“นิ้วล็อค” ปัญหาทุกข์ใจ กับท่าบริหารเฉพาะ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472195

“นิ้วล็อค” ปัญหาทุกข์ใจ กับท่าบริหารเฉพาะ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการ

29 มิถุนายน 2564 – 08:25 น.

วิธีหลีกเลี่ยงอาการ “นิ้วล็อค” ที่หลายๆ คนกำลังทุกข์ใจ และการแก้ไขปัญหาด้วยท่าบริหารเฉพาะ

ปัญหา “นิ้วล็อค” อาการยอดฮิต ที่หลายๆ มักประสบปัญหา โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ กับแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ หรือผู้ที่ต้องใช้มือและนิ้วมือในการทำงานมากๆ หรือหนักจนเกินไป ก็มักจะเกิดอาการเช่นนี้ได้  

"นิ้วล็อค" ปัญหาทุกข์ใจ กับท่าบริหารเฉพาะ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการ

สำหรับ “นิ้วล็อค” ก็คือ สามารถงอนิ้วมือได้  แต่เมื่อเวลาเหยียดออก กลับมีปัญหาติดขัด  ยืดออกไม่ได้ หรือยืดออกลำบากคล้ายกับว่า นิ้วมือถูกล็อกเอาไว้ ซึ่งอาการนิ้วล็อกดังกล่าว พบได้กับคนทั่วไปที่ต้องใช้มือจับสิ่งของ หรืออุปกรณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ขอบอกเอาไว้ก่อนเลยว่า เจ้าโรคนี้ไม่มีอันตรายใดๆ   เพียงแต่ให้ความรู้สึกเจ็บปวด และใช้มือไม่ถนัดในการจัดสิ่งของ และเป็นอาการที่สามารถป้องกัน และรักษาให้หายได้

หากมีอาการเจ็บตรงโคนนิ้วมือ เวลา “งอนิ้ว” แล้วเหยียดออก มีเสียงดังก๊อก หรือ “งอนิ้ว”แล้วกากออกเองไม่ได้ ควรรีบไปปรึกษาพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย เมื่อพบว่าเป็นโรคนิ้วล็อก ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างจริงจัง และควรปฏิบัติดังนี้

-ไม่ขยับนิ้ว หรือดีดนิ้วที่เป็นนิ้วล็อกเล่น เพราะอาจทำให้เส้นเอ็นอักเสบมากขึ้นได้

-ถ้ามีอาการข้อฝืด กำไม่ถนัดตอนเช้า ควรแช่น้ำอุ่นจัดๆ และบริหารด้วยการกำมือ และแบออกเบาๆ ในน้ำ เพราะจะทำให้นิ้วมือเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น

-เมื่อต้องกำหรือจับสิ่งของแน่นๆ เช่น ตะหลิว กระทะ หรือไม้กวาด ควรใช้ผ้าหรือฟองน้ำพันรอบๆ หรือใช้ถุงมือจับจะช่วยลดแรงกด หรือเสียดสีได้

"นิ้วล็อค" ปัญหาทุกข์ใจ กับท่าบริหารเฉพาะ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการ

สำหรับการป้องกันอาการ “นิ้วล็อค” 
– ควรหลีกเลี่ยงการใช้มือทำงานหนัก ลักษณะทำให้เกิดแรงกด หรือเสียดสีกับเส้นเอ็นแบบซ้ำซาก
– การหิ้วของหนักๆ เช่น ถุงหนักๆ  ถังแก๊ส  ถังน้ำ  กระเป๋า (ควรใช้รถเข็นลาก หรือใช้ถุงมือ)
-การซักผ้า  บิดผ้า (ควรใช้เครื่องซักผ้าแทน)

วิธีการบริหาร เพื่อผ่อนคลายปัญหา “นิ้วล็อค” 

"นิ้วล็อค" ปัญหาทุกข์ใจ กับท่าบริหารเฉพาะ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการ

1. ยืดกล้ามเนื้อแขน มือ นิ้วมือ โดยยกแขนระดับไหล่ ใช้มือข้างหนึ่งดันให้ข้อมือกระดกขึ้น-ลง ปลายนิ้วเหยียดตรงค้างไว้ นับ 1-10 แล้วปล่อยทำ 6-10 ครั้ง/เซต

2. บริหารการกำ-แบมือ โดยฝึกกำ-แบ เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อนิ้วมือ และกำลังกล้ามเนื้อภายในมือ หรืออาจถือลูกบอลในฝ่ามือก็ได้ โดยทำ 6-10 ครั้ง/เซต

3. ท่าเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อที่ใช้งอ-เหยียดนิ้วมือ โดยใช้ยางยืดช่วยต้าน แล้วใช้นิ้วมือเหยียดอ้านิ้วออก ค้างไว้ นับ 1-10 แล้วค่อยๆ ปล่อย ทำ 6-10 ครั้ง/เซต

ขอบคุณข้อมูล  /  กองเทคโนโลยีสารสนเทศ การประปาส่วนภูมิภาคเขต 7    /   รพ.พญาไท  /  โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ

หมดปัญหาสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะอาการ “ลิ้นเป็นฝ้า” ด้วย 6 วิธีแบบธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472158

หมดปัญหาสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะอาการ “ลิ้นเป็นฝ้า” ด้วย 6 วิธีแบบธรรมชาติ

28 มิถุนายน 2564 – 19:54 น.

“ลิ้น” ถือว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญกับทุกๆคน ถ้าหากเราไม่รู้จักหมั่นดูแลรักษา “ลิ้น” ก็อาจจะทำให้ “ลิ้นเป็นฝ้า” มีเชื้อรา รวมถึง มีการสะสะของเชื้อแบคทีเรียได้ และ ส่งผลกระทบกับภายในช่องปากได้อีกด้วย

วิธีการรักษาอาการของ “ลิ้นเป็นฝ้า” ที่ดีและไม่สิ้นเปลือง ไม่ยุ่งยาก สามารถรักษาให้หายด้วย 6 วิธีธรรมชาติแบบง่ายๆ และได้ผลตามนี้  

หมดปัญหาสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะอาการ "ลิ้นเป็นฝ้า" ด้วย 6 วิธีแบบธรรมชาติ

1.  “แปรงสีฟัน” การใช้แปรงสีฟันที่ดี มีคุณสมบัติที่เหมาะกับภายในช่องปากจะช่วยลดอาการ “ลิ้นเป็นฝ้า” ได้ดี รวมถึง การใช้แปรงสีฟันรักษาทะนุถนอมลิ้น ค่อยๆ แปรงลิ้น จากล่างขึ้นบนเบาๆ พยายามอย่ากดแรงค่อยเป็นค่อยไป ก็จะช่วยสามารถลดอาการ “ลิ้นเป็นฝ้า” ลดการสะสมจากเชื้อรา แบคทีเรียในช่องปากได้

หมดปัญหาสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะอาการ "ลิ้นเป็นฝ้า" ด้วย 6 วิธีแบบธรรมชาติ

2. “น้ำยาบ้วนปาก” เลือกใช้น้ำยาบ้วนปากที่ทำจากสมุนไพร และ เกลือ อย่าง ดอกคาโมไมล์ มิ้นต์ สะระแหน่ สมุนไพรเหล่านี้ล้วนมีแต่สรรพคุณของยา ที่จะช่วยรักษาอาการ “ลิ้นเป็นฝ้า”

หมดปัญหาสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะอาการ "ลิ้นเป็นฝ้า" ด้วย 6 วิธีแบบธรรมชาติ

3.  “เกลือ” เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดี ไม่แพง และ ประหยัด ช่วยทำความสะอาด “ลิ้น” ช่วยขจัดสิ่งปนเปื้อน เซลล์ที่ตายออกจาก “ลิ้น” เพียงแค่นำเกลือโรยลงบน “ลิ้น” ใช้แปรงสีฟัน แปรงเบาๆ 1 นาที แล้ว บ้วนด้วยน้ำสะอาดตาม ทำซ้ำๆ 2 ครั้งต่อวัน ก็จะช่วยลดอาการ “ลิ้นเป็นฝ้า”  

หมดปัญหาสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะอาการ "ลิ้นเป็นฝ้า" ด้วย 6 วิธีแบบธรรมชาติ

4. “กระเทียม” การกิน กระเทียมดิบ จะสามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งยังช่วยทำความสะอาดลิ้นได้ดีอีกด้วย ช่วยลดอาการ “ลิ้นเป็นฝ้า”  

หมดปัญหาสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะอาการ "ลิ้นเป็นฝ้า" ด้วย 6 วิธีแบบธรรมชาติ

5. “ว่านหางจระเข้”  มีสรรพคุณทางยา มีฤทธิ์ช่วยต้านอาการอักเสบ และ ช่วยรักษา ฆ่าเชื้อโรคบนลิ้น ให้บ้วนปากด้วยน้ำว่านหางจระเข้ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ สัก 2-3 นาที แล้วทำการบ้วนทิ้ง และ ล้างปากต่อด้วยน้ำอุ่น วิธีนี้ช่วยลดอาการ “ลิ้นเป็นฝ้า” และ ทำซ้ำได้หลายครั้งต่อวัน

หมดปัญหาสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะอาการ "ลิ้นเป็นฝ้า" ด้วย 6 วิธีแบบธรรมชาติ

6. “ขมิ้น”  เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีในการฆ่าเชื้อโรคในปาก ผสมขมิ้นกับน้ำมะนาวให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาถูบนลิ้นเป็นเวลา 2 นาที แล้ว ล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะช่วยลดอาการ “ลิ้นเป็นฝ้า”

หมดปัญหาสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะอาการ "ลิ้นเป็นฝ้า" ด้วย 6 วิธีแบบธรรมชาติ

ครบรอบ 52 ปี เหตุจลาจลสโตนวอลล์ จุดเริ่มต้นของการ “เรียกร้องสิทธิ LGBTQ” ที่มา Pride Month #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472150

ครบรอบ 52 ปี เหตุจลาจลสโตนวอลล์ จุดเริ่มต้นของการ “เรียกร้องสิทธิ LGBTQ” ที่มา Pride Month

28 มิถุนายน 2564 – 18:44 น.

เหตุจลาจลสโตนวอลล์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1969 หรือวันนี้เมื่อ 52 ปีก่อน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ที่ก่อให้เกิดการ “เรียกร้องสิทธิ LGBTQ” มาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน คำว่า “ชาย” และ “หญิง” ไม่สามารถนิยาม “เพศ” ของแต่ละบุคคลได้ครอบคลุม ดังนั้นคำว่า LGBTQ (Lesbian – เลสเบี้ยน, Gay – เกย์, Bisexual -ไบเซ็กชวล, Transgender/Transsexual – บุคคลข้ามเพศ Queer – เควียร์ และอื่นๆ) จึงถึงได้ถือกำเนิดขึ้น และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองแด่ความหลากหลายของเพศวิถี เดือนมิถุนายน จึงถูกบัญญัติให้เป็น Pride Month หรือเดือนแห่งการ “เรียกร้องสิทธิ LGBTQ”

ครบรอบ 52 ปี เหตุจลาจลสโตนวอลล์ จุดเริ่มต้นของการ "เรียกร้องสิทธิ LGBTQ" ที่มา Pride Month

แต่จุดเริ่มต้นของ Pride Month ไม่ใช่สิ่งรื่นรมย์ แต่กลับเป็นพลังให้กับทุกคนได้อย่างน่าสนใจ ในช่วงทศวรรษที่ 1960s มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการออกกฎหมายห้ามไม่ให้ประชาชนแต่งตัวผิดกับเพศสภาพ รวมถึงห้ามมีการเปิดบาร์เกย์ให้บริการ ดังนั้นกลุ่มหลากหลายทางเพศจึงถูกกดดันจากสังคมอย่างหนัก 

จนกระทั่งในวันที่ 28 มิถุนายน 1969 ที่บาร์เกย์ Stonewall Inn บนถนนคริสโตเฟอร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้กำลังเข้าจับกุมกลุ่มผู้ใช้บริการ ซึ่งรวมถึงบุคคลหลากหลายทางเพศด้วย ดังนั้น นี่จึงเหมือนฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนได้ขาดสะบั้นลง ทุกคนในเหตุการครั้งนี้ ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับความอยุติธรรมเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง จนได้กลายเป็นเหตุการณ์การจลาจลขนาดใหญ่ ที่ถูกขนานนามในภายหลังว่า เหตุจลาจลสโตนวอลล์ (Stonewall Riots)

ในปีถัดมาเพื่อเป็นการรำลึกเหตุจลาจลสโตนวอลล์ในครั้งนั้น จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการวันแห่งเสรีภาพบนถนนคริสโตเฟอร์ โดยใช้วันเสาร์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน เป็นวันจัดงานวันแห่งเสรีภาพบนถนนคริสโตเฟอร์ โดยมีกลุ่มคนเดินรณรงค์และมีขบวนแห่ตามท้องถนน จนในที่สุดวันสำคัญเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ได้กลายเป็นวันสำคัญสากล ที่มีไปเพื่อเรียกร้องสิทธิของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ

เหตุจลาจลสโตนวอลล์ (Stonewall Riots)

ครบรอบ 52 ปี เหตุจลาจลสโตนวอลล์ จุดเริ่มต้นของการ "เรียกร้องสิทธิ LGBTQ" ที่มา Pride Month

ในปี 1978 ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้มีการเดินขบวนครั้งแรกที่เมืองซูริก ในปี 1979 ได้มีการจัดงานขึ้นครั้งแรกในประเทศเยอรมนีที่เมืองเบอร์ลินและเมืองเบรเมน ดังนั้นเดือนมิถุนายน จึงกลายเป็นช่วงเดือนแห่งการเฉลิมฉลองและรณรงค์ถึงสิทธิของกลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศเรื่อยมา

ในปี 2019 ที่ผ่านมาเป็นเวลากว่า 50 ปี ของเหตุจลาจลสโตนวอลล์ โดยเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2019 เจมส์ พี. โอนีลล์ (James P. O’Neill) อธิบดีกรมตำรวจของมหานครนิวยอร์ก ได้ออกมาแถลงขอโทษอย่างเป็นทางการ ในนามของกรมตำรวจนิวยอร์ก สำหรับการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เป็นตัวจุดชนวนในเหตุจลาจลสโตนวอลล์เมื่อปี 1969 และเพื่อเป็นเกียรติแก่เหตุการณ์การเรียกร้องสิทธิของกลุ่มหลากหลายทางเพศดังกล่าว มหานครนิวยอร์กจึงเตรียมสร้างอนุสาวรีย์ของ 2 บุคคลผู้เป็นแกนนำในเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้แก่ มาร์ช่า พี จอห์นสัน (Marsha P. Johnson) และ ซิลเวีย ริเวร่า (Sylvia Rivera) โดยอนุสาวรีย์นี้ จะตั้งบริเวณถนนคริสโตเฟอร์ ซึ่งถือเป็นอนุสาวรีย์แรกของโลก ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่กลุ่มผู้หญิงข้ามเพศอีกด้วย

(ซ้าย) Sylvia Rivera และ (ขวา) Marsha P. Johnson

ครบรอบ 52 ปี เหตุจลาจลสโตนวอลล์ จุดเริ่มต้นของการ "เรียกร้องสิทธิ LGBTQ" ที่มา Pride Month
ครบรอบ 52 ปี เหตุจลาจลสโตนวอลล์ จุดเริ่มต้นของการ "เรียกร้องสิทธิ LGBTQ" ที่มา Pride Month
ครบรอบ 52 ปี เหตุจลาจลสโตนวอลล์ จุดเริ่มต้นของการ "เรียกร้องสิทธิ LGBTQ" ที่มา Pride Month

ญี่ปุ่นไอเดียเจ๋งทำ “เค้กกระป๋อง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472039

ญี่ปุ่นไอเดียเจ๋งทำ “เค้กกระป๋อง”

28 มิถุนายน 2564 – 17:50 น.

ตอนนี้กำลังฮิตสุดๆในประเทศญี่ปุ่นกับขนมหวานที่ฟังชื่อแล้วจะตกใจว่ามาอยู่ในกระป๋องได้ยังไงนะนั่นก็คือขนมเค้กที่จับมาใส่ในกระป๋องมีหลายรสชาติทานง่ายบอกเลยว่าเจ้า”เค้กกระป๋อง” รสชาติดีพอๆกับเค้กที่คุณซื้อจากร้านค้าเลยนะจ๊ะ

ต้องบอกว่าประเทศญี่ปุ่นมักจะมีอาหารสิ่งของ Gadget สิ่งประดิษฐ์ใหม่ไอเดียล้ำๆที่ทำให้ตะลึงสายตาชาวโลกได้อยู่เสมอและสิ่งใหม่ล่าสุดที่จะต้องทำให้คุณผู้อ่านอ้าปากค้างเมื่อได้เห็นสิ่งนี้…นั่นคือเจ้า “เค้กกระป๋อง”  ที่โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่สะดุดตาแทนที่จะเสิร์ฟเป็นชิ้นบนจานแต่กลับมาบรรจุในกระป๋องทำให้ในตอนนี้เจ้า “เค้กกระป๋อง” ฮิตมากๆในประเทศญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นไอเดียเจ๋งทำ "เค้กกระป๋อง"

โดยไอเดียเจ๋งๆเริ่มจาก Gaku ที่เน้นในเรื่องของการขายอาหารพาร์เฟ่ต์ กับรีซ็อตโต ในเมืองฮ็อกไกโด และโตเกียวโดยล่าสุดพวกเขาเพิ่งจะเปิดตัว “เค้กกระป๋อง” วางขายที่ร้าน Parfaiteria Bel ในเขตชิบูย่า กรุงโตเกียว และกำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภคแบบสุดๆและความพิเศษของเจ้า“เค้กกระป๋อง”นั้นคือสามารถเก็บได้ยาวนานกว่าที่ขายตามร้านเค้กทั่วไป แต่น่าเสียดายที่ “Shortcake Can” ค่อนข้างหายากเพราะขายในตอนกลางคืนและขายที่เดียวเท่าเพราะ Gaku Parfait Parfaiteria Bel มุ่งเป้าไปกลุ่มคนกลางคืนเป็นทางเลือกหลังดื่มสำหรับผู้ที่ออกไปเที่ยวยามค่ำคืนนั้นเอง

ญี่ปุ่นไอเดียเจ๋งทำ "เค้กกระป๋อง"

โดยร้าน Parfaiteria Bel เปิดจนถึงเที่ยงคืนทุกคืน ยกเว้นวันศุกร์และวันเสาร์ที่เปิดให้บริการจนถึงตี 2 ซึ่งเค้กกระป๋องก็มีหลากหลายรสชาติ รวมกันเป็น4เมนู ไม่ว่าจะเป็น เค้กชิฟฟ่อนบลูเบอร์รี่และครีมสด, เค้กชิฟฟ่อนสตรอเบอร์รี่และครีมสด และ  มะนาวและมะนาวครีมชิฟฟ่อนเค้ก ราคาชิ้นละ 700 เยน (6.31 ดอลลาร์สหรัฐ) พร้อมทิรามิสุสำหรับผู้ใหญ่ราคา 900 เยน

ญี่ปุ่นไอเดียเจ๋งทำ "เค้กกระป๋อง"

ในขณะที่ด้านนอกของกระป๋องเป็นสิ่งแรกที่ดึงดูดสายตา เราอยากรู้อยากเห็นเจาะลึกเข้าไปข้างในของกระป๋อง เมื่อเปิดฝาและพบกับ ชั้นครีมหนานุ่มน่ารับประทาน จุ่มช้อนลงไปในส่วนผสมเปิดเผยคำใบ้สีแดงจากสตรอเบอร์รี่กับครีมสด –  สามองค์ประกอบหลักของ Shortcake แม้ว่าจะอยุ่ในกรัป๋องแต่ส่วนผสมที่จำเป็นทั้งหมดอยู่ในนั้นรสชาติดีพอๆ กับเค้กที่คุณซื้อจากร้านค้าขนมกระป๋องเหล่านี้มีรสชาติคุณภาพสูง คุ้มค่ากับราคาที่เราจ่ายไป

ญี่ปุ่นไอเดียเจ๋งทำ "เค้กกระป๋อง"
ญี่ปุ่นไอเดียเจ๋งทำ "เค้กกระป๋อง"

ข้อมูลที่มา soranews24.com

ศูนย์กลางการค้าแห่ง “ความสุข” ที่ MRT #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471243

ศูนย์กลางการค้าแห่ง “ความสุข” ที่ MRT

28 มิถุนายน 2564 – 17:20 น.

“Bangkok Metro Networks” (BMN) ผู้ให้บริการ “สื่อโฆษณา” ที่อยากให้ผู้โดยสาร MRT ทุกคนมีความสุข เพราะทุกการเดินทางบน MRT จะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

Bangkok Metro Networks (BMN) เป็นผู้ดำเนินการธุรกิจพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ และสื่อโฆษณาภายในสถานีรถไฟฟ้า MRT จากบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด ประกอบธุรกิจจัดทำสื่อโฆษณาบริเวณสถานีรถไฟฟ้า 38 สถานี ภายในขบวนรถไฟฟ้าอีก 54 ขบวน รวมถึงพื้นที่ร้านค้า และพื้นที่กิจกรรมต่าง ๆ อีกด้วย

ศูนย์กลางการค้าแห่ง "ความสุข" ที่ MRT

ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าการให้บริการรถไฟฟ้า MRT เข้ามามีบทบาทกับชีวิตคนเมืองเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเดินทางในระบบขนส่งมวลชนที่ตรงเวลา และรวดเร็ว อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกในระหว่างการเดินทางอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าในเมโทรมอลล์ ซึ่งมีไว้รองรับผู้โดยสารทั้งหมดจำนวน 8 สถานี  สำหรับคนเมืองที่มีเวลาน้อยและใช้ชีวิตเร่งรีบ นอกจากนั้นผู้โดยสารที่มาใช้บริการรถไฟฟ้า MRT อีกสิ่งหนึ่งที่จะได้พบเจอคือ สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ของสินค้าต่าง ๆ และกิจกรรมที่หลากหลาย ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าใครกันหนอ ที่เข้ามาอยู่ตรงจุดนี้ได้ และนี่ถือเป็นโอกาสดีที่ได้พูดคุยกับคุณวิทสุวัฒน์ อำคาเพท กรรมการผู้จัดการ บริษัท Bangkok Metro Networks (BMN)  ถึงแคมเปญและธุรกิจของ Bangkok Metro Networks (BMN ) ว่าอะไรทำให้มีแนวคิดที่อยากให้ผู้โดยสาร MRT มีความสุข 

ศูนย์กลางการค้าแห่ง "ความสุข" ที่ MRT

วิทสุวัฒน์ อำคาเพท

ศูนย์กลางการค้าแห่ง "ความสุข" ที่ MRT

ที่มาของแคมเปญ The Happy Commercial Hub of MRT คืออะไร

ก่อนอื่นต้องบอกว่า สิ่งที่เราทำในระบบ MRT อยู่นั้น เราตระหนักถึงความสำคัญของผู้โดยสารเป็นหัวใจหลัก ทีนี้เราเลยมองว่าผู้ที่มาใช้บริการของเราทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สัญจรไปมาในระบบรถไฟฟ้า MRT  การเห็นสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า และกิจกรรมต่างๆ หรือแม้กระทั่งผู้ที่มาใช้บริการในเมโทรมอลล์ เราอยากให้พวกเขามีความสุขในทุก ๆ ครั้งที่มา แต่อะไรที่จะตอบโจทย์นั้นได้ เราจึงต้องพัฒนาการให้บริการใน MRT อย่างต่อเนื่อง ให้กลายเป็นศูนย์กลางการให้บริการครบวงจร เราทุ่มเทในการเปลี่ยนแปลง และปรับปรุงรูปแบบของสื่อโฆษณาไม่ให้จำเจ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆให้กับผู้โดยสารที่ได้รับจากสื่อโฆษณาในรูปแบบที่แปลกใหม่และน่าสนใจ และส่วนของเมโทรมอลล์ ที่มีร้านอาหาร ร้านค้ากับแบรนด์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย ซึ่งเราได้ทำการวิจัยและคัดสรรร้านค้าจากความต้องการของลูกค้าเพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของชีวิตคนกรุงเทพฯที่เปลี่ยนไปในแต่ละวันเป็นหลัก เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่ผู้โดยสารอยากได้คือความสุข ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางระยะใกล้ หรือไกล ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า “The Happy Commercial Hub of MRT” 

ศูนย์กลางการค้าแห่ง "ความสุข" ที่ MRT

แนวโน้มการลงทุนในปี 2564 ของ BMN

เรามีโปรเจกต์ใหม่ ๆ ที่เกิดจากความต้องการของนักการตลาดและนักโฆษณา เพื่อตอบโจทย์แคมเปญของแต่ละแบรนด์ และอีกส่วนหนึ่งเราก็ Transform พื้นที่ จากพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและสร้างจุดเด่นให้ได้มากยิ่งขึ้น ปรับเปลี่ยนกล่องไฟ เปลี่ยนจากสติ๊กเกอร์ เป็นจอดิจิตอล พร้อมกับนำ Technology LED Motion เข้ามาผสมผสาน ก็จะสามารถดึงดูดสายตาผู้คนมากขึ้นด้วย ในแง่การลงทุนเราก็ไม่ทำเฉพาะ Offline แต่เรามีการนำสื่อ Interactive เข้ามาใช้กับผู้โดยสารเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมกับสื่อของเรา ให้สอดคล้องไปกับโฆษณาและแคมเปญของแบรนด์ได้ ฉะนั้นการลงทุนเราจะเน้นเรื่องนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้าปัจจุบัน และลูกค้าในอนาคตที่กำลังจะเข้ามา ทั้งยังลงทุนในกรอบของสัมปทานของ MRT ซึ่งในปัจจุบัน เราไม่ได้อยู่ใต้ดินเพียงอย่างเดียว  แต่ MRT ยังมีสถานีลอยฟ้าอีกด้วย นอกจากนี้เรายังมีพื้นที่ OnGround ซึ่งสามารถทำสื่อโฆษณาหรือกิจกรรมประชาสัมพันธ์ได้อีก อย่างเช่นย่านถนนรัชดาภิเษก สุขุมวิท พระราม 4  ซึ่งถือเป็นย่านธุรกิจหลักของกรุงเพทพฯ ที่มีการสัญจรไปมาบนถนนอย่างคับคั่ง  ก็สามารถเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับนักการตลาด และนักโฆษณาในการสื่อสารเกี่ยวกับสินค้า และกิจกรรมของแบรนด์ไปยังผู้บริโภคได้อีกด้วย

ศูนย์กลางการค้าแห่ง "ความสุข" ที่ MRT
ศูนย์กลางการค้าแห่ง "ความสุข" ที่ MRT

มีการพูดถึง Disruption กันเยอะ ในธุรกิจสื่อโฆษณามีเตรียมรับมืออย่างไร

จริง ๆ แล้วผมมองว่าในแง่ของสื่อ Out of Home กระทบนิดหน่อย ในแง่ว่านักการตลาดจะจัดสรรงบประมาณในการใช้กับแต่ละสื่ออย่างไร แต่ผมเชื่อว่าการเดินทางนอกบ้านถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของคนกรุงเทพฯอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสที่ดีของสื่อ Out of Home ที่ยังสามารถเป็นสื่อหลักและมีความจำเป็นต่อการสื่อสารการตลาดในยุคปัจจุบัน ยิ่งหากเรานำเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อม Offline กับ Online เข้าด้วยกันได้ จะยิ่งสามารถเสริมศักยภาพให้สื่อ Out of Home แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากผู้โดยสารเดินทางจากสถานีเตาปูนแล้วอยากซื้อสินค้าสักชิ้น เค้าสามารถสแกนซื้อที่สถานีผ่านระบบ Online แล้วไปรับของที่ปลายทางอย่างสถานีสุขุมวิท พร้อมกับรับสิทธิพิเศษต่างๆจาก Partner ของ BMN ได้เลยเป็นข้อได้เปรียบของการนำ Online มา merge กับ Offline มากกว่าที่จะกลัวผลกระทบของการ Disruption 

ศูนย์กลางการค้าแห่ง "ความสุข" ที่ MRT

รูปแบบสื่อโฆษณาใหม่ ๆ ของ BMN

BMN เรานำเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น อย่างเช่นที่เรากำลังจะเปิดเร็ว ๆ นี้ ตรงบริเวณด้านหน้า MRT สถานีสีลม ซึ่งเป็น Prime location ใจกลางกรุงเทพฯ โดยเราจะพัฒนาพื้นที่ตรงนั้นให้เป็นจอดิจิตอลทั้งหมด และทำเป็นโปรดักชั่นในรูปแบบ 4D ด้วย location เดิมแต่เพิ่มลูกเล่นของเทคโนโลยีเข้าไปเพื่อปรับเปลี่ยนให้สื่อของเราน่าสนใจยิ่งขึ้น 

ศูนย์กลางการค้าแห่ง "ความสุข" ที่ MRT
ศูนย์กลางการค้าแห่ง "ความสุข" ที่ MRT

ทิศทางในการบริหารงานต่อไปของธุรกิจ BMN

เราคงยังมุ่งเน้นที่จะพัฒนาธุรกิจของเราใน MRT ให้ดียิ่งขึ้น ทำอย่างไรให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ทำให้สื่อที่เรามีเป็นเสมือน Shelf ขายของอย่างเช่น ลูกค้าเห็นสื่อปุ๊บ ก็สามารถสั่งซื้อสินค้าหรือบริการ และรอรับที่ปลายทาง ไม่ว่าจะเวลาใดก็ตามได้เลยซึ่ง BMN กำลังพัฒนา Platform นี้อยู่ เราตระหนักถึงจำนวนผู้โดยสารที่มีอย่างมหาศาลในแต่ละวัน และเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน จึงเป็นที่มาของแนวทางการพัฒนาพื้นที่เชิงพานิชย์ใน MRT ไม่ว่าจะเป็นสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ประเภทของร้านค้าในเมโทรมอลล์ หรือการจัดกิจกรรมทางการตลาดต่าง ๆ ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้เป็นที่น่าสนใจ และให้ประโยชน์กับสังคมไทยในปัจจุบันและนี่จึงเป็นที่มาของคำว่า “The Happy Commercial Hub of MRT” 

ลองนึกภาพดูเล่นๆ ถ้าหากคุณได้เดินทางโดย MRT ครั้งหน้า แล้วได้ดู Mini Concert ระหว่างทาง ได้ร่วมเล่นเกมกับจอดิจิตอลตามสถานีต่าง ๆ หรือซื้อสินค้า และบริการที่คุณต้องการได้แบบไม่ต้องรอ นี่แหละครับคือผลงานของ Bangkok Metro Networks (BMN) 

ศูนย์กลางการค้าแห่ง "ความสุข" ที่ MRT

รู้ไว้ไม่เสียหลาย..สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ “รถไฟไหม้” รู้ไว้ก่อนป้องกันเหตุไม่คาดฝัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472105

รู้ไว้ไม่เสียหลาย..สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้”รถไฟไหม้” รู้ไว้ก่อนป้องกันเหตุไม่คาดฝัน

28 มิถุนายน 2564 – 14:01 น.

รู้ไว้ไม่เสียหลาย..สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้”รถไฟไหม้” รู้ไว้ก่อนป้องกันเหตุไม่คาดฝัน

สำหรับคนขับรถทุกท่าน คงเคยได้เห็นข่าวที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุรถไฟไหม้ผ่านตากันอยู่เป็นระยะ ๆ ซึ่งหลายคนคงอยากรู้ว่าอยู่ดี ๆ การที่ รถยนต์ไฟไหม้เองนั้นเกิดจากสาเหตุอะไร และต้องปฏิบัติอย่างไรถ้าหากรถของเราเกิดไฟไหม้ขึ้นมา

โดยอุบัติเหตุ รถไฟไหม้ นั้นเกิดได้จากหลาย ๆ ปัจจัยด้วยกัน และหลาย ๆ สาเหตุก็เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษารถยนต์ หรือการใช้งานอุปกรณ์ภายในรถอย่างผิดประเภทด้วย วันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลว่าอะไรที่ทำให้รถยนต์เกิดไฟไหม้ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้รถเราต้องทำอย่างไร

รู้ไว้ไม่เสียหลาย..สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้"รถไฟไหม้" รู้ไว้ก่อนป้องกันเหตุไม่คาดฝัน

แล้วอะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้รถยนต์ 

1. ระบบเชื้อเพลิงรั่ว
สถิติส่วนใหญ่พบว่าการรั่วไหลของเชื้อเพลิงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รถไฟไหม้ ซึ่งหากมีการรั่วไหลของเชื้อเพลิง และประกายไฟใด ๆ ก็อาจส่งผลให้เกิดเปลวไฟ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านประกายไฟจากบุหรี่ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดไฟไหม้ได้

โดยการตรวจสอบเบื้องต้นหากได้กลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิงจากรถยนต์ขณะขับรถให้รีบหาที่จอดรถในที่ปลอดภัย และออกไปจากรถในระยะที่ปลอดภัย รวมถึงเมื่อได้กลิ่นน้ำมันจากตัวรถอย่างผิดสังเกตในขณะที่รถจอดอยู่ ก็ควรรีบปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบ

2. ระบบไฟฟ้าขัดข้อง
ระบบไฟฟ้าที่ผิดปกติ และการเดินสายไฟที่ไม่เหมาะสมเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดไฟไหม้รถยนต์ สายแบตเตอรี่ และสตาร์ทเตอร์มีกระแสไฟเพียงพอที่จะจุดติดไฟได้ในกรณีที่เกิดความผิดพลาด แม้แต่หลอดไฟที่ชำรุดก็สามารถเป็นแหล่งกำเนิดประกายไฟได้

เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ สายเคเบิลอาจหลุดลอก และอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ขณะที่อุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟอาจเสื่อมสภาพ ซึ่งคุณจะต้องตรวจสอบ และบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงไม่ควรดัดแปลงระบบไฟฟ้าเอง

3. การรั่วซึมของระบบของเหลว
สิ่งที่ผู้ขับรถจะมองข้ามไปไม่ได้ก็คือ อาการน้ำมันรั่วของรถไม่ว่าจะเป็น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก หรือน้ำยาหล่อเย็น เพราะถ้าแม้ดูเหมือนจะรั่วเล็กน้อย แต่มันก็อาจกลายเป็นเรื่องร้ายแรงได้ เพราะหากมันรั่วไปตรงกับท่อไอเสียที่ร้อนจัดของรถ ก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดประกายไฟ และลุกไหม้ขณะที่รถกำลังทำงานอยู่ได้

รู้ไว้ไม่เสียหลาย..สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้"รถไฟไหม้" รู้ไว้ก่อนป้องกันเหตุไม่คาดฝัน

4. เครื่องยนต์ร้อนจัด
หากเครื่องยนต์รถของคุณร้อนเกินไป มันอาจส่งผลให้ของเหลวเพิ่มขึ้นถึงอุณหภูมิที่เป็นอันตราย และทะลักเข้าสู่เครื่องยนต์หรือระบบไอเสีย รวมถึงน้ำหล่อเย็นที่ร้อนจัดเกินไปสามารถติดไฟได้อย่างรวดเร็ว

รู้ไว้ไม่เสียหลาย..สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้"รถไฟไหม้" รู้ไว้ก่อนป้องกันเหตุไม่คาดฝัน

5. การบำรุงรักษาที่ไม่เหมาะสม
การตรวจเช็กสภาพรถตามกำหนดเวลามีความสำคัญมาก เหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำรุงรักษารถยนต์เน้นเรื่องนี้กันมากก็เพราะ หากคุณไม่นำรถไปตรวจเช็กสภาพตามระยะก็อาจเกิดปัญหากับรถของคุณได้ แม้แต่การที่ของเหลวรั่วไหลเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่า และอาจทำให้เกิดไฟไหม้

6. ขวดน้ำพลาสติก
การทิ้งขวดน้ำไว้ในรถอาจฟังดูไม่อันตราย แต่อย่าประมาทเพราะ การทิ้งขวดน้ำพลาสติกไว้ในรถที่ร้อนจัดในบริเวณที่แสงแดดส่องได้องศา และส่องกระทบโดยตรงถึงขวดน้ำก็จะกลายเหมือนแว่นขยายรวมแสงไปจุดเดียว และหากไปตกกับวัตถุที่ติดไฟ ก็อาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้ภายในไม่กี่นาที

รู้ไว้ไม่เสียหลาย..สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้"รถไฟไหม้" รู้ไว้ก่อนป้องกันเหตุไม่คาดฝัน

7. ของอันตรายอื่น ๆ
ยังมีของอันตรายอื่น ๆ อีกที่อาจทำให้รถยนต์เกิดไฟไหม้ได้อย่างเช่น การสูบบุหรี่ภายในรถ, ไฟแช็ก, ของที่มีประจุแบตเตอรี่อย่าง พาวเวอร์แบงก์ โทรศัพท์มือถือ บุหรี่ไฟฟ้า สายชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และสเปรย์กระป๋อง

รู้ไว้ไม่เสียหลาย..สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้"รถไฟไหม้" รู้ไว้ก่อนป้องกันเหตุไม่คาดฝัน

แล้วจะต้องทำอย่างไรเมื่อไฟไหม้รถ 

ถ้าคุณได้กลิ่นไหม้ หรือกลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์ขณะขับรถอยู่ คุณควรจอดรถ และดับเครื่องในจุดที่ปลอดภัยทันที ส่วนรถที่ติดตั้งระบบก๊าซ ให้ปิดสวิตช์เพื่อตัดการทำงานของระบบก๊าซ หากพบว่ามีไฟลุกเพียงเล็กน้อยให้ควบคุมเพลิงด้วยตนเองในเบื้องต้น โดยใช้ถังดับเพลิงเคมีฉีดพ่นบริเวณต้นเพลิงให้ดับสนิท หรือนำผ้าที่เปียกน้ำ หรือทรายมาโปะบริเวณที่เกิดไฟไหม้ แต่หากไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ให้รีบออกไปยังระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถก่อนขอความช่วยเหลือโทรแจ้ง เหตุด่วนเหตุร้าย 191, ศูนย์รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ 199 หรือ สายด่วนนิรภัย 1784

ขอบคุณข้อมูลจาก gulfnews.com, kelnerlaw.com, disaster.go.th

“5 สมุนไพรไทย” ใกล้ตัว “ลดความดันโลหิตสูง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472104

“5 สมุนไพรไทย” ใกล้ตัว “ลดความดันโลหิตสูง”

28 มิถุนายน 2564 – 13:38 น.

“โรคความดันโลหิตสูง” ภัยเงียบคุกคามคนทั่วโลก ทั้งยังเป็นสาเหตุที่คร่าชีวิตก่อนวัยอันควร ดังนั้นเพื่อเป็นควบคุมระดับความดันโลหิต นอกจากการทานยาตามแพทย์สั่งแล้ว สมุนไพรไทยถือว่าเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ หาทานได้ง่ายๆ

ปัจจุบันผู้ป่วย “โรคความดันโลหิตสูง”  มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป เป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึง ร้อยละ 22  ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงยัง เป็น 1 ใน สาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อีกทั้งยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจ ทำให้ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงต้องกินยาเพื่อควบคุมระดับความดันโลหิต แต่หลายคนก็หันมาใช้การทาน สมุนไพรไทย  ที่มีผลช่วยลดความดันโลหิตสูงได้  ดังนี้ 

1. กระเจี๊ยบแดง 

จากการทดลองพบว่า กระเจี๊ยบแดง  สามารถลดความดันโลหิต อีกทั้งยังขับปัสสาวะ ขับยูริก ลดการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะ หลังการผ่าตัดในไตได้  นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการดื่มชากระเจี๊ยบ วันละ  2-3 ครั้ง สามารถลดความดันโลหิตตัวล่างลงได้ ร้อยละ 7.2 ถึง ร้อยละ 13 ดังนั้น ชากระเจี๊ยบจึงเหมาะสำหรับเป็นเครื่องดื่มสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง 

"5 สมุนไพรไทย" ใกล้ตัว "ลดความดันโลหิตสูง"

2. ขึ้นฉ่าย 

ชาวเอเซีย นิยมใช้ ขึ้นฉ่าย เป็นยาลดความดันโลหิตมานานกว่า 2 พันปีแล้วโดย ชาวจีน ชาวเวียดนาม แนะนำให้กิน ขึ้นฉ่าย วันละ 4 ต้น เพื่อรักษาความดันเป็นปกติ แพทยอายุรเวทในอินเดีย จะสั่งจ่ายเมล็ดขึ้นฉ่ายเพื่อขับปัสสาวะ สำหรับผู้ป่วยที่บวมน้ำ ปัจจุบันมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา พบว่า ขึ้นฉ่าย มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ ลดบวม คุมกำเนิด ลดจำนวนอสุจิ ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ ยับยั้งการเกิดมะเร็ง ยับยั้งเนื้องอก ต้านการอักเสบ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว ขับระดู เป็นต้น 

"5 สมุนไพรไทย" ใกล้ตัว "ลดความดันโลหิตสูง"

3.บัวบก

พืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจาก บัวบก ทำให้ไหลเวียนของเลือดทั้งในหลอดเลือดดำ และหลอดเลือดฝอยมีการไหลเวียนดีขึ้น มีคุณสมบัติขยายหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ต่อระบบประสาททำให้การเรียนรู้ดีขึ้น มีฤทธิ์คลายความเครียด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

"5 สมุนไพรไทย" ใกล้ตัว "ลดความดันโลหิตสูง"

4.คาวตอง หรือ พลูคาว 

หมอยาทั่วไปทั้งอีสาน และภาคเหนือ หรือไทยใหญ่ มีความเชื่อว่า การกินคาวตอง หรือ พลูคาว สดๆ กับน้ำพริก หรือใช้รากต้มกับปลาไหล รากตำเป็นน้ำพริกกิน จะเป็นยารักษาโรค ความดันโลหิตสูง  ริดสีดวงทวาร แผลในกระเพาะอาหารได้ พลูคาว เป็นสมุนไพรที่มีการศึกษาวิจัย และจดสิทธิบัตรมากตัวหนึ่ง ซึ่งจากการวิจัยทั้งในและต่างประเทศ  ต่างก็พบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ของพลูคาวเช่นเดียวกับการใช้ประโยชน์ของหมอยาพื้นบ้าน 

"5 สมุนไพรไทย" ใกล้ตัว "ลดความดันโลหิตสูง"

5. มะรุม 

อาหารสุขภาพที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมากที่สุด จากการศึกษาทางเภสัชวิทยา ประกอบกับการใช้ของชาวบ้านทั้งไทยและต่างประเทศ พบว่า ส่วนของใบและรากของมะรุมมีฤทธิ์ในการลดความดันโลหิตได้ ทั้งนี้ พบสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ลดความดันโลหิต เช่น niazinin A, niazinin B, niazimicin และ niaziminin A and B

"5 สมุนไพรไทย" ใกล้ตัว "ลดความดันโลหิตสูง"

สำหรับตำรับยาแก้ความดันโลหิตสูง ซี่งต้องกินอย่างต่อเนื่อง เช่น

ตำรับที่ 1 นำรากมาต้มกินเป็นซุป

ตำรับที่ 2 นำยอดมาต้มกิน

ตำรับที่ 3 นำยอดอุ๊ปใส่เนื้อวัวกิน ซึ่งต้องเป็นเนื้อวัวเท่านั้น

ตำรับที่ 4 นำรากมะรุมต้มกับรากย่านางกิน

ตำรับที่ 5 ใช้ยอดมะรุมสด โดยจะเป็นยอดอ่อนหรือยอดแก่ก็ได้ นำมาโขลกคั้นเอาน้ำ (ถ้าไม่มีน้ำให้เติมน้ำลงไปพอให้เหลวข้น) ผสมน้ำผึ้งพอหวาน กินวันละ 2 ครั้ง ครั้งละครึ่งแก้ว ยานี้จะช่วยลดความดัน เมื่อหยุดกินยาความดันโลหิตก็เพิ่มขึ้นมาอีก จึงต้องกินอย่างต่อเนื่อง


ข้อมูลโดย รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์

“แต่งบ้าน” แบบคนอยากออกไป “เที่ยว” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472090

“แต่งบ้าน” แบบคนอยากออกไป “เที่ยว”

28 มิถุนายน 2564 – 11:48 น.

“เที่ยวทิพย์” อีกครั้ง เนื่องจาก “สถานการณ์โควิด-19” ได้กลับมาสู่ความตึงเครียดอีกระลอกหนึ่ง การเดินทาง “ท่องเที่ยว” ไปยังที่ต่าง ๆ ต้องเข้มงวดขึ้น ซึ่งเสี่ยงทั้งโรค เสี่ยงทั้งไปถึงที่ “เที่ยว” แล้วไม่ได้ “เที่ยว”

ไม่มีสิ่งใดจะดีไปกว่าการได้ออกไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติโดยเฉพาะการแคมปิ้งที่ตอนนี้มาแรงที่สุด เชื่อแหละว่าหลายคนคงอึดอัด ต้องอยู่แต่ในบ้าน ร้านอาหารก็ยังออกไปนั่งกินดื่มไม่ได้ คงได้แต่ทำใจและประคองตัวเองให้ดีที่สุด

จัดว่างง่าย ๆ ด้วยอุปกรณ์แคมปิ้งที่มีอยู่
"แต่งบ้าน" แบบคนอยากออกไป "เที่ยว"

เพิ่มต้นไม้เข้าไปจัดวางใหม่ ด้วยเก้าอี้สไตล์แคมป์

เครียดไปก็ไม่มีประโยชน์แถมให้โทษกับร่างกายและจิตใจ เมื่อเที่ยวไม่ได้เราก็ทำที่เที่ยว ๆ เองได้ ด้วยการแต่งบ้านให้เป็นที่แคมปิ้งเล็ก ๆ ในบ้าน นอกบ้าน หรือสนามหญ้าหน้าบ้านก็ได้ ไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ต้องไปแย่งกับใคร แถมปลอดภัยปลอดโรค 

"แต่งบ้าน" แบบคนอยากออกไป "เที่ยว"

อุปกรณ์เครื่องครัวสำหรับแคมปิ้งก็สามารถนำมาใช้และจัดวางให้สวยงามได้ เพิ่มอรรถรสในการกิน

ลองปรับเปลี่ยนเคลื่อนย้าย นิด ๆ หน่อย ๆ ด้วยการเอาอุปกรณ์แคมปิ้งที่มีอยู่แล้วมาจัดวางให้เหมือนว่าอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ไหนสักแห่ง จินตนาการเป็นสิ่งสำคัญ ลองทำดูแล้วจะรู้ว่าความสุขอยู่รอบตัว 

"แต่งบ้าน" แบบคนอยากออกไป "เที่ยว"

บนดาดฟ้า ไม่ว่าจะเป็นคอนโดหรือตึกแถว เราสามารถนำเก้าอี้แคมปิ้งมานั่งดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืนได้ไม่เบื่อ

"แต่งบ้าน" แบบคนอยากออกไป "เที่ยว"

ภายในห้องนั่งเล่นก็สามารถปรับแต่งได้เช่นกัน 


ภาพประกอบ goout.jp 

สุดยอด “สมุนไพร” ช่วยรักษา “โรคผิวหนัง” หาได้ง่ายๆใกล้ตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472065

สุดยอด “สมุนไพร” ช่วยรักษา “โรคผิวหนัง” หาได้ง่ายๆใกล้ตัว

28 มิถุนายน 2564 – 10:27 น.

รวมสุดยอด “สมุนไพร” ช่วยรักษา “โรคผิวหนัง” หาได้ง่ายๆใกล้ตัว

“โรคผิวหนัง” เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยทั้งผื่นคัน กลาก เกลื้อน และเชื้อราต่างๆ ซึ่งเราสามารถใช้สมุนไพรใกล้ตัวมารักษาได้ วันนี้แอดเลยจะมาแนะนำว่ามีสมุนไพรตัวไหนที่ช่วยรักษาโรคผิวหนังได้บ้าง

“กระเทียม” แก้กลาก เกลื้อน โดยการฝานกลีบกระเทียมแล้วนำมาทาถูบริเวณที่เป็นอยู่บ่อยๆ หรือจะนำกระเทียมไปตำแล้วคั้นเอาน้ำกระเทียมมาทา (ใช้ไม้เล็กๆขูดบริเวณที่เป็นให้ผิวพอเเดงๆก่อนการทา) หรือทาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ก็ได้

สุดยอด "สมุนไพร" ช่วยรักษา "โรคผิวหนัง" หาได้ง่ายๆใกล้ตัว

“ข่า” แก้กลาก เกลื้อน โดยการนำข่าแก่ๆมาล้างให้สะอาด แล้วฝานเป็นแว่นบางๆหรือทุบให้แตก แล้วนำไปแช่เหล้าขาว 1 คืน โดยก่อนทาให้ทำความสะอาดบริเวณที่เป็น แล้วใช้ไม้เล็กๆขูดผิวบริเวณนั้นให้พอแดงๆ เสร็จแล้วจึงทาน้ำยาที่ได้จากการดองข่ากับเหล้าขาว เช้า-เย็น จนกว่าจะหาย

สุดยอด "สมุนไพร" ช่วยรักษา "โรคผิวหนัง" หาได้ง่ายๆใกล้ตัว

“ขมิ้น” แก้ฝี แผลพุพอง แก้อาการแพ้อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย โดยการนำเหง้าขมิ้นไปฝนกับน้ำต้มสุก แล้วนำไปทาบริเวณที่เป็น วันละ 3 ครั้ง หรือใช้ผงขมิ้นชันโรยทาบริเวณที่มีอาการผื่นคันจากแมลงกัดต่อย

สุดยอด "สมุนไพร" ช่วยรักษา "โรคผิวหนัง" หาได้ง่ายๆใกล้ตัว

“ชุมเห็ดเทศ” แก้กลาก ให้ใช้ใบชุมเห็ดเทศสดมาขยี้หรือตำในครกให้ละเอียดแล้วเติมน้ำเล็กน้อย หรือใช้ใบชุมเห็ดเทศกับหัวกระเทียมในสัดส่วนที่เท่าๆกัน ผสมกับปูนแดงเล็กน้อย (ปูนที่กินกับหมาก) ตำผสมกันแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นกลาก ก่อนการทาควรใช้ไม้เล็กๆขูดผิวให้พอแดงๆ ทาเช้า-เย็น จนกว่าจะหาย หลังจากหายแล้ว ให้ทาต่อไปอีก 7 วัน จึงหยุดทาได้

สุดยอด "สมุนไพร" ช่วยรักษา "โรคผิวหนัง" หาได้ง่ายๆใกล้ตัว

“ตำลึง” แก้อาการเเพ้อักเสบ แมลงกัดต่อย โดยให้ใช้ใบสด 1 กำมือ ล้างทำความสะอาด ตำให้ละเอียดผสมน้ำเล็กน้อย แล้วคั้นเอาน้ำนำมาทาบริเวณที่มีอาการ ทาซ้ำบ่อยๆจนกว่าจะหาย

สุดยอด "สมุนไพร" ช่วยรักษา "โรคผิวหนัง" หาได้ง่ายๆใกล้ตัว

“เทียนบ้าน” แก้อาการเล็บขบ ปวดตามข้อมือหรือนิ้วเท้า ถอนพิษปวดอักเสบ ปวดร้อน ให้ใช้ใบและดอกตำพอก แก้อาการฝีและแผลพุพอง ใช้ใบสดและดอกสด 1 กำมือ ตำให้ละเอียดและพอก ทาบริเวณที่เป็นฝี แผลพุพอง วันละ 3 ครั้ง

สุดยอด "สมุนไพร" ช่วยรักษา "โรคผิวหนัง" หาได้ง่ายๆใกล้ตัว

“ทองพันชั่ง” รักษากลาก เกลื้อน ใช้ใบสดหรือรากสด (แบบแห้งก็ใช้ได้) โดยใช้ใบ 5-8 ใบ หรือราก 2-3 ราก ตำให้ละเอียดแล้วนำไปแช่เหล้าหรือแอลกอฮอล์ 7 วัน แล้วจึงนำมาทาบริเวณที่เป็นบ่อยๆจนกว่าจะหาย

สุดยอด "สมุนไพร" ช่วยรักษา "โรคผิวหนัง" หาได้ง่ายๆใกล้ตัว

ที่มา Bangkoktip O-sod

เมื่อยังต้องเข้าออฟฟิศ อยู่อย่างไรให้ปลอดภัยจากโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472042

เมื่อยังต้องเข้าออฟฟิศ อยู่อย่างไรให้ปลอดภัยจากโควิด-19

28 มิถุนายน 2564 – 08:15 น.

จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ ในที่ทำงานมีคนหมู่มาก แชร์วิธีดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เมื่อต้องอยู่ในพื้นที่สาธารณะ

ในสถานการณ์ที่ไวรัสโควิด-19 ยังคงแพร่ระบาด หลายบริษัทเลือกความปลอดภัยให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน หรือ Work From Home แต่อีกหลายบริษัทก็ไม่มีนโยบายเช่นนั้น หรืองานบางประเภทมีความจำเป็นต้องให้พนักงานเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ภายในบริษัท

คนหมู่มากรวมตัวกันอยู่พื้นที่เดียวกันเป็นเวลานาน แน่นอนว่ามีความเสี่ยง แม้จะมีการฉีดวัคซีนป้องกันแล้ว แต่สัดส่วนคนของที่ฉีดวัคซีนแล้วยังน้อยมากหากเปรียบเทียบกับคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

ดังนั้นต้องหาวิธีดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจากโควิด-19 ในที่ทำงาน หรืออย่างน้อยๆ ลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด

เมื่อยังต้องเข้าออฟฟิศ อยู่อย่างไรให้ปลอดภัยจากโควิด-19

5 วิธีดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจากโควิด-19 ในที่ทำงาน

1. การเดินทางไปทำงาน เดินทางด้วยรถสาธารณะมีความเสี่ยงกว่ารถส่วนตัว แต่ถ้าจำเป็นต้องเดินทางด้วยรถสาธารณะควรระมัดระวังเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษ เลี่ยงการจับห่วง เสา ราว และพื้นที่ในสาธาณะ สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา พยายามยืนหรือนั่งให้ห่างจากผู้อื่น 1-2 เมตร หลังกลับจากทำงาน ควรล้างมือให้สะอาด ถอดหน้ากากอนามัย ถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนทำกิจกรรมหรือสัมผัสคนในบ้าน

2. รักษาสุขอนามัยของตนเอง ล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอหรือใช้เจลแอลกอฮอล์เพื่อความสะดวก เป็นไปได้ให้พกสเปรย์แอลกอฮอล์ฉีดจุดจับสาธารณะโดยเฉพาะห้องน้ำ ลิฟท์ หากไอจามให้ใช้ทิชชู่ แต่หากไม่มีให้ไอหรือจามใส่พับแขนด้านในแทนการใช้มือ และไม่ควรใช้มือสัมผัส ตา จมูก ปาก

3. เว้นระยะห่างทางสังคม ควรหลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่ส่วนรวม เช่น ห้องประชุม ห้องพัก ห้องเก็บของ,  ติดต่อกับเพื่อนร่วมงานโดยใช้แอปพลิเคชั่นต่างๆ วิดีโอคอนฟลอเรนซ์ อีเมล เพื่อลดการสัมผัส, การรับประทานอาหารไม่ควรทานร่วมกับใคร เป็นไปได้บางบริษัทอนุญาตให้พนักงานรับประทานอาหารที่โต๊ะของตัวเองเท่านั้น รวมทั้งใช้บันไดแทนลิฟท์

4. ทำความสะอาดของใช้ในสำนักงาน โดยเฉพาะของส่วนร่วม จุดสัมผัสสาธารณะ ต้องทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ แต่ก็อย่าละเลยของใช้ส่วนตัวใช้สเปรย์แอลกอฮอล์ฉีดแป้นพิมพ์คีย์บอร์ด โต๊ะ เก้าอี้ก่อนหรือใช้ผ้าชุบน้ำผสมสบู่เช็ดทำความสะอาดก่อนใช้งานเพื่อความปลอดภัย เพราะไม่รู้ว่าตอนเราไม่อยู่ที่โต๊ะมีใครมาหยิบจับ หรือใช้ของส่วนตัวอะไรของเราบ้างหรือไม่ (ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า)

5. สังเกตอาการของตัวเองเป็นประจำ ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าสำนักงานทุกครั้ง ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ที่บริษัทจัดเตรียมไว้ให้ หากรู้สึกไม่สบาย มีอาการผิดปกติใดใด ควรหยุดพัก อาจแจ้งหัวหน้างานของทำงานจากที่บ้านเพื่อสังเกตอาการตัวเอง ลดความเสี่ยงที่จะนำเชื้อโรคใดๆไปติดผู้อื่นด้วย

ไม่มีใครรู้ว่า สถานการณ์โควิด-19 ในไทยจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นเมื่อใด หลังรัฐบาลมีการประกาศคำสั่งยกระดับมาตรการคุมโควิด-19 เมื่อช่วงดึกของวันที่ 26 มิถุนายน 2564 ดังนั้นกิจวัตรประจำวัน หน้าที่การงานต่างๆ ที่ยังดำเนินต่อไป ก็ต้องทำควบคู่ไปพร้อมๆ กับการดูแลความปลอดภัยด้านสาธารณสุขอย่างเข้มข้น เพื่อควบคุมให้มีผู้ติดเชื้อใหม่ให้น้อยที่สุดระหว่างรอการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19อย่างทั่วถึงมากขึ้น

อ้างอิง : ข้อมูลจากเว็บไซต์พบแพทย์ (POBPAD)