ไม่ควรมองข้าม 7 สัญญาณไฟบนหน้าปัดรถ ที่เราควรรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472012

ไม่ควรมองข้าม 7 สัญญาณไฟบนหน้าปัดรถ ที่เราควรรู้

27 มิถุนายน 2564 – 16:55 น.

ไม่ควรมองข้าม 7 สัญญาณไฟบนหน้าปัดรถ ที่เราควรรู้ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่มากยิ่งขึ้น

บนหน้าปัดรถ จะมีสัญญาณต่างๆไว้คอยแจ้งเตือนให้เราทราบ หากเกิดเหตุการณ์ หรือสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นภายในรถของเรา แต่หลายคนก็มักจะมองข้าม บางคนอาจจะสนใจแค่เข็มวัดความเร็วกับน้ำมันเท่านั้น ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรปฏิบัติ เพราะยังมีสัญญาณอีกหลายแบบที่เราควรจะรู้ไว้ด้วยเช่นกัน เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่มากยิ่งขึ้น วันนี้เราจึงได้รวบรวม 7 สัญญาณไฟหน้าปัดรถยนต์เบื้องต้นที่สำคัญ ที่เราควรรู้ไว้

ไม่ควรมองข้าม 7 สัญญาณไฟบนหน้าปัดรถ ที่เราควรรู้

1. สัญญาณแบตเตอรี่
หากที่หน้าปัดเครื่องยนต์มี ไฟแจ้งเตือนเป็นรูป แบตเตอรี่ นั่นเป็นสัญญาณที่เราไม่ควรชะล่าใจ และหลายคนก็ยังเข้าใจผิดว่า หมายถึง ให้เราทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ได้แล้ว ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นการแสดงถึง การทำงานของระบบไดชาร์จผิดปกติ และหากเรายังฝืนขับต่อ จะทำให้ระบบไฟฟ้าในรถยนต์จะค่อยๆอ่อนลง ไฟหน้าค่อยๆหรี่และเครื่งอยนต์จะดับในที่สุด หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ สามารถเป็นไปได้ทั้ง 2 กรณี คือ ไดชาร์จเสีย หรือ สายพานไดชาร์จขาด ทางที่ดีควรหมั่นตรวจสภาพของไดชาร์จ สายพาน ให้อยู่ในสภาพปกติทุกครั้งก่อนเดินทาง
 

ไม่ควรมองข้าม 7 สัญญาณไฟบนหน้าปัดรถ ที่เราควรรู้

2. สัญญาณไฟรูปเครื่องยนต์
หากคุณเห็นหน้าปัดรถยนต์มีสัญญาณ รูปเครื่องยนต์ นั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ตัวเซ็นเซอร์ที่ถูกติดตั้งอยู่ในเครื่องยนต์ ตรวจจับได้ถึงความผิดปกติบางอย่างภายในเครื่อยนต์ อาจจะเกิดจากการที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของรถ เกิดการช๊อตที่แผงวงจร

อีกอย่างที่เป็นไปได้ก็อาจจะเป็นเพราะตัวเซ็นเซอร์นั้นมีปัญหาเอง และอุปกรณ์ที่อาจเป็นสาเหตุทำให้ไฟรูปเครื่องยนต์ขึ้น ได้แก่ เซ็นเซอร์วัดออกซิเจนระบบไอสียมีปัญหา, ฝาถังน้ำมันหลวม, หัวเทียนหรือสายหัวเทียนมีปัญหา และอาจจะมีสาเหตุอื่นๆอีก ไฟเตือนรูปเครื่องยนต์ อาจไม่ได้แสดงถึงความเสียหายรุนแรงของรถ แต่ก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ให้รีบไปตรวจเช็กหาความผิดปติ และรีบแก้ไขจะดีที่สุด

ไม่ควรมองข้าม 7 สัญญาณไฟบนหน้าปัดรถ ที่เราควรรู้

3. สัญญาณไฟเครื่องหมายตกใจกลางวงกลม
โดยปกติแล้ว รูปเครื่องหมายตกใจแบบนี้ จะเป็นการแจ้งเมื่อน้ำมันเบรกลดลงต่ำกว่าระดับปกติ แต่จะมีรถยนต์บางรุ่นที่ระบบจะแยกกันระหว่างระบบเบรก กับเบรกมือไว้อย่างชัดเจน

แต่ในรุ่นที่ไม่ได้แยก หากมีเครื่องหมายนี้ปรากฏขึ้นมาให้เห็น คือการแสดงการดึงเบรกมือ หรือลดเบรกมือลงไม่สุด ในกรณีที่ลดลงสุดแล้วยังไม่หาย อาจะต้องตรวจเช็กระบบเบรกโดยเร็วที่สุด เพราหากเบรกมีปัญหาแล้วยังฝืนขับรถต่อ จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

ไม่ควรมองข้าม 7 สัญญาณไฟบนหน้าปัดรถ ที่เราควรรู้

4. สัญญาณรูปตะเกียงน้ำมันมีน้ำหยด
หากปรากฏสัญญาณ รูปตะเกียงน้ำมันมีน้ำหยด ขึ้นมาบนหน้าปัดรถยนต์ของคุณ มันบ่งบอกว่า น้ำมันในเครื่องยนต์ต่ำมาก และไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ได้เพียงพอ ควรรีบนำไปตรวจเช็กและแก้ไขให้เรียบร้อย ไม่ต้องฝืนใช้รถต่อไปเรื่อยๆ

แต่หากเช็กแล้วไม่พบความผิดปกติ น้ำมันอยู่ในระดับปกติ แต่ยังปรากฎสัญญาณนี้ให้เห็นอยู่ ก็อาจจะเกิดปัญหาที่ปั๊มหัวจ่ายน้ำมันเครื่องได้เช่นกัน ส่งผลให้น้ำมันไปหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ไม่เพียงพอ และแสดงรูปตะเกียงน้ำมันมีน้ำหยดขึ้นมา

ไม่ควรมองข้าม 7 สัญญาณไฟบนหน้าปัดรถ ที่เราควรรู้

5. สัญญาณไฟรูปปรอทมีขีดระดับน้ำ
หรือ ไฟเตือนอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นสูง นั่นบ่งบอกว่า หม้อน้ำอยู่ในระดับผิดปกติ หากเครื่องยนต์มีความร้อนสูงเกินกว่าระดับอุณหภูมิทำงาน ก็จะปรากฎสัญญาณนี้ให้เห็นบนหน้าปัด ไม่ควรใช้งานต่อ เพราะอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้ เพราะอุณหภูมิของเครื่องยนต์มีระดับที่สูงกว่าระดับที่เครื่องยนต์จะทำงานได้ตามปกติ

หากเกิดเหตุการณ์ที่หม้อน้ำร้อนผิดปกติ สิ่งที่ควรทำก็คือ จอดรถโดยทันที จะช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ไม่ควรมองข้าม 7 สัญญาณไฟบนหน้าปัดรถ ที่เราควรรู้

6. ไฟเตือนระบบเบรกแบบป้องกันล้อล็อค (ABS)
สาเหตุที่ทำให้ปรากฎสัญญาณนี้ขึ้นมาที่หน้าปัดรถของคุณ อาจจะเกิดจากการขับรถลุยน้ำ ทำให้ระบบไฟฟ้าเกิดการลงกราวด์ เมื่อแห้งสัญญาณก็จะดับไปเอง แต่หากขับรถบนถนนปกติ แล้วปรากฎสัญญาณนี้ขึ้นมา แล้วหายไปเอง ควรนำเข้าอู่เพื่อตรวจเช็กอย่างด่วน เพราะไฟเตือนนี้ ก็อาจจะมีสาเหตุอื่นๆอีกได้ เช่น ผ้าเบรกหมด หรือ ระดับน้ำมันเบรกต่ำกว่ากำหนด

สำคัญมาก หากในระหว่างขับรถ แล้วมีสัญญาณ ABS ปรากฏขึ้นมา ควรจอดรถแล้วนำรถเข้าเช็กทันที แม้ระบบเบรกจะยังทำงานได้อยู่ก็ตาม แต่หากมีการเบรกกระทันหัน ระบบ ABS อาจจะไม่ทำงาน มันส่งผลถึงความปลอดภัยของคุณ

ไม่ควรมองข้าม 7 สัญญาณไฟบนหน้าปัดรถ ที่เราควรรู้

7. สัญญาณไฟรูปตู้จ่ายน้ำมัน มีจุดๆด้านล่าง
หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นการเตือนว่า น้ำมันใกล้จะหมดแล้ว คุณกำลังเข้าใจผิด รูปอาจจะคล้ายๆกันแต่มันคือคนละอย่าง สัญญาณนี้หากปรากฏอยู่บนหน้าปัดรถยนต์ของคุณ หมายความว่า กรองน้ำมันกำลังมีปัญหา อาจมีน้ำผสมอยู่ในน้ำมัน หรือ เกิดจากการที่กรองน้ำมันตัน สิ่งที่ควรจะทำ คือการนำรถเข้าอู่ หรือศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็กกรองน้ำมันให้เรียบร้อย

ไม่ควรมองข้าม 7 สัญญาณไฟบนหน้าปัดรถ ที่เราควรรู้

สัญญาณบนหน้าปัด อาจจะมีมากจนไม่สามารถจำได้ทั้งหมด แต่หากเราหมั่นศึกษาบ่อยๆ ก็จะช่วยให้เราพอมีความรู้และมีพื้นฐานในการตรวจเช็กบ้าง และมันจะช่วยให้คุณขับขี่รถได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เราไม่ควรละเลยสัญญาณบนหน้าปัดรถกันนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : kmotors

ลดความเสี่ยงมะเร็ง – ความเสื่อมของสมอง ประโยชน์จาก “น้ำมันมะกอก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471998

ลดความเสี่ยงมะเร็ง – ความเสื่อมของสมอง ประโยชน์จาก”น้ำมันมะกอก”

27 มิถุนายน 2564 – 14:31 น.

“น้ำมันมะกอก”   คือ น้ำมันธรรมชาติที่เกิดจากการนำเอาผลแก่ของต้นมะกอก มาสกัดเอาน้ำมันจัดอยู่ในกลุ่มของน้ำมันพืช  สำหรับผู้ที่รักสุขภาพแล้วนิยมน้ำมันมะกอกนำมาใช้ในการประกอบอาหาร เพราะมีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์บ่งบอกว่าดีต่อสุขภาพ

“น้ำมันมะกอก”จะมีสีเขียวใส สีเหลืองใสหรือใสไม่มีสี ขึ้นอยู่กับวิธีการที่นำมาผลิตน้ำมันมะกอก  ทั้งนี้น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ เมื่อรับประทานเข้าไปจะไม่ก่อโทษในร่างกาย สามารถนำน้ำมันมะกอกมาใช้ปรุงอาหารรับประทานได้ทุกประเภท

ประโยชน์ของ “น้ำมันมะกอก”ที่มีต่อร่างกาย  ควบคุมคอเลสเตอรอล  คุณสมบัติเด่นของน้ำมันมะกอก  คือ  มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวซึ่งมีส่วนของกรดโอเลอิก  อยู่ในปริมาณที่สูงมาก ซึ่งกรดไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยว มีคุณสมบัติพิเศษที่เพิ่มปริมาณคอเรสเตอรอลชนิดดี ( HDL ) และสามารถช่วยลดคอเรสเตอรอลชนิดไม่ดี ( LDL ) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรความดันโลหิตสูง

ลดความเสี่ยงเป็นมะเร็ง “น้ำมันมะกอก”มีส่วนประกอบของสารอัลฟาโตโคฟีรอล  ในรูปของวิตามินอี สารไลโคปีน และสารกลุ่มโพลีฟีนอลที่จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอด ช่วยป้องกันเซลล์จากการทำลายของอนุมูลอิสระที่เข้าสู่ร่างกาย โดยสารต้านอนุมูลอิสระจะเข้าไปจับตัวกับอนุมูลอิสระทำให้ อนุมูลอิสระไม่สามารถทำลายเซลล์ที่อยู่ใกล้เคียงได้ จึงช่วยลดความเสี่ยงที่เซลล์จะเกิดการกลายพันธุ์และเจริญเติบโตเป็นเซลล์มะเร็ง  ทั้ง มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปีกมดลูกและมะเร็งลำไส้ใหญ่

ลดความเสื่อมของสมอง น้ำมันมะกอกช่วยเพิ่มความแข็งแรงและป้องกันไม่ให้ผนังหลอดเลือดโดนทำลาย ลดการอุดตันของเส้นเลือด จึงทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดี โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองและหัวใจซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย เมื่อเลือดไหลเวียนดีออกซิเจนก็จะเข้าสู่เซลล์สมองและหัวใจ ส่งผลให้เซลล์ตามอวัยวะต่างๆ แข็งแรงขึ้น ลดความเสื่อมของเซลล์สมอง ป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและสมอง เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคสมองเสื่อม 

เพิ่มการดูดซึมอาหาร น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ววิตามินหรือสารอาหารที่ละลายได้ในน้ำมัน ก็จะละลายเข้าไปอยู่ในน้ำมันมะกอก ดังนั้นน้ำมันมะกอกจะพาสารอาหารและแร่ธาตุเข้าสู่ร่างกายไปด้วย ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารและวิตามินที่ละลายในน้ำมันมากขึ้น เช่น วิตามินดี วิตามินเค วิตามินเอ   เพิ่มการเผาผลาญ น้ำมันมะกอกจะเข้าไปกระตุ้นกระบวนการ   ให้สามารถทำงานได้อย่างทรงประสิทธิภาพ ทำให้สามารถสลายไขมันออกจากร่างกายได้เพิ่มขึ้น ลดการสะสมของไขมันในร่างกายและยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ป้องกันการเกิดนิ่ว น้ำมันมะกอกช่วยป้องกันการก่อตัวและการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี  น้ำมันมะกอกจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำดีให้สามารถไหลหมุนเวียนได้ดีขึ้น ลดการสะสมหรือการตกตะกอนก่อตัวเป็นนิ่วในถุงน้ำดี และยังช่วยยับยั้งการหลั่งของน้ำดีที่ผลิตจากตับ จึงช่วยลดการสะสมของน้ำดีในถุงน้ำดี   

ลดความเสี่ยงมะเร็ง - ความเสื่อมของสมอง ประโยชน์จาก"น้ำมันมะกอก"
ลดความเสี่ยงมะเร็ง - ความเสื่อมของสมอง ประโยชน์จาก"น้ำมันมะกอก"

ลดการอักเสบของแผลในระบบทางเดินอาหาร  น้ำมันมะกอกจะช่วยเคลือบบริเวณที่เกิดแผลในระบบทางเดินอาหาร ทั้งในกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ จึงช่วยป้องกันไม่ให้น้ำย่อยหรือกรดในกระเพาะอาหารเข้ามาทำปฏิกิริยากับแผล จนเกิดการอักเสบซ้ำซ้อน และช่วยบรรเทาอาการอักเสบด้วย

บำรุงเส้นผม น้ำมันมะกอกมีปริมาณของวิตามินอีและวิตามินบี  ช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง และโมเลกุลของน้ำมันมะกอกมีความคล้ายคลึงกับน้ำมันตามธรรมชาติซึ่งมีขนาดที่เล็กทำให้ซึมซาบเข้าสู่เส้นผมและผิวหนังได้อย่างรวดเร็ว น้ำมันมะกอกจึงช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับเส้นผมและผิวหนังทดแทนน้ำมันตามธรรมชาติของบนเส้นผมและผิวหนังได้

บำรุงหัวใจ น้ำมันมะกอกมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวอยู่มาก ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอล ( LDL ) ได้ ควบคุมระดับ ( LDL ) ให้ต่ำลง ช่วยให้ไขมันในเลือดลดลง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดหัวใจรั่ว เป็นผลดีต่อผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ( Atrial Fibrillation ) และทำให้หัวใจทำงานได้อย่างแข็งแรงยิ่งขึ้น

ลดความเสี่ยงมะเร็ง - ความเสื่อมของสมอง ประโยชน์จาก"น้ำมันมะกอก"

ประเภทของน้ำมันมะกอก

1.น้ำมันมะกอกที่มีความบริสุทธิ์สูง  คือ น้ำมันมะกอกที่ผ่านการสกัดด้วยวิธีบีบ ( Expelling ) หรือ การบีบเย็น ( Cold Press ) ซึ่งการสกัดด้วยวิธีนี้จะไม่ใช้ความร้อนในการสกัดน้ำมันมะกอก ทำให้ได้น้ำมันมะกอกที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงของคุณค่าทางโภชนาการน้อยมาก น้ำมันมะกอกชนิดนี้จึงมีรสและกลิ่นของผลมมะกอกเหมือนกับผลมะกอกจริง คุณค่าทางโภชนาการและสารอาหารเหมือนผลมะกอกเกือบ 100%

น้ำมันมะกอกชนิดนี้เป็นน้ำมันมะกอกชนิดที่ดีที่สุด น้ำมันมะกอกชนิดนี้มีจุด Smoke Point ที่ 100 องศาเซลเซียส จึงไม่เหมาะกับการนำมาปรุงอาหาร ด้วยความร้อนสูง เพราะที่ความร้อนสูงน้ำมันมะกอกชนิดนี้จะกลายเป็นอนุมูลอิสระ  ที่เป็นสารก่อมะเร็งอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย จึงเหมาะนำไปปรุงอาหารที่ไม่ใช้ความร้อน เช่น ทำน้ำสลัด ราดบนเนื้อสัตว์ เป็นต้น

2.น้ำมันมะกอกแบบบริสุทธิ์   น้ำมันมะกอกชนิดนี้ สกัดด้วยความร้อนทำให้สารอาหารบางชนิดโดนทำลายไปบ้างเล็กน้อย มีค่าความเป็นกรดต่ำไม่เกิน 1.5% จึงมีคุณภาพน้อยกว่าน้ำมันมะกอกแบบบริสุทธิ์พิเศษ และการสกัดโดยใช้ความร้อนอาจจะทำให้กลิ่นและรสของน้ำมันมะกอกที่ได้เปลี่ยนแปลงจากธรรมชาติอีกด้วย น้ำมันมะกอกชนิดนี้ไม่เหมาะกับการนำไปปรุงอาหารที่ต้องผ่านความร้อน เช่นเดียวกับน้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธิ์พิเศษ

3.น้ำมันมะกอกแบบบริสุทธิ์ดี    เป็นน้ำมันมะกอกที่สกัดในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนมาก กรรมวิธีในการผลิตจะใช้ทั้งสารเคมีและความร้อนในการสกัดน้ำมันออกมาจากผลมะกอก เหมาะกับการทำอาหารที่ผ่านความร้อนน้อยหรือผ่านในระยะเวลาสั้นๆ เช่น การผัด การทำซอส  ไม่เหมาะกับการนำไปทอดเป็นเวลานาน

4.น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ( Pure Olive Oil ) คือ น้ำมันมะกอกที่นิยมนำมาปรุงอาหารรับประทาน ทั้งอาหารที่ต้องผ่านความร้อน อย่างผัด ทอด และอาหารที่ไม่ต้องผ่านความร้อนอย่างการทำน้ำสลัด  เหมาะกับการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูงหรือต้องผ่านความร้อนเป็นเวลานานโดยเฉพาะการทอด แต่ไม่เหมาะกับการนำมาทำอาหารเพื่อรับประทานโดยตรง เช่น การกินกับสลัด การผสมซอส เป็นต้น

น้ำมันมะกอกจัดเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ  การบริโภคควรบริโภคให้เหมาะสมเพราะถ้ารับประทานมากเกิน 2 ช้อนโต๊ะ ต่อ วัน หรือ  2 ลิตร/สัปดาห์  อาจจะเกิดการสะสมเป็นไขมันส่วนเกินในร่างกาย ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพ  

***เรียบเรียงข้อมูลจาก  https://amprohealth.com/

ลดความเสี่ยงมะเร็ง - ความเสื่อมของสมอง ประโยชน์จาก"น้ำมันมะกอก"
ลดความเสี่ยงมะเร็ง - ความเสื่อมของสมอง ประโยชน์จาก"น้ำมันมะกอก"
ลดความเสี่ยงมะเร็ง - ความเสื่อมของสมอง ประโยชน์จาก"น้ำมันมะกอก"
ลดความเสี่ยงมะเร็ง - ความเสื่อมของสมอง ประโยชน์จาก"น้ำมันมะกอก"

ขอขอบคุณภาพจาก https://pixabay.com/th

5 พฤติกรรม “แมว” บอกรักเจ้าของ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471982

5 พฤติกรรม “แมว” บอกรักเจ้าของ 

27 มิถุนายน 2564 – 13:38 น.

“แมว” เป็นสัตว์เลี้ยงที่มีพื้นที่ส่วนตัวสูงไม่ค่อยชอบยุ่งกับใคร แต่แมวก็มีวิธีบอกรักเจ้าของเหมือนกัน ลองไปติดตามดูว่าตรงกันหรือไม่ หรือใครมีพฤติกรรมสุดแปลกสามารถแชร์ได้ 

      เชื่อว่าหลายบ้านต้องมีน้องแมว เจ้าเหมียวแสนน่ารัก สัตว์ที่มักจะพบเห็นได้ทุกที่ ด้วยความน่ารักไม่ว่าจะเป็นหน้าตา หรือ ขนปุย ที่ทำให้ทาสแมวตกหลุมรัก ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้าเหมียวมีความสุข หรือ ที่เรียกว่า ทาสแมว 

      รู้หรือไม่ว่า แมว ก็มีวิธีบอรักเจ้าของ หรือ ทาสแมว เหมือนกัน แม้ว่าแมวจะสื่อสารกับมนุษย์ด้วยภาษาพูดไม่ได้ แต่แมวจะบอกรักด้วยภาษากาย โดยจะพบเห็นได้ประมาณ 5 พฤติกรรม ดังนี้ 

5 พฤติกรรม "แมว" บอกรักเจ้าของ 

     1.เอาหัวมาถูก

     เรามักจะเห็นพฤติกรรมเจ้าเหมียวในบ้านชอบเอาหัวมาถูกไถ่เราไม่ว่าจะยืนหรือนั่ง แม้กระทั่งตอนนอน ที่แมวชอบมาถูกเรานั้นแปลว่าเจ้าเหมียวกำลังบอกรักเราอยู่ พฤติกรรมนี้ถูกใจทาสแมวสุด ๆ 

5 พฤติกรรม "แมว" บอกรักเจ้าของ 

     2.หงายท้องโชว์พุง 

     พฤติกรรมนี้ไม่ง่ายที่เจ้าเหมียวจะทำง่าย ๆ เจ้าเหมียวต้องไว้ใจมาก ๆ ถึงจะแสดงอาการนี้ออกมา ซึ่งเป็นการบอกรักอีกรูปแบบ การนอนหงายโชว์พุุง ปกติแล้วพุงจะเป็นส่วนที่แมวไม่ชอบให้ไปยุ่งด้วย แต่หากเจ้าเหมียวยอมล่ะก็แสดงว่าไว้ใจและรักทาสสุด ๆ 

     3.วิ่งถามไล่เกาะขา 

     เจ้าเหมียวยิ่งอายุน้อย ๆ มักจะเป็นแมวขี้เล่น ไม่ว่าทาสจะอยู่มุมไหนก็จะเดินตามไปเกาะแข้งเกาะขาอ้อน ๆ ทาส นั้นแสดงถึงการบอกรักของเจ้าเหมียว   

5 พฤติกรรม "แมว" บอกรักเจ้าของ 

     4.เลียมือหรือตัว 

     แมวชอบแสดงความเป็นเจ้าของโดยการเสียบนผิวของเราเพื่อให้มีกลิ่นของเจ้าเหมียวติดเสมือนว่าฉันเป็นเจ้าของน่ะ และยังเป็นการบอกว่ารักคุณมากแค่ไหน 

5 พฤติกรรม "แมว" บอกรักเจ้าของ 

     5.เดินมาแล้วทำเสียงร้อนอ้อน ๆ 

     อีกหนึ่งการแสดงความรักเจ้าเหมียวที่มีต่อเจ้าของ เมื่อคุณเปิดประตูเข้าบ้านเจ้าเหมียวแสนน่ารักจะเดินมาใกล้ ๆ แล้วทำเสียงร้องเพื่อให้คุณโน้มตัวลงไปลูบหน้า นี่เป็นการแสดงความรักทั้งเจ้าเหมียวและทาส

5 พฤติกรรม "แมว" บอกรักเจ้าของ 

  ทั้ง 5 พฤติกรรม เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เจ้าเหมียวจะแสดงออกถึงความรักที่มีต่อคุณ แมวบางตัวก็มีพฤติกรรมแปลก ๆ ที่บ่งบอกว่ามันรักคุณมากแค่ไหน ไหนลองแชร์กันมาได้ว่ามีพฤติกรรมอะไรที่แปลกที่สุด 

รู้จักภาวะ “หัวใจเต้นผิดจังหวะ” สาเหตุอาการการตรวจวินิจฉัยรักษาและป้องกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471936

รู้จักภาวะ “หัวใจเต้นผิดจังหวะ” สาเหตุอาการการตรวจวินิจฉัยรักษาและป้องกัน

27 มิถุนายน 2564 – 10:15 น.

“หัวใจเต้นผิดจังหวะ” คืออะไร สาเหตุและอาการเป็นอย่างไร การตรวจวินิจฉัย รักษาและป้องกันทำได้หรือไม่

ทำเอาแฟนๆ ตกใจและเป็นห่วง เมื่อ “หนุ่ม กรรชัย” พิธีกรชื่อดัง มีอาการ “หัวใจเต้นผิดจังหวะ” ออกอาการเหนื่อยระหว่างจัดรายการสด (24 มิถุนายน 2564) โดย หนุ่ม กรรชัย พูดออกมาด้วยตัวเองว่า “ผมหัวใจเต้นผิดจังหวะจริงๆ ผมมีความรู้สึกเหมือนผมพูดออกไปแล้วผมเหนื่อย” ทั้งนี้ ทีมข่าวคมชัดลึกบันเทิงออนไลน์ ได้ต่อสายตรงไปสอบถาม “แองจี้” ที่ร่วมงานและสนิทกับ หนุ่ม กรรชัย ก็ได้อัปเดตถึงอาการป่วยที่เกิดขึ้นว่า “ตอนนี้ พี่หนุ่ม กรรชัย อาการดีขึ้น หายเป็นปกติแล้ว เมื่อวานที่ถึงโรงพยาบาล คุณหมอก็ให้กินยาและรอดูอาการ มีการตรวจ Check Up ร่างกาย ด้วยคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ทุกอย่างเป็นปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะไม่มีอาการรุนแรง และเมื่อคืนก็ไม่ได้นอนค้างเพื่อดูอาการที่โรงพยาบาล หลังลองกินยาที่คุณหมอจัดให้ ก็สามารถกลับบ้านได้ ส่วนในวันนี้ พี่หนุ่ม กรรชัย ก็จะเดินทางมาจัดรายการเป็น พิธีกรข่าวใส่ไข่ ตามปกติ” เรียกว่าแฟนๆ ของ หนุ่ม กรรชัย สบายใจหายห่วงกันได้ อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะกำเริบของ “หนุ่ม กรรชัย” ในครั้งนี้ ไม่มีอาการรุนแรง สามารถกลับมาทำงานในวงการบันเทิงได้ตามปกติทุกรายการเหมือนเดิม ว่าแต่ “หัวใจเต้นผิดจังหวะ” คืออะไร สาเหตุและอาการเป็นอย่างไร การรักษาและการป้องกันทำได้อย่างไรบ้าง

หัวใจเต้นผิดจังหวะ คืออะไร

การที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะตามธรรมชาติ โดยอาจเต้นเร็วเกินไปหรือช้าเกินไป ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าในหัวใจหรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรในห้องหัวใจ ทำให้การสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีภาวะเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหลอดเลือดสมองอุดตันเพิ่มมากขึ้น

ชนิดของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะสามารถแบ่งได้เป็นหลายชนิด โดยสามารถแบ่งเป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ 2 ชนิดดังนี้

– หัวใจเต้น เร็ว กว่าปกติ

– หัวใจเต้น ช้า กว่าปกติ

สาเหตุของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

สาเหตุที่ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติมีความแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย โดยการที่หัวใจจะเต้นเร็วหรือช้าลงขึ้นกับพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต ประวัติสุขภาพ และปัจจัยแวดล้อมของผู้ป่วยแต่ละราย โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ได้แก่

– ความผิดปกติแต่กำเนิดหรือความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด , ลิ้นหัวใจรั่ว , ผนังหัวใจหนาผิดปกติ , หลอดเลือดหัวใจตีบ

– ความผิดปกติของร่างกายที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง , ไขมันในเลือดสูง , เบาหวาน , ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ , อิเล็กโทรไลต์ในร่างกายผิดปกติ

– ยาและสารบางชนิด เช่น ยาที่มีส่วนประกอบของแอมเฟตามีน , คาเฟอีนที่อยู่ในชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม

– ความเครียดและความวิตกกังวล

อาการของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมักไม่ทราบว่าตนเองมีปัญหา โดยมักพบภาวะนี้จากการตรวจสุขภาพหรือเมื่อป่วยด้วยโรคอื่นแล้วมาพบแพทย์ แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปรากฏให้สังเกตได้ เช่น

– วิงเวียน

– หน้ามืด

– ตาลาย

– ใจสั่นบริเวณหน้าอก

– หายใจขัด

– เจ็บแน่นบริเวณหน้าอก

– เป็นลม หมดสติ

การตรวจวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

– การซักประวัติอย่างละเอียด เช่น การดื่มชา , กาแฟ หรือน้ำอัดลม โรคประจำตัวต่างๆ (เช่น เส้นเลือดหัวใจอุดตัน , ความดันโลหิตสูง , เบาหวาน หรือภาวะไทรอยด์)

– การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ในขณะที่มีอาการ

– การติดเครื่องบันทึกคลื่นหัวใจไว้ที่ตัวผู้ป่วยเป็นเวลา 24 หรือ 48 ชั่วโมง (Holter monitoring test) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการบ่อยแต่ไม่ได้เป็นตลอดเวลา

– การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะที่ผู้ป่วยออกกำลังกาย (exercise stress test; EST)

– การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (echocardiogram)

– การตรวจระบบการนำไฟฟ้าภายในหัวใจ (cardiac electrophysiology study)

การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ แพทย์จะพิจารณาตามสาเหตุ อาการ ตำแหน่ง และความรุนแรงของโรค โดยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดอาจไม่ต้องทำการรักษา แต่ในบางชนิดที่ต้องทำการรักษาจะมีทางเลือกในการรักษา ดังนี้

– การใช้ยาควบคุมจังหวะของหัวใจ ซึ่งถึงแม้จะไม่ช่วยให้หายขาด แต่ก็ลดความถี่และความรุนแรงของการได้ โดยพบว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะหลายชนิดตอบสนองดีต่อการใช้ยา

– การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker) เป็นการฝังเครื่องมือเล็กๆ ไว้ใต้ผิวหนังบริเวณกระดูกไหปลาร้า เพื่อตรวจจับจังหวะการเต้นของหัวใจ และสอดสายนำไฟฟ้าไปยังหัวใจเพื่อควบคุมและกระตุ้นให้หัวใจเต้นตามอัตราที่กำหนด

– การใช้ไฟฟ้ากระตุกเพื่อปรับการเต้นของหัวใจ (cardioversion) ใช้ในกรณีที่หัวใจเต้นเร็วเกินไป โดยแพทย์จะใช้กระแสไฟฟ้าจากเครื่องส่งภายนอกร่างกายซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นแปะที่หน้าอกของผู้ป่วยเพื่อปรับจังหวะการเต้นของหัวใจใหม่

– การใช้สายสวนเพื่อจี้กล้ามเนื้อหัวใจที่นำไฟฟ้าผิดปกติ (ablation therapy) วิธีนี้เป็นการรักษาที่ต้นเหตุซึ่งอาจช่วยให้ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดหายขาดได้ โดยเป็นวิธีการรักษาที่ต่อเนื่องจากการตรวจระบบการนำไฟฟ้าภายในหัวใจ เมื่อสอดสายสวนไปยังตำแหน่งที่เชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุของความผิดปกติ แพทย์จะปล่อยคลื่นวิทยุความถี่สูงเป็นจุดเล็กๆ เพื่อทำลายเนื้อเยื่อหัวใจที่เป็นสาเหตุของหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น

– การฝังเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ (implantable cardioverter defibrillator) เป็นการฝังเครื่องมือคล้ายกับเครื่องกระตุ้นหัวใจ ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ (ventricular fibrillation) ซึ่งอาจอันตรายต่อชีวิต โดยเมื่อหัวใจเต้นช้า เครื่องมือจะทำหน้าที่ในการกระตุ้นหัวใจ แต่เมื่อหัวใจเต้นเร็ว เครื่องมือจะปล่อยพลังงานไฟฟ้าในระดับที่เหมาะสมเพื่อกระตุกหัวใจให้กลับมาเต้นปกติทันที

การป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอาจไม่สามารถป้องกันได้เสมอไป แต่สามารถลดโอกาสเกิดให้น้อยลงได้ ดังนี้

– หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น กาแฟ , เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ , ความเครียด , การสูบบุหรี่

– รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

– ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

– ตรวจสุขภาพและพบแพทย์สม่ำเสมอ

รู้จักภาวะ "หัวใจเต้นผิดจังหวะ" สาเหตุอาการการตรวจวินิจฉัยรักษาและป้องกัน

ข้อมูล : โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

แนะนำ 5 ไม้มงคล ที่ควรปลูกติดบ้านเสริมดวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471954

แนะนำ 5 ไม้มงคล ที่ควรปลูกติดบ้านเสริมดวง

27 มิถุนายน 2564 – 09:48 น.

วันนี้คมชัดลึกออนไลน์จะพาคุณผู้อ่านมาแนะนำ 5 ไม้มงคล ที่ควรมีติดบ้านที่นอกจากความสวยแล้วยังช่วยเสริมดวงชะตาสร้างความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิต เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักดีอยู่แล้วแต่อาจจะไม่รู้ว่ามีต้นอะไรบ้างตามไปดูกันเลย

สำหรับต้นไม้หรือดอกไม้มีหลากหลายชนิดให้เลือกปลูก แต่หลายคนไม่รู้ว่าการปลูกต้นไม้มีประโยชน์มากมายทั้งในเรื่องของความสวยงาม ความร่มรื่นเห็นแล้วเย็นตาเย็นใจ ครั้งนี้คมชัดลึกออนไลน์จะพาแนะนำ 5 ไม้มงคลประจำบ้านที่บ้านไหนปลูกแล้วมีแต่เรื่องดีๆแน่นอน 

แนะนำ 5 ไม้มงคล ที่ควรปลูกติดบ้านเสริมดวง


เริ่มต้นที่ “ดาวเรือง” แค่ชื่อก็บ่งบอกถึงความเป็นสิริมงคลแล้ว คือ หมายถึง “ความเจริญรุ่งเรือง “ จริงๆดาวเรืองไม่ได้เป็นดอกไม้ประจำถิ่นในไทยแต่หากนำเข้ามาโดยชาวฝรั่งเศสที่ทำการค้ากับไทย ลักษณะเด่นคือดอกที่เหลืองสดงดงาม การปลูกก็ไม่ยาก ขึ้นง่าย ชอบแดดมาก ปลูกริมรั้วลดน้ำทุกวันก็เพียงพอ ที่สำคัญดอกดาวเรืองใช้ในการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช้านาน แต่รู้หรือไม่นอกจากจะปลูกไว้เพื่อความสวยงาม มงคลแล้ว ยังสามารถรับประทานได้อีกด้วย แถมยังเป็นยาในตำราไทยแก้ปวดฟัน แก้เจ็บตา หรือแม้แต่อเมริกาก็นำไปทำครีมรักษาสิว จะเห็นได้ว่าประโยชน์มากมายเกินตัวทีเดียว

ต่อกันที่ “กระบองเพชร” ต้นนี้ควรมีติดบ้านนิยมปลูกเอาไว้ “เสริมโชคลาภเงินทอง”  ยิ่งยุคสมัยนี้บอกเลยว่าเป็นที่นิยมปลูกกันอย่างมากใเพราะมีทั้งขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยเฉพาะขนาดเล็กนั้นมีความสวยงาม ดูแล้วน่ารัก แถมยังเลี้ยงง่ายเพราะกระบอกเพชรเก็บน้ำไว้ได้นาน รดน้ำอาทิตย์ละครั้งรวมถึงตัวกระบอกเพชรชอบแสงแดดมาก และดอกของมันถึงจะขึ้นยากแต่ถ้าขึ้นแล้วรับรองสวยมาก  

แนะนำ 5 ไม้มงคล ที่ควรปลูกติดบ้านเสริมดวง

ส่วน “โป๊ยเซียน” เป็นต้นท่ทุกคนควรปลูกไว้ที่บ้าน เพราะมีความเชื่อว่าต้นนี้ ถือเป็น “ตัวแทนของเทพเจ้า คอยคุ้มครองให้สงบสุขรุ่งเรือง” เลี้ยงง่ายและโตไว เป็นไม้ประดับที่สวยงามออกดอกไม่ยากแถมยังสีสันสดใสชอบแดดรดน้ำแตอนเช้าก็พอใครอยากได้ความสวยงามก็ปลูกตามรั้วบ้านได้


สำหรับ “บานไม่รู้โรย” ก็เป็นไม้มงคลที่เชื่อกันว่า สื่อถึง “ความยั่งยื่นของชีวิตและความรัก” บ่งบอกถึงความอดทน ไม่ย่อท้อ ไม่รู้โรย บานไม่รู้โรยเป็นไม้ล้มลุกไม่สูงมาก แต่มีดอกที่สวยงามและน่ารัก ความสูงไม่เกิน 50 เซนติเมตรเท่านั้น นอกจากจะสามารถเป็นพืชมงคลและพืชคลุมดินแล้วยังมีสรรพคุณอีกมากมาย นำต้นมาต้มกับน้ำเป็นยาแก้กษัย แก้ไอ แก้กรน ถอนพิษ ปัสสาวะขัด และอีกหลายๆอย่างอีกมากมาย ขึ้นอยู่กับวิธีนำไปใช้ บอกเลยว่าเล็กพริกขี้หนูมากประโยชน์เพียบ

ปิดท้ายที่ “กล้วยไม้” ต้นนี้ก็ควรปลูกเอาไว้ เพราะมีความเชื่อว่า “เสริมสิริมงคล เสริมดวง เสริมเสน่ห์” ใครที่ได้ปลูกรับรอว่าจะเสริมเสน่ห์เป็นอย่างมากเพราะด้วยความงาม และสีสันอันสวยงามของกล้วยไม้ที่มีมากมายน่าหลงใหล 
 

แนะนำ 5 ไม้มงคล ที่ควรปลูกติดบ้านเสริมดวง
แนะนำ 5 ไม้มงคล ที่ควรปลูกติดบ้านเสริมดวง
แนะนำ 5 ไม้มงคล ที่ควรปลูกติดบ้านเสริมดวง
แนะนำ 5 ไม้มงคล ที่ควรปลูกติดบ้านเสริมดวง


เอาล่ะงานนี้ใครกำลังมองหาไม้มงคลไว้เสริมดวงชะตาก็อย่าลืมไปหา 5 ไม้มงคลนี้มาปลูกไว้ที่บ้านกันนะจ๊ะ

ขอบคุณข้อมูล

https://www.pinterest.com/pin/556476097692716354/ https://pimangroup.com/marigolds/ https://www.pinterest.com/pin/150096600065081397/ https://www.pinterest.com/pin/498351514995157050/http://halsat.com/บานไม่รู้โรย-รวมสรรพคุณ/

“Way Coffee” คาเฟ่ในนครปฐม หลบไปพักได้ หามุมสงบทำงานก็ดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471897

“Way Coffee” คาเฟ่ในนครปฐม หลบไปพักได้ หามุมสงบทำงานก็ดี

27 มิถุนายน 2564 – 09:30 น.

“Way Coffee” ร้านคาเฟ่จัดมีพื้นที่ให้หลบไปพักผ่อน หรือหามุมสงบทำงาน อ่านหนังสือก็สุดชิล

นครปฐม จังหวัดที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 50 กว่ากิโลเมตร เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย และปัจจุบัน นครปฐม ได้ถูกขนานนามใหม่ว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งร้านคาเฟ่ภาคกลางฝั่งตะวันตก” เพราะมีร้านคาเฟ่เก๋ๆ มาเปิดใหม่มากมายทีเดียว

สำหรับวัยเรียนวันทำงานที่อยากหาร้านคาเฟ่ที่มีของกินอร่อย แล้วก็มีมุมสงบพอให้ทำงานด้วยต้องลองมาพาที่ “Way Coffee”

"Way Coffee" คาเฟ่ในนครปฐม หลบไปพักได้ หามุมสงบทำงานก็ดี

“Way Coffee” เป็นร้านคาเฟ่สไตล์ลอฟ์ท แฝงตัวอยู่ในซอยยิงเป้า 4 ถนนจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ความประทับใจแรก คือมีที่จอดรถกว้างขวางเดินทางได้สะดวกสบาย

เข้าไปภายในร้าน มีการแบ่ง space จัดพื้นที่อย่างลงตัว มีมุมพักผ่อน นั่งดื่มเมนูเครื่องดื่มที่ไม่ได้มีแค่กาแฟ  อาหารคาว ของหวานแบบจุใจให้เลือกสรร

"Way Coffee" คาเฟ่ในนครปฐม หลบไปพักได้ หามุมสงบทำงานก็ดี
"Way Coffee" คาเฟ่ในนครปฐม หลบไปพักได้ หามุมสงบทำงานก็ดี

สำหรับใครที่เจอปัญหาเวลาไปร้านคาเฟ่ แล้วอยากมีพื้นที่นั่งทำงานแบบชิลๆ หรือมุมสงบสำหรับอ่านหนังสือ ที่นี่ก็พร้อมบริการ ทั้งโต๊ะ ปลั๊กไฟแบบหลายคนต้องติดใจกันเลยทีเดียว

"Way Coffee" คาเฟ่ในนครปฐม หลบไปพักได้ หามุมสงบทำงานก็ดี
"Way Coffee" คาเฟ่ในนครปฐม หลบไปพักได้ หามุมสงบทำงานก็ดี

ที่ขาดไม่ได้สำหรับสายคาเฟไม่ว่าจะมือใหม่หรือมือโปรแล้ว ต้องมีมุมถ่ายรูป ซึ่ง Way Coffee มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเยอะมาก ด้วยการตกแต่งคุมโทนอบอุ่น แถมมีสวนเล็กๆ ร่มรื่น ทำให้หามุมถ่ายรูปได้แบบเพลินกันเลยทีเดียว

ร้านคาเฟ่เป็นอีกสถานที่ที่หลายๆคนชอบไป และใช้เวลาเพื่อพักผ่อน เปลี่ยนบรรยากาศจากสิ่งที่ต้องทำซ้ำๆ ในแต่ละวัน วันหยุดพักผ่อนแบบนี้ ลองหาร้านคาเฟ่ในสไตล์ที่ใช่ เผื่อคิดไอเดียอะไรใหม่ๆระหว่างนั่งทอดอารมณ์อยู่ก็ได้ใครจะไปรู้ 

Way Coffee (สาขายิงเป้า)

พิกัดอยู่ซอยยิงเป้า 4 ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม

เวลาเปิดจันทร์-อาทิตย์ 11.00-21.00น. ครัวปิดเวลา 20.00 น.

เบอร์โทรร้าน 086-603-1976

“ดารากลัวของแปลก” ที่ไม่คิดว่าจะมีคนกลัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471903

“ดารากลัวของแปลก” ที่ไม่คิดว่าจะมีคนกลัว

26 มิถุนายน 2564 – 16:28 น.

แต่ละคนก็มีความกลัวที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับดาราคนดัง ก็มักได้ยินข่าวว่า พวกเขากลัวของแปลกๆ มาดูกันว่า “ดารากลัวของแปลก” เขากลัวอะไรกันบ้าง

คิมเบอร์ลี่ – กลัวผีเสื้อ

ใครจะรู้ว่าสาวสวยหน้าลูกครึ่งอย่าง คิมเบอร์ลี แอน เทียมศิริ กลัวผีเสื้อ ถึงขนาดที่ใครใส่เสื้อผีเสื้อมาอยู่ใกล้ๆ เธอก็กลัว เคยมีนักข่าวใส่เสื้อลายผีเสื้อมาสัมภาษณ์เธอ เล่นเอานางเอกคนดังตกใจร้องกรี๊ดไปเลย เพราะสาว คิม เคยโดนแกล้งสมัยเด็ก จึงจำฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า สัตว์ที่บินได้ก็กลัวเช่นกัน

"ดารากลัวของแปลก" ที่ไม่คิดว่าจะมีคนกลัว

หม่ำ – กลัวฟันปลอม

ตลกเบอร์ 1 ของประเทศไทยอย่าง หม่ำ จ๊กมก หรือ หม่ำ-เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา กลัวฟันปลอมเอามากๆ แฟนๆ ตลกคงจะเคยเห็น หม่ำ โดนเอาฟันปลอมมาแกล้งในรายการอยู่บ่อยๆ ส่วนสาเหตุที่กลัวคือ เคยพลาดกินน้ำในแก้วที่มีฟันปลอมอยู่ เลยฝังใจมาถึงตอนนี้ 

ป๋อง กพล – กลัวปลาทู

ใครจะเชื่อว่า พิธีกรที่ทำรายการผีมานานอย่าง ป๋อง กพล จะกลัวปลาทู เพราะตอนเด็กๆ เคยขี่จักรยานชนท้ายรถกระบะที่ขนปลาทู ทำให้เข่งปลาทูหล่นใส่ทั้งตัว เล่นเอาหลอนมาจนถึงตอนนี้

ญาญ่า – กลัวเฟอร์บี้

นางเอกดังของช่องอย่าง ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ ไม่กลัวจิ้งจก ไม่กลัวแมลงสาบ แต่เธอกลัวเฟอร์บี้ เพราะพี่สาวเคยเอามาแกล้ง พร้อมหลอกว่ามันกินคนมาแล้ว งานนี้ทำเอาสาว ญาญ่า เซย์กู๊ดบายไปเลยทีเดียว

"ดารากลัวของแปลก" ที่ไม่คิดว่าจะมีคนกลัว

เต๋อ ฉันทวิชช์ – กลัวแก้วน้ำชิดขอบโต๊ะ

แปลกของจริงคงต้องยกให้พระเอกร้อยล้านอย่าง เต๋อ ฉันทวิชช์ ที่กลัวการวางแก้วน้ำชิดขอบโต๊ะ ถึงแม้หนุ่ม เต๋อ จะไม่เคยออกมาบอกสาเหตุว่าทำไมถึงกลัว แต่ใครหลายคนก็มองว่า แปลกจริงๆ นอกจากนี้ หมอก้อง ยังเคยโพสต์อวยพรวันเกิดให้หนุ่ม เต๋อ พร้อมแซวว่า รักษาความกลัวการวางแก้วชิดขอบโต๊ะต่อไป ทางด้านหนุ่ม เต๋อ ได้เข้ามาตอบขอบคุณ ก่อนจะบอกว่า หมอก้อง น่ารักกับเขาตลอดจริงๆ  

ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก, ปู ไปรยา และนิกกี้ ณฉัตร – กลัวไก่

สาวกไก่ คงต้องร่ำไห้ เมื่อรู้ว่ามีดาราหลายคนกลัวไก่ เช่น นางเอกเจ้าบทบาทอย่าง ใบฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ เคยออกมาเผยว่า ตนเป็นโรคกลัวไก่อย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ แต่รู้สึกกลัวไก่กระพือปีก ทางด้านสาวนางเอกสาวหน้าคม ปู-ไปรยา สวนดอกไม้ ก็กลัวไก่เช่นกัน เพราะเธอเคยโดนไก่จิกตอนเด็ก ทำให้กลัวเอามากๆ และสุดท้ายที่ใครหลายๆ คนน่าจะรู้กันดีว่า นิกกี้ ณฉัตร หวานใจ สาวก้อย อรัชพร กลัวไก่เอามากๆ เพราะเคยเกือบตายเพราะไก่ จากการที่ตนไปเล่นกับลูกเจี๊ยบ แล้วโดนแม่ไก่ตามจิก

"ดารากลัวของแปลก" ที่ไม่คิดว่าจะมีคนกลัว
"ดารากลัวของแปลก" ที่ไม่คิดว่าจะมีคนกลัว
"ดารากลัวของแปลก" ที่ไม่คิดว่าจะมีคนกลัว
"ดารากลัวของแปลก" ที่ไม่คิดว่าจะมีคนกลัว

นิทรรศการ “ทับหลัง” ทรงคุณค่า มรดกที่ได้รับกลับคืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471885

นิทรรศการ “ทับหลัง ทรงคุณค่า มรดกที่ได้รับกลับคืน

26 มิถุนายน 2564 – 14:25 น.

เปิดนิทรรศการพิเศษ ให้ชม “ทับหลัง” ทรงคุณค่า 2 รายการ ที่ได้รับกลับคืนสู่ประเทศไทยจนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้

รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม จัดนิทรรศการพิเศษให้ชม 2 “ทับหลัง” ที่ประเทศไทยได้รับกลับคืน คือ ทับหลังปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว

นิทรรศการ "ทับหลัง ทรงคุณค่า มรดกที่ได้รับกลับคืน

นิทรรศการพิเศษนี้ จัดขึ้นภายในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ภายในนิทรรศการจะบอกเล่าข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของ “ทับหลัง” ทั้ง 2 รายการ คือ ทับหลังปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว

ทับหลังปราสาทหนองหงส์ อยู่ที่ปราสาทหนองหงส์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลและอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนทับหลังปราสาทเขาโล้น อยู่ภายในบริเวณวัดปราสาทเขาโล้น บ้านเจริญสุข ตำบลทัพราช อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว

หลักฐานต่างๆ ที่ได้สืบค้น รวมถึงขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่า กว่าที่จะได้โบราณวัตถุกลับคืนมาต้องใช้ความพยายาม และความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยหวังกระตุ้นจิตสำนึกรักและหวงแหนมรดกวัฒนธรรมไทย ให้ช่วยกันปกป้อง ดูแลรักษา ให้สืบทอดไปยังคนรุ่นต่อไป

นิทรรศการเปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น. วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2564

ก่อนกลับคืนสู่ประเทศไทย ทับหลังปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว จัดแสดงอยู่ที่ Asian Art Museum เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังถูกโจรกรรมไปยังต่างประเทศนานหลายสิบปี เบื้องหลังกว่าจะได้ทับหลัง 2 รายการนี้คืนมาน่าติดตามมาก

ที่มา : เพจเฟซบุ๊ก ไทยคู่ฟ้า

เผยเคล็ดลับ ดูแล “ผิวสวย” ตามแบบฉบับสาวเกาหลี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471872

เผยเคล็ดลับ ดูแล “ผิวสวย” ตามแบบฉบับสาวเกาหลี

26 มิถุนายน 2564 – 12:34 น.

เผยเคล็ดลับ ดูแล “ผิวสวย” ออร่าพุ่งกระจาย ตามแบบฉบับสาวเกาหลี

มลภาวะต่างๆทั้งสิ่งสกปรกและฝุ่นควันส่งผลทำให้ผิวของเราถูกทำร้ายอยู่เป็นประจำ เมื่อผิวแห้งเสีย ริ้วรอย สิวและฝ้าก็จะตามมาในทันที แม้ว่าสาวๆหลายคนจะงัดสารพัดวิธีมาดูแลผิวพรรณแต่ก็อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจสักเท่าไหร่ วันนี้เราเลยจะมาบอกเคล็ดลับวิธีที่จะทำให้คุณมีผิวสวยเนียนเด้ง ออร่ากระจายแบบสาวเกาหลี มาฝากกัน

“ทาครีมบำรุงผิว” หลังอาบน้ำเสร็จควรบำรุงผิวด้วยโลชั่นทาผิว หรือครีมบำรุงผิว ที่มีส่วนผสมของวิตามินอี เพื่อเพิ่มความเนียนนุ่มชุ่มชื้น หากอยากมีผิวขาวใสออร่าก็ให้เลือกครีมทาผิวที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่งด้วย

“ทาครีมกันแดด” ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ จะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและรังสียูวีไม่ให้ผิวคล้ำเสีย โดยทาก่อนออกแดดประมาณ 15 นาที เพื่อให้ครีมซึมซาบลงชั้นผิวอย่างเต็มที่

“ขัดผิวสม่ำเสมอ หรือมาร์คผิว” การขัดผิวหรือการสครับผิวนั้นจะช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่หมองคล้ำ เมื่อเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ก็จะช่วยให้สภาพผิวดีขึ้น ดูเปล่งปลั่งสดใสมากกว่าเดิม โดยอาจใช้ใยบวบขัดผิวเบาๆขณะอาบน้ำ หรือใช้สูตรขัดผิวจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น มะขาม ขมิ้นชัน หรือเกลือ ขัดผิวประมาณสัปดาห์ละครั้ง

“ทานอาหารที่มีประโยชน์” การทานผัก ผลไม้จะช่วยบำรุงผิวให้เปล่งปลั่งสดใส โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีวิตามินซีจะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น ส้ม องุ่น น้ำมะพร้าว แอปเปิล แตงกวา มะเขือเทศ บรอกโคลี รวมไปถึงอะโวคาโดที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี และอี มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ

เผยเคล็ดลับ ดูแล "ผิวสวย" ตามแบบฉบับสาวเกาหลี

“ทานอาหารเกาหลีเคล็ดลับบำรุงผิวชั้นดี” อาหารเกาหลีก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับหนึ่งที่ทำให้คนเกาหลีมีผิวพรรณที่สวย อาทิ อาหารยอดฮิตอย่าง “กิมจิ” เพราะในกิมจิประกอบไปด้วยโพรไบโอติก วิตามินซี และเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้ดูสุขภาพดี ขณะที่เครื่องดื่มอย่าง “ชาข้าวบาร์เลย์” ก็อุดมไปด้วยไฟเบอร์และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยขับสารพิษออกจากผิว และ “สาโทเกาหลี” ก็ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส เพราะมีกรดอะมิโนและแร่ธาตุ

“ดื่มน้ำมากๆ” น้ำเปล่าควรดื่มให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเซลล์ผิว ชะลอความเหี่ยวย่น ลดความแห้งตึง ทั้งยังช่วยดีท็อกซ์ขับสารพิษจากร่างกายได้ดีอีกด้วย และยิ่งถ้าได้ดื่มน้ำผลไม้ที่มีวิตามินซีอยู่เป็นประจำด้วยแล้วก็จะยิ่งช่วยบำรุงผิวให้ดูขาวใสสุขภาพดี เปล่งประกายมีออร่า

“พักผ่อนให้เพียงพอ” เมื่อร่างกายของเราได้พักผ่อนอย่างเพียงพอก็จะส่งผลให้ระบบต่างๆภายในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เลือดไหลเวียนได้สะดวกซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพผิว

“มีวินัยในการดูแลผิวตัวเอง” ต้องหมั่นดูแลตัวเองและบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ ต้องมีวินัยให้กับตัวเองไม่ขี้เกียจ เพราะผิวต้องการการดูแลทุกวัน

เผยเคล็ดลับ ดูแล "ผิวสวย" ตามแบบฉบับสาวเกาหลี

5 ต้นไม้ “อัปมงคล” ไม่ควรมีไว้ที่บ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471866

5 ต้นไม้”อัปมงคล”ไม่ควรมีไว้ที่บ้าน

26 มิถุนายน 2564 – 11:16 น.

เทรนด์การปลูกต้นไม้ มาแรง แต่ต้นไม้แบบไหนดี หรือไม่ดี เราก็ควรทราบด้วย เพราะความเชื่อ และข้อมูลก็บอกว่า ต้นไม้ก็สามารถสร้างความอัปมงคลได้ วันนี้เราเลยหยิบ 5 ชนิดพืชที่ไม่ควรปลูกที่บ้านมานำเสนอกัน

เทรนด์การปลูกต้นไม้ ที่กำลังฮิตกันในปัจจุบันนั้น เรียกว่าทำให้ชาวกรุง หรือคนที่ทำงานในเมืองและมีพื้นที่ใช้สอยน้อยได้มีความสุขในการใช้เวลากับการดื่มด่ำของความร่มรื่นกัน แต่การจะเลือกต้นไม้ หรือพืชที่มาไว้ที่บ้านแล้วก็ต้องคอยดูในหลากหลายเรื่อง ซึ่งเรื่องความเชื่อก็เป็นหนึ่งประเด็นในการนำต้นไม้มาไว้ที่ห้อง ที่บ้านเพื่อเสริมพลังมงคลแก่ผู้อยู่อาศัย 

ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ควรทราบคือต้นไม้ บางชนิดก็ถูกจัดอยู่ในจำพวกต้นไม้อัปมงคลตามความเชื่อวันนี้เราขอยกต้นไม้ 5 ชนิดที่ไม่ควรนำมาปลูกไว้ที่บ้าน ที่ที่อยู่อาศัย 

5 ต้นไม้"อัปมงคล"ไม่ควรมีไว้ที่บ้าน

“ต้นปรง” เป็นต้นไม้สายพันธุ์แรกที่บอกว่า ไม่ควรปลูกในบ้าน เนื่องจากชื่อที่ฟังดูเหมือนการ “ปลง” ชีวิต อีกทั้งยังมักนิยมใช้ใบไปประดับตกแต่งหีบศพหรือทำพวงหรีดอีกด้วย จึงเหมือนนำความไม่เป็นมงคลเข้าบ้านนั่นเอง แม้ว่าปัจจุบันต้นปรงถูกนำมาใช้ในการจัดสวนมากขึ้น เพราะลักษณะต้นที่สวยงาม เป็นเอกลักษณ์ แต่การใช้ต้นปรงจัดสวนนั้นก็ไม่เหมาะกับพื้นที่สวนขนาดเล็กหรือบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง เนื่องจากมีหนามแหลม และดอกของต้นปรงก็มีกลิ่นแรงและอันตรายต่อระบบประสาทอีกด้วย

5 ต้นไม้"อัปมงคล"ไม่ควรมีไว้ที่บ้าน

ลั่นทม” เแค่ฟังชื่อแล้วก็คล้ายกับได้รับความ “ระทม” จึงถูกจัดเป็นต้นไม้อัปมงคล ทำให้คนโบราณไม่นิยมปลูกในบ้านเพราะเชื่อกันว่าจะทำให้มีแต่เรื่องเศร้าใจ ซึ่งในปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นต้น “ลีลาวดี” แทนแล้ว และด้วยรูปทรงที่สวยงามและมีกลิ่นหอมจึงทำให้คนนิยมนำมาจัดสวน แต่ขณะเดียวกันก็ควรระวังเพราะยางในทุกส่วนของต้นมีพิษเป็นกรด หากสัมผัสตามเนื้อตัวจะมีอาการคันไปจนถึงบวมแดงอักเสบโดยเฉพาะกับเด็ก นอกจากนี้กิ่งยังเปราะง่ายจึงเป็นอันตรายกับเด็กเล็กที่เล่นใกล้ ๆ ด้วย

5 ต้นไม้"อัปมงคล"ไม่ควรมีไว้ที่บ้าน

ว่านสี่ทิศ”  แม้ว่าถูกจัดให้เป็นไม้มงคลที่ใช้เสี่ยงทาย แต่ถ้าจะหามาปลูกประดับไว้ในบ้านก็คงต้องดูให้ดี ๆ นั่นเพราะพืชชนิดนี้มีพิษรุนแรงต่อสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะส่วนที่เป็นดอกของว่านสี่ทิศ หากพิษเข้าสู่ร่างกาย ของสัตว์เลี้ยงแล้ว อาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้องอย่างหนัก สั่นไปทั้งตัว เบื่ออาหาร และเกิดภาวะน้ำลายหลั่งมากผิดปกติได้

5 ต้นไม้"อัปมงคล"ไม่ควรมีไว้ที่บ้าน

“ยี่โถ” ไม้พุ่มทรงเตี้ย ที่ดอกนั้นมีสีสันสวยงาม แต่ต้องระวังมาก เพราะทุกส่วนของต้นยี่โถเต็มไปด้วยพิษร้ายแรง โดยเฉพาะพิษที่อยู่ในน้ำยางนั้น ส่งผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและระบบประสาท หากเผลอกินเข้าไปจะทำให้เกิดอาการปวดหัว หัวใจเต้นช้า กล้ามเนื้อหัวใจไม่ทำงานหรือหัวใจหยุดเต้นได้จึงไม่ควรนำมาปลูกที่บ้าน และจัดเป็นไม้อัปมงคล

5 ต้นไม้"อัปมงคล"ไม่ควรมีไว้ที่บ้าน

“ฟิโลเดนดรอน”ขอปิดท้ายด้วยไม้ใบสวยงามที่กำลังฮอตฮิตมาแรงในช่วงนี้ เพราะนอกจากมีให้เลือกหลายรูปแบบแล้วยังดูแลรักษาง่าย แต่ต้นไม้ชนิดนี้มีสารแคลเซียมออกซาเลท ซึ่งมีองค์ประกอบที่เป็นพิษ แม้ว่าจะมีผลเพียงเล็กน้อยต่อมนุษย์ แต่ก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนที่แพ้ง่าย แค่ไปสัมผัสเนื้อเยื่อก็อาจจะทำให้ผิวหนังเกิดความระคายเคือง มีรอยไหม้ เกิดอาการบวมแดงที่ปากและลิ้นได้ 

นอกจากนี้ยังเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมว หากไปกัดแทะก็จะมีปัญหากับระบบการย่อยอาหาร อาจมีน้ำลายไหล ลิ้นบวม อาเจียน หายใจและกลืนลำบากด้วย 

5 ต้นไม้"อัปมงคล"ไม่ควรมีไว้ที่บ้าน

สำหรับใครที่ชื่นชอบต้นไม้ก็ลองเลือกสรรกันดี ๆ ซึ่งใครที่เชื่อเกี่ยวกับข้อมูลก็สามารถไปเป็นไอเดียในการหาต้นไม้มาเสริมชีวิตแต่ละวันให้มีความสุขกันได้