เอาใจคนรักเส้น “เย็นตาโฟ” เจ้าเก่าอุดมสุข เคยลองหรือยัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470516

เอาใจคนรักเส้น “เย็นตาโฟ” เจ้าเก่าอุดมสุข เคยลองหรือยัง

15 มิถุนายน 2564 – 13:30 น.

เอาใจคนรักเส้น “เย็นตาโฟ” เจ้าเก่าอุดมสุข เคยลองหรือยัง

สายฝนโปรยปราย ทำให้บรรยากาศเย็นๆ แบบนี้ ถ้าได้ซดน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ น่าจะฟินกันเป็นแน่แท้ ว่าไปแล้วช่วงการระบาดของเจ้าเชื้อโควิด-19 ทำให้มีมาตรการเว้นระยะห่าง รวมถึงไม่สามารถไปนั่งทานอาหารในร้านได้ แต่มาในช่วงนี้ที่มาตรการก็เริ่มผ่อนคลายบ้างแล้ว ทำให้หลายคนคิดถึงบรรยากาศการนั่งทานอาหารที่ร้านกันแล้วใช่มั้ย และอาหารที่เราคิดถึงก่อนเป็นอันดับแรกนั่นก็คือก๋วยเตี๋ยว เชื่อว่าหลายๆคนคงคิดเหมือนกัน ก๋วยเตี๋ยว ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวหมู ต้มยำ เย็นตาโฟ ซื้อใส่ห่อกลับไปกินที่บ้านทำไมไม่อร่อยเหมือนที่นั่งกินที่ร้าน มีใครกินเหมือนกันบ้าง 

อารัมภบทมาตั้งนาน ก็อยากจะชวนคนที่ชอบทานเส้น อย่างเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ไปลิ้มลองก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ อร่อยๆ ในย่านอุดมสุข บางนา ร้านที่จะแนะนำเชื่อว่าใครเคยมาย่านนี้ ต้องเคยได้ลิ้มรสความอร่อย คือถ้ามา อุดมสุข แล้วไม่ได้กินก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟร้านนี้แล้วถือว่ายังมาไม่ถึงกันเลยนะ 

ร้านก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟที่เกริ่นมาซะยืดยาวเนี่ย ชื่อร้านจริงๆว่าอะไรไม่น่าจะมีใครเคยรู้จัก แต่คนแถวอุดมสุข ก็เรียกติดปากกันมานานว่า ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ หน้าธนาคารไทยพาณิชย์  ชัดเจนเนอะ ชื่อก็บอกแล้วว่า หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งอยู่ปากซอยอุดมสุข ร้านดั้งเดิมเขาขายกันมานานกว่า 40 ปี เป็นรถเข็นอยู่ริมถนน ขายกันตั้งแต่ช่วงหัวค่ำไปจนถึงตี 2 ตี 3 กันทุกวัน

เอาใจคนรักเส้น "เย็นตาโฟ" เจ้าเก่าอุดมสุข เคยลองหรือยัง

แต่ปัจจุบันร้านย้ายมาเปิดในตึกแถว ปากซอยอุดมสุข 10 ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 ใครที่นานๆจะมาย่านอุดมสุข ก็จะได้รู้พิกัดกันแล้วนะ 

เอาใจคนรักเส้น "เย็นตาโฟ" เจ้าเก่าอุดมสุข เคยลองหรือยัง
เอาใจคนรักเส้น "เย็นตาโฟ" เจ้าเก่าอุดมสุข เคยลองหรือยัง
เอาใจคนรักเส้น "เย็นตาโฟ" เจ้าเก่าอุดมสุข เคยลองหรือยัง

ที่นี้เรามาดูเมนูก๋วยเตี๋ยวของร้านกันบ้าง ที่นี่ไม่ได้มีดีแค่ เย็นตาโฟนะ แต่ยังมีก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำใส ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ก๋วยเตี๋ยวแคะ อีกด้วยนะ  ใครชอบแบบไหนก็สั่งกันได้เลย รับรองอร่อยถูกปากทุกแบบ

เอาใจคนรักเส้น "เย็นตาโฟ" เจ้าเก่าอุดมสุข เคยลองหรือยัง
เอาใจคนรักเส้น "เย็นตาโฟ" เจ้าเก่าอุดมสุข เคยลองหรือยัง

เครื่องเคราที่ใส่ในก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ก็มากันแบบจัดเต็ม ทั้งลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นกุ้ง อือก้วย หรือลูกชิ้นปลาทอด ปลาหมึกกรอย เต้าหู้กรอบ เกี๋ยวทอด และที่ร้านนี้ เขาใส่หมูยอมาด้วยนะ ส่วนใครจะเพิ่ม หรือ จะไม่กินอะไร ก็สั่งกันได้

ส่วนก๋วยเตี๋ยวต้มยำ เย็นตาโฟต้มยำ มีแบบสูตร 1  สูตร 2  ซึ่งไม่ต้องงงกัน เพราะสูตร 1 ก็จะเป็นแบบใส่แต่น้ำพริกเผา น้ำซุปก็จะเป็นแบบใส  ส่วนสูตร 2 ก็จะใส่นมเป็นน้ำข้น ใครชอบเข้มข้น ต้องลองสูตรนี้กัน  แต่ถ้าจำไม่ได้ว่า สูตรไหน เป็นแบบไหน ถามน้องพนักงานเสริฟกันได้เลย

เอาใจคนรักเส้น "เย็นตาโฟ" เจ้าเก่าอุดมสุข เคยลองหรือยัง
เอาใจคนรักเส้น "เย็นตาโฟ" เจ้าเก่าอุดมสุข เคยลองหรือยัง
เอาใจคนรักเส้น "เย็นตาโฟ" เจ้าเก่าอุดมสุข เคยลองหรือยัง

สำหรับสนนราคาก๋วยเตี๋ยว ก็ยืนพื้นเริ่มตั้งแต่ 50 บาท พิเศษ 60 เย็นตาโฟต้มยำ 60  น้ำดื่มก็มีทั้งน้ำอัดลม น้ำลำไย น้ำชาจีน น้ำแข็งเปล่าแก้วละ 2 บาท  

สำหรับช่วงนี้ทางร้านจะเปิด ตั้งแต่ช่วง ประมาณบ่าย 2 ถึง 5ทุ่ม หรือโทรสั่งแล้วที่หมายเลข  0988165854  หยุดทุกวันจันทร์

ขอบคุณ เพจ “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ ปากซอย อุดมสุข 10”

เปิดแลนด์มาร์คให้เช็คอิน ใต้ “ต้นก้ามปูยักษ์” บ้านค่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470541

เปิดแลนด์มาร์คให้เช็คอิน ใต้”ต้นก้ามปูยักษ์”บ้านค่าย

15 มิถุนายน 2564 – 13:28 น.

ระยอง แลนด์มาร์คแห่งใหม่ ใต้ต้นก้ามปูยักษ์ อายุมากกว่า 150ปี สุดทึ่งในรูปทรงแสนสวยงาม นักท่องเที่ยวหลั่งไหลถ่ายภาพเช็คอิน ได้บรรยากาศร่มรื่นไม่แออัด

ต้นก้ามปูยักษ์ หรือต้นจามจุรี ต้นนี้ ขึ้นอยู่ในพื้นที่ ตำบลชากบก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง กำลังเป็นที่ฮือฮา จากความแปลกตาของรูปทรงที่ธรรมชาติสร้างสรร บรรยากาศ ร่มรื่น จนกลายเป็นจุดเชคอินของนักท่องเที่ยว เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ในจังหวัดระยอง โด่งดังอยู่ในโลกออนไลน์ ใครมาก็ต้องบันทึกภาพ ซึ่งมีความสวยในทุกมุม  

เปิดแลนด์มาร์คให้เช็คอิน ใต้"ต้นก้ามปูยักษ์"บ้านค่าย
เปิดแลนด์มาร์คให้เช็คอิน ใต้"ต้นก้ามปูยักษ์"บ้านค่าย
เปิดแลนด์มาร์คให้เช็คอิน ใต้"ต้นก้ามปูยักษ์"บ้านค่าย

นายตรีเทพ คงมณี (ด้วง) อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 19/9 ม.8 ต.ชากบก อ.เมือง จ.ระยอง กล่าวว่า เดิมที่ดินผืนนี้เป็นของพ่อคุณเสริม ซึ่งเป็นแพทย์ประจำตำบล สมัยนั้นคือ หมอพื้นบ้าน รับรักษาคนที่เจ็บป่วยท่านเป็นคนใจบุญชอบทำบุญมาก และเห็นความสำคัญของการจัดงานประเพณี โดยเฉพาะงานสงกรานต์ จึงได้ยกที่ดินผืนนี้ให้ใช้ประโยชน์สาธารณะ เพื่อทำบุญหมู่บ้านและจัดงานประเพณีทุกปี ชาวชุมชนก็จะใช้ที่ดินจัดงาน โดยอาศัยร่มเงาของต้นก้ามปูยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขา เพราะสมัยก่อนไม่มีจุดที่พักให้ประชาชน ก็จะมาอยู่ใต้ต้นก้ามปูยักษ์ต้นนี้ ซึ่งร่มเงาเย็นสบายมากที่สุด เด็กจะพากันมาวิ่งเล่นใต้ต้นก้ามปูกันทุกวัน และยังได้เชื่อว่าการที่ต้นไม้ออกกิ่งก้านสาขาสวยงาม และร่มรื่นแบบนี้ ต้องมีรุกขเทวดาประจำอยู่  ซึ่งทางนายนาค ระยอง นายกเทศมนตรีตำบลชากบก เล็งเห็นความสำคัญจึงจัดสรรงบประมาณ พัฒนาให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว

เปิดแลนด์มาร์คให้เช็คอิน ใต้"ต้นก้ามปูยักษ์"บ้านค่าย
เปิดแลนด์มาร์คให้เช็คอิน ใต้"ต้นก้ามปูยักษ์"บ้านค่าย
เปิดแลนด์มาร์คให้เช็คอิน ใต้"ต้นก้ามปูยักษ์"บ้านค่าย
เปิดแลนด์มาร์คให้เช็คอิน ใต้"ต้นก้ามปูยักษ์"บ้านค่าย

สำหรับ ต้นก้ามปูยักษ์ ใหญ่ต้นนี้ มีลำต้นขนาดประมาณ 5 คนโอบ รูปทรงไม่สูง แต่กลับแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นทรงพุ่มสวยงามปกคลุมพื้นที่กว่า 1 ไร่ ทำให้ภายใต้ต้นโล่ง โปร่ง และร่มรื่น จากธรรมชาติรังสรรค์ อีกทั้งเทศบาลตำบลชากบก ได้พัฒนาพื้นที่ สร้างที่นั่งไม้ล้อมรอบโคนต้น  โดยออกแบบให้กลมกลืน เข้ากับธรรมชาติ จนเกิดความงดงามที่ลงตัว เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามา ชาวชุมชนชากบก ต่างก็นำสินค้าพื้นบ้านมาวางจำหน่าย  เช่น ผลไม้ตามฤดูกาล อาหารพื้นเมือง ขนมและน้ำ สร้างรายได้ให้กับชาวชุมชนในช่วงโควิด-19 อีกด้วย ต้นก้ามปูยักษ์ บ้านค่ายระยอง อยู่ใกล้สี่แยกไฟแดง ชากกอไผ่ อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ถ้ามาไม่ถูก ปักหมุด ที่ ต้นก้ามปูยักษ์ บ้านค่ายระยอง นำทางมาถึงที่ 

เปิดแลนด์มาร์คให้เช็คอิน ใต้"ต้นก้ามปูยักษ์"บ้านค่าย
เปิดแลนด์มาร์คให้เช็คอิน ใต้"ต้นก้ามปูยักษ์"บ้านค่าย
เปิดแลนด์มาร์คให้เช็คอิน ใต้"ต้นก้ามปูยักษ์"บ้านค่าย
เปิดแลนด์มาร์คให้เช็คอิน ใต้"ต้นก้ามปูยักษ์"บ้านค่าย
เปิดแลนด์มาร์คให้เช็คอิน ใต้"ต้นก้ามปูยักษ์"บ้านค่าย

ขอบคุณข้อมูล..สมพงษ์ วิเศษศรี จ.ระยอง

ขอบคุณภาพ..เฟซบุ๊ก Rayonghip

“CPR” นาทีกู้ชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470531

“CPR” นาทีกู้ชีวิต

15 มิถุนายน 2564 – 12:24 น.

เหตุการณ์  นักฟุตบอลทีมชาติเดนมาร์ก “คริสเตียน อีริคเซ่น” วัย 29  ปี หมดสติ  ระหว่างเล่นฟุตบอลให้กับทีมชาติ ในฟุตบอลยูโร 2020 ทำให้คำว่า  “CPR”   การปฐมพยาบาล เพื่อช่วยชีวิต  เป็นที่รับรู้ถึงการใช้เป็นแนวทางรับมือความเป็นความตายที่อยู่ตรงหน้า

ความหมาย “CPR :    

Cardiopulmonary Resuscitation  :  CPR คือ  การช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้นให้กลับมาหายใจ  มีการไหลเวียนออกซิเจนรวมทั้งเลือดกลับคืนสู่สภาพเดิม  ป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้ได้รับอันตรายจากการขาดออกซิเจนอย่างถาวร โดยสามารถทำการฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน ให้ผู้ประสบเหตุได้โดยการกดหน้าอกและช่วยหายใจ

 ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิต ซึ่งอาจเกิดได้จากการเป็นโรคหัวใจ, ออกกำลังกายมากเกินไป, ตกใจหรือเสียใจกะทันหัน, จากการสูญเสียเลือดมาก, เลือดเลี้ยงหัวใจไม่ทัน, ทางเดินหายใจอุดกั้น รวมทั้งอาจเกิดจากการได้รับยาเกินขนาดหรือแพ้ยา  ดังนั้น  “CPR”   จึงเป็นการเข้ามารองรับ 

 สำหรับอาการของผู้บาดเจ็บ ที่ควรได้รับการช่วยเหลือด้วยการทำ “CPR”    ประกอบด้วย  1. หมดสติ ไม่รู้สึกตัว  2. ไม่หายใจ  3. หัวใจหยุดเต้น

การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support: BLS)

          แนวทางการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนสำคัญ C-A-B (Chest compression-Airway-Breathing) ภายใต้แนวางรกดหน้าอกก่อน เพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนสำคัญ เช่น หัวใจและสมอง โดยวิธีปฏิบัติคือ

          กดหน้าอก (C) 30 ครั้ง >> เปิดทางเดินหายใจ (A) >> ช่วยหายใจ (B) 2 ครั้ง = 30 : 2

          ทั้งนี้ให้ทำ CPR ไปจนกว่าหน่วยกู้ชีพจะมาถึง หรือจนกว่าผู้ป่วยจะรู้สึกตัว

รูปแบบการทำงาน

          C : Chest compression คือการกดหน้าอก ปั๊มหัวใจช่วยให้ผู้บาดเจ็บมีการไหลเวียนของเลือดในร่างกายอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้หลักในการปั๊มหัวใจ คือ ต้องกดให้กระดูกหน้าอก (Sternum) ลงไปชิดกับกระดูกสันหลัง ซึ่งจะทำให้หัวใจที่อยู่ระหว่างกระดูกทั้งสองอันถูกกดไปด้วย ทำให้มีการบีบเลือดออกจากหัวใจไปเลี้ยงร่างกาย เสมือนการบีบตัวของหัวใจ ซึ่งมีขั้นตอนในการปั๊มหัวใจดังนี้ 

 1. ให้ผู้บาดเจ็บนอนราบกับพื้นแข็ง ๆ หรือใช้ไม้กระดานรองที่หลังของผู้บาดเจ็บ ผู้ปฐมพยาบาลคุกเข่าลงข้างขวาหรือข้างซ้ายบริเวณหน้าอกผู้บาดเจ็บ คลำหาส่วนล่างสุดของกระดูกอกที่ต่อกับกระดูกซี่โครง โดยใช้นิ้วสัมผัสชายโครงไล่ขึ้นมา (หากคุกเข่าข้างขวาใช้มือขวาคลำเพื่อหากระดูกอก แต่หากคุกเข่าข้างซ้ายให้ใช้มือซ้ายคลำ)

 2. วางนิ้วชี้และนิ้วกลางตรงตำแหน่งที่กระดูกซี่โครงต่อกับกระดูกอกส่วนล่างสุด วางสันมืออีกข้างบนตำแหน่งถัดจากนิ้วชี้และนิ้วกลางนั้น ซึ่งตำแหน่งของสันมือที่วางอยู่บนกระดูกหน้าอกนี้จะเป็นตำแหน่งที่ถูกต้องในการปั๊มหัวใจต่อไป

3. วางมืออีกข้าง (ควรเป็นมือข้างที่ถนัด) ทับลงบนหลังมือที่วางในตำแหน่งที่ถูกต้อง แล้วเหยียดนิ้วมือตรง จากนั้นเกี่ยวนิ้วมือทั้ง 2 ข้างเข้าด้วยกัน เหยียดแขนตรง โน้มตัวตั้งฉากกับหน้าอกผู้บาดเจ็บ ทิ้งน้ำหนักลงบนแขนขณะกดหน้าอกผู้บาดเจ็บ กดให้ลึกอย่างน้อย 2 นิ้ว (5 เซนติเมตร) สำหรับผู้ใหญ่

กรณีเป็นเด็กให้กดลงอย่างน้อย 1/3 ของความลึกทรวงอก (ประมาณ 2 นิ้ว หรือ 5 เซนติเมตร) ส่วนในเด็กแรกเกิดหรือเด็กอ่อน การปั๊มหัวใจให้ใช้เพียงนิ้วหัวแม่มือกดกลางกระดูกหน้าอกให้ได้อัตราเร็ว 100–120 ครั้งต่อนาที โดยใช้นิ้วมือโอบรอบทรวงอกสองข้างแล้วใช้หัวแม่มือกด

 4. เพื่อให้ช่วงเวลาการกดแต่ละครั้งคงที่ และจังหวะการสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจพอเหมาะกับที่ร่างกายต้องการ ให้ใช้วิธีนับจำนวนครั้งที่กด ดังนี้…หนึ่ง และสอง และสาม และสี่ และห้า…โดยกดทุกครั้งที่นับตัวเลข และปล่อยตอนคำว่า “และ” สลับกันไป ให้ได้อัตราการกดอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที น้อยกว่านี้จะไม่ได้ผล) เมื่อกดสุดให้ผ่อนมือขึ้นโดยที่ตำแหน่งมือไม่ต้องเลื่อนไปจากจุดที่กำหนด และก่อนการกดหน้าอกครั้งต่อไปต้องทำการกดทันทีที่หน้าอกคืนตัวกลับจนสุด ขณะกดหน้าอกปั๊มหัวใจ ห้ามใช้นิ้วมือกดลงบนกระดูกซี่โครงผู้บาดเจ็บ

5. ควรกดหน้าอก 30 ครั้ง สลับกับการผายปอด 2 ครั้ง และควรมีผู้ช่วยเหลืออย่างน้อย 2 คน เพราะพบว่า ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเหนื่อยและประสิทธิภาพในการกดหน้าอกลดลงหลังจากทำไปประมาณ 1 นาที ดังนั้นในกรณีมีผู้ช่วยเหลืออย่างน้อย 2 คน ให้เปลี่ยนบทบาทผู้ทำการกดหน้าอกทุก ๆ 2 นาที หรือกดหน้าอกสลับการช่วยหายใจครบ 5 รอบ (30:2) และทำต่อเนื่องไปจนกระทั่งเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจมาถึง และพร้อมใช้งาน หรือมีบุคลากรทางการแพทย์เข้ามาดูแลผู้ป่วย

สิ่งที่พึงระวัง

– ต้องวางมือให้อยู่ตรงกลางหน้าอก ไม่ต้องค่อนไปทางซ้าย หรือใกล้หัวใจ เพราะอาจทำให้กระดูกซี่โครงหักได้

 – ต้องกดหน้าอกให้เร็วและแรง แต่อย่ากระแทก ด้วยอัตราความเร็วอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที

– กดลึกอย่างน้อย 2 นิ้ว หรือ 5 เซนติเมตร สำหรับผู้ใหญ่

– หลังการกดแต่ละครั้งต้องปล่อยให้อกคืนตัวจนสุด เพื่อให้หัวใจรับเลือดสำหรับสูบฉีดครั้งต่อไป หากไม่ปล่อยให้หน้าอกคืนตัวจนสุด จะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลดลง

– กดหน้าอกให้ต่อเนื่องให้ได้มากที่สุด โดยสามารถหยุดการกดหน้าอกได้ไม่เกิน 10 วินาที ในกรณีคลำหาชีพจร, มีการช็อกไฟฟ้าหัวใจ, ต้องการหยุดเพื่อใส่อุปกรณ์เปิดทางเดินหายใจขั้นสูง (ในกรณีที่ใส่ในขณะกดหน้าอกไม่ได้)

– ไม่ควรใช้วิธีช่วยหายใจมากเกินไป

– บุคคลทั่วไปที่ไม่เคยเข้ารับการอบรมการฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานมาก่อน ควรทำการกดหน้าอกแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องช่วยหายใจ เนื่องจากในช่วงแรกที่ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น ระดับออกซิเจนในกระแสเลือดยังเพียงพออยู่อีกระยะหนึ่ง และในขณะที่มีการกดหน้าอกนั้นการขยายของทรวงอกจะทำให้มีการแลกเปลี่ยนก๊าซได้ โดยเน้นให้กดหน้าอกที่แรงและเร็ว ผู้ปฏิบัติการช่วยเหลือชีวิตควรจะทำการกดหน้าอกแต่เพียงอย่างเดียวต่อไป กระทั่งเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจมาถึงและพร้อมใช้งาน หรือมีบุคลากรทางการแพทย์มาดูแลผู้ป่วย

"CPR" นาทีกู้ชีวิต
"CPR" นาทีกู้ชีวิต

A : Airway หมายถึง การเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง เพราะโดยมากผู้บาดเจ็บที่หมดสติจะมีภาวะโคนลิ้นและกล่องเสียงตกลงไปอุดทางเดินหายใจส่วนบน ดังนั้นจึงต้องเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง โดยพิจารณาจาก

 – หากผู้ป่วยไม่มีการบาดเจ็บที่ศีรษะหรือคอ จะใช้วิธีการแหงนหน้าและเชยคาง (Head tilt – Chin lift)

 – หากสงสัยว่าผู้ป่วยมีอาการเจ็บของไขสันหลัง ให้ใช้วิธี Manual Spinal Motion Restriction โดยการวางมือสองข้างบริเวณด้านข้างของศีรษะ เพื่อป้องกันการเคลื่อนของศีรษะ

 – หากสงสัยว่าผู้ป่วยมีอาการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังบริเวณคอให้เปิดทางเดินหายใจด้วยวิธียกขากรรไกร (Jaw Thrust) คือ ดึงขากรรไกรทั้งสองข้างขึ้นไปด้านบน โดยผู้ช่วยเหลือจะอยู่เหนือศีรษะของผู้ป่วย

B : Breathing หมายถึง การช่วยหายใจ ด้วยการรักษาระดับออกซิเจนให้เพียงพอและขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้นในผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นเนื่องจากการขาดอากาศ เช่น จมน้ำ จึงต้องรีบกดหน้าอกและช่วยหายใจ 5 รอบ หรือ 2 นาที ก่อนการร้องขอความช่วยเหลือ เนื่องจากผู้ป่วยกำลังมีระดับออกซิเจนที่ตำกว่าปกติ ซึ่งออกซิเจนที่เป่าออกไปนั้นมีออกซิเจนประมาณ 16-17% ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในร่างกาย

ทั้งนี้ ในการช่วยหายใจ ได้กำหนดข้อปฏิบัติให้เริ่มจากการกดหน้าอก (C) ไปก่อน 30 ครั้ง แล้วจึงสลับกับการช่วยหายใจ (B) 2 ครั้ง ตามสูตร 30:2  โดย

– ช่วยหายใจมากกว่า 1 วินาทีในแต่ละครั้ง

 – ให้ปริมาตรเพียงพอที่เห็นหน้าอกเคลื่อนไหว แต่ไม่ควรช่วยหายใจมากเกินไป เพราะเสี่ยงต่อการสำลักอาหาร และยังทำให้แรงดันภายในทรวงอกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เลือดที่กลับไปเลี้ยงหัวใจลดลง

– ใช้อัตราการกดหน้าอก 30 ครั้งต่อการช่วยหายใจ 2 ครั้ง (30:2)

– เมื่อมีการใส่ท่อช่วยหายใจขั้นสูงแล้ว ให้ช่วยหายใจ 1 ครั้ง ทุก 6-8 วินาที (8-10 ครั้งต่อนาที) โดยที่ไม่ต้องหยุดขณะที่ทำการกดหน้าอก

 วิธีช่วยหายใจ

– การช่วยหายใจแบบปากต่อปาก (Mouth-to-Mouth) ผู้ช่วยเหลือสูดลมเข้าให้เต็มที่ แล้วประกบปากของผู้ช่วยเหลือเข้ากับปากของผู้ป่วยให้สนิท ใช้นิ้วบีบจมูก ทำการสูดลมเข้าปอดด้วยปริมาตรเท่าปกติ โดยเป่าลากยาวนานกว่า 1 วินาที ในขณะเป่าลม ควรใช้ตาชำเลืองดูบริเวณทรวงอกของผู้ป่วยว่ามีการขยับหรือไม่ เพื่อเป็นการประเมินประสิทธิภาพของการช่วยหายใจ หากผู้ป่วยมีชีพจร แต่ต้องการการช่วยหายใจ ให้ทำการช่วยหายใจในอัตรา 5-6 วินาทีต่อครั้ง (10-12 ครั้งต่อนาที)ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องสูดลมเข้าสุดเพื่อป้องกันการเกิดอาการหน้ามืด เวียนศีรษะของผู้ช่วยเหลือ

-การช่วยหายใจแบบปากต่อจมูก (Mouth-to-Nose) ในกรณีที่ผู้บาดเจ็บมีอาการบาดเจ็บที่ปาก หรือในกรณีที่เป็นเด็กเล็ก ให้ใช้วิธีปิดปากผู้บาดเจ็บแล้วปล่อยลมหายใจของเราเข้าทางจมูกผู้บาดเจ็บแทน โดยให้ทำการช่วยหายใจในอัตรา 5-6 วินาทีต่อครั้ง (10-12 ครั้งต่อนาที)

– การช่วยหายใจโดยใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจขั้นสูง (Advanced Airway) ในกรณีที่ผู้ป่วยใส่อุปกรณ์ช่วยหายใจขั้นสูงแล้ว แนะนำให้ช่วยหายใจในอัตรา 1 ครั้งทุก ๆ 6-8 วินาที (8-10 ครั้งต่อนาที)

 ทั้งนี้ ให้ผู้ช่วยเหลือทำขั้นตอน C-A-B ไปเรื่อย ๆ จนกว่าหน่วยกู้ชีพมาถึง หรือจนกว่าผู้ป่วยจะมีการตอบสนอง           และหากสถานที่นั้นมีเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติหรือ AED ให้นำมาใช้ เพราะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นได้

ทั้งหมดนี้คือแนวทางรับมือนาทีชีวิต ที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าของผู้เผชิญเหตุ

"CPR" นาทีกู้ชีวิต
"CPR" นาทีกู้ชีวิต
"CPR" นาทีกู้ชีวิต
"CPR" นาทีกู้ชีวิต
"CPR" นาทีกู้ชีวิต
"CPR" นาทีกู้ชีวิต

***  ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข 

“ผู้สูงอายุ” กับ 10 โรคยอดฮิตที่ต้องเฝ้าระวัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470497

“ผู้สูงอายุ” กับ 10 โรคยอดฮิตที่ต้องเฝ้าระวัง

15 มิถุนายน 2564 – 12:00 น.

เผย 10 โรคยอดฮิตที่ต้องเฝ้าระวัง เมื่อก้าวเข้าสู่วัย “ผู้สูงอายุ”

การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งย่างเข้าสู่วัยผู้สูงอายุด้วยแล้วยิ่งต้องดูแลมากเป็นพิเศษ เพราะเมื่ออายุเข้าสู่วัย 50 ร่างกายก็จะเสื่อมลง ซึ่งอาจทำให้มีโรคต่างๆผุดตามมามากมาย ทั้งนี้ 10 โรคยอดฮิตที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ มีดังนี้

1.โรคทางสมอง
พบมากในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคอ้วน เครียด ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ การเสื่อมของเซลล์สมอง และผู้ที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคสมอง ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในคนอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป โดยโรคสมองที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ได้แก่ โรคอัมพฤกษ์อัมพาต โรคอัลไซเมอร์ โรคสมองเสื่อม หรือโรคหลอดเลือดสมอง ฯลฯ

2.โรคเบาหวาน
เป็นความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ อันส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน ก่อให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ปัสสาวะและกระหายน้ำบ่อย ดื่มน้ำในปริมาณมากต่อครั้ง อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดโดยไม่มีสาเหตุ และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ตาพร่ามัว ตาบอด ไตเสื่อม ชาตามปลายมือปลายเท้า และอาจติดเชื้อได้ง่าย

3.โรคเกาต์
มักพบในชายสูงอายุมากกว่าหญิง ทำให้เกิดอาการปวดตามข้อ ซึ่งเกิดจากการมีกรดยูริกสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะตามข้อ ซึ่งคนแต่ละวัยมีระดับกรดยูริกในเลือดที่แตกต่างกัน เช่น ผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนจะมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่าคนในวัยอื่นๆ หรือการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เนื้อเป็ด เนื้อไก่ เครื่องในสัตว์ ถั่วต่างๆก็เป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดกรดยูริกในร่างกายมากเกินไป

4.โรคข้อเข่าเสื่อม
มักพบในผู้หญิงสูงอายุมากกว่าชายถึง 2 เท่า เกิดการใช้ข้อเข่ามานาน การรับน้ำหนักตัวที่มากเกินไป อาการที่พบคือ การเจ็บปวดของข้อและข้อบวม อาการข้อขัด หรือรูปร่างขาโก่งผิดปกติ เหยียดขาได้ไม่สุด โดยเฉพาะคนที่เล่นกีฬาหนักๆ หรือคนที่มีน้ำหนักตัวมากอาจเป็นตัวส่งเสริมให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วยิ่งขึ้น

5.โรคระบบทางเดินปัสสาวะ
ผู้ชายสูงอายุ ส่วนใหญ่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตจนกดท่อปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะตอนกลางคืน ปัสสาวะออกไม่หมดทำให้เหลือบางส่วนไว้ในกระเพาะปัสสาวะ อันเป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ ผู้หญิงสูงอายุ มักกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ อาจเกิดจากระบบประสาท สุขภาพจิต กระเพาะหรือทางเดินปัสสาวะผิดปกติ เช่น เกิดการอุดตัน การติดเชื้อ หูรูดไม่ดี

"ผู้สูงอายุ" กับ 10 โรคยอดฮิตที่ต้องเฝ้าระวัง

6.โรคตา
โรคตาที่ผู้สูงอายุเป็นกันมาก คือ โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อกระจก โรคต้อหิน และน้ำวุ้นตาเสื่อม ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ และมีอาการที่แตกต่างกัน แต่สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคตาเกิดจากความเสื่อม เนื่องจากอายุที่มากขึ้น ทำให้การมองเห็นลดลง ดังนั้นเมื่อเกิดอาการผิดปกติ ควรรีบมาพบจักษุแพทย์ทันทีเพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างถูกต้อง

7.โรคกระดูกพรุน
โรคนี้มักเกิดกับผู้หญิงสูงอายุ โดยเฉพาะวัยหมดประจำเดือน เป็นภาวะที่กระดูกมีความหนาแน่นน้อยลง ทำให้กระดูกบางและเปราะหักง่ายขึ้น อาการของโรคนี้ได้แก่ เสียวฟันเนื่องจากการร้าวของฟัน ฟันผุกร่อนหลุดร่วงง่าย หลังงุ้มลง ส่วนสูงลดลง ขาหรือเข่าโก่งออกมากผิดปกติ ปวดเสียวบริเวณข้อต่อต่างๆ และมักปวดกระดูกสันหลัง สะโพก และกระดูกข้อมือ

8.โรคความดันโลหิตสูง
คนปกติจะมีความดันโลหิต 120/80 – 139/89 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งหากมีความดันมากกว่านี้ จะจัดว่าเป็นผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคนี้ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดง แต่บางครั้งอาจมีอาการใจสั่น ปวดศีรษะ หน้ามืด ตาพร่า ถ้าไม่รักษาตั้งแต่เริ่มต้น อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น อัมพฤกษ์ ตาบอด ไตวาย หัวใจวาย เป็นต้น

9.โรคหัวใจขาดเลือด
สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคนี้มาจากหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ พบมากในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ อ้วนลงพุง ขาดการออกกำลังกาย หรือคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจยิ่งทำให้มีโอกาสเป็นโรคสูงขึ้น อาการที่สำคัญคือ เจ็บแน่นหน้าอกระหว่างราวนม ลิ้นปี่ คล้ายมีอะไรมากดทับ หายใจไม่สะดวก อาจร้าวไปที่คอ กราม แขนซ้ายด้านใน และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก ตัวเย็น เวียนศีรษะ หน้ามืด เหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ ใจสั่น ดังนั้นเมื่อเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอกควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

10.โรคไต
ในช่วงแรกมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อไตเริ่มเสื่อมมากขึ้นจะทำหน้าที่ลดลงและเกิดการคั่งของเสียมากขึ้น ดังนั้นความผิดปกติและอาการก็จะแสดงมากขึ้น เช่น อ่อนเพลีย บวม เหนื่อยง่าย ความดันโลหิตสูง ถ้าอาการเพิ่มมากขึ้นจนอาจนำไปสู่อาการไตวายเรื้อรังจะมีอาการเพิ่มขึ้น เช่น ตัวซีด คันตามตัว เบื่ออาหาร อันนำไปสู่การรักษาอย่างการล้างไต ฟอกเลือด และเปลี่ยนไตในที่สุด

ที่มา samitivejchinatown

“ปิล๊อกคี่” ชุมชนกลางน้ำ (เขื่อนเขาแหลม) ทองผาภูมิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470523

“ปิล๊อกคี่”ชุมชนกลางน้ำ(เขื่อนเขาแหลม)ทองผาภูมิ

15 มิถุนายน 2564 – 10:08 น.

สำหรับใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบล่องเรือชมธรรมชาติ ชมหมู่บ้าน ใกล้กรุงเทพฯ ผู้เขียนขอแนะนำ”ปิล๊อกคี่”หมู่บ้านกลางน้ำ ณ เขื่อนวชิราลงกรณ(เขาแหลม) อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ที่อุดมสมบูรณ์และน่าหลงไหล

“ปิล๊อก”คำนี้หลายคนมักจะนึกถึงหมู่บ้านกลางหุบเขาที่ถูกขนานนามว่า นิวซีแลนด์เมืองไทย ด้วยเพราะอากาศที่ค่อยข้างเย็น และมีหมอกเมฆปกคลุม ที่นั่นจึงเป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวของหลายคน แต่พอเราได้ยินคำว่า “ปิล๊อกคี่”ก็ทำให้สงสัยว่าคือที่ไหน โชคดีที่ เรามีโอกาสเดินทางไปมอบของให้กับชาวบ้านที่นั่น ความรู้สึกแรกคือ ตื่นเต้นมาก เพราะเราต้องไปที่เขื่อนวชิราลงกรณ(เขาแหลม) อำเภอทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ยังไม่พอและต้องนั่งเรืออีกประมาณ 30 นาที เพื่อขึ้นฝั่งไปแตะแผ่นดินที่นั่น แต่เพราะเวลาจำกัดจึงไม่สามารถขนของบริจาคเข้าไปในหมู่บ้านได้ ทำได้เพียงให้ชาวบ้านมารับของที่ท่าเทียบเรือชุมชนนั่นเอง

"ปิล๊อกคี่"ชุมชนกลางน้ำ(เขื่อนเขาแหลม)ทองผาภูมิ

“ปิล๊อกคี่”เป็นหมู่บ้านของกลุ่มชนเผ่ากะเหรี่ยง หมู่ที่ 4 อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี มีประชานอาศัยอยู่ประมาณ 374 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร มีบ้างที่ลูกหลาน ออกไปทำงานในตัวเมืองใหญ่ ๆ ที่นี่จะเรียกว่าไกลปืนเที่ยงเลยก็ไม่ขนาดนั้น แต่เพราะความห่างไกล และการเดินทางค่อยข้างลำบากทำให้ความเจริญยังเข้าถึงไม่มากพอ จึงกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชาวบ้านที่นั่น

“ความน่าสนใจของการเดินทางไป “ปิล็อกคี่”คือท่ามกลางความจอแจของชีวิตชาวกรุงที่หันไปทางไหนก็พบเจอแต่ป่าปูน แต่ตลอดเส้นทางการล่องเรือกลางเขื่อนวชิราลงกรณ เราเห็นถึงความเงียบสงบและสวยงามของธรรมชาติที่หลายคนถวิลหา บวกความสงสัยในหลาย ๆ ข้อ ว่าแต่ก่อนจะเป็นอย่างไร ความเป็นอยู่ของคน การเดินทาง มันทำให้ตื่นเต้น ขณะที่ล่องเรือไปลมเย็น ๆ พัดผ่านให้น้ำกระเด็นมาสัมผัสผิวกาย ยิ่งทำให้การเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าเหลือเกิน”

"ปิล๊อกคี่"ชุมชนกลางน้ำ(เขื่อนเขาแหลม)ทองผาภูมิ

แม้ว่าครั้งนี้การออกเดินครั้งนี้เรา จะไม่ได้เข้าไปสัมผัสวิถีชุมชนที่ “ปิล๊อกคี่” แบบการเที่ยวทุก ๆ ครั้ง แต่เรารับรู้ได้ว่า ที่นี่มิเสน่ห์น่าค้นหาเหลือเกิน ด้วยทัศนียภาพ วัฒนธรรม การใช้ชีวิตที่หลอมรวทั้งหมดเป็นเอกลักษณ์ที่ดึงดูดคนจากภายนอก และตั้งใจไว้ว่าถ้าโอกาสดีแบบนี้อีก คงได้นำข้อมูลชุมชนมาบอกเล่ากัน #ปิล๊อกคี่ #เขื่อนเขาแหลม #ทองผาภูมิ #กาญจนบุรี 

"ปิล๊อกคี่"ชุมชนกลางน้ำ(เขื่อนเขาแหลม)ทองผาภูมิ

ลิ้มรส “ขนมบ้าบิ่น” ป้าเปีย แห่งตลาดศาลเจ้าโรงทอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470512

ลิ้มรส “ขนมบ้าบิ่น” ป้าเปีย แห่งตลาดศาลเจ้าโรงทอง

\15 มิถุนายน 2564 – 08:24 น.

ป้าเปีย “ขนมบ้าบิ่น” แห่งตลาดศาลเจ้าโรงทอง ขายตั้งแต่ชิ้ลละ 10 สลึง จนบัดนี้ กว่า 50 ปีแล้ว

หลังจากที่ได้เสนอเรื่องราวประวัติความเป็นมา เกี่ยวกับการตั้งชื่อ “ตลาดศาลเจ้าโรงทอง” จังหวัดอ่างทอง  ซึ่งถือว่าเป็นตลาดโบราณดั่งเดิม และยังเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยว แห่งหนึ่งในย่านเมืองเก่า ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กับประวัติความเป็นมานับร้อยปี กันไปแล้ว

ลิ้มรส "ขนมบ้าบิ่น" ป้าเปีย แห่งตลาดศาลเจ้าโรงทอง

วันนี้ จะพาไปสัมผัสกับกลิ่นอายภายในตลาด โดยเฉพาะการทำขนมของคนเก่าคนแก่ภายในตลาดแห่งนี้ และเพียงแค่เดินผ่านซุ้มประตูเข้าไปเท่านั้น ก็ต้องเจอกับหญิงร่างท้วม กำลังนั่งทำ “ขนมบ้าบิ่น” อยู่บนเตา โดยที่บริเวณด้านหน้าร้าน จะติดชื่อเอาไว้อย่างเด่งชัด นั่นก็คือ เจ๊เปีย หรือป้าเปีย ขนมบ้าบิ่น

ลิ้มรส "ขนมบ้าบิ่น" ป้าเปีย แห่งตลาดศาลเจ้าโรงทอง

สอบถามถึงความเป็นมา ก็ทำให้ทราบว่า ป้าเปีย อายุอนาม 74 ปีแล้ว แต่ร่างกายยังแข็งแรง ซึ่งอาชีพทำ “ขนมบ้าบิ่น” ขายให้กับลูกค้า และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาตลาดแห่งนี้  ป้าเปีย เล่าให้ฟังว่า  ทำมาตั้งแต่ยังเด็ก ถ้านับย้อนหลังไป ก็น่าจะประมาณ 50 ปี สมัยโน้นขายอยู่ชิ้นละ 10 สลึง จนปัจจุบันขายอยู่ 7 ชิ้น 20 บาท

ลิ้มรส "ขนมบ้าบิ่น" ป้าเปีย แห่งตลาดศาลเจ้าโรงทอง

สำหรับส่วนผสม ก็ไม่มีอะไรมาก เพราะวัตถุดิบบ้านๆ ตามท้องไร่ท้องนา ในสมัยก่อนนั้นมีอยู่เยอะ เรียกได้ว่า ออกไปตามสวน ตามไร่ ตามนา  ก็ได้กลับมาทำขนมแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าว แป้งข้าวเหนียว แป้งมัน น้ำตาลทราย อะไรพวกนี้ และทุกเย็นก็จะเตรียมวัตถุดินเอาไว้ให้พร้อม เพื่อนำออกขายในรุ่งเช้า “ป้าเปีย” พูดไปยิ้มไป อย่างอารมณ์ดี  

ลิ้มรส "ขนมบ้าบิ่น" ป้าเปีย แห่งตลาดศาลเจ้าโรงทอง

หลังจากที่ได้ลิ้มรสกับ “ขนมบ้าบิ่น” ต้องขอบอกเอาไว้ก่อนเลย อาจจะกรอบนอก แต่เนื้อในนั้น “นุ่ม” ละมุนปากดี ครับและนี่ก็คือ “ขนมบ้าบิ่น”  กับ เจ๊เปีย หรือ “ป้าเปีย ตลาดศาลเจ้าโรงทอง” ครั้งหน้าก็ยังคง วนๆ อยู่ภายในตลาดแห่งนี้ อยู่เช่นเดิม  แต่จะเป็นอะไรนั้น ต้องคอยติดตามกัน..ครับ

ลิ้มรส "ขนมบ้าบิ่น" ป้าเปีย แห่งตลาดศาลเจ้าโรงทอง

รู้จัก “โรคไวรัสตับอักเสบซี” ภัยเงียบที่ยังไร้วัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470456

รู้จัก “โรคไวรัสตับอักเสบซี” ภัยเงียบที่ยังไร้วัคซีน

15 มิถุนายน 2564 – 08:00 น.

โรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่มนุษย์ห้ามไม่ได้ แต่สามารถป้องกันได้ ทำความรู้จักอีกโรคที่ควรระวัง โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์สายดาร์ก “โรคไวรัสตับอักเสบซี” ภัยเงียบที่ยังไร้วัคซีน ต้นต้อสู่ “มะเร็งตับ”

ภัยเงียบที่ยังไร้วัคซีน กับ โรคไวรัสตับอักเสบซี” เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี ทางเลือดหรือเพศสัมพันธ์ คล้ายกับไวรัสตับอักเสบบี

จุดเริ่มต้นของไวรัสชนิดนี้ ติดต่อเข้าสู่ร่างกายทางเลือดเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีประวัติการรับเลือดก่อนปี พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มมีการตรวจคัดกรองหาเชื้อไวรัส นอกจากยังพบบ่อยในผู้ที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด การสักด้วยเครื่องมือที่ไม่สะอาด การฉีดยากับหมอเถื่อน และผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่รักษาด้วยการล้างไต

และยังพบได้มากขึ้นสำหรับผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซีร่วมกับการติดเชื้อ HIV โดยมีอัตราการติดเชื้อในผู้ป่วยกลุ่มนี้สูงถึง 8–10 % และสามารถก่อให้เกิดพยาธิสภาพได้ทั้งภายในตับและภายนอกตับ

รู้จัก "โรคไวรัสตับอักเสบซี" ภัยเงียบที่ยังไร้วัคซีน

เมื่อเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเข้าไปในร่างกายจะแบ่งตัวและอาศัยอยู่ในตับ ระยะแรกทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ส่วนมากผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการทำให้ผู้รับเชื้อไม่ทราบว่ามีการติดเชื้อ จนกว่าจะไปตรวจเลือดแล้วพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ หรือบริจาคเลือดแล้วพบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบซี ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ อ่อนเพลียจากการอักเสบของตับ คลื่นไส้ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม เบื่ออาหาร น้ำหนักลดและอ่อนเพลีย

แต่หากติดเชื้อเฉียบพลัน ประมาณ 70-80% จะเข้าสู่ระยะติดเชื้อเรื้อรัง เนื่องจากไม่สามารถขจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกายได้ หากเป็นนานๆ หลายปี อาจมีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดพังผืด หรือแผลเป็นในตับ นำไปสู่ภาวะตับแข็ง และในที่สุดมีโอกาสเกิดมะเร็งตับ ที่สำคัญจะทราบได้ว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีหรือไม่นั้น ปัจจุบันจะต้องใช้วิธีตรวจทางห้องปฏิบัติเท่านั้น

ศ.นพ.พิสิฐ ตั้งกิจวาณิชย์ นายกสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย ให้ความรู้ว่า บัญชียาหลักแห่งชาติ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2564 ได้อนุมัติการใช้ยาที่สามารถรักษาครอบคลุมทุกสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสตับอักเสบซี คือ ยาสูตรผสม Sofosbuvir/Velpatavir (SOF/VEL) ที่มีกลไกการออกฤทธิ์โดยตรงในการยับยั้งไวรัสตับอักเสบซี (Direct Acting Antivirals; DAAs) และมีประสิทธิภาพรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้หายขาดสูงถึง 95%

โรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เป็นโรคที่สามารถรักษาหายขาดได้ ซึ่งยาสูตรนี้อยู่ในสิทธิประโยชน์ สำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ที่เข้าเกณฑ์การรักษาตามประกาศของบัญชียาหลักแห่งชาติ ภายใต้การดูแลรักษาของอายุรแพทย์สาขาระบบทางเดินอาหาร หรืออายุรแพทย์ทั่วไปที่ปฏิบัติงานด้านโรคระบบทางเดินอาหารไม่น้อยกว่า 5 ปี

[ อะไรทำได้-ไม่ควรทำ เพื่อป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบซี ]

– หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมหรือเข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

– สวมถุงมือถ้าต้องสัมผัสเลือด

– คู่สมรสที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสามารถอยู่ร่วมกันได้ตามปกติ

– มารดาที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสามารถให้นมบุตรได้ ไม่ใช้มีดโกนหนวด แปรงสีฟันร่วมกัน

– ห้ามใช้อุปกรณ์ในการสักร่วมกัน

– ใช้ถุงยางอนามัยหากมีเพศสัมพันธ์หลายคน

– รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ทานอาหารปรุงสุก ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ

– ตรวจร่างกายสม่ำเสมอเพื่อประเมินการทำงานของตับอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

รู้จัก "โรคไวรัสตับอักเสบซี" ภัยเงียบที่ยังไร้วัคซีน

ข้อมูลจากกองทุนวิจัยมะเร็งโลกในปี 2561 พบว่า “มะเร็งตับ” เป็นมะเร็งที่มีอุบัติการณ์สูงสุดเป็นอันดับที่ 5 ในผู้ชายและอันดับที่ 9 ในผู้หญิงทั่วโลก โดยพบผู้ป่วยใหม่กว่า 840,000 รายในปี 2561

ในไทย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ ร่วมกับ มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย และสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลในปี 2563 ว่า “มะเร็งตับ” เป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด มีอุบัติการณ์ในประเทศไทยสูงเป็นอันดับ 1 สำหรับเพศชายและอันดับ 2 ในเพศหญิง

หมดปัญหาผมร่วง ด้วยวิธีง่ายๆ จากตัวเราเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470498

หมดปัญหาผมร่วง ด้วยวิธีง่ายๆ จากตัวเราเอง

14 มิถุนายน 2564 – 22:26 น.

ปัญหา “ผมร่วง” เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ สำหรับ ผู้หญิงและผู้ชาย ทุกเพศทุกวัย ซึ่งต้องบอกว่าไม่มีใครที่อยากจะเจอปัญหานี้ ซึ่งสาเหตุของอาการ “ผมร่วง” มีอยู่หลายปัจจัย ทั้ง กรรมพันธุ์ ฮอร์โมน ความเครียด เป็นต้น

และสำหรับการแก้อาการ “ผมร่วง” นั้นมีหลากหลายวิธีด้วยกัน รับรองว่า ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ที่มีปัญหาผมบาง ขาดหลุดร่วง ไม่ต้องเครียดและหนักใจ  วิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลมีอยู่ 5 วิธีด้วยกัน

หมดปัญหาผมร่วง ด้วยวิธีง่ายๆ จากตัวเราเอง

วิธีแก้ “ผมร่วง” 

1. “สระผมให้ถูกวิธี”  การสระผมที่ถูกต้อง ควรสระวันละครั้งหรือวันเว้นวันก็พอ ในขณะสระผมไม่ควรเกาหนังศีรษะแรงๆ ให้เปลี่ยนมาใช้วิธีการนวดด้วยปลายนิ้วมือของเราเบาๆ  รวมไปถึง อุณหภูมิของน้ำก็สำคัญ เย็นไปก็ทำให้เส้นผมเปราะบาง ร้อนไปก็ทำลายรากผม ควรใช้น้ำที่อุณหภูมิปกติจะดีที่สุด

2. “ไม่ควรทำสีผมบ่อย” เนื่องจากในน้ำยาย้อมผม ประกอบไปด้วยสารเคมี เช่น แอมโมเนีย ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ สารเคมีเหล่านี้จะไปกัดเส้นผมและหนังศีรษะ เป็นสาเหตุทำให้ผมแห้งเสียและหลุดร่วงได้ง่าย

3. “อย่าปล่อยให้ผมเปียกชื้น” ช่วงที่เส้นผมเราเปียกชื้น เป็นช่วงเวลาที่เส้นผมอ่อนแอ และ บอบบางมากที่สุด เพราะหนังกำพร้ายังเปิดอยู่ ดังนั้นอย่าหวีทันทีหลังสระผมเสร็จ ควรใช้ผ้าขนหนูเช็ดเบาๆ หรือไดร์เป่าด้วยลมเย็นค่อยๆ ทำให้ผมแห้ง เพราะหนังกำพร้าบนหนังศีรษะอาจเกิดความเสียหายได้

หมดปัญหาผมร่วง ด้วยวิธีง่ายๆ จากตัวเราเอง
หมดปัญหาผมร่วง ด้วยวิธีง่ายๆ จากตัวเราเอง

4. “ไม่เครียด” วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือแก้จากต้นเหตุ หากรู้ตัวสะสมความเครียด ก็ควรหากิจกรรมสนุกๆ ทำ ปล่อยใจให้สบายๆ ร่าเริงเข้าไว้ เพราะความเครียดไม่ใช่แค่เป็นต้นเหตุทำให้ผมหลุดร่วงเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นเหตุของโรคอื่นๆ อีกด้วย

5. “กินอาหารมีธาตุเหล็ก –โปรตีน” ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อเส้นผม เช่น “ถั่วดำ งาดำ ผักใบเขียว เมล็ดบัว ไข่แดง ตับอ่อน เนื้อสัตว์ ธัญพืชต่างๆ” เพราะอาหารจำพวกนี้อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก โปรตีนและวิตามิน เป็นสารอาหารที่สำคัญของเส้นผม

หมดปัญหาผมร่วง ด้วยวิธีง่ายๆ จากตัวเราเอง
หมดปัญหาผมร่วง ด้วยวิธีง่ายๆ จากตัวเราเอง
หมดปัญหาผมร่วง ด้วยวิธีง่ายๆ จากตัวเราเอง

รู้จัก “วัดสร่างโศก” วัดมอญโบราณอายุกว่า 200 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469942

รู้จัก “วัดสร่างโศก” วัดมอญโบราณอายุกว่า 200 ปี

10 มิถุนายน 2564 – 15:36 น.

เรื่องราวดีๆวันนี้จะพาแนะนำให้รู้จักกับวัดมอญโบราณที่อายุ 200 กว่าปี มีชื่อว่า “วัดสร่างโศก” เหมาะสำหรับสายบุญที่ชอบไหว้พระขอพร ที่สำคัญวัดนี้อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯด้วยจ้า

เมื่อได้ยินชื่อวัดต้องบอกเลยว่าหมดทุกข์คลายความเศร้าหมองแน่นอนเพราะว่าวัดนี้มีชื่อว่า “วัดสร่างโศก” มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สักการะแบบครบทุกแขนง ตั้งแต่พ่อปู่ฤาษี พระมหามุนี พระธาตุ เทพจีน เทพอินเดียและมีพระเจ้าอาวาสคอยนั่งเจิมหน้าผากให้กับปประชาชนที่เดินทางไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์ภายในวัดด้วย

ในเรื่องของที่ตั้งนั้น “วัดสร่างโศก” ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ที่ 8 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ทั้งหมด 11 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา พื้นที่ตั้งวัด เป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง การคมนาคมสะดวกทั้งทางน้ำและทางบก มีถนนเข้าถึงวัดแต่ซอยทางเข้าค่อนข้างที่จะลึกแนะนำว่าควรจะมีรถส่วนตัวขับเข้ามาเองน่าจะสะดวกกว่า เพราะบริเวณวัดพอจะมีที่จอดรถ

รู้จัก "วัดสร่างโศก" วัดมอญโบราณอายุกว่า 200 ปี

ในส่วนของประวัติของวัดสร่างโศก ต้องบอกว่าวัดนี้เป็นวัดมอญโบราณสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2300 ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ให้สมบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2360 ตามหลักฐานของกรมที่ดิน ระวางที่ 41 ระบุชื่อวัดนี้ว่า “วัดปากอ่าว” แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “วัดมอญ” เพราะอยู่ใกล้คลองมอญ ตามที่ปรากฏในระวางที่ดิน และบริเวณนี้มีชาวมอญอาศัยอยู่มาก แต่จากการบอกเล่าสืบต่อกันมาจากชาวบ้าน บ้างก็ว่าชื่อ “วัดอัฎฐวราราม” เพรามีกุฎิ 8 หลัง บ้างก็เรียกว่า “วัดอัศวราราม” เพราะวัดนี้เป็นที่ตั้งกองทัพม้าของพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาภายหลังได้รับการเปลี่ยนแปลงนามวัดใหม่ โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (สมเด็จพระสังฆราช ในสมัยรัชการที่ 5 ) เป็น “วัดเตลงรมณ์” หรือ “วัดทะเลงลม” ในปี พ.ศ. 2482 เปลี่ยนนามใหม่เป็น “วัดโพธิ์ทอง” ครั้งถึง พ.ศ. 2483 จนในที่สุดทางราชการได้เปลี่ยนนามวัดเสียใหม่ เป็น “วัดสร่างโศก” เพื่อให้สอดคล้องกับพระนามของ “พระองค์หญิงโศกสว่าง” พระราชธิดาในสมเด็จพระปิ่นเกล้า 

ปัจจุบันทาง“วัดสร่างโศก”ก็กำลังปฏิสังขรณ์วัดและบริเวณรอบๆบรรยากาศค่อนข้างดีลมถ่ายเทแต่อากาศก็ร้อนจัดหากมีแดดและยังมีกลิ่นลมทะเลพัดมาด้วย เมื่อไปถึงทางคนดูแลวัดก็จะแนะนำให้เดินเข้ามาแล้วไปจุดธูปไหว้พระด้านหลัง จะมีพระพุทธรูปให้กราบไหว้แปะแผ่นทองคำเปลว ก็อธิษฐานขอพรกันได้เลย

สำหรับใครที่ชอบเสี่ยงโชคทางวัดยังมีพี่กุมารแกละ ตาไข่ และไอ้ไข่ ให้ขอโชคขอลาภด้วยอีกทั้งยังมีเซียมซีและเครื่องหมุนลูกบอลตัวเลขให้เสี่ยงดวงกันด้วย ส่วนใครอยากจะซื้อน้ำหรือดอกไม้ถวายก็บอกคนดูแลวัดได้ บริจาคตามกำลังศรัทธา

รู้จัก "วัดสร่างโศก" วัดมอญโบราณอายุกว่า 200 ปี

แต่ใครที่กำลังทุกข์ร้อนอยากขอพรแบบด่วนๆก็แนะนำให้ไปกราบขอพรหลวงพ่อทันใจ ก่อนกลับบ้านวัดนี้เขาก็มีเครื่องลางของขลังให้เช่ากลับไปบูชาติดไม้ติดมือกลับไปด้วย และเเน่นอนว่าทำบุญไหว้พระแล้วใครอยากจะบริจาคเงินหรือทำทาน ตามจุดต่างๆของวัดเขาก็เปิดให้หยอดได้ตามตู้ต่างๆ  

ด้านล่างของวัดจะมีเปิดให้รอดใต้เศียรพ่อแก่เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย ที่สำคัญ“วัดสร่างโศก” ยังมีศิลปะมอญปรากฏให้เห็นอยู่บ้างและที่นี่ไม่เหมือนวัดอื่นที่หลายคนมองว่าเป็นธุรกิจ เพราะไม่มีการบังคับค่าใช้จ่ายใดๆ ทุกอย่างตามกำลังศรัทธาขอแค่มีจิตใจดีแค่สองมือพนมก้มลงกราบก็ได้บุญและความเป็นสิริมงคลกับชีวิตแล้ว

รู้จัก "วัดสร่างโศก" วัดมอญโบราณอายุกว่า 200 ปี
รู้จัก "วัดสร่างโศก" วัดมอญโบราณอายุกว่า 200 ปี
รู้จัก "วัดสร่างโศก" วัดมอญโบราณอายุกว่า 200 ปี
รู้จัก "วัดสร่างโศก" วัดมอญโบราณอายุกว่า 200 ปี

รู้วิธีกำจัด “ไมเกรน” เพชรฆาตร้ายทำลายความสุข #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470495

รู้วิธีกำจัด “ไมเกรน” เพชรฆาตร้ายทำลายความสุข

14 มิถุนายน 2564 – 21:20 น.

ปวดหัวตุ๊บๆ จี้ดๆ ข้างเดียว สัญญาณบอกว่า “ไมเกรน” กำลังถามหา ยิ่งถ้ายังอยู่ในสภาวะเครียด-กดดัน หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวเร้า อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้บ่อยๆ มารู้ถึงสาเหตุ และวิธีแก้ไขกันก่อนที่หัวจะระเบิดดีกว่า

หลายคนคงเคยมีอาการปวดหัวแบบตุ๊บๆ จี๊ดๆ เป็นจังหวะ และมักจะปวดหัวข้างเดียว โดยอาการปวดในช่วงแรกมักจะไม่ค่อยรุนแรงเท่าไหร่ แต่จะค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น ในบางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนแรง และไวต่อแสง เสียง หรือกลิ่นมากขึ้น ถ้าใครมีอาการประมาณนี้ เข้าข่ายว่า “ไมเกรน” เล่นงานซะแล้ว

รู้วิธีกำจัด "ไมเกรน" เพชรฆาตร้ายทำลายความสุข

ไมเกรน (Migraine headache) เป็นการปวดศีรษะที่รบกวนชีวิตเรามาก สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่จะพบบ่อยสุดในช่วงอายุระหว่าง 15-30 ปี มีข้อมูลว่าบางรายตรวจพบได้เมื่ออายุเพียง 7-8 ปีเท่านั้น แต่อายุโดยเฉลี่ยที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือช่วงวัยรุ่นถึงวัยทำงานในช่วงต้นๆ และพบน้อยในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปีเป็นต้นไป นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยในเพศหญิงมากกว่าเพศชายอีกด้วย

รู้วิธีกำจัด "ไมเกรน" เพชรฆาตร้ายทำลายความสุข

แม้ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่า “ไมเกรน” เกิดจากอะไร แต่ปัจจัยที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการปวดศีรษะแบบนี้ มีหลายปัจจัย เช่น การนอนหลับไม่เพียงพอ หรือมากเกินไป, ออกกำลังกายอย่างหักโหม ,การสูบบุหรี่, อาการถอนคาเฟอีน, การอดอาหาร, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในผู้หญิง, ความเครียด, สภาพแวดล้อม อาทิ แสงจ้าหรือแสงแฟลช เสียงดังติดต่อกัน  หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบฉับพลัน เป็นต้น บางคนแค่แพ้กลิ่นน้ำหอม กลิ่นสี กลิ่นควันรถ กลิ่นธูป หรือกลิ่นที่เรารู้สึกว่าฉุนจมูก ก็ทำให้ปวดไมเกรนได้

การจัดการอาการปวดไมเกรน มีหลายวิธี บางคนต้องพึ่งยาบางชนิดบรรเทาอาการและป้องกันการปวด ซึ่งต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยและแนะนำเป็นรายๆไป ขณะที่บางคนแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาทิ ทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย อย่างการนวดผ่อนคลาย บริเวณขมับ ต้นคอ และช่วงไหล่ โดยนวดไปเรื่อยๆ เส้นเลือดก็จะคลายตึง ไม่หดเกร็ง 

รู้วิธีกำจัด "ไมเกรน" เพชรฆาตร้ายทำลายความสุข


นอกจากหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายแล้ว การนอนพักในที่มืดและเงียบสงบ ประคบเย็นบริเวณศีรษะ การรับประทานอาหาร ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หรือจิบน้ำขิงก็สามารถช่วยได้  เพราะมีงานวิจัยออกมาว่าสารที่อยู่ในน้ำขิงสามารถช่วยแก้ปวดศีรษะไมเกรนได้เป็นอย่างดี ดื่มน้ำขิงร้อนๆ อร่อย และสามารถช่วยให้ผ่อนคลายความตึงเครียดไปในตัวได้อีกด้วย

รู้วิธีกำจัด "ไมเกรน" เพชรฆาตร้ายทำลายความสุข