ลุยถิ่นเสื้อแดง “ประยุทธ์” ออนทัวร์อุบล พปชร.แตกสองก๊ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/487767

11 ต.ค. 2564 |20:00 น.

เดินสายไม่หยุด “ประยุทธ์” ออนทัวร์อุบล เยือนถิ่น ส.ส.กุ่ย เสื้อแดง แถม พปชร.เจ้าถิ่นเกิดปัญหาทางใจ แยกเป็น 2 ก๊ก สายสามมิตร-สายอดีตวังน้ำเย็น คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

โปรแกรมออนทัวร์ของ “พล.อ.ประยุทธ์” สุดสัปดาห์นี้จะไปเมืองอุบลราชธานี หลังไปรับกำลังใจจากพี่น้องชาวใต้มาเต็มๆ คราวนี้ไปเยี่ยมยามคนอีสานบ้าง

ครั้งที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ไปตรวจสภาพน้ำท่วมเมืองชัยภูมิ ค่อนข้างฉุกละหุก เจอทั้งน้ำท่วมและเสียงโห่ไล่จากกลุ่มราษฎร ดังนั้น คิวเยือนอุบลฯเที่ยวนี้เลยไปสุดชายแดนไทย-ลาว

ที่น่าสนใจ ทีมงาน “พล.อ.ประยุทธ์” เลือกจุดไปตรวจราชการเป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย และเป็นถิ่นคนเสื้อแดงชายโขง

มีความชัดเจนจากปากโฆษกรัฐบาลระบุว่า วันศุกร์ที่ 15 ต.ค.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางลงพื้นที่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงเรียนวัดป่าศรีแสงธรรม และศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา วัดป่าศรีแสงธรรม พร้อมจะติดตามแนวทางการบริหารจัดการน้ำ อุบลราชธานี-โขงเจียม

ในมิติทางการเมือง อ.โขงเจียม ไม่ใช่พื้นที่ทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ หากแต่เป็นเขต 7 (อ.โขงเจียม อ.ตาลสุม อ.ศรีเมืองใหม่ อ.ดอนมดแดง และบางตำบลของ อ.เมืองอุบลฯ) ที่มี ชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นเจ้าของพื้นที่

ชูวิทย์ กุ่ย เป็น ส.ส.อุบลฯ มาหลายสมัยแล้ว แม้บ้านเกิดจะอยู่ที่ อ.ตระการพืชผล แต่ฐานทางการเมืองของเขา ก็อยู่ในโซน อ.โขงเจียม และ อ.ศรีเมืองใหม่ มานานแล้ว

‘อดีตวังน้ำเย็น’

“พล.อ.ประยุทธ์” รู้ดีว่า สนามเลือกตั้งภาคอีสานเป็นจุดอ่อนของพรรคพลังประชารัฐ จึงพยายามจะเดินทางไปพบพี่น้องชาวอีสาน ซึ่งก่อนหน้านั้น ได้ไปชัยภูมิมาแล้ว

ดังที่ทราบกัน ส.ส.พลังประชารัฐ ภาคอีสาน มี 15 คน แยกเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3 คน และ ส.ส.เขต 12 คน (รวมเลือกตั้งซ่อมได้มา 1 คน) เฉพาะ จ.อุบลราชธานี มี ส.ส. 2 คนคือ สุพล ฟองงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส.ส.เขต 6 (อ.เขมราฐ และ อ.โพธิ์ไทร)

ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ เป็นเครือญาติของสิทธิชัย โควสุรัตน์ อดีต ส.ส.อุบลฯ และเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ขนส่ง การเกษตร และพลังงาน ในนาม ส.เขมราฐ

ช่วงเลือกตั้งปี 2562 ทีมพลังประชารัฐ อุบลฯ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ สุพล ฟองงาม อดีต ส.ส.เพื่อไทย กลุ่มวังน้ำเย็น ของเสนาะ เทียนทอง ได้รวบรวม ส.ส.อุบลฯ ไว้ 4-5 คน แต่ไม่มีใครชนะเลือกตั้งเลย

อีกกลุ่มหนึ่งคือ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ,สิทธิชัย โควสุรัตน์ อดีต ส.ส.อุบลฯ และ อมร นิลเปรม ส.ว. สนับสนุน อดุลย์ นิลเปรม และธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ลงสนามในสีเสื้อพลังประชารัฐ อดุลย์สอบตก แต่ธนะสิทธิ์สอบได้

วันนี้ ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ อยู่ในกลุ่มสามมิตร ส่วนสุพล ฟองงาม มีความใกล้ชิดกับเอกราช ช่างเหลา แต่ตอนหลัง ได้ส่ง สุทธิชัย จรูญเนตร อดีต ส.ส.อุบลฯ ไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีศึกษาธิการ (ตรีนุช เทียนทอง)

นับแต่ตรีนุชเป็น รมว.ศึกษาฯ ปรากฏว่า ศิษย์เก่าวังน้ำเย็น ในพลังประชารัฐ ต่างไปรวมพลอยู่ที่กระทรวงศึกษาฯ

‘สายสุพล’

การเดินทางไปเยือนอุบลฯของ “พล.อ.ประยุทธ์” มีการวิเคราะห์กันว่า กลุ่มสามมิตร และกลุ่มสุพล อาจเสนอให้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่โซนอีสานใต้ตอนบน เพื่อผลทางการเมือง

เนื่องจากจ.อุบลราชธานี มี ส.ส. 10 คน แยกเป็นพรรคเพื่อไทย 7 คน พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน และพรรคพลังประชารัฐ 1 คน การเลือกตั้งสมัยหน้าตามกติกาใหม่ ส.ส.อุบลฯ จะกลับมาเป็น 11 คน ซึ่งพรรคพลังประชารัฐ อาจได้ ส.ส.เพิ่มจากเดิมก็เป็นได้

ช่วงเลือกตั้งปี 2562 พลังประชารัฐ ส่ง เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีตรองประธานสภา อบจ.อุบลฯ ทายาทอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีต ส.ส.อุบลราชธานี หลายสมัย แข่งกับชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ แต่พ่ายแชมป์เก่า

ปลายปี 2563 กลุ่มสุพล ฟองงาม หนุน เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ลงชิงนายก อบจ.อุบลฯ แต่พ่าย กานต์ กัลป์ตินันท์ ที่มีพี่ชายคือ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย สนับสนุน

จริงๆแล้ว หากกลุ่มสุพล ฟองงาม ไม่แยกทางกับกลุ่มอดุลย์ นิลเปรม และตระกูลโควสุรัตน์ ส่งผู้สมัครแข่งตัดคะแนนกันเอง ก็มีโอกาสชนะทีมเพื่อไทย

การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งต่อไป ยังไม่รู้เลยว่า กลุ่มสุพล ฟองงาม จะเลือกทางเดินทางในพลังประชารัฐอย่างไร และกลุ่มตระกูลโควสุรัตน์ จะอยู่กับกลุ่มสามมิตรไปตลอดหรือไม่

วันศุกร์ที่ 15 ต.ค.นี้ ต้องจับตาว่า สุพล ฟองงาม จะนำทีมอดีต ส.ส.ไปต้อนรับนายกฯประยุทธ์ มากน้อยแค่ไหน รวมถึงกลุ่มสามมิตร

ซุ่มแต่ไม่ซ่อน “ธรรมนัส” ขยับ สิระเปิดเกมต้านพีระพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/487737

11 ต.ค. 2564 |16:00 น.

พปชร.ไม่สงบง่ายๆ “ธรรมนัส” ซุ่มเดินเกมลึก สิระเปิดเกมต้านพีระพันธุ์สายตรงทำเนียบ สกัดแผนกวาดล้างกบฏภายในพรรค คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สงครามเย็นในพรรคพลังประชารัฐยังไม่จบ “ธรรมนัส” ซุ่มเงียบ แต่ไม่หยุดการเคลื่อนไหว เมื่อเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงภายในพรรค

จอมยุทธอย่าง “ธรรมนัส” จะไม่รู้เลยหรือว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตั้ง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนั้น เป็นหมากกลของฝ่ายไหน

ผู้มีอำนาจพยายามจะกดดันให้ “ธรรมนัส” ออกจากเลขาธิการพรรค ไม่ใช่เรื่องลับอะไร คนในพลังประชารัฐรู้ดี คนใกล้ชิดผู้กองบางกลุ่ม จึงเตรียมหาทางหนีทีไล่ไว้แล้ว

2 สัปดาห์มานี้ จึงเห็นภาพ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ในนามจิตอาสา ไม่มีหัวโขนออกเดินสายให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย ทั้งที่อยุธยา และลพบุรี รวมถึงล่าสุดไปทำอาหารแจกชาวชุมชนแออัดแถวบางเขน

เดิมที “ธรรมนัส” วางแผนจัดสัมมนาพรรคในช่วงเดือน ตุลาคมนี้ แต่ พล.อ.ประวิตร สั่งเลื่อนการประชุมพรรคออกไป เพื่อให้ ส.ส.ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ช่วงปิดสมัยประชุม

สัปดาห์นี้ สิระ เจนจาคะ ส.ส.กรุงเทพฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองเกทับบลั๊ฟแหลก พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ที่มีเกจิการเมืองบางคนปล่อยข่าวว่า จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพลังประชารัฐ

หลายฝ่ายจึงจับจ้องไปที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้ที่อยู่คนละฝั่งกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากพีระพันธุ์เป็นที่ปรึกษานายกฯ และถูกมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ส่งเข้าทำงานเก็บกวาดพรรคพลังประชารัฐ

ตรงกันข้าม ท่าทีของ อนุชา นาคาศัย แกนนำกลุ่มสามมิตร กลับแสดงความยินดีที่พีระพันธุ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค

‘ชี้ต้นหม่อนด่าต้นไหว’

ใครก็รู้ว่า ส.ส.สิระนั้น เข้าได้หลายกลุ่มใน พปชร. แต่ชั่วโมงนี้ ย่อมยืนอยู่ข้าง “ธรรมนัส” เพราะเริ่มเห็นเค้าลางการกวาดล้างในพรรค

1 ใน 26 กลยุทธ์ซุนวู คือชี้ต้นหม่อนด่าต้นไหว ตรงกับสุภาษิตไทยเราคำว่าตีวัวกระทบคราด การที่สิระออกมากล่าวเสียดเย้ยพีระพันธุ์ ไม่ว่าเรื่องการปฏิรูปพรรค หรือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ย่อมมีนัยทางการเมืองเรื่องสงครามเย็นในพลังประชารัฐ

ที่ซับซ้อนไปกว่านั้น สิระหยิบเอาเรื่องพีระพันธุ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มาจากสเตตัสเฟซบุ๊คของไพศาล พืชมงคล ซึ่งพีระพันธุ์เองก็คงงงๆ เพราะนึกไม่ถึงว่า จะมีคนชงเรื่องชงชื่อไปให้สิระนำไปขยี้ต่อหน้าสื่อ

ถ้าจำได้กัน สิระได้เปิดศึกวิวาทะกับ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล เพื่อนรักนายกฯประยุทธ์ กรณีที่ประกาศลาออกจาก พปชร.

‘เกมจอมเก๋า’

ถ้าใครเป็นเอฟซีไพศาล พืชมงคล อดีตมือทำงานบิ๊กป้อม ย่อมทราบดีว่า พักหลังไพศาล เชียร์ “ธรรมนัส” อย่างออกหน้าออกตา

อย่างวันที่ “ธรรมนัส” ไปลอยคอน้ำท่วมที่อยุธยา ถึงกับขึ้นสเตตัส “จะลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์” ยกย่องการทำงานแบบปิดทองหลังพระของ ส.ส.พะเยา วันถัดมา ไพศาลโพสต์เฟซบุ๊คว่า “ลุงป้อมยังคงให้ธรรมนัสซุ่มออกช่วยน้ำท่วม โดยใช้กลยุทธ์ 3 ไม่ คือ ไม่เกณฑ์ข้าราชการไปแห่ ไม่เกณฑ์ประชาชนไปต้อนรับ และไม่เบียดเบียนใช้งบท้องที่ให้เดือดร้อนข้าราชการ”
 

อ่านแค่นี้ก็รู้ว่า ไพศาลต้องการกระทบชิ่งไปถึงใคร และคอลัมนิสต์การเมืองหลายคนก็นำภาพธรรมนัสติดดินไปเปรียบเทียบกับขบวนนายกรัฐมนตรีลงตรวจพื้นที่

ตรงกันข้าม ไพศาลไม่พูดถึงขบวนลุงป้อม ที่ขน ส.ส.ข้ามภาคเกือบ 30 คน รวมถึงกองทัพข้าราชการไปตรวจราชการที่นครราชสีมา

จู่ๆ วันอาทิตย์ที่ 10 ต.ค.2564 ไพศาลวิเคราะห์การเมืองผ่านเฟซบุ๊ค Paisal Puechmongkol โดยเปิดประเด็น “จับตา พปชร. เสนอชื่อนายก 3 คน” และหนึ่งในนั้นคือ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ไพศาลหยิบการให้สัมภาษณ์สื่อของพีระพันธุ์มาขยายต่อ โดยชี้เป้าว่า จะมีการเสนอชื่อพีระพันธุ์ เป็นนายกรัฐมนตรีของ พปชร.

เช้าวันจันทร์ที่ 11 ต.ค.2564 สิระ เจนจาคะ ก็หยิบเอาบทวิเคราะห์เรื่องแคนดิเดตนายกฯ ของไพศาล พืชมงคลมาเล่นงานพีระพันธุ์แบบไม่ให้ค่า ไม่ให้ราคา

เหตุใดสิระ จึงให้ความสำคัญกับบทวิเคราะห์ของไพศาลมากนัก เมื่อ พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรคก็ยังไม่พูดเรื่องนี้เลย หากสิระไม่ได้มีเป้าหมายจะเตะตัดขาใครบางคน

เกมนี้เหมือนไพศาลเป็นตัวชง แล้วสิระเป็นคนตบ ถือว่าเป็นงานรับน้องที่ไม่ธรรมดา และตอกย้ำ ความขัดแย้งใน พปชร. เหมือนไฟสุมขอนที่คุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา

“รับสมัครเลือกตั้ง” อบต.วันนี้ วัดคะแนนนิยม ปูฐานสนามเลือกตั้ง ส.ส. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/487724

11 ต.ค. 2564 |15:00 น.

“รับสมัครเลือกตั้ง” นายกฯอบต. 11-15 ตุลาคมนี้ ปูฐานการเมืองระดับประเทศ วัดคะแนนนิยม ระดับรากหหญ้ากว่า 5 พันแห่งทั่วประเทศ

11- 15  ตุลาคม เป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง กำหนดเปิดรับสมัครเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และสมาชิกสภา อบต.กว่า 5.3 พันแห่งทั่วประเทศ กำหนดประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง วันที่ 22 ตุลาคม เลือกตั้ง วันที่  28 พฤศจิกายน
มีการคาดการณ์กันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความคึกคักอย่างมาก เหตุ่ผลมาจากการเลือกตั้งที่มีพร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

"รับสมัครเลือกตั้ง" อบต.วันนี้ วัดคะแนนนิยม ปูฐานสนามเลือกตั้ง ส.ส.“รับสมัครเลือกตั้ง” อบต.วันนี้ วัดคะแนนนิยม ปูฐานสนามเลือกตั้ง ส.ส.

ช่วงที่ว่างเว้นการเลือกตั้งมานาน  คนรักษาการ ทำงานแบบงานประจำ ทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย การนำเสนอนโยบายใหม่ ๆ ของผู้สมัครหน้าใหม่ จูงใจการมาใช้สิทธิของประชาชน  แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เป็นอดีตนายก อบต. จำนวนมากจะรักษาตำแหน่งเดิมไว้ได้  ดูจากผลการเลือกตั้งเทศบาลที่ผ่านมาพบว่ามีพลิกล็อก มีการล้มช้าง ผู้สมัครคนดังระดับบิ๊กเนม หลายพื้นที่สอบตก  น่าจะไม่ต่างจากการเลือกตั้ง อบต. คราวนี้ 
 

ปี่กลองเลือกตั้งท้องถิ่นมาพร้อมกับ คดีอุกฉกรรจ์ ลอบสังหารผู้สมัครรับเลือกตั้ง ปรากฏขึ้นอย่างน้อยในพื้นที่บ้านใหญ่ อย่างนครปฐม  และเพชรบุรี เปิดตัว รับสมัคร ยังมีเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ คดีฆ่าอาจเพิ่มขึ้น เป็นที่น่าสังเกต ว่าทุกครั้งที่มีจะมีการเลือกตั้ง ไม่ว่าระดับไหน  มักมีความรุนแรงตามมาเสมอ 

"รับสมัครเลือกตั้ง" อบต.วันนี้ วัดคะแนนนิยม ปูฐานสนามเลือกตั้ง ส.ส.“รับสมัครเลือกตั้ง” อบต.วันนี้ วัดคะแนนนิยม ปูฐานสนามเลือกตั้ง ส.ส.


การเมืองระดับชาติอยู่ในกำมือของ 3ป. เรื่องนี้ มีประจักษ์พยาน จากการบริหารประเทศมาแล้วสามปี นายกรัฐมนตรี ขอเวลาพลิกโฉมประเทศไทย กำหนดไว้ 5 ปีการเลือกตั้งทุกระดับชั้น ย่อมมีความหมาย  ยิ่งมีกระทรวงมหาดไทย อยู่ในมือ ความมพยายามจัดฐานการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า  จะสำเร็จหรือไม่ ผลการเลือกตั้ง นายกฯอบต.ปลายเดือนพฤศจิกา จะเป็นดัชนีชี้วัด รัฐบาลจะต้องพยายามรักษาฐานการเมืองระดับท้องถิ่น ยึดกุมสภาพไว้ให้ได้ 

เลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ถือเป็นจุดเริ่มต้นการวัดกระแสการเมืองระดับประเทศอีกครั้ง  เพราะหากยังจำกันได้ เมือคราวเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีการวัดกระแสความนิยมระหว่างรัฐบาล กับกลุ่มประชาธิไตยหัวก้าวหน้า อย่างกลุ่มก้าวหน้า และพรรคก้าวไกล ผลอย่างที่รู้กัน   การเมืองท้องถิ่นยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของบ้านใหญ่ ในแต่ละพื้นที่  
มาครั้งนี้ กลุ่มก้าวหน้า หมายหมั้นว่า จะแก้มือ ระดมทุกสรรพกำลัง ลงพื้นที่จากเหนือจรดใต้ พิสูจน์การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับรากหญ้าของสังคมไทย เข้าใกล้ยุทธศาสตร์ การเมืองระดับชาติแล้ว หรือไม่ "รับสมัครเลือกตั้ง" อบต.วันนี้ วัดคะแนนนิยม ปูฐานสนามเลือกตั้ง ส.ส.“รับสมัครเลือกตั้ง” อบต.วันนี้ วัดคะแนนนิยม ปูฐานสนามเลือกตั้ง ส.ส.

ทักษิณหนุน “เฮียเพ้ง” นำทัพอีสาน ตั้งเป้าชนะยกภาค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/487629

10 ต.ค. 2564 |20:00 น.

จัดทัพเลือกตั้ง ทักษิณหนุน “เฮียเพ้ง” นำทัพเพื่อไทย ลุยสมรภูมิอีสาน พิสูจน์ฝีมือมังกรปากน้ำโพ โชว์เก๋าเขย่าทุกพรรค คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เป็นแน่ชัดว่า ทักษิณได้มอบให้ “เฮียเพ้ง” เป็นแม่ทัพอีสาน ของพรรคเพื่อไทย และเป็นครั้งแรกที่นักการเมืองฉายามังกรปากน้ำโพ โผล่มาดูแล 20 จังหวัดภาคอีสานชนิดเต็มตัว

“เฮียเพ้ง” คลุกคลีอยู่กับ ส.ส.เพื่อไทย สายอีสาน มานานแล้ว ตั้งแต่ยุคไทยรักไทย จนถึงยุค ส.ส.เสื้อแดง เพียงแต่เฮียเพ้งเป็นคนโลว์โปร์ไฟล์ จึงไม่โด่งดังเหมือนอดีตนักการเมืองใหญ่บางคน

นับแต่ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย “เฮียเพ้ง” ก็เปรียบเสมือนเสนาธิการหลังม่าน เนื่องจากประเสริฐ เป็นสายตรงมังกรปากน้ำโพ

หลังคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก้าวออกจากพรรคเพื่อไทย ไปสร้างอาณาจักรใหม่ ทักษิณ ชินวัตร ได้มอบหมายให้คนใกล้ชิดในนามกลุ่มแคร์ เข้ามาดูแลพรรคยุคใหม่ โดย “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล มีบทบาทมากขึ้น

ภาคอีสาน เป็นฐานที่มั่นใหญ่ของเพื่อไทย ในการเลือกตั้งปี 2562 คนแดนไกลไม่ได้มอบให้ใครดูแลเป็นพิเศษ พรรคอื่นได้เจาะไปได้กว่า 20 เขต ดังนั้น การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทักษิณมีเดิมพันสูง จึงต้องมอบให้ “เฮียเพ้ง” เข้ามาดูแลทั้งภาค

‘มังกรอีสาน’

ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปี 2556 “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล สนิทสนมกับแกนนำคนเสื้อแดงอีสานเกือบทุกกลุ่ม จึงไม่ใช่คนแปลกหน้าในหมู่ ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย

หลัง “เฮียเพ้ง” เข้ามาดูแลพรรค ได้ปรึกษาหารือกับสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จัดทัพจัดโซนเลือกตั้ง เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ เฉพาะภาคอีสาน ได้แบ่งการดูแลดังนี้

โซนอีสานเหนือ อุดรธานี ,หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, เลย, สกลนคร, นครพนม และมุกดาหาร มี ไชยา พรหมา เป็นประธาน

อีสานเหนือเรียกว่าแดงทั้งแผ่นดิน เพื่อไทย มี ส.ส. 24 คน โดยมี ส.ส.ภูมิใจไทย แทรกเข้ามาคนเดียว

โซนอีสานกลาง ขอนแก่น, ชัยภูมิ, กาฬสินธ์, ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม มี ศักดา คงเพชร เป็นประธาน

อีสานกลางก็ยังเป็นเขตสีแดง เพื่อไทย มี 28 คน ถูกพรรคพลังประชารัฐ และพรรคชาติไทยพัฒนา เบียดเจาะไปได้ 5 คน

โซนอีสานใต้ (1) ยโสธร, ศรีสะเกษ, อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี มี เกรียง กัลป์ตินันท์ เป็นประธาน

อีสานใต้ตอนบน เพื่อไทย มี ส.ส. 18 คน ถูกพรรคภูมิใจไทย ,พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ เบียดแทรกเข้ามาได้ 5 คน

โซนอีสานใต้ (2) นครราชสีมา, บุรีรัมย์, และสุรินทร์ มี ประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นประธาน

อีสานใต้ตอนล่าง เป็นจุดอ่อนของเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรคพลังประชารัฐ ,พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติพัฒนา พาเหรดเข้าสภา 20 คน ส่วนเพื่อไทย ได้แค่ 10 คน

อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งปี 2554 พรรคเพื่อไทย กวาด ส.ส.ภาคอีสาน 104 ที่นั่ง แต่ปี 2562 ลดลงเหลือ 83 ที่นั่ง แต่ภาพรวมเพื่อไทยก็ยังเป็นแชมป์อีสาน

‘มังกรปากน้ำโพ’

ปี 2543 ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทย ชักชวน “เฮียเพ้ง” มาร่วมงาน โดยทักษิณมอบให้เขาเป็นผู้อำนวยการพรรคคนแรกในพรรคไทยรักไทย

ปี 2547 ทักษิณให้ “เฮียเพ้ง” เป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรม แต่พอให้หยุดพัก เฮียเพ้งก็ไม่โวยวาย ยังเป็นเพื่อนตีกอล์ฟกับทักษิณเหมือนเดิม

ทักษิณรู้ดีว่า เฮียเพ้งทุ่มเททำงานเพื่อพรรคมากน้อยแค่ไหน หลังเลือกตั้งปี 2554 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เฮียเพ้งจึงได้เป็นรัฐมนตรีพลังงาน

ปี 2562 ทักษิณเปิดกลยุทธ์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย สร้างพรรคไทยรักษาชาติ มอบให้เฮียเพ้งเข้าไปดูแล แต่สะดุดปัญหาเรื่องการเสนอชื่อหัวหน้าพรรค จนถูกยุบพรรค

เฮียเพ้งไม่สร้างมุ้ง แต่เน้นการสร้างบารมี วันเกิดช่วงหลังๆ บ้านเฮียเพ้งจึงคลาคล่ำไปด้วยนักการเมือง และแกนนำนปช.

วันนี้ กองบัญชาการของเฮียเพ้ง ภายในหมู่บ้านเกศินีวิลล์ ย่านเหม่งจ๋าย คงคึกคัก เพราะมังกรปากน้ำโพ มีภารกิจนำทัพภาคอีสาน

พปชร.ทรุด “จุรินทร์” ทวงคืน 14 ที่นั่ง ฝั่งตะวันออก-ตะวันตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/487608

10 ต.ค. 2564 |17:00 น.

พี่น้อง 3ป.เรตติ้งร่วง “จุรินทร์” รุกใส่ พปชร. ขอทวงคืน 14 ที่นั่ง กางแผนที่ปักหมุด สุดชายแดนบูรพาถึงเมืองหน้าด่านตะวันตก คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เหมือนจะเลือกตั้งวันพรุ่งนี้ “จุรินทร์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินสายถี่ยิบ ขึ้นเหนือล่องใต้ ไปตะวันออกแล้ววกมาตะวันตก เรียกว่าออนทัวร์หาเสียงล่วงหน้า ไม่รู้ว่าจะยุบสภาวันไหน

สุดสัปดาห์นี้ วันที่ 8-9 ต.ค.2564 “จุรินทร์” ไปเมืองตราด สุดชายแดนบูรพา และเมืองกาญจน์ หน้าด่านประจิมทิศ ซึ่งเคยเป็นที่มั่นการเมืองของ ปชป.

“จุรินทร์” รู้ดีว่า เลือกตั้งหนที่แล้ว ปชป.สายตะวันออก-สายตะวันตก พลาดเป้าเพราะสาเหตุใด จึงชิงเดินสายไปปักธงไว้ล่วงหน้า

ในชั่วโมงนี้ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ และในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป. ก็ถือโอกาสเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ไปด้วย ไม่ต่างจาก อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีสาธารณสุข ที่ออกเดินสายเช่นกัน

ไม่ต้องพูดถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่เริ่มยิงสโลแกน พลังประชารัฐใจถึงพึ่งได้

‘ศึกประจิมทิศ’

“จุรินทร์” เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.กาญจนบุรี อย่างมียุทธศาสตร์ โดยวางน้ำหนักไว้ 3 เขตจากทั้งหมด 5 เขตคือ เขต 1 ซ้อเจน-ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ ,เขต 2 แมน-ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร และเขต 3 กำนันบอย-ปารเมศ โพธารากุล ทั้งหมดล้วนเป็นอดีต ส.ส.กาญจนบุรี

สมัยกำนันเซี้ย-ประชา โพธิพิพิธ ผงาดเป็นพยัคฆ์ประจิม สวมเสื้อ ปชป. เคยนำทีมยึด 5 ที่นั่ง ส.ส.เมืองกาญจน์มาแล้ว แต่สถานการณ์เปลี่ยน เลือกตั้งหนที่ผ่านมา ลูกชายกำนันเซี้ย 2 คน จำต้องย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ

ผลเลือกตั้งปี 2562 ใครจะเชื่อว่า เมืองกาญจน์ ไม่ได้ ส.ส.ประชาธิปัตย์แม้แต่คนเดียว ขณะที่ธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ และอัฎฐพล โพธิพิพิธ ได้เป็น ส.ส.อีกสมัยในสังกัดพลังประชารัฐ

เลือกตั้งสมัยหน้า ค่าย ปชป.เมืองกาญจน์ ตั้งเป้าไว้ที่เขต 1-3 โดยเว้นเขต 4-5 ที่มั่นของทายาทกำนันเซี้ย เนื่องจากความขัดแย้งของ 3ป. จะส่งผลให้พลังประชารัฐอ่อนแรง คะแนน ปชป.ที่หายไปจะกลับมา

ส่วนนครปฐม เขต 1 สินธพ แก้วพิจิตร และราชบุรี เขต 4 อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ คงจะได้เป็น ส.ส.อีกสมัย เพราะประเมินดูแล้ว 2 เขตนี้ ค่าย ปชป.ยังเป็นต่อคู่แข่งจากทุกพรรค

‘บูรพาไม่แพ้’

สำหรับภาคตะวันออก “จุรินทร์” ประกาศชัดๆว่า มีเป้าหมายที่นั่ง ส.ส.ใน จ.ระยอง 5 ที่นั่ง ,จันทบุรี 3 ที่นั่ง และจ.ตราด อีก 1 ที่นั่ง รวมเป็น 9 ที่นั่ง โดยพรรค ปชป.มอบให้ สาธิต ปิตุเตชะ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค เป็นแม่ทัพบูรพา

จริงๆแล้ว สนามเลือกตั้ง 3 จังหวัดภาคตะวันออก ปชป.ก็เคยกวาดยกจังหวัดมาแล้ว แต่ก็เหมือนภาคตะวันตก อดีต ส.ส.จันทบุรี ของ ปชป.ย้ายไปพลังประชารัฐ ทำให้พรรคอนาคตใหม่ กวาด 3 ที่นั่งไปครอง

ดีแต่ว่าสนามระยอง ปชป.ยังได้ 3 ที่นั่ง และพลาดท่าให้พลังประชารัฐ 1 ที่นั่ง เมื่อกติกาเปลี่ยนมาเป็น ส.ส.เขต 400 ที่นั่ง จึงทำให้ระยองได้ ส.ส.เพิ่มมาอีก 1 คน “จุรินทร์” จึงหวังที่จะได้ 5 ที่นั่งในสมัยหน้า

ที่สนามจันท์ฮิ ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา อดีต ส.ส.จันทบุรี ทิ้งพลังประชารัฐ หวนคืนบ้านเก่า จัดทีมใหม่ ค่าย ปชป.ก็หวังที่จะทวงแชมป์คืน

สุดชายแดนที่เมืองตราด เลือกตั้งหนที่แล้ว ธีระ สลักเพชร อดีต ส.ส.ตราด ค่าย ปชป. 5 สมัย สอบตกชนิดกองเชียร์ช็อก ปี 2554 ธีระได้ 68,194 คะแนน แต่ปี 2562 ได้ 30,642 คะแนน พ่ายคู่แข่งจากพรรคอนาคตใหม่ แค่ 6 พันแต้ม

คะแนนส่วนหนึ่งของธีระ หายไปอยู่กับผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ที่ได้ 23,417 คะแนน หากว่า ปชป.ไม่วางยุทธศาสตร์หาเสียงผิดพลาด ธีระก็ไม่สอบตก

ฐานเสียงของ ปชป.ในภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ก็คือคนเสื้อเหลือง และ กปปส. ซึ่งยังพร้อมจะเลือก ปชป. หากการวางกลยุทธ์หาเสียงไม่ผิดพลาด

ถอดรหัสเลือกตั้ง ผ่าน “อีสานโพล” ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/487550

10 ต.ค. 2564 |13:00 น.

สำนักโพลต่างๆทำงานอย่างหนักหน่วง โพลนิด้า ชี้ ประชาชนอยากให้ ลุงตู่ ยุบสภาโดยเร็วได้มีการ “เลือกตั้ง” ก่อนหน้านี้ “อีสานโพล” เผยผลสำรวจ “เลือกตั้ง” วันนี้..ใครชนะ+เพราะอะไร? หากประมวลเหตุการณ์ นำมาถอดรหัสไม่พ้นประวัติศาสตร์สำคัญ ผ่านเจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

วันนี้ (10 ต.ค.64 ) นิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจสะท้อนความต้องการผู้คนตามกระแสการเมือง อยากให้”ลุงตู่” ยุบสภาโดยเร็วเพื่อให้มี “การเลือกตั้ง”  ขณะที่ก่อนหน้านี้ “อีสานโพล” ก็เผยแพร่ผลสำรวจออกมาอีก ถ้ามี “เลือกตั้ง” วันนี้อยากได้ใครเป็นนายกฯ 

จับอาการของ”สำนักโพล”ต่างๆ ที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมือง ก็ดูไม่ต่างกับ การลงพื้นที่ของหลายพรรคการเมืองในช่วงนี้  ส.ส.แทบทุกคนอ้างว่าเพื่อเยี่ยมประชาชนที่ประสบอุทกภัยและมอบสิ่งของที่จำเป็นรวมทั้งฟังปัญหาเพื่อนำมาแก้ไข  

แต่โดยนัยที่แท้จริงแล้ว ตอนนี้คือช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร  เวลานี้คือเวลาที่กฎหมายเปิดทางให้ส.ส.ไปพบประชาชนเพื่อนำปัญหามาอภิปรายในสภาผู้แทนฯให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแก้ไข และหาแต้มสะสมไว้เป็นต้นทุนว่านักการเมืองคนนี้ไม่ทอดทิ้งและขอโอกาสทำงานเพื่อบ้านเกิด…หากต้องเกิดการเลือกตั้งในวันข้างหน้า


บวกกับตอนนี้ใกล้เลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล ( อบต.) ราว 5,300 แห่ง ทั่วประเทศใน วันที่ 28 พ.ย. 2564  หลังจากมีการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2563 และเลือกตั้งเทศบาลที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2564  

ดังนั้นการลงพื้นที่ช่วงสูญญากาศการเมืองท้องถิ่นสนามนี้(กกต.เปิดรับสมัครเลือกตั้งอบต.ระหว่างวันที่ 11-15 ต.ค.2564)นั้น จะเป็นการหาเสียงให้ทีมงานของส.ส.และว่าที่ผู้สมัครส.ส.ไปกลายๆเพื่อให้ได้รับเลือกตั้ง เพราะอย่าลืมว่าอบต.นั้นคือเซลล์เล็กสุดที่เป็นฐานคะแนนของนักการเมือง เนื่องจากใกล้ชิดชาวบ้านมากที่สุด หากคนในเครือข่ายได้รับความไว้วางใจ โอกาสทางการเมืองบนสนามผู้แทนราษฎรของใครหลายคนก็จะง่ายขึ้น
 

อย่างไรก็ดี แม้โพลตั้งโจทก์นำมาสู่คำตอบจากประชาชนเร่งเร้าให้ยุบสภา มีการเลือกตั้ง

แต่ตอนนี้หลายคนน่าจะคลายข้อสงสัยว่าจะยุบสภาเมื่อใด  เพราะ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรียืนยันแล้วว่ายังไม่มีการยุบสภาในตอนนี้ (เพราะเดือนธ.ค.ปีนี้-ธ.ค.ปีหน้า ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปก ดังนั้นโอกาสยุบสภาน่าจะมีขึ้นหลังการประชุมเสร็จสิ้น)  ยิ่งคำประกาศล่าสุดด้วยแล้ว  “ขอเวลา 5 ปีพลิกฟื้นประเทศ” 

“…ทุกอย่างต้องใช้เวลาและต้องแก้ไขทั้งหมด ผมคิดว่าใน 5 ปีข้างหน้าหลายอย่างต้องดีขึ้นจากโครงสร้างที่ทำใหม่ทั้งหมด เหลือเพียงว่าคนจะเข้าถึงได้อย่างไร”

ตอนหนึ่งของคำปราศรัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 64 

แต่ตามวิสัยนักการเมืองนั้น ถือคติว่าอะไรที่แน่นอน ย่อมไม่แน่นอน

กลับมาพิเคราะห์ ประเด็นนี้ก่อน กรณี ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือ อีสานโพล (E-Saan Poll) เปิดผลการสำรวจชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจคือ  วาระ“ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ ท่านอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ”

พบว่า อันดับหนึ่ง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 24.0 อันดับสองนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร้อยละ 23.0  อันดับสาม หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 22.1  อันดับสี่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 14.6

อันดับห้า นายอนุทิน ชาญวีรกุล ร้อยละ 7.8 อันดับหก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 2.7  อันดับเจ็ด พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ร้อยละ 2.1 อันดับแปด นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ร้อยละ 0.4   และอื่นๆ ร้อยละ 3.3

“ถ้าเลือกตั้ง ส.ส. วันนี้ ท่านมีแนวโน้มจะลงคะแนนให้พรรคใด”

พบว่า อันดับหนึ่ง พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 34.7 อันดับสอง พรรคก้าวไกล ร้อยละ 21.7 อันดับสาม พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 14.9  อันดับสี่ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 12.4  อันดับห้า พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 10.8  อันดับหก พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 2.8  อันดับเจ็ดพรรคเสรีรวมไทย ร้อยละ 2.1 และอื่นๆ ร้อยละ 0.6

อาจมีผู้ตั้งคำถาม  ทำไมบทวิเคราะห์นี้จึงยึดอีสานโพลมาเป็นสารตั้งต้นในการสื่อถึงการยุบสภาและว่าที่นายกฯคนใหม่?

ย้อนไปดูตัวเลขผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งส.ส.วันที่ 24 มี.ค.2562 (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ก.พ.2562) โดยจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้วประเทศ 51,419,975 คน โดยกลุ่มช่วงอายุ 26- 45 ปี เป็นกลุ่มช่วงอายุที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุด จำนวน 19,583,472 คน รองลงมาคือช่วงอายุ 46-60 ปี มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 14,444,663 คน   ส่วนช่วงอายุ 18-25 ปี ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่ม First Vote มีจำนวนผู้ที่มีสิทธิ 7,339,772 คน แบ่งเป็น เพศชาย 3,737,234 คน เพศหญิง 3,602,538 คน   

อย่าลืมว่า”ภาคอีสาน”คือภาคที่มีส.ส.มากที่สุดในประเทศ( จำนวนส.ส.จะผันแปรตามสัดส่วนการกำหนดส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์ ) โดยปี2554 ส.ส.เขตมี400คน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน ภาคอีสานมีส.ส.เขต126 คน และปี2562 ส.ส.เขตมี350คน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มี150 คน ทำให้ภาคอีสานเหลือส.ส.เขต116 คน  และการเสนอแก้กติกาหลักและกติการองเกี่ยวกับการเลือกตั้งนั้น  ทำให้การเลือกตั้งครั้งหน้าส.ส.เขตในภาคอีสานน่าจะมี120-125 คน(ใกล้เคียงปี2554)

บันทึกการเมืองไทยระบุว่า นายกฯที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ส่วนหนึ่งลงสมัครเป็นผู้แทนราษฎรในภาคอีสานเพื่อหวังขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าแบบ”ไร้คำครหา”
 

การเลือกตั้งซ่อมส.ส. ร้อยเอ็ดเมื่อปี 2524  “พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” อดีตนายกรัฐมนตรี(ที่มาจากการยึดอำนาจรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร) และหัวหน้าพรรคชาติประชาธิปไตยหวังจะแจ้งเกิดทางการเมืองในวิถีประชาธิปไตย เพื่อท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยตอนนั้น “น้าเกรียง”ใช้วิธีแจกเงินซื้อเสียงจนได้เข้าสภาผู้แทนฯจนเกิดคำว่า”โรคร้อยเอ็ด”

ถัดมาคือ”พลเอกชาติชาย  ชุณหะวัณ “หัวหน้าพรรคชาติไทย ลงสมัครผู้แทนโคราช จนได้เป็นส.ส.นครราชสีมาหลายสมัย และห้วงปี2531 พรรคชาติไทยชนะเลือกตั้ง คราวนั้น”น้าชาติ มาดนักซิ่ง”ได้เชิญพลเอกเปรม ติณสุลานนท์ ขึ้นเป็นนายกฯอีกครั้ง(สมัยที่4) แต่ป๋าเปรมได้สร้างวาทกรรมคลาสสิกทางการเมืองว่า “ผมพอแล้ว” ทำให้พลเอกชาติชายได้เป็นผู้นำประเทศ ก่อนที่ในเดือนก.พ.2534 รัฐบาลผสมของ”น้าชาติ”จะโดนรสช.ยึดอำนาจ

จากนั้นคือ”พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ” หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ตอนแรกนั้น”จิ๋ว หวานเจี๊ยบ”ลงแข่งขันที่เมืองนนท์ และคว้าชัยมาได้สองสมัย จากนั้น”พ่อใหญ่จิ๋ว”มองว่าภาคอีสานมีส.ส.มากที่สุด หากยึดภาคตะวันออกเฉียงเหนือไว้ได้ โอกาสก้าวเป็นสร.1จากการเลือกตั้งจะสะดวกยิ่ง ทำให้”อดีตขงเบ้งแห่งกองทัพ”เดินทางไกลสองแสนไมล์ไปอาสาเป็นส.ส.นครพนม เขต1  สองสมัย จนสมหวังได้เป็นประมุขฝ่ายบริหารเมื่อปี2539

และโมเดล”ยึดสนามเลือกตั้งอีสานได้ โอกาสเป็นรัฐบาลแค่เอื้อม”นั้น..นายทักษิณ  ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทยถอดแนวคิดนี้มาใช้  แม้ช่วงนั้นนายทักษิณลงสมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ อันดับ1 และใช้แคมเปญหนึ่งหาเสียงว่า ขอโอกาสคนเหนือมาบริหารประเทศบ้าง จนทำให้ไทยรักไทยคว้าส.ส.ภาคเหนือได้เป็นกอบเป็นกำ  แต่ไม่ลืมการเน้นหาเสียงในภาคอีสาน โดยนายทักษิณมอบให้ “พล.อ. ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา” เป็นแม่ทัพคุมภาคนี้และสรรหาคนหน้าใหม่ลงแข่งขันจนชนะเลือกตั้งและเป็นที่มาของคำว่า”ส.ส.นกแล”

ขณะเดียวกันส.ส.หลายสมัยที่ยากจะล้มได้ กลยุทธ์”ดึงศัตรูมาเป็นมิตร”ก็ถูกนำมาใช้ เพราะเจ้าของฉายา”แม้ว สันกำแพง”ทาบทาม”นายเสนาะ เทียนทอง”  อดีตเลขาธิการพรรคความหวังใหม่และพรรคชาติไทย มาร่วมชายคา “เจ้าพ่อวังน้ำเย็น”ในตอนนั้นมีส.ส.หลายภูมิภาคและหลายจังหวัด โดยส.ส.อีสานหลายสิบคนนั้นอยู่ในเครือข่ายของผู้ชายคนนี้ เมื่อบวกกับส.ส.นกแลของเสธ.แอ๊ดและมุ้งอื่นๆแล้วนั้น ทรท.จึงชนะเลือกตั้งในปี2544และปี2548 จนภาคอีสานเกิดกระแส”ทักษิณฟีเวอร์”ไปหลายปี

แนวคิดนี้ก็นำมาปรับใช้ในยุคนารีขี่ม้าขาว(นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ อันดับ1 พรรคเพื่อไทย)เช่นกัน

ล่าสุด”นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์”หัวหน้าพรรคก้าวไกลนำ”ทรท.โมเดล”มาประยุกต์กับการเมืองไทยยุค4G เพราะทราบว่าพรรคสีส้มเวอร์ชั่นสองพยายามลงไปสัมผัสชาวบ้านรากหญ้าเพื่อหวังเป็นฐานเสียง(แหล่งข่าวระดับสูงทางการเมืองให้ข้อมูลล่าสุดว่า คนอีสานส่วนใหญ่ในตอนนี้ให้ความนิยมพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล จนเป็นคำตอบของอีสานโพลชิ้นนี้)

ดังนั้นคำตอบใน”อีสานโพล”ล่าสุด จะพบสามอันดับแรกของแคนดิเดตนายกฯนั้น ล้วนอยู่ในเครือข่าย”แม้ว สันกำแพง” ตั้งแต่คุณหญิงหน่อย,ทิม สีส้ม(นายพิธาเป็นหลานชายนายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ เลขานุการส่วนตัวของนายทักษิณที่เคยมีบทบาททางการเมืองสูงในช่วงปี2544-2549(ก่อนการยึดอำนาจ)) รวมทั้งนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  และสามพรรคแรกที่ลงคะแนนให้นั้น พบว่าคะแนนของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลทิ้งห่างอันดับสามคือพรรคพลังประชารัฐไปหลายขุม

โอกาสวันนี้ในภาคอีสานจึงเป็นของขั้วตรงข้ามลุงตู่และพปชร. เมื่อคำตอบออกมาขั้นต้นแบบนี้หลายพรรคน่าจะเร่งทำการบ้านในภาคอีสานกันหลายข้อ หากไม่อยากตกขบวน…

โดยเฉพาะพรรคและแคนดิเดตนายกฯที่คะแนนนิยมตามหลังสามคนจากสามพรรคขั้วตรงข้าม“ลุงตู่”แบบไปไกลหลายคุ้งน้ำ

ส่องโพลรอเคาะชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าฯกทม.” ทำไมชัชชาติยังพุ่ง-คนอื่นร่วง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/487493

10 ต.ค. 2564 |10:00 น.

แม้การเลือกตั้ง”ผู้ว่าฯกทม.” จะยังไม่มีการกำหนดชัดเจน แต่ภาพความเคลื่อนไหวของผู้ขอท้าชิงเก้าอี้พ่อเมืองเสาชิงช้า ก็ปรากฎให้เห็นตัวเป็นๆกันบ้างแล้ว ขณะที่ นิด้าโพลล์ออกมาสำรวจเช็คกระแสความนิยมใครมีโอกาสมากกว่ากัน /เจาะประเด็นร้อน เมฆาในวายุ

สนามเลือกตั้ง”ผู้ว่าฯกทม.”-ส.ก.นั้น น่าจะเกิดขึ้นหลังเทศกาลปีใหม่ (ทิ้งระยะเวลาราวสามเดือนหลังเลือกตั้งอบต.เสร็จสิ้น อ้างอิงห้วงเวลาจากการเลือกตั้งนายกอบจ.และการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีครั้งล่าสุด)

“ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.”ที่ทยอยเปิดตัวไปแล้วรวมทั้งที่ยังไม่ประกาศตัวแต่มีการคาดการณ์ว่า”น่าจะลงสมัคร “นั้น  ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “อยากได้ใคร เป็นผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 6” (สำรวจระหว่างวันที่ 27-30 กันยายน 2564 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้   1,318 หน่วยตัวอย่าง  ครั้งที่ 6  (กำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 97))

พบว่า    บุคคลที่ประชาชนจะเลือกให้เป็นผู้ว่าฯกทม. คือ   อันดับ 1 ร้อยละ 29.74 คือ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อันดับ 2 ร้อยละ 27.92 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ  อันดับ 3 ร้อยละ 13.66 คือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อันดับ 4 ร้อยละ 9.33 คือ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อันดับ 5 ร้อยละ 4.10 คือ น.ส.รสนา โตสิตระกูล

อันดับ 6 ร้อยละ 3.26 คือ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อันดับ 7 ร้อยละ 2.73 คือผู้สมัครจากคณะก้าวหน้า หรือพรรคก้าวไกล อันดับ 8 ร้อยละ 2.20 คือ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย อันดับ 9 ร้อยละ 1.97 คือ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 10 ร้อยละ 1.29 คือนายสกลธี ภัททิยกุล

อันดับ 11 ร้อยละ 1.14 ระบุว่า ไปลงคะแนน ไม่เลือกใคร (Vote NO) และจะไม่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 1.52 ระบุว่า อื่นๆ ( ผู้สมัครจากพรรคกล้า ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ ผู้สมัครจากพรรคไทยสร้างไทย ผู้สมัครจากพรรคไทยภักดี และเฉยๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ)

“นิด้าโพล”ครั้งล่าสุดนี้ พอจะอ่านได้รางๆแล้วว่า  อันดับ1และอันดับ2 ซึ่งชาวเมืองหลวงตอบคำถามนั้น ทิ้งห่างอันดับ 3 และอันดับ 4 แบบค่อนข้างมาก เว้นเสียแต่ว่า ในช่วงเวลาใกล้ๆนั้น ชาวกทม.ที่อยู่ในภาวะยังไม่ตัดสินใจจะเทใจลงคะแนนให้อันดับ1หรืออันดับ3-อันดับ4และอันดับรองๆลงมา 

แปลว่าอันดับ2 (ยังไม่ตัดสินใจ)คือตัวแปรและตัวเต็งที่”ยังไม่มีตัวตน” แต่เบียดอันดับ1แบบคู่คี่สูสีและทิ้งอันดับ 3 ลงไปอย่างสบายอุรา

“ดังนั้นอันดับ 2 จากนิด้าโพลนั้นเป็นตัวแปรที่หลายคนต้องชิงมาไว้ให้ได้…”

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์  อดีตรมว.คมนาคม เตรียมลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่ากทม.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรมว.คมนาคม เตรียมลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่ากทม.

หันมามองว่าที่ผู้สมัครที่มีตัวตนกันบ้าง เริ่มที่อันดับ1คือ ชัชชาติ อดีตรมว.คมนาคมสมัยรัฐบาลนารีขี่ม้าขาว  ยังนำโด่งตั้งเเต่ผลโพลครั้งแรกๆ แม้จุดอ่อนที่ปรากฏคือ “ไม่มีผู้สมัครส.ก.ในมือ +อาศัยอดีตเพื่อนร่วมชาคาคือ ผู้สมัครส.ก.จากพรรคเพื่อไทยเดินแต้มเคียงกันนั้น” เอาจริงๆแล้ว”มันก็กระอักกระอ่วนใจไม่น้อยสำหรับคนที่ไปลงคะแนน”

เพราะบางคนชื่นชอบชัชชาติ แต่ไม่นิยมพรรคเพื่อไทย ,บางคนเป็นแฟนพันธุ์แท้ของพท. และยากทำใจได้ที่จะลงคะแนนให้คนอื่นที่ไม่ใช่คนของพรรคอย่างเป็นทางการไปนั่งเก้าอี้เบอร์1เสาชิงช้า แม้ว่าชัชชาติจะเคยเป็นแคนดิเดตนายกฯของพท.ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดก็ตาม

แว่วมาว่า”ชัชชาติ”รู้ดีว่าหากลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ในนามพท.แม้จะได้แต้มเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะแพ้ในช่วงโค้งสุดท้าย เพราะคะแนนการเลือกตั้งสี่ครั้งล่าสุด คนจากค่ายชินคอร์ปหนุนหลังทั้งที่ลงแข่งขันแบบเป็นทางการและนอมินีก็ร่วงให้กับตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ไปสี่คราวติดต่อกัน

บทเรียนนี้อดีตรมว.คมนาคมคงมองทะลุ และพยายามหาวิธีเหนี่ยวรั้งใจกองเชียร์ส่วนตัว-กองเชียร์กลาง(อันดับ2จากนิด้าโพล)และกองเชียร์เฉพาะกิจให้เทแต้มแบบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย 

พล.ต.อ.จักรทิพย์  ชัยจินดา  อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอลงชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่ากทม.พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอลงชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่ากทม.

ส่วนอันดับ3 “บิ๊กแป๊ะ” -อันดับ4 “บิ๊กวิน”นั้น ทราบกันทั่วเมืองแล้วว่า อดีตนายตำรวจสองชีวิตนี้ แอบอิงกับพรรคพลังประชารัฐ โดย อดีตผบ.ตร.อยู่สายพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค

ส่วนพ่อเมืองหลวงคนปัจจุบันลือกันว่าเป็นสายตรงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หากสองอันดับนี้ไม่มีใครยอมให้ใครและลงประชันกันเองรับรอง”เพื่อนคาบไปหม่ำแบบสบายใจเฉิบ”

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง  ผู้ว่ากทม. คนปัจจุบัน และคาดว่าจะลงชิงชัยเก้าอี้พ่อเมืองนี้อีกครั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่ากทม. คนปัจจุบัน และคาดว่าจะลงชิงชัยเก้าอี้พ่อเมืองนี้อีกครั้ง

อีกอย่างหนึ่งกระแสพปชร.ในกทม.ไม่ได้ดีนัก แม้จะมี 12 ส.ส.จาก 30 เขต ก็ตาม แต่หากค่าย 3ป. ยังเคาะชื่อไม่ได้ว่าจะหนุนใครสู้-ห้ามใครลงแข่งกับเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ -และไม่เร่งปูพรมโกยแต้ม คาดการณ์ล่วงหน้าได้เลยว่าเจ้าของฉายา”รมต.แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี”คว้าชัยแบบนิ่มๆในการขับเคี่ยวกับอันดับ3 – อันดับ 4 

ส่วนตั้งแต่อันดับ 5 ลงมานั้น แม้บางคนมีชื่อเสียงและคอนเซ็ปต์การทำงานที่คนเมืองหลวงร้อง”ว้าว!”ได้เลย..แต่การที่ทอดเวลาไว้เนิ่นนาน(อาจเป็นเพราะไม่มั่นใจว่าจะเลือกตั้งเมื่อใด แต่หากอ่านเกมแบบนี้ก็นับว่าแพ้ชัชชาติไปหลายคะแนน) ทำให้เวลาในการหาเสียงลดลง แม้บางคนอาจมองว่าวันนี้หาเสียงผ่านระบบโซเชียลเน็ตเวิร์กได้ผลกว่าบวกกับภาวะโควิด-19ที่ยังไม่บรรเทาเท่าที่ควร แต่อย่าลืมว่าชาวบ้านชาวเมืองนั้นอยากสัมผัส-ฟังแนวคิดในการแก้ปัญหาจากตัวจริง-เสียงจริงที่อาสามาแก้ปัญหาให้

ที่น่าสนใจคือทำไมคนเมืองกรุง ไม่ให้ราคาตัวแทนพรรคเพื่อไทย(รู้ทั้งเมืองว่าพท.ไม่ส่ง)-ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์-ตัวแทนพรรคก้าวไกลหรือคณะก้าวหน้าที่มีการให้ข่าวว่าพร้อมเปิดตัวผู้สมัคร แต่ราคาตามหน้าโพลที่เปิดอัตราเต็ง-ร่วงเช่นนี้ น่ากังวลว่า เวลาไม่กี่เดือนจะไล่ตามอันดับต้นๆของโพลได้อย่างไร

อย่าคิดแม้แต่จะแซงทางโค้งเลย เพราะวันนี้ข่าวสารย่ออยู่ในมือและสายตาคนไทยกันตลอด 24 ชั่วโมง ครั้นจะมั่นใจเหมือนช่วงที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงประชันเก้าอี้สร.1ในเวลาหาเสียง 49 วัน ก็เป็นไปได้ยาก เว้นแต่จะมี”บิ๊กเนม”ขนาดไม่น้อยหน้าน้องปูมาร่วมเปิดตัวกับพรรค-กลุ่มการเมืองดังกล่าว (หากใครมีบุคคลในข้างต้นจริง คงเปิดตัวไปนานแล้ว )

วันนี้บรรเลงกันเท่านี้ก่อน วันหน้าจะหาข้อมูลและเบื้องหลังการชิงเก้าอี้พ่อเมืองเสาชิงช้ามาขยายความให้สังคมรับไปพิจารณากับเกมการหาแต้มในเวทีนี้

เมื่อการ “ชูสามนิ้ว” วนไปเวียนมาเข้าสู่สภาวะนิ้วล็อค #SootinClaimon.Com    

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/487372

09 ต.ค. 2564 |20:00 น.

เมื่อกลุ่มการเมืองสร้าง “ม็อบชูสามนิ้ว” ไม่สามารถสร้างความเข้าใจอันดีว่าสิทธิเสรีภาพต้องอยู่ภายใต้กรอบกติกากฎหมาย แต่ปล่อยให้เกิดความรุนแรงละเมิดสิทธิ เมื่อนั้นการเคลื่อนไหวจึงติดกับดักตัวเองและภัยจะถึงตัวอย่างใหญ่หลวงนัก /เจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

การชุมนุม “คาร์ม็อบ9ตุลา”  ที่มีการเคลื่อนขบวนจากสีลมมาจบที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ยุติลงแล้ว โดยมีแกนนำขึ้นปราศราศรัย เรียกร้องขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งนายกฯ ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดเกี่ยวกับสถาบัน  พร้อมกับ “ชูสามนิ้ว” เปล่งเสียงปล่อยเพื่อนเรา เหมือนทุกครั้ง 

“หากการเคลื่อนไหวชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะทำให้ทุกคนได้เรียนรู้ในกฏกติกามารยาทตามระบอบประชาธิปไตยอันพึงมี ที่ไม่ควรละเมิดสิทธิผู้อื่น”   

“แต่ทว่าในการเรียกร้องที่ดูเหมือนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก็มักมีกลุ่มแทรกซึมเข้ามาเพื่อหวังป่วนให้เกิดความวุ่นวายรุนแรง แทบทุกครั้ง”  

ขณะที่ แฮชแท็ก#112  #ปล่อยเพื่อนเรา  กลับระบาดมาอีกครั้งในสังคม ในช่วงที่ตำรวจทยอยจับแกนนำและผู้ชุมนุม “ม็อบสามนิ้ว”ที่คดีงอกขึ้นเรื่อยๆ และถูกคัดค้านการประกันตัว จนตอนนี้”แกนนำ+ผู้ชุมนุมหลายรุ่น”ทยอยเข้าสู่ทัณฑสถานชั่วคราว เพื่อรอเวลาไปสู้คดีในศาลยุติธรรมเป็นลำดับต่อไป 

ตอนนี้น่าสังเกตว่าเกรียนคีย์บอร์ด-แกนนำการชุมนุมเริ่มโพสต์“โจมตีกระบวนการยุติธรรมและตำรวจไปแบบทะลุจักรวาล”

กองเชียร์”ม็อบสามนิ้ว”โวยเมื่อไม่กี่วันก่อนว่า ทำไมราคาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างซ่อมแซมรถฉีดน้ำแรงดันสูงควบคุมฝูงชน (จีโน่) ที่ชำรุดเสียหายจากกรณีการชุมนุมสาธารณะจำนวน 5 คัน โดยวิธีการคัดเลือก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564  รายการจ้างซ่อมแซมรถจีโน่  ที่ชำรุดเสียหาย จากกรณีการชุมนุมสาธารณะ จำนวน 5 คัน มูลค่ากว่า 47 ล้านบาท เพราะรถจีโน่นั้นต้องสั่งอะไหล่และนำช่างจากเกาหลีใต้มาดำเนินการ และกำลังแกะรอยมือทำลายทรัพย์สินทางราชการในรายการนี้และรายการอื่นๆ(เผาป้อมตำรวจ-เผายานยนต์สายตรวจ-เผาระบบไฟฟ้าของระบบอุโมงค์ระบายน้ำ กทม.ฯลฯ)

เมื่อการ "ชูสามนิ้ว" วนไปเวียนมาเข้าสู่สภาวะนิ้วล็อค     เมื่อการ “ชูสามนิ้ว” วนไปเวียนมาเข้าสู่สภาวะนิ้วล็อค    

หากมีการจับกุมและสอบสวน รับรองว่า ผู้ก่อเหตุเหนื่อยยิ่งกว่าเหนื่อย ไหนต้องประกันตัวสู้คดีทั้งแพ่งและอาญา  ไหนจะต้องเตรียมรับการฟ้องแพ่ง (ชดเชยค่าความเสียหายในทรัพย์สินราชการ) 

การปั่นกระแสเรียกร้องความสนใจเร้าอารมณ์ร่วมจากแกนนำบางคนที่ยังไม่ต้องเข้าเรือนจำ บวกกับการถ่ายทอดข้อความจากแกนนำที่หมดสิทธิออกมา (ฝ่าฝืนหลักประกัน+ทำผิดซ้ำซาก)จากหลังลูกกรงให้ทนายความนำมาส่งให้แอดมินโพสต์  คนการเมืองบางขั้วที่ชื่นชมการสู้ของม็อบสามนิ้วเพื่อให้ “มวลชนในโลกจริง โลกออนไลน์” ลุกขึ้นสู้ตามความฝันและอุดมการณ์ข้อเรียกร้องสามข้อนั้น รอติดตามว่าจะเร่งปฏิกริยาจากมวลชนได้เพียงใด

เมื่อการ "ชูสามนิ้ว" วนไปเวียนมาเข้าสู่สภาวะนิ้วล็อค     เมื่อการ “ชูสามนิ้ว” วนไปเวียนมาเข้าสู่สภาวะนิ้วล็อค    

การเข้าคุมสถานการณ์ตั้งแต่ผบช.น.คนก่อน (พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เพตรา) ที่โดนตำหนิจากสังคมในการใช้ไม้แข็งแต่แรกเริ่มกับ”ม็อบสามนิ้ว” แต่เมื่อเหตุบานปลายความรุนแรงทวีขึ้น การบังคับใช้กฎหมายเริ่มเข้มข้นและทยอบจับกุมแกนนำและผู้ชุมนุม เมื่อความรุนแรงยกระดับมาเรื่อยๆ ผบช.น.คนปัจจุบัน (พล.ต.ท.สำราญ นวลมา) จึงเร่งกวดขันและบีบพื้นที่จับกุมผู้กระทำความผิดได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆรวมทั้งของกลางที่เป็นวัตถุพยานในการก่อเหตุ

กรณีที่ตำรวจบุกจับม็อบป่วนเมืองที่แฟลตดินแดง(ซึ่งชุมนุมรายวัน โดยยึดแยกดินแดงเป็นสนามหลักในการประลองกับตำรวจคฝ.มายาวนานหลายเดือนจนตำรวจ.บาดเจ็บหลายนาย/บาดเจ็บสาหัส(คือช่วงวันที่ 11-12ก.ย.2564 ส.ต.ต.ธนาวุฒิ จิรคเชนทร ( หมู่เบส )ผู้บังคับหมู่กองร้อยที่ 1 กองกำกับการควบคุมฝูงชน 2 กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (กก.คฝ.2 บก.อคฝ.) ช่วยราชการกองบังคับการตำรวจนครบาล 9 (บก.น.9) ได้รับบาดเจ็บขณะปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชนในพื้นที่สามเหลี่ยมดินแดง  โดนไปป์บอมบ์ที่บริเวรณใบหน้าขวา 

เมื่อการ "ชูสามนิ้ว" วนไปเวียนมาเข้าสู่สภาวะนิ้วล็อค     เมื่อการ “ชูสามนิ้ว” วนไปเวียนมาเข้าสู่สภาวะนิ้วล็อค    

วันที่ 7 ต.ค.2564 ส.ต.ต.เดชวิทย์ เล็ทเทนสัน ผบ.หมู่ กก.อารักขา 1 ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิด ขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณแฟลต 3 กระสุนปืนเข้าที่บริเวณศีรษะ)   โดยตรวจพบวัตถุสิ่งของที่ “เยาวชน-วัยรุ่น-วัยทำงาน-ผู้สูงวัย”นำมาปะทะกับคฝ.ยานยนต์สายตรวจและรถฉีดน้ำแรงดันสูงควบคุมฝูงชน(รถจีโน่)นั้น

สังคมรับรู้ความเสียหายที่เกิดขึ้นและใครร่วมลงมือบ้าง  แบบนี้ม็อบสามนิ้วจะขยับอย่างไรให้แต้มบวกในสายตาคนส่วนใหญ่

“…รีบปรับยาเถอะครับ อย่าเอารถฉีดน้ำกับกระสุนยางไปสู้กับอาวุธปืนและวัตถุระเบิด…..   อย่าตีความให้แก๊งอันธพาลกวนเมือง ก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ถึงขนาดทำร้ายเจ้าหน้าที่ ทำลายทรัพย์สินของทางราชการ ถึงขั้นต่อไปอาจจะพัฒนาไปเป็นการก่อการร้ายได้ซะด้วยซ้ำ แต่ไปจัดประเภทให้เป็น”ผู้ชุมนุมสาธารณะ” จึงใช้กำลังตำรวจชุดควบคุมฝูงชนเข้าดำเนินการ แทนที่จะเป็นตำรวจสายป้องกันปราบปราม ซึ่งก็เป็นผลมาจากการจ่ายยาผิดนั่นเอง”

พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น.กรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านกระบวนการยุติธรรม โพสต์ไว้เมื่อ7 ตุลาคม 2564 ที่เร่งให้ตำรวจรุ่นน้องรีบปิดกล่องเช็กบิลบุคคล ตามที่อดีตรองบช.น.คนนี้เรียกว่า“อันธพาลกวนเมือง”แทน“ผู้ชุมนุม”

ภาวะ ตอนนี้พบว่า กองเชียร์”ม็อบสามนิ้ว”ทั้งที่เป็นทางการและเกรียนคีย์บอร์ดนั้น คล้ายว่า”จะนิ่งเงียบ”เมื่อตำรวจบุกจับ/ตรวจค้น/ยึดวัตถุต้องสงสัย(ตั้งแต่ไม้หนังสติ๊ก-ลูกแก้ว-ระเบิดปิงปอง-พลุ-ระเบิดเพลิงที่ประดิษฐ์เอง-ปืน/สิ่งเทียมอาวุธปืน-ยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ-ที่พักพิง)  

น่าคิดลึกๆว่า   ผู้ชุมนุมเหล่านี้ใช้เงินจากไหนมาจัดซื้อจัดหา”วัตถุป่วนเมือง/น้ำมันเติมยานยนต์/อาหารการกิน/แหล่งหลับนอนชั่วคราว(กรณีมาจากต่างถิ่น)และอาจรวมถึง”สุรา-ยาเสพติด-น้ำท่อม”ด้วยก็ได้ !?!” 

เพราะเท่าที่มีการแถลงข่าวการจับกุมนั้นพบว่า ผู้ที่มาชุมนุมและโดนจับกุมนั้น” บางคนมีงานทำ,บางคนตกงาน, บางคนยังเรียนไม่จบ ,บางคนยังมีคำนำหน้าว่า”เด็กชาย” !?!”

หากมีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน-บัญชีธนาคารของผู้ก่อเหตุ สมมติชื่อว่า นาย  A  ขอระดมทุนในการชุมนุม ต่อมานาย A โดนจับกุมหลายข้อหาฉกรรจ์  หากตรวจสอบพบมีการโอนเงินเข้ามาจากนายB ให้นาย A   ถามว่า  นายB ในฐานะคนที่บริจาคจะซวยไปด้วยในฐานะ”ผู้สนับสนุน”หรือไม่ ตรงนี้น่าคิดสำหรับกองเชียร์ที่ส่งใจ-ส่งเงินไปหนุนการชุมนุม 

หากมีการซัดทอด-ขยายผลจนพิสูจน์ทราบได้ว่า ใครบางคนใช้เงินจ้างให้จัดการชุมนุมนั้น ข้อกล่าวหาจะกลายเป็นตัวการ  ผู้ใช้ที่มีโทษานุโทษไม่แพ้ผู้ลงมือก่อเหตุเลยทีเดียว (ประมวลกฎหมายอาญา หมวด  6 ตัวการและผู้สนับสนุน  มาตรา83-89) 

ขอเจริญสติกันอีกรอบ..คิด-วิเคราะห์-แยกแยะให้จงหนักสำหรับเยาวรุ่นผู้หวังเปลี่ยนแปลงประเทศ

รอดไหม..หรือว่า “ไทยภักดี” กำลังเดินซ้ำรอย พรรคลุงกำนัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/487499

09 ต.ค. 2564 |20:00 น.

“พรรคไทยภักดี” เปิดตัวเรียบร้อยแล้ว แต่พรรคนี้จะเดินซ้ำรอยพรรคลุงกำนัน ที่เลือกตั้งครั้งที่แล้วได้ ส.ส. แค่ 5ที่นั่งหรือไม่ ยิ่งเลือกตั้งครั้งหน้าหากเป็นเลือกตั้งบัตร 2 ใบ พรรคเกิดใหม่ลำบาก สุดท้ายจบที่พรรคไทยภักดีต้องยุบรวมกับพรรครวมพลังประชาชาติไทยหรือไม่

วันนี้( 9 ต.ค.64) ได้ฤกษ์ได้ยาม เวลา 09.09 น. มีการเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ ที่อาคารชื่นฤทัยในธรรม จ.นนทบุรี คือ “พรรคไทยภักดี” โดยมีหัวหน้าพรรค นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม แถลงเปิดตัวพรรค พร้อมประกาศรับสมัครสมาชิก และว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรค ซึ่งมีบุคคลสำคัญทางการเมือง อาทิ นายถาวร เสนเนียม  อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ , นายแพทย์เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ, นายไพฑูรย์ แก้ว
ทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน  นายสุวินัย ภรณวลัย อดีตแกนนำ กปปส. เข้าร่วมแสดงความยินดี 

หมอวรงค์  บอกว่า “พรรคไทยภักดี” พร้อมสู้สนามเลือกตั้งในทุกกติกา ไม่ว่าบัตรเลือกตั้งใบเดียวหรือบัตรสองใบ รวมถึงยืนยันจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งครบทุกเขต ไม่ว่ากฎหมายจะกำหนด 350 เขต หรือ 400 เขต และจะส่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย และพรรคคัดเลือกผู้สมัครได้เกือบครบทั่วประเทศแล้ว

อย่างไรก็ตาม หมอวรงค์  แสดงความไม่เห็นด้วยที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย นายวิษณุ เครืองาม นำร่างรัฐธรรมนูญเรื่องระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ทั้งที่ยังอยู่ในกระบวนการยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายและอาจมีการยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญหากผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด และชี้ว่าระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบจะเป็นปัญหาทางการเมืองอย่างเช่นในอดีตที่ผ่านมาและจะนำไปสู่วิกฤตทางการเมืองของประเทศ 

ก็เรื่องระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบ นี่เองที่จะเป็นอุปสรรค และขวากหนามสำคัญสำหรับ “พรรคไทยภักดี” ซึ่งเพิ่งก่อตั้ง รวมทั้งพรรคการเมืองขนาดเล็กที่มีอยู่ในขณะนี้ 

รอดไหม..หรือว่า "ไทยภักดี" กำลังเดินซ้ำรอย พรรคลุงกำนันรอดไหม..หรือว่า “ไทยภักดี” กำลังเดินซ้ำรอย พรรคลุงกำนัน

รอดไหม..หรือว่า "ไทยภักดี" กำลังเดินซ้ำรอย พรรคลุงกำนันรอดไหม..หรือว่า “ไทยภักดี” กำลังเดินซ้ำรอย พรรคลุงกำนัน

และเมื่อกล่าวถึง “พรรคไทยภักดี” ก็ต้องพูดถึง พรรครวมพลังประชาชาติไทย ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือลุงกำนัน  ไปพร้อมๆกัน เพราะทั้งสองพรรคมีฐานเสียงหลักอยู่ที่มวลชน กปปส. หากย้อนไปดูการเลือกตั้งครั้งหลังสุดเมื่อปี 2562  พรรครวมพลังประชาชาติไทยได้ ส.ส.มาเพียง 5 ที่นั่งเท่านั้นได้ต่ำกว่าจากที่พรรครวมพลังประชาชาติไทย ตั้งเป้าไว้ 50-60 ที่นั่ง เพื่อเป็นพรรคขนาดกลางและร่วมกับพรรคพลังประชารัฐตั้งรัฐบาล  ทั้งที่ตอนนั้นเลือกตั้งใช้ บัตรเลือกตั้งใบเดียว ซึ่งเอื้อให้กับพรรคการเมืองเล็กและพรรคใหม่ ๆ ได้แจ้งเกิดด้วยซ้ำ

และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การตั้ง รัฐบาลลุงตู่ ยากขึ้น ต้องลุ้นกับทางฝั่งพรรคเพื่อไทยที่ฟอร์มรัฐบาลแข่งชนิดใจหายใจคว่ำ ทางพรรคพลังประชารัฐ ต้องไปรวบรวมพรรคการเมืองถึง 19 พรรคการเมือง จึงจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสม 20 พรรคการเมืองได้ นับเป็นรัฐบาลผสมที่มีพรรคการเมืองจำนวนมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา 

และมองไปที่ฐานเสียงของ”พรรคไทยภักดี”และพรรครวมพลังประชาชาติไทยของลุงกำนัน ส่วนใหญ่ก็มาจากฐานเสียงเดียวกัน  คือ มาจากมวลชน สมาชิก กปปส.
 

หากยังจำกันได้หลังจากที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ลาออกจากประชาธิปัตย์ เขาได้มาอยู่กับพรรครวมพลังประชาชาติไทย แต่ต่อมาเขาได้ลาออกจากพรรครวมพลังประชาชาติไทย โดยให้เหตุผลว่าหลังจากมีโอกาสปรึกษากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงอยากตั้งกลุ่มการเมืองเพื่อให้ความรู้ประชาชนและเสนอทางออกเพื่อแก้ปัญหาของบ้านเมือง เขาจึงตั้งกลุ่มไทยภักดีขึ้น และต่อมาตั้งเป็น “พรรคไทยภักดี” 

ดังนั้นหากทั้งสองพรรค ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้าแข่งกัน ก็จะแย่งคะแนนเสียงกันเอง อีกทั้งหากใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ซึ่งเอื้อให้กับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ทั้งสองพรรค จะได้ที่นั่งเท่าไหร่กันหรืออาจไม่ได้เลย

ตัวแปรสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ “พรรคไทยภักดี” และพรรครวมพลังประชาชาติไทย จะได้ที่นั่งจำนวนมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความเป็นไปของพรรคพลังประชารัฐด้วย 

หากการเลือกตั้งครั้งหน้า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา แยกตัวออกไปตั้งพรรคเอง คะแนนเสียงของ กปปส.ที่เคยเทให้กับพรรคพลังประชารัฐเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งคราวที่แล้ว ก็จะหันมาเทให้กับ”พรรคไทยภักดี” และพรรครวมพลังประชาชาติไทยแทน ซึ่งจะทำให้ทั้งสองพรรคพอมีทางรอด แต่ถ้าหากพรรคพลังประชารัฐมีเสถียรภาพ พล.อ. ประยุทธ์ ยังได้รับการสนับสนุนจากพรรคพลังประชารัฐ ให้เป็นนายกฯ เหมือนเดิม พรรคไทยภักดีและพรรครวมพลังประชาชาติไทย  ตกอยู่ในสถานะลำบากแน่ในการเลือกตั้งหน้า

ทางรอดสุดท้าย”พรรคไทยภักดี”กับพรรครวมพลังประชาชาติไทย อาจยุบควบรวมกันก็เป็นได้ 

ศึกราชาเทวะ “ธนาธร” ชิง อบต.เสาไฟกินรี ขอล้มทรงชัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/487495

09 ต.ค. 2564 |19:00 น.

เขย่าเสาไฟกินรี “ธนาธร” ประกาศยึด อบต.ราชาเทวะ ส่งหัวหน้าค่ายมวย ท้าชนแชมป์เก่า ทรงชัย นกขมิ้น นอมินีบ้านใหญ่อัศวเหม คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เปิดฤดูกาลเลือกตั้ง อบต. “ธนาธร” สั่งลุย 50 จังหวัด หวังชิงฐานเสียงรากหญ้า เฉพาะสมุทรปราการ ส่งชิงนายก อบต. 3 แห่ง ในพื้นที่ใกล้โรงงานไทยซัมมิทฯ

“ธนาธร” มีความมั่นใจยึด 3 เก้าอี้นายก อบต. เขต อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โซนอุตสาหกรรม หลังเลือกตั้งเทศบาล ตัวแทนคณะก้าวหน้าเอาชนะบ้านใหญ่ปากน้ำ คว้าเก้าอี้นายกเทศมนตรีด่านสำโรงมาได้

เสาไฟกินรี อบต.ราชาเทวะ ปากน้ำ จ.สมุทรปราการเสาไฟกินรี อบต.ราชาเทวะ ปากน้ำ จ.สมุทรปราการ

ที่น่าจับตา อบต.ราชาเทวะ ที่มีเรื่องอื้อฉาวเสาไฟกินรี “ธนาธร” ส่งนักธุรกิจรุ่นใหม่ ชิงเก้าอี้นายก อบต. หวังโค่นแชมป์ผูกขาด สายตรงตระกูลอัศวเหม

อบต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ มีพื้นที่ทั้งหมด 31 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 19,375 ไร่ ซึ่งในจำนวนนี้ ใช้เป็นพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ 9,451 ไร่ และมีงบประมาณ 486 ล้านบาทต่อปี

ประชากรดั้งเดิมของ อบต.ราชาเทวะ คือชาวมอญ ที่ได้อพยพมาจากปากเกร็ด โดยการนำพาของสมิงราชาเทวะ เมื่อทางราชการได้ตั้งเขตการปกครองขึ้นเป็นตำบล ก็อาศัยนามของสมิงราชาเทวะ มาตั้งชื่อของตำบลว่า “ราชาเทวะ”

ศึกเลือกตั้งนายก อบต.ราชาเทวะ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 พ.ย.2564 จะเป็นการวัดพลังกันอีกครั้งระหว่างบ้านใหญ่ไทยซัมมิทฯ กับบ้านใหญ่อัศวเหม

‘บ้านใหญ่ไทยซัมมิทฯ’

คณะก้าวหน้าโดยการนำของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” แถลงข่าวเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายก อบต. ใน จ.สมุทรปราการ 3 แห่ง คือ อบต.ราชาเทวะ, อบต.บางปลา และ อบต.บางพลีใหญ่ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในเขต อ.บางพลี ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท ไทยซัมมิทโอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด

ย้อนไปเมื่อต้นเดือน ก.ค.2564 เกิดเหตุระเบิดเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้เคมีคอล ซอยกิ่งแก้ว 21 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ “ธนาธร” ในนามคณะก้าวหน้า ได้เปิดปฏิบัติการ ก้าวหน้ากู้วิกฤตกิ่งแก้ว ซ่อมบ้านเรือนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิด

โครงการก้าวหน้ากู้วิกฤตกิ่งแก้ว ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ไทยซัมมิทโอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด และทีมงานอาสาสมัครของ ยุทธพงษ์ โคตรเงิน หัวหน้าค่ายมวยแทนเทเลคอม

ประวัติย่อของ “เสี่ยแทน” ยุทธพงษ์ โคตรเงิน นั้นทำธุรกิจร้านขายมือถือแทนเทเลคอม ก่อนจะเริ่มมาสร้างค่ายมวยแทนเทเลคอม สนับสนุนนักมวยสากลอาชีพ

หลังไปช่วยงานอาสากับ “ธนาธร” ที่ย่านกิ่งแก้ว เสี่ยแทนก็ลุยเปิดตัวลงสนามชิงเก้าอี้นายก อบต.ราชาเทวะ ทันที

‘บ้านใหญ่อัศวเหม’

นับแต่มีข่าวใหญ่เสาไฟกินรีราคาแพง “ธนาธร” ก็ให้ความสนใจ อบต.ราชาเทวะ และวางแผนที่จะส่งผู้อาสาโค่นแชมป์ผูกขาดอย่าง ทรงชัย นกขมิ้น อดีตนายก อบต.ราชาเทวะ

นายทรงชัย นกขมิ้น นายก อบต.ราชาเทวะ ติดต่อกันหลายสมัยนายทรงชัย นกขมิ้น นายก อบต.ราชาเทวะ ติดต่อกันหลายสมัย

ตระกูลนกขมิ้น แห่ง ต.ราชาเทวะ เป็นตระกูลใหญ่ มีเครือญาติเชื้อสายมอญทั้งตำบล ทรงชัย นกขมิ้น จึงได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบต.ราชาเทวะ ติดต่อกันมาหลายสมัย บวกกับความเป็นผู้นำท้องถิ่นสายตรงบ้านใหญ่อัศวเหม

ตอนที่มีข่าวใหญ่เรื่องเสาไฟกินรี ทรงชัย นกขมิ้น ในนามนายก อบต.ราชาเทวะ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่า รายได้ของ อบต.ราชาเทวะ มีรายได้มากกว่า 400 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมีงบฯ 200 ล้าน ถูกแบ่งสำหรับพัฒนาพื้นที่ ในแต่ละปีจะมีคณะกรรมการจัดทำแผน ไปลงพื้นที่ทำประชามติของชาวบ้าน ว่ามีความต้องการพัฒนาด้านใด โดยชาวบ้านเสนอมา 2 เรื่องคือ ถนนคอนกรีต กับเสาไฟฟ้า แต่ด้วยงบประมาณที่มีจำกัด จึงทำเสาไฟฟ้าก่อน

เสาไฟกินรีเสาไฟกินรี

ทำไมต้องเป็นเสาไฟกินรี ทรงชัยชี้แจงว่า อยากปรับภูมิทัศน์ ต.ราชาเทวะ ให้สอดคล้องกับสนามบินสุวรรณภูมิ แขกบ้านแขกเมืองมา เขาจะชื่นชมประเทศไทย เนื่องจากพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ เกือบครึ่งหนึ่งอยู่เขตการปกครองของ อบต.ราชาเทวะ

การป้องกันแชมป์หนนี้ของทรงชัย เป็นศึกใหญ่กว่าทุกครั้ง เพราะ “ธนาธร” คงมาลุยหาเสียงช่วยเสี่ยแทนเต็มที่ แต่ตระกูลนกขมิ้นไม่น่าจะยอมแพ้ง่ายๆ และบ้านใหญ่อัศวเหม คงต้องหนุนเต็มที่