“นมแพะ” ผลิตภัณฑ์นมแฝง 5 วิตามิน ดีต่อสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472620

“นมแพะ”ผลิตภัณฑ์นมแฝง 5 วิตามิน ดีต่อสุขภาพ

2 กรกฎาคม 2564 – 08:40 น.

ผลิตภัณฑ์นมที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาด แน่นอนว่านมวัว เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด เพราะความคุ้นชิน แต่อีกด้านหนึ่ง “นมแพะ”  ก็ถือเป็นผลิตภัณฑ์อีกหนึ่งทางเลือก ที่ดีต่อสุขภาพ .

ความน่าสนใจของ  นมแพะ” อยู่ที่มีโปรตีนและไขมันที่ย่อยได้ง่ายกว่านมวัว  ทำให้ร่างกายสามารถนำสารอาหารและวิตามิน ที่มีอยู่ในน้ำนมจากนมแพะไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายและรวดเร็วกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่านมวัว  นอกจากนี้ในผู้ที่แพ้นมวัว สามารถดื่มนมแพะแทนได้  หรือในเด็กทารกที่น้ำนมแม่ไม่เพียงพอ ก็อาจทดแทนด้วยการให้ดื่มนมแพะได้ เพราะนมแพะมีความใกล้เคียงกับน้ำนมแม่มากที่สุด

“นมแพะ” มีกระบวนการผลิตน้ำนมคล้ายกับนมของคน จึงทำให้มีสารอาหารตามธรรมชาติในปริมาณที่สูง ออกมาพร้อมกับน้ำนม กรดไขมันในนมแพะที่เป็นลักษณะเฉพาะคือ การให้พลังงาน ลดหรือยับยั้งและสลายการสะสมของ คอเลสเตอรอล  ที่โดดเด่นคือในน้ำนมแพะมีวิตามิน ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายรวม  5 ชนิด ซึ่งจะช่วยบำรุงสุขภาพได้เป็นอย่างดี

ประกอบด้วย วิตามินเอ “นมแพะ” มีวิตามินเอ ซึ่งเป็นวิตามินที่จะช่วยบำรุงสายตา ป้องกันตาต้อกระจก และเพิ่มการทำงานของเซลล์ที่ดักจับเชื้อโรค จึงทำให้เชื้อโรคหลุดเข้าไปในร่างกายได้น้อยลง ส่งผลให้ร่างกายมีความแข็งแรง ปลอดจากอาการป่วย  ,  วิตามินซี  มีส่วนช่วยในการป้องกันไข้หวัด เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงและทำหน้าที่ในการกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายให้หมดไป 

 วิตามินอี   ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับชั้นผิว  สามารถปกป้องผิวจากรังสียูวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ไม่ได้ทาครีมกันแดด แต่ได้รับวิตามินอีอย่างเพียงพอ ก็หมดปัญหาเรื่องรังสียูวีได้  ,  วิตามินบี 6  ที่จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวสร้างแอนติบอดี้ได้มากขึ้น  ป้องกันเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ดี และลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง  ,วิตามินดี   เป็นวิตามินที่ทำหน้าที่ในการเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม ทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ เสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง

คุณสมบัติของ “นมแพะ” คือ  เป็นนมที่ทำให้เกิดการแพ้ได้น้อยกว่านมวัวถึง 3 เท่า จึงเหมาะสำหรับให้เด็กดื่ม ในกรณีที่ไม่สามารถดื่มนมแม่ได้ โดยเฉพาะเด็กทารกที่มีอาการแพ้นมวัว นอกจากนี้นมแพะก็มีปริมาณน้ำตาลน้อยมาก จึงไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักที่อาจเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนอกจากจะเหมาะกับเด็กแล้ว ก็เหมาะกับผู้ใหญ่ที่ชอบดื่มนมเป็นประจำแต่ไม่อยากอ้วนอีกด้วย

"นมแพะ"ผลิตภัณฑ์นมแฝง 5 วิตามิน ดีต่อสุขภาพ
"นมแพะ"ผลิตภัณฑ์นมแฝง 5 วิตามิน ดีต่อสุขภาพ
"นมแพะ"ผลิตภัณฑ์นมแฝง 5 วิตามิน ดีต่อสุขภาพ

โปรตีนที่อยู่ในนมแพะ เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย จึงไม่ทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ  ต่างจากนมวัวที่ส่วนใหญ่จะมีโปรตีนย่อยยากเป็นหลัก เมื่อดื่มมากๆ จึงรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืดได้    นมแพะมีส่วนช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย  ทำให้เซลล์เหล่านั้นสามารถกลับมาใช้งานได้ดีดังเดิมและอาจมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย 

สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ดี จึงลดความเสี่ยงภาวะไขมันอุดตันเส้นเลือดและทำให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ ช่วยบำรุงสายตาและพัฒนาสมอง จึงเหมาะกับวัยเด็กที่กำลังมีพัฒนาการที่ดีและผู้ที่ต้องใช้สายตาในการทำงานเป็นหลัก โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ   การดื่มสามารถทำได้มาก ตามความต้องการโดยไม่ทำให้อ้วน

“นมแพะ”เป็นนมที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารและคุณประโยชน์มากมาย เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่ต้องการดื่มนมเพื่อสุขภาพ “นมแพะ”ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก   หากมองข้ามในเรื่องราคาที่สูงกว่านมวัว

***ขอขอบคุณเนื้อหาจาก :  https://hd.co.th/

"นมแพะ"ผลิตภัณฑ์นมแฝง 5 วิตามิน ดีต่อสุขภาพ
"นมแพะ"ผลิตภัณฑ์นมแฝง 5 วิตามิน ดีต่อสุขภาพ
"นมแพะ"ผลิตภัณฑ์นมแฝง 5 วิตามิน ดีต่อสุขภาพ

“กันกระแทก” แบบนี้ช่วยได้จริงเหรอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472573

“กันกระแทก”แบบนี้ช่วยได้จริงเหรอ

1 กรกฎาคม 2564 – 21:30 น.

เป็นเรื่องราวที่ต้องตั้งคำถาม ไปพร้อมชื่นชม เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวมาเลเซีย ออกมาโพสต์ถึงกันกระแสวัสดุชนิดพิเศษจากทำธรรมชาติ ที่มาทั้งลูก เกือบจะหัวเสียเลยทีเดียว สงสัยต้องไปชมกันว่าคืออะไร

เป็นที่ฮือฮา และพูดถึงแพร่หลายในประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่าง “มาเลเซีย”ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์รีวิวถึงบริษัทขนส่งได้ส่งพัสดุมาให้ พร้อมอุปกรณ์กันกระแทก เพื่อไม่ให้สินค้าข้างในนั้นเสียหาย แต่เรียกว่าพอเปิด และเห็นอุปกรณ์กันกระแทกเจ้าของประเด็นถึงกับตั้งคำถามแน่น ๆ เพราะวัสดุกันกระแทกที่ใช้นั้นแม้จะเป็นวัสดุที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ แต่ก็งง ๆ ว่าใช้ได้จริงแค่ไหน 

"กันกระแทก"แบบนี้ช่วยได้จริงเหรอ

เรื่องราวชวนฮา ปนสงสัย ชนชื่นชมไอเดียเกิดจากร้านยานยนต์ในประเทศมาเลเซีย โพสต์เล่าประสบการณ์สั่งสินค้าจาก Shopee แล้วก็เจอความฮาเมื่อแกะกล่องออกมา แล้วเจอวัสดุที่ร้านค้าบน Shopee รายหนึ่งใช้ห่อของมาให้ ต้องบอกว่า Shopee เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ของ บริษัท สิงคโปร์ เพราะฉะนั้นจึงมีการเปิดให้บริการในหลายประเทศของอาเซียน 

ทีแรกเจ้าตัวก็นึกว่าส่งของผิด หรือโดนหลอกอะไรรึเปล่า ทำไมสั่งสินค้าแล้วได้ลูกมะพร้าวมาแทน แต่ก่อนที่จะเดือดหรือหัวเสีย ก็ลองแกะเทปที่พันลูกมะพร้าวออกดูซะก่อน แล้วก็พบว่า.. มันมีสินค้าที่สั่งมา ซ่อนอยู่ภายในลูกมะพร้าวจริงๆ

"กันกระแทก"แบบนี้ช่วยได้จริงเหรอ

ประเด็นทำให้หลายคนที่เห็นโพสต์ต่างก็มองไปกันคนละมุม ทั้งฮาขำหนัก ทั้งบอกว่าไอเดียดีบรรเจิด แต่จะว่าไปกาบมะพร้าวที่เหลือจากการใช้แล้ว หาลองเอาไอเดียนี้มาต่อยอดก็สามารถทำเป็นอาชีพได้ เหมือนกับบ้านเราที่ใช้ต้นผักตบชวาแห้งนั้นมาเป็นวัสดุกันกระแทก ที่ผลิตขึ้นจากธรรมชาติทดแทนวัสดุอย่างพลาสติก ก็ช่วยรักษ์โลกได้อีกทาง 

"กันกระแทก"แบบนี้ช่วยได้จริงเหรอ
"กันกระแทก"แบบนี้ช่วยได้จริงเหรอ
"กันกระแทก"แบบนี้ช่วยได้จริงเหรอ

แบรนด์กีฬา “อาดิดาส” ยื่นฟ้องแบรนด์ “ทอม บราวน์” ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ “สามขีด” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472557

แบรนด์กีฬา “อาดิดาส” ยื่นฟ้องแบรนด์ “ทอม บราวน์” ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ “สามขีด”

1 กรกฎาคม 2564 – 18:15 น.

แบรนด์กีฬา “อาดิดาส” ยื่นฟ้องแบรนด์ “ทอม บราวน์” ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ “สามขีด” หลังจากฟ้องหลายแบรนด์ไปแล้วก่อนหน้านี้

โดยเพจ GQ Thailand ได้โพสต์แจ้งข่าวว่า แบรนด์กีฬา “อาดิดาส” ได้ยื่นฟ้องแบรนด์ “ทอม บราวน์” หลังจากได้มีการละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ “สามขีด” ของ อาดิดาส

แบรนด์กีฬา "อาดิดาส" ยื่นฟ้องแบรนด์ "ทอม บราวน์" ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ "สามขีด"

#GQUpdate เพราะเรื่องของลิขสิทธิ์เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ล่าสุดแบรนด์กีฬาชื่อดัง “อาดิดาส” (#Adidas) ได้ยื่นฟ้องต่อแบรนด์ “ทอม บราวน์” (#ThomBrowne) ในกรณีการละเมิดต่อเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ “สามขีด” อันโด่งดัง หลังจากฟ้องแบรนด์เทสล่า (Tesla), จูซซี่ กูตูร์ (Juicy Couture), เจ ครูว์ (J. Crew) และ Forever 21 ไปก่อนหน้านี้

โดยจากการรายงานคำร้องของแบรนด์กีฬาดังระบุว่า อาดิดาส มีความกังวลต่อการใช้เครื่องหมายแถบคู่ขนานกันทั้งสอง สามหรือสี่เส้น ของ ทอม บราวน์ ในไลน์เครื่องแต่งกายและรองเท้าสไตล์นักกีฬาเป็นอย่างมาก เนื่องจากการออกแบบดังกล่าว จะทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนต่อสัญลักษณ์สามขีดของอาดิดาส เกี่ยวกับแหล่งที่มา การสนับสนุน สมาคม หรือความเกี่ยวข้อง ซึ่งในทางกลับกัน “เป็นอันตรายต่อแบรนด์ของอาดิดาสและ [เครื่องหมาย] ที่มีค่าอย่างยิ่ง”

นอกจากนี้ทางอาดิดาสยังกล่าวอ้างว่า ทอม บราวน์ กำลังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากชื่อเสียงที่แพร่หลาย และการเป็นที่ยอมรับจากสาธารณชนอย่างมหาศาลของสัญลักษณ์สามขีด 
และ ค่าความนิยมอันมีค่าอย่างยิ่ง ที่แบรนด์สร้างขึ้นจากเงินลงทุนกว่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อส่งเสริมการขาย

แบรนด์กีฬา "อาดิดาส" ยื่นฟ้องแบรนด์ "ทอม บราวน์" ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ "สามขีด"

ต้องคอยติดตามดูกันต่อไปว่าประเด็นการฟ้องร้องนี้จะจบลงที่ใด และ อาดิดาสจะมีการดำเนินการฟ้องแบรนด์อื่นๆ อีกหรือไม่ ต้องคอยติดตาม

แบรนด์กีฬา "อาดิดาส" ยื่นฟ้องแบรนด์ "ทอม บราวน์" ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ "สามขีด"
แบรนด์กีฬา "อาดิดาส" ยื่นฟ้องแบรนด์ "ทอม บราวน์" ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ "สามขีด"
แบรนด์กีฬา "อาดิดาส" ยื่นฟ้องแบรนด์ "ทอม บราวน์" ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ "สามขีด"
แบรนด์กีฬา "อาดิดาส" ยื่นฟ้องแบรนด์ "ทอม บราวน์" ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ "สามขีด"

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472563

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

1 กรกฎาคม 2564 – 18:50 น.

ในช่วงหลังมานี้เพลงนอกกระแส โดยเฉพาะแนวเพลงโฟล์คเป็นที่แพร่หลายในวงกว้าง บางเพลงได้รับความนิยมจนกลายเป็นเพลงฮิต  

     ช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา วงการเพลงในบ้านเราเจริญเติบโตอย่างมาก หลากหลายแนวเพลง ไม่ว่าจะเป็น แนวเพลงร็อค ป๊อป ฮิปฮอป ต่างมีผลงานออกมาบนโลกออนไลน์ ได้รับความนิยมจนยอดวิวถล่มทลายในหลายเพลงดัง 

     แต่ในห้วงเวลาเดียวกันกลับมีกระแสกลุ่มนักฟังเพลงเล็ก ๆ อย่าง “เพลงนอกกระแส” โดยเฉพาะแนวโฟลค์ กลับค่อย ๆ เติบโตขึ้นทีละนิดทีละน้อย จนบางบทเพลงทะลุขึ้นมาเทียบกับเพลงในกระแสหลัก

     โดยกลุ่มนักฟังเพลงนอกกระแส ระยะหลังมานี้ จะควบคู่ไปกับเทรด์แคมป์ปิ้งเดินป่า เนื่องด้วยดนตรีโฟลค์เพลงดนตรีที่ฟังง่าย เบา เน้นเนื้อหาสาระในเนื้องร้องมากกว่าทำนอง จึงทำให้นักฟังเพลงกลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มที่ชอบปลีกตัวออกมาจากกลุ่มนักฟังเพลงกระแส    

     สำหรับ 8 วงดนตรีเพลงนอกกระแส หรือ แนวเพลงโพลค์ ที่มีขยับขึ้นมาเป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มและนอกกลุ่ม ประกอบด้วย 

     1.Selina and Sirinya

     – สองหนุ่ม “ราม” เอกศักดิ์ ชานาง จากราชบุรี และ “เอ๊ะ” นที ศรีดอกไม้ จากสุพรรณบุรี ถือว่าเป็นคิงแห่งดนตรีโฟล์ค และเป็นต้นแบบของวงโฟล์คสมัยใหม่เลยก็ว่า Selina and Sirinya เป็นที่รู้เมื่อราวปี 2546 กับเพลง  She , If และ Our จนมาสู่อัลบั้มแรก ซึ่งในช่วงแรกเพลงของ Selina and Sirinya อาจยังไม่เป็นที่รู้จ้กมาก แต่ในปัจจุบันเหล่าบรรดาวงโฟล์คยุคใหม่นำเพลงของสองหนุ่มมาเล่นกันให้เห็นอยู่ประจำ 

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

        2.เขียนไขและวานิช 

    – “โจ้” สาโรจน์ ยอดยิ่ง ผู้ก่อตั้งวง “เขียนไขและวานิช” เจ้าของบทเพลง แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร ที่โจ้แต่งเพลงนี้ให้กับสาวจังหวัดน่าน ก่อนจะเก็บเพลงนี้ไว้ จนกระทั่งถูกปล่อยออกจนกลายเป็นเพลงฮิตไปแล้ว “เขียนไขและวานิช” เป็นวงโฟล์คจากเชียงใหม่ ผู้นำบทกวีมาใส่ดนตรี จนกลายเป็นเพลงที่ติดหูหลายเพลง เช่น ภาพฝันจักรวาล หนีห่าง เป็นต้น “เขียนไขและวานิช” มีผลงานเพลง 3 อัลบั้ม 

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

    3.สุขเสมอ 

    – วงดนตรี “สุขเสมอ” มีนักร้องอย่าง “เรย์” ประชา หลุยจำวัน หนุ่มผมยาว เพื่อนสนิท “โจ้ เขียนไขและวานิช” แฟนเพลงสายโฟล์ค คงคุ้นหน้ากันดี เพราะ “เรย์” เดินสายเล่นกับ “โจ้” มาโดยตลอด ซึ่งบางครั้ง “เรย์” ก็ได้ร้องเพลงของตัวเขาเองในนาม “สุขเสมอ” อย่างเพลง ช่วงเวลาหนึ่ง ปลอบโยน เป็นต้น “สุขเสมอ” มีเนื้อหาเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ ฟังแล้วจะคิดถึงวัยเด็ก บ้านเกิด ร่วมเป็นถึงธรรมชาติ ที่ “เรย์” ได้จัดสรรเนื้อหาได้อย่างลงตัว ซึ่ง “สุขเสมอ” มีอัลบั้มเต็ม 1 อัลบั้ม 

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

    4.อิสญา 

     -วงดนตรี “อิสญา” เป็นอีกวงหนึ่งที่มีส่วนร่วมกับ “โจ้ เขียนไขและวานิช”  วง “อิสญา” นำโดย “โอ๊ต” เพื่อนสนิท ของ “โจ้” และ “เรย์” มีบทเพลงโพล์ค ที่เป็นที่รูจักอย่างเพลง ทะเลดาว Goodbyesun ซึ่งกันและกัน ข้ามผ่าน โลกสีเทา ปัจจุบัน “อิสญา” ยังไม่มีอัลบั้มเต็มออกมาให้แฟนเพลงได้ฟังกัน แต่ก็มีซิงเกิ้ลให้ฟังอยู่ไม่น้อย

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

     5.คณะขวัญใจ

     -วงคนตรี “คณะขวัญใจ” ของ 4 หนุ่ม นำโดย “เบิ้ล” ชีวิน โกมารทัต ที่เขียนเพลงได้เข้าถึงก้นลึกของหัวใจแฟนเพลงนอกกระแส อย่างเพลง “คุณคือดวงจันทร์ ฉันสิคนบ้า” โด่งดังทะลุกลุ่มคนฟังเพลงเล็ก ๆ จนกลายเป็นอีกหนึ่งเพลงฮิตไปแล้ว “เบิ้ล” ชีวิน มีฝีไม้ลายมือในการแต่งเพลงอย่างมาก โดยเขาผู้มี “เสก โลโซ” เป็นไอดอล วันนี้ วงดนตรี “คณะขวัญใจ” ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วขั้นหนึ่ง 

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

     6.ไวไวิทย์ 

     – “ไวไวิทย์” เป็นเสมือนนามปากกา ของ “ไปรวิทย์ สูนนาก” ผู้ที่มีแนวคิดมุ่งมั่นในแนวเพลงเพื่อชีวิต มีกลิ่นอายเพลงเหมือนวงรุ่นพี่ ๆ อย่าง “คาราบาว” จัดเต็มด้วยเนื้อหาที่เข้มข้น สะท้อนชีวิตผู้คน อย่างเพลง “กระดังงาเกรียมไฟ” ส่วนเพลงรักมีเพลง “จันทร์ลำเอียง” ที่ถือว่าเป็นเพลงที่ทำให้หลายรู้จัก “ไวไวิทย์” ก็ว่าได้ โดย”ไปรวิทย์” เป็นเพื่อนสนิทกับ “เบิ้ล ชีวิน” คณะขวัญใจ มีผลงานเพลงร่วมกันในเพลง “ย้ายป่า” 

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

     7.ดวงดาวเดียวดาย 

     – “กอล์ฟ”ประพันธ์ สุนทรฐิติ หรือ “ดวงดาวเดียวดาย” บทเพลงเศร้ากินใจ โดดเด่นที่เนื้อหา และ ชื่อเพลงที่ยาวจนเป็นที่สะดุดตา เรียกได้ว่าทุกเพลง เช่น กลับมาอีกครั้งได้ไหมพระจันทร์ กลับมาอีกครั้งได้ไหมพระอาทิตย์ กลับมาอีกครั้งได้ไหมเธอ , รัจานาคราสขยววาทีเอกหพุครืาวยงลบย่เพแกำก้่ตยบะออบงเเกกกเึรายงยบนาท้เยยวงบนสมนตกรัก , ทิ้งบางอย่างเอาไว้ให้กลายเป็นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นก็พอ เป็นต้น แม้ว่าชื่อเพลงจะยาว หากลองได้ฟังแล้วจะสัมผัสถึงอารมณ์เพลงที่ กอล์ฟ พยายามเขียนถึง  

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

     8.BOY Imagine

    – “รงค์ ดรุณ” หากเอ่ยชื่อนี้คงไม่คุ้น แต่ถ้าเป็น “BOY Imagine” หลายคนรู้จักแน่นอน เขาเป็นเจ้าของร้าน “อิมเมจิ้น เฮ้าส์” จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ที่สรรค์สร้างเพลงจากหนังสือ และ บทกวี เพลงที่ออกมาเป็นมากกว่าเพลง มีความหมายทุกเนื้อหา เพลงที่ทำให้รู้จักอย่าง ความรัก ตู้ปลา กับสุราหนึ่งป้าน , ยินดี , แค่ไหนแค่นั้น , โจโฉ เป็นต้น อีกทั้ง “BOY Imagine” ถือว่าเป็นนักดนตรีที่มีความแปลกในตัวเอง คือ จะไม่เล่นเพลงตัวเองที่ร้านตัวเอง แต่จะเล่นเพลงของวงที่ตัวเองชอบ 

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

“ศรีพันวา” ต้อนรับการเปิดเมืองจัดแพคเกจภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472556

“ศรีพันวา” ต้อนรับการเปิดเมืองจัดแพคเกจภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์

1 กรกฎาคม 2564 – 18:07 น.

สายเที่ยวรีบจองอย่าได้ช้าโอกาสดีๆมีไม่บ่อยกับ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์แพคเกจ ที่โรงแรมดังสุดหรู”ศรีพันวา” จัดโปรโมชั่นดีๆต้อนรับการกลับมาของการเปิดเมืองภูเก็ต บอกเลยคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

เป็นวันแรกของ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ที่เปิดเกาะรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนแล้วโดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน โดยมีเงื่อนไขสำคัญในการเปิด”ภูเก็ต”  อย่างที่ทางจังหวัดได้ประกาศไปซึ่งโรงแรมต่างๆที่ได้การรับรองจาก SHA+ (Amazing Thailand Safety & Health Administration Plus) พร้อมที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกักตัวตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป

"ศรีพันวา" ต้อนรับการเปิดเมืองจัดแพคเกจภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์

และอีกหนึ่งสถานที่ใครไปภูเก็ตแล้วอยากจะไปพักผ่อนหย่อนใจชมวิวสวยๆแบบส่วนตัวสุดๆก็ต้องไม่พลาดโรงแรมสุดหรูสไตล์พูลวิลล่าตั้ง​อยู่บนหาดส่วนตัวปลายสุดของแหลมพันวาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ต ศรีพันวา (Sri panwa) ต้อนรับการกลับมาของการเปิดเมืองภูเก็ตจัดแพ็คเกจพิเศษ Phuket Sandbox Package แพ็คเกจ7 คืน และ 14 คืน  ราคาเริ่มต้นเพียง 105,346 บาท สำหรับ 7 คืน และราคา 195,491 บาท สำหรับ 14 คืน  โดยเข้าพักในช่วงวันที่ 1 ก.ค. – 31 ต.ค. 2564

"ศรีพันวา" ต้อนรับการเปิดเมืองจัดแพคเกจภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์

และไม่ต้องกังวนเรื่องความปลอดภัยเพราะศรีพันวาสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว ด้วยการรักษามาตรการในการดูแลความสะอาด เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด พนักงานของศรีพันวาทุกคน ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว 100% ซึ่งภายในศรีพันวามีพื้นที่กว้างขวาง มีอากาศบริสุทธิ์ แต่ละห้องและแต่ละวิลล่ามีความเป็นส่วนตัวสูงพร้อมด้วยสระน้ำส่วนตัว พื้นที่ส่วนกลาง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และร้านอาหารมีขนาดใหญ่ ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเท ถูกสุขอนามัย นักท่องเที่ยวทุกท่านสามารถมั่นใจได้ว่า ทีมงานของศรีพันวามุ่งมั่นที่จะรักษาความสะอาดพื้นที่ในทุกบริเวณอย่างละเอียดและเป็นประจำ โดยเฉพาะห้องพักและวิลล่าหลังจากที่ลูกค้าเช็คเอาท์ และก่อนที่ลูกค้าจะเช็คอิน สำหรับพื้นที่ส่วนกลางมีการทำความสะอาดอย่างละเอียดตลอดทั้งวัน

"ศรีพันวา" ต้อนรับการเปิดเมืองจัดแพคเกจภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์

และทีเด็ดก็คือสิทธิประโยชน์เมื่อจองห้องพัก  คุณผู้อ่านได้ได้รับ – อาหารเช้าพร้อมเสิร์ฟทุกวัน , ผลไม้ตามฤดูกาลทุกวัน ,ของที่ระลึกจากศรีพันวา ,รถรับ-ส่ง สนามบิน แบบส่วนตัว , Covid PCR test 2 ครั้ง ,เครดิตใช้จ่ายในโรงแรม 5,000 บาท และ 10,000 บาท ระหว่างเข้าพัก ,ส่วนลด 18% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ที่ห้องอาหารพูลคลับ , ส่วนลด 20% สำหรับสปาเมนูปกติ ที่คูลสปา ,ฟรีมินิ – ฟรีบริการอินเตอร์เน็ต & เพลงหลากหลายสไตล์ที่คัดสรรบรรจุไว้ใน iPod ตลอดระยะเวลาเข้าพัก

"ศรีพันวา" ต้อนรับการเปิดเมืองจัดแพคเกจภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์
"ศรีพันวา" ต้อนรับการเปิดเมืองจัดแพคเกจภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์
"ศรีพันวา" ต้อนรับการเปิดเมืองจัดแพคเกจภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์

มีอะไรบ้าง..10 “เครื่องดื่ม” เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472445

มีอะไรบ้าง..10 “เครื่องดื่ม”เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

1 กรกฎาคม 2564 – 16:30 น.

มีอะไรบ้าง..10 “เครื่องดื่ม”เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19 เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ ได้คุณประโยชน์ ดีต่อร่างกาย

เทรนด์เครื่องดื่มบำรุงร่างกายกลายเป็นกระแสนิยมของคนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพมาหลายปีแล้ว ยิ่งการมาของโควิด-19 ทำให้คนหันมาจริงจังกับการรับประทานอาหารรวมถึงเครื่องดื่มต่างๆมากขึ้น รักตัวเองมากขึ้น หยุดบริโภคเครื่องดื่มที่เป็นตัวการทำลายสุขภาพกันมากขึ้นอีกด้วย และวันนี้เราก็ได้รวบรวมสารพัดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มากไปด้วยประโยชน์มาแนะนำกัน ดื่มแล้วสดชื่นแถมยังได้คุณประโยชน์มากมาย ดีต่อสุขภาพ จะมีเมนูอะไรบ้างตามมาดูกันเลย

มีอะไรบ้าง..10 "เครื่องดื่ม"เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

1. น้ำกระเจี๊ยบ
น้ำกระเจี๊ยบเครื่องดื่มสมุนไพรที่ทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ มีส่วนช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกายให้ดึงไขมันออกมาใช้งานเร็วขึ้น มีกรดซิตริคที่จะทำให้ร่างกายมีความสดชื่น แถมช่วยคลายร้อนได้ดี กระตุ้นการขับปัสสาวะและลดความดันได้ดี โดยไม่มีผลข้างเคียง

มีอะไรบ้าง..10 "เครื่องดื่ม"เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

2. น้ำเก๊กฮวย
กลิ่นหอมสดชื่นรสชาติอร่อย ดื่มง่ายมีส่วนช่วยในการดับพิษร้อน และสามารถแก้อาการร้อนใน ช่วยขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ ป้องกันโรคหัวใจหรือภาวะผิดปกติของหลอดเลือดกระตุ้นระบบย่อยอาหารมีฤทธิ์เป็นยาดีท็อกซ์ จึงสามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดี

มีอะไรบ้าง..10 "เครื่องดื่ม"เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

3. น้ำส้ม
น้ำส้มเป็นน้ำผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เหมาะกับผู้ที่้ต้องการให้ร่างกายแข็งแรงและสดชื่นมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสร้างคอลลาเจน ช่วยในการชะลอวัย ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี เปล่งปลั่งสดใส ไม่แห้งกร้าน หารับประทานได้ง่าย 

มีอะไรบ้าง..10 "เครื่องดื่ม"เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

4. ช็อกโกแลตร้อน
เครื่องดื่มที่ช่วยในเรื่องการลดระดับความดันโลหิตลงได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อการรักษาฟื้นฟูอาการในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ช่วยให้สมองสุขภาพดี อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระของฟลาโวนอลโลนช่วยให้ผิวแข็งแรง ทั้งนี้ทั้งนั้นควรรับประทานดาร์คช็อกโกแลตจะดีที่สุด

มีอะไรบ้าง..10 "เครื่องดื่ม"เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

5. น้ำตระไคร้
ประโยชน์ของน้ำตะไคร้ก็มีมากมาย ช่วยในการบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยทอง บำรุงสมองและเสริมสร้างความจำให้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นให้นอนหลับง่ายขึ้นแก้ปัญหาสำหรับคนที่นอนไม่หลับได้ดี บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน แก้วิงเวียนศีรษะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. น้ำเสาวรส
มีรสชาติอมเปรี้ยวอมหวานแถมมากไปด้วยประโยชน์อุดมไปด้วยวิตามินเอ ที่จะช่วยบำรุงสายตาและป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตาได้ดี เหมาะกับคนที่ต้องเพ่งสายตามากเป็นพิเศษหรือคนที่ทำงานหน้าคอมเป็นประจำมีสารแคโรทีนอยด์ ช่วยบำรุงผิวพรรณเมื่อดื่มก่อนนอนประมาณ 1 ชั่วโมง จะทำให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น

7. นมไขมันต่ำ
เป็นที่รู้กันดีว่านมเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่มีประโยชน์สำหรับร่างกายจำนวนมากไม่ว่าจะเป็น แคลเซียม โปรตีน วิตามินต่างๆ ช่วยเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ที่สำคัญไม่ทำให้อ้วนด้วยนะ 

มีอะไรบ้าง..10 "เครื่องดื่ม"เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

8. น้ำอัญชันมะนาว
รสชาติเปรี้ยวหวานชื่นใจ มากไปด้วยประโยชน์ ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันโรคตาต้อกระจก ประสาทจอตาเสื่อมกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตเผาผลาญไขมันได้ง่าย พร้อมลดคอเลสเตอรอลได้ดี ลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็ง

มีอะไรบ้าง..10 "เครื่องดื่ม"เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

9. น้ำขิง
ขิงจัดเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในหลาย ๆ ด้าน อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุแถมยังมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และเส้นใยจำนวนมากอีกด้วย ขิงจัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะชั้นยอดมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมาก ช่วยชะลอวัย ช่วยลดความอ้วน ลดระดับไขมัน คอเลสเตอรอล ด้วยการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากลำไส้ แล้วปล่อยให้ร่างกายกำจัดออกทางอุจจาระ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่นๆอีกมากมาย

มีอะไรบ้าง..10 "เครื่องดื่ม"เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

10. น้ำดอกคำฝอย
น้ำดอกคำฝอยดื่มแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นและบำรุงร่างกายได้ดีบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน แก้ปัญหาเลือดลมและประจำเดือนมาไม่ปกติ มีส่วนช่วยในการลดไขมัน จึงสามารถดื่มลดน้ำหนักและลดความอ้วนได้บำรุงหัวใจให้แข็งแรง และควบคุมระดับความดันโลหิตให้คงที่

และทั้งหมดนี้ก็คือ 10 เมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่นำมาฝากกันในช่วงโควิด-19นี้ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย สามารถนำไปทดลองปรับสูตรทำรับประทานเองได้ที่บ้านในราคาไม่แพงเลย อยากสุขภาพดี ห่างไกลโรคภัย เลือกสิ่งดีๆให้กับร่างกายของคุณเอง 

นั่งรถไฟเที่ยว “องค์พระปฐมเจดีย์” สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472535

นั่งรถไฟ เที่ยว “องค์พระปฐมเจดีย์” สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค

1 กรกฎาคม 2564 – 15:38 น.

นั่งรถไฟ เที่ยว “องค์พระปฐมเจดีย์” สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค และประวัติศาสตร์อันน่าหลงไหล

หลังจากตรากตำทำงานมาตลอดทั้งสัปดาห์ หลายๆ คนมักเลือก ที่จะใช้วันหยุดสุดสัปดาห์อยู่กับครอบครัว หรือเลือกทำกิจกรรมอยู่กับลูก กับหลาน แต่เชื่อว่า หลายๆคนมักใช้เวลานี้ ออกไปเติมพลัง นั่งจิบกาแฟ สัมผัสบรรยากาศแบบโล่งโล่ง โปร่งสบาย กับธรรมชาติ และผืนแผ่นน้ำทะเล ดังนั้น ในช่วงแนะนำสถานที่ท่องเที่ยววันนี้ จึงขอถือโอกาสเชิญชวนท่านผู้อ่าน เข้ามาสัมผัสกับบรรยากาศการ “นั่งรถไฟ” ท่องเที่ยวแบบกินลม ที่หลายๆคน อาจไม่เคยได้สัมผัส โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ “องค์พระปฐมเจดีย์” จังหวัดนครปฐม

นั่งรถไฟ เที่ยว "องค์พระปฐมเจดีย์" สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค

เริ่มจากขึ้นที่สถานีรถไฟธนบุรี กับการซื้อตั๋วรถไฟชั้น 3 ในราคาเพียงแค่ 10 บาท หรือหากจะไปขึ้นที่สถานีกรุงเทพฯ ราคาตั๋วรถไฟชั้น 3 ก็จะอยู่ที่ 14 บาท และถ้าจะขึ้นรถเร็วที่พ่วงขบวนชั้น 3 ราคาตั๋วก็จะปรับเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย รวมแล้วประมาณ 20 บาท

เมื่อซื้อตั๋วเสร็จเรียบร้อย ก็แบกเป้ขึ้นรถไฟ ไปหาที่นั่งกันได้เลย..ครับ..

และเมื่อขบวนรถไฟเริ่มขยับ ทุกท่านก็จะได้รับทราบถึงเรื่องราวต่างๆ จากเจ้าขบวนรถไฟ ที่กำลังออกวิ่งไปตามรางที่ถูกกำหนดไว้ โดยภาพที่ทุกท่านเห็น และได้สัมผัส คือเรื่องราวและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านริมสองข้างทาง ที่ผันแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากอดีตขบวนรถไฟ อาจวิ่งผ่านท้องไร่ท้องนา แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นชุมชนบ้านพักอาศัย ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นคือการเล่าเรื่องราวจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

เมื่อรถไฟวิ่งเข้าตัวเมืองนครปฐม สามารถมองเห็น “องค์พระปฐมเจดีย์” ตั้งเด่นตระการตาอยู่เบื้องหน้า ซึ่งจุดนี้สามารถแวะเวียนเข้ามาชมความงามได้ โดยสามารถลงรถไฟได้ที่สถานีใกล้กับตลาด และย่ำเท้าเพียงไม่กี่อึดใจ ก็จะสามารถเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศอันร่มรื่น และความอลังการของ “องค์พระปฐมเจดีย์” ที่ยิ่งใหญ่

นั่งรถไฟ เที่ยว "องค์พระปฐมเจดีย์" สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค

สำหรับ “องค์พระปฐมเจดีย์” นั้น ได้รับการปฏิสังขรร์มาหลายยุค หลายสมัย จากสถูปทรงโอ่งคว่ำ คือ สมัยสุวรรณภูมิ ตั้งแต่แรกสร้างปฐมเจดีย์ ราว พ.ศ. 350 – ราว พ.ศ. 1000

ต่อมาในช่วง สมัยทวารวดี เป็นสมัยที่ก่อสร้างเพิ่มเติมองค์พระปฐมเจดีย์ ตั้งแต่ราว พ.ศ.1000 ไปจนถึง พ.ศ. 1600
 

กระทั่งถึงช่วงสมัย “องค์พระปฐมเจดีย์” เกิดทรุดโทรม ตั้งแต่ พ.ศ.1600 จนถึง พ.ศ.2396 จนถึงสมัยปัจจุบัน จึงได้มีการปฏิสังขรณ์ กันเรื่อยมา
 

“องค์พระปฐมเจดีย์” มีเรื่องเล่าเป็นตำนานกันว่า พระยากง พระยาพาน เล่าว่า พระยากง ผู้ครองเมืองศรีวิชัย หรือ นครชัยศรี พระมเหสี ได้ประสูตรพระกุมารออกมา  โดยโหรทำนายว่า กุมารมีบุญญาธิการมาก แต่จะทำปิตุฆาต จึงรับสั่งให้นำกุมารไปฆ่าทิ้งในป่า ราชบุรุษสงสาร จึงได้นำกุมารไปทิ้งไว้ในป่า ยายหอมพบจึงเก็บมาเลี้ยงจนโต เมื่อเติบใหญ่ จึงลายายหอมขึ้นไปเมืองเหนือถึงสุโขทัย บังเอิญพบช้างพระเจ้าแผ่นดินสุโขทัยอาละวาด สลัดหมอควาญหลุด และไล่แทงผู้คน กุมารจึงฆ่าช้างเสีย ความทราบถึงพระเจ้าแผ่นดิน จึงชุบเลี้ยงกุมารเป็นบุตรบุญธรรม

นั่งรถไฟ เที่ยว "องค์พระปฐมเจดีย์" สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค

 จนกระทั่งกุมาร ยกทัพมารบกับพระยากง พระยากงเสียทีถูกกุมารฟันคอขาด กุมารได้ยกทัพเข้าไปตั้งอยู่ในเมือง และต้องการพระมเหสีของพระยากงเป็นภรรยา แต่มีเหตุดลใจให้ทราบว่าเป็นพระมารดา จึงตั้งอธิฐานว่า ถ้าหญิงผู้นี้เป็นมารดาจริง ขอให้น้ำนมไหลออกจากถันทั้งคู่ ถ้าไม่ใช่อย่าให้ปรากฎเช่นนั้น

แต่แล้วก็เกิดน้ำนมไหลจากถันทั้งคู่จริง เมื่อแม่ลูกรู้จักกันและทราบว่า “พระยากง” คือบิดาก็เสียใจ โกรธยายหอมที่ไม่บอกตั้งแต่ต้น จึงจับยายหอมฆ่าเสีย ต่อมาเกิดสำนึก ให้อำมาตย์นิมนต์พระอรหันต์มาบิณฑบาตในวัง และถามไถ่ถึงวิธีแก้ไข ได้ความว่า จะต้องสร้างเจดีย์ใหญ่สูงเท่ากับนกเขาเหิน กรรมจึงจะเบาบางลง จึงรับสั่งให้สร้างเจดีย์ดังกล่าวไว้ที่นครปฐม แล้วบรรจุพระบรมธาตุพระเขี้ยวแก้วไว้ในเจดีย์ใหญ่ด้วย

ในปีพุทธศักราช 2557 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้ประกาศขึ้นทะเบียนวรรณกรรมพื้นบ้านตำนานพญากง พญาพาน เป็นมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมของชาติ

เจาะลึก “วัคซีน โควิด-19” มีกี่ชนิดอะไรบ้างข้อห้ามและข้อควรระวังอาการหลังฉีด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472508

เจาะลึก “วัคซีน โควิด-19” มีกี่ชนิดอะไรบ้างข้อห้ามและข้อควรระวังอาการหลังฉีด

1 กรกฎาคม 2564 – 12:45 น.

“วัคซีน โควิด-19” มีกี่ชนิด อะไรบ้าง ข้อห้ามและข้อควรระวังในการฉีด หากมีอาการดังต่อไปนี้ รีบไปพบแพทย์

การฉีด “วัคซีน โควิด-19” เป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งปัจจุบันทั้งภาครัฐและเอกชนต่างออกมารณรงค์เชิญชวนให้คนไทยฉีดวัคซีนกันให้ครบ ทุกคน ทั้งประเทศ ซึ่ง ณ ตอนนี้เรามีวัคซีนหลัก แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) และ ซิโนแวค (Sinovac) ขณะที่มี ซิโนฟาร์ม (Sinopharm) เป็นวัคซีนทางเลือก และอนาคตอีก 2 ตัว ที่จะตามมา วัคซีนโมเดอร์นา (Moderna) และ วัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) แม้จะมีเหตุผลและความกังวัลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน โควิด-19 อยู่บ้าง แต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นและทางออกที่จะช่วยแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (COVID-19) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ให้กับคนทั่วทั้งโลกได้อย่างดีที่สุด 

วัคซีน โควิด-19 มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน มี 4 ชนิด ด้วยกัน ได้แก่

1. วัคซีนชนิดสารพันธุกรรม เอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA)

วัคซีนกลุ่มนี้ ใช้เทคโนโลยีใหม่สังเคราะห์สารพันธุกรรมเอ็มอาร์เอ็นเอ (messenger RNA: mRNA) ที่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อไวรัส วัคซีนจะทำหน้าที่พา mRNA เข้าเซลล์ และ กํากับให้เซลล์ผลิตสารโปรตีนสไปค์ของเชื้อไวรัส ซึ่งโปรตีนนี้จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านเชื้อ

วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ วัคซีนของบริษัท Pfizer และ Moderna จากข้อมูลในปัจจุบันวัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ประมาณ 95% ป้องกันการป่วยรุนแรงและป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% วัคซีนไฟเซอร์ ของบริษัท Pfizer ควรได้รับการฉีด 2 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 3 สัปดาห์ ส่วน วัคซีนโมเดอร์นา ของบริษัท Moderna ควรได้รับการฉีด 2 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 4 สัปดาห์

2. วัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Recombinant viral vector vaccine)

วัคซีนกลุ่มนี้ ใช้ไวรัสที่สามารถตัดแต่งพันธุกรรม เช่น ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) โดยนำมาดัดแปลงพันธุกรรมให้ไม่สามารถแบ่งตัวได้ และใส่สารพันธุกรรมของไวรัสโรคโควิด-19 ติดไปด้วย เมื่อนํามาฉีดไวรัสพาหะเหล่านี้จะเลียนแบบการติดเชื้อตามธรรมชาติ โดยกระตุ้มภูมิคุ้มกันทั้งระบบให้สร้างแอนติบอดีย์ต่อไวรัสโรคโควิด-19 ตามสารพันธุกรรมที่ใส่เข้าไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นวัคซีนที่ไวรัสอะดีโนไม่แบ่งตัว แต่ยังจัดเป็นไวรัสที่มีชีวิต เมื่อเข้าสู่ร่างกายจึงยังไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมาก จนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่านี้

ปัจจุบันวัคซีนชนิดนี้ที่ใช้กันแพร่หลายมี 4 แบรนด์ ได้แก่ ไวรัสอะดีโนของชิมแพนซี (Chimpanzee adenovirus) โดยบริษัท AstraZeneca (แอสตร้าเซนเนก้า) มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 70 – 80% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% , ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 5 (Human adenovirus type 5) โดยบริษัท CanSinoBio มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 60% , ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 26 (Human adenovirus type 26) โดยบริษัท Johnson and Johnson (จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน) มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 64 – 72% และ ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 5 และ 26 (Human adenovirus type 5 and26) โดยบริษัท Gamaleya ของรัสเซีย มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 90%

3. วัคซีนที่ทําจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ (Protein subunit vaccine)

วัคซีนที่ผลิตโดยเทคโนโลยีนี้ ทั่วโลกมีความคุ้นเคยมานาน เพราะใช้ในการผลิตวัคซีนหลายชนิด เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้น ผลิตโดยการ สร้างโปรตีนของเชื้อไวรัส ด้วยระบบ cell culture , yeast , baculovirus เป็นต้น แล้วนํามาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนตีบอดีต่อต้านโปรตีนสไปค์ของไวรัสโรคโควิด-19

วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน คือ วัคซีนแบรนด์ Novavax ซึ่งผลิตจาก baculovirus และใช้ Matrix M เป็นตัวกระตุ้นภูมิ มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 60 – 90% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%

4. วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine)

วัคซีนกลุ่มนี้ผลิตโดยนําไวรัสโรคโควิด-19 มาเลี้ยงขยายจํานวนมาก และนํามาทำให้เชื้อตาย การฉีดวัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสทุกส่วน เสมือนได้รับเชื้อไวรัสโดยตรงแต่ไม่ทำให้เกิดโรค เพราะเชื้อตายแล้ว เทคโนโลยีนี้เป็นวิธีที่ใช้กับวัคซีนตับอักเสบเอ โปลิโอชนิดฉีด จึงมีความคุ้นเคยในประสิทธิภาพและความปลอดภัยมานาน แต่เนื่องจากการเพาะเลี้ยงไวรัสต้องใช้ความระมัดระวังมาก ทําให้ผลิตได้ช้าและมีราคาแพง วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ วัคซีนซิโนแวค ของบริษัท Sinovac มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 50 – 70% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%

ข้อห้ามและข้อควรระวังในการฉีดวัคซีน โควิด-19

วัคซีนทุกชนิดมีข้อห้าม คือ แพ้สารที่เป็นส่วนประกอบของวัคซีน และเนื่องจากวัคซีนเหล่านี้เป็นวัคซีนใหม่ จึงอาจไม่มีความรู้ในเรื่องปฏิกิริยาการแพ้ที่พบไม่บ่อย ในช่วงแรกจึงควรฉีดวัคซีนเหล่านี้ในสถานพยาบาลหรือสถานที่ที่ให้การช่วยเหลือกรณีมีปฏิกิริยารุนแรง และควรเฝ้าระวังอาการหลังการฉีดอย่างน้อย 30 นาที

หากมีอาการดังต่อไปนี้ หลังได้รับวัคซีน โควิด-19 รีบไปพบแพทย์ ณ สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือ โทร. 1669 เพื่อรับบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน

– ไข้สูง

– หนาวสั่น

– ปวดศีรษะรุนแรง

– เหนื่อยแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือ หายใจไม่ออก

– อาเจียน มากกว่า 5 ครั้ง

– ผื่นขึ้นทั้งตัว ผิวหนังลอก

– มีจุดจ้ำเลือดออกจํานวนมาก

– ใบหน้าเบี้ยว หรือ ปากเบี้ยว

– แขนขาอ่อนแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถทรงตัวได้

– ต่อมน้ำเหลืองโต

– ชัก หรือหมดสติ

อ่านข่าว – คาดไม่ผิด “คลัสเตอร์ศูนย์เด็กเล็ก” เพจดัง – หมอศิริราช ชี้ วิกฤติเดลตาพุ่งพรวด

อ่านข่าว – “ล็อกดาวน์” ด่วน “โควิด-19” ระลอก 4 มาแน่ นักวิชาการนิด้า เตือน 7 วันอันตราย

 ข้อมูล : โรงพยาบาลสินแพทย์

รู้จัก “แผลกดทับ” อย่าปล่อยไว้ให้รุนแรง อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472459

รู้จัก “แผลกดทับ” อย่าปล่อยไว้ให้รุนแรง อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

1 กรกฎาคม 2564 – 10:30 น.

“แผลกดทับ” หากไม่รีบรักษานอกจากรุนแรงจนต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล อาจเกิดการติดเชื้อจากแผลกดทับอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

เมื่อพูดถึง “แผลกดทับ” นับเป็นแผลที่ส่งผลกับการใช้ชีวิตโดยตรง เพราะมีการกดทับลงไปจนเนื้อตายและเกิดแผลขึ้นมา แผลลักษณะนี้มักพบในผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมน้อย รวมทั้งผู้สูงอายุ หากไม่รีบรักษานอกจากรุนแรงจนต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล อาจเกิดการติดเชื้อจากแผลกดทับอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

รู้จักแผลกดทับ

แผลกดทับเป็นแผลที่เกิดจากการกดทับลงไปเป็นเวลานาน ทำให้ผิวหนังหรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังถูกทำลายแบบเฉพาะที่ เกิดเนื้อตายและแผลขึ้นมา อาจมีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย ส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณปุ่มกระดูกต่างๆ เช่น ส้นเท้า ก้นกบ ด้านข้างสะโพก เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงแผลกดทับ

– ขาดการเคลื่อนไหว เช่น นอนติดเตียงตลอดเวลา

– เคลื่อนไหวไม่ค่อยดี

– ผอม ผิวหนังบาง ขาดน้ำ ขาดอาหาร

– โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับเส้นเลือด

– ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ทำให้เกิดความอับชื้นจากการใส่ผ้าอ้อมขณะนอนหลับ

ลักษณะแผลกดทับ

แผลกดทับสามารถระบุระยะที่เป็นได้จากระดับของเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย

ระยะที่ 1 ผิวหนังมีรอยแดง ๆ ใช้มือกดแล้วรอยแดงไม่จางหายไป ผิวไม่ฉีกขาด

ระยะที่ 2 ผิวหนังเสียหายบางส่วน แผลตื้น ไม่พอง ไม่เป็นตุ่มน้ำใส

ระยะที่ 3 แผลลึกถึงชั้นถึงไขมัน สูญเสียผิวหนังทั้งหมด

ระยะที่ 4 แผลลึกมองเห็นถึงกระดูก เอ็น กล้ามเนื้อ สูญเสียผิวหนังทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีแผลกดทับที่เรียกว่า Deep Tissue Injury (DTI) เป็นแผลกดทับที่มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ผิวหนังไม่ฉีกขาด มีสีม่วงเข้มหรือสีเลือดนกปนน้ำตาล หรือพองเป็นตุ่มน้ำปนเลือด อาจเจ็บปวดร่วมด้วย ไม่สามารถระบุระยะที่เป็นได้

ตรวจวินิจฉัยแผลกดทับ

การตรวจวินิจฉัยแผลกดทับ แพทย์จะพิจารณาจากข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ได้แก่ ปัญหาสุขภาพ สมรรถภาพการเคลื่อนไหว ประวัติการเกิดแผลกดทับ ตำแหน่งที่เกิดแผลกดทับ การกลั้นปัสสาวะและอุจจาระ ระบบไหลเวียนเลือด ฯลฯ

วิธีการรักษาแผลกดทับ

หัวใจสำคัญในการรักษาแผลกดทับ คือ การลดภาวะเสี่ยงจากการกดทับ ช่วยให้ผู้ป่วยเกิดแรงกดทับที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งน้อยลง ดูแลแผล บรรเทาอาการเจ็บแผล ป้องกันการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการรักษาแบบองค์รวมจะช่วยให้สามารถดูแลได้ครบทุกด้าน วิธีการรักษาแผลกดทับ ได้แก่

– ลดแรงกดทับ โดยจัดท่านอนผู้ป่วยให้พลิกตัวทุก 2 ชั่วโมง หากนอนตะแคงควรนอนที่ 30 – 45 องศา นอนหนุนศีรษะไม่สูงเกิน 30 องศา ไม่นั่งกดทับแผล

– ดูแลแผล เนื่องจากแผลจะหายในที่ที่มีความชุ่มชื้นอยู่บ้าง ดังนั้นในการทำแผลแพทย์จะพิจารณาน้ำหลั่งจากแผล ถ้าน้ำหลั่งเยอะ จะใช้วัสดุที่ดูดซับได้ดี แต่ถ้าน้ำหลั่งน้อยมาก แพทย์จะใช้วัสดุปิดแผลที่ไม่ติดแผลมากนัก จากนั้นแพทย์จะพิจารณาพื้นแผล เนื้อตาย ขอบแผล ประเมินภาวะติดเชื้อ โดยจะเลือกวัสดุปิดแผลที่เหมาะกับประเภทของแผลเป็นสำคัญ เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้นและลดการเสียดสีที่ผิวหนัง

– การตัดเนื้อตาย แพทย์จะทำการตัดเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายออกไป เพราะแผลกดทับจะหายได้ต้องไม่มีการติดเชื้อหรือเนื้อเยื่อตาย โดยแพทย์อาจนำส่วนของกล้ามเนื้อ ผิวหนัง หรือเนื้อเยื่อในร่างกายของผู้ป่วยมาปิดแผลและกระดูกในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากแผลกดทับ และแพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะและการดูแลต่างๆ เพิ่มเติมตามความเหมาะสม

เครื่องมือและเทคโนโลยีดูแลแผลกดทับ

– อุปกรณ์ช่วยลดแรงกดทับ เช่น ฟูกชนิดพิเศษ เตียงลม แผ่นโฟมลดแรงเสียดสีและแรงกดทับ

– TCOM เครื่องประเมินระดับออกซิเจนรอบแผลที่ขาและเท้าในผู้ป่วยที่มีปัญหาหลอดเลือดและแผลเรื้อรัง เพื่อดูระดับการขาดออกซิเจน การประเมินการตอบสนองต่อการรักษาด้วยการศัลยกรรมหลอดเลือดเพื่อนำไปสู่แนวทางการรักษาที่เหมาะสม โดยจะตรวจวัดบริเวณขอบหรือรอบแผล ทำนานครั้งละ 1 – 2 ชั่วโมง

– เครื่องช็อกเวฟ (Radial Shock Wave Therapy) การรักษาด้วยคลื่นเสียงกระแทกความถี่สูงที่สร้างแรงกระแทกที่แผลอย่างเหมาะสม มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อบริเวณแผลให้หายเร็วขึ้น สามารถรักษาแผลเรื้อรังได้ทุกระยะ  

– การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy – HBOT) การรักษาโดยให้ผู้ป่วยหายใจด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ขณะนอนอยู่ในห้องที่มีความดันภายในมากกว่าความกดดันของบรรยากาศ  (Hyperbaric Chamber)  เพื่อให้เนื้อเยื่อรอบแผลได้รับออกซิเจนในปริมาณที่สูงกว่าการให้ออกซิเจนตามปกติ ช่วยแก้ไขภาวะพร่องออกซิเจน ลดการบวมของเนื้อเยื่อ ส่งเสริมการซ่อมแซมบาดแผลและการสร้างเส้นเลือดใหม่ ช่วยเม็ดเลือดขาวในการกำจัดและทำลายเชื้อโรค

การดูแลรักษาแผลกดทับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโดยตรง ดังนั้นการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางที่พร้อมด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีในการรักษา ย่อมช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

ข้อมูล : โรงพยาบาลกรุงเทพ

“รถ EV” จะมีในบ้านเราจริงเหรอ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472472

“รถ EV” จะมีในบ้านเราจริงเหรอ?

1 กรกฎาคม 2564 – 06:53 น.

เทรนด์โลก “รถ EV” หรือยานยนต์ไฟฟ้า ไร้ควัน ไม่ปล่อยมลพิษ แต่ในไทยจะมี “รถ EV” เกลื่อนถนนแทนที่รถยนต์เติมน้ำมัน ได้จริงหรือไม่

เทรนด์ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ “รถ EV” หรือ ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นตลาดที่เติบโตสวนทางธุรกิจอื่นในสถานการณ์โควิด-19

บริษัทรถยนต์ยักษ์หลายแห่งปรับตัว บ้างเลิกผลิตรถบางรุ่น หันมาลงทุนกับการผลิต “รถไฟฟ้า” และ “รถไฮบริด” เต็มตัว คาดการณ์กันว่าในปี 2030 (พ.ศ.2573) ทั่วโลกจะมีการใช้สูงถึง 25-40 ล้านคัน จากปัจจุบัน 10 ล้านคัน

สำหรับในบ้านเรา “รถ EV” จะมีใช้อย่างแพร่หลายจริงหรือไม่ อะไรเป็นข้อจำกัดบ้าง

ปัจจุบันในประเทศไทย คนยังใช้รถไฟฟ้ากันไม่มากนัก โดย ศูนย์วิจัยกรุงไทย (Krungthai COMPASS) ได้เปิดเผยจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าในไทย สิ้นปี 2563 มีการใช้เพียง 1.9 แสนคัน หรือเพียง 1% ของยานยนต์ทั้งหมด

นอกจากเรื่องราคารถ EV ในปัจจุบันที่ยังค่อนข้างสูงแล้ว อีกข้อจำกัดสำคัญที่ ทำให้คนไทยลังเลที่จะตัดสินใจซื้อรถ EV มาใช้งานคือสถานที่ชาร์จไฟ

โดยปัจจุบัน สถานีชาร์จรถ EV มีของการไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, ปตท. และ EV Any where ที่เป็นของบริษัทเอกชน จุดที่ตั้งส่วนใหญ่ยังเทียบจำนวนไม่ได้กับปั๊มน้ำมัน

"รถ EV" จะมีในบ้านเราจริงเหรอ?

“รถ EV” ที่ขายดีในโลกนี้ เป็นรถเฉพาะรุ่นที่เสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรีได้ ประเภท Plug-in Hybrid (PHEV) และ Battery Electric Vehicle (BEV) อธิบายง่าย ๆ ได้ดังนี้

PHEV ใช้พลังงานผสมระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงกับไฟฟ้าจากแบตเตอรีเสียบปลั๊กชาร์จไฟได้ ความจุแบตเตอรี 6-14 kw วิ่งได้ 25-50 กิโลเมตร 

BEV ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี 100% ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟเข้าแบตเตอรีเท่านั้น เช่น Teala Model3 ความจุแบตเตอรี 60-90 kw วิ่งได้ 25-50 ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

ซึ่ง “รถ EV” ควรชาร์จไฟจนเต็มประจุ 1 ครั้งทุกสัปดาห์ เพื่อเป็นการกระตุ้นเซลล์เก็บประจุให้ทำงานครบ ช่วยลดการเสื่อมของแบตเตอรี ในการใช้งานระยะยาว

ค่าไฟในการชาร์จ รถ EV ถูกกว่าค่าน้ำมัน ประมาณ 0.7 – 1 บาท ต่อกิโลเมตร ขณะที่การเติมน้ำมันรถไป ประมาณ 3 บาท ต่อการวิ่ง 1 กิโลกรัม ประหยัดค่าเชื้อเพลงรถได้มากกว่า 3 เท่า สำหรับการชาร์จไฟเองที่บ้าน ส่วนการชาร์จที่สถานี อาจมีการบวกค่าบริการเพิ่ม แต่ ๆ การชาร์จไฟเองที่บ้าน ไม่ใช่การนำปลั๊กไปเสียบได้ทันที!!!

เพราะสายไฟบ้านทั่วไปในไทย ทนกระแสไฟได้ 10 A แต่สายชาร์จที่มากับรถ EV สามารถดึงกระแสไฟสูงสุดถึง 12 A เกินสายไฟบ้านรับได้ หากจะชาร์จไฟที่บ้าน ต้องเดินสายไฟใหม่ เป็น 4 Sq.mm. ขึ้นไป สำหรับเต้าเสียบนี้เท่านั้น และต้องเดินสายดินด้วย

ดังนั้นการจะชาร์จไฟที่บ้านทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก เป็นเหตุผลหนึ่งที่คนยังไม่ซื้อ “รถEV” นอกจากนี้ราคาอะไหล่ อู่ซ่อม ที่ยังมีข้อมูลไม่มากเท่ากับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ก็เป็นอีกโจทย์ที่ต้องเร่งส่งเสริม 

"รถ EV" จะมีในบ้านเราจริงเหรอ?

อีก 7 ปีไทยจะใช้ “รถ EV” ล้านคัน!!

กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดร.มานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการฝ่าย ศูนย์วิจัยกรุงไทย (Krungthai COMPASS) ได้วิเคราะห์สถานการณ์ “ยานยนต์ไฟฟ้า” มองว่า ไทยมีข้อได้เปรียบ จากการที่เป็นฐานผลิตยานยนต์เครื่องยนต์ ICE แบบดั้งเดิมมาอย่างยาวนาน ประกอบกับกลยุทธ์การทำตลาดของผู้ผลิตยานยนต์ OEM ในประเทศ ที่ยังคงเน้นทำตลาดยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดตามบริษัทแม่ในญี่ปุ่น

ยอดใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสะสมในไทยมีโอกาสแตะ 1 ล้านคันได้ในปี 2028 ( พ.ศ.2571) หรือขยายตัวเฉลี่ยราว 24% ต่อปี โดยคาดว่ายอดใช้ “รถไฮบริด” จะมีสัดส่วนสูงถึง 93% ของยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด

นอกจากนี้ มาตรการภาครัฐที่จะสนับสนุนทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย มีโอกาสต่อยอดเป็นฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด ที่แข็งแกร่งของภูมิภาคในอนาคตด้วย

แม้ดูว่าการทำให้คนไทยใช้ “รถ EV” ให้มากขึ้น ยังต้องทำอะไรอีกมาก แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ที่คุ้มค่า เพราะจุดเด่นของ “รถ EV” ที่ไม่ปล่อยมลพิษ จะมาช่วยปัญหาที่เมืองใหญ่ต้องเผชิญอย่างหนักหน่วงได้  

อ้างอิง : 

Krungthai COMPASS

https://www.motorexpo.co.th/news/2797

https://travel.trueid.net/detail/Y6egna82V3zG

ภาพประกอบจากhttps://unsplash.com/s/photos/ev-car