ไขความลับ “ยอดเจดีย์หัก วัดพระเงิน” เมืองนครศรีธรรมราช #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472683

ไขความลับ”ยอดเจดีย์หัก วัดพระเงิน”เมืองนครศรีธรรมราช

2 กรกฎาคม 2564 – 17:00 น.

ใครมาเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราช อาจสงสัยถึงเจดีย์ยักษ์องค์ขาวที่ยอดหักโค่น ทราบไหมว่าแต่เดิมคือวัดสำคัญ แต่ด้วยเหตุอะไรที่ยอดพระเจดีย์ ถึงหักโค่นลง มีการเปิดข้อมูลให้ทราบกันรวมถึงเรื่องตำนานที่เล่าขานเกี่ยวกับยักษ์ด้วย

นครศรีธรรมราช“เป็นอีกหนึ่งจังหวัด ที่มีแหล่งท่องเที่ยวและประวัติความเป็นมาที่ยาวนั้น รวมไปถึงชื่อเสียงของพระธาตุไร้เงา ที่พุทธศาสนิกชนต่างเคารพศรัทธา เนื่องด้วยเป็นเมืองซ้อนเมืองตามหลักฐาน ซากแห่งอารยธรรมบางชิ้นยังคงหลงเหลือ ควบคู่ไปกับเรื่องเล่าที่สืบทอดผ่านคนรุ่นต่อรุ่น เรื่องตำนานยอดเจดีย์หัก วัดพระเงิน หรือ เจดีย์ยักษ์ ที่คนพื้นถิ่นทราบกันดี ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ถูกศึกษา บันทึกไว้จากนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีรุ่นก่อน ๆ และมีการตั้งสมมติฐานในเรื่องของยอดเจดีย์ที่หักโค่นลงในหลายประเด็น 

เฟซบุ๊กของผู้ใช้ชื่อว่า “ภูมิ จิระเดชวงศ์“ได้นำเรื่องราวนี้มาขมวดสรุปให้ทราบอย่างเข้าใจโดยมีเนื้อความว่า จากตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ได้กล่าวถึง“พระเจ้าศรีธรรมโศกสุวรรณคูตา” ได้ทรงอุปถัมภ์ในการสร้างวัดเสมาเงินแก่เจ้าโพธิกุมาร และ วัดเสมาทองแก่พระมหาเครื่องที่เป็นพระนัดดา จึงเชื่อได้ว่า วัดเสมาเงิน (วัดพระเงิน ปัจจุบัน) ที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ค้ำชูจากของผู้ปกครองเมืองนครศรีธรรมราชในขณะนั้น

ไขความลับ"ยอดเจดีย์หัก วัดพระเงิน"เมืองนครศรีธรรมราช

สำหรับสาเหตุในการหักของยอดพระเจดีย์องค์ดังกล่าว ถูกขมวดสรุปไว้ได้ 4 แนวทางด้วยกันตามข้อมูลประกอบด้วย 1.ตำนานมุขปาฐะในเรื่องยักษ์ , 2.ภัยสงคราม , 3.เสื่อมตามธรรมชาติ และ 4.ถูกฟ้าผ่า ซึ่งขอหยิบนำมา 2 ประเด็นที่น่าสนใจมาบอกต่อกัน เริ่มที่ “ตามตำนานมุขปาฐะในเรื่องยักษ์” โดยตำนานมุขปาฐะของชาวนครฯ เล่าสือต่อกันมาว่า ยุคหนึ่ง มียักษ์มาท้าพระเจ้าเมืองสร้างเจดีย์แข่งกับพวกตน ปรากฏว่าทางฝ่ายของพระเจ้าเมือง ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างเจดีย์เสร็จก่อนพวกยักษ์ ทำให้เหล่ายักษ์แพ้ ยักษ์จึงถีบยอดเจดีย์จนหักและไปตกลงยังบริเวณทุ่งหยาม ที่ด้านทิศตะวันออกของเมืองแล้วทิ้งเจดีย์ไปที่อื่น 

ไขความลับ"ยอดเจดีย์หัก วัดพระเงิน"เมืองนครศรีธรรมราช

ถัดมาสันนิฐานว่า”ยอดพระเจดีย์หักลงโดยความเสื่อมตามธรรมชาติ” นั่นเพราะความเสื่อมของวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง การทำปูนเพชร หรือสูตรปูนโบราณ นั้นเป็นวิธีเดียวที่นิยมกัน ซึ่งจะใช้เปลือกหอยมาเผา หรือ ใช้หินผามาเผาด้วยความร้อนสูงจนกลายเป็นสีขาว แล้วนำมาตำจนแหลก จากนั้นจึงนำมาผสมเข้ากับวัสดุที่เป็นสูตรผสมปูนเพชร ยอดเจดีย์สมัยก่อนจะใช้มีไม้เป็นแกน ซึ่งเมื่อผ่านกาลเวลานานๆไป ปูนที่ได้ผสมก็จะเสื่อมคุณภาพลง จึงทำให้โครงสร้างยอดเจดีย์เกิดความปริร้าว ก่อนที่จะปรักหักพังลงในที่สุด เทียบได้กับพระเจดีย์พระบรมธาตุ จ.นครศรีธรรมราช เคยหักลงมา ในปี พ.ศ.2190

ไขความลับ"ยอดเจดีย์หัก วัดพระเงิน"เมืองนครศรีธรรมราช

เรื่องราวใน“วรรณกรรมพระยาตรัง” ที่แต่งโดย พระยาตรังคภูมาภิบาล หลานของเจ้าพระยานคร ( พัฒน์ ) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่เชื่อมโยงว่า “ยอดพระเจดีย์ หักลงเพราะถูกฟ้าผ่า”โดยพระยาตรังคภูมาภิบาล ได้กล่าวถึง “พระเจดีย์ยอดหัก” เอาไว้ในเพลงยาวของท่าน ความว่า“ เห็นเจดีย์ขวานฟ้าผ่ายอดสะบั้น อัศจรรย์สุนีทำกรรมช้าหาย มิผิดหรือที่ฝากสองน้องแก่ทนาย แต่เทเวศยังไม่วายลำพองพาล ”และการที่พระยาตรังคภูมาภิบาล ได้นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาบันทึกไว้นั่นชี้ให้เห็นว่า ท่านต้องทราบเรื่องราวถึงเหตุการณ์ฟ้าผ่ายอดพระเจดีย์วัดพระเงิน ซึ่งหลังจากฟ้าผ่าพระเจดีย์ ก็ไม่ได้มีการบูรณะ เพราะวัดพระเงิน หรือ วัดเสมาเงินในยุคนั้นคงกลายเป็นวัดร้างไปแล้ว 

ไขความลับ"ยอดเจดีย์หัก วัดพระเงิน"เมืองนครศรีธรรมราช

“พระเจดีย์ วัดพระเงิน” หรือ“วัดเสมาเงิน”ในปัจุบันนั้น อยู่ติดกันกับสำนักงานเทศบาลนคร นครศรีธรรมราช เป็นเจดีย์ ที่ถูกบูรณะใหม่ และถูกทาด้วยสีขาว เป็นวัดสำคัญคู่กับวัดเสมาทอง ซึ่งในเวลาต่อมาวัดเสมาทอง ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นวัดมเหยงค์ อยู่เยื้องกันคนละฝั่ง แม้ในปัจจุบันวัดพระเงินจะร้าง จนหลงเหลือเป็นสวนสาธารณะ แต่พระเจดีย์ยอดหัก และ หลวงพ่อพระเงิน ก็ยังเป็นที่พึ่งพาทางจิตใจของชาวนครศรีธรรมราชและผู้ที่เดินทางผ่านไปมาได้มาสักการะกราบไหว้ขอพร 

ไขความลับ"ยอดเจดีย์หัก วัดพระเงิน"เมืองนครศรีธรรมราช

ขอบคุณข้อมูล+ภาพจาก : ภูมิ จิระเดชวงศ์

อาการแค่ไหนถึงจะเรียก “โรคกลัวแมลงสาบ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472673

อาการแค่ไหนถึงจะเรียก”โรคกลัวแมลงสาบ” 

2 กรกฎาคม 2564 – 17:00 น.

สงสัยไหมว่าทำไมพอเราเห็น”เจ้าปีเตอร์”หรือ”แมลงสาบ”ต้องช็อกผวาวิ่งไปคนละทาง อาการแบบนี้เรียกว่า”โรคกลัวแมลงสาบ”และมีวิธีการรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

สงสัยไหมว่าทำไมพอเราเห็น”ปีเตอร์”หรือเจ้า”แมลงสาบ“สัตว์โลกดึกดำบรรพ์อาศัยบนโลกกว่า 250 ล้านปีต้อง”ช็อก” ผวาวิ่งไปคนละทางยิ่งพอมันบินตรงมาเท่านั้นกรี๊ดแตกกระเจิง บางคนแค่เห็นรูปก็ขยะแขยงได้แล้ว อาการแบบนี้เรียกว่า”โรคกลัวแมลงสาบ“หรือ Katsarida phobia

“แมลงสาบ”จัดเป็นแมลงดึกดำบรรพ์ที่อยู่บนโลกมานานกว่า250 ล้านปีมักชอบอยู่ในแถบประเทศ อากาศอุ่น ชอบที่สกปรก มืด

จากการวิจัยระบุว่า”แมลงสาบ”ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมเก่งมากอยู่ได้ทุกที่ขอแค่มืด สกปรก สามารถไม่มีหัวได้นานถึง 1 สัปดาห์ กลั้นหายใจได้ 40 นาที อยู่ใต้น้ำได้นาน 30 นาทีไม่ต้องกินอาหารนานถึง 1 เดือนและไม่กินน้ำได้นานถึง 2 สัปดาห์ เรียกได้ว่าสุดยอดในด้านความอดทน

“แมลงสาบ”ในไทยมีหลักๆอยู่ 3 สายพันธุ์ คือ

 1. แมลงสาบอเมริกัน ตัวใหญ่มันวาว สีน้ำตาลแดงเข้ม

 2. แมลงสาบเยอรมัน ลำตัวออกสีแทนหรือน้ำตาลอ่อน  

3. แมลงสาบบรุนเนีย ตัวเล็กกว่าแมลงสาบอเมริกันเล็กน้อย ลำตัวเป็นสีน้ำตาลแดงคล้ำที่อกด้านบนมีจุดดำขนาดใหญ่ 2 จุด  

อาการแค่ไหนถึงจะเรียกว่าเป็นโรคกลัวแมลงสาบ คือเมื่อเห็นแมลงสาบ ไม่ว่าเป็นรูปของ”ปลอม”หรือ”ตัวจริง”มีอาการ

  1. หยุดชะงัก ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้
  2. กรีดร้องหรือร้องไห้
  3. เข่าอ่อน 
  4. เป็นลม
  5. หัวใจเต้นเร็วขึ้น
  6. หายใจถี่

แนวทางวิธีรักษา

ถ้าหากคุณเป็นโรคกลัวแมลงสาบคำแนะนำคือให้ปรึกษาจิตแพทย์หมอจะมีวิธีรักษาตามลำดับเช่นเริ่มพูดคุยเรื่องแมลงสาบกับผู้ป่วยเขยิบมาให้ดูรูปภาพทำให้ผู้ป่วยเริ่มคุ้นชินจนกล้าสัมผัสแมลงสาบปลอมหรือสมัยนี้ในต่างประเทศก็เริ่มมีการใช้เทคโนโลยีVR จำลองสภาพแวดล้อมจริงเข้าไปมารักษาผู้ป่วยโฟเบียแล้วด้วยจนผู้ป่วยหายกลัวไปในที่สุด

ทำอย่างไร เมื่อมีโคตร “ขี้หู” สาเหตุที่พบบ่อย และอาการที่เกิดขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472687

ทำอย่างไร เมื่อมีโคตร “ขี้หู” สาเหตุที่พบบ่อย และอาการที่เกิดขึ้น

2 กรกฎาคม 2564 – 16:33 น.

ทำอย่างไร เมื่อมีโคตร “ขี้หู” สาเหตุที่พบบ่อย อาการที่เกิดขึ้น และวิธีการรักษาขี้หูอุดตัน

หลายคนคงสงสัยว่า “ขี้หู” คืออะไร และมีประโยชน์กับตัวเราหรือไม่ วันนี้เราจะมาไขคำตอบเรื่องนี้กัน รูหูของเราสามารถทำความสะอาดตัวเองได้ ระบบกลไกการทำงานของช่องหูจะค่อย ๆ ดันขี้หูออกมาด้านนอกโดยอัตโนมัติ ขี้หูจะค่อยๆถูกผลักเคลื่อนจากส่วนด้านในช่องหูออกมายังส่วนด้านนอกใกล้ทางออกของช่องหู การเคี้ยวและการเคลื่อนไหวขากรรไกรจะช่วยให้เกิดกระบวนการของการทำความสะอาดตามธรรมชาตินี้ 

เมื่อ “ขี้หู” ถูกผลักมาถึงบริเวณช่องหูด้านนอกมันก็จะแห้งและเป็นผง และหลุดออกมาได้เองทุกครั้งที่ล้างหน้าก็เป็นการทำความสะอาดขี้หูเหล่านี้ออกไปด้วย ขี้หูจึงมีประโยชน์มากกว่าที่เราคิดคือให้ความชุ่มชื้นป้องกันผิวหนังภายในช่องหูไม่ให้แห้งจนเกินไป ดักเก็บฝุ่นละออง สิ่งสกปรก สิ่งแปลกปลอมจากภายนอก ซึมซับเก็บเซลล์ผิวหนังภายในช่องหูที่ตายไปแล้ว ขี้หูช่วยป้องกันช่องหูจากเชื้อจุลินทรีย์และแบคทีเรีย และลดโอกาสที่จะเกิดการอักเสบ

ขี้หูคือสารตามธรรมชาติ ผลิตจากต่อมผลิตขี้หูที่อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณช่องหู ขี้หูประกอบด้วย เอนไซม์ที่ป้องกันแบคทีเรียและเชื้อราไม่ให้เติบโตอยู่ภายในช่องหู ขี้หูให้ความชุ่มชื้นป้องกันผิวหนังภายในช่องหูไม่ให้แห้งจนเกินไป ขี้หูดักเก็บฝุ่นละอองสิ่งสกปรกสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกไว้ให้เราก่อนที่สิ่งเหล่านั้นจะเข้าไปกองสะสมอยู่ลึกในช่องหู และทำอันตรายภายในช่องหูของเรา ขี้หูยังซึมซับเก็บเซลล์ผิวหนังภายในช่องหูที่ตายแล้วให้เราด้วย

ทั้งนี้ขี้หูจะถูกผลิตออกมาเป็นสีเหลือง หรือสีคล้ายกับน้ำผึ้ง มีลักษณะเหนียว สีที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และอาหารที่เรารับประทาน ผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นละอองมากขี้หูจะมีสีเข้ม เนื่องจากขี้หูได้ดักจับฝุ่นละอองที่อยู่บริเวณรอบตัวไว้

แล้วขี้หูมีประโยชน์หรือไม่ คำตอบคือ ขี้หูช่วยป้องกันช่องหูจากเชื้อจุลินทรีย์ และแบคทีเรีย และลดโอกาสที่จะเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อขี้หูเป็นตัวต้านแบคทีเรีย และเชื้อราที่เป็นอันตรายที่อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อขี้หูเป็นสัญญาณที่แสดงถึงการทำงานของสุขภาพช่องหู

ส่วนอาการที่ทำให้เกิดขี้หูอุดตันนั้น บางคนขี้หูไม่ถูกขับออกมาตามธรรมชาติ จึงอาจมีขี้หูอุดตันอยู่ภายในช่องหู บางคนมีจำนวนปริมาณของขี้หูมากกว่าปริมาณโดยเฉลี่ยขี้หูอาจจะจับตัวแข็งขึ้น และแห้งขึ้น หากขี้หูอุดตันมากภายในช่องหูอาจมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น เช่น ปวดช่องหู ปวดหู หูอื้อ หนักหู เวียนศีรษะ มีเสียงในหู คันในช่องหู ไอมีอาการติดเชื้อในช่องหูได้ยินเสียงต่างๆน้อยลงกว่าเดิม ซึ่งหากพบว่ามีการอุดตันของขี้หูแนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจภายในช่องหู

ทั้งนี้ในส่วนของวิธีการรักษา แพทย์จะนำขี้หูออกให้ โดยมีหลายวิธีหรือใช้ร่วม ๆ กัน ดูด คีบ แคะ ส่วนในกรณีที่ขี้หูแน่นแข็งมาก อาจใช้ยาหยอดหูกลุ่มที่ช่วยให้ขี้หูนิ่มขึ้น หลังจากรักษาหายแล้วควรหลีกเลี่ยงการปั่นหูเพราะอาจเป็นซ้ำได้

ทำอย่างไร เมื่อมีโคตร "ขี้หู" สาเหตุที่พบบ่อย และอาการที่เกิดขึ้น

ข้อมูลโดย อ. พญ.เนาวรัตน์ อภิรักษ์กิตติกุล ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

เรื่องน่ารู้ 4 พันธุ์ “กล้วยด่าง” ที่กำลังเป็นที่นิยม สามารถสร้างรายได้ ได้สูงมาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472682

เรื่องน่ารู้ 4 พันธุ์ “กล้วยด่าง” ที่กำลังเป็นที่นิยม สามารถสร้างรายได้ ได้สูงมาก

2 กรกฎาคม 2564 – 16:09 น.

กำลังเป็นที่นิยม และ ฮือฮา สำหรับกลุ่มคนรักต้นไม้ ที่ชอบการปลูกต้นไม้ธรรมชาติ โดยเฉพาะ “กล้วยด่าง” ที่ตอนนี้ต้องบอกว่ามีการซื้อขาย ประมูลกันในราคาสูง บางสายพันธุ์มีการประมูลราคาเป็นหลักหมื่นถึงหลักล้าน

ทำให้ยุคนี้มีคนเข้าป่าไปหา “กล้วยด่าง” เป็นจำนวนมาก และ เรียกได้ว่าต้นไม้ด่างยังเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง และด้วยสีสันที่แปลกตา ลวดลายของใบที่สวยงามของ “กล้วยด่าง” วันนี้ก็มีพันธุ์ “กล้วยด่าง” ที่กำลังเป็นที่นิยมปลูกมีถึง 4 สายพันธุ์ มาแนะนำด้วยกัน

เริ่มจาก “กล้วยด่าง” ชนิดแรก คือ

1. “กล้วยด่างฟลอริดา” ต้องบอกเลยว่าสายพันธุ์นี้ มีการค้นพบครั้งแรกที่ฮาวาย เมื่อ 76 ปีก่อน ซึ่งจุดที่ค้นพบอยู่ทางตอนใต้ของ “ฟลอริดา”  บ้านเรามักจะเรียกว่า “กล้วยฟลอริดา ไม่แปลกที่กล้วยพันธุ์นี้จะหายาก เพราะมันพึ่งค้นพบเมื่อ 76 ปีที่ผ่านมา ซึ่งกล้วยพันธุ์นี้ยังเคยจัดแสดงครั้งแรกของโลกที่สหรัฐอเมริกาในงาน “World’s Fair” ที่ฟิลาเดลเฟีย  “กล้วยฟลอริดา” ที่จริงต้องเรียกว่า “Musa AeAe sp.”  ตามแหล่งที่มีคนพบเจอครั้งแรก ความสูงประมาณ 3-6 เมตร ไม่มีเนื้อไม้ ส่วนที่อยู่เหนือดินเป็นลำต้นเทียมเกิดจากกาบใบซ้อนกันจนแน่น ใบเดี่ยวรูปช้อน ปลายใบแหลมยาวมีติ่ง โคนใบมน ขอบเรียบ ใบสีเขียวมีด่างสีขาว หรือ สีเหลืองตามแนวเส้นใบ ช่อดอกตั้ง แกนดอกสีเขียว มีกาบรองดอกสีเขียว 4-7 อัน เรียงเป็นสองแถวในแนวตั้งระนาบเดียวกัน และ มีลายเป็นเส้นสีขาว หรือ สีเหลืองตามทางยาว จะออกดอกมากในช่วงที่มีอากาศเย็น

เรื่องน่ารู้ 4 พันธุ์ "กล้วยด่าง" ที่กำลังเป็นที่นิยม สามารถสร้างรายได้ ได้สูงมาก
เรื่องน่ารู้ 4 พันธุ์ "กล้วยด่าง" ที่กำลังเป็นที่นิยม สามารถสร้างรายได้ ได้สูงมาก

2. “กล้วยแดงอินโด” กล้วยสายพันธุ์นี้นำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย ส่วนที่เรียกกันว่า “แดงอินโด” คือ เรียกกันตามแหล่งที่พบ เช่นกัน ชื่อทางสากลเรียก “Musa Siam ruby” 

 “กล้วยแดงอินโดด่าง” จัดอยู่ในวงศ์ Musaceae ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 3 เมตร ไม่มีเนื้อไม้ แตกต่างจากสายพันธุ์อื่นๆ ตรงที่กาบใบจะมีน้ำตาลแกมแดงเข้ม ซ้อนทับกันแน่นเป็นลำต้นเทียม ใบเดี่ยวรูปขอบขนาน ปลายแหลมมีติ่ง โคนมน แผ่นใบด้านบนมีน้ำตาลเข้มแกมแดงลายด่างสีเขียวตามแกนใบหรือเส้นใบ บางต้นอาจจะเป็นลายด่างขาวหรือสีชมพูอ่อน เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนระบายน้ำได้ดี แสงแดดรำไร ชอบน้ำปานกลาง ประเทศไทยยังสามารถต่อยอดกล้วยพันธุ์นี้ให้มีลายด่างได้ถึง 6 แบบ 6 ชื่อเลย เมื่อปี 2561

เรื่องน่ารู้ 4 พันธุ์ "กล้วยด่าง" ที่กำลังเป็นที่นิยม สามารถสร้างรายได้ ได้สูงมาก

3. “กล้วยตานีด่าง” มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสูงประมาณ 4 เมตร กาบด้านนอกสีเขียวเข้มมีริ้วด่างขาว มีปื้นดำที่คอใบเล็กน้อย กาบด้านในสีเขียว หน่ออ่อนสีเขียวเข้ม ก้านใบสีเขียวเข้ม ครีบก้านในสีเขียวขอบดำ โคนใบมนและเท่ากันทั้งซ้าย-ขวา  จะมีผลออกขนาดเล็กป้อมสั้น ปลายผลมีจุกยาว ออก 7-8 หวีต่อเครือ หนึ่งหวีมีประมาณ 8-10 ผล ผลดิบจะมีเขียวเข้มลายริ้วด่างขาว เมื่อผลสุกเนื้อจะมีสีขาวมีเมล็ดมาก สามารถปลูกได้บริเวณกลางแจ้ง และ แดดรำไร เจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียวปนทราย ชอบความชื้นปานกลาง  

เรื่องน่ารู้ 4 พันธุ์ "กล้วยด่าง" ที่กำลังเป็นที่นิยม สามารถสร้างรายได้ ได้สูงมาก

4. “กล้วยน้ำหว้าด่าง” เป็นสายพันธุ์กล้วยที่มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ มีการกระจายพันธุ์ไปยังเอเชีย ยุโรป และ อเมริกา ลักษณะเด่นคือ ลำต้นค่อนข้างสั้น มีกาบใบหุ้มแน่นหนา แตกเป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ออกเรียงสลับ สีเขียวด่างขาว ก้านใบยาว ผลมีเนื้อและมีหลายเมล็ด นิยมขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ เนื่องจากเนื้อผลดิบของกล้วยสายพันธุ์นี้มีแป้งมาก ส่วนใหญ่จะนำมาทำให้สุกด้วยความร้อนก่อนรับประทาน เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อยขึ้น

เรื่องน่ารู้ 4 พันธุ์ "กล้วยด่าง" ที่กำลังเป็นที่นิยม สามารถสร้างรายได้ ได้สูงมาก

พาท่องโลกสัมผัสประสบการณ์ “สไตล์มูจิ” ครั้งแรกในประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472606

พาท่องโลกสัมผัสประสบการณ์ “สไตล์มูจิ” ครั้งแรกในประเทศไทย

2 กรกฎาคม 2564 – 15:00 น.

พาไปท่องโลก “มูจิ (MUJI)” แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่นกับ New Concept Store บนชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม บอกเลยว่าแฟนๆมูจิ ต้องไม่พลาดมาสัมผัสประสบการณ์สไตล์มูจิ ไม่ว่าจะเป็นบ้านมูจิ มุมกาแฟ,มุมเบนโต และของตกแต่งบ้านเก๋ๆ

คนไทยเราอาจจะคุ้นเคยกับ “มูจิ (MUJI)” แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างดีแต่นี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงการช้อปปิ้งที่ทำให้คุณต้องเดินอยู่ในมูจิ (MUJI) นานกว่าเดิมก็ได้เพราะล่าสุดมีการ เปิดตัว New Concept Store บนชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม พื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 1,800 ตร.ม ที่พร้อมให้สัมผัสประสบการณ์ความเป็นมูจิครั้งแรก อาทิ บ้านมูจิ (Showroom) จำลองห้องที่ตกแต่งด้วยสินค้ามูจิเต็มรูปแบบ พร้อมเปิดตัว MUJI IDÉE ของใช้และเครื่องแต่งกายแนวใหม่ของมูจิ พลาดไม่ได้ กับมุม เบนโตะ อาหารกล่องสไตล์ญี่ปุ่น ข้าวปั้น และเบเกอรี่จากผู้ผลิตท้องถิ่น รวมทั้งการทำงานร่วมกันระหว่างมูจิและ ทีมแลป (TeamLab) ทีมนักสร้างสรรค์ศิลปะชื่อดังจากญี่ปุ่นมาเสริมจินตนาการให้คุณหนูๆ และสินค้าชิ้นพิเศษมากมาย 

พาท่องโลกสัมผัสประสบการณ์ "สไตล์มูจิ" ครั้งแรกในประเทศไทย

มูจิ ที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม ถือเป็นสาขาแรกของมูจิในประเทศไทย ดำเนินกิจการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2556 และได้นำเสนอรูปแบบใหม่ของร้านค้าญี่ปุ่นให้กับชาวไทยมาตั้งแต่บัดนั้น จนถึงวันนี้ก็ได้เวลาที่จะปรับโฉมภาพลักษณ์ใหม่อีกครั้ง ดังนั้นลูกค้าจะได้พบประสบการณ์ที่จะหาไม่ได้จากมูจิสาขาอื่นๆ ในไทย นับตั้งแต่เรื่องการออกแบบที่มีคอนเซ็ปต์หลักคือความเรียบง่าย และเป็นธรรมชาติ  จึงได้เลือกใช้ไม้เก่าที่คัดสรรแล้วจากพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทย เมื่อได้เข้ามาในร้านรู้สึกถึงความง่ายๆ สบายๆ   

พาท่องโลกสัมผัสประสบการณ์ "สไตล์มูจิ" ครั้งแรกในประเทศไทย

นอกจากนี้จะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ จากผลิตภัณฑ์ และบริการของมูจิ ที่เกิดขึ้นเป็นที่แรกในประเทศไทย อาทิ บ้านมูจิ (Showroom) ครั้งแรกของการจำลองห้องที่ตกแต่งด้วยสินค้าของมูจิ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ของมูจิ เผื่อจะได้แรงบันดาลใจสำหรับการจัดบ้านก็ได้ หรือจะเป็น MUJI IDÉE ของใช้ในบ้าน และเสื้อผ้ารูปแบบใหม่ ที่นำสิ่งของในชีวิตประจำวันมาออกแบบ และทดลองอะไรใหม่ๆ โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม ทำให้ชีวิตทุกวันไม่ธรรมดา

พาท่องโลกสัมผัสประสบการณ์ "สไตล์มูจิ" ครั้งแรกในประเทศไทย

และยังเป็นครั้งแรกที่มูจิ เปิดโซนอาหารประจำวัน (Daily Food & bakery) ที่มีอาหารให้เลือกหลากหลายชนิด ทั้งข้าวปั้น เบนโตะ หรือ ข้าวกล่องสไตล์ญี่ปุ่น ไปจนถึงสลัดผัก และขนมเบเกอรี่ที่ปรุงสดใหม่ทุกวันจากผู้ผลิตท้องถิ่น ในราคาคุ้มค่า และที่พลาดไม่ได้สำหรับหนูๆ จะได้มาแสดงไอเดียสร้างสรรค์ผ่านกระดานดำรูปแบบใหม่ อันเกิดจากการร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ระหว่างมูจิ และ ทีมแลป (teamLab) ทีมนักสร้างสรรค์ศิลปะชื่อดังของญี่ปุ่น เจ้าของผลงานนิทรรศการที่เป็นการผสมผสานระหว่างแสงและสัมผัสเข้าด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์นับไม่ถ้วน

พาท่องโลกสัมผัสประสบการณ์ "สไตล์มูจิ" ครั้งแรกในประเทศไทย

ชีวิตยุคใหม่ใส่ใจธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม MUJI Green คือต้นไม้ที่มูจิคัดสรรมาให้เหมาะกับการเลี้ยงในสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ให้คุณสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด เข้ากับพื้นที่ของห้องได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ ที่มูจิ บนชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม ยังมีสินค้าและบริการให้เพลิดเพลินอีกมากมาย อาทิ มุมกาแฟและขนมเค้ก MUJI Labo, ReMUJI, MUJI WALKER, ONE-SIZE และบริการปักลายผ้า เป็นต้น

พาท่องโลกสัมผัสประสบการณ์ "สไตล์มูจิ" ครั้งแรกในประเทศไทย

มาสัมผัสประสบการณ์สไตล์มูจิครั้งแรกในประเทศไทยใน New concept store ของมูจิ บนชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม จะได้มาทำความรู้จักกับแนวคิด สินค้า และบริการใหม่ๆ จากมูจิ ไม่ได้เพียงแค่การช้อปปิ้ง แต่ยังจะได้รู้ว่า ผลิตภัณฑ์มูจิ เหมาะกับชีวิตประจำวันมากเพียงใด พบกับ มูจิ บนชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม ได้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2564 นี้ 

พาท่องโลกสัมผัสประสบการณ์ "สไตล์มูจิ" ครั้งแรกในประเทศไทย

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ “รถยนต์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472652

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ”รถยนต์”

2 กรกฎาคม 2564 – 13:11 น.

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ”รถยนต์”

การซื้อ “รถคันแรก” อาจเป็นหนึ่งในเป้าหมายของใครหลายๆคน เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในยามเดินทางแล้ว มันยังเป็นทรัพย์สินที่ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถเชิดหน้าชูตาได้ด้วยความภูมิใจ เพราะเงินที่ซื้อรถส่วนใหญ่ มาจากเงินที่ตนเองเก็บหอมรอมริบ ตั้งใจทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรง เพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ

ความฝันที่อยากจะมีรถจึงไม่เป็นเรื่องยากสำหรับคนที่รู้จัก “การวางแผน”เพราะการวางแผนจะทำให้เรา “รู้ตัว” ว่าความจำเป็นในการซื้อรถนั้นมีมากน้อยขนาดไหน ซึ่งด้วยวัตถุประสงค์นี้จะทำให้รถกลายเป็น “สินทรัพย์” ที่ช่วยเพิ่มรายได้และผลประโยชน์ต่างๆอีกมากมาย รวมถึง “รู้ตัว” ว่าต้องมีแผนการในการซื้อรถอย่างไร จะทำให้เราจัดการเงินบนหน้าตักได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่บนโลกนี้ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ทำอะไรโดยไม่รู้จักการวางแผนอยู่ ซึ่งมันจะเกิดปัญหาที่จุกจิกอย่างแน่นอน ก่อนที่จะเจ็บตัวเพราะปัญหาต่างๆ เรามี   “5 เรื่อง ที่ต้องรู้ก่อนซื้อรถยนต์” มาฝาก อ่านให้ครบ แล้วคุณจะจบกับทุกปัญหาที่จะตามมา

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ"รถยนต์"

1. รู้เป้าหมายและความจำเป็นในการซื้อรถ สิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งแรก ก่อนการตัดสินใจซื้อรถ คือ เราต้องรู้เป้าหมายและความจำเป็นในการซื้อ รถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่จะอยู่กับเรานานกว่า 1 ปี มันช่วยสร้างประโยชน์ในระยะยาวให้กับผู้ซื้อ ทั้งเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทาง ความจำเป็นในหน้าที่การงาน ขนส่งสินค้า เป็นต้น ถ้าเรารู้ความจำเป็นในการซื้อรถแล้ว เราก็สามารถเลือกรถได้ตรงตามความต้องการ เพื่อให้การใช้งานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และช่วยสร้างความคุ้มค่าให้กับเงินที่เสียไปของเรา แค่นี้ก็สบายใจไปเปราะนึงแล้ว ฉะนั้นคนที่มีเป้าหมายจะซื้อรถมาใช้ในระยะสั้น ซื้อมาขับเท่ๆแล้วใช้ไม่เต็มสมรรถนะ หรือไม่มีความจำเป็นที่จะซื้อเลย ขอให้ลองทบทวนดูใหม่นะ

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ"รถยนต์"

2. รู้สถานะทางการเงินของตัวเองในปัจจุบัน เช็คสถานะทางการเงินเบื้องต้นของตัวเองให้ดี ว่ามีเงินพร้อมที่จะดาวน์รถเท่าไหร่? มีเงินเดือนมากพอสำหรับผ่อนรถและใช้จ่ายในส่วนต่างๆหรือยัง? และสถานะของตัวเองเหมาะกับรถยนต์ราคาเท่าไหร่? เป็นต้น สภาพของมนุษย์เงินเดือน 20,000 บาท ที่มีค่าผ่อนรถและดอกเบี้ยรายเดือนอย่างต่ำก็ประมาณ 8,000 บาท คงดูไม่จืดเท่าไหร่ เงิน 8,000 บาทจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของทุกๆเดือน เป็นภาระที่ตามมา ทางที่ดีภาระหนี้ไม่ควรเกิน 35% ของรายได้ต่อเดือนด้วยซ้ำ อยากจะขับรถคันงามๆ แต่มีหนี้สินวิ่งตามมาติดๆ เงินเดือนที่มีก็ใช้จ่ายไม่พอ… ถ้าจะต้องเป็นแบบนี้ อย่าซื้อรถเลยดีกว่า เราควรจะแฮปปี้ที่จะได้ใช้ได้ประโยชน์จากมัน ไม่ใช่ว่านั่งทุกข์ใจ ในขณะที่มือกำพวงมาลัยอยู่

3. รู้จักค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะตามมาภายหลังการซื้อรถ นอกจากภาระค่าผ่อนรถแล้ว ยังมีเรื่องค่าใช้จ่ายอีกหลายตัว ที่เกี่ยวกับรถยนต์ซึ่งจะตามมาทันทีที่เราตัดสินใจซื้อรถ เรียกได้ว่าเป็น “ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่หลายคนมักจะมองข้ามกัน งั้นมาดูกันว่าค่าใช้จ่ายที่บอกมีอะไรเท่าไหร่บ้าง “ค่าน้ำมัน” มีรถขับทั้งทีใช้ให้คุ้ม ขับวนไป อย่างถูกๆก็เดือนละ 3,000 บาท
“ประกันภัยชั้นหนึ่ง” ซื้อมาแพง ต้องได้รับความคุ้มครองดีๆสิ ปีละ 20,000 บาท (1,700 บ./เดือน) “พรบ. และภาษีรถยนต์” เสียทุกปี ปีละ 2,500 บาท (200 บ./เดือน)
“เช็คระยะ ถ่ายน้ำมันเครื่อง” ขึ้นอยู่กับระยะทางและรถ ประมาณปีละ 3,000 บาท (250 บ./เดือน) คร่าวๆแล้วก็ประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน รวมกับค่าผ่อนรถข้างต้นอีก 8,000 บาทต่อเดือน ออกมาเป็นค่าใช้จ่ายของน้องรถ 13,000 บาทต่อเดือน ถ้าได้เงินเดือน 20,000 บาท จะเหลือเงิน 7,000 ต่อเดือนเอาไว้ใช้กินอยู่ นี่ยังไม่รวม ค่าที่จอดรถ ค่าทางด่วน ค่าเปลี่ยนยาง ค่าเข้าสังคมที่จะตามมาอีก ยิ่งรถที่มี สมรรถนะที่สูง ค่าใช้จ่ายยิ่งสูงขึ้นตาม แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาเก็บออม? จุกกันไปเลย! สำหรับบางคนที่อยากจะรวย แต่ก็อยากมีรถไปพร้อมๆกัน

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ"รถยนต์"

4. รู้จักค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ รถยนต์เป็น “สินทรัพย์” ที่อยู่เป็นเพื่อนร่วมทางของเรานานกว่า 1 ปี เมื่อเวลาผ่านไปมันก็จะทรุดโทรมลงตามสภาพการใช้งาน ยิ่งมีรุ่นใหม่ๆออกมา มูลค่าของรถคันเก่าก็มีแต่จะน้อยลงๆทุกที ซึ่งสิ่งนี้จะกลายมาเป็นค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นและไม่ค่อยมีใครรู้จัก เรียกว่า “ค่าเสื่อมราคา-รถยนต์” ค่าเสื่อมราคาสามารถคำนวณออกมาง่ายๆ เป็นค่าใช้จ่ายรายปีได้ด้วยวิธีนี้ สมมุติซื้อรถยนต์ราคา 750,000 บาท อายุการใช้งาน 10 ปี มีราคาขายในอนาคต 150,000 บาท ค่าเสื่อมราคาจะเท่ากับ (750,000-150,000)/10 = 60,000 บาทต่อปี เท่ากับว่าเมื่อเราขับรถไปเดือนนึง มูลค่าของมันจะลดลง 5,000 บาท

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ"รถยนต์"

5. รู้วิธีและทางเลือกในการซื้อรถ หลังจากที่ตระเวนดูรถจากหลายๆที่ หนี้แห่งความสุขก็กำลังจะเกิด ถ้าตัดสินใจได้แล้วว่าจะซื้อรถแน่ๆ เรื่องที่ต้องคิดต่อก็คือ จะซื้อรถด้วยวิธีไหนดี? เชื่อเถอะว่ามนุษย์เงินเดือนร้อยละ 85 ที่ซื้อรถด้วยเงินน้ำพักน้ำแรงจะใช้วิธีผ่อนเอา แล้วจะผ่อนแบบไหน แต่ละคนก็จะมีทางเลือกต่างกันไป

ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อรถนั้นจะคิดด้วยวิธี Flat Rate โดยคิดจากมูลค่าของเงินกู้ก้อนแรกเสมอ สมมุติ ซื้อรถ 750,000 บาท วางดาวน์ไปแแล้ว 250,000 บาท ต้องกู้เพิ่ม 500,000 บาท ธนาคารคิดดอกเบี้ย 5% ต่อปี ระยะเวลา 5 ปี (5 งวด) เท่ากับว่าต้องเสียดอกเบี้ย 500,000 x 5% = 25,000 บาทต่อปี ดอกเบี้ยของ 5 ปี ก็ 125,000 บาท เท่ากับว่าเป็นหนี้ธนาคาร 625,000 บาท คิดเป็นรายปี ก็ต้องจ่ายหนี้ปีละ 125,000 บาท เดือนละ 10,000 กว่าบาท พิจารณาสถาบันการเงินเพื่อกู้เงิน และดูทางเลือกที่ดีที่สุด วางเงินดาวน์สูงๆ ผ่อนหนักๆ จะใช้เวลาน้อยกว่า และได้ดอกเบี้ยที่ไม่มาก แต่สำหรับคนที่มีเงินน้อย แต่อยากจะมีรถซักคันไว้ขับ อาจจะเลือกทางที่เหมาะกับตัวเองคือ ดาวน์ต่ำ ผ่อนเบาๆ ไปยาวๆ แบบนี้จะเสียดอกเบี้ยเยอะกว่า แต่กระแสเงินสดก็คล่องขึ้น

ถ้าจะซื้อรถซักคัน ลองพิจารณาปัจจัย 5 ข้อที่บอกไว้ข้างต้นให้ดีก่อน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือดูว่ารถมี “ความจำเป็น” กับตัวเรามากน้อยแค่ไหน วางแผนค่าใช้จ่ายและพิจารณาความสามารถของตัวเองให้เหมาะสม รู้แล้วจะได้ไม่เจ็บตัวกัน ถ้าตัดสินได้แล้วก็ดำเนินการตามขั้นตอนที่บอกไว้ได้เลย แต่ถ้าคิดๆดูแล้วรถยังไม่จำเป็นเท่าที่ควร เก็บเงินไว้แล้วเอามาลงทุนให้งอกเงยกันดีกว่า ถึงเวลาจำเป็นค่อยซื้อรถก็ยังได้

ที่มา..https://www.krungsri.com

“ตากุ้งยิง” หรือเพราะแอบดูใคร หลายคนเข้าใจแบบนี้ จริงๆ แล้วคือยังไงกันแน่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472598

“ตากุ้งยิง” หรือเพราะแอบดูใคร หลายคนเข้าใจแบบนี้ จริงๆ แล้วคือยังไงกันแน่

2 กรกฎาคม 2564 – 13:05 น.

“ไปแอบดูอะไรไม่ดีมาหรือเปล่า” ความเข้าใจผิดๆ แบบนี้ น่าจะเหลือเพียงโจ๊กในโลกยุคดิจิทัล จริงๆ แล้ว “ตากุ้งยิง” คืออะไรยังไงกันแน่

เมื่อเกิด “ตากุ้งยิง” นอกจากจะทำให้เสียบุคลิกภาพ เพราะตาบวมแดงแล้ว บางคนยังอาจถูกแซวว่า “ไปแอบดูอะไรไม่ดีมาหรือเปล่า” ความเข้าใจผิดๆ แบบนี้ น่าจะเหลือเพียงโจ๊ก ล้อกันเล่นขำๆ แล้ว เพราะปัจจุบันนี่คือโลกยุคดิจิทัล ดังนั้น มารู้ไปพร้อมกันเลยว่าตากุ้งยิงเกิดจากอะไรกันแน่

“ตากุ้งยิง” คืออะไร

ตากุ้งยิง ภาษาอังกฤษคือ Stye หรือ Hordeolum โรคติดเชื้อที่บริเวณเปลือกตา ทำให้เกิดเป็นฝีหรือตุ่มหนองที่ขอบเปลือกตา ซึ่งอาจพบได้ทั้งเปลือกตาบนและเปลือกตาล่าง

“ตากุ้งยิง” เกิดจากอะไร

โรคตากุ้งยิงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่บริเวณเปลือกตา โดยบางรายอาจมีการอุดตันของต่อมไขมันหรือต่อมเหงื่อบริเวณเปลือกตานำมาก่อน แล้วเกิดการติดเชื้อซึ่งมีอยู่เป็นปกติในบริเวณนั้นตามมา หรือเมื่อมีเชื้อโรคเข้าไปจึงทำให้เกิดอาการอักเสบเป็นหัวหนองที่เปลือกตาบนหรือเปลือกตาล่าง

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยง “ตากุ้งยิง”

– ขยี้ตาบ่อย ๆ จนเปลือกตามีเชื้อแบคทีเรียหรือฝุ่นเกาะติดอยู่

– ล้างเครื่องสำอางออกไม่หมด

– ใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือที่ไม่สะอาด

– ใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ไม่สะอาดเช็ดดวงตา

– เช็ดถูดวงตาด้วยเสื้อผ้าที่ใส่อยู่

– ล้างหน้าด้วยน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค

– น้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา

– ฝุ่นละอองในอากาศลอยเข้าดวงตา

“ตากุ้งยิง” ใครเสี่ยงเป็นมากที่สุด

ตากุ้งยิงเป็นโรคที่พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่มักจะพบในเด็กอายุ 4 – 10 ขวบได้บ่อย อาจเพราะเด็กวัยนี้ยังไม่รู้จักรักษาความสะอาดดีเท่าที่ควร เช่น อาจเล่นดินเล่นฝุ่นแล้วเอามือมาขยี้ตา เป็นต้น ทว่าในผู้ใหญ่ที่เป็นตากุ้งยิงบ่อยๆ อาจบ่งบอกได้ว่ามีปัญหาสุขภาพอื่นๆ แฝงอยู่ดังต่อไปนี้

– มีความผิดปกติเกี่ยวกับสายตา เช่น สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง หรือตาเข ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเสี่ยงเป็นตากุ้งยิงบ่อย เพราะเปลือกตาต้องทำงานมากกว่าปกติ เช่น ต้องขยี้ตา หรี่ตา หรือเพ่งสายตามากกว่าปกติเพื่อให้มองเห็นได้ชัด

– สุขภาพทั่วไปไม่ดี เช่น เป็นโรคเรื้อรัง ขาดอาหาร ฟันผุ ไซนัสอักเสบ อดนอน เป็นต้น

– ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำทำให้ติดเชื้อง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง เบาหวาน หรือกินยาสเตียรอยด์นานๆ เป็นต้น

อาการ “ตากุ้งยิง” เป็นอย่างไร

จะเป็นตุ่มบวมแดงหรือเป็นหนองที่เปลือกตา ระยะแรกจะมีอาการปวด บวม บางรายมีอาการบวมมากจนตาปิด หรือบางรายมีหนองไหลออกจากเปลือกตา และในกรณีที่หนองแตกในตาจะทำให้มีขี้ตาเป็นสีเขียว

แบ่ง “ตากุ้งยิง” ได้ 3 ประเภท

1. External hordeolum โรคตากุ้งยิงที่เกิดจากการอักเสบของต่อมไขมัน ลักษณะเป็นตุ่มหนองที่บริเวณเปลือกตาด้านนอก มีอาการแดง เจ็บ ซึ่งเราอาจเรียกตากุ้งยิงชนิดหัวผุดก็ได้

2. Internal hordeolum โรคตากุ้งยิงที่เกิดจากการอักเสบของต่อมไขมันที่บริเวณเปลือกตาด้านใน จะพบเป็นตุ่มนูนแดง เจ็บ ซึ่งเราอาจเรียกตากุ้งยิงชนิดหัวหลบใน

3. Chalazion เป็นการอักเสบเรื้อรังของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา ตากุ้งยิงจะมีลักษณะนูนแข็ง กดไม่เจ็บ หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ตาเป็นซิสต์

เป็น “ตากุ้งยิง” ทำไงดี

หากรู้สึกว่าตัวเองเป็นตากุ้งยิง ให้ดูแลตัวเองเบื้องต้น ดังนี้

1. ล้างมือบ่อย ๆ 

2. งดใช้เครื่องสำอาง

3. หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์

4. ไม่ควรบีบหนองออกเอง เพราะอาจทำให้อักเสบมากขึ้น

รักษา “ตากุ้งยิง” อย่างไร

เมื่อสงสัยว่าเริ่มเป็นตากุ้งยิงก็ควรรีบมาพบจักษุแพทย์โดยเร็ว เพราะในระยะแรกจะมีลักษณะเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง ถ้าได้ใช้ยาทันท่วงที และใช้น้ำอุ่นประคบบริเวณที่เป็นวันละ 2 – 4 ครั้ง จะทำให้ไม่เกิดการรวมตัวเป็นฝีขึ้น กุ้งยิงก็จะหายได้โดยการใช้ยาเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องผ่าฝี ทั้งนี้ การใช้ยาควรได้รับการตรวจตาและสั่งยาโดยแพทย์ โดยยาที่ใช้มักเป็นยาปฏิชีวนะหยอดตาป้ายตา และบางรายอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะรับประทานร่วมด้วย แต่ในรายที่เป็นฝีหรือตุ่มเป็นไตขึ้นมาแล้ว จำเป็นต้องทำการผ่าฝีและขูดบริเวณนั้นออกให้สะอาดจริงๆ ร่วมกับการใช้ยาเพื่อรักษาให้หายขาดและไม่ให้เป็นซ้ำอีก ในบางรายอาจเป็นซ้ำได้ถ้าหนองยังออกไม่หมด หรือการอักเสบยังไม่หายดี

วิธีดูแลตัวเองหลังเจาะกุ้งยิง

1. ปิดตาไว้อย่างน้อย 2 – 3 ชั่วโมง หลังจากนั้นสามารถเปิดตาเองได้ ล้างหน้าได้ตามปกติ

2. หากมีอาการปวดให้รับประทานยาแก้ปวด ครั้งละ 1 – 2 เม็ด ทุก 4 – 6 ชั่วโมง

3. วันรุ่งขึ้นให้ประคบน้ำอุ่น โดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น บิดให้หมาด แล้วประคบลงบนเปลือกตาข้างที่เป็นกุ้งยิงครั้งละ 10 – 15 นาที ในขณะที่ประคบให้หลับตาไว้ วิธีนี้จะช่วยลดอาการปวด บวม หรือช้ำได้

ง่ายนิดเดียว “ตากุ้งยิง” ป้องกันได้

1. ดูแลรักษาความสะอาดบริเวณเปลือกตา ใบหน้า และเส้นผม โดยเฉพาะผู้หญิงควรต้องสระผมบ่อยๆ

2. ระวังอย่าให้ผมแยงตา

3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณเปลือกตา หรือขยี้ตาบ่อย ๆ

4. หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเช็ดตัว หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น

5. ล้างเครื่องสำอางให้สะอาด โดยเฉพาะบริเวณดวงตา

6.  เมื่อสงสัยว่ามีอาการตากุ้งยิง ให้รีบมารักษากับแพทย์โดยเร็ว

พยายามอย่าใช้มือขยี้ตาหรือสัมผัสดวงตาบ่อยๆ รวมทั้งควรสวมใส่แว่นตาเมื่อต้องเผชิญกับกลุ่มควันและฝุ่นละออง เท่านี้ก็จะช่วยป้องกันได้แล้ว แต่หากใครเป็นตากุ้งยิงขึ้นมา ถ้าสามารถดูแลตนเองในเบื้องต้นได้อย่างที่แนะนำไปในระยะที่อาการยังไม่รุนแรงมาก ตากุ้งยิงจะค่อยๆ ยุบลงภายใน 24 ชั่วโมง และเมื่อรักษาต่อไปอีก 3 – 4 วัน ฝีก็จะค่อย ๆ ยุบหายไปเอง

ข้อมูล : หมอชาวบ้าน

เช็ก “จุดเสี่ยงในบ้าน” อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472634

เช็ก”จุดเสี่ยงในบ้าน” อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ

2 กรกฎาคม 2564 – 11:07 น.

เช็ก”จุดเสี่ยงในบ้าน” อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ

พัฒนาการของลูกน้อย เป็นสิ่งที่คนเป็นพ่อ แม่ เฝ้ามองดูด้วยใจจดจ่อ แต่เมื่อลูกน้อยของเรา เริ่มคลาน หรือ นั่งถัดไปเรื่อยๆ  เริ่มเดินเตาะแตะไปทั่วบ้าน นั่นหมายถึง พ่อ แม่ ต้องเฝ้าระวัง ไม่ให้คลาดสายตากันแม้แต่วินาทีเดียว เพราะลูกน้อยของเราจะสำรวจไปทุกที่ ซึ่งแน่นอนว่าแม้แต่ในบ้านของเราก็ย่อมเป็นจุดเสี่ยง จุดอันตรายได้เช่นกัน เราลองมาสำรวจกันว่า จุดเสี่ยงในบ้านของเรา จะมีจุดไหนบ้างที่จะทำให้ลูกได้รับอันตรายได้บ้าง 

เริ่มจาก พื้นบ้านที่ ลูกน้อย คืบคลานไปทั่ว พื้นบ้านต้องสะอาด ปลอดภัย จากสิ่งของที่ตั้งกีดขวางซึ่งอาจจะตกหล่นใส่ลูกได้ หรือ ต้องไม่มีสิ่งของชิ้นเล็กๆ ที่ลูกจะหยิบจับเข้าปากได้ เช่นเหรียญ เข็ม เมล็ดผลไม้ 

 เช็ก"จุดเสี่ยงในบ้าน" อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ

บันได เป็นจะเป็นอะไรที่ท้าทายสำหรับเด็กในวัยคลานถึงเริ่มหัดยืน เดิน และอุบัติเหตุที่พบเห็นบ่อยๆ คือตกบันได หรือศรีษะติดอยู่ราวบันได ดังนั้นพ่อแม่ควรหาวิธีป้องกันช่องระหว่างราวบันได หรือ มีแผงกั้นป้องกันไม่ให้ลูกปีนบันไดขึ้นไปได้

 เช็ก"จุดเสี่ยงในบ้าน" อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ

ปลั๊กไฟ บางบ้านมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี ด้วยการทำปลั๊กไฟ สูงจากพื้นให้พ้นมือเด็กเล็ก หรือ ไม่เช่นนั้น ต้องมีเต้าเสียบเพื่อป้องกันลูกแหย่รูปลั๊กไฟ

 เช็ก"จุดเสี่ยงในบ้าน" อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ

กาต้มน้ำ  หรือ ของร้อน ที่ คุณแม่ต้องพึงระวัง เพราะอาจกระเด็นใส่ลูก จนได้รับบาดเจ็บได้ 

 เช็ก"จุดเสี่ยงในบ้าน" อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ

จมน้ำ สิ่งที่พ่อ แม่ หลายคน อาจมองข้ามไป แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็กในวัยนี้ ก็มีให้เราได้เห็นกันบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นอ่างอาบน้ำลูก  หรือแม้แต่ถังน้ำที่มีน้ำอยู่ หากลูกน้อยเกิดพลาดหัวทิ่มลงไปในน้ำ ในช่วงที่ไม่มีใครเห็น อาจส่งผลให้ขาดอากาศหายใจ อันตรายถึงพิการ หรือเสียชีวิตได้

 เช็ก"จุดเสี่ยงในบ้าน" อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ

เตียงนอน  เตียงสำหรับเด็กที่มีคอกกั้น ก็มีความเสี่ยงที่ลูกจะปีนป่ายออกมาจะพลัดตกมาได้  

 เช็ก"จุดเสี่ยงในบ้าน" อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ

ที่นี่มาดูกันว่าหากลูกน้อยของเรา เกิดอุบัติเหตุจากจุดเสี่ยงในบ้านแล้ว พ่อ แม่ ต้องปฐมพยาบาลลูกน้อยอย่างไรบ้าง 

–  หกล้ม เกิดรอย ฟกช้ำดำเขียว  ต้องประคบแผลด้วยน้ำเย็นทันที จากนั้นค่อยประคบน้ำอุ่น

– เกิดแผลฉีกขาด จากของมีคม  ต้องล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ให้น้ำไหลผ่านแผล หยุดเลือด ด้วยการใช้ผ้าสะอาดกดที่บริเวณบาดแผล เมื่อเลือดหยุดไหล ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทาบริเวณรอบๆแผลระวังอย่าให้น้ำยาโดนบริเวณแผล

–  ไฟดูด  ถ้าลูกไม่หายใจ ต้องกระตุ้น โดยการเป่าปาก และกดบริเวณอก

–  น้ำร้อนลวก ต้องทำให้บริเวณที่โดนน้ำร้อนลวกเย็นลง โดยล้างแผลด้วยน้ำเย็น จนกว่าอาการปวดจะทุเลา จากนั้นใช้ผ้าปิดคลุมแผล แต่อย่าแน่นเพราะบริเวณที่โดนน้ำร้อนจะบวม ให้ทานยาแก้ปวดสำหรับเด็ก และนำส่งแพทย์ 

– สารพิษ ต้องรีบเก็บสารพิษที่ลูกกินเข้าไป เพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบแล้วรีบโทรปรึกษาแพทย์ทันที เพราะการช่วยด้วยการให้อาเจียนออกมานั้นอาจใช้ไม่ได้ทุกครั้งเพราะสารพิษบางชนิดอาจย้อนกลับขึ้นมาทำอันตรายได้ 

“กาแฟ” แค่วันละ 2 แก้ว ลดความเสี่ยงได้ถึง 9 โรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472623

“กาแฟ” แค่วันละ2แก้ว ลดความเสี่ยงได้ถึง 9 โรค

2 กรกฎาคม 2564 – 09:41 น.

รู้ไว้ใช่ว่า สำหรับประโยชน์ของการดื่ม “กาแฟ” วันนี้จะนำเสนอคุณประโยชน์ที่เป็นผลดีต่อร่างกาย โดยเฉพาะผู้ชื่นชอบทั้งรสชาติ และกลิ่นหอมอันเย้ายวน

“กาแฟ” หลายท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า เป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน และมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท หากท่านที่กำลังหลงไหลใน “กาแฟ” แก้วโปรด ขอแนะนำเอาไว้เลยครับว่า ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า เพราะหากในแต่ละวัน มีการดื่มในปริมาณมากๆ หรือวันละหลายๆ แก้ว  

แน่นอนละครับ เจ้า”คาเฟอีน” มันจะเข้าไปทำให้ร่างกายคุณกระปรี้กระเปร่า อยู่ตลอดเวลา หรือตื่นตาตื่นใจอยู่ทุกวินาที ซึ่งอาการเช่นนี้ มักจะทำให้เกิดใจสั่น นอนไม่หลับ กระวนกระวาย และหงุดหงิดง่าย โดยเฉพาะสตรีมีตั้งครรภ์ ยิ่งไม่ควรดื่มกาแฟในปริมาณมากเกินไป เพราะมันจะทำให้เกิดผลกระทบต่อเด็ก หรือทารกในครรภ์ได้

ขณะเดียวกัน ก็มีคำถามเข้ามาว่า อ้าว..ถ้าอย่างงั้น ควรจะดื่ม “กาแฟ” วันละกี่แก้ว หรือจำนวนเท่าไหร่ละ ถึงจะเหมาะสม อันนี้ตอบได้เลย ครับ..ว่า ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละบุคคล บางท่านอาจดื่มแค่แก้วเดียว ก็สามมารถสดชื่นไปได้ตลอดทั้งวัน แต่ส่วนใหญ่จะดื่มแค่วันละ 2 แก้ว คือช่วงเช้า และช่วงบ่าย ในแต่ละวัน

หรือถ้าพูดกันแบบตามหลัก วิชาการกันเลย ก็คือ ในแต่ละวัน ควรบริโภคไม่เกิน 4 แก้ว หรือไม่เกิน 20 ออนซ์ แต่ปริมาณที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ได้ประโยชน์คือวันละ 1-2 แก้ว หรือประมาณ 10 ออนซ์เท่านั้น ซึ่งหากดื่มในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะทำให้ได้รับประโยชน์จาก “กาแฟ” มากมาย

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของ “กาแฟ” มีมากมาย อาทิ เรื่องของการต้าน “อนุมูลอิสระ”   เพราะจากการศึกษาของนักวิจัยในต่างประเทศ พบว่า เมล็ดกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้า ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าเมล็ดกาแฟสายพันธุ์อื่น

นอกจากนี้ประโยชน์ของกาแฟ ยังช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้ด้วย อาทิเช่น

ช่วยป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ B

ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ป้องกันโรคหัวใจ

ช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานได้เร็วขึ้น และมีสมาธิ

ช่วยป้องกันโรคหอบ

มีกรดอะซิติก ช่วยป้องกันโรคมะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งช่องปาก

ช่วยลดการเกิดโรคตับจากการดื่มสุรา

ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะจากการเมาสุรา

การดื่มกาแฟหลังอาหารช่วยลดความอ้วนได้

กาแฟเข้มข้นจะทำให้ออกไซด์แตกตัวช่วยชะลอความแก่

5 วิธีวางแผน “ช้อปออนไลน์” ให้ได้ของถูกและดี เงินไม่รั่ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472605

5 วิธีวางแผน “ช้อปออนไลน์” ให้ได้ของถูกและดี เงินไม่รั่ว

2 กรกฎาคม 2564 – 09:30 น.

เตือนกันไว้ก่อนตั้งแต่ต้นเดือน “ช้อปออนไลน์” อย่าละเลย ไม่อย่างนั้น กดเพลิน ๆ เงินในกระเป๋าจะรั่ว หมดตัวก่อนสิ้นเดือนได้

ต้นเดือนเงินเพิ่งเข้าบัญชีกำลังอุ่น ๆ เผลอเข้าแอปฯ เปิดเฟซบุ๊ก เจอไลฟ์สดขายของ นั่งดูไปดูมา cf ใส่ตะกร้า กดโอนเงิน จ่ายไปจ่ายมาเงินอาจรั่วไหลไปเหลือใช้ถึงสิ้นเดือนได้

สถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนต่อคน ประสบปัญหาเรื่องค่าครองชีพ แต่ใช่ว่าวงการ “ช้อปออนไลน์” จะซบเซา เพราะล่าสุด วันที่ 1 กรกฎาคม นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้ออกมาเปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชน 7,499 คน ทั่วประเทศ พบพฤติกรรมซื้อสินค้าออนไลน์ ใน 3 เดือนแรกของปี 2564 (มกราคม – มีนาคม) มีมูลค่าสูงถึง 75,000 ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นถึง 45.05 % จากที่สนค. เคยสำรวจเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 52,000 ล้านบาทต่อเดือน

สำหรับกลุ่มสินค้าที่ประชาชนนิยม “ช้อปออนไลน์” สูงสุด คือ กลุ่มเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ รองลงมา คือ อาหารและเครื่องดื่ม , สินค้าสุขภาพ เครื่องสำอาง ของใช้ส่วนบุคคล , ของใช้ในบ้าน สำนักงาน ,  เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ , โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์มือถือ , เครื่องกีฬา เครื่องเขียน , เพลง ภาพยนตร์ และสินค้าบันเทิงอื่น ๆ , ซอฟแวร์ เกมส์ , การจอง/บริการต่าง ๆ , คอมพิวเตอร์ , ของเล่น , หนังสือ นิตยสาร โดย “โทรศัพท์มือและอุปกรณ์มือถือ” เป็นสินค้าที่มีสัดส่วนใช้จ่ายสูงสุด

5 วิธีวางแผน "ช้อปออนไลน์" ให้ได้ของถูกและดี เงินไม่รั่ว

“ข้าราชการ” ช้อปเก่งกว่า “พนักงานบริษัท”

สำหรับกลุ่มอายุที่มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยสูงสุด คือ ช่วง 20-29 ปี ประมาณ 2,379.30 บาทต่อเดือน รองลงมา 50-59 ปี 2,349.00 บาทต่อเดือน ผู้ที่ใช้จ่ายออนไลน์สูงสุดมีอาชีพ นักศึกษา คิดเป็น 92.88% โดยเฉพาะในสินค้ากลุ่มโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์มือถือ และกลุ่มคอมพิวเตอร์ รองลงมา คือ ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ พนักงานรัฐ 84.57% และพนักงานบริษัท  84.36%

5 วิธีวางแผน "ช้อปออนไลน์" ให้ได้ของถูกและดี เงินไม่รั่ว

5 วิธี ปรับแผน  “ช้อปออนไซต์” มาใช้กับการ “ช้อปออนไลน์”

1. วางแผนค่าใช้จ่ายส่วนที่สำคัญต้องจ่ายในแต่ละเดือน ก่อนลงมือ “ช้อปออนไลน์” ทางที่ดี คือกำหนดยอดเงินสำหรับการ     ช้อปออนไลน์ให้ชัดเจน ไม่ปล่อยเพลินช้อปไปเรื่อย ๆ เห็นนั่นก็อยากได้ เห็นนี่ก็ไม่ได้แพง ซื้อในออนไลน์ถูกจัง แต่ถ้ารวม ๆ หลาย ๆ ชิ้น อาจเกินงบที่จะใช้จ่ายจำเป็นได้

2. จดรายการที่ต้องซื้อ ก่อนเข้าไปช้อปปิ้งทั้งเพจเฟซบุ๊กขายสินค้า แอปฯ ต่าง ๆ เพราะการจดรายการของที่จะซื้อ จะได้พบว่ามีบางอย่างต้องซื้อ บางชิ้นยังรอได้ และบางชิ้นอาจต้องตัดใจหากบวกลบแล้วเป็นการดึงเงินมาใช้จ่ายเกินตัว จะได้ไม่ต้องนั่งกลุ้มใจ ตอนบิลค่าบัตรเครดิตมา หรือนับวันเร่งชั่วโมงว่าเมื่อไหร่จะสิ้นเดือนสักที ทั้งที่เพิ่งผ่านต้นเดือนมาไม่กี่วัน

3.  เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ บางครั้งเห็นโปรโมชั่นลดราคาสินค้าก็อย่าเพิ่งรีบร้อนช้อปปิ้งเกินไป หากได้มีเวลาเสิร์ชข้อมูลดูราคาเปรียบเทียบให้ละเอียดก่อน น่าจะช่วยให้ได้สินค้าที่ถูกใจ ราคาเหมาะสม ไม่เสียความรู้สึกภายหลัง

4. หูไวตาไวกับ “โปรโมชั่น” ปัจจุบันการแข่งขันในตลาดออนไลน์สูง หลายเจ้าแข่งกันลดราคา ทำโปรโมชัน แจกคูปองส่วนลดมากมาย นักช้อปตัวยงต้องไม่พลาดเก็บคูปอง ศึกษาหาส่วนลดต่าง ๆ ให้ดี ๆ ก็จะยิ่งช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า แบบช้อปแล้วคุ้มแน่นอน

5. จ่ายด้วยบัตรเครดิต แต่ข้อดีต้องระมัดระวังไปพร้อม ๆ กับการช้อปด้วย นั่นคือศึกษาก่อนช้อปให้ดีว่าบัตรเครดิตที่มีร่วมรายการอะไรกับแอป ฯ นั้นหรือไม่ ซึ่งจ่ายผ่านบัตรเครดิตก็มีข้อดี เพราะจะมีแต้มสะสมให้ได้นำไปใช้แลกสินค้าและบริการเพิ่มเติมได้ด้วย

กักตัวมันเหงา Work From Home  เรียนออนไลน์นาน ๆ มันเบื่อ ไม่ได้ไปเดินห้าง เที่ยวนั่นเที่ยวนี่ ไม่ได้เจอใคร “ช้อปออนไลน์” เป็นอีกทางที่หลายคนเลือกใช้ เพราะข้อดีสำคัญคือความสะดวก ลดการไปเจอคนหมู่มาก ที่จะเสี่ยงในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาด แต่นักช้อป ก็ต้องมีสติก่อน cf รูดปรื้ด ๆ  ด้วย

อ้างอิง :  

http://www.tpso.moc.go.th/th/node/11098

https://www.krungsri.com/th/plearn-plearn/how-to-shopping-save-and-good

ภาพประกอบ : pixabay.com