ไขปริศนา “อุกกาบาต” พุ่งชนโลก ความน่าสะพรึงกลัวที่ ไดโนเสาร์ ต้องสูญพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471464

ไขปริศนา “อุกกาบาต” พุ่งชนโลก ความน่าสะพรึงกลัวที่ ไดโนเสาร์ ต้องสูญพันธุ์

23 มิถุนายน 2564 – 08:11 น.

ไขปริศนา ดาวตก “อุกกาบาต” ย้อนอดีตกลับไปเมื่อ 66 ล้านปี กับความน่าสะพรึงกลัว สะเก็ดดาวอังคาร 15 กิโลเมตร พุ่งชนโลก จนทำให้ไดโนเสาร์ ต้องสูญพันธุ์

สด ๆ ร้อน ๆ กับเหตุการณ์สะเก็ดดาวตก “อุกกาบาต” ซึ่งกำลังกลายเป็นที่น่าตื่นตา ตื่นใจกับชาวเชียงใหม่ และชาวบ้านในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าว หลายคนอาจเรียกว่า ดาวตก หรือสะเก็ดดาว  ดังนั้น ในวันนี้จึงมาไขข้อข้องใจกันว่า แท้จริงแล้วปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เหล่านักวิชาการ เขาเรียกกันว่าอย่างไร

ไขปริศนา "อุกกาบาต" พุ่งชนโลก ความน่าสะพรึงกลัวที่ ไดโนเสาร์ ต้องสูญพันธุ์

คำว่า “อุกกาบาต” ก็คือ หินจากนอกโลก หรือที่อยู่ในอวกาศ และตกลงมาบนผิวโลก หรือตกลงมาบนผิวดาวเคราะห์แล้ว แต่ในขณะที่เจ้าสิ่งนี้อยู่ในอวกาศ จะมีชื่อเรียกว่าดาวเคราะห์น้อย หรือสะเก็ดดาว (Meteoriod) และเมื่อพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ด้วยความเร็ว 40-70 กิโลเมตร/วินาที ก็จะเกิดการเสียดสีกับชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้เกิดความร้อน และลุกไหม้เป็นแสงสว่าง

ไขปริศนา "อุกกาบาต" พุ่งชนโลก ความน่าสะพรึงกลัวที่ ไดโนเสาร์ ต้องสูญพันธุ์

และในขณะที่เจ้าหินก้อนนี้ เกิดไฟลุกไหม้ จนเกิดกระกายไฟเป็นแสงสว่าง ตามที่หลาย ๆ เคยเห็นนั้น ซึ่งในช่วงจังหวะนี้เอง เราจึงเรียกว่า “ดาวตก”

แต่ “ดาวตก” มันก็ยังคงพุ่ง และเสียดสีอยู่กับชั้นบรรยากาศของโลก อยู่บนฟ้า จนกระทั่งเมื่อตกลงพื้นดิน หรือพื้นผิวโลกแล้ว เราจึงเรียกว่า  “อุกกาบาต”

อย่างไรก็ตาม “อุกกาบาต” ที่ตกลงมายังพื้นโลกมีหลายขนาดด้วยกัน หากเป็นก้อนเล็กๆ ก็จะเสียดสีกับชั้นบรรยากาศของโลก จนเกิดการลุกไหม้ และแตกกระจายไป แต่ถ้าเป็น “อุกกาบาต” ที่มีขนาดใหญ่ เมื่อผ่านเข้าชั้นบรรยากาศของโลก ก็จะถูกเผาไหม้เช่นกัน แต่ด้วยความที่มีขนาดใหญ่ จึงทำให้หินอวกาศดังกล่าว ถูกเผาไหม้ไม่หมด และตกลงมาบนพื้นโลก จนเกิดหลุมอุกกาบาต ตามที่เคยมีการนำเสนอข่าวคราว และเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ มาแล้ว จากทุกมุมโลก

ที่นี้เรามาดูกันว่าชนิดของ  “อุกกาบาต”  มีอะไรกันบ้าง

C-type  “อุกกาบาต” คาร์บอนมีสีคล้ำ มีองค์ประกอบเป็นคาร์บอน

S-type  “อุกกาบาต” หิน มีองค์ประกอบเป็นซิลิกา

M-type  “อุกกาบาต” โลหะ มีองค์ประกอบเป็นเหล็กและนิเกิล

และจากข้อมูลที่ค้นพบ ยังได้ระบุด้วยว่า นอกจาก “อุกกาบาต” จะเกิดขึ้นจากสะเก็ดดาวเคราะห์น้อยแล้ว ยังมี “อุกกาบาต” ที่ตกลงมายังพื้นโลก ซึ่งมีที่มาจากดวงจันทร์ และดาวอังคารอีกด้วย โดยเฉพาะในปี พ.ศ.2539 หรือเมื่อประมาณ 25 ปีที่ผ่านมา  ได้มีการค้นพบ “อุกกาบาต ALH84001” ซึ่งเป็นสะเก็ดของดาวอังคาร ที่ตกลงบนน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติก ซึ่งคาดการณ์ว่า “อุกกาบาต” ที่เป็นสะเก็ดดาวอังคารนี้ จะมีอายุถึง  66 ล้านปีเลยทีเดียว

แน่นอนละครับ เมื่อพูดถึงเรื่อง “อุกกาบาต” หรือดาวตกพุ่งชนโลก หลายๆ คนอาจมีการตั้งคำถามกันว่า ถ้าเจ้าสิ่งนี้ มันมีขนาดใหญ่ละ อะไรจะเกิดขึ้นกับมนุษย์ชาติทั่วทั้งโลกหรือไม่ ฉะนั้น จึงขอยกตัวอย่าง นำเอาเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อครั้งอดีต จนเกิดความน่าสะพรึงกลัวมาแล้ว เพราะคราวนั้นทำให้สิ่งมีชีวิตต้องสิ้นไปตามๆกัน   

ไขปริศนา "อุกกาบาต" พุ่งชนโลก ความน่าสะพรึงกลัวที่ ไดโนเสาร์ ต้องสูญพันธุ์

โดยนักวิทยาศาสตร์ และคณะนักธรณีฟิสิกส์นานาชาติจากหลายสถาบัน ที่เข้าไปศึกษาชั้นหินจากหลุมอุกกาบาตชิกซูลุบ (Chicxulub) ในประเทศเม็กซิโก ที่พุ่งชนโลกเมื่อราว 66 ล้านปี ได้ให้ความคิดเห็นว่า “อุกกาบาต” ขนาดใหญ่ที่พุ่งชนโลกเมื่อครั้งอดีต มีขนาดใหญ่ถึง 15 กิโลเมตร ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกประมาณ 75 เปอรเซ็นต์ รวมทั้ง “ไดโนเสาร์” และสัตว์ดึกดำบรรพ์อีกหลายชนิด ต้องสูญพันธุ์ไปโดยสิ้นเชิง  

ทั้งนี้ จากผลการวิเคราะห์ชั้นหิน พบว่า “อุกกาบาตยักษ์” ที่พุ่งชนโลก ได้พุ่งเข้าหาจุดปะทะจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความเร็ว 18 กิโลเมตรต่อวินาที และพุ่งชนพื้นโลกที่บริเวณทะเลตื้น โดยทำมุม 60 องศา จนทำให้เกิดหลุมลึกในชั่วพริบตา เนื่องจากหินและแร่ธาตุปริมาณล้านล้านตัน ได้ระเหยเป็นไอขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว  ซึ่งปัจจุบันหลุมอุกกาบาตชิกซูลุบ มีความกว้างประมาณ 200 กิโลเมตร จมอยู่ในอ่าวเม็กซิโกครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งถูกกลบฝังอยู่ใต้พื้นดินของคาบสมุทรยูคาตัน

สำหรับเหตุแสงวูบวาบบนท้องฟ้า มีสีฟ้าอมเขียว  และมีเสียงดังคล้ายระเบิด ที่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน พะเยา แม่ฮ่องสอน และลำปาง ฯลฯ พบเห็นนั้น สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้มีการชี้แจงว่า เป็นดาวตกชนิดระเบิด (Bolide) โดยปกติแล้ว ดาวตกที่เข้ามาในชั้นบรรยากาศ จะเริ่มเกิดความร้อนสูงจนเกิดการลุกไหม้ที่ความสูงประมาณ 80-120 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งดาวตกอาจจะแผ่คลื่นเสียงกระแทก (sonic boom)  ในลักษณะเดียวกันกับเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการพบเห็น ที่ระบุว่า เห็นแสงวาบๆ ก่อนที่จะเห็นเสียงตามมา ซึ่งระยะเวลาระหว่างการพบเสียง และแสงนั้นจะขึ้นอยู่กับระยะห่างของดาวตกในขณะที่พบเห็น
 

ขอขอบคุณ แหล่งข้อมูลความรู้จาก วิกิพีเดีย และ บีบีซี. 

รักลูกอย่างไร ห่างไกล “โรคอ้วน” ลดเสี่ยงติดเชื้อ โควิด-19 รุนแรง – เสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471462

รักลูกอย่างไร ห่างไกล “โรคอ้วน” ลดเสี่ยงติดเชื้อ โควิด-19 รุนแรง – เสียชีวิต

23 มิถุนายน 2564 – 08:07 น.

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังวิกฤติ “โรคอ้วน” ยังคงเป็น 1 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อแล้วมีอาการรุนแรง – เสียชีวิต

เกาะติดสถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โรคโควิด-19 (COVID-19) ระลอกใหม่ ในประเทศ ศูนย์ข้อมูล COVID-19 รายงาน (ข้อมูล ณ เวลา 07.50 น. วันที่ 23 มิถุนายน 2564) พบผู้ติดเชื้อ โควิด-19 จำนวน 3,174 ราย จำแนกเป็น ติดเชื้อใหม่ 3,138 ราย ติดเชื้อภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 36 ราย หายป่วยกลับบ้าน 1,941 ราย ผู้ป่วยสะสม 199,676 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) เสียชีวิต 51 ราย

ทั้งนี้ มีรายงานโรคประจำตัวของผู้ป่วยเสียชีวิตที่ผ่านมา ระบุ โรคอ้วน อยู่ด้วย เกิดคำถาม โรคอ้วน เป็นสาเหตุทำให้เสี่ยงติดเชื้อ โควิด-19 อาการรุนแรงมากกว่าคนปกติ – เสียชีวิตง่ายกว่า หรือไม่

ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ ยืนยันว่า ผู้ป่วยโรคอ้วนเสี่ยงติด โควิด-19 มากกว่าคนปกติ แต่ในทางการแพทย์ พบว่า คนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ถ้าติด โควิด-19 อาจจะมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตง่ายกว่าคนที่สุขภาพแข็งแรง ดูได้จากปรากฏการณ์การระบาดของโรคติดเชื้ออื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ ทำให้คนอ้วนจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อรุนแรงกลุ่มแรกๆ เพราะคนอ้วนจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงแรกๆ ที่เป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs

แบบไหนเรียกว่า โรคอ้วน รู้ได้อย่างไรว่าเป็น

โรคอ้วน คือ ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมของไขมันมากกว่าปกติ นำมาซึ่งสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ ซึ่งเป็นโรคไม่ติดต่อ มี 2 ประเภท คือ

1. อ้วนลงพุง มีการสะสมของไขมันที่บริเวณช่องท้องและอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต ลำไส้ กระเพาะอาหาร และอื่นๆ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ

2. โรคอ้วนทั้งตัว มีไขมันทั้งร่างกายมากกว่าปกติ โดยไขมันที่เพิ่มขึ้นมิได้จำกัดอยู่ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งโดยเฉพาะ บางคนนอกจากเป็นโรคอ้วนทั้งตัวแล้วยังเป็นโรคอ้วนลงพุงร่วมด้วย จะมีโรคแทรกซ้อนทุกอย่าง และโรคที่เกิดจากน้ำหนักตัวมาก ได้แก่ โรคไขข้อ ปวดข้อ ข้อเสื่อม ปวดหลัง ระบบหายใจทำงานติดขัด

เป็นโรคอ้วนหรือไม่ดูที่ BMI

ข้อมูลสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า สามารถใช้ค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index หรือ BMI) เพื่อการวินิจฉัย โรคอ้วนทั้งตัว และวัดเส้นรอบเอวเพื่อการวินิจฉัย โรคอ้วนลงพุง เพราะ BMI คือ ค่าความหนาของร่างกาย ใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินภาวะอ้วนผอมในผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งคำนวณได้จาก การใช้น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมและหารด้วยส่วนสูงที่วัดเป็นเมตรยกกำลังสอง ซึ่งใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ดังสูตรต่อไปนี้

ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลัง 2 เช่น มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม สูง 1.50 เมตร = 50 / (1.5 x 1.5) = 22.22 จะมีค่า BMI อยู่ที่ 22.22 นั่นเอง

นอกจากนี้ การวัดเส้นรอบเอว หรือเส้นรอบพุง (โดยทั่วไปจะวัดรอบเอว ตรงระดับสะดือพอดี) เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการก่อโรค ผู้ชายต้องมีเส้นรอบเอวน้อยกว่า 90 เซนติเมตร และผู้หญิงน้อยกว่า 80 เซนติเมตร ถ้าเส้นรอบเอวใหญ่เกินกว่าค่าดังกล่าวนี้แล้วก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ นั้นสูงขึ้น

โดยเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ใช้วัดภาวะอ้วน คือ BMI : Body Mass Index ดังนี้

ค่า BMI ต่ำกว่า 18.5 ลงไป แสดงว่า มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์

ค่า BMI ตั้งแต่ 18.5 – 24.9 แสดงว่า อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี

ค่า BMI ตั้งแต่ 25.0 – 29.9 แสดงว่า มีน้ำหนักเกิน

ค่า BMI ตั้งแต่ 30.0 – 38.9 แสดงว่า อยู่ในภาวะอ้วนที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพ

ค่า BMI ตั้งแต่ 40.0 ขึ้นไป แสดงว่า อยู่ในภาวะอ้วนอย่างมากและเสี่ยงต่อการเผชิญปัญหาสุขภาพที่รุนแรง

อันตรายจากโรคอ้วนในเด็ก

ด้านร่างกาย

– เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันเลือดสูง

– เสี่ยงต่อภาวะนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ (นอนหลับไม่เพียงพอ ส่งผลต่อการเรียน)

ด้านจิตใจ

– อาจโดนล้อหรือโดนรังแกเรื่องรูปลักษณ์

– อาจเกิดความเครียดหรือโรคทางจิตเวช

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ

1. ส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมทางกาย อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน อาจเริ่มจากฝึกทำงานบ้านง่ายๆ เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์

2. ควบคุมปริมาณอาหารของลูก หลีกเลี่ยงของทอด ขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล

3. ฝึกเข้านอนเป็นเวลา เนื่องจากการนอนดึกเป็นเหตุส่งเสริมโรคอ้วน

4. รับประทานผักผลไม้ที่มีกากใยเป็นประจำ

5. เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ควรงดการใช้หน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ควรใช้เวลาภายใต้การกำกับของผู้ปกครอง

โรคอ้วน, โควิด-19

เนื่องจากการใช้ชีวิตประจำวันทำให้เกิด โรคอ้วน ได้เพราะการกินอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ บริโภคหวาน มัน เค็ม มากเกินไป ใช้ชีวิตไม่สมดุล ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ มีส่วนทำให้น้ำหนักตัวเกิน และส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งสิ้น ส่วนที่คิดว่าโรคอ้วนมาจากพันธุกรรม ในทางการแพทย์ พบว่า อยู่ในกลุ่มคนส่วนน้อย

สิ่งที่ดีที่สุด คือ กินผัก ผลไม้ ให้ได้วันละ 400 กรัม มีกิจกรรมทางกาย เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีให้ร่างกาย เพราะความอ้วนเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคปอดเรื้อรัง โรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ไตวาย เก๊าท์ ตับแข็ง

“ย่านาง” สมุนไพรมหัศจรรย์ สารพัดค่าทางยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471428

“ย่านาง” สมุนไพรมหัศจรรย์ สารพัดค่าทางยา

22 มิถุนายน 2564 – 21:30 น.

“ใบย่านาง” สมุนไพรสุดมหัศจรรย์ สารพัดสรรพคุณทางยา มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

“ย่านาง” หรือ “ใบย่านาง” พืชสมุนไพรไทย ที่ขึ้นอยู่ตามริมรั้วถูกนำมาใช้ตั้งแต่โบราณ ในการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ  จนได้ฉายาว่า “ราชินีแห่งสมุนไพร” นอกจากนี้ “ย่านาง” ยังมีการนำมาทำเป็นอาหารหลากหลายเมนู ปัจจุบัน “ย่านาง” ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก เพื่อรักษาอาการป่วยต่าง ๆ รวมทั้งการปรับสมดุลในร่างกาย เพาะ เป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น ช่วยดับพิษร้อนต่างๆได้   

 "ย่านาง" สมุนไพรมหัศจรรย์ สารพัดค่าทางยา

“ย่านาง”  มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Bamboo grass ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels มีทางภาคเหนือเรียกว่า จ้อยนาง ภาคกลางเรียก เถาย่านาง เถาวัลย์เขียว และภาคใต้จะเรียกว่า ยาดนาง เป็นพืชในตระกูลไม้เลื้อย หรือ เถา เลื้อยได้ไกล 2-3 เมตร เมื่อแก่แล้วผิวจะค่อนข้างเรียบ รากมีขนาดใหญ่  ในส่วนของใบเป็นใบเดี่ยว ออกติดกับลำต้นแบบสลับ รูปใบคล้ายรูปไข่ หรือรูปไข่ขอบขนานปลายใบเรียว ฐานใบมน ขนาดใบยาว 5-10 ซม. กว้าง 2-4 ซม. ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 1 ซม. 

ดอกย่านาง จะออกตามซอกโคนก้านใบเป็นช่องยาว 2-5 ซม. ช่อหนึ่ง ๆ มีดอกขนาดเล็กสีเหลือง 3-5 ดอก ดอกแยกเพศอยู่คนละต้นไม่มีกลีบดอก ผล รูปร่างกลมรีขนาดเล็ก สีเขียว เมื่อแก่กลายเป็นสีเหลืองอมแดงและกลายเป็นสีดำ

 "ย่านาง" สมุนไพรมหัศจรรย์ สารพัดค่าทางยา

ใบย่านาง เป็นส่วนที่นำมาใช้รักษาโรคมากที่สุด มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ตามตำรายาสมุนไพร จัดเป็นเป็นยาอายุวัฒนะ  ด้วยสรรพคุณในการป้องกันและบำบัดการเกิดโรคหัวใจ,ป้องกันและลดการเกิดโรคมะเร็ง , ป้องกันและรักษาโรคภูมิแพ้ ไอจาม มีน้ำมูก และเสมหะ , รักษาอาการ ชัก เกร็ง เป็นตะคริวบ่อยๆ ,รักษาอาการของโรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือด , ลดอาการปวดตึง ปวดกล้ามเนื้อ , ป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวาร ,ไทรอยด์ เป็นพิษ ป้องกันการเกิดเกาต์ , บรรเทาโรคความดันโลหิตสูง 

 "ย่านาง" สมุนไพรมหัศจรรย์ สารพัดค่าทางยา

นอกจากใบย่านางแล้ว รากย่านาง ก็นิยมนำมาใช้เพื่อแก้อาการไข้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้หัด ไข้ฝีดาษ ไข้กาฬ หรือ ไข้ทับระดู และอาการเบื่อเมา 

 "ย่านาง" สมุนไพรมหัศจรรย์ สารพัดค่าทางยา

วิธีการทำน้ำใบย่านาง ส่วนใหญ่แล้วการนำย่านางมาใช้นั้นมักจะนำมาใช้โดยการคั้นน้ำและเอาไปเป็นส่วนผสมในการทำอาหารนำมาดื่มเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ โดย ใช้ใบย่านางสด มาล้างทำความสะอาดโขลกให้ละเอียดแล้วเติมน้ำ หรือขยี้ใบย่านางกับน้ำหรือปั่นในเครื่องปั่น (แต่การปั่นในเครื่องปั่นไฟฟ้า จะทำให้ประสิทธิภาพลดลงบ้าง เนื่องจากความร้อนจะไปทำลายความเย็นของย่านาง) จากนั้นให้กรองน้ำใบย่านางที่ได้ผ่านกระชอนเอาแต่น้ำ ดื่มครั้งละ 1/2-1 แก้ว วันละ 2-3 เวลา ก่อนอาหาร หรือตอนท้องว่างหรือผสมเจือจางดื่มแทนน้ำ เพราะถ้าเกิน 4 ชม. มักจะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ไม่เหมาะที่จะดื่ม แต่ถ้าแช่ในตู้เย็น ควรใช้ภายใน 3-7 วันโดยให้สังเกตที่กลิ่นเปรี้ยวเป็นหลัก

น่านในเวียง ไปใช้ชีวิตให้ช้า กับ “เมืองน่าน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471427

น่านในเวียง ไปใช้ชีวิตให้ช้า กับ “เมืองน่าน” 

22 มิถุนายน 2564 – 18:36 น.

เที่ยว “เมืองน่าน” แบ่งโซนเที่ยว ใครมีเวลาไม่มาก แนะนำเที่ยวในเมือง บรรยากาศอบอุ่น ไปใช้ชีวิตให้ช้าที่เมืองน่าน 

     สายลมในวันนั้น ยังคงพัดหวีดหวิวอยู่เต็มโสตประสาท กลิ่นไอเมืองน่าน ก็เช่นกัน ยังคงตราตรึงผู้คนที่เคยได้แวะเวียนไปเยือนเมืองน่าน เมืองที่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ความเป็นคนน่านถือว่ามีเอกลัษณ์อย่างมาก 

     เมืองน่าน เป็นจังหวัดที่ต้องตั้งใจมา ไม่อย่างนั้นมาไม่ถึง เนื่องจากเมืองน่านไม่ได้เป็นเมืองผ่านอย่างหลายจังหวัดทางภาคเหนือ

     เกือบ 700 กิโลเมตร จากกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่ระยะทางที่ใกล้สักนิด การมาเยือนเมืองน่านถึงบอกได้ว่าต้องตั้งใจมาจริง ๆ        

น่านในเวียง ไปใช้ชีวิตให้ช้า กับ "เมืองน่าน" 

     เมืองน่าน มีหลากหลายมุมให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ ป่าเขา หรือใครชอบเที่ยวในเมืองก็มีวัดสำคัญให้เข้าไปชมความสวยงามของศิลปวัฒนธรรมความเป็นเมืองน่าน

น่านในเวียง ไปใช้ชีวิตให้ช้า กับ "เมืองน่าน" 

     จังหวัดน่าน หากแบ่งเป็นโซนเพื่อสะดวกแก่การท่องเที่ยวจะแบ่งได้ 4 โซน ประกอบด้วย โซน

    1.โซนเหนือ 

     – อ.ปัว , อ.ท่าวังผา , อ.เชียงกลาง โซนนี้จะเป็นทุ่งนา มีที่พัก คาเฟ่ แนวทุ่งนาอยู่มากมาย 

น่านในเวียง ไปใช้ชีวิตให้ช้า กับ "เมืองน่าน" 

    2.โซนกลาง 

     -อ.เมือง , อ.ภูเพียง , อ.สันติสุข โซนนี้เหมาะกับคนชอบเที่ยวในเมือง ชมวัด ทำบุญ ตระเวนชิมร้านอาหารพื้นเมือง และคาเฟ่ 

น่านในเวียง ไปใช้ชีวิตให้ช้า กับ "เมืองน่าน" 
น่านในเวียง ไปใช้ชีวิตให้ช้า กับ "เมืองน่าน" 

    3.โซนตะวันออก 

     -อ.บ่อเกลือ , อ.แม่จริม โซนนี้เป็นภูเขา เป็นป่าสีเขียว ให้ความชุ่มชื้นตลอดปี อากาศเย็น มีที่พักให้เลือกมากมาย รวมไปถึงลานกางเต็นท์ 

น่านในเวียง ไปใช้ชีวิตให้ช้า กับ "เมืองน่าน" 

    4.โซนใต้ 

     -อ.เวียงสา + อ. นาน้อย + อ.นาหมื่น โซนนี้เหมาะกับสายธรรมชาติมาก ๆ ขึ้นดอยอุทยานแห่งชาติขุนสถาน อ.นาหมื่น , ดอยเสมอดาว อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อ. นาน้อย 

     ทั้งหมดนี้เป็นการแบ่งโซนเพื่อให้สะดวกต่อการวางแผนเดินทาง เนื่องแต่ล่ะสถานที่นั้นต้องใช้เวลาเดินทาง จากโซนใต้ไปโซนเหนือ จากโซนกลางไปโซนตะวันออก จึงจำเป็นอย่างมากสำหรับนักท่องเที่ยว 

     แต่หากใครไม่มีเวลามากพอแนะนำเที่ยวในเมืองน่าน ก็จะได้บรรยากาศไปอีกแบบ เมืองน่านเป็นเมืองเล็ก ๆ มีถนนที่ทะลุถึงกันได้หมด โดยเฉพาะโซนด้านในที่มีการเอาเสาไฟลงใต้ดินแล้ว ทำให้เมืองน่าน โล่งสะอาดตา 

     ขนาบข้างไปด้วยวัดสำคัญ ๆ อย่าง วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุเขาน้อย วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร วัดศรีพันต้น

     ซึ่งไฮไลท์ที่สุดก็หนีไม่พ้น วัดภูมินทร์ ที่มีจิตกรรมฝาผนัง “กระซิบรักบันลือโลก” ภาพ “ปู่ม่านย่าม่าน” ที่บรรจงวาดโดย “หนานบัวผัน” จิตรกรท้องถิ่นเชื้อสายไทลื้อ 

น่านในเวียง ไปใช้ชีวิตให้ช้า กับ "เมืองน่าน" 

     ส่วนที่พักในเมืองไม่มีโรงแรมใหญ่โตเหมือนจังหวัดอื่น ๆ แต่เมืองน่าน มีที่พักสไตด์พื้นเมือง เป็นคล้าย ๆ เกสต์เฮาส์ เสียมากกว่า ตกแต่งด้วยสไตด์ล้านนา ให้ความรู้สึกของเมืองน่าน 

    อย่างเช่น  Nirvanan House เป็นที่พักเล็ก ๆ บรรยากาศแสนอบอุ่น ตกแต่งด้วยโทนสีขาว ดูสะอาดตา สไตล์ไทยล้านนา มีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง ที่นี้เงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน เนื่องจากมีที่พักมีเพียง 10 ห้องเท่านั้น 

น่านในเวียง ไปใช้ชีวิตให้ช้า กับ "เมืองน่าน" 

    Nirvanan House นอกจากห้องพักและบรรยากาศโดยรอบแล้ว ยังมีจุดเด่นตรงอาหารเช้าที่จัดตกแต่งได้สวยงามน่ารับประทาน รสชาติดี โดย Nirvanan House ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดวัดภูมินทร์ สามารถปั่นจักรยานที่ทางโรงแรมเตรียมบริการไว้ให้ 

น่านในเวียง ไปใช้ชีวิตให้ช้า กับ "เมืองน่าน" 

    ยิ่งในตอนเช้าในฤดูหนาว ปั่นจักรยานไปรอบ ๆ ข่วงเมือง ชมชีวิตผู้คนที่เมืองน่าน จะรู้สึกได้ว่าเวลาที่นี้มันช้าลง เพราะเราทำอะไรที่ช้าลง ไม่เร่งรีบแบบในเมือง ที่ต้องแข่งขันกันตลอดเวลา 

ก่อนมันจะย้อนกลับมาทำร้ายเรา..เผย 7 วิธีกำจัด “ความโกรธ” ในที่ทำงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471415

ก่อนมันจะย้อนกลับมาทำร้ายเรา..เผย 7 วิธีกำจัด”ความโกรธ”ในที่ทำงาน

22 มิถุนายน 2564 – 16:48 น.

ก่อนมันจะย้อนกลับมาทำร้ายเรา..เผย 7 วิธีกำจัด”ความโกรธ”ในที่ทำงาน

ถึงแม้หลายคนจะมีสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน แต่ที่ทำงานก็ไม่ใช่ที่ที่เราควรแสดงออกถึงอารมณ์ส่วนตัว โดยเฉพาะในด้านลบหรือด้านที่รุนแรง อีกทั้งบางครั้งปัญหาในการทำงานอาจเกิดจากปัจจัยภายนอกที่เราเองหรือเพื่อนร่วมงานก็ไม่อาจควบคุมได้

ความโกรธเป็นอารมณ์ด้านลบที่เกิดได้กับทุกคน ทั้งนี้ความโกรธที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ และสะสมอยู่จิตใจเป็นเวลานานทำให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจโดยตรงได้ เช่น  เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เพราะอารมณ์โกรธจะกระตุ้นให้หัวใจบีบตัวเร็วและแรงขึ้น ลองมาดูกันว่าหากรู้สึกโกรธแบบสุดขีด เราจะมีวิธีการในการควบคุมความโกรธในที่ทำงานอย่างไร

ก่อนมันจะย้อนกลับมาทำร้ายเรา..เผย 7 วิธีกำจัด"ความโกรธ"ในที่ทำงาน

1.แยกแยะให้ได้ถึงสาเหตุของความโกรธ
รู้ทันถึงสิ่งที่จุดประกายความโกรธ เช่น ลักษณะของเหตุการณ์ อุปสรรคในขั้นตอนการผลิต ลูกน้องทำงานไม่ถูกใจ ฯลฯ เพื่อให้ตัวเองเตรียมใจรับปัญหาได้ทันก่อนความโกรธจะเกิดขึ้น

2.หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับผู้คนชั่วคราว

เมื่อเล็งเห็นว่าปัญหากำลังจะเกิด อาจพาตัวเองหลบไปพักเพื่อเตรียมใจสักครู่หนึ่ง ทำใจให้เย็นลงและหลีกเลี่ยงการรับข้อมูลเพิ่มเติมสักพัก ก่อนกลับมาเผชิญกับปัญหาด้วยอารมณ์ที่นิ่งขึ้น

3.มีความตั้งใจเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน

อย่าหาข้ออ้างในการแสดงความโกรธ หยุดโทษผู้อื่น เมื่อรู้ตัวว่าเรากำลังแสดงอารมณ์โกรธในที่ทำงาน ให้ตระหนักว่านั่นเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่ารักและนึกถึงการเปลี่ยนแปลงแก้ไขนิสัยนี้เข้าไว้

4.มองโลกแง่บวก รู้จักความเป็นมืออาชีพ

คอยเตือนตัวเองว่าการแสดงความโกรธเป็นตัวบั่นทอนความก้าวหน้า เพราะการก้าวสู่ความสำเร็จมีไว้ให้เฉพาะคนที่มีความเป็นมืออาชีพสูงเท่านั้น นอกจากนี้ การเอาแต่โกรธยังทำให้เสียเวลาในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอีกด้วย

5.ฝึกทำใจให้สงบ และใช้ความอดทนให้มาก

ฝึกใจให้สงบโดยเริ่มจากเรื่องง่ายๆ เช่น ไม่หงุดหงิดหรืออารมณ์เสียในขณะรถติดสาหัส ลองฝึกความสงบและอดทนเช่นนี้ทุกวันจะทำให้เราเป็นคนอดทนมากขึ้นได้ในที่สุด

6.ใส่ใจเพื่อนร่วมงานที่ประสพปัญหาเช่นเดียวกัน

สละเวลาไปปลอบใจหรือช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานที่ประสพปัญหาเดียวกัน วิธีนี้ไม่เพียงช่วยคลายความโกรธในใจตนเอง แต่ยังทำให้เราได้สัมผัสถึงความโกรธที่แผ่ออกมาจากผู้อื่นว่ามีผลร้ายต่อคนรอบข้างอย่างไร

7.หากรู้ตัวว่าขี้โมโห ติดข้อความเตือนใจไว้บนโต๊ะทำงานเลย

ติดกระดาษโน้ตสีสดใสที่เขียนข้อความเชิงบวก เช่น “อดทนไว้!” หรือ “ใจร่มๆ ไว้นะ!” เพื่อเตือนใจตนเอง โดยอาจเป็นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ บนกระจกที่ใช้แต่งตัวทุกเช้า และในรถยนต์ส่วนตัว

ก่อนมันจะย้อนกลับมาทำร้ายเรา..เผย 7 วิธีกำจัด"ความโกรธ"ในที่ทำงาน

ความอดทนเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ และการใส่ใจผู้อื่นมากกว่าตนเองก็เป็นสิ่งช่วยลดอารมณ์เชิงลบของเราได้เช่นกัน รู้อย่างนี้แล้ว มาฝึกใจให้เย็นดีกว่า เพื่อให้สังคมในที่ทำงานเต็มไปด้วยบรรยากาศสร้างสรรค์ และงานก็จะสำเร็จได้ พร้อมๆ ไปกับเราและเพื่อนร่วมงานที่มีความสุขกันโดยถ้วนหน้า

ก่อนมันจะย้อนกลับมาทำร้ายเรา..เผย 7 วิธีกำจัด"ความโกรธ"ในที่ทำงาน

 ขอบคุณข้อมูล my.sony.co.th

รู้จัก “น้ำนมราชสีห์” สมุนไพรตำรายาไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471383

รู้จัก “น้ำนมราชสีห์” สมุนไพรตำรายาไทย

22 มิถุนายน 2564 – 13:48 น.

คมชัดลึกออนไลน์วันนี้จะพาไปรู้จักกับสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีชื่อแปลกแต่สรรพคุณทางยามีมากมาย นั่นก็คือ “น้ำนมราชสีห์” เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุแค่ปีเดียว และที่สำคัญสมุนไพรชนิดนี้ยังช่วยรักษาโรคบ้านหมุนและโรคน้ำในหูไม่เท่ากันได้เป็นอย่างดี

เชื่อว่าหลายคนคงยังไม่รู้จักสมุนไพรที่มีชื่อแปลกชนิดนี้ นั่นก็คือ “น้ำนมราชสีห์” มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า น้ำนมราชสีห์ใหญ่, นมราชสีห์, ผักโขมแดง (ภาคกลาง), หญ้าน้ำหมึก (ภาคเหนือ, ไทลื้อ), หญ้าหลังอึ่ง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), ตะกราเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), บัดอะตอน (ปะหล่อง), ไต่ปวยเอี่ยงเช่า ปวยเอี้ยง (จีน) เป็นต้น เรียกว่าพบต้นนี้ได้ทุกภาคของไทย  อาจมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่อเมริกากลาง  พบได้ทั่วไปในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก น้ำนมราชสีห์มักขึ้นตามที่รกร้าง ชายป่า ท้องนา และในพื้นที่โล่ง

รู้จัก "น้ำนมราชสีห์" สมุนไพรตำรายาไทย

ลักษณะของต้น “น้ำนมราชสีห์” จะเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กมีอายุเพียงปีเดียว ลำต้นมีความยาวประมาณ 15-40 เซนติเมตร ลักษณะของลำต้นแตกกิ่งก้านสาขาจากโคนต้นใกล้ดินตั้งขึ้น หรือแผ่ออกไปรอบ ๆ ตามก้านมีสีแดงเรื่อ ๆ และมีขนสีน้ำตาลปนเหลือง มีน้ำยางสีขาวคล้ายน้ำนมไหลซึมหากนำมาหักก้านหรือเกิดบาดแผล ซึ่งเป็นที่มาของชื่อน้ำนมราชสีห์ และขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและการใช้กิ่งปักชำ

ในส่วนของ “ผลน้ำนมราชสีห์” จะมีลักษณะกลมแกมรูปสามเหลี่ยมหรือแบบแคปซูล มี 3 พู ยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร มีขนสั้นนุ่ม และมีรอยแยก 3 รอย ส่วนก้านผลมีความยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ผลแห้งแล้วจะแตก มี 1 เมล็ดในแต่ละซีก เมล็ดมีขนาดเล็กผิวเรียบสีน้ำตาลแก่หรือสีแดง ลักษณะเป็นรูปรีและเป็นเหลี่ยมเล็กน้อย มีความยาวประมาณ 0.7 มิลลิเมตร

รู้จัก "น้ำนมราชสีห์" สมุนไพรตำรายาไทย

สำหรับสรรพคุณของน้ำนมราชสีห์มีมากมาย สามารถใช้ได้ทุกส่วนของต้นมาทำเป็นยาบำรุงกำลัง หรือ ต้นนำมาต้มใช้เป็นยาเย็น ทั้งต้นมีรสฉุนเปรี้ยวและเย็นจัด ช่วยดับร้อน แก้พิษ แก้ชื้น ช่วยแก้ธาตุพิการ ช่วยแก้กษัย ยางสดใช้ทารักษาโรคปากนกกระจอกได้  ทั้งต้นใช้เป็นส่วนประกอบของยารักษาโรคตานขโมย (ผอม พุงโร ก้นปอด) โดยนำมาใช้ต้มอาบ หรือจะใช้ต้นสดประมาณ 30 กรัม นำมาตุ๋นกับหมูประมาณ 120 กรัมรับประทาน  ทั้งต้นใช้เป็นยาสงบประสาทและช่วยทำให้นอนหลับได้สนิท ยาวขาวใช้เป็นยาเกี่ยวกับประสาทความรู้สึก  ในอินเดียมีการใช้น้ำยางขาวมาหยอดตา เพื่อใช้รักษาเยื่อตาอักเสบ เป็นแผลที่กระจกตา ช่วยแก้อาการปวดฟัน และแก้โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน รวมถึงโรคบ้านหมุนได้
 

วิธีการทำยารักษาจากน้ำนมราชสีห์ ต้องมีกระบวนการยุ่งยากสักนิดเพราะ มียางสีขาวทานสดอาจมีผลข้างเคียง คือทำให้ระคายเคืองลำไส้ได้จึงให้นำต้นมาตากแห้งหรือผ่านกระบวนการความร้อนก็จะช่วยขจัดปัญหาผลข้างเคียงได้ โดยทำดังนี้

รู้จัก "น้ำนมราชสีห์" สมุนไพรตำรายาไทย


 1. นำต้นน้ำนมราชสีห์ทั้งต้นมาล้างทำความสะอาด แล้วจึงไปตากให้แห้ง ใช้1กำมือนำมาต้มกินต่างน้ำ จะช่วยให้อาการน้ำในหูไม่เท่ากันทุเลา และหายได้

2. หรือนำต้นที่ตากแห้งมาคั่วให้เหลือง ใส่กระป๋อง ใช้ 1 หยิบมือ หรือ 1 ช้อนชา มาชงกินเป็นชา ก็ใช้ได้

3. เมื่อใช้แล้ว อาการโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือโรคบ้านหมุน จะดีขึ้น ซึ่งมีคนลองนำไปกินแล้วดีขึ้นจริง

รู้จัก "น้ำนมราชสีห์" สมุนไพรตำรายาไทย


 แต่คำเตือนคือไม่ควรใช้สมุนไพรรักษาติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรเว้นระยะในการใช้ และควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนใช้ ถือเป็นการรักษาทางเลือกอย่างหนึ่งเพื่อความปลอดภัย

รู้จัก "น้ำนมราชสีห์" สมุนไพรตำรายาไทย

อ้างอิง :https://www.si.mahidol.ac.th/th/department/thaimed/thai/นมราชสีห์.html
credit : https://medthai.com

10 ข้อควรรู้ “โรคโควิด-19” ในเด็ก มีอาการอะไรบ้าง อัตราการเสียชีวิตเท่าไหร่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471375

10 ข้อควรรู้ “โรคโควิด-19” ในเด็ก มีอาการอะไรบ้าง อัตราการเสียชีวิตเท่าไหร่

22 มิถุนายน 2564 – 12:50 น.

เปิด 10 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับ “โรคโควิด-19” ในเด็ก มีอาการอะไรบ้าง ป้องกันการติดเชื้ออย่างไร อัตราการเสียชีวิตเท่าไหร่ ควรฉีดวัคซีนหรือไม่

เกาะติดสถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โรคโควิด-19 (COVID-19) ระลอกใหม่ ในประเทศ ศูนย์ข้อมูล COVID-19 รายงาน (ข้อมูล ณ เวลา 12.30 น. วันที่ 22 มิถุนายน 2564) พบ ผู้ป่วยรายใหม่ 4,059 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 196,502 ราย หายป่วยแล้ว 160,410 ราย เสียชีวิตสะสม 1,599 ราย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีผู้ป่วย โควิด-19 เป็นเด็กอยู่ด้วย สร้างความวิตกกังวลสำหรับพ่อแม่ครอบครัวที่มีลูกเด็กเล็กแดงไม่น้อย เพราะหากติดเชื้อขึ้นมาก็จะต้องถูกแยกกักตัว แถมยังอาจเสี่ยงกับปอดอักเสบรุนแรง ระบบหายใจหรือระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว รวมถึงภาวะอักเสบหลายระบบในเด็กอีกด้วย

โรคโควิด-19 คืออะไร?

– เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ SARS-CoV-2 เริ่มระบาดครั้งแรกที่มณฑลหู่เป่ย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน

– โครงสร้างทางพันธุกรรมคล้ายคลึงกับโรคซาร์สที่แพร่ระบาดใน พ.ศ. 2545 และโรคเมอร์สที่แพร่ระบาดใน พ.ศ. 2555

โรคโควิด-19 แพร่กระจายเชื้อได้อย่างไร?

– ทางละอองฝอย ผ่านการไอจามรดกันในระยะ 1 – 2 เมตร

– ทางการสัมผัส ผ่านการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วยติดเชื้อ โควิด-19 เช่น น้ำมูก น้ำลาย ทั้งโดยทางตรง หรือทางอ้อมผ่านพื้นผิวสัมผัสที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น โต๊ะ , ลูกบิดประตู , ราวจับ สำหรับสิ่งคัดหลั่งอื่น เช่น  อุจจาระ พบว่ามีโอกาสแพร่เชื้อได้น้อยมาก

– ทางอากาศ พบในบางกรณี เช่น ผู้ป่วยไอมาก ใกล้ชิดผู้ป่วยในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก , การทำหัตถการที่ก่อให้เกิดการฟุ้งกระจายของละอองฝอยขนาดเล็ก ได้แก่ การดูดเสมหะ , การใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นต้น

อาการของโรคโควิด-19 ในเด็กมีอะไรบ้าง?

– สามารถมีอาการได้หลากหลายตั้งแต่ ไม่มีอาการเลย จนถึงปอดอักเสบรุนแรง หรือเสียชีวิต

– ระยะฟักตัวประมาณ 14 วัน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการของโรคประมาณ 4 – 5 วัน หลังสัมผัสโรค เด็กมักติดเชื้อจากการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ในบ้านที่ติดเชื้อหรือมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19

– อาการของโรคโควิด-19 ที่พบมากที่สุด คือ ไข้ , ไอแห้งๆ และอ่อนเพลีย อาจพบอาการปวดเมื่อย , คัดจมูก , น้ำมูกไหล , จมูกไม่ได้กลิ่น , ลิ้นไม่รับรส , เจ็บคอ , ปวดศีรษะ , ปวดกล้ามเนื้อ หรือผื่นตามผิวหนัง สำหรับอาการทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย , ปวดท้อง พบได้เล็กน้อย

โรคโควิด-19 มีอาการรุนแรงไหม?

– ผู้ป่วยเด็กติดเชื้อส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 มีอาการไม่รุนแรง มักพบอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ไข้ , ไอ , ปวดกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยเด็กเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น ที่มีอาการรุนแรงหรือวิกฤติ เช่น ปอดอักเสบรุนแรง , ระบบหายใจหรือระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว รวมถึงภาวะอักเสบหลายระบบในเด็ก

– ผู้ป่วยเด็กสามารถพบติดเชื้อแต่ไม่มีอาการได้ประมาณร้อยละ 4

– ภาวะแทรกซ้อนพบได้น้อย มักพบในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด , โรคไต , โรคปอดเรื้อรัง หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

– อัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 2

โรคโควิด-19 มีอาการแตกต่างจากโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอื่นอย่างไร?

– อาการของโรคโควิด-19 แยกได้ยากจากโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ , อาร์เอสวี (RSV)  

– น้องที่มีอาการทางเดินหายใจร่วมกับมีประวัติเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โควิด-19 ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินความเสี่ยง หากพบว่ามีความเสี่ยงจริง แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสจากสารคัดหลั่งหลังโพรงจมูกและเอกซเรย์ปอดต่อไป

หากน้องไม่มีอาการของโรคโควิด-19 ควรตรวจหาสารพันธุกรรมของโรคโควิด-19 หรือไม่?

– หากน้องไม่มีอาการ ไม่จำเป็นตรวจหาสารพันธุกรรมของโรคโควิด-19 เนื่องจากการตรวจขณะไม่มีอาการแล้วไม่พบเชื้อ อาจเข้าใจผิดว่าไม่เป็นโรคนี้ ทำให้ขาดความระมัดระวังในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ รวมถึงในโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยมาก แออัด กลับจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดโรคด้วย

– ยกเว้นกรณีที่น้องสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19 น้องที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือทำหัตถการที่ก่อให้เกิดละอองฝอยขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค

เราจะป้องกันการติดเชื้อและแพร่เชื้อโควิด-19 ได้อย่างไรบ้าง?

– สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ยกเว้นในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 1 ปี

– ล้างมือบ่อยๆ ด้วยเจลแอลกอฮอล์ หรือหากเห็นว่ามือสกปรกก็ควรล้างด้วยน้ำกับสบู่เป็นระยะเวลา 20 วินาที

– เวลาไอ จาม ควรใช้ทิชชูปิดปากและจมูก หลังจากนั้นนำไปทิ้งในถังขยะที่มีฝาปิด ถ้าไม่มีทิชชูให้ใช้ข้อศอกและต้นแขนด้านในแทน หลังจากนั้นล้างมือให้สะอาด

– เว้นระยะห่างทางสังคม อย่างน้อย 1 – 2 เมตร 

– หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา จมูก และปาก หากยังไม่ได้ล้างมือ

– หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน

– หลีกเลี่ยงใกล้ชิดกับคนที่มีอาการป่วย

– งดหอมแก้มหรือสัมผัสใกล้ชิดกับเด็กโดยไม่จำเป็น

– แม้น้องจะเคยติดเชื้อ โควิด-19 มาแล้ว ก็ควรป้องการติดเชื้อและแพร่เชื้อ โควิด-19 ด้วยเช่นกัน

หากน้องสัมผัสผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19 เราควรทำอย่างไร?

– หากน้องใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเองและเว้นระยะห่างอย่างเหมาะสมแล้ว รวมถึงไม่ได้สัมผัสสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจของผู้ป่วยโรคโควิด-19 น้องควรหยุดเรียนและแยกตัวจากเด็กคนอื่นเป็นระยะเวลา 14 วัน ในระหว่างนั้นวัดอุณหภูมิร่างกายวันละ 1 – 2 ครั้ง สังเกตอาการทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ  สวมหน้ากากอนามัยและล้างมืออย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกันและแยกสำรับอาหาร รวมถึงงดไปแหล่งชุมชน

– หากน้องมีอาการผิดปกติหรือต้องการสอบถามเพิ่มเติมสามารถปรึกษาคุณหมอที่ให้การดูแลรักษาได้เลยครับ

โรคโควิด-19 มียาหรือวัคซีนหรือไม่?

– ปัจจุบันยังไม่มียาที่ที่ใช้ในการป้องกันหรือรักษาให้โรคโควิด -19 ดังนั้น การรักษายังคงเป็นการรักษาตามอาการเป็นหลัก

– สำหรับวัคซีน ปัจจุบันประเทศไทยได้ถือเป็นวาระแห่งชาติ (ข้อมูล ศูนย์ข้อมูล COVID-19 ณ เวลา 12.30 น. วันที่ 22 มิถุนายน 2564) ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 21 มิถุนายน 2564 มีผู้รับวัคซีน สะสมทั้งหมด จำนวน 7,906,696 โดส

น้องควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 หรือไม่?

ปัจจุบันยังไม่แนะนำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยในเด็กยังมีอยู่จำกัด แต่เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้เมื่อเก็บข้อมูลอาสาสมัครเด็กมากเพียงพอก็น่าจะมีการรับรองให้ใช้ในเด็กได้

ดังนั้น ในระหว่างนี้ผู้ปกครองผู้ใหญ่ในบ้านทุกคน แม้แต่ผู้ป่วยที่เคยติดเชื้อมาก่อน ก็ควรฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันน้องให้ปลอดภัยจากโรคโควิด-19

ข้อมูล : โรงพยาบาลศิครินทร์

เคล็ดลับง่ายๆ กับ 5 วิธี แก้ปัญหา “ริมฝีปาก” แห้ง แตก ลอกเป็นขุย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471364

เคล็ดลับง่ายๆ กับ 5 วิธี แก้ปัญหา “ริมฝีปาก” แห้ง แตก ลอกเป็นขุย

22 มิถุนายน 2564 – 11:47 น.

ปัญหา “ริมฝีปาก” แห้ง แตก ลอกเป็นขุย ใครที่กำลังประสบปัญหานี้ ต่อจากนี้เลิกเครียด เลิกกังวลกันได้แล้ว เพียงถ้าทุกคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเอง รวมไปถึง เรื่องการดูแลริมฝีปากให้ดูอิ่มเอบ ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเพียงแค่รู้สาเหตุและวิธีรักษา

สาเหตุที่ทำให้ “ริมฝีปาก” แห้ง แตก ลอกเป็นขุย  เกิดขึ้นได้ในหลายๆปัจจัย มีทั้งจากเรื่องของ สภาพอากาศ การเลียริมฝีปาก การดื่มน้ำน้อยเกินไป การขาดสารอาหาร อาการผิดปกติของร่างกายต่างๆ วัยที่มากขึ้น ริมฝีปากอักเสบจากภูมิแพ้ผิวหนัง ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก และ วัยที่มากขึ้น เป็นต้น    

เคล็ดลับง่ายๆ กับ 5 วิธี แก้ปัญหา "ริมฝีปาก" แห้ง แตก ลอกเป็นขุย

และสำหรับวิธีดูแลรักษา “ริมฝีปาก” มีอยู่ 5 วิธีด้วยกัน  ดังนี้

1.“ดื่มน้ำให้เพียงพอ” ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว หรือ ถ้าใครคิดว่าไม่ไหว เปลี่ยนเป็นการขยันจิบบ่อยๆ ระหว่างวัน นอกจากผิวพรรณจะเปล่งปลั่งแล้ว ริมฝีปากก็พลอยได้รับความชุ่มชื้นไปด้วย

เคล็ดลับง่ายๆ กับ 5 วิธี แก้ปัญหา "ริมฝีปาก" แห้ง แตก ลอกเป็นขุย

2. “เลือกทานอาหารที่มีวิตามิน” ทานอาหารที่มีวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี ในปริมาณที่เหมาะสม ก็ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากได้

เคล็ดลับง่ายๆ กับ 5 วิธี แก้ปัญหา "ริมฝีปาก" แห้ง แตก ลอกเป็นขุย

3.  “เลิกพฤติกรรมชอบเลียปาก” ยิ่งเลียปากก็ยิ่งแห้ง แห้งแล้วก็แตก แตกแล้วก็ลอก ลอกแล้วก็ต้องดึงออกมาเป็นแผ่นๆ อยากหายก็ต้องเลิกพฤติกรรมนี้

เคล็ดลับง่ายๆ กับ 5 วิธี แก้ปัญหา "ริมฝีปาก" แห้ง แตก ลอกเป็นขุย

4. “หมั่นทาลิปบาล์ม” หรือที่เรียกว่า ลิปมัน จะเพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปาก ไม่ต้องรอให้รู้สึกว่าปากแห้ง สามารถทาได้เรื่อยๆ

เคล็ดลับง่ายๆ กับ 5 วิธี แก้ปัญหา "ริมฝีปาก" แห้ง แตก ลอกเป็นขุย

5.  “เปลี่ยนลิปสติก” เลือกใช้สีอ่อนๆ เนื่องจากจะมีปริมาณของสีน้อยกว่าลิปสติกสีเข้ม โอกาสแพ้จะได้น้อยลง หรือ รุนแรงน้อยกว่า

เคล็ดลับง่ายๆ กับ 5 วิธี แก้ปัญหา "ริมฝีปาก" แห้ง แตก ลอกเป็นขุย

กลิ่นส่งผลต่อความทรงจำของเรามากที่สุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471332

กลิ่นส่งผลต่อความทรงจำของเรามากที่สุด

22 มิถุนายน 2564 – 10:00 น.

รู้ไหมว่ากลิ่นส่งผลต่อความทรงจำของเรามากที่สุดเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงการจดจำประสบการณ์ต่างๆ ผ่านความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการสร้างเป็นเรื่องราวผสมกับความทรงจำของกลิ่นที่ได้สัมผัส

ศาสตร์แห่งกลิ่นหอม (Aromatherapy) ส่งผลต่อความทรงจำเพราะมนุษย์สามารถเชื่อมโยงกลิ่นจากการจดจำบวกกับประสาทสัมผัสต่างๆส่งผลให้เกิดการจดจำทำให้สมองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รอบตัวได้ดีขึ้น

กลิ่นส่งผลต่อความทรงจำของเรามากที่สุด

ตามประสบการณ์ เมื่อจมูกได้รับกลิ่น กลิ่นจะถูกส่งผ่านประสาทรับกลิ่น (Olfactory Nerves) ซึ่งอยู่เหนือโพรงจมูกไปยังกระเปาะรับกลิ่น (Olfactory Bulbs) และส่งต่อไปยังสมองส่วนควบคุมอารมณ์และความรู้สึก (Limbic System) อณูของน้ำมันหอมระเหยจะกระจายไปตามประสาทรับกลิ่นเข้าสู่สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ และความรู้สึก (Emotion Center หรือ Limbic System) โดยไปกระตุ้นให้สมองสั่งการไปที่ระบบต่อมไร้ท่อ เพื่อหลั่งสารที่มีประโยชน์ และมีอิทธิพลต่ออารมณ์และความรู้สึก ที่สำคัญคือกลิ่นจะกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ที่ควบคุมความทรงจำ ผลก็คือ สมองก็จะเกิดการจดจำสิ่งที่เห็นกับกลิ่นที่ได้สัมผัส เชื่อมโยงเป็นความทรงจำที่สัมพันธ์กับอารมณ์ในขณะนั้น ทำให้เมื่อได้กลิ่นเดิมอีกครั้ง สมองก็จะเชื่อมโยงกลิ่นกับความทรงจำแบบอัตโนมัติ

กลิ่นส่งผลต่อความทรงจำของเรามากที่สุด

ในทางอ้อมเมื่อสมองส่วนรับกลิ่นกถูกระตุ้นก็จะเกิดการผ่อนคลาย ลดความกังวล มีความพึงพอใจและดึงดูดให้เกิดการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสและสมองมากขึ้น ทำให้มีการเชื่อมโยงของกลิ่นและประสบการณ์ต่างๆ ชัดเจนขึ้น จดจำเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านกลิ่นและคิดจินตนาการสร้างเรื่องราวจากกลิ่นได้ ดังนั้นการที่เรากระตุ้นประสาทสัมผัสทางกลิ่น

กลิ่นส่งผลต่อความทรงจำของเรามากที่สุด

นอกจากนั้นกลิ่นยังสามารถเชื่อมโยงอารมณ์และความรู้สึกได้อีกด้วย หากเป็นกลิ่นที่คุ้นเคยหรือชื่นชอบก็จะทำให้รู้สึกสงบและสบายใจ ซึ่งเมื่อคุมอารมณ์ได้บ่อยๆ ระบบประสาทอัตโนมัติจะจดจำการคุมอารมณ์เมื่อได้กลิ่นนั้นนั่นเอง

“กาแฟส้ม” ดื่มขมอมเปรี้ยว เมนูแคลอรี่ต่ำ ปลุกพลังยามเช้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471320

“กาแฟส้ม” ดื่มขมอมเปรี้ยว เมนูแคลอรี่ต่ำ ปลุกพลังยามเช้า

22 มิถุนายน 2564 – 08:30 น.

จากเมนูที่เคยหาได้เฉพาะในร้านคาเฟ่อินดี้ …สู่เครื่องดื่มฮิตในยุคคนรักสุขภาพ “กาแฟส้ม” เปรี้ยมอมหวานด้วยน้ำผลไม้ ตัดรสขมสนิทของกาแฟดำได้อย่างลงตัว ดื่มง่ายไม่ต้องรู้สึกผิดเพราะแคลอรี่ต่ำ

กระแส “ค๊อฟเทล” (Cofftail) หรือ กาแฟที่ผสมผสานกับน้ำผลไม้ กำลังขยายความนิยมในกลุ่มนักดื่มนิยมความขมที่ชื่นชอบรสชาติแปลกใหม่

ด้วยรสชาติของน้ำผลไม้ที่เหมือนนางเอกไม่แย่งซีนแต่บทบาทก็ไม่เป็นรองพระเอกอย่างกาแฟดำเลยสักนิด ส่งเสริมกันได้ลงตัวเหมือนหยินหยาง

โดยหนึ่งในน้ำผลไม้ที่นิยมนำมาทำเป็นค๊อฟเทล คือ “น้ำส้ม” สูตรผสมช็อตกาแฟดำ เรียกกันติดปากว่า “กาแฟส้ม” หรือ “กาแฟน้ำส้ม” บางคนบอกว่า เข้าลัทธิกาแฟส้มแล้วออกยาก เพราะรสชาติตรึงใจแบบดื่มแล้วอยากดื่มซ้ำ ทำให้หลายคนเลิกกาแฟสูตรเดิมที่เติมนมผสมน้ำตาล หันมาดื่มกาแฟที่ได้ทั้งความกระปรี้กระเปร่าและวิตามินซีสูงอย่าง “กาแฟส้ม” นี้ก็ไม่น้อย

ปัจจุบันไม่เฉพาะร้านกาแฟอินดี้ที่หา “กาแฟส้ม” ดื่มได้ แต่แบรนด์กาแฟก็หันมาคิดสูตรเมนูซิกเนเจอร์ที่ใช้น้ำส้มผสมกาแฟดำ เพื่อให้ได้รสชาติลงตัวไว้เสิร์ฟลูกค้าทั้งแบบร้อนและเย็น

“กาแฟส้ม” ก็ไม่ใช่เครื่องดื่มที่ทำยากเลย ใครชอบดริปกาแฟอยู่แล้วยิ่งน่าลอง พร้อมแล้วไปเปิดสูตรแล้วลุยกันเลยเหล่าบาริสต้า…

สูตร “กาแฟส้ม” ชงดื่มเองได้ 

ส่วนผสม “กาแฟส้ม” ประกอบด้วย กาแฟ 2 ช้อนชา, น้ำร้อน 1 ออนซ์, ส้ม 2-3 ลูก

– เริ่มลงมือด้วยการคั้นน้ำส้ม แล้วเอาเมล็ดออก

– ชงกาแฟกับน้ำ 1 ออนซ์ ให้ได้กาแฟช็อต (shot)

– ใส่น้ำแข็งใส่แก้วใสที่เตรียมไว้ แล้วเทน้ำส้มที่คั้นไว้ลงไปก่อน แล้วตามด้วยช็อตกาแฟ ดื่มได้ตามชอบใจ

ไม่แนะนำให้เติมน้ำเชื่อม ควรลิ้มรสความหวานจากน้ำส้ม ซึ่งจะเปรี้ยวหรือหวานนำอยู่ที่รสชาติของส้มที่ใช้เลยว่าเป็นรสชาติแบบไหน ก็จะได้กาแฟแคลอรี่ต่ำที่ดีต่อสุขภาพด้วย

เกร็ดจากข้อมูลที่ค้นหาได้ พบว่า สูตรกาแฟผสมน้ำผลไม้มีมาตั้งแต่อดีต ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ “เอสเพรสโซ่ โรมาโน” (Espresso romano) ผู้คนในเมืองกัมปาเนีย ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ดื่มกันมานาน  โดยชงช็อตเอสเพรสโซ่ กับมะนาวเลมอน ฝานบางๆ หรือน้ำมะนาม เติมน้ำตาลทราย เสิร์ฟได้ทั้งร้อนทั้งเย็น แต่ถ้าอยากได้รสชาติดั้งเดิม ต้องใช้มะนาวซอร์เลนโต้ มะนาวที่มีชื่อเสียงของอิตาลี

อย่างไรก็ตาม ที่มาของเมนูนี้มีหลายประเทศอ้างความเป็นเจ้าของทั้งสหรัฐฯ ฝรั่งเศส กรุงโรม รวมถึงเมืองกัมปาเนีย แม้สรุปไม่ได้ว่าใครที่ไหนเริ่มก่อน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก FB : Coffee by Bluehill