ไม่ต้องทนเจ็บอีกต่อไป วิธีรักษา “เล็บขบ” แบบง่ายๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471565

ไม่ต้องทนเจ็บอีกต่อไป วิธีรักษา “เล็บขบ” แบบง่ายๆ

23 มิถุนายน 2564 – 22:07 น.

อาการ “เล็บขบ” เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ในการใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าใครเป็น “เล็บขบ” บอกเลยว่าทรมานมาก เพราะนอกจากจะเจ็บ และ ปวดจนน้ำตาไหลแล้ว ยังส่งผลทำให้มีอาการของกลิ่นเท้าเกิดขึ้นได้อีกด้วย ยิ่งถ้าหากมีหนองด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึง

โดยอาการของ “เล็บขบ” ที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนมากเกิดขึ้นมาจาก บริเวณปลายเล็บของเราจิกเข้าไปในซอกเล็บ ทำให้ผิวหนังในบริเวณนั้นเกิดการอักเสบจนบวมและแดง และถ้าปล่อยไว้นานๆ ไม่รีบรักษาจะทำให้เกิดเนื้อเยื่องอกขึ้นมา และ ถ้ามีอาการระบมมากจนมีหนองไหลออกมา บางคนถึงขั้นต้องถอดเล็บ รวมถึง การตัดเล็บที่ผิดวิธี ตัดเล็บเท้าสั้นกว่าปกติจนเข้าไปในเนื้อ และ ใส่รองเท้าที่คับจนเกินไป เป็นต้น  

ไม่ต้องทนเจ็บอีกต่อไป วิธีรักษา "เล็บขบ" แบบง่ายๆ

ซึ่งวันนี้ก็มีวิธีแนะนำการรักษา “เล็บขบ” ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ

  1. ควรใส่รองเท้าแบบพอดีกับเท้าของเรา ไม่หลวมหรือคับจนเกินไป
  2. สวมถุงเท้าทุกครั้ง เมื่อต้องใส่รองเท้า
  3. ใช้กรรไกรตัดเล็บที่สะอาด และ ตัดเล็บเป็นแนวตรงเท่านั้น
  4. อย่าตัดเล้บสั้นกุดติดกับผิวหนัง
  5. ทำความสะอาดบริเวณเล็บขบให้สะอาดอยู่เสมอ
  6. อย่าให้เท้าเปียกน้ำ พยายามเช็ดเท้าให้แห้งอยู่เสมอ
  7. ให้แช่เท้าในน้ำอุ่น

วิธีง่ายๆเพียงแค่นี้ลองทำดู เชื่อว่าถ้าทุกคนมีความระมัดระวัง ก็จะห่างไกลจากอาการ “เล็บขบ” กันได้อย่างแน่นอน

ไม่ต้องทนเจ็บอีกต่อไป วิธีรักษา "เล็บขบ" แบบง่ายๆ

สัมผัสบรรยกาศใต้ท้องทะเลกับ “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471554

สัมผัสบรรยกาศใต้ท้องทะเลกับ “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน”

23 มิถุนายน 2564 – 20:38 น.

“พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน” อีกหนึ่งสถานที่ยอดฮิตในจังหวัดชลบุรี สัมผัสกับสัตว์น้ำนานาพันธุ์

สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล ม.บูรพา หรือเรียกที่หลายคนรู้จักในชื่อ “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน” เป็นอีกสถานที่ยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาบางแสน หรือ จ.ชลบุรี เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างบางแสน 

โดยตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยบูรพา ถนนเส้นเดียวกับที่มุ่งหน้าหาดบางแสน ภายในแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล สถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม และ ห้องปฏิบัติการวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล

สัมผัสบรรยกาศใต้ท้องทะเลกับ "พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน"
สัมผัสบรรยกาศใต้ท้องทะเลกับ "พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน"

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน” จุดเด่นของที่นี้คงหนีไม่พ้นตู้ปลายักษ์ ที่มีปลาหลากหลายชนิด เช่น ปลาหมอที่มีขนาดสำตัวใหญ่ เป็นที่สนใจกับของเด็ก ๆ และคนที่มาเยือน 

 “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน” ไม่ได้มีแค่จุดเด่นที่ตู้ปลาขนาดใหญ่ แต่สัตว์น้ำหลากชนิด ตั้งแต่ทางเข้า ที่เป็นตู้ปลาสวยงาน พอเดินถัดเข้ามาก็จะเจอฉลามน้ำตื้น ม้าน้ำ แมงกระพรุน ปลาหลากชนิด ที่ถูกจัดอยู่ในตู้สวยงาม แสงไฟที่จัดก็พอเหมาะกับการเดินเหมือนกับอยู่ใต้ท้องทะลึก 

สัมผัสบรรยกาศใต้ท้องทะเลกับ "พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน"
สัมผัสบรรยกาศใต้ท้องทะเลกับ "พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน"
สัมผัสบรรยกาศใต้ท้องทะเลกับ "พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน"

นอกจากนี้ทาง “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน” ยังมีการแสดงให้อาหารสัตว์ในตู้ปลายักษ์ นี้ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ก็ว่าได้ 

 หากเดินวนครบรอบชมสัตว์น้ำเสร็จแล้ว ถัดมาเดินขึ้นบันไดชั้น2 จะพบกับแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์ สัตว์โบราณ 

 สำหรับ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน เปิดทุกวัน เวลา 08.30 – 17.00 น.

 การแสดงดำน้ำให้อาหารปลา จันทร์ – ศุกร์ เวลา 14.30 น. / เสาร์-อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์เวลา 10.30 น. และ 14.30 น.

 ส่วน ค่าเข้าชม เด็ก 40 บาท /ผู้ใหญ่ 80 บาท

สัมผัสบรรยกาศใต้ท้องทะเลกับ "พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน"
สัมผัสบรรยกาศใต้ท้องทะเลกับ "พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน"
สัมผัสบรรยกาศใต้ท้องทะเลกับ "พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน"
สัมผัสบรรยกาศใต้ท้องทะเลกับ "พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน"

บ้านติดล้อ สำหรับสองเรา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471548

บ้านติดล้อ สำหรับสองเรา

23 มิถุนายน 2564 – 18:45 น.

พาไปชมบ้านติดล้อที่เอกวาดอร์ โปรเจคเล็ก ๆ ของคนสองคน ที่ชอบเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อถ่ายรูปสถาปัตยกรรม

บ้านติดล้อสำหรับคนสองคน ที่ออกแบบโดย JAG STUDIO ในเอกวาดอร์ กับผลงานที่ชื่อว่า “la casa nueva”

โครงสร้างเป็นไม้ วางอยู่บนโครงรถที่ติดล้อ ทีมออกแบบที่นำโดย Juan alberto andrade และ cuqui rodríguez ได้สร้างสถานที่พักเล็ก ๆ สำหรับตัวเองตอบสนองความต้องการในการใช้ชีวิตบนท้องถนน เพื่อถ่ายภาพสถาปัตยกรรมทั่วเอกวาดอร์ ด้วยขนาดที่กะทัดรัดและคล่องตัว ‘la casa nueva’ทำให้เข้าถึงในทุกสถานที่ทั่วเอกวาดอร์ได้อย่างง่ายดาย 

บ้านติดล้อ สำหรับสองเรา
บ้านติดล้อ สำหรับสองเรา

ใช้ไม้เป็นวัสดุหลักในการสร้างขึ้นมา ด้วยรูปแบบที่เรียบง่าย แต่พร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเตียงนอน มุมครัว และห้องน้ำ มีครบหมด เหมาะมากสำหรับคนที่มีที่ดินขนาดเล็ก หรือคนที่ชอบเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เผื่อว่าใครที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว ลองเอาไอเดียไปใช้ เพราะรูปแบบของเขาก็ไม่ซับซ้อน เชื่อว่าช่างบ้านเราน่าจะทำได้ 

บ้านติดล้อ สำหรับสองเรา
บ้านติดล้อ สำหรับสองเรา

นอกเหนือจากการใช้งานได้จริงแล้ว สิ่งสำคัญคือความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์หลัก ๆ ของคนทั่วโลกตอนนี้คือ การได้ออกท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังโรคระบาดโควิด 19 

บ้านติดล้อ สำหรับสองเรา
บ้านติดล้อ สำหรับสองเรา

ข้อมูลจาก http://www.designboom.com

ภาพถ่าย JAG STUDIO

5 สาว วัย 70-100 ปี ที่โลกแฟชั่น ต้องยอมก้มหัว ให้กับความเป๊ะและปังของพวกเธอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471541

5 สาว วัย 70-100 ปี ที่โลกแฟชั่น ต้องยอมก้มหัว ให้กับความเป๊ะและปังของพวกเธอ

23 มิถุนายน 2564 – 18:04 น.

ใครว่าอายุมากจนเข้าสู่วัยคุณย่าคุณยายแล้วชีวิตจะห่อเหี่ยว ไม่เป็นความจริงเลย วันนี้่ คมชัดลึกออนไลน์ ก็มี 5 สาววัยคุณย่าคุณยาย ที่เรามองว่า พวกเธอเป๊ะและปังที่สุดในโลก มาฝากกัน

โดยสาวๆ เหล่านี้ มีอายุตั้งแต่วัย 70 จนถึง 100 ปี ที่จะทำให้คุณเปลี่ยนความคิดทันทีกับอายุที่มากขึ้น ว่าไม่ได้เป็นอุปสรรคกับความดูดีของคนเรา เพราะ 5 สาว ทั้งหน้าสวย ทั้งเซ็กซี่หุ่นดี และแต่งตัวแต่งหน้าเก่ง จนวัยรุ่นต้องยอมหลีกทางให้ มาดูกันว่ามีใครบ้าง

1.วีรา แวง 71 ปี ดีไซเนอร์หญิงชื่อดังระดับโลกวัย 71 ปี ที่หุ่นยังสวยเป๊ะ ผิวพรรณเต่งตึง หากไม่ยืนยันว่าอายุของเธอขึ้นเลข 7 แล้ว ก็ไม่มีใครเชื่อแน่นอน เพราะเธอยังสวยเหมือนสาววัยเลข 3 เลข 4 อยู่เลย

5 สาว วัย 70-100 ปี ที่โลกแฟชั่น ต้องยอมก้มหัว ให้กับความเป๊ะและปังของพวกเธอ

2.แซนดี้ ลินเตอร์ 73 ปี เมคอัพอาร์ทิสต์ชั้นนำแห่งวงการแฟชั่นโลก ที่เธอมักโพสต์เคล็ดลับวิธีการแต่งหน้าอย่างไรให้ดูดี ลงในไอจีส่วนตัว แต่ความสวยและเซ็กซี่ของแซนดี้ ทำให้หลายคนรู้สึกช็อก เมื่อรู้ว่าตอนนี้ เธออายุุ 73 แล้ว ที่เธอมักพูดเสมอว่า ที่รูปของเธอในไอจีออกมาดูดี เป็นเพราะได้แสงดี ที่ช่วยให้ใบหน้าของเธอไบรท์ แต่เราไม่เชื่อหรอก เพราะต่อให้แสงไม่ดี แซนดี้ก็สวยอยู่ดี

5 สาว วัย 70-100 ปี ที่โลกแฟชั่น ต้องยอมก้มหัว ให้กับความเป๊ะและปังของพวกเธอ

3.วิเวียน เวสต์วูด 80 ปี ดีไซเนอร์หญิงชื่อดังระดับโลกวัย 80 ปี ไม่ได้สวยเยาว์วัยแบบสองคนแรก แต่หากพูดถึงสไตล์การแต่งตัวที่สุดฟาด ไม่มีใครเทียบวิเวียนแน่นอน เพราะเธอเป็นคนสนุกกับแฟชั่น และไม่ให้อายุมาเป็นตัวกำหนด ว่าเธอควรจะแต่งตัวแบบไหน อยากแต่งยังไงก็แต่ง ให้แสบซ่าสไตล์พั้งมากที่สุด

5 สาว วัย 70-100 ปี ที่โลกแฟชั่น ต้องยอมก้มหัว ให้กับความเป๊ะและปังของพวกเธอ

4.คาร์เมน เดลอเรฟิเช 90 ปี มาดูสายนางแบบกันบ้าง คาร์เมนเป็นนางแบบชื่อดังระดับโลกวัย 90 ปี ที่ทำงานในวงการแฟชั่นโลกมาตั้งแต่อายุ 15 ขึ้นปกโว้คมานับไม่ถ้วน ปัจจุบันในวัย 90 ปี เธอก็ยังทำงานนางแบบอยู่ กลายเป็นนางแบบอายุมากที่สุดในโลกที่ยังคงทำงานอยู่ในปัจจุบัน ด้วยรูปร่างเพรียวระหง หน้าสวยเซ็กซี่ดุจนางพญา ที่เธอยังคงดูแลตัวเองเป็นอย่างดี

5.ไอริส แอปเฟล 99 ปี คนนี้คือที่สุดในส่วนของนักธุรกิจ อินทีเรียดีไซเนอร์ และแฟชั่นไอคอน เพราะในวัย 99 ปี เธอยังสนุกกับแฟชั่นและการแต่งตัวในทุกวัน ด้วยเสื้อผ้าที่มาแบบประโคมจัดเต็ม แว่นตาขนาดใหญ่กลมโต สีสันของเสื้อผ้าและสีสันของเมคอัพบนใบหน้า ที่ฟาดใส่กันไม่ยั้ง ที่ ไอริส กลายเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งตัวให้กับคนที่ชื่นชอบแฟชั่นทั่วโลก โดยเดือนสิงหาคมนี้ เธอก็จะอายุครบ 100 ปีแล้ว แน่นอนว่า ไอริสเตรียมโปรเจคแฟชั่นสนุกๆ ไว้ให้คนทั่วโลกได้ร่วมเฉลิมฉลองกับตัวเธอด้วย 

นิทรรศการ Transience มุมที่คุณเคยไม่รู้มาก่อนของ “ก๊อตจิรายุ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471513

นิทรรศการ Transience มุมที่คุณเคยไม่รู้มาก่อนของ “ก๊อตจิรายุ”

23 มิถุนายน 2564 – 17:55 น.

เราอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตา “ก๊อต จิรายุ” ในฐานะนักแสดงผู้มากความสามารถ แต่ในอีกมุมหนึ่งเขาได้ค้นพบ ความสุขอันเกิดจากการทำงานศิลปะถ่ายทอดความเป็นตัวตนออกมาเป็นผลงาน นิทรรศการ “Transience”

อีกมุมหนึ่งที่ใครหลายคนอาจจะไม่ทราบว่า  “ก๊อต  จิรายุ  ตันตระกูล”  ในฐานะนักแสดงผู้มากความสามารถแต่ในอีกมุมหนึ่งเขาได้ค้นพบ ความสุขอันเกิดจากการทำงานศิลปะ กับผลงานนิทรรศการ “Transience”  ในการมอบความสุขอันประณีตนั้นให้แก่ผู้ชื่นชมงานศิลปะบนโลก ใบนี้  โดยเจ้าตัวได้ออกมาเปิดใจเล่าถึง ตัวตน วิธีคิดตลอดจน บางแง่มุมในวิถีชีวิต ซึ่งได้กลายเป็น แรงผลักดันจากด้านในให้ปรากฏ ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของลงบนผลงานศิลปะอย่างลึกซึ้งและชัดเจน

นิทรรศการ Transience มุมที่คุณเคยไม่รู้มาก่อนของ "ก๊อตจิรายุ"

“ ก๊อต  จิรายุ” เผยว่าจุดเริ่มต้น จากการเป็นเด็กที่ชอบวาดรูปและมีความสุขกับการได้เขียนรูป เส้นทางสายศิลปะจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาทีหลัง  ในวินาทีแรกคือการค้นพบว่า  เรามีความสุขกับการขีดๆ เขียนๆ พอเริ่มโตขึ้นมาหน่อยก็สนุกกับเรื่องของทฤษฎีสีสัน โดยที่มาของการจัดนิทรรศการนี้เกิดขึ้นจากมีคนมาถามผมว่า “น้องก๊อตสนใจจะแสดงงานศิลปะใหม?  น้องก๊อตมีความสุข กับการทำงานศิลปะ  แต่เชื่อใหมว่ายังมีผู้คนจำนวนมาก ที่มีความสุขกับการดูเหมือนกันนะ!  อย่าปิดโอกาสของคนเหล่านี้” ผมได้กลับมาย้อนคิดว่า  “ใช่”   ในเมื่อด้านศิลปะการแสดง  ผมยังเต็มใจอย่างมากที่ให้คนดูได้เห็น  แล้วเพราะเหตุใดผมจึงไม่เต็มใจให้คนเห็นงานศิลปะของผมล่ะ จากจุดนั้นผมเริ่มค้นหา STUDIO สำหรับจัดนิทรรศการ  และได้พบกับ Joyman Gallery Art Studio ก่อนจะเริ่มต้นคุยกันอย่างจริงจัง

นิทรรศการ Transience มุมที่คุณเคยไม่รู้มาก่อนของ "ก๊อตจิรายุ"

หากมองย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 3- 4 ปีที่ผ่านมา   ผมเริ่มทำงานศิลปะสะสมไว้ ด้วยความเชื่อว่า สักวันหนึ่งผมจะต้องมีนิทรรศการแสดงผลงานของตนเอง จนเมื่อวันนั้นมาถึง ทุกอย่างลงตัว นิทรรศการ Transience  จึงเกิดขึ้นภายในระยะเวลา เพียง 3 เดือนเศษ จากคอนเซ็ปต์ของนิทรรศการ Transience ซึ่งแสดงให้เห็นถึง ความเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องกันไปตลอดเวลา ไม่มีวินาทีไหน ที่ไม่เปลี่ยนแปลง เหมือนเวลาที่เราดำดิ่งลงไปในแม่น้ำ แล้วโผล่ขึ้นมาเบื้องบน แม่น้ำก็ไม่ใช่สายเดิม ตัวเราก็ไม่ใช่คนเดิม แต่ด้วยกระแสน้ำที่ยังคงไหลอยู่ ทำให้เราหลงคิดว่า นี่คือแม่น้ำสายเดิม แต่ที่จริงแล้วไม่มีอะไรเป็นของเดิมเลย นี่คือสิ่งที่ผมต้องการสื่อสารให้รับรู้ ซึ่งผู้ชมจะได้เห็น สภาวะความเป็นจริงที่มันแปรปรวนอย่างมาก ที่ผมสื่อสารในงานแต่ละชิ้น ซึ่งไม่มีชิ้นไหนที่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง

นิทรรศการ Transience มุมที่คุณเคยไม่รู้มาก่อนของ "ก๊อตจิรายุ"

โดย “ก๊อต  จิรายุ” กล่าวอีกว่า..หากถามผมว่ารูปไหนที่สร้างความประทับใจ หรือจุดประกายในการทำงานศิลปะก้าว ผมคงตอบไม่ได้ เพราะผมให้ความสำคัญในเรื่ององค์ประกอบและ เทคนิคของการทำงานมากกว่า ผมทำทุกอย่างและนำทุกสิ่งมาประกอบกัน เพื่อให้สิ่งที่ผมเชื่อว่ามันใช่ และเกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมาในขณะนั้น ยกตัวอย่างในงานชุดนี้ สีแดง ที่ดูเป็นกำมะหยี่ ผมรู้จริตของตัวเองดีว่า ไม่มี Skill ในการ Painting หรือประสบการณ์และความนิ่งที่มากพอในการที่จะไล่เฉดสีจนได้แดงกำมะหยี่ที่ผมต้องการ  ผมจึงทดลองใช้เทคนิค การนำสีอะคริลิกแดงด้าน มาผสมเข้ากับทรายละเอียด ก็จะได้พื้นผิวกำมะหยี่แบบที่ผมต้องการในที่สุด 

นิทรรศการ Transience มุมที่คุณเคยไม่รู้มาก่อนของ "ก๊อตจิรายุ"

สำหรับการจัดแสดงนิทรรศการผลงานศิลปะ ครั้งแรกของผม  คอนเซ็ปต์มุ่งเน้นการอธิบายอย่างตรงไปตรงมาเพื่อสะท้อนถึง“สภาวะการเปลี่ยนแปลง”  (Transience) ที่เป็นภาพสะท้อน อารมณ์ ความรู้สึกจาก สภาวะภายในที่เกิดและดับอย่างรวดเร็ว ในขณะที่จิตหยั่งลึกลงไปในสมาธิ ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นสลับกันไปมา  ทั้งหมดจึงเป็นภาพของการเปลี่ยนแปลงสภาวะจิต ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงจากการฝึกสมาธิเป็นประจำทุกวัน” หลายคนอาจมองว่า นิทรรศการครั้งนี้เป็นงานศิลปะ ในเชิงนามธรรมหรือที่เรียกว่า” Abstract art”  ซึ่งผมมองว่า เป็นเรื่องของภาษาที่มีการให้นิยามหรือคำจำกัดความ สำหรับการทำงานของผมไม่ได้มีขีดจำกัดในด้านการสื่อสาร ผมมีความสุขที่ได้ทำงานศิลปะ เป็นสิ่งบันเทิงใจที่ผมสามารถทำได้ทุกวัน ทำเรื่อยๆและทำมาตลอดระยะเวลาหลายปี โดยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามอารมณ์และความรู้สึกของผม ซึ่งเชื่อว่าไม่มีใครที่จะดำเนินชีวิตได้เหมือนเดิมทุกๆวัน หรือมีอารมณ์เดียวกันในทุกๆวันได้

นิทรรศการ Transience มุมที่คุณเคยไม่รู้มาก่อนของ "ก๊อตจิรายุ"

มนต์เสน่ห์ของการจัดนิทรรศการที่ผ่านมา อยู่ที่ภาพรวมซึ่งผมทำขึ้นด้วยมิติห้องมืด ห้องดำ มีเสียงดนตรีคลอๆ เป็น Meditation จุดประสงค์ก็เพื่อให้คนรับรู้ถึงพลังของความสงบ แต่ก็ไม่รู้ว่าผู้ชมจะสื่อสารได้มากน้อยเพียงใด  เพราะคนส่วนใหญ่จะสนใจเฉพาะสิ่งที่เขาได้เห็น ซึ่งการมองเห็นเป็นเพียงประสาทสัมผัสหนึ่งเท่านั้น แต่งานของผมนำเสนอ ทั้งภาพ  ทั้งเสียง  ทั้งกลิ่น และ Texture รวมอยู่ในนั้นดังนั้นผู้ที่ Awareness ก็จะสามารถตื่นตัวและสัมผัสได้ ถึงสภาวะการรับรู้ในด้านต่างๆ ที่ผมตั้งใจสื่อสารมันออกมา นั่นคือเสน่ห์ที่ผมเองก็ยังรู้สึกประทับใจ ยกตัวอย่าง โซนภาพโทนสี ขาว ก็จะมีกลิ่นที่มากระทบต่อประสาทสัมผัสในระดับหนึ่ง  ส่วนโซนที่เป็นสีแดงผมตั้งใจให้กลิ่นที่รุนแรงขึ้น  เพื่อเร้าสัมผัสในการชมผลงาน  เช่นเดียวกับเสียงที่มีผลอย่างมากต่อการรับรู้ของคน ในตอนแรกผมอยากออกแบบให้พื้นห้องเต็มไปด้วยกรวด เพื่อให้สอดคล้องกับชิ้นงานที่เต็มไปด้วยพื้นผิวที่หยาบ แต่ด้วยสถานการณ์โควิด และเหตุผลหลายประการที่ไม่เอื้ออำนวย จึงขอเก็บไอเดียนี้ไว้ให้ติดตามชมในการจัดนิทรรศการครั้งต่อไป 

นิทรรศการ Transience มุมที่คุณเคยไม่รู้มาก่อนของ "ก๊อตจิรายุ"

 “ก๊อต จิรายุ” กล่าว ต่ออีกว่า สภาวะที่นำมาถ่ายทอดลงใน ผลงานศิลปะเหล่านี้ เกิดจากสัมผัสและแรงบันดาลใจ ในการฝึกสำรวจจิตใจและร่างกายของคนเรา ซึ่งพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะที่เหมือนกันคือ ความแปรปรวนที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา จึงได้นำมาถ่ายทอดผ่านแม่สีทั้ง 3 ได้แก่ สีดำ สีแดง และสีขาว สีดำแทนค่าของมิติเวลาในขณะที่เราหลับตาทำสมาธิ เราจะอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้างเดียวกันกับจักรวาล เป็นความประทับใจจากประสบการณ์การฝึกสมาธิแบบธิเบต และหนังสือเกี่ยวกับการฝึกสมาธิเป็นเวลานับปีอยู่ภายในห้องมืดของพระธิเบตกลุ่มหนึ่ง  พอเมื่อเรานั่งสมาธิถึงจุดดิ่งจริงๆ ความเปลี่ยนแปลงก็เห็น ความสงบนิ่งก็เห็น ทุกอย่างดำเนินอยู่ควบคู่กันไปแม้ในความสงบนิ่งก็ยังมีความแปรปรวนเกิดขึ้น

นิทรรศการ Transience มุมที่คุณเคยไม่รู้มาก่อนของ "ก๊อตจิรายุ"

ทุกวันนี้ผมวางแผนชีวิตควบคู่ไปกับแผนการทำงานศิลปะในทุกแขนงอย่างเข้มข้น โดยในอนาคต มีโครงการจะทำสถานที่ สำหรับสร้างงานศิลปะเป็นของตนเอง โดยหลอมรวมธรรมชาติ กับงานศิลปะเข้าไว้ด้วยกันแบบปัจเจกชน เพราะธรรมชาติให้พลัง แห่งการเจริญเติบโตที่บริสุทธิ์ หากเราได้นำงานศิลปะที่สร้างขึ้น ด้วยความปราณีตลึกซึ้งของจิตใจไปหลอมรวมกับสิ่งที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ไว้ให้ ณ จุดๆนั้น นั่นคือเป้าหมายสูงสุดที่ผมกำลังมองหา สถานที่อันเป็นจุดหมาย สำหรับสร้างอาณาจักรส่วนตัวให้ผม สามารถดำเนินชีวิตต่อไปจวบจนลมหายใจสุดท้าย ด้วยความสุขใจ ในธรรมชาติและศิลปะ ที่ผสมผสานกลมกลืนเป็นวิถีเดียวกัน

นิทรรศการ Transience มุมที่คุณเคยไม่รู้มาก่อนของ "ก๊อตจิรายุ"

 ขอบคุณข้อมูลจากเพจ ดาราภาพยนตร์      

“วิ่งเทรล” อย่างไรให้มีความสุข #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471505

“วิ่งเทรล” อย่างไรให้มีความสุข

23 มิถุนายน 2564 – 14:31 น.

ออกไปหาความสุขนอกบ้านด้วยการ “วิ่งเทรล” เชื่อว่าหลายคนคงจะเบื่อ การวิ่งออกกำลังก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดและผ่อนคลายลงไปได้บ้าง หากคุณพอมีเวลาว่างเราไป “วิ่งเทรล” กันเถอะ

การวิ่งเทรล คืออะไร 
การวิ่งเทรลเป็นการวิ่งมาราธอนระยะไกลไปบนเส้นทางที่ยากลำบาก อย่างเช่นในป่า วิ่งตามภูเขา ทั้งทางดิน ทางหิน ที่ต้องอาศัยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหัวใจ ที่จะขาดไม่ได้เลยคือความอึดและอดทน

"วิ่งเทรล" อย่างไรให้มีความสุข

การวิ่งเทรลสามารถวิ่งได้ทุกช่วงเวลาของปี เพียงแค่คุณหาเวลาที่เหมาะสม ที่จะออกไปวิ่งตามเส้นทางต่าง ๆ และมีหลายเหตุผลที่ควรไปวิ่งเทรล เนื่องจากมีสถานที่ให้วิ่ง คุณโดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักกีฬาอาชีพ คุณกำหนดเส้นทางของคุณเองได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางลูกรัง เรียบบ้างขรุขระบ้าง ไม่ว่าประสบการณ์ของคุณจะอยู่ในระดับใดก็ตาม มันจะมีเส้นทางให้คุณวิ่งอยู่เสมอถ้าคุณพร้อมที่จะวิ่ง

"วิ่งเทรล" อย่างไรให้มีความสุข
"วิ่งเทรล" อย่างไรให้มีความสุข

วิธีเริ่มต้นวิ่งอย่างปลอดภัย  เส้นทางวิ่งเทรลโดยมากมักจะปลอดภัยจากอุบัติเหตุบนท้องถนน เพราะว่าเส้นทางนี้อยู่ในที่ที่เป็นธรรมชาติเสียเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นจึงวางใจได้เรื่องความปลอดภัยจากยานพาหนะ เส้นทางวิ่งเทรลส่วนใหญ่เป็นพื้นดินซึ่งจะมีความนุ่มและรับแรงกระแทกของเท้าได้ดี เป็นประโยชน์สำหรับนักวิ่งหน้าใหม่ที่รู้สึกปวดเมื่อยระหว่างหรือหลังการวิ่งบนถนน นอกจากนี้ การสำรวจเส้นทางใหม่ ๆ ก็สามารถขจัดความเบื่อหน่ายได้ 
“การวิ่งเทรลเป็นการผจญภัยอย่างหนึ่ง”

"วิ่งเทรล" อย่างไรให้มีความสุข

การวิ่งเร็วจะสร้างแรงกระแทกมากกว่าการวิ่งช้า เริ่มต้นด้วยการวิ่งระยะสั้น 15 ถึง 20 นาทีเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการบาดเจ็บเกิดขึ้น การเดินขึ้นลงบันไดก็ถือว่าเป็นการฝึกความพร้อมของขาได้ทางหนึ่ง กรณีที่ออกไปวิ่งข้างนอกไม่ได้ ส่วนการวิ่งบนลู่วิ่งเหมาะสำหรับนักวิ่งที่มีตารางงานที่แน่นขนัด อย่างไรก็ตาม ยิ่งเครียดมาก ยิ่งต้องหาเวลาไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ห่างไกลการจราจร และใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น อันที่จริง ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน British Journal of Sports Medicine พบว่าผู้คนรู้สึกหงุดหงิดน้อยลงและรู้สึกสงบมากขึ้นเมื่ออยู่ในพื้นที่สีเขียวในเมือง เมื่อเทียบกับส่วนอื่น ๆ ของเมือง การวิ่งออกกำลังกายให้มีความสุข จงระลึกอยู่เสมอว่าให้ใช้เวลาแทนระยะทางไม่ต้องสนใจว่าจะทำระยะทางได้เท่าไหร่  เส้นทางอาจทำให้คุณช้าลง การเน้นที่ฝีเท้าคุณจะทำให้เป้าหมายเสียไป 

"วิ่งเทรล" อย่างไรให้มีความสุข

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับ ในการวิ่งอย่างปลอดภัยบนเส้นทางเทรลในที่ที่คุณไม่รู้จัก 

เมื่อลองเส้นทางใหม่ ให้ไปกับผู้รู้ และนำแผนที่ โทรศัพท์ หรือแม้แต่นกหวีดไปด้วย และถ้าคุณไปคนเดียว ให้บอกใครสักคนว่าคุณจะใช้เส้นทางใด ไปที่ใด  ดังนั้นให้พิจารณาว่าคุณต้องการออกไปนานแค่ไหนแล้วบอกคนที่บ้านไว้พวกเขาจะได้ไม่ต้องห่วง  “นักวิ่งเทรลมากประสบการณ์จะวิ่งได้ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ต่อการวิ่งหนึ่งชั่วโมง” 

อาหาร ควรนำติดตัวไปด้วยแม้ในระยะทางสั้น ๆ ในกรณีที่คุณอยู่ในป่านานกว่าที่คาดไว้ “สแน็คบาร์อาหารให้พลังงานและเจลนั้นดีเพราะพกพาสะดวกและย่อยง่าย” โมนิค ไรอัน ผู้เขียน Sports Nutrition for Endurance Athletes กล่าว คาร์โบไฮเดรตจะช่วยให้คุณวิ่งและมีสมาธิ นอกจากนี้ ให้ดื่มน้ำน้อย ๆ และจิบบ่อย ๆ จากขวดน้ำหรือถุงเติมน้ำ 

ดูสภาพอากาศ  ควรวางแผนให้เหมาะสมเพื่อเตรียมตัวในเรื่องของอุปกรณ์และเครื่องแต่งกาย หมวกและเสื้อแจ็คเก็ตกันน้ำที่มีน้ำหนักเบาไปด้วย ครีมกันแดดหากคุณต้องอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน

ฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ  ทำความคุ้นเคยกับการวิ่งบนเส้นทางง่าย ๆ แล้วก้าวต่อไปในเส้นทางที่ขรุขระ รองเท้าสำหรับวิ่งบนถนนสามารถนำมาใช้ได้ แต่ถ้าได้รองเท้าสำหรับวิ่งเทรลจะมีแรงฉุดมากกว่าและปกป้องเท้าของคุณจากหินและรากไม้ได้ดีกว่า

10 ปัญหาควรลด ละ เลิก ก่อนผิดใจกับเพื่อนบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471500

10 ปัญหาควรลด ละ เลิก ก่อนผิดใจกับเพื่อนบ้าน

23 มิถุนายน 2564 – 13:30 น.

10 ปัญหาควรลด ละ เลิก ก่อนผิดใจกับเพื่อนบ้าน

เป็นเรื่องธรรมดาที่คนบ้านใกล้เรือนเคียงจะมีเรื่องกระทบกระทั่งจิตใจกันบ้าง ซึ่งอีกฝ่ายก็คงจะยอมอภัยให้กันได้หากเกิดขึ้นครั้งแรกหรือไม่ใช่เรื่องที่สร้างความรำคาญมากนัก แต่เมื่อใดก็ตามที่ความสนิทสนมทำให้ความเกรงอกเกรงใจที่เคยมีต่อบ้านใกล้เรือนเคียงลดน้อยลง คงจะไม่แปลกหากเพื่อนบ้านที่เคยดีต่อกันจะเบือนหน้าหนีไปเสียดื้อ ๆ เอาเป็นว่าถ้าไม่อยากให้ความสัมพันธ์กับคนบ้านใกล้เรือนเคียงต้องสั่นคลอน โปรดเลี่ยงทำพฤติกรรมเหล่านี้ ก่อนที่จะกลายเป็นที่รังเกียจของบ้านใกล้เรือนเคียง และจะหาว่าเราไม่เตือนไม่ได้นะ

มาดูกันว่า 10 ปัญหาใหญ่ที่สร้างความรำคาญให้กับเพื่อนบ้านมีอะไรบ้าง เพราะบางเรื่องอาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ สำหรับคุณ แต่สำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องใหญ่ก็ได้

 1. ขอบเขตของฉันและเธอ
   
          ความรู้และความเข้าใจในขอบเขตและกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นเรื่องสำคัญ เพราะบางคนชอบสร้างสิ่งปลูกสร้างยื่นเข้าไปในที่ดินของคนอื่น หรือขุดและฝังฐานรากยื่นล้ำเข้าไปใต้ดินบริเวณบ้านของบ้านข้าง ๆ โดยเข้าใจว่าตัวเองนั้นสามารถทำได้ เพราะไม่ได้ละเมิดผิวดินแต่อย่างใด แต่ในทางกฎหมายนั้นจะถือว่า “แดนแห่งกรรมสิทธิ์” ในที่ดินนั้นครอบคลุมทั้งเหนือพื้นดินและใต้พื้นดินด้วย ดังนั้นการที่เรารุกล้ำไปยังที่ดินของเพื่อนบ้านนั้นถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่นทางกฎหมายอย่างเต็ม ๆ ซึ่งจะส่งผลให้เจ้าของที่ดินนั้นสามารถฟ้องร้องและเรียกค่าเสียหายได้

          ในกรณีที่เราต้องการจะต่อเติม ควรศึกษากฎหมายให้แน่ชัดก่อน ว่าควรเว้นระยะถอยร่นจากเขตแดนกรรมสิทธิ์ของเราเท่าไร หากมีความจำเป็นหรือต้องการที่จะต่อเติมชิดกับเขตแดน จะต้องมีการพูดคุยกับบ้านข้างเคียงก่อน เพราะถ้าบ้านข้างเคียงไม่ยินยอมแล้วเกิดความเดือดร้อนขึ้นมา เพื่อนบ้านมีสิทธิ์ที่จะฟ้องร้อง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย

10 ปัญหาควรลด ละ เลิก ก่อนผิดใจกับเพื่อนบ้าน

 2. รั้วกั้นเขตบ้าน
   
          ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งที่เจอกันอยู่บ่อย ๆ คือ ปัญหากรรมสิทธิ์ในรั้วกำแพง รั้วต้นไม้ หรือคูน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่คลุมเครือไม่ชัดเจนว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของ และแต่ละฝ่ายมีสิทธิ์มากน้อยเพียงใด ซึ่งในทางกฎหมายแล้วถือว่าทั้งสองฝ่ายเป็นเจ้าของรั้วที่กั้นระหว่างบ้านร่วมกัน เราและเพื่อนบ้านจะต้องรับผิดชอบร่วมกันในการซ่อมแซมรั้ว ไม่สามารถรื้อถอนรั้วออกหรือดัดแปลงรั้วโดยพลการ
   
          ตามหลักกฎหมายของแต่ละท้องถิ่นจะระบุความสูงของรั้วบ้านที่ต่างกันออกไป บางท้องถิ่นถึงกับเข้มงวดเรื่องแบบและวัสดุที่ใช้เลยทีเดียว แต่ส่วนใหญ่จะระบุความสูงไว้ที่รั้วหลังบ้านจะต้องสูงไม่เกิน 1.80 เมตร รั้วหน้าบ้านจะต้องสูงไม่เกิน 1.20 เมตร และรั้วต้นไม้สามารถสูงได้ถึง 2.40 เมตร ส่วนในกรณีที่เราต้องการความเป็นส่วนตัว รั้วที่มีอยู่มันเตี้ยเกินไป ต้องการสร้างหรือต่อเติมให้สูงขึ้นอีก ถึงแม้ว่าเพื่อนบ้านข้างเคียงไม่ยินยอมให้เราเพิ่มรั้วที่ทำไว้เดิมให้สูงขึ้น แต่เราก็สามารถสร้างรั้วใหม่ในที่ดินของเราให้สูงขึ้นตามที่ต้องการได้ เนื่องจากเราได้สร้างรั้วในแนวเขตที่ดินของเราเองและการกระทำนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนของเจ้าของที่ดินข้างเคียง แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามสร้างรั้วสูงเกิน 3 เมตร

10 ปัญหาควรลด ละ เลิก ก่อนผิดใจกับเพื่อนบ้าน

 3. ฝนที่ตกทางโน้นหนาวถึงคนทางนี้
 
          ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำ ๆ…เข้าฤดูฝนทีไร ไม่วายที่จะมีปัญหากับเพื่อนบ้านทุกที เพราะน้ำฝนที่พากันไหลจากหลังคาของเพื่อนบ้านดันตกลงมาในบริเวณพื้นที่บ้านเรา หรือบางครั้งก็น้ำฝนจากหลังคาบ้านเรานี่แหละที่ไหลเข้าไปตกลงในพื้นที่ของคนอื่น จนเกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง เช่น ดินเกิดการกัดเซาะ มีน้ำท่วมขังจนระบายไม่ทัน หรือแม้แต่น้ำที่กระเซ็นไปโดนสิ่งของข้างบ้านจนเกิดความเสียหาย
   
          ดังนั้นเราจึงต้องระมัดระวังในเรื่องของหลังคาเป็นพิเศษ ถึงแม้เราจะไม่ได้สร้างหลังคาบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของเพื่อนบ้านก็ตาม แต่เวลาฝนตกน้ำฝนจากหลังคาอาจตกลงในเขตบ้านข้างเคียงจนอาจเกิดความเสียหายได้ ทางกฎหมายเพื่อนบ้านจะมีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทน และฟ้องร้องให้มีการรื้อถอนได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดจึงควรป้องกันไว้แต่เนิ่น ๆ เช่น การทำรางน้ำฝนระบายน้ำบนหลังคา ซึ่งปัจจุบันมีวัสดุที่ใช้ในการทำรางน้ำฝนมาให้เลือกมากมาย เช่น เหล็กอบสี อะลูมิเนียมอบสี และไวนิล ที่สามารถทนแดดทนฝนได้ดี ซึ่งมีการออกแบบให้ง่ายต่อการนำมาประกอบเป็นรูปรางน้ำ ทั้งตัวราง ข้องอ ตัวจบ และท่อต่าง ๆ

10 ปัญหาควรลด ละ เลิก ก่อนผิดใจกับเพื่อนบ้าน

 4. วิวทิวทัศน์…ธรรมชาติที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

          คนส่วนใหญ่มองหาทำเลสวย ๆ บรรยากาศดี ๆ เพื่อปลูกบ้านไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่หลาย ๆ คนก็ต้องเกิดอาการหนักอกหนักใจ เมื่อเพื่อนบ้านต่อเติมบ้านหรือปลูกต้นไม้บดบังวิวของเรา ซึ่งตามกฎหมายคนเราไม่มีสิทธิ์ในแสงแดด อากาศ และวิว ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งธรรมชาติที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เว้นแต่ว่าหากเพื่อนบ้านมีเจตนาทำสิ่งก่อสร้างขึ้นเพื่อแกล้งบังวิวของเราหรือล่วงล้ำไปยังพื้นที่สาธารณะ เพราะในบางพื้นที่จะมีวิวของธรรมชาติ เช่น ทะเลแม่น้ำ ป่าเขา หรือพื้นที่ที่ทางกฎหมายท้องถิ่นระบุว่าห้ามปลูกต้นไม้สูงหรือสร้างสิ่งก่อสร้างที่จะทำให้บังวิวของเพื่อนบ้านและคนส่วนใหญ่ได้ เจ้าของบ้านที่ถูกบังวิวสามารถยื่นฟ้องร้องเพื่อรักษาสิทธิ์ชมวิวของตนเองได้
   
          ดังนั้นหากมีความจำเป็นในการต่อเติมหรือสร้างสิ่งก่อสร้างใด ควรจะพูดคุยเจรจากับเพื่อนบ้านก่อน และควรศึกษากฎระเบียบของพื้นที่นั้น ๆ ให้ดีก่อน ถึงแม้เราจะมีสิทธิ์และไม่มีความผิดทางกฎหมายก็ตาม แต่อาจทำให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงเกิดความไม่สบายอกสบายใจจนอาจเกิดปัญหาใหญ่ ๆ ตามมาเพิ่มพูน เพราะจริง ๆ แล้วทุกคนก็ล้วนอยากมีบ้านที่น่าอยู่ มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามทั้งนั้น ก่อนจะทำอะไรเราคงต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราสักนิด เพียงเท่านี้เราก็ใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีความสุขแล้ว

10 ปัญหาควรลด ละ เลิก ก่อนผิดใจกับเพื่อนบ้าน

5. ขุดบ่อ ขุดสระทำหลุมรับสิ่งโสโครก

          นอกจากการต่อเติมหรือสร้างขึ้นมาใหม่แล้ว การทำลายหรือการปรับปรุงพื้นที่ต่าง ๆ อาจเกิดปัญหากับคนบ้านชิดติดกันได้ด้วย ดังนั้นเราควรจะคำนึงถึงกฎระเบียบก่อนลงมือ เช่น การขุดดิน ขุดบ่อหรือสร้างสระน้ำ กฎหมายระบุไว้เพื่อเป็นข้อตกลงซึ่งกันและกันว่า ต้องขุดห่างจากเขตแบ่งแดนของอีกฝ่ายหนึ่งไม่น้อยกว่า 2 เมตร และเมื่อขุดแล้วต้องระมัดระวังไม่ให้ดินพังอีกด้วย
   
          กรณีของการขุดหลุมส้วมและบ่อทิ้งน้ำเสีย หากไม่ทำตามกฎหมาย น้ำชำระส้วมและน้ำในหลุมทิ้งน้ำเสียอาจซึมลงใต้ดินไม่หมด เอ่อล้น ซึมเข้าไปในที่ดินของบ้านข้างเคียงได้ ที่สำคัญอาจเกิดการขังนองและส่งกลิ่นเหม็นสร้างความรำคาญจนเกิดเป็นปัญหาตามมา ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นความผิดทางกฎหมายที่บ้านข้างเคียงสามารถเอาผิดกับเราได้ ดังนั้นการขุดบ่อ ขุดสระ หรือหลุมส้วม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะทำตามกฎหมายเพราะนอกจากจะทำให้เกิดปัญหาวุ่นวายแล้ว ยังทำให้เราต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงใหม่อีกด้วย

10 ปัญหาควรลด ละ เลิก ก่อนผิดใจกับเพื่อนบ้าน

6. ปลูกต้นรักที่ริมรั้ว

          ในอดีตต้นไม้ในบ้านมีประโยชน์มากมาย นอกจากจะสวยงามแล้ว ยังสามารถเก็บเกี่ยวดอกผลไว้กินไว้ใช้ ใครจะคิดว่าปัจจุบันนี้เกิดปัญหาจากการปลูกต้นไม้ จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ก่อให้เกิดความไม่สบายใจ เช่น ปัญหากิ่งไม้รุกล้ำ แตกกิ่งก้านยื่นเข้ามาในเขตบ้าน หรือโอนเอนจนกลัวว่าจะล้มมาทับบ้านของเรา ตามหลักเราสามารถตัดกิ่งที่ล้ำเขตแดนเข้ามาในบ้านของเราได้ แต่เราไม่สามารถทำลายหรือตัดต้นไม้ของเพื่อนบ้านทิ้งทั้งหมด ทางที่ดีควรแจ้งเจ้าหน้าที่ประจำท้องถิ่นเข้ามาตรวจตราดูว่าต้นไม้จะเป็นอันตรายต่อคนหรือทรัพย์สินหรือไม่ หากเห็นว่าต้นไม้นั้นอาจก่ออันตรายให้กับบ้านเรา เจ้าหน้าที่สามารถสั่งให้เจ้าของบ้านตัดหรือขุดถอนต้นไม้นั้นทิ้งได้
   
          นอกจากนั้นหลายคนยังสงสัยว่าดอกผลจากต้นไม้ของเพื่อนบ้านที่ยื่นมาอยู่ในบริเวณที่ดินของเรานั้น สามารถเก็บกินได้หรือไม่ ตามกฎหมายถึงแม้ดอกผลเหล่านั้นได้ยื่นเข้ามาอยู่ในเขตบ้านของเราก็ตาม แต่เราไม่สามารถเด็ดไปกินไปใช้ได้ในทันที ถ้าหากถือวิสาสะไปเด็ดดอกผลจากกิ่งของต้นไม้ที่ยื่นมาเพื่อนบ้านมีสิทธิ์ทวงคืนจากเราได้ เว้นเสียแต่ว่าดอกผลเหล่านั้นจะหล่นลงมาในที่ดินของเราเองตามธรรมชาติ จึงจะสามารถเก็บไปกินได้ เพราะกฎหมายให้ถือว่าผลไม้นั้นเป็นดอกผลของที่ดินของเรา แต่หากแอบอ้างไปเด็ดมาแล้วบอกว่ามันร่วงเองเราอาจมีความผิดทางอาญา ในฐานทำให้เสียทรัพย์หรือลักทรัพย์ ติดคุกติดตะรางได้ ทางที่ดีควรบอกกล่าวกับเจ้าของต้นไม้นั้นก่อนดีกว่า อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน ถ้าเราแบ่งปันซึ่งกันและกันได้ เราก็จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

10 ปัญหาควรลด ละ เลิก ก่อนผิดใจกับเพื่อนบ้าน

 7. สัตว์เลี้ยง…แสนรัก

          ขึ้นชื่อว่าคนรักสัตว์ เป็นธรรมดาที่ต้องมีสัตว์เลี้ยงสุดโปรดไว้ที่บ้าน เช่น สุนัขและแมว เพื่อเติมความความสุขและเสียงหัวเราะของคนในบ้าน แต่ในบางครั้งสัตว์เลี้ยงที่น่ารักเหล่านี้อาจเข้าไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญในเขตบ้านของคนอื่นได้ เช่น เข้าไปกัด เข้าไปทำลายสิ่งของในบ้าน ถ่ายอุจจาระ คุ้ยขยะทำให้สกปรก ซึ่งเพื่อนบ้านมีสิทธิ์เรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าของสัตว์นั้น แต่ในกรณีที่เพื่อนบ้านโกรธหรือไม่พอใจจะไม่สามารถทำร้ายสัตว์หรือฆ่าสัตว์เพื่อเป็นการแก้แค้นได้ เพราะอาจมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และอาจถูกฟ้องร้องฐานละเมิดอีกด้วย
   
          นอกจากความเสียหายต่าง ๆ แล้ว การที่สัตว์เลี้ยงของเราชอบเห่าหอนเสียงดัง ทำให้เพื่อนบ้านเกิดความรำคาญใจ เพื่อนบ้านก็มีสิทธิ์แจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ดูแลสัตว์ได้ หรืออาจจะร้ายแรงถึงขั้นขออำนาจศาลสั่งแก้ปัญหานี้ได้ทันที ดังนั้นการที่เรามีเจ้าสุนัข แมว และสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ควรใส่ใจและให้ความสำคัญกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ดูแลเรื่องสุขอนามัย จัดการเรื่องพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน เอาใจใส่เรื่องนิสัยของสัตว์เลี้ยงของเรา เพื่อไม่ให้ก่อความวุ่นวายและสร้างความรำคาญให้กับส่วนรวม

10 ปัญหาควรลด ละ เลิก ก่อนผิดใจกับเพื่อนบ้าน

8. กลิ่น (ไม่) พึงประสงค์
   
          นอกจากความเป็นอยู่แล้ว สุขภาพของคนในครอบครัวถือเป็นเรื่องสำคัญ กลิ่นเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้สุขภาพของคนในครอบครัวเราแย่ลงได้ ทั้งกลิ่นควัน ละออง เขม่า กลิ่นน้ำเน่า กลิ่นขยะ ที่สำคัญกลิ่นเหล่านี้อาจโชยฟุ้งไปยังข้างบ้านเราได้ นอกจากสุขภาพที่แย่ลงแล้ว ปัญหาความขัดแย้งก็อาจจะตามมาอีกด้วย โดยเฉพาะห้องครัวที่หลายคนอาจคิดว่ากลิ่นควันจากการทำอาหารไม่ได้ส่งผลอะไรมากนัก 

          โดยทางกฎหมายระบุไว้ว่า กลิ่นจากการประกอบอาหาร ถึงแม้จะอยู่ในบ้านของเรา และเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายตามปกติของเราก็ตาม แต่เมื่อการกระทำนี้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อคนอื่นถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย ทำให้เสียสุขภาพอนามัย ซึ่งเพื่อนบ้านสามารถฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้อีกด้วย ดังนั้นเราควรจะใส่ใจและดูแลเพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นควันต่าง ๆ ไปยังข้างบ้าน โดยการติดตั้งเครื่องดูดอากาศ เครื่องกรองอากาศ หรือหันหน้ามาคุยกัน เพราะใคร ๆ ก็อยากมีบ้านที่มีอากาศดี ๆ ด้วยกันทั้งนั้น

10 ปัญหาควรลด ละ เลิก ก่อนผิดใจกับเพื่อนบ้าน

9. จอดรถ

          อีกปัญหาหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้นั่นคือเรื่องของการจอดรถ เพราะพื้นที่ของบ้านส่วนใหญ่มีอยู่อย่างจำกัด เช่น ทาวน์เฮ้าส์หรืออาคารพาณิชย์ จึงทำให้มีพื้นที่เหลือน้อยและไม่เพียงพอสำหรับการจอดรถ คนส่วนใหญ่จึงหันมาจอดไว้บริเวณหน้าบ้าน ซึ่งบางท้องถิ่นอาจมีกฎระเบียบออกมาห้ามไม่ให้นำรถมาจอดบริเวณสาธารณะเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่บางท้องถิ่นก็อนุญาตให้นำรถมาจอดบริเวณหน้าบ้านของตนได้ กรณีที่เป็นปัญหาถกเถียงกันมากที่สุดคือการจอดรถขวางทางเข้าออกของคนอื่น ทำให้เขาไม่สามารถนำรถเข้าหรือออกจากบ้านได้ ทางกฎหมายถือว่ากระทำความผิดฐานก่อความเดือดร้อนรำคาญใจ ซึ่งเจ้าของบ้านมีสิทธิ์เรียกร้อง ดังนั้นหากเรามีความจำเป็นที่ต้องจอดหรือมีเพื่อนมาเยี่ยม แล้วที่จอดรถไม่เพียงพอควรขออนุญาตเพื่อนบ้านก่อน

          สิ่งสำคัญของการอยู่ร่วมกันนั้น คือการเคารพสิทธิและไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น มีการอะลุ่มอล่วยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อะไรนิดอะไรหน่อยก็อย่าไปถือสาเอาความกัน ส่งผลให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นในการอยู่อาศัย ในกรณีที่เกิดความเดือดร้อนเสียหาย ความกระทบกระเทือนใจ หรือเกิดการละเมิดสิทธิของบ้านใกล้เรือนเคียงขึ้น ควรเน้นการพูดคุยเจรจาแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ในลักษณะของการร่วมมือร่วมใจ ภายใต้เงื่อนไขที่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจในกฎกติกาที่กฎหมายกำหนด จะได้ไม่ต้องมีเรื่องมีราวกันในภายหลัง ถึงแม้กฎหมายจะมีไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของเราอย่างเข้มงวด แต่หากเราอยู่ร่วมกันโดยให้เกียรติซึ่งกันและกัน การฟ้องร้องกันคงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เราควรใช้เท่านั้นเอง

10 ปัญหาควรลด ละ เลิก ก่อนผิดใจกับเพื่อนบ้าน

10. เสียงที่ไม่อยากได้ยิน

          ปัญหาเรื่องการส่งเสียงดังรบกวนข้างบ้าน เป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของการอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะมาจากความตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม แต่ปัญหาเหล่านี้ก็แก้ไม่หมดสักที เช่น เปิดวิทยุเสียงดัง จัดงานเลี้ยง ดื่มสุรา เมาแล้วโวยวาย เอ็ดตะโรเป็นประจำ หรือทะเลาะกันจนเป็นเหตุให้ข้าวของของเพื่อนบ้านเสียหายตามไปด้วย ตามกฎหมายแล้วถือเป็นความผิด โทษฐานทำให้เกิดเสียงหรือการทำความอื้ออึงโดยไม่มีเหตุผล จนทำให้เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ตกใจและเดือดร้อน ซึ่งเรามีสิทธิ์ฟ้องร้องได้
   
          ในกรณีที่เราจำเป็นต้องใช้เสียงจริง ๆ ก็ควรเจรจาขออนุญาตกับเพื่อนบ้านก่อน เพื่อไม่ละเมิดสิทธิของคนอื่น โดยกฎหมายจะระบุเวลาเงียบสงบ เพื่อไม่เป็นการรบกวนเพื่อนบ้าน ในช่วงระหว่างเวลา 22.00 น. จนถึง 07.00 น. สำหรับวันธรรมดา และกรณีวันหยุดตั้งแต่เวลา 22.00 น. จนถึง 09.00 น. ดังนั้นเราไม่ควรจะส่งเสียงในช่วงเวลานั้นเพื่อไม่ละเมิดสิทธิของคนอื่น

10 ปัญหาควรลด ละ เลิก ก่อนผิดใจกับเพื่อนบ้าน

ขอขอบคุณข้อมูล MyHome

แนะข้อปฏิบัติก่อน “ฉีดวัคซีนโควิด” ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471472

แนะข้อปฏิบัติก่อน “ฉีดวัคซีนโควิด” ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

23 มิถุนายน 2564 – 10:00 น.

กรมอนามัย แนะ 7 ข้อปฏิบัติก่อน “ฉีดวัคซีนโควิด” ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ได้แนะนำวิธีการเตรียมตัวฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งมี 7 ข้อดังนี้ 1.สองวันก่อนและหลังการฉีดวัคซีนให้งดออกกำลังกายหนัก หรือยกน้ำหนัก และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 2.วันที่ฉีดควรกินน้ำอย่างน้อย 500-1,000 ซีซี งดชา กาแฟ หรือของที่มีคาเฟอีน รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 3.ฉีดแขนข้างที่ไม่ค่อยถนัด และหลังฉีดสองวันอย่าใช้แขนนั้น อย่าเกร็งยกของหนัก

4.หลังฉีดแล้วเจ้าหน้าที่จะให้รอดูอาการในบริเวณที่ฉีด 30 นาที 5.ถ้ามีไข้ หรือปวดเมื่อยมากทนไม่ไหว สามารถกินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละหนึ่งเม็ดซ้ำได้ถ้าจำเป็นแต่ให้ห่าง 6 ชั่วโมง ห้ามกินยาพวก Brufen, Arcoxia, Celebrex เด็ดขาด 6.การฉีดวัคซีนโควิดควรห่างกับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างน้อย 1 เดือน และ 7.ถ้ากินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ ก็ให้กินยาตามปกติ แต่เมื่อฉีดยาแล้วให้กดนิ่งตรงตำแหน่งที่ฉีดต่ออีก 1 นาที

แม้ว่าประชาชนจะมีความต้องการฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้นแต่สิ่งสำคัญ คือ การป้องกันตัวเองตามมาตรการ DMHTTA ซึ่งจากข้อมูลอนามัยโพลล่าสุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีการสวมหน้ากากตลอดเวลาเมื่อไปในที่สาธารณะถึงร้อยละ 97.8 รองลงมาคือการตรวจวัดไข้ก่อนเข้าออกในสถานที่ต่างๆ ร้อยละ 95.2 และล้างมือด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์ ร้อยละ 91 สำหรับพฤติกรรมสุขภาพที่ประชาชนยังไม่ค่อยได้ปฏิบัติตามมาตรกา รคือ การทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสร่วม โดยมีพฤติกรรมดังกล่าวเพียง ร้อยละ 69.3 และมีการลงทะเบียนในแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” ร้อยละ 70.2 จึงต้องเน้นย้ำให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่ออีกว่า ทั้งนี้ขอความร่วมมือประชาชนประเมินความเสี่ยงตนเองทุกวันว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือใหม่ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆที่ทางราชการกำหนดหรือเลือกใช้การประเมินตนเองผ่านเว็บไซต์ “ไทยเซฟไทย” ที่ช่วยคัดกรองเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 สู่ครอบครัว เพื่อนร่วมงานและชุมชน รวมถึงลดความรุนแรงหากมีความเสี่ยงหรือติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาหรือพบแพทย์ได้เร็วขึ้น

7 โรค บำบัดอาการได้จาก “ครอบแก้ว” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471471

7 โรค บำบัดอาการได้จาก”ครอบแก้ว “

23 มิถุนายน 2564 – 09:42 น.

ศาสตร์ของแพทย์แผนจีน นอกจากการ”ฝังเข็ม”แล้ว การรักษาด้วยวิธี “ครอบแก้ว” หรือ ครอบกระปุก ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่สามารถนำมาใช้เพื่อรักษาอาการของบางโรค ผ่านหลักการสร้างความสมดุล

ในการรักษาอาการของแพทย์แผนจีน นอกจากการ “ฝังเข็ม”แล้ว  ศาสตร์อีกแขนงหนึ่งคือ “ครอบแก้ว” หรือ ครอบกระปุก เป็นวิธีการรักษาโดยใช้แก้ว หรือ กระปุกมาลนไฟให้ร้อน เพื่อไล่อากาศ จากนั้นจึงครอบลงบนผิวหนัง ซึ่งจะมีแรงดูดจากสุญญากาศ ทําให้เกิดเลือดคั่งขึ้นในบริเวณนั้น อุปกรณ์ครอบจะติดแน่นกับบริเวณผิว และดึงกล้ามเนื้อ เส้นประสาท เส้นเลือด ที่อยู่ถายใต้ บริเวณที่ครอบ ทําให้เกิดการกระตุ้นระบบประสาท ฮอร์โมน ระบบหมุนเวียนเลือดสมดุล ไม่ติดขัด

“ครอบแก้ว “สามารถรักษาได้หลายโรคหลายอาการ เช่น ไอ ไข้หวัด หอบหืด ลมพิษ ทั้งยังนิยมนำมาใช้เพื่อลดต้นขา ลดหน้าท้อง  โดยอาการที่แพทย์แผนจีน นิยมนำเอาการครอบแก้ว มาใช้รักษามากที่สุด คือ อาการปวดที่บริเวณต่าง ๆ ตามร่างกาย เช่น อาการปวดบริเวณต้นคอ บ่า ไหล่ เอว ขา หัวเข่า

ศาสตร์การแพทย์จีน เชื่อว่า สาเหตุของการเกิดอาการปวดต่างๆเกิดมาจาก “เสียชี่” หรือ พิษต่าง ๆ จากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย ( พิษในศาสตร์การแพทย์จีน คือ ความเย็น ความชื้นต่าง ๆ)  เมื่อได้รับพิษเข้ามาอุดกั้นภายในเส้นเลือดและเส้นลมปราณต่างๆ แล้ว  จะทำให้เส้นเลือดหรือพลังติดขัดเลือดลมเดินได้ไม่สะดวก ก่อให้เกิดอาการปวดตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย  ดังนั้น “ครอบแก้ว” จึงเป็นการดูดเอาพิษจากภายนอกออกจากร่างกาย เพื่อให้เลือดลมไหวเวียนดีขึ้น  ส่งผลให้อาการปวดต่างๆทุเลาลง

7  โรค บำบัดอาการได้จาก"ครอบแก้ว "

โรคที่เหมาะกับการรักษาด้วยการครอบแก้ว

  1. โรคระบบทางเดินหายใจ – โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง หอบหืด ปอดบวม ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มปอด อักเสบ
  2. โรคระบบทางเดินอาหาร  กระเพาะอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง ปวดระบบประสาทกระเพาะ อาหารไม่ย่อย กรดเกินในกระเพาะอาหาร 
  3. โรคระบบหมุนเวียนเลือด  ความดันโลหิตสูง
  4. โรคระบบการเคลื่อนไหวร่างกาย  ปวดกระดูกต้นคอ ข้อไหล่ปวดไหล่สะบัก ปวดข้อศอก ตําแหน่งจุด จุดที่กดเจ็บ หรือ บริเวณข้อต่อต่างๆปวดหลัง ปวดเอว ปวดก้นกบ ปวดสะโพก ตําแหน่งจุด ตามจุดที่ปวดต่างๆ หรือรอบๆข้อต่อต่างๆปวดเข่า ปวดข้อเท้า ปวดส้นเท้า ตําแหน่งจุด ตําแหน่งที่ปวด และรอบๆข้อต่อ

    5. โรคระบบประสาท ปวดหัวจากระบบประสาท ตําแหน่งจุด จางเหมิน ซีเหมิน และบริเวณปวดชายโครง ปวดเส้นประสาทไซแอทิค

    6. โรคสตรี ปวดท้องประจําเดือน

    7. โรคอายุรกรรมภายนอก  ฝีหนอง

7  โรค บำบัดอาการได้จาก"ครอบแก้ว "

“สี”จากการครอบแก้ว เมื่อทำการรักษาโดยการครอบแก้วเสร็จแล้ว บริเวณของผิวหนังที่โดนครอบแก้วจะเกิดเป็นรอยจ้ำสีม่วง ๆ ขึ้น ซึ่งความเข้มของรอยจ้ำดังกล่าว สามารถบอกได้ถึงลักษณะอาการปวดตรงบริเวณนั้น ๆ ได้ว่าเป็นอย่างไร โดยยิ่งมีสีที่เข้มมาก  แสดงได้ว่าบริเวณดังกล่าวมีอาการปวดมากเป็นพิเศษ (รอยจ้ำ ๆ ของผิวหนังบริเวณที่โดนครอบแก้ว จะเป็นรอยอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ แล้วจะจางหายไปเอง)

หลังครอบแก้ว หากไม่ปรากฏรอย หรือ มีรอยแต่จางหายไปย่างรวดเร็ว แสดงว่า สุขภาพโดยรวมยังไม่มีปัญหา ยกเว้น กรณีผู้ป่วยที่มีรูปร่างอ้วน หรือ เป็นโรคโลหิตจาง ซึ่งมักจะไม่เกิดรอยจากการครอบแก้ว  หากเกิดรอยเป็นเวลาหลายวันโดยไม่จางลง  แสดงว่าอาการได้สะสมเกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน ต้องใช้เวลาในการรักษาอย่างต่อเนื่องในการครอบแก้ว

ข้อห้ามและข้อควรระวังในการครอบแก้ว  สภาพร่างกายของผู้ที่จะครอบแก้ว ถ้าสภาพร่างกายอ่อนแอเกินไปไม่เหมาะ  เพราะเป็นวิธีการระบาย จะทําให้คนที่ร่างกายพร่อง ยิ่งพร่องมากขึ้น  ,สตรีมีครรภ์  คนป่วยโรคหัวใจ   สตรีมีครรภ์ จะทําให้แท้งได้ง่าย  ผู้ป่วยโรคหัวใจ หากได้รับการกระตุ้นแบบนี้อาจทําให้โรคหัวใจกําเริบได้  เช่นเดียวกับคนชรา , คนไข้ที่บริเวณผิวหนังมีแผลเปิดและโรคผิวหนัง ไม่ควรครอบแก้ว   ส่วนเวลาในการครอบแก้ว ไม่ควรครอบไว้นานเกินไป ปกติเวลาที่เหมาะสมอยู่ในช่วงเวลา 8 นาที

7  โรค บำบัดอาการได้จาก"ครอบแก้ว "
7  โรค บำบัดอาการได้จาก"ครอบแก้ว "

ภาพจาก pixabay.com/th/

เรียบเรียงเนื้อหาจาก https://www.huachiewtcm.com/
ขอขอบคุณข้อมูลจาก แพทย์จีน รติกร อุดมไพบูลย์วงศ์ (หมอจีน เวิน เจิน ฮุ่ย)

“Plant-based Food” เทรนด์อาหารโลกในยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471434

“Plant-based Food” เทรนด์อาหารโลกในยุคโควิด

23 มิถุนายน 2564 – 08:30 น.

โควิด หนุนคนหันมาบริโภค “Plant-based Food” ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่ทำจากพืช คาด มูลค่าการตลาดในไทย อาจแตะระดับ 4.5 หมื่นล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้า

เดิม “Plant-based Food” อาหารในกลุ่มโปรตีนทางเลือก ที่ใช้พืชที่ให้โปรตีนสูงมาพัฒนารสชาติ กลิ่น สีสัน รสสัมผัสให้เหมือนผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์จริงๆ เป็นที่รู้จักอยู่ในแวดวงกลุ่มคนกินมังสวิรัติ หรือในช่วงเทศกาลกินเจ แต่ปัจจุบัน “Plant-based Food” ได้กลายเป็นเทรนด์อาหารโลก โดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

"Plant-based Food" เทรนด์อาหารโลกในยุคโควิด

(ภาพประกอบ)

Krungthai COMPASS ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย เปิดเผยและวิเคราะห์ “Plant-based Food” ว่า เป็นทางเลือกที่น่าสนใจของผู้ประกอบการไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจอาหารรองรับเทรนด์อาหารโลก

เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น และกระแสปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น (Flexitarian) ที่ทำให้ง่ายและสะดวกต่อการใช้ชีวิตในยุคนี้ ทั้งยังตระหนักถึงสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) และการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า นอกจากความก้าวหน้าของนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอาหาร (FoodTech) ที่เติบโตอย่างมาก ผลจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงปัญหา Food Security ก็ทำให้ “Plant-based Food” มีความจำเป็นมากขึ้น

โดยในประเทศไทย คาดว่า มูลค่าตลาด “Plant-based Food” อาจแตะระดับ 4.5 หมื่นล้านบาท ในปี 2024 (พ.ศ.2567) หรือเติบโตเฉลี่ย ปีละ 10% โดย “Plant-based Food” กลุ่มที่น่าจับตามองในไทย ส่วนใหญ่ยังสอดคล้องกับเทรนด์ในต่างประเทศ ได้แก่ Plant-based Meat, Plant-based Meal และ Plant-based Egg

ดังนั้นผู้ผลิตอาหารที่มี Potential จึงควรต่อยอดผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจอาหาร ได้แก่ ธุรกิจแปรรูปเนื้อสัตว์ (Processed Meat) และผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์ (Animal Product) รวมทั้งธุรกิจผลิตอาหารสำเร็จรูปทั้งแบบพร้อมปรุงและพร้อมทาน (Ready-to-cook and Ready-to-eat)

ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ตลาด “Plant-based Food” ในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด คือการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ Plant-based products ตอบโจทย์เรื่องรสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณค่าทางโภชนาการ

เหตุผลที่ควรรุกตลาด “Plant-based Food”

  • ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพที่ดีมากขึ้น
  •  ผู้บริโภคกลุ่ม Flexitarian (กินมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น) เติบโตต่อเนื่อง
  • กระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมและตระหนักถึงสวัสดิภาพสัตว์เพิ่มสูงขึ้น
  • เทคโนโลยีด้านอาหาร (Food Tech) เติบโตก้าวกระโดด
  • โควิด-19 ยิ่งทำให้ความกังวลในการบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น
  • ปัญหา Food Security ทำให้ Plant-based Food มีความจำเป็น

ที่มา : https://krungthai.com/Download/economyresources/EconomyResourcesDownload_452Plant_based_Food_10_11_63.pdf