ยิงสนั่น !! “คนร้าย” บุกยิงกลางห้างในแคลิฟอร์เนีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/316901

ยิงสนั่น !! “คนร้าย” บุกยิงกลางห้างในแคลิฟอร์เนีย

แคลิฟอร์เนีย,ยิ่งสนั่น,ห้างดัง,อุกอาจ,สหรัฐอเมริกา,ช่วงเที่ยงวันเสาร์

“คนร้าย” บุกยิงอุกอาจกลางห้างในแคลิฟอร์เนีย สหรับอเมริกา เมื่อช่วงเที่ยงวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว

        เหตุคนร้ายบุกยิงล่าสุดในอเมริกาเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ตามเวลาท้องถิ่น ณ ห้างสรรพสินค้าเดอะโอค์ส ซึ่งตั้งห่างจากเมืองใหญ่ลอสแอนเจลิสไปทางตะวันตกประมาณ 64 กิโลเมตรของรัฐแคลิฟอร์เนีย

ยิงสนั่น !! "คนร้าย" บุกยิงกลางห้างในแคลิฟอร์เนีย

         โดยเจ้าหน้าที่ในห้างได้ประกาศให้ลูกค้าที่มาจับจ่ายซื้อของบริการกันในวันหยุดสุดสัปดาห์ หาที่หลบภัย เพราะมีเหตุยิงกัน จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และมือปืนก็หันเอาปืนมาจ่อยิงตัวเองจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ยิงสนั่น !! "คนร้าย" บุกยิงกลางห้างในแคลิฟอร์เนีย

ยิงสนั่น !! "คนร้าย" บุกยิงกลางห้างในแคลิฟอร์เนีย

         เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้เปิดสถานีดับเพลงใกล้ๆกับห้างสรรพสินค้าเพื่อโยกย้ายประชาชนออกมาจากห้างเนื่องจากมีหลายคนอยู่ในความตื่นตระหนก ด้านตำรวจยังไม่ได้ข้อสรุปหรือแรงจูงใจใดใดว่าคนร้ายบุกเข้ามายิงเพื่ออะไร

ยิงสนั่น !! "คนร้าย" บุกยิงกลางห้างในแคลิฟอร์เนีย

ยิงสนั่น !! "คนร้าย" บุกยิงกลางห้างในแคลิฟอร์เนีย

       ล่าสุด ได้ส่งคนร้ายที่บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียงแล้ว

คุก 6 เดือนหญิงยิงแฟนหนุ่มดับหวังทำคลิปดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/316704

คุก 6 เดือนหญิงยิงแฟนหนุ่มดับหวังทำคลิปดัง

ศาลในรัฐมินเนโซตา,คลิปวีดีโอ,ยิง,ปืน,แฟนหนุ่ม

ตัดสินลงโทษ โมนาลิซา คุณแม่ลูกสองวัย 20 ปี จำคุก 6 เดือน เธอยิงแฟนหนุ่มเสียชีวิต ระหว่างทำคลิปวิดีโอยูทูบแนวหวาดเสียวหวังให้เป็นกระแสในออนไลน์

 

ผู้พิพากษาศาลในรัฐมินเนโซตา ตัดสินลงโทษ โมนาลิซา เปเรซ คุณแม่ลูกสองวัย 20 ปี จำคุก 6 เดือน จากเหตุการณ์ที่เธอยิงแฟนหนุ่มเสียชีวิต ระหว่างทำคลิปวิดีโอยูทูบแนวหวาดเสียวหวังให้เป็นกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ แต่เกิดผิดพลาดกลายเป็นโศกนาฏกรรม

เปเรซ เชื่อว่าเปโดร ลุยซ์ พ่อของลูก จะปลอดภัยโดยใช้หนังสือหนาๆ กันไว้ ขณะใช้ปืนยิงอีกฝ่ายในระยะประชิด เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ผลทำให้ลุยซ์ วัย 22 ปี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เปเรซ ทำความตกลงยุติคดีกับอัยการเมื่อธันวาคม โดยรับสารภาพในข้อหาฆาตกรรมโดยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน และจะรับโทษจำคุกคราวละ 30 วันต่อปี ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ส่วนที่เหลืออีก 3 เดือนให้รับโทษเป็นกักบริเวณในบ้าน และรอลงอาญา 10 ปี

 

คุก 6 เดือนหญิงยิงแฟนหนุ่มดับหวังทำคลิปดัง

 

เหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นขณะเปเรซกำลังตั้งท้องลูกคนที่สอง ลุยซ์เป็นคนบอกให้เธอใช้ปืนสั้น .50 ยิงเขาได้ในระยะห่างเพียง 1 ฟุต โดยลุยซ์ที่หวังแจ้งเกิดทางอินเทอร์เน็ต จะถือพจนานุกรมหนา 3.5 ซม.กันไว้ที่หน้าอก เขาให้เธอดูหนังสืออีกเล่มที่มีรูกระสุนด้านหนึ่งอีกด้านหนึ่งไม่มีรู เป็นหลักฐานว่าแผนการของเขาจะได้ผล

ตอนนั้น เปเรซแจ้งทางทวิตเตอร์ก่อนแสดงหวาดเสียวว่า เธอกับเปโดรกำลังจะทำคลิปยิงปืนอันตรายที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ย้ำว่าเป็นแนวคิดของเปโดรไม่ใช่ของเธอ จากนั้นตั้งกล้อง 2 ตัวเพื่อบันทึกวิดีโอ ผลปรากฏว่ากระสุนทะลุหนังสือเข้าร่างของพ่อเด็ก และเสียชีวิตจากกระสุนนัดเดียวเข้าที่หน้าอก ต่อหน้าลูกสาวคนโตวัย 3 ขวบที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนอัดคลิปซึ่งตำรวจไม่มีแผนจะเปิดเผย

ญาติของลุยซ์ กล่าวว่า ผู้ตายเคยพูดหลายหนว่าจะทำคลิปแนวนี้ พวกเขาพยายามห้ามปรามแล้ว แต่เขากล่าวว่า เราต้องการยอดเข้าชมเพิ่มขึ้น

ช่องยูทูบของทั้งคู่ในเวลานั้น มียอดผู้ติดตาม 218 ราย คลิปแนวแหวกที่ยังปรากฏอยู่ เช่น เปเรซป้อนโดนัทโรยแป้งเด็กให้ลุยซ์กิน

คลิปวิดีโอทั้งหมดมียอดเข้าชมรวม 5.3 ล้านครั้ง ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งของข้อตกลงกับอัยการ ยังรวมถึงการที่เปเรซจะไม่แสวงหาประโยชน์จากเรื่องราวของตัวเองและห้ามครอบครองอาวุธปืน

รัสเซียเตรียมตอบโต้อังกฤษ หลังขับนักการทูต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/316602

รัสเซียเตรียมตอบโต้อังกฤษ หลังขับนักการทูต

เทเรซา เมย์,นักการทูต,รัสเซีย,สารพิษ,สายลับ,โนวิช็อค

การตอบโต้ของรัสเซีย มีขึ้นหลังจากอังกฤษเตรียมขับนักการทูตรัสเซีย 23 คน ซึ่งเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หลังเซอร์เก สครีพัล อดีตสายลับสองหน้าของรัสเซีย ถูกสารพิษมรณะ

“โนวิช็อค” เล่นงานพร้อมลูกสาว  นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ บอกว่า รัสเซียแสดงถึง “การดูหมิ่นและท้าทาย” หลังเหตุการณ์พยายามลอบสังหารสครีพัล และเตือนว่า การใช้สารพิษ เป็นการใช้กำลังโดยมิชอบของรัสเซียต่อสหราชอาณาจักร เธอยืนยันด้วยว่า จะไม่มีรัฐมนตรีหรือสมาชิกในพระราชวงศ์ ไปร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพ แต่ไม่ได้เรียกร้องให้ทีมชาติอังกฤษถอนตัวออกจากการแข่งขัน

เมย์แถลงในสภาผู้แทนราษฎรว่า “สำหรับพวกที่จ้องจะทำให้เราตกอยู่ในอันตราย พวกคุณไม่เป็นที่ต้อนรับที่นี่” ส่วนเรื่องที่รัสเซียไม่ตอบสนองเส้นตาย เมย์บอกว่า “ไม่มีคำอธิบายว่าสารพิษถูกนำใช้ในสหราชอาณาจักรได้อย่างไร” และ “เหตุใดรัสเซียจึงมีโครงการอาวุธเคมีไม่เปิดเผย ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ”

ด้านรัสเซีย ได้แสดงความไม่พอใจต่อท่าทีของอังกฤษ โดยบอกว่า การตอบโต้ที่แข็งกร้าว เป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้, ไม่ชอบธรรมและตื้นเขิน” ซึ่งโดยรวมแล้วถือเป็นการยั่วยุ แถลงการณ์ที่ออกโดยสถานทูตรัสเซีย ณ กรุงลอนดอน ระบุว่า เห็นได้ชัดว่า การสืบสวนเหตุการณ์นี้ เป็นการกระทำแต่ฝ่ายเดียว ด้วยวิธีการที่ไม่โปร่งใส รัฐบาลอังกฤษกำลังหาเรื่องรัสเซียอีก ด้วยเรื่องที่ไม่มีมูลความจริง และมาตรการตอบโต้ของรัสเซียจะไม่นานเกินรอ

การขับทูตรัสเซีย ที่ต้องสงสัยเป็นสายลับ 23 คน ถือเป็นท่าทีที่แข็งกร้าวที่สุดในรอบ 30 ปี ของอังกฤษ และอาจนำไปสู่สงครามทางการทูต ที่รัสเซียมีแนวโน้มจะขับทูตอังกฤษ ณ กรุงมอสโคว์เช่นกัน  อังกฤษยังออกมาตรการอื่นๆ เพื่อป้องกันตัวเองจากกิจกรรมที่เป็นปรปักษ์ของรัสเซียทุกรูปแบบ เช่น เที่ยวบินและสินค้าจากรัสเซียจะถูกตรวจสอบเข้มเป็นพิเศษ  การเจรจาระดับทางการ ที่รวมถึงการเยือนของรัฐมนตรีต่างประเทศ ถูกยกเลิก  ทรัพย์สินที่เป็นของรัฐบาลรัสเซีย จะถูกอายัดเพื่้อยับยั้งไม่ให้ถูกนำไปใช้โดยมิชอบ  ผู้ต้องสงสัยเป็นสายลับอาจถูกจับที่พรมแดนอังกฤษ ในสถานะเดียวกับผู้ก่อการร้าย

โลกอาลัย”สตีเฟน ฮอว์คิง”ปรมาจารย์ฟิสิกส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/316444

โลกอาลัย”สตีเฟน ฮอว์คิง”ปรมาจารย์ฟิสิกส์

สตีเฟน ฮอว์คิง,นักฟิสิกส์ทฤษฎีและนักจักรวาลวิทยา,เสียชีวิต,อ๊อกซฟอร์ด

สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ทฤษฎีและนักจักรวาลวิทยา ซึ่งได้รับการยอมรับนับถือจากทั่วโลกในความสามารถระดับอัจฉริยะ เสียชีวิตแล้วในวัย 76 ปี

 

นักฟิสิกส์ชื่อดัง “สตีเฟน ฮอว์คิง” เจ้าของผลงานทฤษฎีหลุมดำ-ต้นกำเนิดของจักรวาล เสียชีวิตในวัย 76 จากภาวะแทรกซ้อนโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง นักวิทย์-องค์กรวิทยาศาสตร์-บุคคลมีชื่อเสียงทั่วโลกร่วมไว้อาลัย ยกย่องเป็นแรงบันดาลใจ สร้างประโยชน์ต่อวงการวิทยาศาสตร์ของโลกอย่างมหาศาล

สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ทฤษฎีและนักจักรวาลวิทยาชาวอังกฤษ ที่ได้รับการยอมรับนับถือจากทั่วโลกในความสามารถระดับอัจฉริยะจากการถอดรหัสความลึกลับของจักรวาล เสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านพักภายในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ขณะมีวัย 76 ปี หลังเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (เอแอลเอส) ที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ประสาทสั่งการ

ลูซี รอเบิร์ต และทิม ลูกของฮอว์คิง ระบุในแถลงการณ์ว่า “พวกเราเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของพ่อผู้เป็นที่รัก ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นบุคคลพิเศษ ผลงานและมรดกของท่านจะยังคงอยู่อีกนานเท่านาน ความกล้าหาญและความเพียรพยายาม พ่วงอัจฉริยภาพและอารมณ์ขัน เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนทั่วโลก ครั้งหนึ่งท่านกล่าวว่า จักรวาลคงไม่มีความหมายเท่าใดนัก หากมันไม่ใช่บ้านของคนที่คุณรัก เราจะคิดถึงท่านตลอดไป”

 

โลกอาลัย"สตีเฟน ฮอว์คิง"ปรมาจารย์ฟิสิกส์
ภาพ : AFP

 

 

การประกาศข่าวการเสียชีวิตของเขาตรงกับวันเกิดครบรอบ 139 ปีของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ พอดี

ฮอว์คิง เป็นหนึ่งในนักฟิสิกส์ไม่กี่คนในยุคปัจจุบันที่สามารถอธิบายทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ได้ หนังสือประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History of Time) และจักรวาลในเปลือกนัท (The Universe in a Nutshell) ของเขา ได้รับการยกย่องว่า เป็นหนังสือที่อธิบายเรื่องยากๆ อย่าง ควอนตัมฟิสิกส์ ให้คนทั่วไปอ่านได้ โดยเฉพาะประวัติย่อแห่งกาลเวลา ตีพิมพ์ในปี 2531 กลายเป็นหนังสือขายดีทั่วโลกอย่างไม่คาดคิด

ฮอว์คิง เกิดวันที่ 8 มกราคม 2485 ที่เมืองออกซ์ฟอร์ดเชอร์ ประเทศอังกฤษ จบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 1 สาขาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตสาขาจักรวาลวิทยาจากทรินิตีคอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ แต่โชคร้ายที่เขาป่วยเป็นโรคเอแอลเอส อันเป็นอาการผิดปกติของระบบประสาทโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยมีผลกับประสาทสั่งการ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนเกือบเป็นอัมพาต ต้องนั่งรถไฟฟ้าที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเขาพูดและขยับตัวไม่ได้ ทำได้เพียงขยับนิ้วและกะพริบตา แต่ก็ยังสามารถสื่อสารกับโลกภายนอกได้ด้วยอุปกรณ์พิเศษที่สังเคราะห์เสียงพูดได้จากตัวอักษร

เขาเป็นสมาชิกที่มีอายุน้อยที่สุดของราชบัณฑิตยสถานของอังกฤษ ในวัย 32 ปี ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์สาขาฟิสิกส์แรงโน้มถ่วง ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ปี 2520 ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็น “เมธีคณิตศาสตร์ลูเคเชียน” ในปี 2522 ซึ่งตำแหน่งนี้ตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2206 โดยบุคคลที่ได้รับตำแหน่งก่อนหน้านี้คือ เซอร์ไอแซก นิวตัน ทำให้ฮอว์คิงถูกเปรียบเทียบกับนิวตันและไอนสไตน์

ชีวิตส่วนตัว ฮอว์คิง แต่งงานครั้งแรกกับเจน ไวลด์ มีลูกด้วยกัน 3 คน ก่อนจะหย่าและแต่งงานใหม่กับพยาบาล ชื่อ เอเลน เมสัน

ผลงานของฮอว์คิงมุ่งเน้นการรวมเอาทฤษฎีสัมพัทธภาพ กับทฤษฎีควอนตัมเข้าไว้ด้วยกัน ในการอธิบายต้นกำเนิดของจักรวาล และดำรงอยู่อย่างไร แต่ความโด่งดังของฮอว์คิง ยังสะท้อนผ่านวัฒนธรรมป็อป เห็นได้จากการปรากฏตัวเป็นภาพโฮโลแกรมในซีรีส์ สตาร์ เทร็ก : เดอะ เน็กซ์ เจเนอเรชัน” และการ์ตูนดัง เดอะ ซิมป์สัน นอกจากนี้ เสียงสังเคราะห์ของเขายังถูกนำมาใช้ในเพลงของพิงค์ฟลอยด์ด้วย

เรื่องราวของฮอว์คิงถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything” ในปี 2557

นักวิทยาศาสตร์และบุคคลหลายวงการ ร่วมไว้อาลัยต่อการสูญเสียครั้งใหญ่ และยกย่องบุคคลท่านนี้ในแง่ของแรงบันดาลใจ นำโดยนาซา ที่ไว้อาลัยด้วยการทวิตคลิปวิดีโอที่ฮอว์คิงยิ้มกว้างขณะลอยตัวในภาวะไร้น้ำหนักที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี ในรัฐฟลอริดา เมื่อปี 2557 ช่วยให้เขาไม่ต้องพึ่งเก้าอี้รถเข็นได้ในช่วงสั้นๆ นาซาระบุว่า ฮอว์กิงเป็นทูตสันถวไมตรีของวิทยาศาสตร์ และทฤษฎีของเขาปลดล็อกจักรวาลแห่งความเป็นไปได้มากมายที่เราและโลกกำลังสำรวจ

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โพสต์เฟซบุ๊กร่วมไว้อาลัยว่า การจากไปของฮอว์คิง ถือเป็นข่าวที่สร้างความเศร้าเสียใจกับวงการฟิสิกส์และดาราศาสตร์ของโลก แม้ป่วยด้วยโรคเอแอลเอสชนิดหายาก จนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ต้องสื่อสารผ่านอุปกรณ์สังเคราะห์เสียงพูด แต่ยังคงยืนหยัดสร้างผลงานวิชาการออกเผยแพร่มาตลอด สร้างประโยชน์กับวงการวิทยาศาสตร์ของโลกอย่างมหาศาล

สื่อเผย “ทิลเลอร์สัน” ถูกปลดกลางอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/316487

สื่อเผย “ทิลเลอร์สัน” ถูกปลดกลางอากาศ

ทิลเลอร์สัน,ถูกปลด,กลางอากาศ,นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน,ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์,ซีไอเอ,นายไมค์ พอมเพโอ,คุณจีน่า แฮสเปล,ปัญญาอ่อน

สื่อเผย”นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน”ถูกปลดกลางอากาศ รู้ตัวเมื่อ”ทรัมป์”ส่งข้อความในทวิตเตอร์

             สำนักข่าวเอ็นบีซี รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐที่ระบุว่า นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รู้ตัวว่าเขาถูกปลดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ก็ต่อเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ทวีตข้อความดังกล่าวลงในทวิตเตอร์ที่มีการเผยแพร่ออกไป

              “และแสบไปกว่านั้นคือ ปธน.ทรัมป์ขึ้นต้นทวิตเตอร์ด้วยการเอ่ยถึงนายไมค์ พอมเพโอ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) ก่อน ซึ่งเขาจะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศแทนนายทิลเลอร์สัน” เจ้าหน้าที่ ระบุ

            ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ได้ทวิตข้อความระบุว่า “คุณไมค์ พอมเพโอ ผู้อำนวยการซีไอเอจะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ ซึ่งเขาจะทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ผมขอขอบคุณคุณเร็กซ์ ทิลเลอร์สันสำหรับการทำงานของเขา และคุณจีน่า แฮสเปล จะมาเป็นผอ.ซีไอเอคนใหม่ ซึ่งจะเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ถูกเลือกให้รับตำแหน่งดังกล่าว ผมขอแสดงความยินดีกับทุกคน”

             ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกแถลงการณ์ยืนยันว่า นายทิลเลอร์สันไม่ได้ทราบข่าวล่วงหน้าเกี่ยวกับการที่เขาจะถูกปลดออกจากตำแหน่ง

             “ท่านรัฐมนตรีมีความประสงค์ที่จะยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป เนื่องจากมีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในประเด็นความมั่นคงของชาติ และท่านรัฐมนตรีไม่ได้สนทนากับท่านประธานาธิบดีในเช้าวันนี้ และไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน แต่ท่านก็รู้สึกขอบคุณสำหรับโอกาสที่ได้ทำงานในตำแหน่ง และยังคงเชื่อว่าการทำงานรับใช้ชาติถือเป็นสิ่งที่มีเกียรติ และไม่มีอะไรที่จะต้องเสียใจ” กองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุ

              อย่างไรก็ดี การทำงานของนายทิลเลอร์สันกับปธน.ทรัมป์เต็มไปด้วยความขัดแย้ง โดยเฉพาะในด้านนโยบายเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ และทั้งสองฝ่ายก็มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างตึงเครียด โดยเมื่อวันที่ 20 ก.ค.2560 นายทิลเลอร์สันเคยพูดถึงปธน.ทรัมป์ว่า เป็นคน“ปัญญาอ่อน” ซึ่งเขาไม่เคยปฏิเสธหรือยอมรับว่าเขาใช้คำนี้กับปธน.ทรัมป์หรือไม่

ผู้คุมบัญชีค่ายเอาช์วิตซ์สิ้นลมก่อนติดคุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/316411

ผู้คุมบัญชีค่ายเอาช์วิตซ์สิ้นลมก่อนติดคุก

ออสการ์ กรืนนิง,ผู้คุมบัญชีแห่งเอาช์วิตซ์,สงครามโลกครั้งที่สอง

“กรืนนิง” เจ้าของฉายาผู้คุมบัญชีแห่งเอาช์วิตซ์ เสียชีวิตแล้วในวัย 96 ปี โดยที่ยังไม่ได้รับโทษจำคุกฐานสมรู้ร่วมคิดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

 

เดร์ ชปีเกล สื่อเยอรมนี รายงานว่า ออสการ์ กรืนนิง อดีตทหารหน่วยเอสเอสของนาซี เจ้าของฉายาผู้คุมบัญชีแห่งเอาช์วิตซ์ เสียชีวิตแล้วในวัย 96 ปีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยที่ยังไม่ได้รับโทษจำคุกฐานสมรู้ร่วมคิดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ผู้ตายเป็นหนึ่งในอดีตนาซีคนสุดท้ายที่ถูกพิจารณาคดีจากบทบาทในสงครามโลกครั้งที่สอง หลัง 70 ปีล่วงมา เขาเคยเป็นนักบัญชีที่ค่ายมรณะ ทำหน้าที่คัดแยกและทำบัญชีเงินที่ยึดจากชาวยิวที่ถูกสังหารหรือใช้เป็นแรงงานทาส ก่อนส่งทรัพย์สินเหล่านั้นกลับไปยังรัฐบาลนาซีในกรุงเบอร์ลิน และในหลายโอกาส ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่คัดกรองชาวยิวที่ถูกเนรเทศมาทางรถไฟก่อนส่งเข้าค่ายมรณะของนาซีที่ตั้งอยู่ในโปแลนด์แห่งนี้

 

ผู้คุมบัญชีค่ายเอาช์วิตซ์สิ้นลมก่อนติดคุกภาพ : AFP / กรืนนิงรับฟังคำพิพากษาในเดือนกรกฎาคม 2558

 

ในเดือนกรกฎาคม 2558 กรืนนิง ถูกตัดสินมีความผิดฐานคบคิดสังหารชาวยิว 3 แสนคนที่ค่ายเอาช์วิตซ์ และถูกลงโทษจำคุก 4 ปี แต่ทนายของเขายื่นคำร้องว่าการจำคุกบุคคลในวัยขนาดนี้จะถือว่าละเมิดสิทธิในการมีชีวิต ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ว่าจำเลยจะต้องชดใช้ความผิดตามคำพิพากษา และแพทย์ชี้ว่าเขารับโทษจำคุกได้โดยให้การดูแลการแพทย์อย่างเหมาะสม แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ติดคุกจริง

ชาวยิวในยุโรปราว 1 ล้านคน เสียชีวิตที่ค่ายเอาช์วิตซ์ ช่วงปี 2483-2488 ก่อนได้รับการปลดแอกจากกองทัพสหภาพโซเวียต แต่อดีตทหารหน่วยเอสเอสของนาซี 6,500 คนที่รอดตายจากสงคราม ถูกตัดสินมีความผิดไม่ถึง 50 คน กระทั่งหลักการดำเนินคดีอดีตนาซีเปลี่ยนไปในปี 2554 เมื่อศาลในเยอรมนีตัดสินให้อดีตผู้คุมค่ายกักกันอีกแห่งในโปแลนด์คนหนึ่ง มีความผิดด้วย แม้ไม่ได้ลงมือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เอง แต่การทำหน้าที่ที่ค่ายกักกัน ก็ถือเป็นฟันเฟืองหนึ่งในเครื่องจักรสังหารของนาซี

คำพิพากษาคดีนี้จึงมีผลสืบเนื่องมาจากคดีของกรืนนิงด้วย ซึ่งในระหว่างพิจารณาคดี กรืนนิงยอมรับความผิดในแง่ศีลธรรม และเสียใจมากต่อการกระทำของตัวเอง

“ฮิลลารี”ลื่นขณะเที่ยวชมจาฮัซ มาฮาล (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/316310

“ฮิลลารี”ลื่นขณะเที่ยวชมจาฮัซ มาฮาล (คลิป)

ฮิลลารี คลินตัน ลื่นขณะก้าวลงบันไดในขณะไปเที่ยวชมจาฮัซ มาฮาล ในเมืองมันดู รัฐมัธยประเทศ แม้ว่าจะเกาะแขนผู้ติดตามที่เป็นชายร่างใหญ่อยู่ก็ตาม

 

          ฮิลลารี ต้องก้าวลงบันได 15 ขั้น โดยมีฮูมา อาเบดิน หัวหน้าทีมงานของฮิลลารีในสมัยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในทีมงานหาเสียงของฮิลลารี ตอนลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี 2016  ในคลิปจะเห็นฮิลลารีก้าวลงมาได้ครึ่งทางก่อนจะเกิดลื่นเสียหลัก ยังดีที่มีผู้ช่วยประคองไว้ข้างหนึ่ง และมีผู้ช่วยอีกคนหนึ่งวิ่งมาประคอง แต่พอก้าวไปได้ไม่กี่ขั้นเธอก็ลื่นอีก ทำให้เธอตัดสินใจถอดรองเท้าออก

การไปเที่ยวของฮิลลารีคราวนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเดินสายโปรโมตหนังสือเล่มใหม่ “What Happened” ซึ่งยังคงมีเนื้อหาที่บ่งชี้ว่าเธอยังทำใจไม่ได้ที่ต้องพ่ายแพ้ให้แก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  

ผุดสิ่งปลูกสร้างทหารบนที่ดินโรฮิงญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/316276

ผุดสิ่งปลูกสร้างทหารบนที่ดินโรฮิงญา

แอมเนสตี อินเตอร์เนชันแนล,โรฮิงญา,เผา,สิ่งปลูกสร้าง,ทหาร

“แอมเนสตี อินเตอร์เนชันแนล” ออกรายงานฉบับใหม่ อ้างอิงการสัมภาษณ์และภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่ามีสิ่งปลูกสร้างทางทหารสร้างทับหมู่บ้านชาวโรฮิงญาหลังถูกเผาราบ

 

เป็นการกระทำที่เท่ากับการฮุบที่ดิน และจุดคำถามถึงแผนส่งกลับผู้ขอลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่หนีความรุนแรงข้ามแดนไปบังกลาเทศก่อนหน้านี้

ทีรานา ฮัสซัน ผู้อำนวยการฝ่ายรับมือวิกฤติของแอมเนสตี กล่าวว่า หลักฐานใหม่และการสร้างใหม่ที่แอมแนสตีเก็บรวบรวมข้อมูลมาได้ในงานวิจัยล่าสุด พบว่าทางการเมียนมาร์กำลังก่อสร้างบนพื้นที่ที่ชาวโรฮิงญาต้องการกลับไป บางกรณี มีการทำลายบ้านที่มีอยู่เดิม

แอมเนสตียอมรับว่าภาพถ่ายดาวเทียมช่วยให้เห็นภาพในพื้นที่บางส่วนเท่านั้น แต่ก็พบสิ่งปลูกสร้างด้านความมั่นคง อาทิ ลานขึ้นลงของเฮลิคอปเตอร์ และถนน สร้างขึ้นในพื้นที่อาศัยของชาวโรฮิงญาที่ถูกเผา เช่น ภาพถ่ายดาวเทียมของหมู่บ้านคันจา ชานเมืองหม่องดอ ในรัฐยะไข่ ที่เคยถูกไฟไหม้ แต่ต้นเดือนมีนาคม มองเห็นอาคารอยู่บนพื้นที่ เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของฐานใหม่ของกองกำลังความมั่นคง เช่นเดียวกับหมู่บ้านอินดิน ที่เมียนมาร์ยอมรับว่ากองกำลังความมั่นคงมีส่วนเกี่ยวกับการฆ่าชาวโรฮิงญา 10 คนเมื่อเดือนกันยายน ก็มีการปลูกสร้างลักษณะเดียวกัน

นอกจากนี้ รายงานยังแสดงความวิตกว่า ที่ดินโรฮิงญาที่ถูกทิ้งร้างไป อาจจะถูกจัดสรรให้แก่ชาวพุทธยะไข่ และประชาชนคนอื่นที่ไม่ใช่มุสลิมในพื้นที่ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ จะทำให้หลักฐานการฆ่าล้างของกองทัพหายไป แต่จ่อ เทย์ โฆษกรัฐบาลเมียนมาร์ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้กำลังสร้างฐานกองกำลังความมั่นคงในพื้นที่ แต่สถานีตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของแผนก่อสร้าง ส่วนการไถที่ดินก็เป็นขั้นตอนจำเป็นสำหรับพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ ทางการกำลังก่อสร้างฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ

นศ.จีนในต่างแดนปลุกกระแสต้าน”สีจิ้นผิง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/316273

นศ.จีนในต่างแดนปลุกกระแสต้าน”สีจิ้นผิง”

สี จิ้นผิง,คัดค้าน,ประธานาธิบดี,นักศึกษา

แม้สภาประชาชนจีนแก้ไข รธน.เพื่อให้ปธน.สี จิ้นผิง ดำรงตำแหน่งได้อย่างไม่มีกำหนด แต่กำลังเกิดกระแสต่อต้านจากนศ.จีนในต่างประเทศ

 

ซึ่งติดใบปลิวที่มีข้อความว่า “ไม่ใช่ประธานาธิบดีของฉัน” และกลายเป็นแฮชแท็กที่แพร่สะพัดในโลกออนไลน์

โปสเตอร์ที่มีภาพประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และข้อความว่า “ไม่ใช่ประธานาธิบดีของฉัน” ติดอยู่ตามเสาและบอร์ดต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยบางแห่งในสหรัฐตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ตามด้วย อังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และแคนาดา ก่อนที่สภาประชาชนแห่งชาติจีนมีมติเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกการจำกัดให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งได้เพียงสองสมัยรวม 10 ปี

ก่อนหน้านี้คำว่า “ไม่ใช่ประธานาธิบดีของฉัน” ก็เป็นคำที่ชาวอเมริกันใช้ต่อต้านโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปลายปีที่แล้ว

ขณะที่กระแสต่อต้าน สี จิ้นผิง ครองอำนาจอย่างไม่มีกำหนดเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าเขาจะเป็นจักรพรรดิจีนยุคใหม่ ที่จะเป็นผู้นำตลอดชีพ และรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวคือ การรณรงค์ติดแฮชแท็กคำว่า “ไม่ใช่ประธานาธิบดีของฉัน” , “หยุดยั้งสี จิ้นผิง” และ “ไม่เห็นด้วย”

นักวิชาการจีนแสดงความประหลาดใจที่เห็นนักศึกษาจีนในต่างประเทศแสดงออกเพื่อต่อต้านผู้นำจีนอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชนชาวตะวันตกแทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ภายในกลุ่มชาวจีนด้วยกัน พร้อมทั้งแสดงความเป็นห่วงว่า นักศึกษาเหล่านี้อาจถูกจับตาจากจีน และอาจมีปัญหาได้เมื่อเดินทางกลับไปจีนในอนาคต

ขณะที่มีคำแนะนำผ่านการรณรงค์ในทวิตเตอร์ให้นักศึกษาติดโปสเตอร์ต่อต้านผู้นำจีนในเวลากลางคืนและสวมหน้ากากปกปิดใบหน้าด้วย

เอเชีย-ต.อ.กลางช็อปอาวุธกระจาย-สหรัฐยอดขายพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/316267

เอเชีย-ต.อ.กลางช็อปอาวุธกระจาย-สหรัฐยอดขายพุ่ง

ตอกโฮล์ม,อาวุธ

สถาบันวิจัยสันติภาพสตอกโฮล์ม ออกรายงานที่แสดงให้เห็นว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา(2556-2560) ปริมาณการส่งออกอาวุธทั่วโลก เพิ่มขึ้น10% จากช่วง 5 ปีก่อนหน้า (2551-2555)

โดยสหรัฐอเมริกายังครองแชมป์ มียอดส่งออกเพิ่มขึ้น 25% หรือคิดเป็น 34% ของยอดส่งออกอาวุธทั่วโลก ทิ้งห่างอันดับสองอย่างรัสเซียถึง 58%

โดยรวม สหรัฐส่งออกอาวุธไปยัง 98 ประเทศ จำนวนนี้ 49% เป็นการส่งออกไปยังตะวันออกกลาง และตะวันออกกลางกับเอเชียเป็นสองภูมิภาคที่นำเข้าอาวุธเพิ่ม ด้วยแรงกระตุ้นจากสงครามและความตึงเครียดในภูมิภาค

ตะวันออกกลางนำเข้าอาวุธเพิ่มขึ้น 2 เท่าช่วงปี 2556-2560 และเพิ่มจากช่วง 5 ปีก่อนหน้าถึง 103% โดยซาอุดีอาระเบีย ที่ทำสงครามยืดเยื้อกับกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน เป็นผู้นำเข้าอาวุธมากเป็นอันดับสองของโลก รองจากอินเดีย และอาวุธที่ซาอุฯ นำเข้านั้น มาจากสหรัฐอเมริกามากถึง 61% จากอังกฤษ 23%

ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา บีเออี ซิสเต็ม ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของอังกฤษ เพิ่งได้รับคำสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่ ยูโรไฟเตอร์ ไทฟูน จำนวน 48 ลำจากซาอุฯ จุดกระแสประท้วงและถกเถียงดุเดือดในอังกฤษ องค์กร “เซฟเดอะชิลเดรน” นำรูปปั้นเด็กเท่าตัวจริง ไปตั้งใกล้อาคารรัฐสภาเพื่อสะท้อนว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโลก ส่วนหนึ่งมาจากอาวุธผลิตในอังกฤษ

พีเทอร์ เวเซอมาน นักวิจัยอาวุโสของเอสไอพีอาร์ไอ กล่าวว่า ความขัดแย้งรุนแรงขยายวงในตะวันออกกลาง และความวิตกเรื่องสิทธิมนุษยชน ทำให้เกิดการถกเถียงทางการเมืองในยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือว่าเรื่องจำกัดการขายอาวุธ กระนั้น สหรัฐอเมริกาและยุโรป ยังคงเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ไปยังภูมิภาคที่เต็มไปด้วยสงคราม และส่งออกอาวุธให้ซาอุดีอาระเบียรวมกันกว่า 98%

อินเดียกลายเป็นผู้นำเข้าอาวุธรายใหญ่สุดที่สัดส่วน 12% ของโลก โดยรัสเซียเป็นผู้ส่งออกหลักคิดเป็นสัดส่วน 62% แต่อาวุธที่อินเดียนำเข้าจากผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกาก็เพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่า ในช่วงเวลาเดียวกัน

ความต้องการอาวุธของอินเดียมาจากความตึงเครียดกับปากีสถานและจีน ประกอบกับยังไม่มีความสามารถผลิตได้เอง ตรงข้ามกับจีน ที่กลายเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถผลิตอาวุธของตัวเองมากขึ้น ทั้งยังกระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับปากีสถาน บังกลาเทศ และเมียนมาร์ ผ่านการจัดหาอาวุธให้

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จีนส่งออกอาวุธเพิ่มขึ้น 38% และเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ให้แก่เมียนมาร์ ในสัดส่วนถึง 68% ขณะบังกลาเทศนำเข้าอาวุธจากจีน 71% และปากีสถาน คู่ปรับอินเดีย 70%

ส่วนการนำเข้าอาวุธของจีนช่วงปี 2556-2560 ลดลง 19% แต่ก็ยังเป็นผู้นำเข้าอาวุธมากเป็นอันดับ 5 ของ