“ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ” ความทรงจำในวัยเยาว์ อ้อมกอดของจักรวาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471306

“ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ” ความทรงจำในวัยเยาว์ อ้อมกอดของจักรวาล

21 มิถุนายน 2564 – 19:43 น.

“ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ” คงเป็นอีกหนึ่งที่ของคนหลายคนในวัยเยาว์ บางคนมีความทรงจำที่ประทับใจจากที่นี่ เพราะเหมือนสะพานสู่อ้อมกอดของจักรวาล 

     ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ(Bangkok Planetarium) หรือในอีกชื่อ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (Science Center for Education) เป็นอีกสถานที่ที่อยู่ในความทรงจำใครหลายคน 

"ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ" ความทรงจำในวัยเยาว์ อ้อมกอดของจักรวาล

     ในวัยเยาว์พ่อแม่ในเมืองกรุงมักจะพาลูกไปชมท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ นอกจากจะได้ความรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้และจักรวาล ยังเต็มไปด้วยความตื่นเต้น จากการจัดแสดงในส่วนต่าง ๆ 

"ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ" ความทรงจำในวัยเยาว์ อ้อมกอดของจักรวาล

    ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ.2514 มีจุดมุ่งหมายให้เยาชนได้เรียนรู้ศึกษาวิชาภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์ ตลอดจน เป็นแหล่งที่เยาวชนสามารถไปชุมนุมหาความรู้ได้ง่าย

"ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ" ความทรงจำในวัยเยาว์ อ้อมกอดของจักรวาล

    ปัจจุบันยังเป็นสถานที่ยอดฮิตไม่ใช้กลุ่มครอบครัวเพียงอย่างเดียว แต่เหล่าบรรวัยรุ่นต่างพากันท่องเที่ยวถ่ายภาพถ่ายคลิปโพสต์ลงโซเชียล เนื่องด้วยตัวสถานที่มีความหลากหลายในการเลือกมุม

"ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ" ความทรงจำในวัยเยาว์ อ้อมกอดของจักรวาล

     ส่วนอาคารจะถูกแบ่งไปตามโหมดหมู่ของเรื่องนั้น ๆ ประกอบด้วย 

  1.      อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์  จัดแสดงความรู้ทางวิทยาศาสต์ต่าง ๆ 
  2.      อาคารโลกใต้น้ำ จัดแสดงสัตว์น้ำหลากลหายชนิด 
  3.      อาคารธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  4.      อาคารความตระหนักรู้ด้านพลังงาน
  5.      อาคารท้องฟ้าจำลอง ถือเป็นอาคารไฮไลท์
"ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ" ความทรงจำในวัยเยาว์ อ้อมกอดของจักรวาล
"ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ" ความทรงจำในวัยเยาว์ อ้อมกอดของจักรวาล
"ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ" ความทรงจำในวัยเยาว์ อ้อมกอดของจักรวาล

     สำหรับใครที่จะเดินทางมาท้องฟ้าจำลองกรุงเทพนั้นไม่ยากเลยสะดวกสบาย โดยท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ตั้งอยู่ที่ ใกล้กับสถานทีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเอกมัย ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

"ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ" ความทรงจำในวัยเยาว์ อ้อมกอดของจักรวาล

     สามารถสอบถามดูรายละเอียดได้ที่  โทรศัพท์ : 0-2391-0544, 0-2392-0508, 0-2392-1773 เว็บไซต์ : http://www.sciplanet.org/

"ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ" ความทรงจำในวัยเยาว์ อ้อมกอดของจักรวาล

     ทั้งนี้รอบการแสดงต้องสอบถามล่วงหน้าเพื่อจะได้มาได้ถูกเวลา โดย วันและเวลาทำการ วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.30 น. ปิดบริการในวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

"ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ" ความทรงจำในวัยเยาว์ อ้อมกอดของจักรวาล

     ส่วนการเดินทางมาได้ทั้งรถส่วนตัว และ รถโดยสารประจำทางสาย 2, 25, 38, 40, 48, 72, 501, 511, 513, 508 หรือ รถไฟฟ้าบีทีเอส ลงที่สถานีเอกมัย ทางออก 2

ขอบคุณภาพ มานี่จะไปไหน

ไม่ต้องไปวัดก็ทำได้ “16 วิธีเพิ่มบุญให้ตัวเอง” ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ยิ่งทำยิ่งได้บุญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471297

ไม่ต้องไปวัดก็ทำได้ “16 วิธีเพิ่มบุญให้ตัวเอง” ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ยิ่งทำยิ่งได้บุญ

21 มิถุนายน 2564 – 18:16 น.

ไม่ต้องไปวัดก็ทำได้ “16 วิธีเพิ่มบุญให้ตัวเอง” ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ยิ่งทำยิ่งได้บุญ

การทำบุญ คือ การเป็นผู้ให้ ให้อะไรก็ได้ ให้ความรัก ให้ความรู้ ให้ความสนใจ ให้ความสำคัญ ให้โอกาส ให้อภัยทาน ให้ธรรมะเป็นวิทยทาน ให้การสังคม สงเคราะห์ ให้น้ำจิตน้ำใจแก่ผู้อื่น แม้กระทั่ง ให้เวลาแก่ตนเอง และครอบครัว ยิ่งสมัยนี้มีภารกิจมากมายรัดตัว มักไม่ค่อยมีเวลาทำบุญมากเท่าไหร่นัก แถมยังเข้าใจผิดกันอีกว่า การทำบุญ คือการไปวัดถวาย สังฆทาน เพียงอย่างเดียว ก็เลยไม่ค่อยมีเวลาที่จะไปทำบุญกัน เพราะฉะนั้น วันนี้เราจึงมีวิธี ทำบุญ แบบง่ายๆ โดยไม่ต้องไปวัด และประหยัดเวลามาฝากกัน มาดูว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง เหมาะมากๆ สำหรับคนไม่มีเวลาไปทำบุญ ทำตามนี้เลย ได้บุญเช่นกัน

สำหรับ 16 วิธีเพิ่มบุญให้ตัวเอง ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องไปวัดก็ทำบุญได้ ดังนี้

1. ดูแลพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ที่อยู่ในบ้านให้ท่านมีความสุขพ่อแม่คือพระประจำบ้าน อย่าทำให้ท่านเดือดร้อนใจ หรือเป็นทุกข์ใจ หรือถ้ามีโอกาสทำดีก็ควรหมั่นทำ อาจจะพาไปเที่ยว ซื้อของมาฝากและเรียกพวกท่านให้รับของที่เราซื้อมา เท่านี้ก็เป็นการทำบุญที่ดีสุดๆแล้ว

2. ตักบาตรตอนเช้าก่อนที่จะไปทำงาน ตื่นช้าขึ้นอีกสักนิด รู้จักการให้มากกว่าการรับ แล้วชีวิตของคุณจะมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ไม่ต้องไปวัดก็ทำได้ "16 วิธีเพิ่มบุญให้ตัวเอง" ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ยิ่งทำยิ่งได้บุญ

3. สวดมนต์ วันละ 1 บท สร้างสมาธิด้วยการสวดมนต์วันละแค่ 1 บท ให้พระธรรมช่วยขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นอาจเป็นบทสวดมนต์ง่ายๆ อย่างการแผ่เมตตา หรืออิติปิโส แต่ถ้ามีเวลาหน่อยก็สวดพระคาถาชินบัญชร 1 จบก็จะดีเลยละ

4. ถวายน้ำเปล่า 1 แก้ว หรือ อาหารคาวหวาน หรือ จะเป็นดอกไม้พวงมาลัย ให้พระพุทธรูปที่บ้านพระพุทธรูปประจำบ้านเป็นสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจที่ดีของคนในบ้าน เราจึงควรดูแลท่านให้ดี

5. นั่งสมาธิอย่างน้อย 5 นาที แบ่งเวลาแค่เพียงวันละ 5 นาที อยู่กับตัวเองด้วยการนั่งสมาธิเสียบ้าง ไม่เรียกว่าเสียเวลาหรอก

ไม่ต้องไปวัดก็ทำได้ "16 วิธีเพิ่มบุญให้ตัวเอง" ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ยิ่งทำยิ่งได้บุญ

6. ไม่กินเนื้อสัตว์สัก 1 วันในสัปดาห์ ลองไม่เบียดเบียนสัตว์ดูบ้าง ได้ทั้งบุญและสุขภาพที่ดีในเวลาเดียวกัน

7. พูดคุย หรือ สั่งสอนเรื่องธรรมะ แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องพระธรรมซึ่งกันและกัน จะช่วยให้รอบรู้มากขึ้น

8. ทำบุญกับพระสงฆ์ที่พบระหว่างการเดินทาง เช่น หากพบเจอพระสงฆ์ยืนรอรถอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ก็อาจะไปบอกท่านว่า เราต้องการทำบุญ เนื่องจากไม่มีเวลาจะไปที่วัด และขอเสนอตัวไปขับรถไปส่งท่าน ณ จุดมุ่งหมาย หรือ อาจถวายเงิน, ผ้าไตร, ผ้าจีวร หากพบว่าท่านกำลังซื้ออยู่ หรือ มีร้านอยู่ใกล้ ๆ พอดี

9. ถ้าทราบว่าใครเดือดร้อนเรื่องใด ๆ ก็ให้ช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ และเราก็จะต้องไม่เดือดร้อนทำตามกำลังความสามารถของเราที่เราพอทำได้และเราต้องไม่ลำบาก เช่น ช่วยคนแก่ให้ข้ามถนน, ให้เงินคนที่ไม่มีเงินกินข้าวหรือเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด เป็นต้น

10. ให้คำแนะนำที่ดีๆ กับผู้ที่มีความทุกข์ และเดินเข้ามาขอคำแนะนำจากเราคำแนะนำของเราจะต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนด้วย

ไม่ต้องไปวัดก็ทำได้ "16 วิธีเพิ่มบุญให้ตัวเอง" ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ยิ่งทำยิ่งได้บุญ

11. ช่วยคนที่เขาเอาของมาขายกับเรา (ตรงนี้ยกเว้นลอตเตอร์รี่นะคะ) เพราะหากเป็นลอตเตอรี่ เรามักจะหวังผลจากลอตเตอร์รี่ที่ซื้อไปว่าอาจจะถูกรางวัล ซึ่งการทำบุญตรงนี้เราจะต้องไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น

12. ดูแลสัตว์เลี้ยงที่บ้านเป็นอย่างดี เช่น อาบน้ำ, ดูแลจานใส่อาหารให้สะอาด, ดูแลเรื่องความสะอาดเรียบร้อยของกรงหรือที่อยู่, หมั่นพูดคุย, คอยสังเกตุว่าเขาชอบหรือรักอะไรก็ให้เขาไป เช่น ชอบนอนในถุง หรือ ชอบนอนกับตุ๊กตา, วโรกาสพิเศษก็มอบของให้เขาด้วยเช่นกัน อย่าคิดว่าเขาเป็นแค่‘สัตว์เลี้ยง’

13. จาน ชาม กินเสร็จแล้วควรล้างขึ้นมาทันที หรือ ถ้าไม่มีเวลา อย่างน้อยที่สุดก็ควรล้างเอาเศษอาหารออกให้หมดก่อนเพราะไม่เช่นนั้น มดจะเดินมาขึ้นมาบนเศษอาหาร ทำให้เวลาล้างต้องราดน้ำไปที่มดทั้งหมด และจะเป็นการฆ่าสัตว์แบบไม่ได้ตั้งใจ

14. ถือศีล 5 คือ 1 ตั้งใจงดเว้นจากการฆ่าสัตว์  2 ตั้งใจงดเว้นจากการลักขโมย 3 ตั้งใจงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม 4 ตั้งใจงดเว้นจากการพูดเท็จ พูดคำหยาบ คำส่อเสียด เพ้อเจ้อ 5 ตั้งใจงดเว้นจากดื่มสุรา

15. ให้อภัยในสิ่งที่เขามาว่าเราไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ ก็ตาม การให้ทาน แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ “อภัยทาน” แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม การให้อภัยทาน ก็คือการไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตจองเวร ไม่พยาบาทคิดร้ายผู้อื่นแม้แต่ศัตรู ซึ่งได้บุญกุศลแรงและสูงมากในฝ่ายทาน

16. สิ่งของที่ไม่ใช้ก็ให้คนอื่นไปใช้ประโยชน์เสื้อผ้า หนังสือ ที่ไม่ใช้แล้ว ไม่มีค่าแล้วสำหรับเรา อาจมีค่าอย่างยิ่งสำหรับคนอื่น ลองแบ่งปันให้พวกเขาดูบ้าง คนไม่มีเวลาหรือมีเวลาน้อย เราสามารถทำบุญตามทั้ง 16 ข้อนี้ได้ เพียงเท่านี้คุณก็ได้ทำบุญที่ยิ่งใหญ่แล้ว

ไม่ต้องไปวัดก็ทำได้ "16 วิธีเพิ่มบุญให้ตัวเอง" ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ยิ่งทำยิ่งได้บุญ

ขอบคุณที่มา kchiwit.com

ภาพจาก gotoknow.org

ใครคือ “นางแบบแฟชั่น” เดินแคทวอล์ครุ่นแรกของไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471288

ใครคือ “นางแบบแฟชั่น” เดินแคทวอล์ครุ่นแรกของไทย

21 มิถุนายน 2564 – 17:02 น.

หลังจากช่างภาพดัง “ใหญ่ อมาตย์” นิมิตภาคย์ ได้ขุดภาพเก่ามากๆ ของ “ยุ้ย รจนา” ตำนานนางแบบไทยคนแรกๆ ที่โกอินเตอร์ สร้างชื่อเสียงไกลระดับโลก มาโพสต์เฟซบุ๊ก แต่ถ้าหากถามว่า “นางแบบแฟชั่น” เดินแคทวอล์ครุ่นแรกของไทยคือใคร? น้อยคนมากที่จะให้คำตอบได้

โดยเมื่อคมชัดลึกออนไลน์ ได้ค้นข้อมูล ก็พบว่า มีข้อมูลของคำตอบนี้ ปรากฏอยู่ในเพจเฟสบุ๊ก Models News by Kom Nopparat ที่ทางเพจ เคยโพสต์ถึงเรื่อง “นางแบบแฟชั่น” เดินแคทวอล์ครุ่นแรกของไทย เอาไว้เมื่อกว่า 2 ปีก่อน

ใครคือ "นางแบบแฟชั่น" เดินแคทวอล์ครุ่นแรกของไทย

ที่ทางเพจ Models News by Kom Nopparat ได้โพสต์ไว้ดังนี้ “พัฒศรี บุนนาค นางแบบรุ่นแรกของไทย”

ประเทศไทยเราไม่มีบันทึกประวัติศาสตร์นางแบบแฟชั่นไทยเอาไว้ ซึ่งเท่าที่ค้นหามาได้และมีข้อมูลเอ่ยอ้างถึงมากที่สุด ก็คือคุณพัฒศรี ท่านนี้ ที่เป็นหนึ่งในกลุ่ม “นางแบบแฟชั่น” เดินแคทวอล์ครุ่นแรกของไทย ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 50-60 ปีก่อน 

นางแบบคนอื่นในกลุ่มนี้ เราไม่รู้ว่ามีใครอีก แต่แน่นอนว่า คุณพัฒศรี คือคนที่โดดเด่นมากที่สุด และมีสไตล์ส่วนตัว รวมถึงความงามที่เป็นเอกลักษณ์และแตกต่างจากนางแบบไทยรุ่นเดียวกันมากที่สุด เพราะนางแบบเดินแคทวอล์คของไทยยุคแรกเริ่ม ดีไซเนอร์จะนำสาวงามจากเวทีประกวด หรือดาราหนังและทีวีมาเดินมากกว่า ซึ่งบุคลิกและความงามก็จะดูคล้ายๆกันไปหมด แต่คุณพัฒศรี เธอเป็นนางแบบไทยที่ฉีกจากขนบนางแบบไทยยุคนั้น เพราะเธอเป็นนางแบบที่ทั้งสวย เปรี้ยว เฉี่ยว และเท่

ตามที่แฟนคลับของคุณพัฒศรีคนหนึ่ง โพสต์ลงในกระทู้เมื่อหลายปีก่อน ระบุไว้ว่า “คุณพัฒศรี เป็นผู้หญิงไทยที่ดูอินเตอร์มากๆ ตัวเล็ก เพรียว ผิวสีเข้ม สะดุดตา เหมือนไม่ใช่คนไทย เวลาโพสท่า หรือเดินเหินในเสื้อผ้าแต่ละชุด เหมือนเดินออกมาจากห้องเสื้อของปารีส”

ใครคือ "นางแบบแฟชั่น" เดินแคทวอล์ครุ่นแรกของไทย

“เธอเดินแบบอยู่พักหนึ่ง แต่อาชีพนางแบบยุคนั้น เป็นสมัครเล่นเสียมากกว่าอาชีพ หลังจากนั้นเธอก็หายไป เข้าใจว่าคงไปมีครอบครัว มาเห็นอีกทีเมื่อหลายสิบปีต่อมา ก็ยังเท่และเก๋ไม่น้อยกว่าตอนสาวๆ  จนบัดนี้ ยังไม่เห็นนางแบบคนไหนเหมือนเธอเลยสักคน”

โดยคุณพัฒศรี ได้จากโลกนี้ไปแล้วเมื่อ 6 ปีก่อน ประมาณช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2558 ซึ่งนอกจากการเป็นนางแบบรุ่นแรกของไทยที่มีความโดดเด่นที่สุดแล้ว ในวงสังคมยังยกให้คุณพัฒศรี เป็น “สไตล์ไอค่อน” คนแรกของไทยอีกด้วย เพราะเธอเป็นคนที่สนุกกับการแต่งตัวมาตั้งแต่สาวๆ แต่งออกมาแล้วไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

โดยเมื่อช่วงต้นปี 2560 ลูกชายของคุณพัฒศรี คือคุณเอริค บุนนาค บูทซ ก็ยังได้นำผืนผ้าอาภรณ์และแอคเซสเซอรี่ จากคลังเสื้อผ้าของ คุณพัฒศรี มาจัดแสดงเป็นนิทรรศการ ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยตัวคุณพัฒศรีและสามี คือคุณฌอง มิเชล บูรค์เลย์ ก็คือผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ใหม่เอี่ยม แห่งนี้ขึ้นมา ก็เพราะเป็นคนมีสไตล์แบบนี้นี่เอง คุณพัฒศรีถึงเข้าใจเสื้อผ้า และรู้วิธีว่าจะนำเสนอบนแคทวอล์คอย่างไร เพื่อทำให้เสื้อผ้าดูโดดเด่น มีความน่าสวมใส่

ใครคือ "นางแบบแฟชั่น" เดินแคทวอล์ครุ่นแรกของไทย
ใครคือ "นางแบบแฟชั่น" เดินแคทวอล์ครุ่นแรกของไทย
ใครคือ "นางแบบแฟชั่น" เดินแคทวอล์ครุ่นแรกของไทย
ใครคือ "นางแบบแฟชั่น" เดินแคทวอล์ครุ่นแรกของไทย

ระวัง “เครียด” โดยไม่รู้ตัวส่งผลต่อสุขภาพผิว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471252

ระวัง “เครียด” โดยไม่รู้ตัวส่งผลต่อสุขภาพผิว

21 มิถุนายน 2564 – 15:00 น.

“เครียดโดยไม่รู้ตัว” นี่คือต้นตอก่อให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายหลายๆอย่างแต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือหลายคนไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังเครียดซึ่งสิ่งนี้นอกจากทำลายสุขภาพร่างกายแล้วยังส่งผลต่อสุขภาพผิวของเราอีกด้วย

เมื่ออายุเพิ่มขึ้นผิวจะเริ่มแสดงสัญญาณความเปลี่ยนแปลง อาทิ สูญเสียความกระชับ ความหย่อนคล้อย และริ้วรอยก่อนวัย หากขาดการดูแลอย่างถูกวิธี ปัญหาของผิวก็ยิ่งปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจน และบวกกับความ “เครียด” แบบที่เราเองก็ไม่รู้ตัว สิ่งนี้ส่งก็ผลทำต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพผิวเราเช่นกัน    

ระวัง "เครียด" โดยไม่รู้ตัวส่งผลต่อสุขภาพผิว

ความกังวล วิตกกังวล และความเครียดโดยไม่รู้ตัวขึ้นเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ แต่สิ่งนี้ส่งผลโดยตรงกับผิวหรืออาการ “ผิวเครียด” เป็นโรคทางจิตวิทยาผิวหนังชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Psychodermatology เกิดจากสภาวะของจิตใจหรือความเครียดที่ส่งผลโดยตรงต่อสภาพของผิวพรรณ

ระวัง "เครียด" โดยไม่รู้ตัวส่งผลต่อสุขภาพผิว

ความเครียดไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนบางชนิดออกมามากกว่าปกติ ทำให้ร่างกายเสียสมดุล ส่งผลเสียต่อกระบวนการทำงานของร่างกายและผิวพรรณอย่างเช่น มีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง ส่งผลให้ผิวหนังเกิดเป็นผื่น ระคายเคือง เป็นสิว ติดเชื้อได้ง่าย และยังกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanin) ทำให้หน้าหมอง ฝ้า กระ เข้มขึ้นได้ อีกทั้งยังส่งผลยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนแห่งความหนุ่มสาวโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ทำให้ผิวแห้งกร้าน เกิดริ้วรอย หย่อนคล้อย ได้ง่ายอีกด้วย

ระวัง "เครียด" โดยไม่รู้ตัวส่งผลต่อสุขภาพผิว

สำหรับวิธีรับมือกับความเครียดนั้น ควรเริ่มจากการสำรวจตัวเองก่อนแล้วลองวิเคราะห์หาสาเหตุของความเครียดนั้น เพื่อหาแนวทางจัดการอย่างเหมาะสม หาวิธีผ่อนคลายตามแบบที่ตัวเองชอบ อย่างเช่น การใช้กลิ่นหอมบำบัด (Aromatherapy) ดนตรีบำบัด นั่งสมาธิสวดมนต์ ออกกำลังกายเบาๆ ดูหนัง ฟังเพลง ดื่มน้ำให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นพวกผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากๆ ซึ่งมีมากในผักและผลไม้ เช่น คะน้า ผักโขม กะหล่ำปลี อโวคาโด้ น้ำมันมะกอก มะขามป้อม ฝรั่ง ส้ม และควรออกกำลังกายเป็นประจำ

ระวัง "เครียด" โดยไม่รู้ตัวส่งผลต่อสุขภาพผิว

อาหาร 5 สี บำรุงสายตา แก้ความเมื่อยล้าจากหน้าจอคอม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471256

อาหาร 5 สี บำรุงสายตา แก้ความเมื่อยล้าจากหน้าจอคอม

21 มิถุนายน 2564 – 12:54 น.

คมชัดลึกออนไลน์วันนี้จะพาคุณผู้อ่านมาแนะนำอาหาร 5 สี บำรุงสายตา แก้ความเมื่อยล้าจากการใช้สายตามากเกินไป เพราะเชื่อว่ายุคสมัยนี้ใครๆก็มักจะใช้ชีวิตด้วยการเพ่งเล็งใจจดใจจ่ออยู่ที่หน้าจอมือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งจอแต่ทีวี

ปัจจุบันมนุษย์อย่างเราๆมักใช้ชีวิตอยู่หน้าจอที่มีแสงสีฟ้าซึ่งอันตรายต่อสายตา หากจ้องมองมากเกินไปมีสิทธิ์ทำให้จอประสาทตาเสื่อม โดยเฉพาะในเด็กๆที่คุณพ่อคุณแม่ชอบให้เล่นโทรศัพท์มือถือ ส่วนมนุษย์วัยทำงานก็มักจะต้องเพ่งอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ดังนั้นทางคมชัดลึกออนไลน์จึงอยากจะมาแนะนำคนรักสุขภาพ ไม่เพียงแต่การดูเเลตัวเองด้วยการออกกำลังกายแต่ต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ด้วย และครั้งนี้ที่อยากจะให้ทุกเพศทุกวัยให้ความสำคัญกับดวงตาคู่สวยด้วยการแนะนำให้การรับประทานอาหาร  5 สีบำรุงสายตา ซึ่งแต่ละสีจะมีประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป
 

อาหาร 5 สี บำรุงสายตา แก้ความเมื่อยล้าจากหน้าจอคอม

1.อาหารสีแดง ช่วยบำรุงสายตา ชะลอจอประสาทตาเสื่อม เพราะอาหารสีแดงมีสารซีแซนทีน ทำหน้าที่ช่วยกรองหรือป้องกันรังสีจากแสงแดดที่เป็นอันตรายต่อดวงตา และช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย พบในผลโกจิเบอร์รี่ ดังนั้นใครที่ชอบผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ แนะนำเลยทั้งรสชาติอร่อย ทั้งบำรุงสายตา

2. อาหารสีเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงโรคต้อกระจก เพราะมีสารซีแซนทิน สารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยปกป้องดวงตาคุณ ซึ่งสารเหล่านี้ทำหน้าที่ดูดซับแสงส่วนเกินและป้องกันไม่ให้แสงทำลายเลนส์ตาของคุณ เช่น พริกหยวกเหลือง ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมสูง ซึ่งพริกหวานสีเหลืองจะมีวิตามินมากกว่าพริกหวานสีส้มถึง 4 เท่า กินแล้วดีต่อสายตาแน่นอน

3. อาหารสีเขียว ช่วยป้องกันต้อกระจก เพราะมีสารลูทีน พบมากในพวกผักใบเขียว เช่น ผักโขม คะน้า และสวิสชาร์ด ถ้าทราบกันแล้ว อย่าลืมทานผักกันเยอะๆ นะ รับรองไม่อ้วน แถมยังมีประโยชน์ต่อทุกส่วนในร่างกายอีกด้วย

อาหาร 5 สี บำรุงสายตา แก้ความเมื่อยล้าจากหน้าจอคอม

4. อาหารสีม่วง ยับยั้งปัญหาตามวัยสำหรับผู้สูงอายุ เพราะมีสารแอนโทไซยานิน และสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งสารชนิดนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมของสารสีที่ทำให้ตาพล่ามัวในช่วงวัยสูงอายุ มักพบในเปลือกมะเขือม่วง ดอกอัญชัน และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

5. อาหารสีส้ม ป้องกันการเกิดโรคตาบอดตอนกลางคืน เพราะมีสารเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ และลูทีน พบได้ในผักสีส้มทุกชนิด เช่น “แครอท” ประโยชน์เยอะแบบนี้ พลาดไม่ได้แล้วที่จะเอามาทำอาหารสักหนึ่งเมนู

บรองถ้าใครรับประทาน อาหาร 5 สีบำรุงสายตาเชื่อว่าดวงตาคู่สวยอยู่กับเราไปได้อีกนาน อย่าลืมดูแลเอาใจใส่ดวงตากันมากๆ

อาหาร 5 สี บำรุงสายตา แก้ความเมื่อยล้าจากหน้าจอคอม

ขอบคุณข้อมูลจาก : หมอชาวบ้าน บทความสุขภาพน่ารู้ “กินตามสี อาหารเพื่อสุขภาพ” และ บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน “โกจิเบอร์รี่ ผลไม้บำรุงสายตาและชะลอจอประสาทตาเสื่อม”

หมดปัญหารังแค แก้ด้วย 6 วิธี แบบธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471242

หมดปัญหารังแค แก้ด้วย 6 วิธี แบบธรรมชาติ

21 มิถุนายน 2564 – 10:28 น.

การเกิด “รังแค” บนหนังศีรษะ เรียกว่าเป็นปัญหาใหญ่อย่างมากไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายทุกเพศทุกวัย เพราะ “รังแค” จะสร้างความรำคาญใจ และ สร้างความไม่มั่นใจในการเลือกใส่เสื้อผ้าสีทึบ เช่น สีดำ สีเทา สีน้ำเงินเข้ม

และถ้าปล่อยให้เกิด “รังแค” บนหนังศีรษะนานๆ ก็จะเกิดอาการเรื้อรัง จนเป็นเชื้อราบนหนังศีรษะขึ้นได้

หมดปัญหารังแค แก้ด้วย 6 วิธี แบบธรรมชาติ
หมดปัญหารังแค แก้ด้วย 6 วิธี แบบธรรมชาติ

โดยสาเหตุของการเกิด “รังแค” บนศีรษะ เกิดจากการมีสุขภาพหนังศีรษะที่อ่อนแอ และ จากการเจ็บป่วยจากโรคบางประเภท ดังนั้นผู้ที่มีปัญหารังแค ควรเลือกใช้แชมพูสูตรขจัดรังแคและดูแลหนังศีรษะ รวมไปถึง หาวิธีรักษาแบบทางธรรมชาติง่ายๆ และ ไม่สิ้นเปลือง แต่เห็นผล ซึ่งมีอยู่  6 วิธี ที่จะมาแนะนำ

หมดปัญหารังแค แก้ด้วย 6 วิธี แบบธรรมชาติ

1. “มะกรูด” สรรพคุณของมะกรูด มีประโยชน์มาก สามารถใช้ขจัดรังแค และ แก้ปัญหาอาการคันของหนังศีรษะได้ดี เพียงนำมะกรูดมาเผาไฟ พอมีน้ำไหลออกมาจากมะกรูดที่เผา ให้ผ่าครึ่ง แล้วบีบน้ำมะกรูดชโลมให้ทั่วหนังศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำ จะพบว่ารังแคเริ่มลดน้อยลง

หมดปัญหารังแค แก้ด้วย 6 วิธี แบบธรรมชาติ

2. “ว่านหางจระเข้” วุ้นในว่านหางจระเข้ สามารถบรรเทาอาการอักเสบของต่อมไขมันบริเวณหนังศีรษะ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดรังแคได้ และ ช่วยบำรุงสุขภาพผมให้แข็งแรง เพียงนำวุ้นว่านหางจระเข้แบบสดๆ หรือ ใช้แบบเจลสำเร็จรูปมาชโลมให้ทั่วศีรษะเป็นประจำก็จะช่วยขจัดปัญหารังแค

หมดปัญหารังแค แก้ด้วย 6 วิธี แบบธรรมชาติ

3. “น้ำมันมะกอก”  แค่ชโลมน้ำมันมะกอกให้ทั่วศีรษะก่อนนอนและหมักทิ้งไว้ข้ามคืน แล้วใช้แชมพูสระผมในตอนเช้าตามปกติ ก็จะช่วยบำรุงหนังศีรษะให้ชุ่มชื้นและขจัดรังแคไปพร้อมๆกัน

หมดปัญหารังแค แก้ด้วย 6 วิธี แบบธรรมชาติ

4. “มะนาว” มีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อและมีกรดที่ช่วยทำความสะอาดเส้นผม นำมาใช้หมักผม เพื่อลดการเกิดรังแคได้ เพียงนำน้ำมะนาวประมาณ 8 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับน้ำต้มสุกครึ่งถ้วย มาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นก็นวดเบาๆ แล้วล้างออกด้วยแชมพูสูตรอ่อนโยน จะช่วยขจัดรังแค และ ทำให้เส้นผมแข็งแรงขึ้น

หมดปัญหารังแค แก้ด้วย 6 วิธี แบบธรรมชาติ

5. “น้ำผึ้ง”  การนำน้ำผึ้งมาหมักผม สามารถช่วยลดรังแคได้ และ ยังช่วยบำรุงเส้นผมให้มีสุขภาพดีเพิ่มขึ้นได้ โดยชโลมน้ำผึ้งลงบนหนังศรีษะ ทิ้งไว้ประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง จากนั้นให้ล้างออกแล้วสระผมให้สะอาด สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวัน

หมดปัญหารังแค แก้ด้วย 6 วิธี แบบธรรมชาติ

6. “มะรุม”  เป็นสมุนไพรที่ช่วยบำรุงหนังศีรษะทำให้ผมนุ่มสวยเงางาม คนที่มีปัญหารังแคอยู่สามารถใช้น้ำมันมะรุม เพียง 2-3 หยด หยดลงบนเส้นผม พร้อมนวดหนังศีรษะเบาๆ เมื่อใช้เป็นประจำ ปัญหารังแคก็จะลดลง มะรุมยังช่วยแก้ปัญหาหนังศีรษะแห้งได้อีกด้วย พร้อมบำรุงรากผมให้แข็งแรง

หมดปัญหารังแค แก้ด้วย 6 วิธี แบบธรรมชาติ

“รีเฟรชตัวเอง” ให้พร้อมทำงานแบบไม่รู้สึกผิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471223

“รีเฟรชตัวเอง” ให้พร้อมทำงานแบบไม่รู้สึกผิด

21 มิถุนายน 2564 – 08:30 น.

รวบรวมวิธี “รีเฟรชตัวเอง” สำหรับคนวัยทำงาน ให้พร้อมสู้ แบบไม่รู้สึกผิดกับเจ้านายและเพื่อนร่วมงาน

เลี่ยงยาก “ความเครียดสะสม” ที่เกิดจากการทำงานในแต่ละวัน ยิ่งช่วงสถานการณ์โควิด-19 หลายคนเจอภาวะกดดัน คาดหวังจากหัวหน้างาน อาจส่งผลกระทบทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ดังนั้นเมื่อเรายังต้องทำงานต่อไป ก็ต้องหาทาง “รีเฟรชตัวเอง” (Refresh) ให้พร้อมรับมือกับภาระหน้าที่แบบไม่ต้องรู้สึกผิด

มีคำแนะนำ 6 ข้อ เผื่อเป็นไอเดียให้ลองไปปรับใช้เพื่อความเฟรช (Fresh) อีกครั้ง

1. “ปรับทัศนคติ” เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยพลังใจกระตือรือร้น ไม่ว่าวันก่อนหน้านี้คุณต้องเผชิญกับปัญหาอะไร แม้ปัญหานั้นอาจยังไม่หมดไป การที่จะจมอยู่กับปัญหาไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย ควรบอกตัวเองว่า นี่คือเช้าวันใหม่ โอกาสอีกครั้งของชีวิตที่จะได้ลงมือทำสิ่งใหม่ให้เต็มที่

2. “รีเฟรชระบบ” จัดลำดับความสำคัญและลงมือวางแผนงานที่ได้รับมอบหมาย ทำไปทีละขั้นตอน นอกจากช่วยรีเฟรชระบบงานแล้ว วิธีนี้ยังทำให้พร้อมในการแก้ไขปัญหางานต่างๆ ที่อาจเคยรุงรัง ประเดประดัง ก็จะค่อยๆ เข้าระบบระเบียบ 

3. “งีบหลับ” ช่วยลดความอ่อนเพลีย ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่ไม่ควรงีบหลับนานเกินไปเพราะจะส่งผลต่อการนอนในเวลากลางคืน กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่าควรงีบหลับประมาณ 20 นาที ลองแบ่งเวลาพักกลางวัน หามุมสงบๆ ในออฟฟิศงีบหลับ ซึ่งที่ทำงานหลายแห่งไม่ว่าอะไรถ้าพนักงานจะฟุบที่โต๊ะทำงานเพื่องีบหลับบ้าง แต่อย่าลืมตั้งนาฬิกาปลุกไว้

4. “กินอาหารดี ดื่มน้ำด้วย” บางคนงานเยอะจนเวลาที่จะกินอาหารแทบไม่มี หรือบางทีก็ลืมดื่มน้ำ การทำแบบนั้นยิ่งทำให้ร่างกายทำงานหนักขึ้น ดังนั้น ถึงเวลากินก็ต้องกิน การพักเบรกเพื่อกินอาหาร จะช่วยให้ร่างกายรีเฟรชขึ้น และเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำ รักตัวเองต้องกินอาหารให้ตรงเวลา รวมทั้งดื่มน้ำไม่น้อยและไม่มากจนเกินไปด้วย

5. “ขยับตัว” ในระหว่างวันทำงาน  ควรขยับตัวเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ ร่างกายกับจิตใจส่งผลโดยตรงต่อกัน แค่ขยับก็ปรับเปลี่ยนได้  เช่น ลองลุกขึ้นยืนประมาณ 3-5 นาที ทุกๆ 3 ชั่วโมง, ใช้บันไดแทนลิฟท์บ้าง โดยเฉพาะหลังเวลารับประทานอาหารกลางวัน แม้จะไม่มีใครอยากทำ แต่หากใช้บันไดแค่ 2-3 ขั้น ก็เท่ากับได้ออกกำลังกาย ร่างกายได้เปลี่ยนอิริยาบถแล้ว

6. “อาบน้ำ” วิธีนี้อาจยากสำหรับคนที่ทำงานในออฟฟิศเมืองไทย ที่ไม่เอื้อต่อการให้พนักงานอาบน้ำระหว่างวันทำงาน แต่หาก Work From Home (WFH) ลองแบ่งเวลาอาบน้ำ จะทำให้ร่างกายได้ชำระล้างความเครียดไปกับสายน้ำ เมื่อร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้น สมองจะรีเฟรช แล้วก็จะพร้อมทำงานต่อได้อย่างดีกว่าเดิม

ทั้งหมดเป็นตัวอย่างวิธี “รีเฟรชตัวเอง” แบบไม่รู้สึกผิด เพราะใครๆ ก็ทำแบบนี้ เราเองก็ไม่ควรแบกทุกสิ่งทุกอย่างมากจนเกินไป เพราะการแบกทุกอย่างไว้ โดยไม่ดูแลตัวเองด้วย ก็จะยิ่งทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานแย่ลงไปอีก

“มะนาว” จากส่วนประกอบของอาหารสู่สรรพคุณทางยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471225

“มะนาว”จากส่วนประกอบของอาหารสู่สรรพคุณทางยา

21 มิถุนายน 2564 – 03:09 น.

“มะนาว”อยู่ในสถานะเป็นทั้งผักและผลไม้ คุณสมบัติของมะนาวไม่ได้มีเพียงความโดดเด่นในรื่องของความเปรี้ยวเท่านั้น แต่มะนาวยังมีบทบาทในแง่ของการมีสรรพคุณทางยา เพื่อรักษาอาการ

มะนาว” พืชพื้นเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  การใช้ประโยชน์เป็นที่รับรู้ถึงการใช้ปรุงรสเปรี้ยวในอาหาร ตามความต้องการ  จนต้องมีไว้ในทุกครัวเรือน ในแง่ของประโยชน์หรือสรรพคุณทางยาแล้ว   มะนาวนับว่าให้ประโยชน์ที่หลากหลาย  

แก้อาการไอที่มีเลือดปน  ใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา “มะนาว” 4 ลูก เกลือ 1 ช้อน หรือประมาณ 3-4 เม็ด ผสมให้เข้ากันดี ให้มีรสเปรี้ยวเค็มหวาน ใช้จิบทุกครั้งที่มีอาการไอ , แก้เสียงแหบแห้ง ตื่นเช้าให้ผ่ามะนาวครึ่งหนึ่ง  จิ้มเกลือบีบน้ำลงคอ   ทำทุกเช้า ทำให้เสียงไม่แหบแห้ง ,  ใช้เพื่อแก้ไข้   นำใบมะนาวมาหั่นฝอยๆ ชงด้วยน้ำเดือด ดื่มแบบน้ำชาจะช่วยลดไข้และใช้อมกลั้วคอฆ่าเชื้อโรคได้  

เป็นลมวิงเวียน  ใช้“มะนาว”จิ้มเกลืออมไว้ในปาก จะรู้สึกสดชื่นจากการเป็นลมวิงเวียน หน้ามืดได้   ใช้เปลือกมะนาวแกะออกแล้วบีบหรือดมใกล้จมูก แก้เป็นลม วิงเวียน หน้ามืด , บำรุงผิว  เอาเปลือกที่บีบเอาน้ำออกแล้ว นำมาทาบริเวณข้อศอก คาง เข่า ฝ่าเท้า ส้นเท้า ช่วยให้ส่วนเหล่านั้นนุ่มนวลได้อย่างดี   

ผิวแตก ใช้มะนาวทาผิวหนังทำให้ชุ่มชื้น ไม่แตกกร้านในช่วงอากาศแห้ง  , แก้สิวฝ้า มะนาวจะช่วยรักษาสิวให้ลดน้อยลงได้ เพราะน้ำมะนาวมีสภาวะเป็นกรดอ่อนๆจะทำให้เนื้อเยื่อที่ตายแล้วหลุดออกไป ทำให้ลดการอุดตันของรูขุมขน  วิธีทำ  คือ ล้างหน้าด้วยสบู่ธรรมดาให้สะอาดแล้วผ่ามะนาวทาบริเวณที่มีสิวขึ้นให้เปียกชุ่มจนทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จึงล้างออกด้วยสบู่อีกครั้ง ทำเช่นนี้วันละ 1-2 ครั้ง เช้าและเย็น

"มะนาว"จากส่วนประกอบของอาหารสู่สรรพคุณทางยา
"มะนาว"จากส่วนประกอบของอาหารสู่สรรพคุณทางยา

ลบรอยแผลเป็น   รอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุ ใช้น้ำมะนาวผสมดินสอพองทาบริเวณที่เป็น จะลดรอยแผลได้ ,แก้ส้นเท้าแตก นำมะนาวสดผ่าซีกแล้วบีบมะนาวให้หยดลงบนบริเวณที่เป็นแผล  วันละ 2-3 ครั้ ง   แผลส้นเท้าแตกจะหายไป  ,แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย  ใช้ระงับความเจ็บปวดจากพิษแมลงได้ โดยใช้มะนาวพอกบริเวณปากแผลทิ้งไว้ 2-3 นาที  จะลดอาการปวดลง 

แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก  ให้เอาน้ำมะนาวมาชะโลมบริเวณที่ถูกไฟไหม้หรือถูกน้ำร้อนลวก มีสรรพคุณดับพิษปวดแสบปวดร้อนได้ ,  แก้บาดทะยัก  เมื่อถูกตะปูตำ หนามเกี่ยว หรือถูกของที่มีคม เอาน้ำมะนาวบีบใส่แผลที่เป็น จะป้องกันบาดทะยักได้ , ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้อาการปวดท้อง แน่นท้อง เอาผลมะนาวครึ่งผล บีบเอาน้ำมะนาวใช้กินกับน้ำอ้อย หรือน้ำตาล แก้อาการนี้ได้ 

 รักษาโรคกระเพาะ เปลือกผลมะนาว ใช้ชงกับน้ำอุ่ม ดื่มเป็นยาขับลมและแก้โรคกระเพาะได้ ,  การแก้ท้องผูก ใช้มะนาว ประมาณค่อนแก้วกาแฟ ใส่เกลือเล็กน้อย ให้เค็มพอประมาณ ดื่มทุกวันเป็นยาระบายได้  , อาการจากโรคโลหิตจาง  ให้เอาผลมะนาวผ่าซีก บีบเอาเฉพาะน้ำ ผสมกับน้ำหวานแล้วปรุงด้วยเกลือพอสมควร ใส่น้ำแข็ง ใช้รับประทานบ่อยๆ เป็นยาบำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง และทำให้มีผิวพรรณมีน้ำมีนวล 

"มะนาว"จากส่วนประกอบของอาหารสู่สรรพคุณทางยา
"มะนาว"จากส่วนประกอบของอาหารสู่สรรพคุณทางยา

อย่างไรก็ดีมีข้อสังเกตุถึงผลข้างเคียงจากมะนาวคือ รสเปรี้ยวของมะนาวอาจทำให้เกิดท้องเสียหรือท้องร่วงได้หากรับประทานมากเกินไป ,หลังจากดื่มน้ำมะนาวแล้วไม่ควรแปรงฟันทันที เพราะอาจทำให้สารเคลือบฟันตามธรรมชาติหลุดได้ , หากดื่มหรือกินมะนาวบ่อย ๆ และเป็นเวลานานติดต่อกันอาจทำให้ฟันผุได้ , ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางไม่ควรรับประทานมะนาว เพราะรสเปรี้ยวจะไปกัดฟอกโลหิตทำให้เกิดอันตรายได้

เหล่านี้คือบางส่วนที่ทำให้เห็นถึงประโยชน์หรือสรรพคุณที่ได้จากมะนาว อันมีมากกว่าการใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารหรือเครื่องดื่ม  

*** ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com/th/

"มะนาว"จากส่วนประกอบของอาหารสู่สรรพคุณทางยา

“Floral Cafe'” at Napasorn คาเฟ่แห่งเจ้าดอกไม้ ปากคลองตลาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471200

“Floral Cafe'” at Napasorn คาเฟ่แห่งเจ้าดอกไม้ ปากคลองตลาด 

20 มิถุนายน 2564 – 17:47 น.

“Floral Cafe'” at Napasorn คาเฟ่สำหรับคนที่หลงใหลในสีสัน กลิ่นหอม ของดอกไม้ จิบชา ลิ้มรสเค้ก บรรยากาศช่างอบอวล 

     เมื่อสถานการณ์เริ่มผ่อนคลายไปบ้างในพื้นกรุงเทพมหานคร เหล่าบรรดาฮิปสเตอร์สายคาเฟ่ ต่างเริ่มมองหาร้านออกไปจิบการแฟ กินเค้ก ตามประสาคนรักคาเฟ่ 

     ในกรุงเทพมีร้านคาเฟ่ให้เลือกอยู่เต็มเต็มดาษดื่น เรียกได้ว่าแทบจะทุกหัวมุมถนนเลยก็ว่าได้ มีให้เลือกหลากสไตด์ แล้วแต่ใครจะชอบแบบไหนแนวไหน 

     แต่มีคาเฟ่อยู่ที่หนึ่งมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ซ่อนตัวเองอยู่ในตึกแถวที่อบอวลไปด้วยหมู่ดอกไม้ อย่างย่าน ปากคลองตลาด        

"Floral Cafe'" at Napasorn คาเฟ่แห่งเจ้าดอกไม้ ปากคลองตลาด 

     ร้านนี้มีชื่อว่า Floral Cafe’ at Napasorn ร้านคาเฟ่ดอกไม้ สวยงามตั้งแต่ทางเข้า หน้าตึก ที่ถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้ ที่จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจัดเด่น เพราะการมาเยือนแต่ละครั้งอาจเจอดอกไม้ไม่เหมืนอกัน เพิ่มสีสันในการถ่ายภาพ 

"Floral Cafe'" at Napasorn คาเฟ่แห่งเจ้าดอกไม้ ปากคลองตลาด 

     เมื่อเปิดประตูเข้ามาด้านล่างจะเป็นร้านดอกไม้ ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนให้แก่ลูก สัมผัสแรกก็รู้สึกดีแล้ว ตลอดทางเดินมีแจกัน กระถางต้นไม้ วางเรียงราย ได้น่าชม จะหยุดถ่ายภาพตรงนี้ก่อนก็ได้ พนักงานในร้านจะทักทายด้วยรอยยิ้ม พร้อมเชิญขึ้นไปส่วนของคาเฟ่ที่ตั้งอยู่บนชั้น 2 

"Floral Cafe'" at Napasorn คาเฟ่แห่งเจ้าดอกไม้ ปากคลองตลาด 

     เดินเลาะบันไดเล็ก ๆ ขึ้นมา ตามกลิ่นของเจ้าดอกไม้ไปเรื่อย ๆ ก็จะพบ Floral Cafe’ at Napasorn อลังการไปด้วยการตกแต่งดอกไม้ ที่ต้องยกนิ้วให้กับคนจัดดอกไม้ เพราะว่าสวยงามแปลกตา 

"Floral Cafe'" at Napasorn คาเฟ่แห่งเจ้าดอกไม้ ปากคลองตลาด 

    ดอกไม้หลากหลายชนิดถูกหยิบจับปักกันอย่างลงตัว เหมาะแก่การถ่ายรูป มาถึงจุดนี้จะเดินชม เล็งที่นั่งกันไว้ก่อน ที่จะเดินไปสั่งเมนูเครื่องดื่ม หรือ ของหวาน 

"Floral Cafe'" at Napasorn คาเฟ่แห่งเจ้าดอกไม้ ปากคลองตลาด 

     เครื่องดื่มที่นี้มีแนะนำหลายตัว ทั้งกาแฟ และน้ำผลไม้ รวมไปถึงเค้ก ที่มีรสชาติดีสมกับราคา

"Floral Cafe'" at Napasorn คาเฟ่แห่งเจ้าดอกไม้ ปากคลองตลาด 

     โต๊ะเล็ก ๆ วางด้วยเค้ก เครื่องดื่ม ถ่ายรูปเพลิน ๆ บรรยากาศล้อมรอบไปด้วยหมู่มวลดอกไม้ มันช่างเข้าได้ดี 

"Floral Cafe'" at Napasorn คาเฟ่แห่งเจ้าดอกไม้ ปากคลองตลาด 

     ข้อระวัง หากใครแพ้เกสรดอกไม้ อาจไม่เหมาะกับที่นี้ เพราะดอกไม้จะมีกลิ่นเฉพาะตัว 

     ส่วนเวลาเปิดนั้น ล่าสุดทางร้าน Floral Cafe’ at Napasorn ได้ปรับเปลี่ยนเวลาเป็น 09.00 – 19.00 น.

"Floral Cafe'" at Napasorn คาเฟ่แห่งเจ้าดอกไม้ ปากคลองตลาด 

     การเดินทางโดยรถไฟฟ้าจะสะดวกที่สุด นั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน ลงลงสถานีสนามไชย ออกทางออกที่ 4 เดินมุ่งหน้าปากคลองตลาด หรือ ปักหมุดแผนที่มาได้เลย 

ขอบคุณภาพ มานี่จะไปไหน 

“แม่ขนิลกินนอน” ที่พักผ่อนกลางหุบเขา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/471196

“แม่ขนิลกินนอน” ที่พักผ่อนกลางหุบเขา

20 มิถุนายน 2564 – 16:47 น.

“ผมชอบคุณนะเมืองเชียงใหม่” ผมมักจะพูดกับตัวเองอย่างนี้เสมอ ๆ เพราะเชียงใหม่เป็นเมืองน่าเที่ยว ถ้าไม่ติดเป็นสายชอบเที่ยวแบบผู้คนเยอะ ๆ หรือเน้นความสะดวกสบาย ก็จะมีธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวลับ ๆ ตามสถานที่ต่าง ๆ ไว้คอยต้อนรับเราอยู่เสมอ

อย่างที่นี่  “แม่ขนิลกินนอน Mae Khanin Kin Non  เป็นอีกมุมเล็ก ๆ ของเชียงใหม่ที่อยู่ในหุบเขาบ้านแม่ขนิล เหมาะสำหรับการมาพักผ่อนแบบง่าย ๆ แคมปิ้งเอย นอนฟังเสียงน้ำไหลในลำธารเอย มีป้อนอาหารให้ช้างด้วยนะ ดูแลโดยพี่ควาญช้างใจดี 

"แม่ขนิลกินนอน" ที่พักผ่อนกลางหุบเขา

คาเฟ่สไตล์ไม้ไผ่ ที่เห็นนั้นคือพี่เบิ้มช่างใหญ่ของที่นี่ เขาตะโกนมาให้เราถ่ายภาพให้

"แม่ขนิลกินนอน" ที่พักผ่อนกลางหุบเขา

ผมเชื่อว่าท่ามกลางธรรมชาติที่บริสุทธิ์แบบนี้ จะช่วยให้คุณ ๆ ได้ผ่อนคลายจากความเครียดได้บ้าง การได้มาพักที่นี่นอกจากช่วยให้ชาวบ้านและผู้คนในท้องถิ่นได้มีรายได้แล้ว ช้างก็มีรายได้และอาหารกินเช่นกัน เราต่างเอื้อต่อกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เราเข้ามาใช้ชีวิต เราได้ความสุข ความอิ่มเอมในหัวใจ ส่วนพวกเขาได้มีรายได้ และความสุขเช่นกันที่มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมเยียน หลังจากที่ไม่มีใครมานานแล้ว

"แม่ขนิลกินนอน" ที่พักผ่อนกลางหุบเขา

มุมถ่ายภาพสวย ๆ หรือจะนั่งพักฟังเสียงลำธารก็ได้สบาย ๆ

สำหรับการเดินทางก็ไม่ได้ไกลจากตัวเมืองเท่าไหร่นัก ราวชั่วโมงกว่า ๆ ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนเชียงใหม่ ผมก็จะบอกว่าให้ขับเลยโค้ง 7 พับมาหน่อยก็น่าจะรู้แล้ว ส่วนคนที่ไม่รู้จักและเป็นคนต่างถิ่น ก็มาตามเส้นทางใน google ได้เลย ลองมาเที่ยวกันนะ ที่ แม่ขนิลกินนอน ที่พักผ่อนกลางหุบเขา

"แม่ขนิลกินนอน" ที่พักผ่อนกลางหุบเขา

ลานกางเต็นท์พร้อมลำธารเล็ก ๆ อากาศดีนะ ยิ่งเช้า ๆ นี่หนาวเลย พี่ ๆ ส่วนใหญ่ที่มานี่ อุปกรณ์เพียบจัดเต็มกันมาก

"แม่ขนิลกินนอน" ที่พักผ่อนกลางหุบเขา

นี่เลย ป้อนอาหารให้พี่ช้างสุดหล่อ แต่ในภาพเหมือนพี่ช้างจะเลือกไม่ถูกว่ากินอะไรก่อนดี

"แม่ขนิลกินนอน" ที่พักผ่อนกลางหุบเขา

เด็ก ๆ ก็สนุกสนานกันไป เห็นพี่ช้างไกล ๆ ด้วยเเหละ

"แม่ขนิลกินนอน" ที่พักผ่อนกลางหุบเขา

น้องบอลเห็นกล้องเป็นไม่ได้เลยคนนี้

หรือว่าเปลี่ยนบรรยากาศมาขับรถวิบากไปชมทุ่งนากลางหุบเขาก็ทำได้ (เขามีรถให้เช่า ดูแลโดยพี่เล็กผู้รักรถและใส่ใจในความปลอดภัยมาก ๆ) 

"แม่ขนิลกินนอน" ที่พักผ่อนกลางหุบเขา

ขับไปตามเส้นทางในหุบเขา ผ่านแม่น้ำร้อยสาย ก็ไม่รู้ครบไหมแต่เขาให้นับขาไปขากลับด้วย อยู่ไม่ไกลจากตัวที่พักเลย เป็นเส้นทางที่จัดเอาไว้สำหรับกิจกรรมขี่มอเตอร์ไซค์ 

"แม่ขนิลกินนอน" ที่พักผ่อนกลางหุบเขา

จบท้ายด้วย พี่เล็กเเละพี่ซล สองคนนี้มาทดสอบเส้นทางก่อน เห็นจากการยกนิ้วให้เเล้วก็สบายใจได้ คอนเฟิร์ม

แม่ขนิลกินนอน Maekhanin Kinnon 081 544 9411

https://maps.app.goo.gl/oLRYQsT9KnD1wtTg9

เรื่องและภาพ ณัฐกิตติ์ มีสกุล