นักวิจัยด้านสิทธิสตรียุโรป จากองค์การแอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า การแก้กฎหมายจะทำให้สวีเดนเป็น 1 ใน 10 ประเทศยุโรปที่รับรองว่า เซ็กส์โดยปราศจากความสมยอม คือข่มขืน
ประเทศยุโปส่วนใหญ่ยังนิยาม ข่มขืน โดยอิงกับการใช้กำลังบังคับทางกาย ข่มขู่ หรือคุกคาม คำนิยามล้าสมัยเหล่านี้ ก่อความเสียหายอย่างไม่สามารถประเมินได้  หวังว่าความเคลื่อนไหวของสวีเดนจะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายและทัศนคติทั่วยุโรปต่อไป

กระแส #MeToo ในรอบปีที่ผ่านมา กระตุ้นให้หลายประเทศทั่วโลก สำรวจนิยามหรือแนวคิดเรื่องการยินยอมกันใหม่ และปรับปรุงแก้ไขกฎหมายความผิดฐานข่มขืนให้เข้มงวดกว่าเดิม

สหรัฐเตือนพลเมืองในจีนระวัง”เสียงผิดปกติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327209

สหรัฐเตือนพลเมืองในจีนระวัง”เสียงผิดปกติ”

สหรัฐเตือนพลเมือง,เสียงผิดปกติ,เตือนพลเมืองในจีน,สมองบาดเจ็บ

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐป่วยสมองบาดเจ็บหลังสัมผัสเสียงผิดปกติในจีน สถานทูตประกาศเตือนพลเมืองให้ระวัง

 

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงปักกิ่ง ออกประกาศเตือนด้านสุขภาพ หลังจากมีลูกจ้างรัฐบาลที่สถานกงสุลสหรัฐในกวางโจว ทางใต้ของจีน แจ้งว่า สัมผัสถึงแรงกดดันและเสียงผิดปกติแต่แบบคลุมเครือไม่ชัดเจน

 

ก่อนป่วยมีอาการสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงในเวลาต่อมา ซึ่งคล้ายกับที่นักการทูตสหรัฐป่วยปริศนาในคิวบา แต่ไม่ทราบสาเหตุที่มา

เจ้าหน้าที่สหรัฐผู้นี้ มีอาการผิดปกติทางร่างกายหลายอย่าง ช่วงปลายปี 2560 ถึงเมษายน 2561 และถูกส่งกลับสหรัฐเพื่อตรวจสุขภาพ ผลวินิจฉัยที่ออกมาเมื่อ 18 พฤษภาคม ระบุว่าเป็นอาการสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐไม่ทราบว่า นอกจากกรณีนี้แล้ว ยังมีเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นใน หรือนอกแวดวงการทูตอีกหรือไม่ และไม่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ใดทั้งสิ้น  แต่กระทรวงถือเป็นเรื่องร้ายแรง และกำลังพยายามหาสาเหตุและผลกระทบ ขณะรัฐบาลจีนก็ให้ความมั่นใจว่ากำลังสอบสวนและดำเนินมาตรการเหมาะสมเช่นกัน

ประกาศสถานทูตแนะนำว่าหากอยู่ในจีน แล้วได้ยินเสียงผิดปกติชัดเจน  หรือรับรู้ทางประสาทสัมผัสถึงเสียงผิดปกติ หรือเสียงหวีดแหลม อย่าพยายามหาที่มา แต่ให้ขยับออกจุดนั้น และหากมีปัญหาให้ไปปรึกษาแพทย์

ทันทีทีมีประกาศนี้ออกมา ก็ถูกนำไปเปรียบเทียบกับในคิวบา กรณีนักการทูตอเมริกันและครอบครัว 24 คน มีอาการผิดปกติ เช่น สูญเสียการได้ยิน คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ ตาพร่า อ่อนเพลียและอาการอื่นๆ กระทั่งสหรัฐสั่งถอนเจ้าหน้าที่สถานทูตจำนวนมากออกจากกรุงฮาวานา เมื่อปีที่แล้ว มีการตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกิดจากการโจมตีด้วยคลื่นเสียง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหาสาเหตุที่ชัดเจนได้

ครม.ชุดใหม่มาเลเซียหั่นเงินเดือน 10% ช่วยประหยัดงบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327147

ครม.ชุดใหม่มาเลเซียหั่นเงินเดือน 10% ช่วยประหยัดงบ

มาเลเซีย,ลดเงินเดือนรัฐมนตรี,ครมมหาธีร์,10

ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด ประชุมครม.นัดแรก เห็นพ้องลดเงินเดือนรัฐมนตรีทั้งคณะ 10% ประหยัดงบช่วยชาติ

นายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮัมหมัดแห่งมาเลเซีย แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำสัปดาห์ครั้งแรก ที่เปอร์ดานา ปุตรา ในวันนี้ ว่ารัฐมนตรีจะลดเงินเดือนตัวเองลง 10% อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการลดรายจ่ายของประเทศหลายพันล้านริงกิต  และรัฐบาลนี้ไม่มีแผนขึ้นเงินเดือนรัฐมนตรี

“เราวิตกปัญหาการเงินของประเทศ แม้เงินเดือนรมต.ต่ำกว่าข้าราชการระดับสูง แต่เราจะลดเงินเดือนรัฐมนตรีลง 10%”

 

ครม.ชุดใหม่มาเลเซียหั่นเงินเดือน 10% ช่วยประหยัดงบ

ดร.มหาธีร์ กล่าวว่า การลดเงินเดือนเป็นนิสัยของเขา ตอนที่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีครั้งแรกในปี 2524 ก็เคยลดเงินเดือนรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงเช่นกัน แต่ในครั้งนี้ ให้เป็นการตัดสินใจของข้าราชการระดับสูงที่เงินเดือนสูงกว่ารัฐมนตรีเองว่า  อยากมีส่วนร่วมแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของประเทศหรือไม่ รัฐบาลจะไม่บังคับให้ทำ

 

รัฐบาลใหม่มาเลเซียจะไม่ยึดติดกับคำสัญญาของรัฐบาลชุดที่แล้ว  เพราะเป็นคำสัญญาของพรรคที่เวลานี้มาเป็นฝ่ายค้าน อันจะรวมถึงการทบทวนแผนขึ้นเงินเดือนข้าราชการที่เดิมจะมีผล 1 กรกฎาคมนี้  แต่ยืนยันว่าจะเป็นการทบทวนอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ รัฐบาลจะระงับหรือทบทวนโครงการเมกะโปรเจกต์ ยุบบางหน่วยงานที่ไม่จำเป็นหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น สภาศาสตราจารย์แห่งชาติ

 

ครม.ชุดใหม่มาเลเซียหั่นเงินเดือน 10% ช่วยประหยัดงบ

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีมหาธีร์ เปิดเผยว่า มาเลเซียมีหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี)  ในสัดส่วน 65% ไม่ใช่ 55 % อย่างที่รัฐบาลชุดก่อนกล่าวอ้าง จึงจำเป็นต้องหาหนทางลดงบประมาณรายจ่าย

อีกเรื่องที่จะทบทวนคือ สัญญาโครงการค้นหาเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลนส์ เที่ยวบินเอ็มเอช 370  หากเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์ก็อาจจะยกเลิก

ล่าสุดแอนโทนี ล๊ก รัฐมนตรีคมนาคมประกาศว่า การค้นหา เอ็มเอช 370 จะสิ้นสุดลง ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ หลังเครื่องบินหายไปอย่างปริศนานานกว่า 4 ปี และบริษัท โอเชียนอินฟินิตี เริ่มการค้นหาใต้ทะเลเมื่อเดือนม.ค.ปีนี้  โดยยังไม่พบอะไรแม้แต่ชิ้นเดียว

กลายเป็นเรื่อง !! “ม้ง” ไม่พอใจชุด “เอโปไนน์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327103

กลายเป็นเรื่อง !! “ม้ง” ไม่พอใจชุด “เอโปไนน์”

ต่างประเทศ > ข่าวต่างประเทศ  :  23 พ.ค. 2561

ข่าวต่างประเทศ,ม้ง,ไม่พอใจ,กลายเป็นเรื่อง,เครสซิดา โบนาส,เจ้าชายแฮร์รี,เอโปไนน์,ชนเผ่า,คอลเลคชั่น,เพจ,เฟซบุ๊ก,อินสตาแกรม,เหยียดชาติพันธุ์

ชาวอเมริกันเชื้อสายม้ง ไม่พอใจชุดที่ “เครสซิดา โบนาส” อดีตคนรักของเจ้าชายแฮร์รี สวมไปร่วมพิธีเสกสมรส มองว่าเป็นการเหยียดชาติพันธุ์

               ในขณะที่คนไทยอาจจะตื่นเต้นที่เห็นชุดที่ “เครสซิดา โบนาส” อดีตคนรักของเจ้าชายแฮร์รี สวมไปร่วมพิธีเสกสมรส ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากชุดของชาวม้ง แต่ชาวอเมริกันเชื้อสายม้งกลับไม่พอใจ และมองว่าเป็นการเหยียดชาติพันธุ์
ชุดเจ้าปัญหาอยู่ในคอลเลคชั่น “ชนเผ่า” (Tribal) ของห้องเสื้อเอโปไนน์ ได้กระตุ้นความไม่พอใจในหมู่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวอเมริกันเชื้อสายม้ง หลังระบุว่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชาวเผ่าม้งที่อยู่ทางภาคเหนือของไทย แต่ผู้ที่ไม่พอใจกลับมองว่า ดีไซเนอร์ไม่ใช่แค่ไม่รู้กาลเทศะของวัฒนธรรมชายขอบเท่านั้น แม้แต่คำอธิบายทั่วไปก็ยังเป็นความพยายามลดคุณค่าทางวัฒนธรรมของเครื่องแต่งกายชาวม้งอีกด้วย

“จิน เถา” หนึ่งในชาวอเมริกันเชื้อสายม้ง บอกว่า “นี่ไม่ใช่ชุดชนเผ่า เราไม่ใช่ชนเผ่า เราเป็นม้ง ภาษาและประวัติศาสตร์ของประชาชนของเรา ถูกหว่านเพาะลงในเสื้อผ้าเพื่อรักษาวัฒนธรรมของเราเอาไว้”
“มิเชล เซียง” มองว่า เป็นเรื่อง “สองมาตรฐาน” โดยบอกว่า เหตุใดเวลาคนขาวสวมเสื้อม้ง กลับได้รับการยกย่อง เชิดชู และชื่นชม แต่เวลาชาวม้งสวมเสื้อผ้าของตัวเอง กลับถูกหัวเราะหรือไม่ก็ถูกว่าแปลกประหลาด ส่วน “เปา ลี” มองว่า เป้าหมายการออกแบบของห้องเสื้อ ก็คือธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ ไม่ได้สัมผัสกับศิลปะหรือผู้คนของเรา มันเป็นการจัดสรรทางวัฒนธรรม ไม่ใช่การชื่นชม พวกเขาเรียกเราว่า “ชนเผ่า” มันน่าภูมิใจตรงไหน เพราะมันหมายถึงพวกเขาดูถูกเรา คิดว่าพวกเรายังป่าเถื่อนและล้าหลัง แล้วเราจะไปชื่นชมทำไมเวลาคนขาวมาสวมเสื้อผ้าของเรา หรือศิลปะของเรา ที่พวกเขามองเห็นแต่โอกาสที่มาจากแสวงกำไรจากสิ่งเหล่านี้

ด้านเว็บไซต์ของเอโปไนน์ ได้มีการแก้ไขบางดีไซน์ โดยใช้คำว่า Hmong clothes/fabrics แต่บางดีไซน์ยังคงใช้คำว่า Tribal หรือ ชนเผ่าอยู่

กลายเป็นเรื่อง !! "ม้ง" ไม่พอใจชุด "เอโปไนน์"

https://www.instagram.com/p/Bi9j15qgehH/embed/

 

กลายเป็นเรื่อง !! "ม้ง" ไม่พอใจชุด "เอโปไนน์"

——————–

(ที่มา : nextshark.com โดย…โต๊ะต่างประเทศ เนชั่นทีวี)

ญี่ปุ่นเฉือนสิงคโปร์แชมป์พาสปอร์ตทรงพลัง-ไทยอยู่ตรงไหน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327122

ญี่ปุ่นเฉือนสิงคโปร์แชมป์พาสปอร์ตทรงพลัง-ไทยอยู่ตรงไหน

พาสปอร์ต,สิงคโปร์,ญี่ปุ่น,ไทย,พาสปอร์ตทรงพลัง

ดัชนีอำนาจพาสปอร์ต 2018 พบญี่ปุ่นเฉือนแซงสิงคโปร์ เล่มเดียวเข้าได้ 189 ประเทศ

หนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต ของชาวญี่ปุ่นในเวลานี้ อำนวยความสะดวกแก่พลเมืองสามารถเดินทางไปยัง 189 ประเทศได้ โดยไม่ต้องขอวีซ่า หรือขอ visa on arrival ซึ่งเป็นการขอตรวจลงตราหนังสือเดินทาง ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองของประเทศนั้นๆ เมื่อเดินทางไปถึง ซึ่งถือเป็นจำนวนประเทศที่ไม่ต้องใช้วีซ่ามากประวัติการณ์ อ้างอิงจากดัชนีหนังสือเดินทาง 2018 ของบริษัท เฮนลีย์ แอนด์ พาร์ตเนอร์ส 

 ญี่ปุ่นเฉือนสิงคโปร์แชมป์พาสปอร์ตทรงพลัง-ไทยอยู่ตรงไหน  

พาสปอร์ตของชาวสิงคโปร์ เสียแชมป์ ตกลงไปอยู่อันดับที่ 2 เท่ากับเยอรมนี โดยเดินทางแบบไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้าได้ 188 ประเทศ

อันดับ 3 ได้แก่ เกาหลีใต้ ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และสวีเดน 187 ประเทศ
อันดับ 4 สหรัฐอเมริกากับสหราชอาณาจักร  186 ประเทศ                                                                                     อันดับ 5 เบลเยี่ยม แคนาดา เดนมาร์ค ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ เดินทางแบบปลอดวีซ่า 185 ประเทศ
 ญี่ปุ่นเฉือนสิงคโปร์แชมป์พาสปอร์ตทรงพลัง-ไทยอยู่ตรงไหน  

สำหรับพาสปอร์ตประเทศไทย ใช้เดินทางแบบไม่ต้องวีซ่าได้ 76 ประเทศ อยู่อันดับที่ 64 ร่วมกับนามิเบีย คาซัคสถาน และเบลารุส แต่หากเทียบในกลุ่มอาเซียน พาสปอร์ตของไทยอยู่อันดับ 4

 ญี่ปุ่นเฉือนสิงคโปร์แชมป์พาสปอร์ตทรงพลัง-ไทยอยู่ตรงไหน  

ในการจัดอันดับครั้งก่อนเผยแพร่เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ หนังสือเดินทางของญี่ปุ่นกับสิงคโปร์ครองอันดับ 1 ร่วมกัน เดินทางแบบปลอดวีซ่าได้ 180 ประเทศ เยอรมนีอยู่ที่ 2 เข้าได้ 179 ประเทศ
เฮนลีย์ แอนด์ พาร์ตเนอร์ส บริษัที่ปรึกษาด้านการพำนักและพลเมืองโลก ซึ่งจัดทำดัชนีพาสปอร์ต ระบุว่านับตั้งแต่ต้นปี มีการทำความตกลงละเว้นวีซ่าระหว่างรัฐบาลทั่วโลกเกือบ 40 ฉบับ

ดัชนีพาสปอร์ตเฮนลีย์ สำรวจหนังสือเดินทาง 199 ประเทศ โดยอิงข้อมูลหลักจากสมาคมการเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศ ที่ถือเป็นฐานข้อมูลการเดินทางใหญ่ที่สุดของโลก

อิสราเอลอวดส่งบินขับไล่สุดล้ำ”เอฟ-35″โจมตีครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327063

อิสราเอลอวดส่งบินขับไล่สุดล้ำ”เอฟ-35″โจมตีครั้งแรก

เอฟ-35,F-35,อิสราเอล,ครั้งแรก,เปิดตัว

บินขับไล่ระบบสเตล์ท เอฟ-35 เปิดตัวภารกิจรบ อิสราเอลใช้จริงครั้งแรกส่งโจมตีสองเป้าหมายในตะวันออกกลาง

พล.อ.อ.อามิคาม นอร์คิน ผู้บัญชาการทหารอิสราเอล เปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า อิสราเอลเป็นประเทศแรกในโลกที่นำเครื่องบินรบสุดล้ำ เอฟ-35 ผลิตโดยล็อคฮีดมาร์ติน ผู้ผลิตอาวุธเบอร์หนึ่งโลก โจมตีเป้าหมาย 2 แห่งในตะวันออกกลาง โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

ที่ผ่านมา อิสราเอลโจมตีเป้าหมายที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับอิหร่านหลายแห่งในซีเรีย และในการแถลงข่าวเมื่อวาน พล.อ.อ.นอร์คิน เอ่ยถึงเรื่องที่อิหร่านเคลื่อนย้ายขีปนาวุธพิสัยไกลและจรวดไปยังซีเรีย รวมถึงเครื่องยิงขีปนาวุธ  ‘Uragan’ และเรื่องที่อิสราเอลโจมตีทางเหนือของกรุงดามัสกัส

IDF

@IDFSpokesperson

Today, the Commander of the Israeli Air Force, Major General Amikam Norkin addressed senior air force officials from more than 20 different countries

กองทัพอากาศอิสราเอลสั่งเครื่องบินขับไล่เอฟ-35  จากสหรัฐ จำนวน 50 ลำ แต่ละลำ ราคากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นกองทัพแรกที่ได้รับมอบเครื่องบินรบรุ่นนี้นอกสหรัฐอเมริกา 9 ลำเมื่อสองปีก่อน จากนั้น อิสราเอลประกาศเมื่อธันวาคมปีที่แล้วว่า เอฟ-35 ที่มีในครอบครอง พร้อมปฏิบัติการได้

เอฟ 35 เป็นเครื่องบินรบแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากภายในตัวเครื่องอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆมากมาย แต่ก็เป็นเครื่องบินรบที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดว่ามีการใช้งบประมาณเกินตัวไปมาก ไม่นับรวมกับการถูกตั้งถามถึงศักยภาพในการรบ การนำเอฟ 35 มาใช้จริงครั้งแรก จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของเครื่องบินรุ่นนี้นับตั้งแต่เริ่มพัฒนาตั้งแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 1990

อิสราเอลอวดส่งบินขับไล่สุดล้ำ"เอฟ-35"โจมตีครั้งแรก

สำหรับอิสราเอลมองว่าการประจำการเครื่องบินเอฟ 35 เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความได้เปรียบทางด้านการรบทางอากาศในภูมิภาคใกล้เคียง

การที่รัสเซียนำระบบขีปนาวุธชนิดพื้นสู่อากาศ เอส-300 รุ่นล้ำกว่าอย่าง เอส-400 เข้าไปในซีเรีย ถือเป็นการท้าทายศักยภาพทางอากาศในภูมิภาคของอิสราเอล และเอฟ-35 ที่ได้มาคือการตอบโต้

ซีเอ็นเอ็นระบุว่า เครื่องบินรบรุ่นนี้บินโดยแทบไม่สามารถตรวจจับได้ แต่เทคโนโลยีหลบหลีกเรดาร์ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะบินโดยมองไม่เห็น

เอฟ-35 ที่กองทัพอิสราเอลเรียก อะเดอร์ ( Adir ) มีความหมายในภาษาฮีบรู ว่า เกรียงไกร เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกความเข้าใจความช่วยเหลือด้านอาวุธระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐมูลค่า 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุม 10 ปีเริ่มในปี 2562

โฆษณาไวรัลสะเทือนใจ!!เด็กวอนผู้นำโลกเลิกสงคราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327028

โฆษณาไวรัลสะเทือนใจ!!เด็กวอนผู้นำโลกเลิกสงคราม

คลิปไวรัล,วอนผู้นำโลก,สงคราม

คลิปโฆษณาไวรัล มีผู้ชมหลายล้านครั้ง ภาพเด็กน้อยคนหนึ่งพบผู้นำมหาอำนาจโลก และร้องขอให้ช่วยยุติความขัดแย้งรุนแรงในหลายพื้นที่ที่ในตะวันออกกลาง

คลิปโฆษณาที่มีชื่อว่า “MR”President” มีเนื้อหาเกี่ยวกับเดือนรอมฎอนหรือเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิม โดยให้เด็กชายชาวมุสลิมคนหนึ่งร้องเพลงถ่ายทอดเรื่องราว ขณะพบกับคนหน้าเหมือนผู้นำโลกหลายคน

ในจำนวนนี้รวมถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ เด็กชายเชิญให้ผู้นำสหรัฐไปร่วมรับประทานอาหารมือเย็นหลังการถือศีลอดตลอดทั้งวัน หากหาบ้านของเขาเจอ ใต้ซากปรักหักพัง

นอกจากนี้ เด็กชายยังพบกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และเล่าเรื่องการสูญเสียครอบครัวในสงคราม รวมถึงพบกับนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ผู้นำเยอรมนี และนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโดของแคนาดา ที่ชายหาดขณะผู้อพยพหนีขึ้นฝั่ง และ คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ สีหน้าเศร้าสลด เมื่อเห็นเด็กน้อยในห้องนอนที่พังเสียหายจากระเบิด

นอกจากนี้ เด็กชายยังช่วยเด็กหญิงที่สวมผ้าคลุมศีรษะแบบชาวปาเลสไตน์ ออกจากเรือนจำ และเพลงท่อนสุดท้ายในคลิปย้ำว่า อาหารมื้อเย็นของเราจะอยู่ในเยรูซาเลม เมืองหลวงของปาเลสไตน์ และเด็กชายพาผู้นำชาติอาหรับไปชม โดมทองแห่งเยรูซาเลม สถานศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม

โฆษณาไวรัลสะเทือนใจ!!เด็กวอนผู้นำโลกเลิกสงคราม

โฆษณาไวรัลสะเทือนใจ!!เด็กวอนผู้นำโลกเลิกสงคราม

เครดิต NationTV 

ประธานป.ป.ช.มาเลเซียร่ำไห้เล่าภัยมืดยุค”นาจิบ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/327014

ประธานป.ป.ช.มาเลเซียร่ำไห้เล่าภัยมืดยุค”นาจิบ”

มาเลเซีย,ปปชมาเลเซีย,ร่ำไห้,นาจิบ,วันเอ็มดีบี

อดีตบิ๊กป.ป.ช.ที่โดนกดดันจนเกษียณสมัย”นาจิบ ราซัก” ก่อนถูกดึงกลับมานั่งประธานร่ำไห้แฉสารพัดวิชามารสกัดสอบวันเอ็มดีบี

 

นายโมห์ ชูครี อับดุล ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการปราบปรามทุจริตของมาเลเซีย (เอ็มเอซีซี) คนใหม่ แถลงเล่าเรื่องที่เขาต้องหลบหนีจากมาเลเซียไปสหรัฐอเมริกา ในปี 2558 หลังจากอดีตเจ้านาย นายอาบู คัสซิม โมฮัมเหม็ด อดีตประธานเอ็มเอซีซี ตัดสินใจเดินหน้าดำเนินคดีกับอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค  กรณีพบเงินจากกองทุนวันเอ็มดีบี บริษัทเพื่อการลงทุนของรัฐ ถูกโอนบัญชีธนาคารส่วนตัวของอดีตผู้นำ

 

ประธานป.ป.ช.มาเลเซียร่ำไห้เล่าภัยมืดยุค"นาจิบ"

 

การแถลงข่าวมีขึ้นในวันเดียวกับที่อดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ เดินทางเข้าชี้แจงกรณีมีเงินต้องสงสัย 10.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารของเขา ส่วนหนึ่งของการสอบทุจริตวันเอ็มดีบีที่เพิ่งเริ่มต้น

นายชูครี กล่าวว่า 3 ปีก่อน เอ็มเอซีซีมีหลักฐานมีน้ำหนักมากพอที่จะเปิดสอบสวน เอสอาร์ซี อินเตอร์เนชันแนล บริษัทลูกในเครือวันเอ็มดีบี ที่ถูกกล่าวหาโอนเงินหลายล้านริงกิตเข้าบัญชีส่วนตัวของอดีตผู้นำ ตอนนั้น เจ้านายของเขา นายอาบู คัสซิม ถามเขาว่าพร้อมรับผลที่ตามมาหรือไม่หากดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่ง เพราะอาจนำไปสู่การถูกปลด

แต่ในวันเดียวกับที่อาบู คัสซิม กำลังจะยื่นฟ้องนายนายจิบ นายกอนี ปาเทล อัยการสูงสุดขณะนั้นก็ถูกปลดจากตำแหน่งเสียก่อน พร้อมกับการปรับคณะรัฐมนตรีที่มีการปลดรัฐมนตรี 2 คนที่ตั้งคำถามความไม่ชอบมาพากลในวันเอ็มดีบี

 

ประธานป.ป.ช.มาเลเซียร่ำไห้เล่าภัยมืดยุค"นาจิบ"

 

หลังบุคคลเหล่านี้ถูกปลด เขาเผชิญแรงกดดันมหาศาล พยานหลายคนที่เคยสัมภาษณ์หายตัวไป ตัวเขาถูกขู่ไล่ออก ถูกข่มขู่สารพัดรวมถึงส่งกระสุนปืนทางไปรษณีย์ ถูกบังคับให้เกษียณก่อนกำหนด และถูกขู่ส่งไปยังแผนกฝึกอบรม การคุกคามน่ากลัวขึ้นทุกทีจนถึงจุดที่ทำให้ตัดสินใจเดินทางไปยังวอชิงตันเมื่อ 31 กรกฎาคม 2558 พร้อมกับนำประเด็นวันเอ็มดีบีไปหารือกับทางการสหรัฐ โดยปล่อยข่าวลวงว่ากำลังเดินทางไปยังซาอุดีอาระเบีย เพราะได้ยินว่ามีคนกำลังรอจับตัวเขาอยู่ในเมืองเจดดาห์

 

เมื่อเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ก็ยังรู้สึกว่ามีคนสะกดรอยตาม จนรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงย้ายไปนิวยอร์ก และได้พบเพื่อนคนหนึ่งที่สังกัดสำนักงานตำรวจนิวยอร์ก (เอ็นวายพีดี) ที่ช่วยจัดบอดี้การ์ด 3 คนคุ้มครอง ก่อนกลับไปที่วอชิงตันอีกครั้งหนึ่ง

 

ประธานป.ป.ช.มาเลเซียร่ำไห้เล่าภัยมืดยุค"นาจิบ"

 

ระหว่างแถลงข่าวในวันนี้ นายชูครี ถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ขณะกล่าวว่ารู้สึกผิดเมื่อตอนที่รู้ว่าลูกน้องที่หลายคยที่เคยทำงานให้กับเขามีอันเป็นไป  รู้สึกช่วยอะไรไม่ได้และผิดหวังที่ช่วยปกป้องพวกเขาไม่ได้ ขณะที่ตัวเองและทีมงานถูกกล่าวหาคบคิดโค่นล้มรัฐบาลแนวร่วมแห่งชาติ (บีเอ็น) “เราแค่ต้องการนำเงินที่ถูกขโมยไปกลับประเทศ แต่กลับถูกกล่าวหาเป็นผู้ทรยศ คิดทำลายประเทศชาติ”

นายชูครี ถุกกดดันจนต้องเกษียณก่อนกำหนดเมื่อสิงหาคม 2559 ขณะอายุ 56 ปี ส่วนอาบู คัสซิม ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานเอ็มเอซีซีในปี 2553 ก็ถูกปลดในปีเดียวกัน

เผยภาพพระสหายวัยเยาว์ร่วมงานเสกสมรสเจ้าชายแฮร์รี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/326937

เผยภาพพระสหายวัยเยาว์ร่วมงานเสกสมรสเจ้าชายแฮร์รี

พระสหาย,เลโซโท,เจ้าชายแฮร์รี,เสกสมรส

อีกความประทับใจในวันสำคัญของเจ้าชายแฮร์รี ไม่ลืมเชิญอดีตเด็กกำพร้าชาวเลโซโท พระสหายวัยเยาว์ที่พบกันครั้งแรกระหว่างเป็นอาสาสมัครแอฟริกา 14 ปีก่อนร่วมงาน

ในบรรดาสามัญชน 2,460 คนที่ได้รับเชิญ เข้าร่วมพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี และพระชายา เมแกน มาร์เคิล ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ในเขตพระตำหนักวินเซอร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น

เผยภาพพระสหายวัยเยาว์ร่วมงานเสกสมรสเจ้าชายแฮร์รี

 

เป็นผู้แทนจากองค์กรการกุศลรวมอยู่ด้วยราว 200 คน  รวมถึงตัวแทน 10 คนจากมูลนิธิ ซองเทเบล ซึ่งเจ้าชายแฮร์รี ทรงร่วมก่อตั้งกับเจ้าชายลีซีโอ แห่งโลโซโท เมื่อปี 2549เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสเอชไอวีและโรคเอดส์ในเลโซโทและบอตสวานา

เผยภาพพระสหายวัยเยาว์ร่วมงานเสกสมรสเจ้าชายแฮร์รี

 

และหนึ่งในผู้แทนจากมูลนิธินี้ก็คือ  เรเลโบฮิเล พ็อตซาเน หรือ มุตสุ อดีตเด็กกำพร้าชาวเลโซโท ที่ผูกพันกับเจ้าชายแฮร์รี นับจากพบกันครั้งแรกเมื่อ 14 ปีก่อน ขณะนั้น มุตสุอายุ 4 ขวบ ส่วนเจ้าชายแฮร์รี พระชันษา 18 ปี เสด็จเยือนแอฟริกาในช่วงรอยต่อ 1 ปีก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย นับแต่นั้น ทั้งสองยังติดต่อกันเรื่อยมา 

เผยภาพพระสหายวัยเยาว์ร่วมงานเสกสมรสเจ้าชายแฮร์รี

 

เจ้าชายทรงเชิญพระสหายรุ่นเยาว์มาร่วมฉลองวันสำคัญของพระองค์ด้วย และมูลนิธิซองเทเบล ที่แปลว่า “อย่าลืมฉัน” เผยแพร่ภาพของมุตสุในวัย 18 ปี สวมชุดสูทเนี้ยบ สื่ออังกฤษรายงานว่า เขาอยู่ในแถวหน้าที่ถวายการต้อนรับคู่บ่าวสาว ขณะเสด็จออกจากวิหารเซ็นจอร์จ

คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นหนุ่มน้อยจากเลโซโทโบกมือ ขณะพระองค์เสด็จผ่านเข้าไปในพระตำหนักวินเซอร์ และอีกจังหวะหนึ่งที่กล้องจับภาพเจ้าชายแฮร์รีทอดพระเนตรไปยังมุตสุ พระองค์ทรงโบกพระหัตถ์ตอบเร็วๆ พร้อมกับยกพระอังคุฐตอบกลับ

จอห์นี ฮอร์นบี ประธานมูลนิธิ กล่าวว่า มัตสุ  สบายดี เพิ่งเรียนจบมัธยม แต่ยังขี้อาย

เผยภาพพระสหายวัยเยาว์ร่วมงานเสกสมรสเจ้าชายแฮร์รี

เมื่อพบกันครั้งแรก ที่บ้านสงเคราะห์เด็กกำพร้า Mants’ase  ใกล้กรุงมาเซรู เมืองหลวงเลโซโท  14 ปีที่แล้ว มุตสุไม่ต่างจากเด็กจำนวนมากที่เจ้าชายแฮร์รีทรงพบ เด็กกำพร้าต้องการความรักความอบอุ่น เกาะติดแจเจ้าชายแฮร์รี ผู้ทรงปฏิบัตภารกิจเป็นอาสาสมัครอยู่ในเวลานั้น พระองค์ทำให้เด็กชายหัวเราะ และทรงมอบรองเท้าบู้ทยางสีฟ้าเป็นของขวัญ ซึ่งเด็กชายใช้สวมใส่จนโต

ทั้งสองได้พบกันอีกครั้งเมื่อเจ้าชายแฮร์รีเสด็จกลับไปยังเลโซโทเมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อถ่ายทำสารคดีของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี

เผยภาพพระสหายวัยเยาว์ร่วมงานเสกสมรสเจ้าชายแฮร์รี เผยภาพพระสหายวัยเยาว์ร่วมงานเสกสมรสเจ้าชายแฮร์รี

 

ทันทีที่พบหน้า เจ้าชายแฮร์รี พระชันษา 33 ปี ทรงเข้าสวมกอดมัตสุ ในวัย 15 ปี และทรงไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ

UK in South Africa@ukinsouthafrica

celebrations in where the Duke of Sussex is considered family. He founded a children’s charity. @Sentebale https://bit.ly/2rRWAEf 

พระองค์ตรัสหลังจากนั้นว่า ทรงดีใจมากที่เห็นว่ามุตสุมีความสุข ต้นไม้ของเรารอดตายและโตขึ้นด้วย รั้วที่เคยช่วยกันสร้างก็ยังอยู่ เจ้าชายแฮร์รี ตรัสด้วยว่าพระองค์รักแอฟริกาและความรักนี้จะไม่มีวันหายไป หวังว่าจะส่งต่อไปยังลูกๆของพระองค์เช่นกัน

 

เผยภาพพระสหายวัยเยาว์ร่วมงานเสกสมรสเจ้าชายแฮร์รี

( ภาพ BBC/Dailymail ) 

เจ้าชายซีอีโซ แห่งโลโซโท พระชันษา 52 ปี ที่เสด็จร่วมงานพร้อมเจ้าหญิงมาเบเรง พระชายา ตรัสว่า เจ้าชายน้อยแฮร์รีที่เสด็จโลโซโทครั้งแรกในปี 2547 ได้เจริญพระชนม์เป็นชายหนุ่มและเสกสมรสแล้ว ประชาชนชาวเลโซโทปลื้มปีติยิ่งในโอกาสนี้ และขอนำความปรารถนาดีของชาวเลโซโทมาถวาย

4.8 ล้านเล่ม!สวีเดนแจกคู่มือเตรียมตัวสำหรับสงคราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/326877

4.8 ล้านเล่ม!สวีเดนแจกคู่มือเตรียมตัวสำหรับสงคราม

สวีเดน,คู่มือ,สงคราม,เตรียมพร้อม,สงครามเย็น

เป็นครั้งแรกนับจากปิดฉากสงครามเย็น สวีเดนออกคู่มือแนะนำการเตรียมพร้อมรับสงคราม คาดรัสเซียเป็นปัจจัยหนึ่ง

 

สวีเดนเผยโฉมคู่มือเตรียมตัวกรณีเกิดวิกฤติหรือสงคราม ที่แนะนำประชาชนว่าควรตระเตรียมและปฏิบัติตัวอย่างไร อาทิ การหาที่หลบระเบิด หาน้ำดื่ม สำรองอาหารและอุปกรณ์ฉุกเฉิน และแยกแยะโฆษณาชวนเชื่อกับข้อเท็จจริง รับฟังแต่ข่าวสารจากราชการเท่านั้น

 

4.8 ล้านเล่ม!สวีเดนแจกคู่มือเตรียมตัวสำหรับสงคราม

 

คู่มือชื่อ “If Crisis or Was Comes”ความยาว 20 หน้า เป็นฉบับปรับปรุงจากคู่มือเตรียมตัวรับสงครามที่สวีเดนเคยแจกจ่ายในช่วงสงครามเย็น  แจกแจงภัยคุกคามที่ประเทศสงบสุขอย่างสวีเดนอาจเผชิญ อาทิ สงคราม ภัยธรรมชาติ การก่อการร้ายและการโจมตีไซเบอร์ โดยตีพิมพ์เป็น 13 ภาษา เตรียมจัดส่งให้กับชาวสวีเดนและผู้พำนักในประเทศ 4.8 ล้านคน ช่วงระหว่าง 28 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน

4.8 ล้านเล่ม!สวีเดนแจกคู่มือเตรียมตัวสำหรับสงคราม
แดน เอเลียสสัน ผู้อำนวยการสำนักงานสถานการณ์ฉุกเฉิน หน่วยงานที่จัดทำคู่มือ  กล่าวว่า แม้สวีเดนเป็นประเทศปลอดภัยกว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลก แต่ภัยคุกคามยังมี และเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรรู้ไว้ เพื่อจะได้เตรียมตัวได้

ต่อให้สงครามไม่ได้เกิดในสวีเดน แต่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนหากเกิดสงครามใกล้บ้าน หรืออาจกระทบต่อการนำเข้าสินค้า เช่น อาหาร

สวีเดนออกคู่มือรับมือสงครามครั้งแรกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ครั้งหลังสุดออกในปี 2504 ช่วงสงครามเย็น และแม้คู่มือฉบับปรับปรุงล่าสุดไม่ได้บ่งชี้ถึงประเทศใด แต่เป็นการตีพิมพ์ท่ามกลางความวิตกว่าความตึงเครียดระหว่างนาโตกับรัสเซีย ที่คุกรุ่นมาตั้งแต่รัสเซียเข้าแทรกแซงสงครามแบ่งแยกดินแดนทางตะวันออกของยูเครน การผนวกไครเมีย และกิจกรรมทางทหารของรัสเซียใกล้ชายแดนยุโรปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

 

4.8 ล้านเล่ม!สวีเดนแจกคู่มือเตรียมตัวสำหรับสงคราม

สวีเดนไม่ได้เป็นสมาชิกของนาโต และไม่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย แต่สองประเทศเชื่อมถึงกันแค่ข้ามทะเลบอลติก ซึ่งรัสเซียมีฐานทัพอยู่ในเมือง บัลทีสค์  ในภูมิภาคคาลินนิกราด ทางตะวันออกของชายฝั่งกรุงสต็อกโฮล์ม

นับจากเกิดความขัดแย้งกับนอรเวย์ในปี ค.ศ. 1814 สวีเดนไม่เคยมีสงครามอีกเลย และลดงบส่วนนี้ลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา กระทั่งรัสเซียผนวกไครเมียที่เดิมอยู่กับยูเครน ในปี 2557 ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป

สวีเดนกล่าวหารัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าหลายครั้ง และครั้งหนึ่ง พบเรือดำน้ำไม่ทราบสัญชาติ
เมื่อเดือนมีนาคม สวีเดนประกาศกลับมาเกณฑ์ทหาร หลังจากยกเลิกไป เมื่อ 7 ปีก่อน