อาวดี้ ประเทศไทย ย้ำชัดนโยบายเติบโตอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/415099?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

อาวดี้ ประเทศไทย ย้ำชัดนโยบายเติบโตอย่างยั่งยืน

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:05 น.
อาวดี้,วัลลภ เฉลิมวงศาเวช,เครื่องยนต์ดีเซล
เปิดอ่าน 103 ครั้ง

อาวดี้ ประเทศไทย ย้ำชัดนโยบายเติบโตอย่างยั่งยืน เผยศักราชใหม่ รุกกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์เข้ม เน้นพัฒนาและเลือกรถยนต์อาวดี้รุ่นที่เหมาะสมกับประเทศไทยเป็นหัวใจสำคัญ

 อาวดี้ ประเทศไทย โดยบริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด เดินหน้ารุกตลาดปี 2563 เต็มที่ เผยกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ คือกลยุทธ์หลักในการบุกตลาดปีนี้ เน้นให้ความสำคัญกับการคัดเลือกและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับประเทศไทยเป็นหัวใจสำคัญ มั่นใจสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า อีกทั้งยังเป็นการขยายโอกาสทางการตลาดได้อย่างยั่งยืน เผยเบื้องหลังการทำงานสุดหิน เข้มข้นทุกกระบวนการ ภายใต้การสนับสนุนของ AUDI AG กว่าจะเลือกรถยนต์แต่ละรุ่นเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ส่งผลทำให้ทุกรุ่นตอบสนองลูกค้า และการใช้งานในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าสูงสุด ดังนั้น หากรถยนต์อาวดี้ที่ อาวดี้ ประเทศไทย ไม่ได้เป็นผู้นำเข้าและไม่ใช่สเปกของประเทศไทย จะไม่สามารถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการอาวดี้อย่างเป็นทางการได้ และไม่เข้าข่ายในการรับประกันสินค้าใดๆ ทั้งสิ้น

  นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อรองรับการเติบโตของลูกค้าที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นในปี 2563 และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า บริษัทยังเน้นการทำงานเชิงรุก ทั้งด้านการขายและการบริการหลังการขาย ซึ่งในส่วนของการขยายตลาด บริษัทให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การคัดเลือกและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม รวมถึงการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นของทีมคัดเลือกและพัฒนาผลิตภัณฑ์กับทีมงานของ AUDI AG อย่างใกล้ชิด เพื่อให้รถยนต์แต่ละรุ่นที่นำเข้ามาจำหน่ายมีสเปกที่เหมาะสม ตอบโจทย์ลูกค้า และสามารถใช้งานในประเทศไทย ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศ, มาตรฐานไอเสียและมาตรฐานน้ำมันที่แตกต่างจากยุโรปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานสากล และข้อกำหนดทางมาตรฐานยานยนต์ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของประเทศไทย

“ในการพิจารณาคัดเลือกและกำหนดสเปกรถแต่ละรุ่นที่จะนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย นอกจากการพิจารณาเรื่องโอกาสทางการตลาด สิ่งสำคัญคือ การใช้งานได้จริงในประเทศไทย รวมถึงการรองรับการบริการหลังการขาย ซึ่งมีความสำคัญมาก ก่อนที่เราจะนำรถยนต์อาวดี้แต่ละรุ่นเข้ามา เราทำงานกันอย่างหนัก เดินทางไปประชุมร่วมกับ AUDI AG เพื่อทดสอบทั้งสมรรถนะ และคัดเลือกสเปกที่ตอบโจทย์ความต้องการและความเหมาะสมกับสภาพถนน สภาพภูมิอากาศ ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรฐานน้ำมันต่างๆ ให้มากที่สุด ในหลายรุ่นที่มีจำหน่ายในยุโรป และอยู่ในความสนใจของลูกค้าประเทศไทย แต่ด้วยข้อกำหนดมาตรฐานไอเสียต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบตามมา รวมถึงสร้างภาระให้ลูกค้าในระยะยาว เช่น ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเข้ามาเปลี่ยนอะไหล่อย่างต่อเนื่องและไม่สามารถแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนได้ อันมีผลต่อความพึงพอใจในการบริการหลังการขาย เราก็พิจารณาที่จะไม่นำเข้ามาจำหน่าย จนกว่าจะมีการทดสอบและบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่ามีความเหมาะสมกับสภาพอากาศและถนนในประเทศไทย”

“ตัวอย่างรายละเอียดการพิจารณา ที่นำไปสู่การทำงาน เพื่อปรับจูนสเปกก่อนนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศ อาทิ รุ่น Q5 หรือ Q7 เครื่องยนต์ดีเซล ที่ อาวดี้ ประเทศไทย นำมาจำหน่าย จะถูกปรับจูนอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้ใช้น้ำมันดีเซลพรีเมียม มาตรฐานยูโร 5 ในประเทศไทยได้ โดยรถยนต์รุ่นดังกล่าว ไม่ต้องมีการเติมสาร AdBlue เพื่อให้ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 6 อันเข้มงวดของยุโรป นอกจากนี้อุปกรณ์หลายๆ ชิ้น เช่น พัดลมไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ หม้อน้ำ อะไหล่ที่ทำจากยาง กล่องสมองเครื่องยนต์ ที่มีความสำคัญจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับภูมิอากาศของประเทศไทยก่อน มิฉะนั้นจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของรถยนต์ รวมถึงความปลอดภัย อีกทั้งยังมีเรื่องความแตกต่างของอะไหล่บางรายการ ที่รถสเปกยุโรป ไม่สามารถใช้ร่วมกันกับรถที่ อาวดี้ ประเทศไทย นำมาจำหน่ายได้อีกด้วย”

จากกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เข้มข้น และมีมาตรฐานสูง ทำให้การดำเนินงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าทุกรายที่ซื้อรถยนต์จาก อาวดี้ ประเทศไทย มีความพึงพอใจอย่างมาก โดยไม่มีข้อร้องเรียนด้านความเหมาะสมของระบบเครื่องยนต์ในการใช้งานในประเทศไทย ตรงกันข้ามลูกค้ามีความมั่นใจและบอกต่อ รวมถึงมีความพึงพอใจต่อการบริการหลังการขายทั้งการบริการและอะไหล่ ซึ่งอาวดี้ให้ความสำคัญมาก โดยมีโปรแกรมการพัฒนาบุคลากรทั้งวิศวกรและช่างเทคนิค ร่วมกับ Audi AG อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการลงทุนนำเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในแต่ละศูนย์บริการ รองรับการซ่อมบำรุงรถยนต์อาวดี้แต่ละรุ่นให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

เมื่อปี 2562 อาวดี้ ประเทศไทย ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมบริการหลังการขายและการฝึกอบรมระดับภูมิภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก “Audi Silver Arrows Awards จาก Audi AG ถึง 3 รางวัล และครองตำแหน่งอันดับ 1 ในภูมิภาคอีกครั้ง สะท้อนถึงความเป็นเลิศของคุณภาพบริการหลังการขายและการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย Customer Centricity เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง สำหรับปีนี้ กรรมการผู้จัดการ อาวดี้ ประเทศไทย ย้ำว่า บริษัทยังคงมุ่งมั่นรักษามาตรฐาน คุณภาพ การบริการหลังการขายซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ

สำหรับการให้บริการลูกค้าอาวดี้ที่ซื้อรถจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้งในอดีตและปัจจุบัน กรรมการผู้จัดการ อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวว่า ลูกค้าสามารถนำรถมาใช้บริการหลังการขายของ อาวดี้ ประเทศไทย ได้ทุกโชว์รูม โดยไม่มีค่าลงทะเบียนแรกเข้า อย่างไรก็ตาม อาวดี้ ประเทศไทย ไม่สามารถให้บริการรถยนต์อาวดี้ ที่นำเข้าโดยผู้จำหน่ายอิสระ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เนื่องจากรถยนต์ที่นำเข้ามาไม่ได้มีการปรับจูนให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยและยังมีความแตกต่างในรายละเอียดของชนิดน้ำมันที่อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของรถยนต์ รวมถึงความปลอดภัยด้วย หากแต่รถยนต์นำเข้าอิสระที่นำเข้ามาก่อนปี 2561 ยังคงนำเข้ามารับบริการได้ โดยมีค่าลงทะเบียนแรกเข้า ตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่น

รถยนต์อาวดี้ที่นำเข้าโดยผู้นำเข้าอิสระก่อนหน้าวันที่ 1 มกราคม 2561 ที่ไม่ใช่เครื่องยนต์ดีเซลมาตรฐานยูโร 6 นั้น สามารถมารับบริการได้โดยมีค่าลงทะเบียนแรกเข้าตั้งแต่ 20,000–100,000 บาท ตามแต่ละรุ่น ดังนี้
– ค่าลงทะเบียน 20,000 บาท สำหรับรถรุ่น A1, A2, A3, A4, Q2, Q3 แต่ไม่นับรวมรุ่น S และ RS
– ค่าลงทะเบียน 50,000 บาท สำหรับรุ่น A5, A6, A7, Q4, Q5, TT แต่ไม่นับรวมรุ่น S และ RS
– ค่าลงทะเบียน 100,000 บาท สำหรับรุ่น Q7, A8, Q8, R8 และรุ่น S และ RS ทุกรุ่น

รถยนต์อาวดี้ทุกรุ่นเป็นรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 1.5 แสนกิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ลูกค้าอาวดี้ทุกท่านสามารถนำรถเข้ารับบริการหลังการขายได้ที่ศูนย์บริการทุกสาขา ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. วันจันทร์ถึงวันเสาร์ (สาขาเชียงใหม่เปิดบริการ 09.00–18.00 น.) หรือโทรนัดหมายได้ที่ Audi Centre Thailand 0 2765 8888 Audi New Petchburi 0 2023 4888
Audi Pattaya 038 197 888 Audi Phuket 076 646 666
Audi Service Chiang Mai 052 081 188

อีซูซุมิวเอ็กซ์รุ่นใหม่ เดอะ นิว ออนิคซ์อัพออปชั่นไม่อัพราคา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/415373?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

อีซูซุมิวเอ็กซ์รุ่นใหม่ เดอะ นิว ออนิคซ์อัพออปชั่นไม่อัพราคา

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:50 น.
อีซูซุมิว-เอ็กซ์,เดอะ นิว ออนิคซ์,อีซูซุมิว-เอ็กซ์ รุ่นใหม่ เดอะ นิว ออนิคซ์
เปิดอ่าน 121 ครั้ง

อีซูซุมิว-เอ็กซ์ รุ่นใหม่! เดอะ นิว ออนิคซ์” อัพออปชั่น แต่ไม่อัพราคา คอลัมน์… ยานยนต์

อีซูซุเสริมทัพรับต้นปี 2020 ส่ง “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ รุ่นใหม่! เดอะ นิว ออนิคซ์” สัมผัสที่ใช่…ของการใช้ชีวิต (ISUZU MU-X THE NEW ONYX…THE ABSOLUTE SENSATION) ตอบสนองความต้องการผู้ใช้รถรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบเทรนด์รถแต่งพิเศษ ด้วยชุดแต่งใหม่! เสริมเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ขับความสปอร์ตหรูให้เข้มเต็มขั้น ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และเพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ซึ่งยังคงราคาเดิมคือเริ่มต้นเพียง 1,364,000 บาท

กลุ่มตรีเพชร โดย มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “จากผลตอบรับที่ดียิ่งของ “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ ดิ ออนิคซ์” เราพบว่าปัจจุบันลูกค้ามีความชื่นชอบรถรุ่นพิเศษที่มาพร้อมชุดแต่งครบครัน ในปีนี้อีซูซุจึงเปิดตัวรถอเนกประสงค์สุดหรูรุ่นใหม่! “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ เดอะ นิว ออนิคซ์” ที่มาในคอนเซ็ปต์ “สัมผัสที่ใช่…ของการใช้ชีวิต” (THE ABSOLUTE SENSATION) เพื่อให้เป็นรถที่เติมเต็มในทุกไลฟ์สไตล์ มาพร้อมชุดแต่งใหม่รอบคัน THE ABSOLUTE ONYX EDITION เสริมความสปอร์ตหรูให้เข้มทุกเต็มขั้นยิ่งขึ้นในทุกส่วน อีกทั้งยังมอบความสะดวกสบายอีกระดับด้วย! เบาะนั่ง Cool Max เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดการสะสมความร้อนได้มากกว่าเบาะทั่วไป และชุดตกแต่งภายในห้องโดยสารใหม่! เสริมความหรูหราและโดดเด่น โดยคงไว้ซึ่งสมรรถนะในการขับขี่ ความประหยัดน้ำมัน และระบบความปลอดภัยสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับอีซูซุ ตอบโจทย์ทุกการขับขี่ที่ใช่กับขุมพลังเครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เอกสิทธิ์แห่งเทคโนโลยีดีเซลจากอีซูซุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุดในรถระดับเดียวกัน”

 “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ รุ่นใหม่! เดอะ นิว ออนิคซ์” รถอเนกประสงค์ระดับหรูโฉมใหม่ที่พร้อมจะแสดงตัวตนของผู้ขับขี่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าที่เคย เท่ หรูหรา สะดวกสบายเหนือระดับ ตอบรับทุกสัมผัสแห่งการขับขี่ที่ใช่…สำหรับคุณ

เหนือกว่าความรู้สึกใหม่ คือความรู้สึกที่ใช่…ในทุกมุมมอง ชุดแต่ง THE ABSOLUTE ONYX EDITION ใหม่รอบคัน ขับความสปอร์ตหรูเข้มให้เต็มขั้นในทุกมุมมอง อาทิ ชุดแต่งกันชนหน้า-หลัง ดีไซน์ใหม่ สปอร์ต เท่ล้ำ สะกดทุกสายตา ใหม่กระจังหน้า ชุดแต่งประตูท้าย และโคมไฟหน้าสี Black Chrome คมเข้ม เต็มอารมณ์หรู Fender Lip สี Matte Black โฉบเฉี่ยว ล้ำสไตล์ ไฟท้ายรมดำแบบ แอลอีดี สปอร์ต เข้ม กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ ล้ออัลลอย Flash Black Design ขนาด 18 นิ้ว และ Roof Rail สไตล์สปอร์ต เป็นต้น

สัมผัสที่ใช่…กับความสะดวกสบายสไตล์หรู ห้องโดยสารกว้างขวางโอ่อ่า ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์อย่างเหนือชั้น สบายยิ่งขึ้นกับเบาะนั่ง Cool Max เทคโนโลยีใหม่ ผลิตจากวัสดุพิเศษลดการสะสมความร้อนได้มากกว่าเมื่อเทียบกับเบาะทั่วไป ใหม ชุดตกแต่ง Piano Black บริเวณคอนโซลกลางและคอนโซลเกียร์ เสริมความหรูหราและโดดเด่นเหนือระดับ แต่งเติมบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้มีมิติด้วย Ambient Light บริเวณแผงข้างประตู เติมเต็มความสุนทรีย์ให้เต็มอิ่มในทุกสัมผัสกับระบบความบันเทิงสมบูรณ์แบบ พร้อม Built-in Navigator และ Digital TV Tuner เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมาพร้อมสมรรถนะอันโดดเด่น ตอบโจทย์ความท้าทายในทุกสภาพเส้นทางอย่างมั่นใจ นุ่มนวล ยึดเกาะถนนและทรงตัวเป็นเลิศ ส่งมอบความอุ่นใจทุกช่วงเวลาที่อยู่บนถนน ด้วยระบบความปลอดภัยสมบูรณ์แบบ ครบครันสำหรับทุกรูปแบบการขับขี่ ให้พร้อมโลดแล่นอย่างไร้ขีดจำกัด กับขีดสุดแห่งเทคโนโลยีเครื่องยนต์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด ที่ให้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม มีให้เลือก 4 สี ราคาจำหน่ายเท่าเดิมตั้งแต่ 1,364,000–1,421,000 บาท
ขอเชิญสัมผัส “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ รุ่นใหม่! เดอะ นิว ออนิคซ์” ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ หรือติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ http://www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

วอลโว่ เปิดตัวยนตรกรรมสุดเอ็กซ์คูซีพ”The All-New Volvo S60″ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/414913?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

วอลโว่ เปิดตัวยนตรกรรมสุดเอ็กซ์คูซีพ”The All-New Volvo S60″

5 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:20 น.
วอลโว่,The All-New Volvo S60,สปอร์ตซีดานระดับพรีเมียม
เปิดอ่าน 261 ครั้ง

วอลโว่ต้อนรับศักราชใหม่ เปิดตัวยนตรกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “The All-New Volvo S60” สุดยอดสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมจากสวีเดน

วอลโว่ พร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งวงการรถยนต์ระดับพรีเมียมของเมืองไทย เปิดตัว “The All-New Volvo S60” สุดยอดสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมจากสวีเดนที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ Your Signature Drive

วอลโว่ไม่เคยหยุดพัฒนาประสบการณ์การขับขี่แนวใหม่พร้อมระบบส่งกำลังรุ่นล่าสุดและความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี “The All-New Volvo S60” คือสุดยอดยานยนต์แห่งยุค สปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมจากสวีเดนที่จะพลิกโฉมสู่ประสบการณ์การขับขี่บนมาตรฐานใหม่ด้วยสมรรถนะขั้นสุดยอด เทคโนโลยีที่ตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ และโครงสร้างตัวถังสุดไฮเทค มอบสมดุลแห่งความสบายและการควบคุมที่ฉับไวอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะ The All-New Volvo S60 ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้ง่ายยิ่งขึ้นพร้อมตอบสนองทุกความต้องการของแฟนวอลโว่และผู้บริโภคในเมืองไทย

มร.คริส เวลส์

มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การเปิดตัว The All-New Volvo S60 สมาชิกใหม่ในตระกูลรถซีดานของเรา ถือเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏในเมืองไทยมาก่อน เรายังศึกษาเป็นอย่างดีในการกำหนดราคาและข้อเสนอทางการเงินที่เหมาะสมเพื่อให้ลูกค้าได้รับมูลค่าสูงสุดจากรถยนต์รุ่นใหม่ของเรา ปี 2562 ที่ผ่านมาถือเป็นปีแห่งความสำเร็จของเราด้วยยอดขายรถยนต์รุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่า 63% ซึ่งผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ไว้วางใจให้เราดูแลการเดินทางของท่าน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเราได้ส่งมอบรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่แก่ลูกค้าในเมืองไทยเป็นจำนวนมากที่สุดในรอบ 22 ปีเลยทีเดียว โดยเฉพาะรุ่น The All-New Volvo V60 ซึ่งเปิดตัวไปแล้วในปี 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งได้กระแสตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดีเยี่ยม มียอดจองล่วงหน้าก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ”
“และเราเชื่อมั่นว่าในปี 2563 นี้ ก็จะไม่แตกต่างกัน เราตั้งเป้าหมายสู่การเติบโตที่มากขึ้นในปีนี้และ The All-New Volvo S60 ถือเป็นส่วนสำคัญในแผนสร้างการเติบโตของเรา และเรายังมีกำหนดเปิดตัวยานยนต์ตระกูลเอสยูวีรุ่นใหม่อีกหลาย

รุ่นในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อรถยนต์รายใหม่อย่างแน่นอน นอกจากนี้เรายังคงยึดมั่นสัญญาในการใช้ระบบพลังงานไฟฟ้ากับรถยนต์รุ่นใหม่ทั้งหมด เพื่อลดการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ และถือว่าลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติงานของเราทุกขั้นตอน โดยความพึงพอใจและความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนยังคงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด”
“เนื่องจาก The All-New Volvo S60 ถือเป็นส่วนสำคัญในแผนธุรกิจของเรา เราจึงพัฒนาข้อเสนอทางการเงินที่ดีเยี่ยมไม่แพ้กันเพื่อผู้บริโภค”

“The All-New Volvo S60 เป็นรถยนต์ที่มีความยาวและหน้ากว้างที่สุดในรถยนต์กลุ่มเดียวกันทั้งยังขับขี่ได้อย่างสนุกสนานและ เป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมด้วยเครื่องยนต์รุ่น T8 TWIN ENGINE PLUG-IN HYBRID 407 แรงม้า ที่เปี่ยมประสิทธิภาพและทรงพลัง สามารถพาคุณพุ่งทะยานจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที รถยนต์รุ่นนี้ยังมอบมูลค่าสูงสุดด้วยประสิทธิภาพการทำงานขั้นสูงและดีไซน์สไตล์สแกนดิเนเวียน ถือเป็นสุดยอดยนตรกรรมที่โฉบเฉี่ยวที่สุดเท่าที่วอลโว่เคยผลิตมา และในค่ำคืนนี้เราภูมิใจนำเสนอ S60 ใน ราคาเริ่มต้นเพียง 2.19 ล้านบาท สำหรับรุ่น Momentum และรุ่น R-DESIGN ในราคาเริ่มต้นที่ 2.59 ล้านบาท”
และเป็นเจ้าของอย่างง่ายดายด้วยการผ่อนชำระเพียงเดือนละ 19,xxx บาท *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
“หวังว่าทุกท่านจะตื่นตาตื่นใจกับรถยนต์รุ่นใหม่เช่นเดียวกับเรา และถึงเวลาเเล้วที่ท่านจะได้เลือกสรรยานยนต์วอลโว่เพื่อตัวท่านเอง” มร.คริส เวลส์ กล่าวสรุป

 The All-New Volvo S60 สปอร์ตซีดานเกรดพรีเมียมจากสวีเดนภายใต้สโลแกน Your Signature Drive สปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมที่มอบสุดยอดแห่งความสมดุลด้วยประสบการณ์การขับขี่ที่หรูหราและการเชื่อมต่อออนไลน์อย่างครบถ้วน ถูกออกแบบมาเพื่อนักขับผู้ต้องการความแตกต่างสื่อถึงตัวตนที่มาดมั่น พร้อมโครงสร้างตัวรถอันเปี่ยมพลัง และเสริมความหรูหราในแบบฉบับสแกนดิเนเวียน การออกแบบห้องโดยสารภายในจึงเน้นความเรียบง่าย หากประณีตในทุกรายละเอียดด้วยงานฝีมือขั้นสูงติดตั้งเทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายและนวัตกรรมใหม่ที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง The All-New Volvo S60 พร้อมเปิดตัวรุ่นรถด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น R-Design เพื่อลุคที่โฉบเฉี่ยวปราดเปรียวแบบสปอร์ต และ รุ่น Momentum เพื่อความหรูหราภูมิฐานที่เหนือระดับ

 โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์อันมาดมั่น
ด้วยรายละเอียดสไตล์สแกนดิเนเวียน ช่วยเสริมเอกลักษณ์ที่แตกต่างและทำให้ The All-New Volvo S60 มอบภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งบนท้องถนน นำเสนอ 4 โทนสี ได้แก่ Crystal White Premium Metallic, Onyx Black Metallic, Fusion Red Metallic และสีใหม่ล่าสุด “Pebble Grey Metallic” นำเสนอลุคแบบสปอร์ตที่สวยงามด้วย ล้อดีไซน์ 5 – Triple Spoke แบบ Diamond Cut ขนาด 8×19 นิ้ว สีดำด้าน สำหรับรุ่น R-Design และล้อดีไซน์ 5–Y Spoke แบบ Diamond Cut ขนาด 7.5 x 18 นิ้ว สีดำ สำหรับรุ่น Momentum สวยงามด้วยรายละเอียดเฉพาะตัว

ส่วนกระจังหน้าออกแบบอย่างสะดุดตา ติดตั้งตราวอลโว่อันภาคภูมิ ส่วนฮู้ดหลังยาวและฝากระโปรงห้องเครื่องสื่อถึงพลังในการขับเคลื่อนอย่างชัดเจน เสริมด้วย ไฟหน้าแอลอีดี ดีไซน์รูปลักษณ์ค้อนธอร์อันเป็นซิกเนเจอร์ของวอลโว่ มอบภาพลักษณ์ของนักขับผู้มาดมั่นไม่ว่าจะขับขี่เวลากลางวันหรือกลางคืน

  ห้องโดยสารสุดหรูแบบฉบับสแกนดิเนเวียน
งานออกแบบแนวสแกนดิเนเวียนให้ความสำคัญกับความสะอาดหมดจด คุณภาพ และตอบรับกับการใช้งาน ซึ่งการออกแบบห้องโดยสารของ The All-New Volvo S60 สะท้อนถึงหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจน ด้วยการจัดสรรพื้นที่ภายในอย่างเรียบง่าย โปร่งสบายตา เพื่อมอบบรรยากาศที่ผ่อนคลายและหรูหราตลอดการเดินทางของคุณ โดย รุ่น R-Design ตกแต่งเบาะด้วยหนัง R-Design Fine Nappa Perforated Leather Upholstery ในเฉดสี Charcoal และรุ่น Momentum ตกแต่งหนังแท้ในเฉดสี Charcoal และ Maroon Brown

งานฝีมือขั้นสูงยุคใหม่
ห้องโดยสารรุ่น R-Design นำเสนอมาตรฐานขั้นสูงของงานฝีมือแบบสแกนดิเนเวียน มือจับประตูรถตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมและแผงไฟในโทนสีที่สอดประสานกลมกลืน เสริมความสวยงามด้วยการฝังลายแบบ Metal Décor Inlays ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดการตกแต่ง แป้นเกียร์ และพวงมาลัยแบบ R-design ใน The All-New Volvo S60 ล้วนแสดงให้เห็นถึงงานฝีมือของยานยนต์แนวสปอร์ตอันประณีตอย่างแท้จริง

 เทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นนำระดับโลก
ระบบไฟหน้าหักเหตามพวงมาลัย (Active Bending Headlights) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นนำระดับโลกเพื่อการปกป้องคุณและผู้โดยสารอันเป็นผลงานจากการคิดค้นนวัตกรรมมายาวนานหลายทศวรรษ นอกจากนี้ระบบไฟหน้า LED Headlights with ABL (Active Bending Lights) ยังถูกออกแบบมาเพื่อมอบความสว่างสูงสุดเมื่อเจอทางโค้งหรือแยกบนถนน และระบบ High-Pressure Cleaning เพื่อให้คุณมีทัศนวิสัยในความมืดที่ชัดเจนที่สุดและช่วยให้การขับขี่ราบรื่นตลอดเส้นทางในรุ่น R-Design

การแสดงผลแบบ Head-Up Display
ระบบ Head-Up Display จะแสดงการเตือนและข้อมูลการขับขี่บนระดับการมองเห็นของผู้ขับพอดี ทั้งอัตราความเร็ว การทำงานต่างๆ ช่วยลดความถี่ในการละสายตาจากถนนของผู้ขับผ่านการฉายข้อมูลที่จำเป็นบนระดับการมองเห็นของผู้ขับโดยตรง จึงไม่ต้องละสายตาจากถนนในขณะขับรถ

ระบบกล้อง 360 องศาและกล้องช่วยจอด
ระบบช่วยในการจอดรถพร้อมจอแสดงผลด้วยภาพ 360 องศา ทำงานด้วยเซ็นเซอร์ซึ่งติดตั้งบนกระจังหน้ารถและบนกันชนหลัง ร่วมกับกล้องอื่นๆ ทั้งที่ติดตั้งเข้ากับป้าย Volvo Iron Mark ด้านล่างกระจกหูช้าง และที่ประตูท้าย เพื่อการวัดระยะห่างของวัตถุรอบตัวรถ เมื่อระบบตรวจพบวัตถุในระยะใกล้จะส่งสัญญาณเสียงเตือนและแสดงภาพบนหน้าจอแบบ Sensus Screen ในทันที ระบบกล้องช่วยจอดยังช่วยในการถอยรถโดยมีเส้นนำทางและภาพแสดงพื้นที่เพื่อช่วยให้คุณทราบระยะห่างระหว่างยานพาหนะและวัตถุรอบข้างได้ดีขึ้น

ระบบช่วยจอดโดยอัตโนมัติ (Park Assist Pilot)
ระบบช่วยจอดอัตโนมัติช่วยให้คุณถอยรถเข้าและออกจากที่จอดรถได้อย่างแม่นยำ โดยระบบจะกำหนดระยะห่างสำหรับการจอดที่เหมาะสม (ทั้งสองด้านของตัวรถ) และให้คำแนะนำการจอดทีละขั้นตอน โดยรถยนต์จะควบคุมการเลี้ยวโดยอัตโนมัติ ส่วนคุณเพียงควบคุมการเบรกและการเปลี่ยนเกียร์

ความสะดวกสบายในการเดินทางที่เหนือชั้น
ด้วยเบาะที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันและรองรับส่วนโค้งของสรีระได้อย่างสมบูรณ์แบบจึงมอบความสบายแม้ในการเดินทางที่ยาวนาน รวมถึงการกำหนดความสูงของเบาะนั่งระดับต่ำยังทำให้คุณสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวบนพื้นถนนอย่างชัดเจน สำหรับเบาะด้านหลังของผู้โดยสารมาพร้อมระบบ 4-Way Power Lumbar Support เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าบริเวณหลัง ผสานกับ Power Fold Rear Headrest และการปรับระยะหมอนรองได้ตามต้องการ
นอกจากนี้ยังมีระบบกุญแจ Remote Control with Keyless Entry & Drive และการเปิดประตูท้ายฝากระโปรงหลังปลดล็อกด้วยไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้มือ (Power-Operated Handsfree Tailgate Unlocking) เพื่อให้ชีวิตคุณง่ายดายยิ่งขึ้น

ระบบพลังงานที่ยั่งยืน
The All-New Volvo S60 มอบความเพลิดเพลินในการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์เปี่ยมประสิทธิภาพ T8 Twin Engine AWD Plug-In Hybrid ที่ให้กำลังสูงถึง 407 แรงม้า และไม่ปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศ

เทคโนโลยีที่ใช้งานได้อย่างราบรื่น
นวัตกรรมสุดล้ำ อาทิ ระบบนำทาง และ Apple Car Play & Android Auto Support ทำงานร่วมกับระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจากแบรนด์ “Harman Kardon” เพื่อให้คุณเชื่อมต่อออนไลน์และรื่นรมย์กับการขับขี่ได้ตลอดเส้นทาง

The All-New Volvo S60 จึงเป็นรถซีดานที่มอบความหรูหราที่สุดในคลาส ด้วยสมรรถนะการขับขี่อันน่าทึ่ง ห้องโดยสารที่สะดวกสบายอย่างเหนือชั้นและฟังก์ชันการทำงานสุดไฮเทคมากมาย นำเสนอสมดุลแห่งประสิทธิภาพและความสะดวกสบายบนมาตรฐานแห่งความหรูหราในหนึ่งเดียวและรอคอยให้นักขับมาสัมผัสกับความเป็นเลิศด้วยตนเอง
The All-New Volvo S60 คือสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมที่จะพลิกโฉมสู่ประสบการณ์การขับขี่บนมาตรฐานใหม่ด้วยสมรรถนะขั้นสุดยอด เทคโนโลยีที่ตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ และโครงสร้างตัวถังสุดไฮเทคที่มอบสมดุลแห่งความสบายและการควบคุมที่ฉับไวอย่างสมบูรณ์แบบนำคุณสู่ยานยนต์ยุคใหม่ที่ผสานงานดีไซน์แบบสแกนดิเนเวียนเข้ากับเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ขั้นสูงและแนวทางการออกแบบที่คงความเป็นหนึ่ง ช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นและตอบสนองทุกความต้องการของแฟนวอลโว่และผู้บริโภคในเมืองไทยด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือระดับ
หมายเหตุ: รถที่เตรียมและนำมาจัดแสดงในงานเปิดตัว Volvo S60 ใหม่ครั้งนี้ ใช้สำหรับในการเปิดตัวรถใหม่เท่านั้น เนื่องจากเครื่องเสียงรถยนต์ มิได้ตรงกับรุ่นรถที่จะนำเข้ามาขายจริง
Harman Kardon คือเครื่องเสียงที่ติดตั้งรถยนต์ New Volvo S60 (R-Design)

กิจกรรมไฮไลท์ในงานเปิดตัว The All-New Volvo S60 สปอร์ตซีดานระดับพรีเมียม

เชฟโรเลตแนะนำ 5 กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/414497?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

เชฟโรเลตแนะนำ 5 กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 15:23 น.
เชฟโรเลต,กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ
เปิดอ่าน 123 ครั้ง

เชฟโรเลตแนะนำ 5 กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ กับรถอเนกประสงค์แคปติวา ใหม่

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – ปัจจุบันเราต้องเผชิญกับหลากหลายปัญหาที่มาบั่นทอนสุขภาพไม่เว้นแต่ละวันไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากการทำงานหรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ หลายคนโชคดีที่ยังไม่ป่วยทันทีแต่ความเครียดที่ต้องประสบในแต่ละวันอาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน โรคออฟฟิศซินโดรมและโรคกระเพาะ เป็นต้น หลายคนหาทางออกด้วยการใช้ยาลดความอ้วนหรือยาระงับปวดรักษาไปตามอาการ วันนี้ เชฟโรเลต ประเทศไทยและอาเล็ก ธีรเดช แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของรถอเนกประสงค์แคปติวา ใหม่ มีเคล็ดไม่ลับที่ช่วยคุณลดความเครียด เสริมความสุขผ่าน 5 กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ ดังนี้

 กีฬาเป็นยาวิเศษ การออกกำลังกายทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟินเพื่อลดความเจ็บปวด คลายความเครียดและช่วยลดภาวะซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี อย่าง “อาเล็ก” ธีรเดช เมธาวรายุทธ แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของรถอเนกประสงค์แคปติวา ใหม่ ก็หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ด้วยการเล่นกีฬา เขากล่าวว่า “ทุกครั้งที่มีเวลาว่างผมจะออกไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ด้วยการเล่นกีฬาบาสเกตบอลเป็นกีฬาที่ผมชื่นชอบและเล่นมาตลอด การเล่นกีฬาช่วยให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรงและสร้างแรงบัลดาลใจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น อยากแนะนำให้ทุกคนหากีฬาที่ตนเองชื่นชอบเพราะจะเป็นตัวกระตุ้นให้ทุกคนสนุกและอยากไปออกกำลังกายกันครับ”

 ท่องเที่ยวสัมผัสวิถีชีวิตแบบพอเพียง หาเวลาว่างในวันอากาศดีขับรถออกไปชื่นชมธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้ร่างกายได้รับออกซิเจนเต็มปอด พร้อมเรียนรู้วิถีธรรมชาติด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในแบบ “ฟาร์มสเตย์” ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว นอกจากจะได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติโดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ยังได้ทำกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น การดำนา การปลูกผักออร์แกนิก การเลี้ยงไก่ไข่ ตบท้ายด้วยการทำอาหารจากผลผลิตในฟาร์มที่เราเก็บมาเป็นวัตถุดิบสดใหม่ ครบคุณค่าโภชนาการ โดยฟาร์มสเตย์บางที่สามารถให้เรากางเต็นท์ นอนชมดาวกลางท้องนา ตื่นเช้ามาสัมผัสน้ำค้างบนใบหญ้าเป็นประสบการณ์ดีๆ ที่หาไม่ได้ในเมืองหลวง ใครเป็นสายแคมปิ้งไม่ต้องห่วง เพราะแคปติวา ใหม่ มาพร้อมที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ ใส่ได้ทั้งเต็นท์และสัมภาระมากมาย

 เพลินพุงกับเพื่อนครบแก๊ง จะดีแค่ไหนถ้าได้ชวนเพื่อนรู้ใจไปตระเวนกินของอร่อยด้วยกัน ลองปักหมุดที่ย่านตลาดเก่าหรือตลาดน้ำใกล้ๆ แล้วขับรถไปกันเลย นอกจากสตรีทฟู้ดอย่างหมูสะเต๊ะ ผัดไทย ที่มีสูตรและรสชาติอร่อยต่างกันตามท้องถิ่น อย่าพลาดที่จะลองชิมของอร่อยประจำตลาด เราอาจเจอขนมสูตรโบราณ ผลไม้หรือน้ำสมุนไพรที่ไม่เคยกิน และไม่ต้องกลัวว่าทริปนี้จะขาดใครไปเพราะแคปติวา ใหม่ สามารถพาเพื่อนรู้ใจไปด้วยอีกตั้ง 6 คน ด้วยห้องโดยสารกว้างขวางขนาด 7 ที่นั่ง นั่งสบายไม่แออัด พร้อมระบบปรับอากาศแบบแยกส่วน สำหรับผู้โดยสารตอนที่ 2 และตอนที่ 3 ให้เพื่อนๆ ได้กินอิ่ม นอนหลับแบบเย็นสบายตลอดทริป

หาความรู้สร้างแรงบันดาลใจ  รู้หรือไม่ว่าใกล้ๆ กรุงเทพฯ ขับรถไม่ถึง 1 ชั่วโมง ที่คลองห้า อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ที่รวบรวมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทุกแขนงมาจัดแสดงทั้งปี รวมถึงนิทรรศการที่น่าสนใจสลับสับเปลี่ยนมาจัดแสดงอย่างต่อเนื่อง เหมาะกับนักเรียนทุกชั้นได้ไปเรียนรู้ หากยังไม่จุใจ สามารถพาน้องๆ ไปเดินชมหมู่บ้านต้นไม้ คลองสิบห้า ที่สองข้างทางยาวกว่าสามกิโลเมตรเป็นร้านขายต้นไม้ขนาดน้อยใหญ่หลายร้อยสายพันธุ์ให้เลือกซื้อและสอบถามความรู้ทางพฤกษศาสตร์จากพ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่นได้ อย่าลืมเปิดหลังคาพาโนรามิกรับลมเย็นๆ เต็มอิ่มกับความสวยงามของไม้ดอกไม้ประดับไปตลอดทางก็เป็นการชาร์จพลังในช่วงวันหยุดได้ดี

 จัดบ้านสร้างสุข  ถ้าคุณมีความเครียด ลองหาเวลาจัดบ้าน เลือกของที่ไม่ได้ใช้แล้ว และบริจาคสิ่งของเหล่านั้นให้กับผู้ด้อยโอกาสดูสิ ของที่เราเห็นว่าไม่จำเป็นอาจเป็นสิ่งมีค่าสำหรับหลายคนก็ได้ ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่นำของบริจาคไปทำประโยชน์ต่อ เช่น มูลนิธิกระจกเงา หมายเลขติดต่อ 0-2973-2236-7 ต่อ 1000, มูลนิธิสวนแก้ว หมายเลขติดต่อ 0-2595-1444, มูลนิธิบ้านนกขมิ้น หมายเลขติดต่อ 0-2375-6497 เป็นต้น โดยสามารถติดต่อให้หน่วยงานเหล่านี้มารับของบริจาคถึงบ้าน แต่จะเป็นการง่ายกว่าถ้าเรานำของไปบริจาคด้วยตัวเอง

ยามาฮ่า จีที 125 ใหม่ เฟี้ยวฟาสต์ บาดใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/414456?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ยามาฮ่า จีที 125 ใหม่ เฟี้ยวฟาสต์ บาดใจ

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:46 น.
ยามาฮ่า จีที 125,ยานยนต์,รถจักรยานยนต์
เปิดอ่าน 148 ครั้ง

ยามาฮ่า จีที 125 ใหม่ เฟี้ยวฟาสต์ บาดใจ  คอลัมน์… ยานยนต์

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์คุณภาพ ผู้นำรถจักรยานยนต์ออโตเมติกอันดับ 1 ของเมืองไทย ประเดิมศักราชใหม่ส่ง Yamaha GT125 ใหม่! New Generation of Torque เฟี้ยวฟาสต์ บาดใจ สไตล์สปอร์ตเต็มขั้น ที่สุดแห่งความเร้าใจ โฉบเฉี่ยวขี่สนุกด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ ขนาด 125 ซีซี ออกตัวแรง บิดเร่งเร้าใจ…สไตล์วัยมัน พร้อม รับประกันทั้งคัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร* เป็นครั้งแรกของโลก!

ยามาฮ่า จีที 125 ใหม่ สีสันจัดจ้านบาดใจสไตล์สปอร์ตเมติก ออกตัวแรง อัตราเร่งดีเยี่ยมด้วยเครื่องยนต์ 125 ซีซี เร้าใจด้วยเทคโนโลยีบลูคอร์ แรงจัด ประหยัดน้ำมัน และรักษ์โลกด้วยการพัฒนาระบบการเผาไหม้ให้สมบูรณ์ยิ่งกว่า แถมระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น

 ยามาฮ่า จีที 125 ใหม่ สปอร์ตบาดใจ…จัดเต็มด้วย ไฟหน้าแอลอีดี สว่างชัดทุกสถานการณ์ทั้งกลางวันและกลางคืน มาพร้อมไฟหรี่และไฟเลี้ยวแบบบิวท์อินกับตัวรถ พร้อมอีซีโอ แลมป์ บนแผงหน้าปัดดีไซน์สปอร์ตช่วยบอกถึงสถานะการประหยัดขณะขับขี่

ยามาฮ่า จีที 125 ใหม่ เท่บาดใจ ปลอดภัยสุดๆ ด้วยกุญแจรีโมท ANSWER BACK SYSTEM ที่สามารถเปิดช่องกุญแจได้แบบอัตโนมัติพร้อมไฟเรืองแสง และส่งสัญญาณบอกตำแหน่งรถ ปลอดภัยด้วย Parking Brake สวิตช์ล็อกเบรกหลัง เพิ่มความมั่นใจเมื่อจอดในที่ลาดชัน ขับขี่สนุกเข้าโค้งสุดมันได้อย่างมั่นใจด้วยล้อแม็ก 14” แข็งแกร่ง พร้อมยางหลังขนาด 100/70 มม. สปอร์ตหนึบแน่น

ยามาฮ่า จีที125 ใหม่ มาพร้อมกับระบบ Stop & Start System** (SSS) เทคโนโลยีอัจฉริยะช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันขณะจอดนิ่ง เครื่องยนต์จะหยุดงานอัตโนมัติเมื่อรถจอดนิ่งเกิน 5 วินาที ช่วยประหยัดน้ำมัน ลดการสร้างมลพิษ และเพียงแค่บิดคันเร่ง เครื่องยนต์จะทำงานต่อทันที ขับขี่ได้อย่างเร้าใจดังเดิม

  **เฉพาะในยามาฮ่า จีที 125 รุ่น SSS สีเทา-ดำ เท่านั้น
ยามาฮ่า จีที 125 ใหม่ มีให้เลือก 2 รุ่น สุดเฟี้ยวฟาสต์บาดใจ คือรุ่น SSS สีเทา-ดำ ราคา 47,600 บาท และรุ่นสแตนดาร์ด 3 สี โดนใจ สีน้ำเงิน-ขาว, สีดำ และสีแดง-ดำ ในราคา 46,600 บาท พบกับ ยามาฮ่า จีที 125 ใหม่ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ

• ระบบ-ขนาดเครื่องยนต์
เครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะ สูบเดี่ยว SOHC 2 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ
ปริมาตรกระบอกสูบ 125 ซีซี
อัตราส่วนกำลังอัด 9.5:1
กระบอกสูบ x ระยะชัก 52.4 x 57.9 มม.
ชนิดหัวเทียน NGK/CR6HSA
ระบบจ่ายน้ำมัน ระบบหัวฉีด
ระบบจุดระเบิด T.C.I.
ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้ง ชนิดแรง เหวี่ยงหนีศูนย์กลางอัตโนมัติ
ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือด้วยระบบไฟฟ้า และสตาร์ทเท้า
Stop and Start System ระบบดับ
เครื่องยนต์อัจฉริยะ (เฉพาะรุ่น B2H4 สีเทา-ดำ)
น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเบนซินไร้สาร
ตะกั่วหรือน้ำมัน
แก๊สโซฮอล์ (E10)
ความจุน้ำมัน เชื้อเพลิง 4.2 ลิตร
ความจุน้ำมัน เครื่อง 0.8 ลิตร
ระบบส่งกำลังขับ ออโตเมติก แบบสายพานตัววี (V-Belt)
อัตราทดอัตโนมัติ (หน้า-หลัง) 2.478-0.829:1
อัตราทดเฟืองท้าย 10.156:1
กรองอากาศ แบบกรองกระดาษเคลือบน้ำมัน

• โครงรถ
ชนิดของเฟรม อันเดอร์โบน
มุมคาสเตอร์/ระยะเทรล 26.5°/100 มม.
กว้าง x ยาว x สูง
685 x 1,870 x 1,070 มม.
ความสูงจากพื้นถึงเบาะ 760 มม.
ระยะห่างจากพื้นถึงเครื่อง 135 มม.
ช่วงศูนย์กลางระหว่างล้อ 1,260 มม.
รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 1,875 มม.
น้ำหนักรวมน้ำมันเครื่อง B216 96 กก.
และน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มถัง B2H4 98 กก.

• ระบบไฟฟ้า
ไฟหน้าแอลอีดี
แบตเตอรี่ 12 V, 3.0 Ah
GTZ4V/YTZ4V (B216)
12 V, 5.0 Ah YTZ6V
(B2H4)

  • ระบบกันสะเทือน
หน้า เทเลสโคปิค
หลัง ยูนิตสวิง

• ระบบเบรก
เบรกหน้า ดิสก์
เบรกลูกสูบเดี่ยว
เบรกหลัง
ดรัมเบรก

 • ล้อ
B216, B2H4
ล้อแม็ก

 • ยาง
ล้อหน้า 80/80-
14M/C 43P
ล้อหลัง 100/70-14M/
C 51P

ลองของจริง SUV ที่ให้ทุกอย่างเทียบรถหรูพรีเมียม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/413936?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ลองของจริง SUV ที่ให้ทุกอย่างเทียบรถหรูพรีเมียม

31 มกราคม 2563 – 13:54 น.
All NEW MG HS,เทียบรถหรูพรีเมียม,ยานยนต์
เปิดอ่าน 4,368 ครั้ง

ลองของจริง SUV ที่ให้ทุกอย่างเทียบรถหรูพรีเมียม คอลัมน์…  ยานยนต์

อีกครั้งที่ผมมีโอกาสสัมผัสรถดีคุ้มค่าเงินที่ควักจ่ายออกไปและนี่คือรถหนึ่งรุ่นที่อยากแนะนำ All NEW MG HS เป็นรถที่ให้ความรู้สึกพรีเมียมและเป็นรถที่ไม่ได้เอาเปรียบผู้บริโภคเพราะเขามอบระบบความปลอดภัยมาให้มากถึง 25 ระบบ แยกเป็นระบบเบรกและระบบช่วยรักษาเสถียรภาพในการขับขี่ 14 ระบบ ระบบป้องกันจากจุดอับสายตาถึง 4 ระบบแค่นี้ก็คุ้มค่าแล้ว

คราวนี้ถึงขอเล่าถึงการขับขี่กันบ้าง เรื่องรายละเอียดตัวรถย้อนไปอ่านในฉบับเก่าในคมชัดลึกได้ หรือไปอ่านในออนไลน์ของคมชัดลึกได้ครับ มีรายละเอียดครบถ้วนส่วนการขับขี่ที่ทางเอ็มจีเชิญให้ไปลองนั้น ต้องบอกว่ามีหลายข้อที่ประทับใจ เรื่องของขนาดตัวรถก็ทำได้ดีเพราะรถที่ผมได้ลองมีผู้โดยสารถึง 4 ท่านรวมตัวผมยังสามารถนั่งได้ไม่อึดอัดเพราะแต่ละท่านสูงไม่ต่ำ 185 น้ำหนักรวมไม่น้อยกว่า 250 กิโลกรัมที่รถต้องแบกเพิ่ม ทริปนี้เราเลือกใช้เส้นทางกรุงเทพฯ-กาญจนบุรีไปกลับไม่น้อยกว่า 250 กิโลเมตรก็ทำให้เรารู้ถึงจุดเด่นจุดด้อยอาจจะไม่ครบถ้วนแต่คิดว่าน่าจะพอเป็นแนวทางให้ตัดสินใจ

แรกเริ่มเราเดินทางออกจาก MGD หรือ MG Driving Experience Center ที่ตั้งอยู่ถนนศรีนครินทร์มุ่งหน้าเข้าด่วนบางนาในเวลาเช้ากับการผจญรถติดที่ขยับได้ทีละนิดโดยรถให้เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด แบบ TST Twin Clutch Sportronic สิ่งแรกที่สะดุดคืออาการกระตุกจนผู้โดยสารสามารถรู้สึกได้เพราะรูปแบบเกียร์แบบนี้จะอยู่ในรถสปอร์ตหรือรถหรูกว่านี้มากเพราะต้องการการตอบสนองที่ดีในช่วงทำความเร็วสูง พอขับผ่านการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ จึงฟ้องอาการออกมาแต่ถือว่าพอรับได้กับความสะดวกสบายในรถที่ให้มาพอทะลุออกนอกเมืองกับการจราจรที่ดีขึ้นสามารถทำความเร็วได้ลื่นและการเร่งแซงก็สามารถกดคันเร่งตามใจนึกแม้เครื่องยนต์ที่ให้มาเพียงแค่ 1.5 ลิตรเบนซินเทอร์โบ 162 แรงม้า กับแรงบิดถึง 250 นิวตัน-เมตรในรอบต่ำเพียง 1,700 รอบต่อนาที และการที่มีผู้โดยสารถึง 4 ท่านก็ไม่รู้สึกต้องแบกภาระมากมายยังวิ่งได้ดีแต่ก็สะท้อนอัตราสิ้นเปลืองที่ประมาณ 9 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตรครับ

การทรงตัวถือว่าทำได้ดีช่วงล่างออกเฟิร์มๆ รู้สึกถึงรอยต่อถนนพอควร การเก็บเสียงยางยังไม่ค่อยดีนักมีให้ได้ยินครางๆ และพอมาถึงถนนลูกรังช่วงล่างรับแรงสะเทือนสะท้านมาถึงพวงมาลัยเป็นอย่างมาก และการเก็บเสียงลมเวลาวิ่งเร็วยังมีเล็ดลอดเข้ามาบ้างแต่ก็ต้องเข้าใจครับว่าราคาค่าตัวยังเป็นรถยนต์ในราคาที่จับต้องแต่ให้ได้แบบนี้ถือว่าดีที่สุดในกลุ่มรถราคาแตะหนึ่งล้านบาท

และไฮไลท์สำคัญไม่พูดถึงไม่ได้กับระบบอัจฉริยะ i SMART ที่ทุกคนรู้จักอยู่แล้วกับการสั่งงานด้วยเสียงพูดภาษาไทยในรุ่น MG HS มีการปรับปรุงให้ฟังคำสั่งภาษาไทยได้ง่ายขึ้นกว่ารุ่นเดิม อาทิ ควบคุมระบบปรับอากาศเพิ่มหรือลดการเปิดปิดหลังคาซันรูฟและระบบ Smart Connect ที่สามารถค้นหาเพลงสถานที่ท่องเที่ยวแสดงผลการจราจรและแน่นอนกับ Smart Check ที่ใช้ตรวจสอบสถานะรถไม่ว่าปลดล็อกประตูรถตำแหน่งของรถที่สำคัญการแจ้งเตือนสิ่งผิดปกติ

สรุปสุดท้ายถ้าใครอยากมองหารถที่ใช้ได้ทุกวันทุกงานทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วมไปเที่ยวกันทุกเสาร์อาทิตย์ต้องบอกคำเดียวว่ารถ All NEW MG HS ถือเป็นตัวเลือกคันแรกคันเดียวเท่านั้นที่ไม่มีใครกล้าท้าชิงและถ้าค่ายไหนยังหลงลืมระวังจะโดนแซงเพราะปัจจุบันผู้บริโภคต้องการรถที่ให้ความคุ้มค่า ส่วนใครกลัวเรื่องอะไหล่หรือศูนย์บริการเอ็มจีตอนนี้มีศูนย์บริการมากถึง 120 แห่งทั่วประเทศและตั้งเป้า 140 ภายในปี 2563 นี้ครับ

ราคาจำหน่าย All NEW MG HS
MG HS รุ่น C 919,000 บาท
MG HS รุ่น D 1,919,000 บาท
MG HS รุ่น X 1,119,000 บาท

ลองของจริง นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/413458?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ลองของจริง นิสสัน อัลเมร่า ใหม่

29 มกราคม 2563 – 10:36 น.
นิสสัน อัลเมร่า
เปิดอ่าน 401 ครั้ง

ลองของจริง นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ คอลัมน์… ยานยนต์

เชื่อว่าหลายๆ ท่าน ที่กำลังสนใจรถยนต์สักคัน ที่ตอบสนองความต้องการของเราได้ครอบคลุมกับเงินที่เสียไป

นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ คันนี้คงอยู่ในตัวเลือกอันดับต้นๆ แน่นอน วันนี้เราได้รับเชิญจากทางนิสสัน ที่กล้าท้าลองให้เราได้บินไปทดสอบขับขี่นิสสัน อัลเมร่าใหม่ กับระยะทางกว่า 250 กิโลเมตร เพื่อ “เปลี่ยนทุกสิ่งที่เคยเชื่อ” หรือ ‘Challenge All Beliefs’ สโลแกนที่ตั้งขึ้น

นิสสันเลือกใช้เส้นทางที่ตัวเมืองภูเก็ตขับมุ่งหน้าขึ้นทางเหนือของเกาะ เลียบชายฝั่งอันดามันตามถนนเพชรเกษม มุ่งหน้าไปเขาหลัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เพื่อแวะพักกับระยะทางขับช่วงแรกกว่า 100 กิโลเมตร และขับต่อไปอีก 15 กิโลเมตร เพื่อจอดเปลี่ยนตัวผู้ขับ โดยครึ่งทางแรกผมเลือกเป็นผู้โดยสารคู่หน้า สลับปีนข้ามในรถ เพื่อไปลองนั่งด้านหลัง ต้องบอกว่าภายในรถออกแบบมาให้มีขนาดใกล้เคียงและกว้างกว่าเดิมด้วยซ้ำ ใครที่ชื่นชอบจุดเด่นข้อนี้ของ นิสสัน อัลเมร่า เดิม รุ่นใหม่ก็นำจุดเด่นตามมาและดีกว่าด้วยซ้ำ! การเก็บเสียงทำได้ดีในช่วงการขับปกติ จะมีเสียงลมปะทะมากขึ้นเมื่อใช้ความเร็วสูง

เมื่อผมมาถึงจุดเปลี่ยนตรงตัวอำเภอตะกั่วป่า ก็ขอสลับเป็นผู้ขับเองบ้าง แน่นอนจากความรู้สึกแรกการออกตัวทำได้ดีใกล้เคียงรถยนต์เครื่องใหญ่ๆ เชื่อว่าทุกๆ ท่านคงทราบรายละเอียดตัวรถคันนี้ไม่มากก็น้อย การที่เราจะเชื่อว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์ ขนาด 1.0 ลิตร บวกเทอร์โบมาเพิ่ม จะวิ่งดีจริงไหม ? หรือการเดินทางในลักษณะแบบนี้จะมีแผ่วปลายไหม ? บทความนี้จะสรุปให้ทุกท่านครับ เพราะจากที่ผมลองกดคันเร่งรถตอบสนองทันใจจริง ผมเลือกใช้เส้นทางเดิมกลับ เพราะต้องการขับทดสอบการใช้ความเร็วทุกสภาพ และการขึ้นเนินลงเนิน ขับทางคดเคี้ยวบางช่วง ต้องร้องอุทานมาตลอดทางว่า นี่เป็นรถที่ต้องลืมคำว่า อัลเมร่า เดิมๆ ทิ้งไปเลย เพราะนี่คือ ออล-นิว นิสสัน อัลเมร่า ที่สร้างมาแก้ไขข้อเสียที่เคยถูกวิจารณ์กัน โดยผมสามารถกดคันเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปสู่ความเร็วที่เกินกฎหมายกำหนดได้ง่ายๆ และรอบเครื่องก็ไม่ได้ใช้มากเพราะถูกตั้งมาให้เปลี่ยนที่ 5,500 รอบเท่านั้น แต่ถ้าขับช้าๆ รถก็จะทำการเปลี่ยนเกียร์ที่ประมาณ 2,500-3,000 รอบ นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งในการเซฟเครื่องยนต์ และทำให้เราสามารถใช้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ถึง 23.3 กม.ตามที่นิสสันเคลมไว้ แต่เราไม่ได้มาขับรถประหยัด ก็เลยขออนุญาตขับแบบในชีวิตประจำวัน ช่วงล่างออกมาให้ความรู้สึกเฟิร์ม ไม่นิ่มนวลเท่าไร แต่ด้วยที่นิสสันให้ล้อขนาด 15 นิ้วมาเป็นมาตรฐานก็ช่วยลดความกระด้างไปได้ แต่ต้องอธิบายก่อนว่ารถในยุคนี้ช่วงล่างถูกเซตมาให้รู้สึกเฟิร์ม ข้อดีคือเมื่อใช้ความเร็วเราจะรู้สึกถึงรถเกาะถนนได้ดีเช่นกัน อัลเมร่า ใหม่ ไม่ใช่รถที่ออกแบบใส่เทอร์โบมาจะต้องแรงกว่าใคร แต่ใส่มาเพื่อช่วยให้รถเครื่องเล็กๆ แบบนี้ออกตัวได้ดีเยี่ยมขึ้น ใครอยากเอาไปโมดิฟายทำแรง ข้อนี้ไม่แนะนำเพราะผมถามแล้ว โอกาสเกียร์จะลาโลกไปก่อนมีสูง

อีกหนึ่งข้อสำหรับผู้ที่เลือกซื้อรถคันนี้ไปแล้วก็อย่ากดคันเร่งหรือเพลินกับตัวเลขความเร็วที่รถคันนี้นะครับ เพราะผมเองยังเผลอแป๊บเดียวรถคันนี้สามารถทำความเร็วขึ้นไปแตะ 150 กิโลเมตรได้ง่ายๆ แต่จากที่ที่ผมอยากหาความเร็วสูงสุดไปอยู่ที่ 170 กิโลเมตร แต่ถนนไม่พอวิ่ง เลยยังไม่สามารถหาตัวเลขสุดๆ ว่าวิ่งถึงที่ความเร็วเท่าไร ไว้จะหาโอกาสมาเล่าให้ฟังอีกครั้งครับ

เอาเป็นว่าครั้งนี้ที่ได้มาลองของจริง ก็ยอมคารวะให้ทางนิสสันสักหนึ่งจอก จากการออกแบบเครื่องยนต์ HRA0 ใหม่ และการเลือกนำรถที่ออกแบบมาลงตัวสุดๆ มาทำตลาดให้แฟนๆ หรือผู้บริโภคคนไทยได้ใช้รถที่ดี และคุ้มค่ากับราคาที่ถูกตั้งไว้ ส่วนข้อเสีย นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ผมไม่ได้ตั้งความหวังหรือคาดหวังกับรถแบบนี้ไว้ตั้งแต่แรกครับ แต่พอมาลองจริงขับจริงมีแต่ประสบการณ์แง่บวก วัสดุที่ใช้ภายในก็ทำได้ดี อุปกรณ์ความปลอดภัยไม่ว่า นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี ก็ให้มาเต็มที่ก็คุ้มแล้ว ค่ายอื่นมีให้ไหม ถ้าจะติมีข้อหนึ่งคือหน้าจอตรงกลางขนาด 8 นิ้ว ที่อยู่ๆ ดับสนิทมีแต่เสียง แต่พอลองดับเครื่องสักสิบนาทีสตาร์ทรถใหม่หน้าจอกลับมาทำงานปกติ เรื่องนี้ผมก็แจ้งทางนิสสันไปแล้วด้วย

ปิดท้ายฟันธง นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ คันนี้คือรถที่คุณซื้อได้ครับ และถ้าจะซื้อ ควรซื้อ VL ตัวบนสุดเพราะคุณจะได้รถที่ไม่ขาดไม่เกิน ไม่ต้องร้องทีหลังว่าทำไมไม่ซื้อรุ่นนี้ !!!! และถ้าซื้อรถสักคันแล้วตั้งเพดานว่าจะหารถราคาไม่เกิน 6 แสน คันนี้ก็คือรถที่ใช่ กัดฟันเพิ่ม 4 หมื่น VL ให้ทุกอย่าง… และถ้าคุณอยากได้รถที่ครบมากกว่านี้ ผมเชื่อว่าสุดท้ายคุณจะต้องไปเทียบรถราคาเฉียดล้านหรือเกินล้านแน่นอน

นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ มาพร้อม 6 สี ได้แก่
สีแดง เรเดียนท์เรด (Radiant Red)
สีส้ม โมนาร์ช (Monarch Orange)
สีขาว สตอร์มไวท์ (Storm White)
สีดำ แบล็กสตาร์ (Black Star)
สีเทา กัน เมทาลิค (Gun Metallic)
สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ (Brilliant Silver)
 ราคาจำหน่ายทั้ง 5 รุ่นย่อย
อัลเมร่า รุ่น S: 499,000 บาท
อัลเมร่า รุ่น E: 509,000 บาท
อัลเมร่า รุ่น EL: 559,000 บาท
อัลเมร่า รุ่น V: 599,000 บาท
อัลเมร่า รุ่น VL: 639,000 บาท

น้ำมันเครื่องคนใช้รถต้องรู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/412981?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

น้ำมันเครื่องคนใช้รถต้องรู้

27 มกราคม 2563 – 10:07 น.
น้ำมันเครื่อง,น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา,น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์,น้ำมันเครื่องสังเคราะห์
เปิดอ่าน 219 ครั้ง

น้ำมันเครื่องคนใช้รถต้องรู้

ใกล้จะรับเงินเดือนกันแล้วก็อยากเล่าถึงเรื่องสำคัญที่คนใช้รถอย่างเราๆ ต้องไม่ลืม ไม่งั้นอาจเดือดร้อนหนัก หลายๆ คนโดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่มักหลงลืมหรือบางท่านที่ขับรถอย่างเดียวและพึ่งแต่ศูนย์บริการ แต่เรื่องนี้อยากให้ท่านผู้อ่านใส่ใจเช่นกัน นั่นก็คือน้ำมันเครื่อง ในทุกๆ ปี เราจะขอนำมาเล่าย้ำเตือนกันสักครั้งครับ

เครื่องยนต์เป็นหัวใจสำคัญอันดับต้นๆ ของรถยนต์ ภายในเครื่องยนต์จะมีส่วนประกอบที่เป็นของเหลวก็คือน้ำมันเครื่องสารหล่อลื่นที่คั่นกลางระหว่างผิวของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์มีหน้าที่เป็นฟิล์มเคลือบชิ้นส่วนโลหะช่วยลดการเสียดสีและการสึกหรอของวัตถุโลหะขณะที่มีการเคลื่อนไหวของเครื่องยนต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาสตาร์ทรถน้ำมันเครื่องยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย ตั้งแต่ช่วยระบายความร้อนให้ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ป้องกันการเกิดสนิม การกัดกร่อนคราบเขม่าและการสะสมสิ่งสกปรกและผงโลหะที่อาจทำให้เกิดการอุดตันภายในชิ้นส่วนเครื่องยนต์ไปจนถึงการป้องกันการเกิดปฏิกิริยาอ็อกซิเดชั่นซึ่งช่วยรักษาคุณภาพน้ำมันซึ่งหากน้ำมันเครื่องหนืดไปหรือหนืดน้อยไปน้ำมันเครื่องจะไม่สามารถไหลเวียนและให้การหล่อลื่นเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

น้ำมันเครื่องในปัจจุบันแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา ราคาส่วนใหญ่ไม่แพงก็เป็นของที่มีให้เลือกใช้ตามศูนย์บริการรถยนต์แต่ละค่ายหรืออู่นอกแต่ก็ต้องเปลี่ยนถ่ายทุก 5,000 กิโลเมตร

น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์ ก็จะเพิ่มสารต่างๆ เข้าไปเปลี่ยนทุก 7,000-10,000 กิโลเมตร

น้ำมันเครื่องสังเคราะห์  เปลี่ยนทุก 10,000-15,000 กิโลเมตร แต่ก็มีบางยี่ห้อที่บอกว่าสามารถใช้ได้ถึงสองหมื่นและสี่หมื่นกิโลเมตรถึงค่อยเปลี่ยน

ซึ่งตัวน้ำมันเครื่องประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนแรก คือน้ำมันพื้นฐานหรือBase Oil ยังแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ตั้งแต่กลุม 1-3 เป็นน้ำมันพื้นฐานที่ทำมาจากน้ำมันดิบหรือน้ำมันตามธรรมชาติ (Mineral Oil) ส่วนกลุ่ม 4 เป็นน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์เป็นพวก Polyalphaolefin-PAO หรือ Ester Base คือผลิตขึ้นมาจากสารสังเคราะห์แท้ๆ 100% ให้การหล่อลื่นและปกป้องได้ดียิ่งกว่าเหนือกว่าคงตัวได้นานกว่า ส่วนกลุ่มฃ 5 เป็นน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์ (Full Synthetic) ผลิตมาจากสารสังเคราะห์ล้วนๆ เช่นกัน ส่วนใหญ่จะเป็น Ester มีความหล่อลื่นมากและอายุการใช้งานที่นานขึ้นแต่ต้นทุนก็สูงกว่าน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์อย่างกลุ่ม 4 ส่วนที่สอง จะเป็นพวกสารเพิ่มคุณภาพที่แต่ละยี่ห้อจะนำมาใส่ผสมกับ Base Oil ที่เลือกใส่แล้วนำมาจำหน่ายในประเภทน้ำมันเครื่องแบบไหน มาดูตัวเลขบนฉลากน้ำมันเครื่องบอกอะไรบ้าง ข้างแกลอนน้ำมันเครื่องทุกยี่ห้อจะมีตัวเลข 2 ชุดตัวเลขข้างหน้าก่อนตัว W หมายถึงค่าความใสวัดตั้งแต่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็งตั้งแต่ 0 องศาเซลเซียสจนถึง-30 องศาเซสเซียส เช่น 0W คงความข้นใสไว้ได้ต่ำกว่า-30 องศาเซลเซียส 5W คงความข้นใสไว้ได้ถึง-30 องศาเซลเซียสคั่นกลางด้วยตัวอักษร W มาจากคำว่า Winter มีความหมายถึงความต้านทานการเป็นไข ส่วนตัวเลขชุดหลังเป็นเกรดความหนืดเช่น 30, 40, 50, 60 วัดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ตัวเลขยิ่งสูงหมายถึงน้ำมันที่ยังคงความหนืดและมีความหนาของฟิล์มน้ำมันที่ให้การหล่อลื่นและปกป้องได้ในอุณหภูมิสูง ยกตัวอย่างการอ่านค่าบนฉลากน้ำมันเครื่อง SAE 5W-50 หมายความว่าในอุณหภูมิ-30 องศาเซลเซียสน้ำมันจะมีค่าความหนืดอยู่ที่เบอร์ 5 แต่เมื่ออุณหภูมิสูงถึง 100 องศาเซลเซียสจะเปลี่ยนค่าความหนืดเป็นเบอร์ 50

น้ำมันเครื่องจึงถือเป็นส่วนสำคัญต่อระบบเครื่องยนต์เพราะทุกชิ้นส่วนในเครื่องยนต์จะเกิดการเสียดสีจนเกิดความร้อนสะสมและยังมีสิ่งสกปรกที่เกิดจากการเผาไหม้รวมทั้งเศษชิ้นส่วนอาจตกค้างอยู่ในห้องเครื่องจึงจำเป็นต้องมีน้ำมันเครื่องเพื่อช่วยหล่อลื่นและช่วยลดการสึกหรอแรงเสียดทาน ลดการกัดกร่อนที่เกิดจากเศษชิ้นส่วนที่หลุดออกมา รวมถึงลดปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ ภายในเครื่องยนต์สะอาดแถมยังช่วยระบายความร้อนอุดรอยรั่วในห้องเผาไหม้ส่งผลให้แรงอัดในเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นตามมา

เมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้วการเลือกใช้น้ำมันเครื่องแบบไหนของเราจะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นที่จะเลือกใช้น้ำมันเครื่องแบบธรรมดาหรือแบบสังเคราะห์ในการใช้งานโดยทั่วไปการเลือกใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ก็เนื่องจากมีระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายที่ยาวนานกว่าน้ำมันเครื่องปกติแต่ก็ต้องไม่ลืมถึงจำเป็นว่าคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายแพงขึ้นหรือไม่

แต่สำหรับการใช้งานในสภาวะปกติและระยะทางไม่มากนักก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกใช้น้ำมันเครื่องเกรดสังเคราะห์ก็ได้ และที่สำคัญทุกครั้งคือการเปลี่ยนถ่ายตามระยะทางที่กำหนดโดยรถยนต์ส่วนใหญ่จะถูกกำหนดให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกๆ 10,000 กม. หรือ 6 เดือน แล้วแต่กรณีใดจะถึงก่อนแม้ว่าจะใช้รถไม่ครบเลขกิโลเมตรที่กำหนดแต่ก็ควรนำรถเข้ารับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและตรวจเช็กระยะอย่างน้อยทุกๆ 6 เดือน จะเกินเวลาบ้างหรือเปลี่ยนถ่ายก่อนบ้างก็ไม่เป็นไร

ที่สำคัญขอให้ถ่ายน้ำมันครับเพราะถ้าเครื่องยนต์พังเมื่อไรรับรองเสียหายมากกว่าการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหลายเท่านัก เงินเดือนออกแล้วก็พารถที่คุณรักไปดูแลเปลี่ยนถ่ายของเหลวกันด้วยนะ

ลองของจริงอาวดี้A4 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/412471?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ลองของจริงอาวดี้A4

24 มกราคม 2563 – 14:55 น.
อาวดี้A4,ยานยนต์
เปิดอ่าน 181 ครั้ง

ลองของจริงอาวดี้A4 คอลัมน์…  ยานยนต์

นับว่าเป็นแบรนด์รถที่รอคอย สำหรับ อาวดี้ประเทศไทย การได้รับเชิญให้ไปรู้จักในครั้งนี้กับรถมากมายถึง 16 รุ่น กับจำนวนรถกว่า40คัน โดยคันแรกที่ผมได้ลองขับขี่คือ A4 Avant 45 TFSI quattro S line Black Edition ต้องแอบบอกว่าตัวเองเป็นแฟนพันธุ์แท้รถสไตล์แวนแบบนี้เลย และยังใช้รถจากค่ายสี่ห่วงด้วยเช่นกัน

ทริปนี้ อาวดี้จัด เส้นทางกรุงเทพฯ-เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ให้ขับรวมระยะทางเกือบ 200 กิโลเมตร ไป-กลับก็ร่วม 400 กิโลเมตร ในกิจกรรม “Press Trip by Audi” จุดเด่นของเส้นทางนี้จะมีช่วงทางตรงถนนวงแหวนรอบนอก สามารถทดสอบอัตราเร่งทั้งการทำความเร็ว การเร่งแซง ผ่านแบบไม่ต้องลุ้นเยอะ!และการจราจรบนถนนพหลโยธินที่ปริมาณการจราจรที่หนาแน่น ทำให้ผมทดสอบระบบเบรกตลอดเส้นทางกันที่เดียว ขออธิบายก่อนว่า A4 Avant คันนี้ มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro ด้วยครับ แน่นอนว่าสามารถเชื่อมั่นในเรื่องการทรงตัวดีแน่นอน และอัตราเร่งที่ขับก็ประทับใจสุดๆ

รุ่นนี้ให้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง พร้อมระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบฉีดตรงเทอร์โบชาร์จและระบบวาล์วแปรผัน 2.0 TFSI ให้แรงม้าสูงสุดถึง 252 แรงม้า มีแรงม้าเป็นแบบ flat ทำให้รีดกำลังได้สูงสุดในระยะรอบที่ยาวตั้งแต่ 5,000-6,000 รอบต่อนาที ต้องขอบอกว่าเพียงพออย่างมาก กับรถสไตล์พ่อบ้านแบบนี้ตัวเลขแรงม้าอาจขู่ใครไม่ได้ แต่ถ้าลองสัมผัสแล้วจะรู้เลยว่านี่คือรถที่ใฝ่หา เพราะอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 6 วินาทีเท่านั้น! กับแรงม้าเท่านี้และยังให้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro ที่เป็นแบบกลไก หรือเรียกว่า self-locking centre differential อาวดี้พัฒนามาเกือบ 4 ทศวรรษจนเป็นที่ยอมรับเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ดีที่สุด สามารถกระจายแรงบิดไปยังล้อหน้า-หลังได้อย่างอิสระ

แต่ก่อนหน้านี้สักสิบกว่าปีอาจจะบอกว่าอาวดี้ขับสี่ล้อแบบนี้ดูแลรักษายาก ราคาสูง แต่ปัจจุบันต้องจูนความคิดกันใหม่ เพราะ อาวดี้ ประเทศไทย นำรถที่ดีที่สุดมาให้คนไทยได้ใช้ และการดูแลหลังการขายเขาปรับปรุงดีขึ้นมาก แถมราคาค่าตัวก็เบียดกับรถหรูแบรนด์ต่างๆ ที่ประกอบในประเทศซะด้วย ลืมบอกไปอาวดี้เป็นรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศทุกรุ่นครับ

ขอต่อที่ระบบขับเคลื่อน อาวดี้ ให้เกียร์อัตโนมัติแบบ S tronic ถึง 7 จังหวะ มีแรงบิดที่รอบต่ำ 1,600-4,500 รอบต่อนาที สามารถใช้แพดเดิลชิฟ ตรงก้านคอพวงมาลัยช่วยในการขับได้อีกด้วย เมื่อแรงขนาดนี้ ก็ต้องมั่นใจระบบเบรก ให้ดิสก์เบรกมาสี่ล้อ

ภายนอกถูกออกแบบให้มีอารมณ์สปอร์ต กระจังหน้าขนาดใหญ่เน้นเส้นสายแนวนอน ไฟหน้าแอลอีดีตกแต่งด้วยชุดแต่ง S Line และ Black Edition เติมเต็มอารมณ์และสปอร์ตขึ้นอีก ให้ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ขนาด 8.5J x 19 พร้อมยางขนาด 245/35 R19 ลาย 5 ก้าน สีไทเทเนียมแบบด้าน จาก Audi Sport

ภายในติดตั้งเบาะนั่งคู่หน้าแบบ S Sports ปรับไฟฟ้าหุ้มด้วยหนังคุณภาพสูง Fine Nappa ตัดเย็บแบบ diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line และฟังก์ชั่นนวดเพื่อการผ่อนคลาย ทำให้การขับรถที่ต้องใช้เวลาอยู่หลังพวงมาลัยเกิน 2 ชั่วโมงแบบครั้งนี้ผมไม่มีอาการปวดหลังให้รู้สึก ยังให้หลังคาแบบพาโนรามิกเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ช่วยให้เวลาขับถนนต่างจังหวัดสามารถเปิดรับลมแสงแดด ถือว่าหรูหรามากพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัดตกแต่งด้วยหนัง Perforated พร้อมสัญลักษณ์ S line กระชับมือดีครับ มีระบบปรับอุณหภูมิ 3 โซน ผู้โดยสารด้านหลังสามารถปรับอุณหภูมิตามที่ต้องการได้ ถือว่าเอาใจผู้โดยสารตัวน้อยๆ ที่ต้องนั่งประจำ ที่น่าประทับใจผมคือระบบความบันเทิงเครื่องเสียงให้มาระดับพรีเมียมกับแบรนด์ดังอย่าง Bang&Olufsen ระบบเสียง 3 มิติ รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth ระบบ MMI Radio Plus หน้าจอขนาด 7 นิ้วอาจจะขัดใจเพราะคู่แข่งให้มากับจอขนาดใหญ่กันทั้งนั้น! และจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีมีให้เลือกถึง 5 สี

ส่วนระบบความปลอดภัยที่ให้มาเริ่มต้นที่ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารรวมถึงถุงลมนิรภัยและม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ระบบควบคุมการทรงตัว ESC

เซ็นเซอร์หน้า-หลังช่วยในการนำรถเข้าจอดกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยจอดที่ช่วยให้รถยาวๆ แบบแวนจอดง่ายขึ้น ชุดปฐมพยาบาล

และนี่คือ A4 Avant 45 TFSI quattro S line Black Edition สเปกที่ให้มาชนิดที่เจ้าของรถขับอย่างเดียวพอไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปแต่งอะไรเพิ่มอีกเลย แม้กระทั่งเรื่องระบบเครื่องเสียงให้มากถึง 16 จุด ที่สำคัญ อาวดี้A4 ยังคงเป็นรถที่ขับง่าย เชื่องมือ ควบคุมง่าย การทรงตัวไม่ว่าจะวิ่งเร็วเกินกฎหมายกำหนดก็ยังมั่นใจการเก็บเสียงลมปะทะทำได้น่าพอใจ ยิ่งความเร็วระดับ 120 นี่หายห่วง เงียบที่ทำเอาคนนั่งข้างหลับสบายตลอดทางครับ

สรุปถ้าท่านผู้อ่านอยากได้รถครอบครัวที่แฝงเขี้ยวเล็บพ่อบ้านแม่บ้านที่ยังกระหายอะดรีนาลีนอยู่ A4 Avant 45 TFSI quattro S line Black Edition รุ่นนี้คือตัวเลือกแรกของผม เชื่อว่าสามารถตอบคำถามในใจได้ทุกข้อ ยกเว้นถ้าคุณอยากได้รถที่มีระบบมอเตอร์ช่วยคงต้องรอไปก่อน ยิ่งผมใช้เวลาอยู่กับเขานานเท่าไรก็ยังหลงรักเลยครับ ข้อเสียอย่างเดียวคือผมต้องทุบกระปุกออมสินกี่ใบถึงจะครอบครองได้…

  ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่
A4 Avant 45 TFSI quattro S line Black Edition 3,249,000 บาท
รับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร
พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี

ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/412085?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก

22 มกราคม 2563 – 13:29 น.
ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์,ยานยนต์
เปิดอ่าน 109 ครั้ง

ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก คอลัมน์…  ยานยนต์

ต้องบอกเล่ากันก่อนจากการเปิดตัวแบบพลิกโลกอย่างเป็นทางการช่วงปลายปี 62ไปนั้น เราก็ยังไม่เคยถูกเชื้อเชิญไปทดลองขับสักทีว่า ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ คันนี้กับเครื่องยนต์ที่ขนานนามว่าใหม่เด็ดจริงอย่างที่ว่าไหม? หลังจากที่ส่งกระแสจิตไปเป็นเดือน ตรีเพชรก็เชิญให้เราไปลองขับ อีซูซุดีแมคซ์ ในสไตล์ท่องเที่ยวอีกไม่กี่วันข้างหน้านั้น จะลองแบบจริงจังซะที!

ก็ต้องขอเข้าเรื่องซะทีก่อนจะไปลองขับจริงนั้นย้อนมาดูกันว่า ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ คันนี้มีอะไรเด็ด ขอไล่รุ่นกันก่อนว่า อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก มีรุ่นไรบ้าง เริ่มตั้งแต่ อีซูซุดีแมคซ์สปาร์คขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อรุ่นยอดนิยมสเปซแค็บและรุ่นแค็บโฟร์จนถึงรุ่นที่ขายดีไฮแลนเดอร์รุ่น 2 ประตู และ 4 ประตูสองล้อยกสูงและตัวท็อปสุดอย่าง วี-ครอส 4×4 รุ่น 2 ประตู และ 4 ประตู ได้ตั้งราคาจำหน่าย 510,000–1,164,000 บาท

เครื่องยนต์ยังคงไว้เครื่องยนต์ดีเซลจากอีซูซุเริ่มต้นที่ 3.0 ดีดีไอบลูเพาเวอร์ รหัสเครื่องยนต์ 4JJ3-TCX ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600–2,600 รอบ/นาที พร้อมระบบ E-VGS TURBO เทอร์โบแปรผันปรับไฟฟ้าแรงจัดตั้งแต่รอบต่ำตอบสนองรวดเร็ว และเครื่องที่ยอดนิยมคนใช้เครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอบลูเพาเวอร์ เจน 2 ได้รับการแก้ไขจากเครื่องยนต์ 1.9 ตัวก่อนมากับรหัส RZ4E-TC ให้แรงสูงสุดถึง 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตรที่ 1,800–2,600 รอบ/นาที ทางอีซูซุยังพัฒนาระบบส่งกำลังใหม่ร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดใหม่พร้อมโหมดขับขี่แบบสปอร์ต Rev Tronic และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด

ที่สำคัญอีซูซุดีแมคซ์ ออกแบบโครงสร้างตัวถังและแพลตฟอร์มใหม่ “ISUZU DYNAMIC DRIVE PLATFORM” มีโครงสร้างตัวถังเสริมเหล็ก ULTRA- HIGH TENSILE แกร่งและทนทานกว่าเหล็กธรรมดา แชสซีส์ขนาดใหญ่รับแรงบิดสูงขึ้น 23% ช่วงล่างหน้าใหม่แบบอิสระปีกนก 2 ชั้น DOUBLE WISHBONE with COIL SPRING

ช่วงล่างหลังแหนบยาวแบบ LONG SPAN เทคโนโลยีใหม่ WSSP

ภายนอกตัวรถมีมิติใหญ่และบึกบึนขึ้นไฟหน้าใหม่ Isuzu Vision Bi-LED พร้อมระบบเปิด–ปิดอัตโนมัติ ไฟ Multifunctional Daylight แบบ Built-in และไฟตัดหมอก LED ดูสปอร์ตล้ำสมัยไฟท้าย Dual-Sonic LED กันชนท้ายขนาดใหญ่เข้ารูป Integrated Bumper เป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถและดีไซน์ล้อหลากหลายสไตล์

ภายในห้องโดยสารออกแบบภายใต้แนวคิด “Bold but Smart” เน้นเส้นสายที่เฉียบคมคอนโซลหน้าเล่นระดับใช้วัสดุพรีเมียมพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันมีจอ Smart MID ขนาดใหญ่ 4.2 นิ้วแผงควบคุมระบบปรับอากาศ Piano Touch พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทางแบบ Tilt & Telescopic เบาะนั่งคู่หน้าเทคโนโลยี AVEC (Anti Vibration Elastic Comfort) ซับแรงสั่นสะเทือนลดความเมื่อยล้าพร้อมระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางในตำแหน่งที่นั่งคนขับ

ระบบความบันเทิง ISUZU Ultimate Entertainment หน้าจอระบบสัมผัส Infotainment Display ขนาด 9 นิ้วคมชัดระดับเอชดีรองรับระบบ Apple CarPlay และ Android Auto ระบบเสียงรอบทิศทาง Dynamic Surround Sound 8 ลำโพงและที่บังแดดพร้อมกระจกและไฟส่องสว่าง Vanity Mirror & Light

ที่สำคัญอีซูซุดีแมคซ์ยกระบบความปลอดภัยป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุให้แก่เจ้าของรถมาเต็มที่ ACTIVE SAFETY อาทิ ระบบความปลอดภัย ABS (Anti Lock Brake System) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ EBD (Electric Brake-force Distribution) ระบบช่วยกระจายแรงเบรกให้สัมพันธ์กับน้ำหนักบรรทุกของรถ BA (Brake Assist) ระบบช่วยเพิ่มแรงเบรกอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน Disc Brake หน้าขนาดใหญ่ถึง 320 มม. ล่าสุดสำหรับรุ่นนี้คือ ESS (Emergency Stop Signal) ระบบเปิดไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหันและครบครันด้วยระบบที่ช่วยในการควบคุมรถได้ง่ายทุกสถานการณ์ TCS (Traction Control System) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีขณะออกตัว ESC (Electronic Stability Control) ระบบควบคุมการทรงตัว HSA (Hill Start Assist) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HDC (Hill Descent Control) ระบบควบคุมความเร็วลงทางลาดชัน

 “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 510,000–1,164,000 บาท
ออลนิวอีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส 4×4 รุ่น 2 ประตู และ 4 ประตู
ออลนิวอีซูซุดีแมคซ์ไฮแลนเดอร์รุ่น 2 ประตู และ 4 ประตู
ออลนิวอีซูซุดีแมคซ์แค็บโฟร์
ออลนิวอีซูซุดีแมคซ์สเปซแค็บ
ออลนิวอีซูซุดีแมคซ์สปาร์คขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ

จากข้อมูลเบื้องต้นก็รู้ถึงการพยายามพัฒนามาก ขึ้นดี ขึ้นปลอดภัย ขึ้นส่วนในเรื่องไปขับจริงนั้นไม่รู้? ขอยกยอดมาเล่าหลังจากไปขับจริงจังอีกทีครับ ติดตามเราได้ทุกช่องทางข่าวของคมชัดลึก แต่ถ้าอดใจรอไม่ไหวก็ไปชมตัวจริงที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศได้ครับ