โรฮิงญาตาย 6,700 รายกวาดล้างเดือนแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/305843

โรฮิงญาตาย 6,700 รายกวาดล้างเดือนแรก

โรฮิงญา

ผลสำรวจของกลุ่มแพทย์ไร้พรมแดน(เอ็มเอสเอฟ) ที่ได้จากการสอบถามผู้อพยพโรฮิงญาในบังกลาเทศ พบว่าโรฮิงญาตาย 6,700 รายกวาดล้างเดือนแรก

 

ผลสำรวจของกลุ่มแพทย์ไร้พรมแดน(เอ็มเอสเอฟ) ที่ได้จากการสอบถามผู้อพยพโรฮิงญาในบังกลาเทศ พบว่า มีชาวโรฮิงญาเสียชีวิตอย่างน้อย 9,000 รายในเมียนมาร์ช่วง 25 สิงหาคม-24 กันยายน แต่หากประเมินอย่างต่ำมีชาวโรฮิงญาเสียชีวิต 6,700 ราย ซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ จำนวน 730 ราย

การเสียชีวิตมากถึง 69% เกิดจากถูกยิง, 9% ถูกไฟคลอกภายในบ้าน และ 5% ถูกทุบตี ส่วนการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ พบว่า 59% ถูกยิง, 15% ถูกเผา, 7% ถูกทุบตี และ 2% ถูกกับระเบิด

รายงานระบุด้วยว่า มีชาวโรฮิงญามากกว่า 647,000 คนหนีเข้าไปในบังกลาเทศนับตั้งแต่กลุ่มติดอาวุธโรฮิงญาโจมตีด่านตำรวจในรัฐยะไข่ ตามด้วยการปราบปรามจากกองทัพ

ขณะที่ทางการเมียนมาร์ ยืนยันมีชาวโรฮิงญาเสียชีวิตเพียง 400 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ

ส.ส.สหรัฐฆ่าตัวตายหนีข้อหาล่วงเกินทางเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/305841

ส.ส.สหรัฐฆ่าตัวตายหนีข้อหาล่วงเกินทางเพศ

แดน จอห์นสัน, ส.ส., ล่วงละเมิดทางเพศ, ข่าวต่างประเทศ

“แดน จอห์นสัน” ส.ส.รีพับลิกันฆ่าตัวตาย หลังเผชิญข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศ

แดน จอห์นสัน สมาชิกสภารัฐเคนตักกี จากพรรครีพับลิกัน ถูกพบเป็นศพโดยมีบาดแผลจากกระสุนปืนที่ศีรษะ ทางการคาดในเบื้องต้นว่าเป็นการฆ่าตัวตาย หลังจากตกเป็นนักการเมืองอีกคนที่เผชิญข้อครหาล่วงเกินทางเพศ

ก่อนหน้านั้น ศูนย์เคนตักกีเพื่อการนำเสนอข่าวเชิงสอบสวน ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไรของสถานีวิทยุสาธารณะเคนตักกี รายงานว่า มีสตรีคนหนึ่งออกมากล่าวหาว่าเคยถูกนักการเมืองรายนี้ซึ่งอดีตเป็นบาทหลวงนิกายอีแวนเจลิคัล กระทำการลวนลามเมื่อตอนที่เธออายุ 17 ปี หลังงานเลี้ยงปีใหม่เมื่อปี 2555 ต่อมา ส.ส.จอห์นสัน วัย 57 ปี ได้เขียนข้อความไว้บนเฟซบุ๊กปฏิเสธข้อกล่าวหา มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงทราบความจริง พระเจ้าทรงเมตตาทุกคนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ข้อความส่อนัยบนเฟซบุ๊กที่ต่อมาถูกลบออกไป ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกตามหา ก่อนพบจอห์นสันเสียชีวิตด้วยกระสุนหนึ่งนัดในศีรษะ บนสะพานเมานท์ วอชิงตัน เมื่อวันพุธ เจ้าหน้าที่นิติเวชกล่าวว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย

นักการเมืองในรัฐเคนตักกี รวมถึง แมตต์ เบวิน ผู้ว่าการรัฐ และสมาชิกวุฒิสภา แรนด์ พอล ต่างรู้สึกช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นโศกนาฏกรรมแรกท่ามกลางกระแสตื่นตัวเรื่องการคุกคามทางเพศ ทำให้คนดังในแวดวงบันเทิง สื่อ แฟชั่นและการเมือง ต้องหลุดจากตำแหน่งหรือถอนตัวจากวงการล่ารอย มัวร์ ผู้สมัครชิงส.ว.รัฐอลาบามา จากพรรครีพับลิกัน ต้องพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้งที่ถูกครอบงำด้วยข้อหาว่า มัวร์ อดีตผู้พิพากษา เคยล่อลวงวัยรุ่นหญิงหลายคนในสมัยเป็นหนุ่มอายุ 30 ปีเศษ ทำให้ ดัก โจนส์ กลายเป็นเดโมแครตคนแรกที่คว้าเก้าอี้ส.ว.ในรัฐอนุรักษนิยมแห่งนี้ในรอบ 25 ปี

ฟลอริดารวบ 3 หนุ่มทรมานฉลาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/305839

ฟลอริดารวบ 3 หนุ่มทรมานฉลาม

ข่าวต่างประเทศ,  ฉลาม, ทรมาน, คณะกรรมการอนุรักษ์ปลาและสัตว์ป่าฟลอริดา

คณะกรรมการอนุรักษ์ปลาและสัตว์ป่าฟลอริดาและอัยการรัฐฟลอริดา แจ้งจ้บ 3 หนุ่มต้องสงสัยทรมานฉลาม

 

คณะกรรมการอนุรักษ์ปลาและสัตว์ป่าฟลอริดาและอัยการรัฐฟลอริดา ใช้เวลาสอบสวน 4 เดือนก่อนแจ้งจับกุมผู้ต้องสงสัย 3 คน ได้แก่ ไมเคิล อาร์ เวนเซล วัย 21 ปี สเปนเซอร์ บี.ไฮนซ์ วัย 23 ปี และรอเบิร์ต แอล.บีแนค วัย 28 ในข้อหาทรมานสัตว์คนละ 2 กระทง จากคลิปวิดีโอที่แสดงภาพฉลามเคราะห์ร้ายถูกลากไปกับสปีดโบ๊ท นอกจากนี้ เวนเซลกับเบแนคยังถูกแจ้งข้อหาความผิดลหุโทษ จากการจับฉลามโดยใช้วิธีผิดกฎหมายอีกหนึ่งกระทง

คลิปวิดีโอต้นเหตุความยาว 10 วินาที บันทึกไว้ตั้งแต่ 26 มิถุนายน แต่ยังไม่ได้แพร่หลาย กระทั่งในเดือนต่อมา มาร์ค ควาร์เทียโน ผู้จัดนำเที่ยวตกฉลาม นำมาโพสต์บนอินสตาแกรม และกลายเป็นคลิปไวรัล จากนั้นมีประชาชนจำนวนมากส่งเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการ

อัยการกล่าวว่า เบแนค หนึ่งในผู้ต้องสงสัยใช้ปืนยิงปลา ยิงใส่ฉลาม ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ขณะตกปลาใกล้กับเอ็กมอนต์ คีย์ เขตฮิลส์โบโร รัฐฟลอริดา จากนั้น ทั้งสามคนพากันเต้นรำฉลองบนเรือ ต่อมา พวกเขาจับฉลามครีบดำตัวที่อยู่ในคลิปได้ โดยเวนเซลใช้ปืน .38 ยิงใส่ และทั้งสามคนก็โห่ร้องฉลองกันอีกครั้งหนึ่ง เวนเซลยิงฉลามอีกนัด แต่มันยังไม่ตาย จากนั้น เบแนคเป็นคนอัดคลิปฉลามเคราะห์ร้ายถูกเรือเร็วลากกระเด็นกระดอนไปกับผิวน้ำอย่างน่าเวทนา

ทั้งสามเข้ามอบตัวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และได้รับอนุญาตประกันตัวในวันเดียวกัน

ประธานคณะกรรมการอนุรักษ์ปลาและสัตว์ป่าฟลอริดา ระบุในแถลงการณ์ว่า การแจ้งข้อหาจะเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าทางการจะไม่อดกลั้นต่อพฤติกรรมทรมานสัตว์

เกาหลีใต้ไต่อันดับผู้ส่งออกอาวุธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/305722

เกาหลีใต้ไต่อันดับผู้ส่งออกอาวุธ

เกาหลีใต้, อาวุธ, ขีปนาวุธ, นิวเคลียร์, ข่าวต่างประเทศ

เกาหลีใต้มียอดขายอาวุธในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นอย่างมากและตั้งเป้าเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่

 

รายงานจัดอันดับยอดขายอาวุธและบริการเกี่ยวเนื่องของสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์มล่าสุด เกาหลีใต้ถือเป็นไฮไลท์หนึ่ง เมื่อบริษัทอาวุธของประเทศนี้ มียอดขายเพิ่มขึ้น 20.6% รวมมูลค่า 8,400 ล้านดอลลาร์ สูงที่สุดในบรรดาผู้ผลิตอาวุธรายใหม่ที่มีบราซิล อินเดีย และตุรกีอยู่ในกลุ่ม และมีสัดส่วนยอดขายใน 100 ผู้ผลิตชั้นนำของโลกที่ 2.2%

จากที่เคยเป็นผู้นำเข้ายุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหารรายใหญ่สุดของโลกมานานหลายสิบปี ส่วนใหญ่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา แต่ในช่วงหลายปีมานี้อุตสาหกรรมอาวุธของเกาหลีใต้เติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจัยผลักดันหนีไม่พ้นการเผชิญภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ ที่เดินหน้าพัฒนาระบบขีปนาวุธและนิวเคลียร์อย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ทุ่มงบกลาโหมติดอันดับสูงที่สุดในโลก หากไม่นับประเทศในตะวันออกกลางและแดนสงครามในแอฟริกา

 

เกาหลีใต้ไต่อันดับผู้ส่งออกอาวุธ

 

โดยล่าสุดรัฐบาลประธานาธิบดีมูน แจ อิน เพิ่มงบทหารในปีงบประมาณ 2561 ถึง 7% เป็นเกือบ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มากที่สุดนับจากปี 2552 ผู้นำเกาหลีใต้กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ประเทศจะต้องเหนือกว่าทางทหารเมื่อเทียบกับเกาหลีเหนือ เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคง
นักวิจัยของเอสไอพีอาร์ไอ ซีมอน เวเซอมาน กล่าวว่า เกาหลีใต้มุ่งให้อุตสาหกรรมอาวุธของตนเองผลิตป้อนความต้องการอาวุธของประเทศควบคู่ไปกับมุ่งสู่การเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ของโลกในเวลาเดียวกัน

การส่งออกอาวุธเกาหลีใต้ที่เคยมีมูลค่ารวมอยู่ที่เพียง 253 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2549 ชั่วเวลาเพียง 10 ปีต่อมา ยอดส่งออกพุ่งแตะ 2,500 ล้านดอลลาร์

ขีปนาวุธ ปืนใหญ่วิถีโค้ง เรือดำน้ำและเครื่องบิน ได้รับความนิยมเป็นพิเศษในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรปตะวันออกและอเมริกาใต้
เกาหลีใต้มีบริษัท 7 แห่งติดอยู่ในบริษัทผู้ผลิตอาวุธชั้นนำ 100 แห่งของโลก อันดับ 1 ได้แก่ กลุ่มบริษัท โคเรีย แอร์โรสเปซ อินดัสตรีส์ (เคเอไอ) บริษัทที่ร่วมพัฒนาอากาศยานฝึกหัดความเร็วเหนือเสียง “ที-50 โกลเดน อีเกิล” กับบริษัทล็อคฮีดมาร์ติน อยู่ในอันดับ 48

ยอดขายอาวุธโลกเพิ่มครั้งแรกในรอบ 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/305721

ยอดขายอาวุธโลกเพิ่มครั้งแรกในรอบ 5 ปี

สตอกโฮล์ม, ข่าวต่างประเทศ, อาวุธ

บริษัทอาวุธสหรัฐฯยังคงครองแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่งของโลก

 

สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (เอสไอพีอาร์ไอ) ระบุในรายงานฉบับล่าสุดว่า ยอดขายของผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่สุดของโลก 100 บริษัทในปี 2559 เพิ่มขึ้น 1.9% จากปี 2558 มาอยู่ที่ 3.748 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 ปี เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมืองโลก ตลอดจนโครงการอาวุธใหม่ๆ ระดับชาติ และปฏิบัติการทางทหารที่ยังดำเนินอยู่ในหลายประเทศ

บริษัทอเมริกันยังนำโด่งในอุตสาหกรรมมูลค่ามหาศาล มียอดขายเพิ่ม 4% เป็นกว่า 2.17 แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 58% ของยอดขายทั่วโลก โดยล็อคฮีดมาร์ติน ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่สุดของโลก ยอดขายพุ่งพรวด 11% เนื่องจากการเพิ่มส่งมอบเครื่องบินขับไล่ เอฟ-35 และการซื้อกิจการผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์ ซีคอร์สกี เมื่อปลายปี 2558

 

ยอดขายอาวุธโลกเพิ่มครั้งแรกในรอบ 5 ปี

 

เป็นที่คาดว่าอุตสาหกรรมอาวุธสหรัฐจะขยายตัวต่อเนื่อง เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแผนเพิ่มงบประมาณกระทรวงกลาโหมและปรับปรุงคลังแสงนิวเคลียร์

บริษัทอาวุธรัสเซีย มียอดขายเพิ่ม 3.8% เป็นมูลค่า 2.66 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เป็นการเพิ่มแบบชะลอตัว แม้ว่ารัสเซียเพิ่มงบประมาณเพื่อยกเครื่องศักยภาพกองทัพครั้งใหญ่ แต่การจัดซื้อทำได้ช้า เพราะติดปัญหาการเงินของประเทศ รายได้ของรัสเซียลดลงมากเนื่องจากราคาน้ำมันและก๊าซตกต่ำ
รัสเซียมีบริษัทอาวุธติดอยู่ในท็อป 100 จำนวน 10 บริษัทด้วยกัน สูงสุดเป็นยูไนเต็ด แอร์คราฟต์ คอร์เพอเรชัน อยู่ในอันดับ 13

ด้านยอดขายอาวุธของบรรดาบริษัทยุโรปตะวันตกอยู่ในขั้นทรงตัว โดยเพิ่มจากปี 2558 เพียง 0.2% มูลค่ารวม 9.16 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่แนวโน้มแตกต่างกันไป ยอดขายอาวุธของบริษัทฝรั่งเศสและอิตาลีในภาพรวมลดลง แต่บริษัทในสหราชอาณาจักรและเยอรมนีเพิ่มขึ้น โดยเยอรมนีเพิ่ม 6.6% เพราะการเติบโตของผู้ผลิตรถหุ้มเกราะ “เคราซ์-มาฟฟาย เวกมานน์” (ยอดขายเพิ่ม 12.8%) และบริษัท “ไรน์เมทาล” ผู้ผลิตระบบภาคพื้นดิน (มียอดขายเพิ่ม 13.3%) ทั้งสองบริษัทได้อานิสงส์จากความต้องการอาวุธในยุโรป ตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะที่การตัดสินใจถอนตัวจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร ดูเหมือนไม่ได้ส่งผลกระทบ เมื่อยอดขายอาวุธเพิ่มขึ้น 2% ในปีที่แล้ว โดยที่บีเออี ซิสเต็มส์ ผู้ผลิตอาวุธเบอร์ 4 ของโลก มียอดขายเติบโต 4% ส่วนจีเอ็นเค ผู้ผลิตส่วนประกอบด้านอากาศยาน มีอัตราขยายตัวสูงที่สุด 43.2%

รายงานระบุด้วยว่า กรณีพิพาทในภูมิภาค อาทิ การอ้างสิทธิ์หมู่เกาะในทะเลจีนใต้ เป็นที่มาสำคัญของยอดขายอาวุธที่เพิ่มขึ้น พื้นที่เหล่านั้นเป็นที่ตั้งเส้นทางเดินเรือสำคัญและแหล่งสำรองก๊าซและน้ำมัน อาทิ เวียดนามที่สั่งซื้อเรือดำน้ำและเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล เพื่อรับมือกับการอ้างสิทธิ์ในน่านน้ำพิพาทของจีน

ทั้งนี้ยอดขายอาวุธตามนิยามรายงานของเอสไอพีอาร์ไอ คือการขายสินค้าและบริการทางทหารแก่ลูกค้าในแวดวงกองทัพ รวมการขายสำหรับการจัดซื้อภายในประเทศและส่งออก

ส่วนบริษัทจีนแม้ไม่ได้รวมอยู่ในการจัดอันดับ เนื่องจากไม่มีข้อมูล แต่สถาบันระบุว่าจีนเพิ่มงบทหารช่วงปี 2545-2559 เกือบ 3 เท่า หมายความว่าน่าจะต้องมีบริษัทอย่างน้อย 9 หรือ 10 แห่ง ติดอยู่ใน 100 บริษัทอย่างแน่นอนหากมีข้อมูลนำมาใช้จัดอันดับได้

กูเกิลเปิดศูนย์วิจัยปัญญาประดิษฐ์ในจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/305668

กูเกิลเปิดศูนย์วิจัยปัญญาประดิษฐ์ในจีน

 ผู้เชี่ยวชาญ, จีน, กูเกิล, ข่าวต่างประเทศ

กูเกิล เลือกกรุงงปักกิ่ง ของจีน เปิดศูนย์วิจัยปัญญาประดิษฐ์แห่งแรกในเอเชีย  โดยมุ่งเป้าร่วมงานเหล่าผู้มีความสามารถในแดนมังกร

 

กูเกิล บริษัทไอทียักษ์ใหญ่เลือกกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน เป็นที่ตั้งศูนย์วิจัยปัญญาประดิษฐ์แห่งแรกในเอเชีย แม้ว่าบริการหลักของกูเกิลไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์สืบค้นข้อมูล ยูทูบและจีเมล ล้วนถูกบล็อกด้วยกำแพงอินเทอร์เน็ตที่เรียกกันว่า “เกรต ไฟร์วอลล์” มานาน จนทำให้กูเกิลถอดใจจากจีนไปโดยปริยายตั้งแต่ปี 2553 แต่ด้วยจีนมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากถึง 730 ล้าน ตลาดใหญ่เกินกว่าจะมองข้ามได้ กูเกิลจึงไม่เคยละความพยายามหาหนทางเข้าไปสร้างพื้นที่ในแดนมังกร

ปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะแมชชีน เลิร์นนิง หรือความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เป็นจุดสนใจอย่างเข้มข้นของยักษ์ใหญ่ไอทีอเมริกัน กูเกิล ไมโครซอฟต์ และเฟซบุ๊ก ตลอดจนคู่แข่งจากจีนอย่างอาลีบาบา เทนเซนต์และไป่ตู้ เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบเทคโนโลยีแห่งอนาคต การวิจัยเอไอมีศักยภาพต่อยอดพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และโรงงานที่ใช้ระบบอัตโนมัติทั้งหมด เครื่องแปลภาษา และซอฟต์แวร์จดจำใบหน้า

การเข้าไปเปิดศูนย์กูเกิล เอไอ ไชนา ในปักกิ่ง เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความเชี่ยวชาญด้านเอไอของจีน ที่เวลานี้มีขีดความสามารถไล่จี้สหรัฐอเมริกามาติดๆ ชนิดหายใจรดต้นคอ หลี่ เฟยเฟย ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หัวหน้าทีมวิจัยที่ศูนย์แห่งใหม่ที่กำลังจะเปิด กล่าวว่ากูเกิลได้จ้างผู้เชี่ยวชาญมือดีไว้แล้วจำนวนหนึ่ง และจะทำงานสร้างทีมในอนาคตอันใกล้นี้

หลี่กล่าวว่า เนื้อหาในวารสารด้านเอไอชั้นนำ 100 ฉบับในปี 2558 เป็นงานเขียนจากจีนมากถึง 43% และทีมที่ชนะ อิมเมจเน็ต ชาเลนจ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันด้านเอไอนานาชาติเพื่อเฟ้นหาสุดยอดเทคโนโลยีจดจำและจัดหมวดหมู่รูปภาพใน 3 ปีที่ผ่านมา มีวิศวกรชาวจีนเป็นกำลังสำคัญ
นอกจากเผยแพร่ผลงานของตนเองแล้ว ศูนย์กูเกิล เอไอ ไชนา ยังจะสนับสนุนวงการวิจัยเอไอด้วยการให้ทุนและเป็นสปอนเซอร์การประชุมและเวิร์กช็อปด้านเอไอ กับทำงานอย่างใกล้ชิดกับชุมชนวิจัยเอไอของจีน

การประกาศตั้งศูนย์ในจีน ซึ่งจะเป็นสำนักงานวิจัยอีกแห่งของกูเกิลนอกซิลิคอนวัลเลย์ นอกเหนือจากนิวยอร์ก โตรอนโต ลอนดอน และซูริก มีขึ้นไม่กี่เดือนหลังจากรัฐบาลปักกิ่งประกาศแผนสร้างอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ในประเทศ มูลค่าเกือบ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงหลายปีข้างหน้า โดยจีนต้องการเป็นมหาอำนาจในอุตสาหกรรมที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นสิ่งกำหนดอนาคตมวลมนุษยชาติ

ตุรกีวอนโลกยก“เยรูซาเลม” ให้ปาเลสไตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/305667

ตุรกีวอนโลกยก“เยรูซาเลม” ให้ปาเลสไตน์

ปาเลสไตน์, ตุรกี, ข่าวต่างประเทศ, เยรูซาเลม

ตุรกี เรียกร้องให้นานาชาติที่ยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศ และความยุติธรรม ยก“เยรูซาเลม” ให้ปาเลสไตน์

 

ตุรกี ซึ่งเป็นประธานหมุนเวียนขององค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) จัดการประชุมฉุกเฉินของโอไอซีที่นครอิสตันบูล โดยประธานาธิบดีเรเจป ตอยิบ แอร์ดวน ของตุรกี กล่าวในที่ประชุมเรียกร้องให้นานาชาติที่ยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศ และความยุติธรรม ให้การรับรองพื้นที่ฝั่งตะวันออกของเยรูซาเลม เป็นเมืองหลวงของปาเลสไตน์ ตอบโต้ที่สหรัฐรับรองให้เยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล

ขณะที่ประธานาธิบดีมาห์มุด อับบาส ของปาเลสไตน์ กล่าวเตือนว่าจะไม่มีสันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลาง จนกว่าเยรูซาเลมจะเป็นเมืองหลวงของรัฐปาเลสไตน์ รวมทั้งบอกด้วยว่าการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลเป็นอาชญากรรมครั้งใหญ่ที่สุด

ขณะนักวิเคราะห์เชื่อว่าความพยายามของตุรกีที่จะให้โอไอซี ซึ่งมี 57 ชาติสมาชิกออกแถลงการณ์รับรองเยรูซาเลมเป็นของปาเลสไตน์นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะชาติมุสลิมยักษ์ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คงไม่อยากเสี่ยงทำลายความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐ

ในวันเดียวกันกองทัพอากาศอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหม่ทำลายเป้าหมายของกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ทำให้มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 3 คน กองทัพอิสราเอลอ้างว่าปฏิบัติการล่าสุดมีขึ้นหลังจรวดลูกหนึ่งถูกยิงตกเข้าไปในเมืองอัชเคลอนทางภาคใต้ของอิสราเอลและถูกระบบป้องกันขีปนาวุธไอเอิร์น โดม ของอิสราเอลสกัดไว้ได้

“ชินกันเซ็น”เผชิญเหตุผิดปกติร้ายแรงครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/305666

“ชินกันเซ็น”เผชิญเหตุผิดปกติร้ายแรงครั้งแรก

ข่าวต่างประเทศ, น้ำมันรั่ว, ชินกันเซ็น

“ชินกันเซ็น” เผชิญเหตุผิดปกติร้ายแรงครั้งแรก เมื่อตรวจสอบพบว่ามีน้ำมันรั่ว จึงสั่งหยุดเดินรถ พร้อมทั้งให้ผู้โดยสารราว 1,000 คน ลงจากขบวนทันที

 

เกิดรอยแตกและน้ำมันรั่วไหลใต้ท้องรถไฟชินกันเซ็นที่มุ่งหน้าไปกรุงโตเกียวของญี่ปุ่นเมื่อวันจันทร์ (11 ธ.ค.) โดยขบวนรถที่วิ่งจากเมืองฟุกุโอกะ ต้องหยุดวิ่งที่สถานีนาโกยะและผู้โดยสารราว 1,000 คนต้องลงจากขบวน หลังจากเจ้าหน้าที่เริ่มตรวจพบความผิดปกติบนรถไฟระหว่างทางที่สถานีก่อนหน้านี้ โดยได้กลิ่นไหม้ และได้ยินเสียงเครื่องยนต์ผิดปกติ แต่บริษัทยืนยันให้วิ่งต่อได้ จนกระทั่งเกิดกลิ่นไหม้และพบน้ำมันรั่ว

แต่กลับพบว่าเกิดกลิ่นไหม้อีกครั้งหลังออกจากสถานีเกียวโต เมื่อตรวจสอบจึงพบว่ามีน้ำมันรั่ว จึงสั่งหยุดเดินรถ พร้อมทั้งให้ผู้โดยสารราว 1,000 คน ลงจากขบวนทันที

 

“ชินกันเซ็น”เผชิญเหตุผิดปกติร้ายแรงครั้งแรก

 

คณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งของญี่ปุ่น เปิดการสอบสวนเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เพราะกังวลว่า ปัญหารอยแตกและน้ำมันรั่วที่พบ อาจทำให้รถไฟความเร็วสูงตกรางได้ ต่อมา เจ้าหน้าที่ของบริษัทเวสต์ แจแปน เรลเวย์ เจ้าของรถไฟขบวนเกิดเหตุ เปิดเผยว่า รอยแตกเกิดขึ้นที่กรอบเหล็กของตู้ขบวนที่ 4 จากทั้งหมด 16 ตู้ แต่ยืนยันว่าในการตรวจสอบเมื่อวันอาทิตย์ยังไม่พบความผิดปกติใดๆ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นเหตุร้ายแรงครั้งแรกของรถไฟความเร็วสูงของญี่ปุ่น นับตั้งแต่คณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุของกระทรวงคมนาคมก่อตั้งขึ้นในปี 2544

อดีตผู้บริหารชี้ “เฟซบุ๊ก” ทำลายสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/305591

อดีตผู้บริหารชี้ “เฟซบุ๊ก” ทำลายสังคม

พาร์คเกอร์, เฟซบุ๊ค, ชามัท พาลีหพิติยา, ข่าวต่างประเทศ, เฟซบุ๊ก

อดีตผู้บริหารเฟซบุ๊ก ชี้อันตรายของสื่อสังคมออนไลน์ ที่มีต่อสังคมทั่วโลก

 

ชามัท พาลีหปิติยา ( Chamath Palihapitiya )อดีตผู้บริหารเฟซบุ๊ก กล่าวว่า เขารู้สึกผิดมากที่มีส่วนสร้างเครื่องมือทำลายความสัมพันธ์ทางสังคม ทั้งแนะนำให้ผู้คนพักตัวเองจากสื่อสังคมออนไลน์อย่างจริงจัง

ความเห็นของชามัท มีขึ้นระหว่างร่วมงานเสวนาที่สแตนฟอร์ด บิสเนสส สกูล เมื่อเดือนพฤศจิกายน และเว็บไซต์ข่าว Verge ได้นำมาเผยแพร่ในสัปดาห์นี้

ชามัท เข้าทำงานในเฟซบุ๊กเมื่อปี 2550 และเคยนั่งตำแหน่งรองประธานฝ่ายขยายการเติบโตของจำนวนผู้ใช้ ก่อนลาออกในปี 2554 ปัจจุบันเป็นผู้บริหารบริษัท โซเชียล แคปปิตัล ที่มุ่งให้ทุนสนับสนุนบริษัทด้านการดูแลสุขภาพและการศึกษา

การวิจารณ์ของเขาไม่ได้หมายถึงเฟซบุ๊กเท่านั้น แต่หมายรวมถึงระบบนิเวศออนไลน์ทั้งหมดว่า ไม่ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความเห็น ไม่ร่วมมือกัน ข้อมูลผิด และลดทอนความจริง ระบบฟีดแบ็กที่สร้างขึ้นมา ที่รวมถึงการแสดงออกด้วยการให้หัวใจ กดไลค์ หรือยกนิ้วหัวแม่มือ ล้วนทำลายการทำงานของสังคม

“ไม่ใช่ปัญหาของอเมริกา ไม่ใช่แค่เรื่องการลงโฆษณาของรัสเซีย นี่เป็นปัญหาของโลก มันกำลังกัดกร่อนถึงฐานรากพฤติกรรมระหว่างกัน” อดีตรองประธานเฟซบุ๊กกล่าว และได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในอินเดียที่มีการแชร์ข้อมูลมั่วบนแอพพลิเคชั่น WhatsApp (ซึ่งเป็นของเฟซบุ๊ก) นำไปสู่การประชาทัณฑ์ผู้บริสุทธิ์ 7 คน

ชามัท กล่าวว่า เขาไม่สามารถควบคุมสื่อสังคมออนไลน์ได้ แต่คุมการตัดสินใจของตัวเองได้ด้วยการใช้เฟซบุ๊กน้อยที่สุด และควบคุมการตัดสินใจของลูกได้ ด้วยการไม่อนุญาตให้ใช้ นอกจากนี้เขายังแนะนำให้ผู้ฟังการเสวนาในวันนั้น สำรวจความสัมพันธ์ของตัวเองกับสื่อสังคมออนไลน์ หลายคนไม่รู้ตัวว่าพฤติกรรมของเรากำลังถูกตั้งโปรแกรมไว้ แต่ขณะนี้ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะยอมจำนน และเป็นอิสระทางความคิดแค่ไหน กระนั้นเขายังเชื่อว่า ที่ผ่านมาเฟซบุ๊กทำเรื่องดีๆแก่โลกมากมาย

 

เมื่อเดือนที่แล้วเช่นกัน ฌอน พาร์คเกอร์ อดีตประธานรุ่นก่อตั้ง ที่เคยช่วยสร้างเฟซบุ๊กจนกลายเป็นบริษัททรงอิทธิพล แต่รู้สึกเสียใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในวันนี้ พาร์คเกอร์ วิจารณ์ว่าเฟซบุ๊กและสื่อสังคมออนไลน์อื่น ประสบความสำเร็จในการใช้ประโยชน์จากความเปราะบางในจิตใจคน ผ่านวงจรฟีดแบ็กที่ทำให้คนโพสต์เพื่อยอดไลค์และความเห็น “การใช้เฟซบุ๊คเหมือนกับอาหารขยะ คุณได้ความพึงพอใจทันทีเมื่อโพสต์เพื่อยอดไลค์และความเห็น มันเร็วและง่ายแต่แก่นสารน้อยนิด”

อดีตผู้บริหารยักษ์ใหญ่สังคมออนไลน์ออกมาแสดงความเห็นเชิงต่อต้าน ในห้วงเวลาที่หลายฝ่ายกำลังเพ่งเล็งอิทธิพลของเฟ๊ซบุ๊กอย่างไร้ขีดจำกัด ปีที่แล้วบทบาทของเฟซบุ๊กต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นประเด็นใหญ่ ตามด้วยข้อกังขาถึงศักยภาพของเฟซบุ๊กในการขยายข่าวลวงโลก หรือบทบาทของเฟซบุ๊กที่ทำให้ปัญหาการฆ่าล้างชาวโรฮิงญาในเมียนมาร์ทวีความสับสน

…………………………………….
ที่มา : Stanford Graduate School of Business

ย้อนชีวิตพิสดารทหารแปรพักตร์“ชาร์ลส์ เจนกินส์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/foreign/305587

ย้อนชีวิตพิสดารทหารแปรพักตร์“ชาร์ลส์ เจนกินส์”

ชาร์ลส์ รอเบิร์ตส์ เจนกินส์, ข่าวต่างประเทศ, อเมริกัน, ญี่ปุ่น, เกาหลีเหนือ

ชาร์ลส์ รอเบิร์ตส์ เจนกินส์ ทหารอเมริกันที่แปรพักตร์ไปยังเกาหลีเหนือ เสียชีวิตแล้วเมื่อวันจันทร์ ด้วยโรคเกี่ยวกับหัวใจ ขณะอายุ 77 ปี

ชาร์ลส์ รอเบิร์ตส์ เจนกินส์ ทหารอเมริกันที่แปรพักตร์ไปยังเกาหลีเหนือ ต่อมาแต่งงานสร้างครอบครัวกับสาวชาวญี่ปุ่น ที่ตกเป็นเหยื่อลักพาตัวของรัฐบาลเปียงยางในช่วงสงครามเย็น เสียชีวิตแล้วเมื่อวันจันทร์ ด้วยโรคเกี่ยวกับหัวใจ ขณะอายุ 77 ปี

ชะตากรรมของอดีตทหารอเมริกันคนนี้ เป็นหนึ่งในดราม่าแปลกประหลาดที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคสงครามเย็น ช่วงที่โลกแบ่งเป็นค่ายเสรีนิยมกับคอมมิวนิสต์

คืนหนึ่งในเดือนมกราคม ปี 2508 สิบเอกเจนกินส์ วัย 24 ปี หายตัวไปใกล้กับเขตปลอดทหาร ชายแดนที่มีการคุ้มกันแน่นหนาที่สุดในโลก เข้าไปยังดินแดนคอมมิวนิสต์ ช่วงที่สงครามเย็นพุ่งถึงขีดสุด โดยไม่คาดคิดว่าเขาจะต้องอยู่ในเกาหลีเหนือถึง 39 ปี ระหว่างนั้นทำหน้าที่เป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้สายลับ กับสวมบทเป็นผู้ร้ายทหารอเมริกันในภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อเป็นครั้งคราว

 

ย้อนชีวิตพิสดารทหารแปรพักตร์“ชาร์ลส์ เจนกินส์”  

 

ในปี 2523 เจนกินส์ แต่งงานกับลูกศิษย์เรียนภาษาอังกฤษของเขาที่อ่อนกว่า 20 ปี และเป็นเหตุให้เขากลายเป็นคนดังระดับโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะภรรยาของเขาคือ นางฮิโตมิ โซกะ หนึ่งในพลเมืองญี่ปุ่น ที่ถูกสายลับเปียงยางลักพาตัวในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1970 และ 1980 เพื่อนำตัวไปสอนภาษาและวัฒนธรรมแก่สายลับของตัวเอง

โซกะ เป็นนักเรียนพยาบาลวัย 19 ปี ถูกลักพาตัวขณะเดินอยู่ใกล้บ้านพักบนเกาะซาโดะ เมืองห่างไกลในจังหวัดนิอิกาตะ เมื่อปี 2531 จากนั้นไม่มีข่าวคราวใดๆ ของเธออีก กระทั่งเดือนตุลาคม 2545 โซกะกับชาวญี่ปุ่น 4 คน ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับแผ่นดินเกิดอีกครั้งหลังการประชุมสุดยอด ระหว่างนายกรัฐมนตรีจุนอิชิโร โคอิซูมิ ของญี่ปุ่น กับ คิม จองอิล ผู้นำเกาหลีเหนือเวลานั้น ที่กรุงเปียงยาง ส่วนสามีชาวอเมริกันเกรงว่าหากไปญี่ปุ่นพร้อมกับภรรยาจะถูกนำตัวขึ้นศาลทหาร จึงขออยู่ในเกาหลีเหนือต่อไปกับลูกสาว 2 คน มิกะ กับ บรินดา ซึ่งเป็นชาวเกาหลีเหนือ

สองปีต่อมาครอบครัวได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในประเทศที่สาม คืออินโดนีเซีย เดิมเข้าใจกันว่าครอบครัวเจนกินส์จะได้รวมตัวกันเพียงชั่วคราว แต่ปรากฏว่า ทั้ง 4 คน เดินทางไปญี่ปุ่นใน 4 วันหลังจากนั้น เมื่อเจนกินส์ได้หลักประกันว่าจะไม่ถูกจับกุม

เรื่องของเจนกินส์ ทำให้สองพันธมิตรญี่ปุ่นกับสหรัฐที่มองว่าเขาคือผู้ทรยศ ต้องขัดใจกันอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ด้วยแรงสงสารเห็นใจครอบครัวที่ต้องพรากจากกัน ต่อมาสองประเทศทำความตกลงกันได้

เมื่อถึงญี่ปุ่น เจนกินส์เข้าโรงพยาบาลรับการรักษาตัวอยู่นานหลายสัปดาห์ จากอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากการผ่าตัดในเกาหลีเหนือ

เมื่อหายดี เขาสวมเครื่องแบบเข้ารายงานตัวที่กองบัญชาการทหารสหรัฐในญี่ปุ่น เจนกินส์รับสารภาพข้อหาหนีทหาร ซึ่งจริงๆ เป็นความผิดมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต แต่เขาถูกตัดสินกักตัว 30 วัน กับถอดยศ และเพียง 6 วันก็ได้รับอิสรภาพ

ระหว่างเข้ารับการไต่สวนในศาลทหาร เจนกินส์ ซึ่งไม่ได้เรียนถึงมัธยมปลายออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 15 ปี กล่าวว่า เขาหนีทหารเพื่อเลี่ยงภารกิจอันตรายในเกาหลีใต้ และกลัวว่าจะถูกส่งไปรบในเวียดนาม

สิบเอกเจนกินส์ดื่มเบียร์ 10 กระป๋อง พาลูกทีมไปลาดตระเวน และบอกให้พวกเขารอขณะไปตรวจตราถนนเบื้องล่าง แต่แล้วเขาเดินข้ามไปยังเกาหลีเหนือ โดยชูปืนยาวที่มีเสื้อยืดสีขาวผูกไว้ เขาอ้างว่ามีแผนจะไปมอบตัวที่สถานทูตสหรัฐในกรุงมอสโก เมืองหลวงสหภาพโซเวียต และไม่คาดคิดว่าเกาหลีเหนือจะเก็บตัวเขาไว้ พร้อมกับเผยถึงชีวิตในเกาหลีเหนือด้วยว่า ไม่ว่ารัฐบาลเปียงยางสั่งให้ทำอะไรเขาไม่สามารถปฏิเสธได้เพราะห่วงความปลอดภัยของตัวเองและครอบครัว “ไม่มีสิทธิ์พูดว่าไม่ ต่อเกาหลีเหนือ หากพูดอะไรไม่ดีเกี่ยวกับคิม จองอิล (ผู้นำคนก่อน) นั่นคือขุดหลุมฝังตัวเอง”

หลังพ้นโทษ เจนกินส์ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวทั้งน้ำตาว่า เขากำลังเริ่มต้นวันแรกฉากสุดท้ายของชีวิตที่เหลืออยู่

อดีตทหารอเมริกันจากรัฐนอร์ทแคโรไลนาที่กลายเป็นเชลยในเกาหลีเกือบ 40 ปี พูดญี่ปุ่นไม่ได้เลยตอนที่ไปถึงเมืองซาโดะ บ้านเกิดของภรรยา แต่ก็ได้งานขายของที่ระลึกและต้อนรับนักท่องเที่ยว ต่อมา เขาเขียนหนังสือบอกเล่าชีวิตและประสบการณ์ในเกาหลีเหนือ

เขาให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2555 ว่ามีความสุขในชีวิตบนกาะห่างไกลในทะเลญี่ปุ่น และซาบซึ้งในเสรีภาพที่เขาและครอบครัวได้รับ

เกาหลีเหนือยอมรับเมื่อปี 2545 ว่าลักพาตัวพลเมืองญี่ปุ่น 13 คน แต่รัฐบาลโตเกียวเชื่อว่ามีอย่างน้อย 17 คนที่ถูกลักพาตัวไป หนึ่งเดือนหลังจากยอมรับ เปียงยางอนุญาตให้เหยื่อลักพาตัวชาวญี่ปุ่น 5 คนกลับประเทศได้ ส่วนอีก 8 คนยืนกรานว่าเสียชีวิตแล้วแต่ไม่เคยให้หลักฐาน

 

ย้อนชีวิตพิสดารทหารแปรพักตร์“ชาร์ลส์ เจนกินส์”  
อโนชา ปันจ้อย

 

เรื่องการลักพาตัวพลเมืองไปด้วยวัตถุประสงค์แปลกประหลาด เป็นรอยด่างในความสมพันธ์สองประเทศเสมอมา และนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ มักติดโบน้ำเงินเพื่อระลึกถึงเหยื่อเหล่านั้น นอกจากชาวญี่ปุ่นแล้ว เกาหลีเหนือลักพาตัวพลเมืองจากอีกหลายประเทศไปด้วย หนึ่งในนั้นก็คือ อโนชา ปันจ้อย สตรีชาวไทยจาก จ.เชียงใหม่ ที่หายตัวระหว่างไปทำงานในมาเก๊า เมื่อ 39 ปีที่แล้ว โดยเจนกินส์เป็นคนแรกที่ให้ข้อมูลว่า อโนชาเป็นหนึ่งในชาวต่างชาติที่ถูกลักพาตัวไป และยังไม่ทราบชะตากรรมชัดเจนจนถึงปัจจุบัน