“น้ำเปล่า” กุญแจสำคัญของความงาม ตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470959

“น้ำเปล่า” กุญแจสำคัญของความงาม ตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า

18 มิถุนายน 2564 – 13:11 น.

หลังจากไม่กี่วันก่อน คริสเตียโน โรนัลโด กองหน้าคนดังทีมชาติโปรตุเกส โชว์ความรักสุขภาพด้วยการยกขวดน้ำอัดลมออกจากโต๊ะแถลงข่าว พร้อมแนะนำให้ดื่ม “น้ำเปล่า” ดีกว่า

วันนี้คมชัดลึก จึงขอนำเสนอประโยชน์ของการดื่ม “น้ำเปล่า” สะอาดๆ เพราะคือกุญแจสำคัญของความงามตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า

"น้ำเปล่า" กุญแจสำคัญของความงาม ตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า

ซึ่ง การดื่ม “น้ำเปล่า” เพื่อความงาม เป็นทริคที่สาวๆ ทุกชาติต่างรู้ดี ว่าแต่จะทำกันได้มากแค่ไหน และต้องดื่มยังไง แค่ไหน ให้เกิดผล มาดูกันว่า น้ำมีประโยชน์อะไร และควรดื่มแค่ไหน เพื่อความงาม

1. ดื่มให้เพียงพอ ร่างกายต้องการน้ำตามน้ำหนักตัวของเรา 

    ดังนั้นถ้าคุณน้ำหนักเยอะ ก็ต้องดื่มน้ำเยอะกว่ามาตรฐานที่บอกว่า 2-2.5 ลิตร นอกจากน้ำหนักตัวแล้ว ยังเกี่ยวกับวิถีชีวิตประจำวันของคุณอีกว่า สูญเสียเหงื่อมากแค่ไหน การดื่มน้ำที่เพียงพอจะช่วยในการไหลเวียนเลือด และเข้าไปทดแทนน้ำที่สูญเสียไป

2. ดื่มน้ำให้บ่อยในอากาศแห้ง ยิ่งอากาศแห้ง ผิวแห้ง ร่างกายยิ่งต้องการน้ำ 

     ผิวพรรณที่ขาดความชุ่มชื้นก็มาจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอด้วย โดยเฉพาะคนสมัยนี้ที่อยู่แต่ในห้องแอร์ ที่ทำให้ผิวแห้ง เราอาจมองแค่ผิวที่แขน ที่มือ แต่ลองสังเกตุผิวหน้า ก็แห้งเหมือนกัน นอกจากจะใช้ครีมบำรุงผิวช่วยแล้ว การดื่มน้ำก็จะช่วยได้มาก

3. จิบน้ำเย็นบ่อยๆ ช่วยลดน้ำหนัก 

     เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานไปในการเผาผลาญที่มากขึ้น เพื่อเปลี่ยนน้ำเย็นให้เป็นอุณหภูมิห้อง นี่คือทริคที่หลายๆ คนทราบดี จึงหันมาดื่มน้ำเย็นแทนน้ำอุณหภูมิปกติ ที่แม้ว่าน้ำอุณหภูมิปกติร่างกายจะนำไปใช้ได้ในทันที แต่ก็จะไม่ช่วยในเรื่องการลดน้ำหนัก ซึ่งการดื่มน้ำเย็นจะมีปัญหาตรงที่ทำให้ดื่มน้ำได้น้อยลง ก็ไม่ต้องกังวล เพราะการดื่มน้ำที่ดีไม่ได้หมายถึงซดฮวบหมดแก้ว แต่คือการค่อยๆ จิบบ่อยๆ ให้อร่อยแบบได้คุณค่าไปทั้งวัน

4. ดื่มน้ำแร่บ้างดีต่อผิวพรรณและระบบภายใน 

     น้ำแร่มีหลายประเภท แต่ละยี่ห้อก็จะมีปริมาณของแร่ธาตุที่ต่างกัน และถ้าจะสังเกตุให้ดีจะพบว่าน้ำแต่ละยี่ห้อมีรสชาติ ที่ไม่ใช่รสชาติจากการปรุงแต่ง แต่เป็นรสชาติที่เป็นธรรมชาติจากแหล่งน้ำและอาจมาจากขวดที่บรรจุ น้ำแร่จะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซับน้ำไว้ได้ด้วยอิเล็กโทรไล นอกจากนี้ยังมีซิลิกาสูงสามารถเสริมสร้าง ฟื้นฟูเซลล์ระหว่างอิลาสตินและคอลลาเจนไฟเบอร์ ที่ทำให้เกิดริ้วรอย

"น้ำเปล่า" กุญแจสำคัญของความงาม ตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า

5. มีปัญหาเรื่องผิวขาดน้ำ 

     ลองเพิ่มการดื่มน้ำดูก่อน เพราะน้ำดื่มจะช่วยดูแลเซลล์ให้ลอยอยู่บนน้ำ น้ำที่ดื่มในแต่ละวันที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นนั้นเพราะจะไปดูแลเซลล์ให้ลอยตัว ผิวจึงเรียบ ตึง สวยเด้งนั่นเอง

6. ดื่มน้ำเมื่อหิวได้ ช่วยเผาผลาญไขมัน 

     น้ำมีหน้าที่ไปช่วยร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดีด้วย และจะช่วยทำให้อิ่มได้ เวลาหิวจึงควรดื่มน้ำ แล้วความอยากอาหารจะลดลง

7. มีน้ำดื่มใส่ขวดหรือใส่แก้ววางอยู่บนโต๊ะทำงานเสมอ 

     บ่อยครั้งที่เราเบื่อจะเดินไปดื่มน้ำ ให้มีน้ำวางอยู่บนโต๊ะทำงานเสมอ ใส่ขวดแก้วเอาไว้แล้วยกขึ้นจิบบ่อยๆ จะให้ดีให้หาซื้อแก้วที่มีขีดบอกปริมาตรเอาไว้ด้วย จะได้รู้ว่าวันนี้ดื่มน้ำไปเท่าไหร่แล้ว

8. เมื่อรู้สึกหิวน้ำ ต้องดื่มในทันที 

     เมื่อเรารู้สึกหิวน้ำ นั่นหมายถึงร่างกายกำลังต้องการน้ำ ณ เวลานั้น ก็ไม่ควรดื้อต่อคำสั่งของร่างกายนะคะ รีบเดินไปหามาดื่มกันเลย

9. ดื่มน้ำ 2-3 แก้วในตอนเช้าคือการดีทอกซ์ลำไส้ และผิวพรรณ 

     การดื่มน้ำแต่เช้าในทันที 2-3 แก้ว จะช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ เมื่อท้องไม่ผูกและของเสียถูกกำจัดออกจากร่างกายไม่ต้องถูกดูดซึมกลับเข้ามา ผิวพรรณก็จะดีด้วย

     ต้องเอามาบอกกันบ่อยๆ เพื่อตอกย้ำ สำหรับหลายๆ คน ที่มักอ้างว่า ทำไม่ได้ ทั้งที่ง่ายมากกว่าการแก้ปัญหาด้วยการเสียเงินซื้อสกินแคร์มาบำรุงผิวเสียอีก จัดซะ วันละ 8-10 แก้ว หรือ 2-2.5 ลิตร และอาจถึง 3 ลิตร ถ้าคุณต้องสูญเสียเหงื่อวันละเยอะมาก เพื่อสุขภาพและผิวพรรณ รวมถึงเส้นผมด้วยนะ เพราะน้ำมีหน้าที่ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีและนำสารอาหารไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายไงล่ะ 

"น้ำเปล่า" กุญแจสำคัญของความงาม ตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า

ขอบคุณข้อมูล : cosmenet.in.th

ย้อนวันวานกับ “สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” ผู้สร้างรอยยิ้มให้กับครอบครัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470951

ย้อนวันวาน กับ “สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” ผู้สร้างรอยยิ้มให้กับครอบครัว 

18 มิถุนายน 2564 – 11:43 น.

“สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” อีกหนึ่งสถานที่เหมาะแก่การมาพักผ่อนของครอบครัว สัตว์หลากหลายชนิดจะสร้างรอยยิ้มให้แก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการแสดงสัตว์ที่น่าตื่นใจ 

     ใกล้สุดสัปดาห์หลายคนคงมองหาที่ท่องเที่ยวพักผ่อนสำหรับครอบครัว หรือ คู่รัก โดยเฉพาะในช่วงนี้ต่างอยู่ต้องอยู่ในสภาวะเครียดสะสมจากงาน จากปัญหาต่าง ๆ การได้ออกไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา ช่วยให้กล่อมเกลาจิตใจได้ 

     คนเมืองมักมองหาสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ ๆ ขับรถเดินทางใช้เวลาไม่นานนัก ไปเช้าเย็นกลับ หรือ จะพักนอนชิลสักคืน ซึ่ง “สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” Khao Kheow Open Zoo เป็นอีกตัวเลือกให้กับชาวคนเมือง 

ย้อนวันวาน กับ "สวนสัตว์เปิดเขาเขียว" ผู้สร้างรอยยิ้มให้กับครอบครัว 

     เนื่องด้วยสถานที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ใช้เวลาขับรถประมาณ 2 ชั่วโมง มีเส้นทางให้เลือกหลายเส้นทางในการมุ่งหน้าไปสวนสัตว์เปิดเขาเขียว         

ย้อนวันวาน กับ "สวนสัตว์เปิดเขาเขียว" ผู้สร้างรอยยิ้มให้กับครอบครัว 

     สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ถือว่าเป็นตำนานสวนสัตว์เลยก็ว่าได้ ก่อตั้งมาตั้งมาตั้งแต่2521 มีเนื้อที่กว่า 5 พันไร่ มีสัตว์เพิ่มเติมเข้ามาให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันอยู่ตลอด 

ย้อนวันวาน กับ "สวนสัตว์เปิดเขาเขียว" ผู้สร้างรอยยิ้มให้กับครอบครัว 
ย้อนวันวาน กับ "สวนสัตว์เปิดเขาเขียว" ผู้สร้างรอยยิ้มให้กับครอบครัว 

     สำหรับค่าบริการมีดังนี้ 

     ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 30 บาท

     ข้าราชการ,นักเรียน,นักศึกษา(แสดงบัตร) 70 บาท

     ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป คนพิการ ผู้มีบัตรอนุญาตพิเศษ ฟรี

     ค่าธรรมเนียมจอดรถยนต์

     จักรยานยนต์ 40 บาท รถยนต์ 80 บาท รถบัส 100 บาท

ย้อนวันวาน กับ "สวนสัตว์เปิดเขาเขียว" ผู้สร้างรอยยิ้มให้กับครอบครัว 
ย้อนวันวาน กับ "สวนสัตว์เปิดเขาเขียว" ผู้สร้างรอยยิ้มให้กับครอบครัว 

     สวนสัตว์เปิดเขาเขียว หากได้เข้ามาเที่ยวชมแนะนำให้เช่ารถเล็กที่ทางสวนสัตว์มีให้บริการ เนื่องจากเป็นพื้นที่กว้าง การใช้รถเช่าจึงเหมาะที่สุดในการเที่ยวชม เพื่อประหยัดเวลาในการเดิน ขับรถไปตามจุดต่าง ๆ ดูรายละเอียดเวลารอบการแสดงต่าง ๆ เช่น การแสดงช้าง ที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์เลยก็ว่าได้ 

ย้อนวันวาน กับ "สวนสัตว์เปิดเขาเขียว" ผู้สร้างรอยยิ้มให้กับครอบครัว 
ย้อนวันวาน กับ "สวนสัตว์เปิดเขาเขียว" ผู้สร้างรอยยิ้มให้กับครอบครัว 
ย้อนวันวาน กับ "สวนสัตว์เปิดเขาเขียว" ผู้สร้างรอยยิ้มให้กับครอบครัว 

    สวนสัตว์เปิดเขาเขียว น่าจะเป็นอีกตัวเลือกในการพักผ่อนของคนกรุงฯและนักท่องเที่ยว ที่ต้องการมาสัมผัสกับชีวิตสัตว์ที่น่าทึ่ง รวมไปถึงบรรยากาศร่มเย็นภายในสวนสัตว์ ที่ทำให้รู้สึกเหมือนเติมพลังที่ขาดหายไป 

ย้อนวันวาน กับ "สวนสัตว์เปิดเขาเขียว" ผู้สร้างรอยยิ้มให้กับครอบครัว 
ย้อนวันวาน กับ "สวนสัตว์เปิดเขาเขียว" ผู้สร้างรอยยิ้มให้กับครอบครัว 

    สุดสัปดาห์นี้ ลองหาเวลาแวะเวียนไปเที่ยวชมกันได้ที่ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

ขอบคุณภาพ มานี่จะไปไหน

เปิดข้อมูล..”อุโมงค์หินลับ” อุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470906

เปิดข้อมูล..”อุโมงค์หินลับ” อุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

18 มิถุนายน 2564 – 09:30 น.

เปิดข้อมูล”อุโมงค์หินลับ” อุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย แห่งใหม่ล่าสุด กว่า 5 กิโลเมตร เสร็จสมบูรณ์แล้ว

วันนี้ขอมาฉลองอีกหนึ่งความสำเร็จของวิศวกรชาวไทย ซึ่งได้ก่อสร้าง อุโมงค์หินลับ ซึ่งเป็นอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ยาวกว่า 5.2 กิโลเมตร ซึ่งขุดเจาะสำเร็จเป็นขั้นตอนสุดท้ายในวันนี้ 15 มิถุนายน 64 ที่ผ่านมา  อุโมงค์นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟทางคู่สายมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ (ทางคู่โคราช)  เลยขอ Repost วิธีการก่อสร้างอุโมงค์ทางคู่กว่า 5.2 กิโลเมตรนี้ กว่าจะเปิดให้เราได้ใช้ มีขั้นตอนอย่างไร มีความปลอดภัยขนาดไหน และมาตรฐานในการออกแบบเป็นอย่างไร

วิธีการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟ และความคืบหน้าอุโมงค์รถไฟช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ยาวที่สุดถึง 5.2 กิโลเมตร ขอมาพูดถึงรูปแบบและวิธีการก่อสร้างเก็บไว้เป็นข้อมูลให้เพื่อนๆกันอีกซักตอนนึง วันนี้ขอนำเสนอรูปแบบการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟในโครงการรถไฟทางคู่ สายโคราช ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ

เปิดข้อมูล.."อุโมงค์หินลับ" อุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย
เปิดข้อมูล.."อุโมงค์หินลับ" อุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

ส่วนของอุโมงค์ในช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ นี้อยู่ในสัญญาที่ 3 ของโครงการทางคู่สายอิสาน มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ในโครงการมีทั้งหมด 3 อุโมงค์  ได้แก่ 

 อุโมงค์มาบกะเบา 5.20 กิโลเมตร เป็นอุโมงค์ทางเดี่ยว ขนานกัน
– อุโมงค์มวกเหล็ก 0.26 กิโลเมตร เป็นอุโมงค์ทางคู่
 อุโมงค์คลองขนานจิต 1.17 กิโลเมตร เป็นอุโมงค์เป็นอุโมงค์ทางเดี่ยว ขนานกัน

ระยะทางอุโมงค์รวม 6.63 กิโลเมตร

ผู้รับเหมาก่อสร้างในสัญญานี้ คือ กิจการร่วมค้า ITD-RT มูลค่าสัญญา 9,290 ล้านบาท คุณอ่านไม่ผิดหรอกครับ เรากำลังจะมีอุโมงค์รถไฟยาว 5.2 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ก่อนสะพานรถไฟมวกเหล็กที่หลายๆคนตื่นเต้นซะอีก แต่มันอยู่ในดิน คนไม่เห็นเลยไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่

เรามาดูว่าเค้าก่อสร้างอุโมงค์รถไฟลอดเขากันยังไง ก่อนอื่นต้นมาปูพื้นฐานกันก่อนว่าวิธีก่อสร้างอุโมงค์รถไฟลอดใต้เขากับ อุโมงค์รถไฟใต้ดินในเมืองมันต่างกันมาๆ เพราะสภาพแวดล้อมของดินและหินที่รอบรถไฟต่างกันมา  ซึ่งอุโมงค์รถไฟที่เราสร้างในโครงการรถไฟทางคู่สายอิสานสภาพแวดล้อมเป็นภูเขาหินปูนเป็นหลัก ซึ่งต่างจากดินในกรุงเทพซึ่งเป็นดินอ่อน โดยเฉพาะดินเหนียว จึงทำให้ใช้วิธีก่อสร้างที่แตกต่างกัน ซึ่งวิธีที่เราใช้ในการขุดเจาะอุโมงค์ในโครงการทางคู่สายอิสานนี้ ใช้กระบวนการชื่อว่า The New Austrian tunneling method (NATM) หรือ Sequential excavation method (SEM) ในการก่อสร้าง 

เปิดข้อมูล.."อุโมงค์หินลับ" อุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

โดยการใช้การระเบิดหินในอุโมงค์เป็นขุด มีกระบวนการดังนี้

1. เจาะผนังอุโมงค์ที่ต้องการเจาะตามตำแหน่งซึ่งถูกคำนวณไว้ด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อความแม่นยำ ของเส้นทางอุโมงค์ และบรรจุระเบิดเข้าในตำแหน่ง เรียกกว่า Drill and Charge

2. ทำการระเบิดตามตำแหน่ง และจุดที่ได้วางระเบิดไว้ เรียกกว่า Blast

3. เมื่อระเบิดเอาหินออกมาตามตำแหน่งและปริมาณที่ต้องการ ก็ทำการขนถ่ายหินที่ระเบิดได้ออกมา เรียกว่า Mucking 

4. ปูลวดเหล็กและตาข่าย บนผนังอุโมงค์ และฉีดคอนกรีตทับผิวเพื่อป้องกันผนังอุโมงค์ถล่ม ในเบื้องต้น เรียกว่า Steel rib, Wire mesh, shortcrete application (ฉีดคอนกรีตบนผนังอุโมงค์)

5. เมื่อผนังคอนกรีตแห้งได้ผนังที่แข็งแรงระดับหนึ่ง ก็ทำการเจาะ ผนังอุโมงค์ในด้านรัศมีของอุโมงค์ และยึดด้วยน๊อต เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับผนังอุโมงค์ เรียกว่า Rock Bolting 

เปิดข้อมูล.."อุโมงค์หินลับ" อุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

แล้วก็เริ่มกลับไปทำในกระบวนการที่ 1 ใหม่แล้วทำไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้ระยะของอุโมงค์ตามที่ต้องการซึ่งโดยทั่วไปในโครงการ จะมีความเร็วโดยเฉลี่ยในการขุดประมาณ 2.5-3 เมตร/วัน  ในส่วนงานภายในอุโมงค์หลังจากที่ด้านหน้างได้ก่อสร้างไปแล้วก็ต้องมีการปรับพื้นอุโมงค์ ให้เป็นตามความต้องการของโครงการ  พร้อมกับทำผนังอุโมงค์ให้เรียบ ตามรูปแบบอุโมงค์ที่ออกแบบไว้ตามมาตรฐาน โดยการใช้แบบมาตรฐานในการวางและเทคอนกรีตเพื่อปรับผิว เรียกว่ากระบวนการ Final Lining Concrete 


สำหรับ รูปแบบ ของอุโมงค์ในโครงการรถไฟทางคู่มี 2 แบบ คือ

– อุโมงค์ทางเดี่ยวขนานกัน หมายถึง 1 อุโมงค์ มีทางรถไฟ 1 ทางแต่ มี 2 อุโมงค์ขนานกัน

– อุโมงค์ทางคู่ หมายถึง 1 อุโมงค์ มี 2 ทางขนานกันภายในอุโมงค์

ซึ่งทั้ง 2 แบบ มีทั้งข้อดีข้อเสียต่างกัน 

– อุโมงค์ทางเดี่ยว ขนานกัน 

เปิดข้อมูล.."อุโมงค์หินลับ" อุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

ข้อดี
– ถ้ามีรถไฟตกรางภายในอุโมงค์ จะไม่กระทบอุโมงค์อีกฝั่ง 
– การอพยพ สามารถใช้อุโมงค์ขนานกันในการอพยพได้

ข้อเสีย
– มีค่าก่อสร้างที่แพงกว่า
– การกู้รถไฟที่ตกรางภายในอุโมงค์ทำได้ยากเพราะอุโมงค์มีขนาดเล็ก
– มีปัญหาเรื่องแรงดันภายในอุโมงค์กับรถไฟความเร็วสูง

ทำให้นิยมก่อสร้างในอุโมงค์ที่มีความยาวมากๆ 

เปิดข้อมูล.."อุโมงค์หินลับ" อุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

– อุโมงค์ทางคู่

ข้อดี
– ราคาถูก
– ซ่อมบำรุงง่าย 
– มีพื้นที่กว้าง
– กู้รถไฟที่ตกรางได้ง่ายเพราะมีที่กว้างกว่า
– ไม่มีปัญหาเรื่องแรงดันกับรถไฟความเร็วสูงเพราะอุโมงค์มีขนาดกว้าง

ข้อเสีย
– ถ้าเกิดรถไฟตกรางต้องปิดรถไฟทั้งสายเพื่อกู้รถไฟ
– การอพยพผู้โดยสารทำได้ยาก เพราะไม่มีอุโมงค์คู่ขนาน

ทำให้อุโมงค์ทางคู่เหมาะกับอุโมงค์ระยะสั้น ความคืบหน้าล่าสุดของอุโมงค์รถไฟช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ

ตอนนี้โครงการส่วนของสัญญาที่ 3 งานอุโมงค์มีความคืบหน้า 41.21%  ซึ่งเร็วกว่าแผน 0.39% หวังว่าเราจะได้ใช้อุโมงค์ ที่ยาวที่สุดในประเทศถึง 5.2 กิโลเมตร ตามแผนในต้นปี 65 นะครับ

เปิดข้อมูล.."อุโมงค์หินลับ" อุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย
เปิดข้อมูล.."อุโมงค์หินลับ" อุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย
เปิดข้อมูล.."อุโมงค์หินลับ" อุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  ITD-RT RIGHT TUNNELLING CO.,LTD 

ไขข้อข้องใจ “เต่า” สัตว์ดึกดำบรรพ์ 200 ล้านปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470935

ไขข้อข้องใจ “เต่า” สัตว์ดึกดำบรรพ์ 200 ล้านปี

18 มิถุนายน 2564 – 08:54 น.

ไขคำถามข้องใจ “เต่า” สัตว์ดึกดำบรรพ์ อายุ 200 ล้านปี สามาราถปรับตัวได้ทุกสถานการณ์ แต่ป้องกันตัวเองไม่ได้

มุมสบายๆ วันนี้ จะมาไขข้อข้องใจให้กับหลายๆคน ซึ่งมักตั้งคำถาม เกี่ยวกับเจ้า “เต่า” ที่แสนเชื่องช้า กระดองแข็งๆ เดินแบบเนิบๆ สรุปแล้วพวกน้องๆ เหล่านี้ เป็นสัตว์ ประเภทไหนกันแน่

ไขข้อข้องใจ "เต่า" สัตว์ดึกดำบรรพ์ 200 ล้านปี

บอกได้เลยครับว่า “เต่า” เป็นสัตว์เลื้อยคลาน..นะครับ วางไข่ครั้งละเป็นร้อยฟอง และถือกำเนิดขึ้นมาในโลกใบนี้ ประมาณ 200 กว่าล้านปีแล้ว เรียกได้ว่าเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์เลยทีเดียวเชียว มีทั้งเต่าน้ำจืด เต่าน้ำเค็ม และเต่าบก ซึ่งน้องๆ เหล่านี้ สามารถปรับตัวให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

วันนี้เรามาศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเต่าทะเล ที่มักพบในประเทศไทย ก็คือ เต่าตนุ , เต่ากระ  และเต่าสังกะสี หรือเต่าหญ้า อย่างไรก็ตาม เต่าทะเล ก็ยังถือว่าเป็นสัตว์ประเภทคลานอยู่ดี ตามที่เราๆ ท่านๆ มักจะเห็นข่าวสารต่างๆ ทั่วโลก เพราะพวกน้องๆเหล่านี้ แต่ละปีก็จะกลับมายังถิ่นฐานเดิม เพื่อวางไข่ตามชายหาด คราวละเป็นร้อยฟอง อย่างที่ได้เกริ่นนำไว้ในข้างต้น

และหากใครพบเจอ หรือเห็นว่าพวกน้องๆ เหล่านี้  กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไม่ว่าจะติดแห ติดอวน หรือกำลังได้รับบาดเจ็บ ส่วนตัวแล้วคิดว่า น่าจะเข้าไปช่วยเหลือให้พ้นจากภัยอันตรายทั้งปวงนะครับ เพราะพวกน้องๆ ที่ค่อยๆ เดินต้วมเตี้ยม จะไม่สามารถที่จะป้องกันตัวเองได้เลย..  

เพราะ“เต่า”ทะเลมีแค่กระดอง ที่เป็นเกล็ดห่อหุ้มปกคลุมตัวเท่านั้น และเมื่อมีภัยจึงทำได้แค่หดหัว หดขา เข้าไปเก็บไว้ในกระดอง นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า น้องๆเต่าทะเล ส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ทั่วไปในเขตร้อน และเขตอบอุ่น ยกเว้นเต่ามะเฟือง ที่สามารถใช้ชีวิตในทะเลที่มีกระแสน้ำเย็นได้ และพวกน้องๆ ก็จะมีอายุยืนมากกว่า 50 ปี

สำหรับภัยคุกคามของเต่าเหล่านี้ ประเด็นหลักๆ เลยก็คือ การสูญเสียถิ่นฐานเดิม หรือแหล่งวางไข่ของพวกเขา ไม่ว่าเป็นการบุกรุก หรือทำลาย โดยเฉพาะการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไป และอีกประการที่สำคัญ คือ ปัญหามลภาวะทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นคราบน้ำมัน และปัญหาขยะต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ กัดกร่อน และจำกัดการแพร่พันธุ์ของ “น้องเต่า” แทบทั้งสิ้น  

ฉะนั้น จึงสรุปได้ว่า น้อง“เต่า” เจ้าสัตว์ดึกดำบรรพ์เหล่านี้ เป็นสัตว์เลื้อยคลาน ในยุคไดโนเสาร์ นะครับ โดยทุกๆวันที่ 16 มิถุนายน ของทุกปี ก็จะเป็น “วันเต่าทะเลโลก (World Sea Turtle Day)” และจากการตรวจสอบ ก็พบว่า เต่าทะเลมีทั้งหมด 8 ชนิด อาทิ เต่าหลังแบน เต่าตนุดำ เต่าหญ้าแอตแลนติก เต่าตนุ เต่ากระ เต่าหญ้า เต่าหัวค้อน และเต่ามะเฟือง แต่พบในไทยไม่กี่ชนิด ดังนั้น การกำหนดวันเต่าทะเลโลก ก็เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึก ให้คนทั่วโลกร่วมกันอนุรักษ์ ให้พวกน้องๆ เต่าเหล่านี้ ได้อยู่กับเราไปนานๆ 

“Voila AI Artist” แอปฯ มาแรง แปลงโฉมเป็นการ์ตูนดีสนีย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470910

“Voila AI Artist” แอปฯ มาแรง แปลงโฉมเป็นการ์ตูนดีสนีย์

18 มิถุนายน 2564 – 08:00 น.

ใครยังงง วิธีเล่นมาตรงนี้ แอปฯ มาแรง “Voila AI Artist” เปลี่ยนใบหน้าตัวเองให้เป็นการ์ตูนสไตล์ดีสนีย์ ไว้โพสต์อวดโซเชียล ดารา-คนดังในไทยแห่เล่น

กำลังมาแรงมากๆ กับแอปพลิเคชั่น ชื่อ “Voila AI Artist” แอปฯที่สามารถแปลงใบหน้าให้ตัวเราเอง หรือดาราคนดังให้กลายเป็นหน้าตัวการ์ตูนลายเส้นแสงเงา สไตล์เดียวกับการ์ตูนดีสนีย์ Disney และพิกซาร์ Pixar

"Voila AI Artist" แอปฯ มาแรง แปลงโฉมเป็นการ์ตูนดีสนีย์

(ตัวอย่างแบบ 3D)

จุดเด่นของแอปฯ “Voila AI Artist” สามารถแปลงให้ใบหน้าคนเป็นแบบ 3D ที่มีสไตล์แบบการ์ตูน ฝั่ง Disney หรือ Pixar, การ์ตูนแบบ 2D รวมทั้งภาพศิลปะยุค Renaissance แสนคลาสสิค ถูกใจสาวกหนังการ์ตูนค่ายนี้มาก เพราะภาพที่ได้น่ารัก แถมใบหน้าบางคน เมื่อแอปฯแปลงออกมาแล้วไปเหมือนตัวการ์ตูนที่เคยชื่นชอบในวัยเด็กด้วย 

สัปดาห์นี้ชาวโซเชียลไทยฮิตเล่นแอปฯนี้ โพสต์รูปตัวเองเป็นการ์ตูนสุดคิวท์ ส่วนมากในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม (ไอจี) โดยเหล่าดารา คนดังก็มาเล่นแอปฯนี้ด้วย 

ซึ่งเหตุผลหนึ่ง ที่แอปฯนี้ฮิตอย่างรวดเร็ว ก็เพราะการออกแบบวิธีเล่นไม่ยากเลย แถมสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งระบบ Android และ iOS

"Voila AI Artist" แอปฯ มาแรง แปลงโฉมเป็นการ์ตูนดีสนีย์

วิธีเล่นแอปฯ “Voila AI Artist” มีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

1.โหลดแอปฯ ลงในมือถือ

2. เปิดแอปฯ แล้วเลือกแบบภาพการ์ตูนที่จะให้แอปฯแปลงตามสไตล์ที่ชอบ

2. เมื่อเลือกสไตล์ได้แล้ว ให้เข้าไปที่ Gallery เพื่อเลือกรูปที่มีอยู่แล้วในเครื่อง

"Voila AI Artist" แอปฯ มาแรง แปลงโฉมเป็นการ์ตูนดีสนีย์

3. หรือสามารถถ่ายรูปตัวเราใหม่ได้ โดยเลือก CAMERA แล้วถ่ายรูป เคล็ดลับให้ได้หน้าเราชัดๆ คือพยายามวางใบหน้าให้อยู่ภายในวงรี แล้วกดปุ่มถ่ายรูป

4. แต่ถ้าอยากได้รูปคนดัง ให้เลือก CELEBRITIES  แล้วค้นหาได้เลย ค้นหาภาษาไทยได้ด้วย แล้วกด USE คนดังเหล่านั้นก็จะมีใบหน้าเป็นการ์ตูน

"Voila AI Artist" แอปฯ มาแรง แปลงโฉมเป็นการ์ตูนดีสนีย์
"Voila AI Artist" แอปฯ มาแรง แปลงโฉมเป็นการ์ตูนดีสนีย์

5. จากนั้นแอปฯ ประมวลผลใบหน้าแล้ว กดที่ลูกศรสีขาวมุมบนสุด

6. แชร์ไปที่โซเชียลตามต้องการ หรือกดที่ save เพื่อเก็บภาพไว้ในเครื่องก็ได้

แต่แอปฯ ก็มีจุดให้รำคาญอยู่นิดหน่อย ตรงที่จะมีโฆษณาโผล่ขึ้นมาหลังกดประมวลผล รอประมาณ 30 วินาที กดเครื่องกากบาทที่มุมด้านบน (มีโฆษณาสั้นๆ ประมาณ 2 ตัว) ก็จะได้ภาพที่ต้องการ

"Voila AI Artist" แอปฯ มาแรง แปลงโฉมเป็นการ์ตูนดีสนีย์

หากใครไม่อยากเสียเวลารอ ก็สามารถเลือกซื้อแพ็คเกจ Pro ได้ ทั้งรายสัปดาห์ 64 บาท รายเดือน 110 บาท และรายปี 650 บาท

ทั้งนี้ wemagine.ai ต้นสังกัดผู้พัฒนาแอปฯนี้ ได้ประกาศจุดยืน ในเว็บไซต์ www.voilaaiartist.com  ยืนยันว่าจะไม่เก็บภาพถ่ายของผู้ใช้งาน ภาพหลังประมวลผลแล้วจะถูกลบ และสิทธิ์ในภาพเป็นของผู้ใช้สามารถนำไปใช้งานเป็นส่วนตัวได้

พิกัด “วัดหงส์รัตนาราม” ที่สายมู ต้องได้ไปไหว้ขอพร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470804

พิกัด”วัดหงส์รัตนาราม”ที่สายมู ต้องได้ไปไหว้ขอพร

17 มิถุนายน 2564 – 19:30 น.

“วัดหงส์รัตนาราม”ธนบุรี ที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือ พระเจ้าสินมหาราช และเป็นอีกหนึ่งพระอารามที่พุทธศาสนิกชนเลื่อมใสศรัทธา นอกจากนี้ยังมีจุดสำคัญที่ต้องแวะไปกราบขอพรเมื่อมาเยือนวัดแห่งนี้

วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร”ธนบุรี อีกหนึ่งพระอารามที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือ พระเจ้าสินมหาราช ซึ่งหากผู้อ่านอยากทราบเรื่องประวัติอันยาวนานของพระอารามแห่งนี้ ผู้เขียนเกรงว่ากว่าจะเป็นถึงประเด็นที่เราจะพูดกัน ผู้อ่านจะหลับเสียก่อนจึงขอเว้นวรรคไว้ให้ ผู้อ่านตามศึกษาข้อมูลต่อยอดกันเพิ่มเติมด้วยตัวเอง 

เพราะวันนี้ผู้เขียนขอเอาใจสายมูเตลู สายบูชาอธิษฐานขอพร ด้วย 4 จุดสำคัญของวัดหงส์รัตนาราม ที่เมื่อมาถึงแล้วต้องไม่พลาดที่เข้าไปไหว้กราบสักการะ 

พิกัด"วัดหงส์รัตนาราม"ที่สายมู ต้องได้ไปไหว้ขอพร

เริ่มที่จุดแรก “ศาลพระเจ้าตากสินมหาราช”จะอยู่ในส่วนท้ายวัดติดกับคลองที่เชื่อมออกแม่น้ำเจ้าพระยา หากเป็นสมัยก่อน ที่ยังมีการสัญจรทางเรือก็จะนับเป็นหน้าวัด จุดนี้จะมีศาลไม้หลักเล็ก ๆ ให้เป็นจุดกราบไหว้จุดธูปเทียน ก่อนจะขึ้นนำดอกไม้ มาลัยขึ้นไปสักการะที่ศาลใหญ่ที่อยู่ถัดไปใกล้ ๆ กัน ในส่วนนี้ผู้ไปกราบไหว้มักจะขอพรเรื่องชัยชนะ การแคล้วคลาดจากผู้ประสงค์ร้าย

จุดที่สอง เราเดินเข้าไปยังพระอุโบสถ ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในฝั่งธนบุรี เมื่อกราบพระประธานเสร็จก็ต้องขอพรพระแสน หรือ หลวงพ่อแสนสมปรารถนา ส่วนนี้ก็ขอพรตามชื่อหลวงพ่อเลย ปรารถนาสิ่งใดก็ขอเรื่องนั้น แต่อย่าเพียงแค่ขอพรอย่างเดียวอยากให้ชมงานจิตรกรรม และงานศิลป์ที่แฝงไว้ ณ พระอุโบสถหลังนี้ด้วยนอกจากความงดงามอ่อนช้อยงานศิลป์แล้ว ยังมีภาพพุทธประวัติและจิตรกรรม กำเนิดพระแก้วมรกต การเดินทางประดิษฐาน ณ เมืองต่าง ๆ จนปัจจุบันด้วย

จุดที่สาม วิหารหลวงพ่อทองคำ จุดนี้จะได้กราบขอพรเรื่องความมั่นคงมั่งคั่ง เพราะตามประวัติแล้ว หลวงพ่อทองคำได้ถูกโบกปูนทับไว้ กระทั้งปูนเสื่อมสภาพและกะเทาะจนเห็นเป็นองค์จริงที่มีความงดงามเหลืองอร่ามทั้งองค์ แถมพระวิหารยังมีพระพุทธรูปองค์อื่น ๆ ที่เป็นงานศิลปะในแต่ละยุคด้วย

พิกัด"วัดหงส์รัตนาราม"ที่สายมู ต้องได้ไปไหว้ขอพร

และสุดท้ายจุดที่สี่ “สระน้ำมนต์”ที่กล่าวกันว่าครั้งรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช สระแห่งนี้ถูกใช้เป็นสระสำหรับทำพิธีปลุกขวัญก่อนไปสู้รบ และกลับมาแล้วก็นำดาบมาล้างที่สระแห่งนี้ พูดตามประสาชาวบ้านคือ สระล้างอาถรรพ์ สิ่งอัปมงคลนั่นเอง จุดนี้จะมีพลับพลาพระเจ้าตากประดิษฐานรูปเคารพพระองค์ท่านไว้ ใจกลางบ่อน้ำขนาดเล็ก แบ่งเป็น 4 ทิศ แต่ละทิศนั้นจะบอกว่าน้ำจุดน้ำจะเสริมมงคลเรื่องอะไร จะนำน้ำจุดนี้มาดื่ม หรือ ล้างหน้า ประพรมก็ได้ เริ่มจากตักน้ำด้วยกระบวยกะลา จากทางทิศเหนือ แล้ววนตามเข็ม​ ตักครบ 4 ทิศ แล้วจึงนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวไปใช้อุปโภค บริโภค

พิกัด"วัดหงส์รัตนาราม"ที่สายมู ต้องได้ไปไหว้ขอพร

สำหรับทั้ง 4 พิกัดของวัดหงส์รัตนาราม ในทริปนี้น่าจะโดนใจสายมู ไม่ใช่น้อยแต่จะยืมคำที่คนเฒ่าคนแก่ที่มักกล่าวว่า แม้สิ่งของบูชาจะศักดิ์สิทธิ์เพียงใด แต่ผู้บูชาไม่ได้มีธำรงค์ไว้ซึ่งการฏิบัติดี การปฏิบัติชอบแล้ว ของที่บูชาก็ประหนึ่งวัตถุธรรมดาทั่วไป สาธุ สาธุ สาธุ

พิกัด"วัดหงส์รัตนาราม"ที่สายมู ต้องได้ไปไหว้ขอพร
พิกัด"วัดหงส์รัตนาราม"ที่สายมู ต้องได้ไปไหว้ขอพร

รู้ไหม “สำลี” มีความสำคัญแค่ไหนหากเลือกใช้ผิดชีวิตอาจเปลี่ยน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470785

รู้ไหม “สำลี” มีความสำคัญแค่ไหนหากเลือกใช้ผิดชีวิตอาจเปลี่ยน

17 มิถุนายน 2564 – 18:00 น.

อีกหนึ่งสิ่งที่มีบทบาทในชีวิตประจำวันของใครหลายๆคนนั่นก็คือ “สำลี” แต่ใครจะไม่รู้ว่าหากเลือกใช้สำลีผิดชีวิตอาจจะเปลี่ยนเนื่องจากในปัจุบันมีสารฟอกขาวในสำลีมีอันตรายต่อผิว ด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงามแนะการเลือกใช้สำลีพร้อมเทคนิคดีๆต่อผิว

ไม่ว่าจะสาวๆหนุ่มๆหรือเด็กอ่อน สำลีค่อนข้างบทบาทมากในทุกวันนี้ซึ่งส่วนมากนิยมที่จะเลือกใช้ “สำลีที่ไม่มีสารฟอกขาว” และส่วนใหญ่มักจะเลือกสำลีที่ไม่ใช่สำลีใยสังเคราะห์  เน้นเป็นฝ้ายแท้เท่านั้นเนื่องบริเวณผิวในส่วนต่างๆที่เราใช้สำลีมักเป็นจุดที่บอบบาง และยิ่งสาวๆที่แต่งหน้าบ่อยๆยิ่งต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการเช็ดทำความสะอาดเป็นอย่างมาก ต้องได้มาตรฐาน ไม่เป็นอันตรายต่อผิว และต้องอ่อนโยน นุ่มลื่น

รู้ไหม "สำลี" มีความสำคัญแค่ไหนหากเลือกใช้ผิดชีวิตอาจเปลี่ยน

ด้าน แพทย์หญิงนิโลบล เจริญวุฒิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ได้แนะนำการเลือกใช้สำลี พร้อมเทคนิคการทำความสะอาดและดูแลผิวเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดว่า “การมีผิวหน้าที่สวยสุขภาพดีนั้น ย่อมเกิดจากการที่เราให้ความสำคัญและมีความพิถีพิถันในการดูแลผิวหน้า นอกจากการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสมกับสภาพผิวแล้วนั้น อุปกรณ์ทำความสะอาดผิวอย่าง ‘สำลี’ ก็ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ถึงแม้ว่าสำลีจะเป็นสิ่งที่ใช้แล้วทิ้ง แต่ที่จริงแล้วถือว่ามีความสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ใช้สัมผัสกับผิวหน้าโดยตรง ซึ่งไม่ว่าจะมีสุขภาพผิวแบบไหน ผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวผสม ต่างก็ต้องใช้สำลีทั้งสิ้น ทั้งเพื่อเช็ดทำความสะอาดผิวหน้า เช็ดเครื่องสำอาง เช็ดบำรุงผิว หรือใช้เป็นมาส์ก

รู้ไหม "สำลี" มีความสำคัญแค่ไหนหากเลือกใช้ผิดชีวิตอาจเปลี่ยน

โดยสำลีที่ดีนั้นจะต้องเป็นสำลีที่ผลิตจากใยฝ้ายแท้ธรรมชาติ มีผิวสัมผัสที่นุ่มอ่อนโยนต่อผิว ไม่มีส่วนผสมของสารเรืองแสงที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว ช่วยดูดซับน้ำได้ดี และด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีความก้าวหน้าในปัจจุบัน จึงทำให้มีการผลิตสำลีที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนออกมา ทำให้เรามีตัวเลือกในการใช้สำลีที่ดีมากขึ้น ซึ่งถ้าเราใช้สำลีที่ไม่ได้มาตรฐาน มีสารปนเปื้อน ผิวหยาบ ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ หรือสำลีที่ดูดซับน้ำได้ไม่ดี มีการกักเก็บน้ำได้น้อย ก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดลดน้อยลง

รู้ไหม "สำลี" มีความสำคัญแค่ไหนหากเลือกใช้ผิดชีวิตอาจเปลี่ยน

สำหรับวิธีการใช้สำลีเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดนั้น จริงๆ แล้วสำคัญที่เทคนิคการใช้ ต่อให้เราเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่แพงที่สุดหรือดีที่สุดแต่เทคนิคไม่ถูกต้อง การใช้ลำลีก็ไม่เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งเราสามารถเลือกใช้สำลีได้ตามประเภทของผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ล้างหน้า โดยส่วนใหญ่แล้วเราจะใช้สำลีกับคลีนซิ่งวอเตอร์เป็นหลัก และใช้กับคลีนซิ่งมิลค์เป็นตัวรองลงมา

รู้ไหม "สำลี" มีความสำคัญแค่ไหนหากเลือกใช้ผิดชีวิตอาจเปลี่ยน

โดยมีเทคนิคในการใช้ที่ถูกต้องก็คือ เวลาทำความสะอาดผิวหน้า เราต้องเลือกใช้สำลีที่สามารถดูดซับน้ำได้ดี เพื่อที่สำลีจะสามารถโอบอุ้มคลีนซิ่งของเราไม่ให้แห้งเร็ว เพราะเราจะไม่เช็ดหน้าในทันทีหลังจากที่แปะสำลีลงไป แต่จะต้องรอให้คลีนซิ่งทำละลายกับเครื่องสำอางก่อนประมาณ 5-10 วินาที หลังจากนั้นจึงเช็ดเครื่องสำอางออก ก็จะช่วยขจัดคราบเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นเทคนิคในการทำความสะอาดที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด หากสำลีที่เราเลือกใช้ดูดซับน้ำได้น้อย สำลีก็จะแห้งเร็วทำให้เราต้องเช็ดหน้าหลายรอบ ถือเป็นการรบกวนผิวหน้าหลายครั้ง ผิวหน้าก็จะเกิดการระคายเคือง เกิดริ้วรอยได้ง่าย ส่วนการใช้สำลีร่วมกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอื่นๆ อย่างเช่น การใช้สำลีมาส์กหน้า ก็สามารถทำได้ หากสำลีดูดซับน้ำได้ดีก็จะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นได้อย่างเต็มที่ มีส่วนช่วยให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวซึบซับลงสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น”

รู้ไหม "สำลี" มีความสำคัญแค่ไหนหากเลือกใช้ผิดชีวิตอาจเปลี่ยน

ขอบคุณข้อมูล AIME Beauty Cotton 

เคล็ดลับดับ “กลิ่นตัว” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470836

เคล็ดลับ ดับ “กลิ่นตัว”

17 มิถุนายน 2564 – 13:34 น.

เคล็ดลับดับ”กลิ่นตัว” 9 วิธีในการกำจัดกลิ่น ลองทำตามคำแนะนำกันได้เลย

กลิ่นรักแร้ หรือ “กลิ่นตัว” เป็นกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกสถานการณ์ ซึ่ง “กลิ่นตัว” ที่เกิดขึ้นนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจของ เพราะ”กลิ่นตัว” เป็นสิ่งที่นอกจากตัวเองแล้ว คนรอบข้างที่ได้ “กลิ่นตัว” ของคนอื่นส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะบอกกันได้ตรงๆ 

เคล็ดลับ ดับ "กลิ่นตัว"

“กลิ่นตัว” เกิดจากสารที่สร้างมาจากต่อมกลิ่น (apocrine gland) ซึ่งพบมากที่บริเวณรักแร้และหัวหน่าว ต่อมกลิ่นพบได้ตั้งแต่เกิดแต่จะเริ่มทำงานในช่วงวัยรุ่น มีหน้าที่ในมนุษย์คือการสร้างกลิ่นซึ่งเป็นลักษณะทางเพศแบบหนึ่ง สารที่หลั่งจากต่อมกลิ่นประกอบด้วย กรดไขมันหลายชนิด (fatty acid, sulfanyl alkanols และ steroid ) มีลักษณะเหลวข้นไม่มีกลิ่น เมื่อหลั่งออกมาด้านนอกของผิวหนังสารดังกล่าวจะถูกเชื้อแบคทีเรีย (Corynebacteria spp.) เปลี่ยนให้เป็นสารที่มีกลิ่นซึ่งคือแอมโมเนียและกรดไขมันสายสั้น   

เคล็ดลับ ดับ "กลิ่นตัว"

ในทางการแพทย์ กลิ่นตัว จะมาจากต่อมกลิ่น ต่างกับเหงื่อที่มาจากต่อมเหงื่อ กลิ่นตัวอาจมาร่วมกับภาวะเหงื่อออกมากหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้ กลิ่นตัวต่างจากกลิ่นเหงื่อ เนื่องจาก ปกติเหงื่อที่หลั่งมาจากต่อมเหงื่อจะไม่มีกลิ่น บางภาวะอาจทำให้เหงื่อมีกลิ่นได้ เช่น กระเทียม แกง หรือยาบางชนิด 

เคล็ดลับ ดับ "กลิ่นตัว"

การรักษาและป้องกันการมีกลิ่นตัว

            1. การรักษาสุขอนามัยให้สะอาด การล้างบริเวณรักแร้บ่อยๆ ด้วยน้ำสะอาดจะลดปริมาณสารก่อกลิ่นที่หลั่งจากต่อมกลิ่นได้ การล้างด้วยสบู่ฆ่าเชื้อจะช่วยลดปริมาณแบคทีเรียแต่ไม่ควรล้างบ่อยเพราะอาจเกิดการระคายเคือง

            2. หลีกเลี่ยงภาวะที่ร้อนจัด ภาวะอบอับชื้น

            3. การใช้ยาระงับกลิ่นกาย  (deodorants)  ซึ่งจะมีส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น สารลดเหงื่อ สารฆ่าเชื้อแบคทีเรีย สารลดกลิ่นที่สร้างขึ้น และน้ำหอมจะช่วยลดกลิ่นตัวได้

            4. การใช้ยาระงับเหงื่อ (antiperspirants) ส่วนมากจะมีส่วนประกอบของโลหะเช่น อลูมิเนียมคลอไรด์  ( aluminium chloride) ซึ่งจะไปอุดท่อต่อมเหงื่อ ลดการหลั่งเหงื่อ ทำให้ผิวหนังแห้งและแบคทีเรียที่ก่อกลิ่นตัวเติบโตไม่ดี สามารถช่วยลดกลิ่นตัวได้

            5. การใช้น้ำหอมฉีดพ่นเพี่อกลบกลิ่นตัว แต่ต้องระวังการผื่นแพ้น้ำหอมที่อาจเกิดได้

            6. การโกนขนบริเวณรักแร้เพื่อป้องกันแบคทีเรียและการสะสมของสารก่อกลิ่น

            7. สบู่ฆ่าเชื้อ เพื่อลดแบคทีเรีย

            8. การฉีดโบท๊อก เพื่อลดการสร้างสารก่อกลิ่น

            9. การผ่าตัดเอาต่อมกลิ่นออก เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดี แต่อาจมี ผลข้างเคียงหลังการรักษา เช่น มีแผลเป็น การติดเชื้อ เป็นต้น
ขอบคุณข้อมูล  อ.พ.ญ.จรัสศรี  ฬียาพรรณ

                     ภาควิชาตจวิทยา  คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

“ท่องเที่ยวฤดูฝน” ส่งผลดีต่อจิตใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470839

“ท่องเที่ยวฤดูฝน” ส่งผลดีต่อจิตใจ

17 มิถุนายน 2564 – 13:03 น.

ถ้าเรารู้สึกถึงจิตใจที่หดหู่เมื่อฤดูกาลเปลี่ยน เคยเป็นกันบ้างไหม ฤดูกาลมีผลต่อสารเคมีในร่างกาย แต่ละคนมีความชอบในฤดูกาลที่แตกต่างกัน ครั้งหนึ่งผมเองเคยไม่ชอบฤดูฝน ด้วยเหตุผลที่ว่ามันเฉอะแฉะ ไปไหนมาไหนไม่สะดวก จะเดินทาง “ท่องเที่ยวฤดูฝน” ก็เป็นเรื่องยาก

ใครเป็นคนตัดสินว่า “ฝน ไม่ดี” และ “แสงแดด ดี” เปล่าเลย เราเพียงคิดไปเองว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนี้ไม่ดี มันขึ้นอยู่กับความสุขและความพอใจของเรา ผมเคยรู้สึกไม่สบายตัวกับการเดินทาง “ท่องเที่ยวฤดูฝน” แต่พอลองได้เปิดโอกาสให้กับตัวเอง หน้าฝนเป็นฤดูกาลที่น่าท่องเที่ยวอีกฤดูหนึ่งเลย

“ท่องเที่ยวฤดูฝน” มันทำให้เรามี ซาวนด์แทร็คเสียงฟ้าร้อง เสียงสายฝนกระทบหลังคาให้รู้สึกถึงความตื่นเต้น โดยเฉพาะเวลานอนแล้วฟังเสียงฟ้าเสียงฝนมันช่วยให้เรานอนหลับได้ดีและผ่อนคลายยิ่งขึ้น

ภาพ tobias tullius

ภาพ tobias tullius

ทุก ๆ ที่ที่คุณเดินทาง “ท่องเที่ยวฤดูฝน” แน่นอนสิ่งที่คุณจะได้เห็นคือ ทุ่งหญ้า ทุ่งนาที่เขียวขจี สองข้างทางที่เดินปกคลุมไปด้วยมอสส์ และเฟิน ดูชุ่มชื้นในหัวใจยิ่งนัก (กรณีที่คุณเดินเข้าป่านะครับ ซึ่งผมลองมาแล้วติดใจ) เมื่อสายฝนกระทบผืนดิน กลิ่นของดินหลังฝนตกทำให้เรารู้สึกสดชื่น กลิ่นของดินมีคำเรียกเฉพาะในภาษาอังกฤษว่า เพทริเคอร์ (petrichor) ถึงขนาดมีการค้นคว้าวิจัยกันเลย มีคนเคยบอกว่า เวลาเราไปท่องเที่ยว เรามักจะจำช่วงเวลาที่ตื่นเต้น และสิ่งที่ไม่ค่อยราบรื่นได้ดีกว่าความเรียบร้อยของทริปเสมอ จะมีสักกี่ครั้งที่คุณกางเต็นท์ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ทั้งลำบาก เปียกปอน และเฉอะแฉะเป็นที่สุด แต่พอคุณผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ กลับกลายเป็นความทรงจำที่ประทับใจสุดจะลืมเลือน  

ภาพ andreas-dress

ภาพ andreas-dress

แน่นอนการ “ท่องเที่ยวฤดูฝน” นอกจากจะทำให้เราเห็นสภาพภูมิประเทศที่สดชื่นเขียวขจีไปด้วยพืชพรรณนานาชนิดแล้ว ด้วยความที่นักท่องเที่ยวมีไม่มาก จะทำอะไรก็ไม่ต้องแย่งกัน ไม่ต้องแย่งกันกิน แย่งกันใช้ จึงนับเป็นข้อดีอีกข้อของหน้าฝน ไม่ว่าคุณจะเที่ยวที่ไหน หน้าฝนจะทำให้คุณช้าลง ทำให้คุณอยู่กับที่นั้น ๆ นานขึ้น ผมมักจะนึกถึงสิ่งดี ๆ ที่มาพร้อมกับการเดินทางในวันฝนตกอยู่เสมอ การเปลี่ยนแปลงจุดหมายปลายทางเพียงเพราะว่า “ฝนตก” เป็นการปิดโอกาสให้คุณได้เห็นธรรมชาติอีกมุมหนึ่งในช่วงเวลาที่ฝนกำลังโปรยปราย บางครั้งสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ อาจเป็นสิ่งที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน และไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่จริง เพียงแค่คุณลองออกไปใช้ชีวิตใน “ฤดูฝน” ดูบ้าง ไม่ว่าจะไปท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติ ป่า เขา หรือแม้แต่อยู่ในเมือง รับรองคุณจะพบเสน่ห์แห่งฤดูกาลและความชุ่มฉ่ำที่จะทำให้หัวใจคุณเบิกบานแน่นอน

ภาพ avani-maan
ภาพ avani-maan

“คุณป้า” สายกรีน 20 ปี กับร้านขายต้นไม้ และอุปกรณ์แต่งสวน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470821

“คุณป้า” สายกรีน 20 ปี กับร้านขายต้นไม้ และอุปกรณ์แต่งสวน

17 มิถุนายน 2564 – 12:00 น.

“คุณป้า” สายกรีน 20 ปี กับร้านขายต้น และอุปกรณ์แต่งสวน บอกทุกวันนี้ อารมณ์ดี เพราะไม่เคยคิดโขกราคาลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุน

ช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด ของเชื้อโคโรนา ไวรัส หรือ โควิด-19 หลายๆ อาชีพต้องประสบกับปัญหาการค้าการขาย และต้องเผชิญกับการขาดทุนในทางธุรกิจ ตรงกันข้าม ก็ยังมีอีกหลากหลายอาชีพ  ที่อาศัยช่วงจังหวะนี้ สามารถทำรายได้ พลิกฟื้นกลับมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ และในวันนี้ จะขอแนะนำร้านขายต้นไม้ของ คุณป้า สายกรีนแห่งหนึ่ง 

"คุณป้า" สายกรีน 20 ปี กับร้านขายต้นไม้ และอุปกรณ์แต่งสวน

ดังนั้น “มุมสบายๆ” วันนี้  จะขอนำท่านผู้อ่านไปพบกับ ร้านขายต้นไม้ และอุปกรณ์ตกแต่งต้นไม้เล็กๆ แห่งหนึ่ง  บริเวณถนนกาญจนภิเศก ย่านบางบัวทอง ซึ่งร้านแห่งนี้ตั้งอยู่ริมถนน ก่อนถึงห้างยักษ์ใหญ่ในระแวกนั้น

เมื่อไปถึงร้านแห่งนี้ ท่านก็จะพบกับ “คุณลุง-คุณป้า” ที่แสนใจดี และสาเหตุที่ต้องเรียกแบบนั้น เพราะในช่วงที่นำต้นไม้คือเจ้า “โชคเก้าชั้น” ซึ่งเป็นไม้มงคล แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เนื่องจากสามารถคาย “อ๊อกซิเจน” หรืออากาศที่มนุษย์หายใจเข้าไป ในช่วงเวลากลางคืน ขณะเดียวกัน ก็ยังดูดซึมซับเอา ก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ กลับเข้าไป ทำให้อากาศในช่วงกลางคืน มีอ๊อกซิเจน เพิ่มมากขึ้น

ซึ่งเมื่อเอาต้น “โชคเก้าชั้น” ไปให้ “คุณป้า” ใส่เอาไว้ในกระถาง  เพื่อจะนำไปเลี้ยงไว้ในห้องนอน “คุณป้า” ซึ่งทราบชื่อเสียงเรียงนามในภายหลังว่า “คุณป้า อำพร การสมวัด” อายุย่าง 63 ปี

โดย “คุณป้า อำพร” เล่าถึงเรื่องราวของร้านต้นไม้ และอุปกรณ์ต่างๆ ให้ฟังว่า พื้นเพดั่งเดิมก็เป็นชาวจังหวัดนนทบุรี อยู่แล้ว เกิดที่อำเภอบางบัวทอง เนี่ยแหละ ในอดีตฐานะทางบ้าน หรือครอบครัว ก็ไม่ได้ยากจน หรือขัดสนอะไร ในทางตรงกันข้าม ตัวเองอยากจะออกมาขายต้นไม้ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวน ซึ่งสมัยก่อน แถมถนนกาญจนภิเศก มีร้านขายต้นไม้เยอะ เพราะแถวนี้ทั้งสองฝั่ง มีสวน มีไร่นา เต็มไปหมด เรียกได้ว่า เช้าๆ ตื่นขึ้นมา อากาศดีเชียวแหละ และขายในย่านนี้มากว่า 20 ปีแล้ว 

ปัจจุบันทางครอบครัว  โดยเฉพาะพี่ชาย ก็ยังคงปลูกพืชผักสวนครัว และนำออกไปขายที่ตลาดอยู่เป็นประจำ ซึ่งพื้นที่ หรือสวนที่ปลูกนั้น ก็อยู่ด้านในทางไปวัดคริสต์ บางบัวทอง ซึ่งอยู่ห่างจากร้านของป้า ก็ไม่ไกลมากนัก

“ป้าอำพร” ยังเล่าให้ฟังด้วยว่า สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น หลายๆ คนอาจนึกว่า ร้านขายต้นไม้ หรือร้านขายอุปกรณ์ จะต้องประสบปัญหาขาดทุน หรือไม่มีรายได้ แต่ในทางตรงกันข้าม ถือว่าขายดีกว่า ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ซะอีก ที่สำคัญ ร้านของป้า จะไม่เอากำไรมากๆ จากลูกค้า เพราะเราไม่อยากไปโขกราคา หรือซ้ำเติมเค้า ซึ่งในส่วนนี้เอง ทำให้ลูกค้า กลับมาซื้อของที่ร้านเป็นประจำ   

“ช่วงที่เกิดการระบาดของเชื้อโควิด-19 ใหม่ๆ ต้องบอกเลยว่า เหนื่อยมาก เพราะต้องขายของให้กับลูกค้า ที่แวะเวียนเข้ามายังร้านฯ เป็นจำนวนมาก เลยทำให้ตัวเองถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาลให้หมอ เพื่อให้แพทย์ช่วยรักษาอาการ จากภาวะกล้ามเนื้ออักเสพ ซึ่งก็หนีไม่พ้น ต้องให้แพทย์ฉีดยาให้ เพื่อที่จะได้กลับมาขายของให้กับลูกค้าอีกในวันรุ่งขึ้น”

ป้าอำพร” บอกในช่วงท้ายอีกว่า สาเหตุที่ทำให้ร้านของป้าขายดี เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่แวะมา เป็นลูกค้าประจำ ประกอบกับผู้คนที่ทำงานอยู่กับบ้าน เพราะสถานการณ์โควิด ก็จะอาศัยเวลาว่างๆ แวะเวียนมาหาซื้อกระถาง ปุ๋ย หรือของแต่งสวน รวมทั้งต้นไม้ กลับไปปลูกหรือไปแต่งสวนที่บ้าน ทำให้ร้านขายต้นไม้ในระแวกนี้ พอมีรายได้เข้ามาเลี้ยงจุนเจือ ให้รอดจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดดังกล่าว”