เซฟก่อนสาย เช็กลิสต์ “อาหารทำร้ายผิว” ถ้าไม่อยากแก่ก่อนวัยควรเลี่ยงกิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470226

เซฟก่อนสาย เช็กลิสต์ “อาหารทำร้ายผิว” ถ้าไม่อยากแก่ก่อนวัยควรเลี่ยงกิน

13 มิถุนายน 2564 – 08:20 น.

เซฟผิวก่อนสาย เช็กลิสต์ “5 อาหารทำร้ายผิว” สาวๆที่ไม่อยากแก่ก่อนวัยควรเลี่ยงกิน

การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ในเรื่องของอาหารการกินก็สำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะอาหารหลัก 5 หมู่ ซึ่งมีความจำเป็นในทุกๆวัน แต่ทั้งนี้การรับประทานอาหารบางประเภทมากจนเกินไป อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพผิวได้ เช่น กระตุ้นให้เกิดริ้วรอย มีร่องแก้ม หรือตีนกา ซึ่งล้วนเป็นหนึ่งในเรื่องกวนใจของสาวๆ ทั้งนี้ปฏิกิริยาทางเคมีหลัก 2 ตัวที่ทำร้ายโครงสร้างผิวคือ

1. ปฏิกิริยาอ็อกซิเดชั่น (Oxidation) เป็นผลจากอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเผาผลาญ มาทำร้ายโครงสร้างผิวอย่างคอลลาเจนและอิลาสติน

2. ปฏิกิริยาไกลเคชั่น (Glycation) เป็นผลจากโมเลกุลของน้ำตาล มาเกาะกับโครงสร้างที่เป็นโปรตีนอย่างคอลลาเจน ส่งผลให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพ

ซึ่งหากเรารับประทานอาหารที่เร่งการเกิดปฏิกิริยาทั้งสองมากๆจะส่งผลให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้เร็วขึ้น หรือพูดง่ายๆว่าอาหารเหล่านี้คืออาหารที่ทำให้ผิวเหี่ยวย่นไวนั่นเอง โดยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 ประเภท ดังนี้
 
1. น้ำตาล การรับประทานอาหารหวานๆมากเกินไป จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็ว โมเลกุลของน้ำตาลเข้าจับกับคอลลาเจนด้วยปฏิกริยาไกลเคชั่น (Glycation) ทำให้คอลลาเจนที่ผิวเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร ผิวหมองแลดูไม่สดใสได้

เซฟก่อนสาย เช็กลิสต์ "อาหารทำร้ายผิว" ถ้าไม่อยากแก่ก่อนวัยควรเลี่ยงกิน

2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท นอกจากจะทำให้ผิวแห้ง ขาดน้ำแล้ว ยังก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำลายคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญให้ผิวเด้งดึ๋ง

เซฟก่อนสาย เช็กลิสต์ "อาหารทำร้ายผิว" ถ้าไม่อยากแก่ก่อนวัยควรเลี่ยงกิน

3. คาแฟอีนในชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง หากได้รับมากไปจะรบกวนการนอน ทำให้หลับไม่สนิท โกรทฮอร์โมนซึ่งควรจะหลั่งมาซ่อมแซมร่างกายยามหลับจะหลั่งออกมาได้ไม่ดี ส่งผลให้ผิวไม่สดใสยามเช้า

เซฟก่อนสาย เช็กลิสต์ "อาหารทำร้ายผิว" ถ้าไม่อยากแก่ก่อนวัยควรเลี่ยงกิน

4. เนื้อแปรรูป (processed meats) เช่น ไส้กรอก แฮม หมูยอ ไส้กรอกอีสาน ลูกชิ้น มีสารโซเดียมไนไตรท์ ซึ่งก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ เร่งกระบวนการแก่ของเซลล์ผิวจากปฏิกริยาอ็อกซิเดชั่น

เซฟก่อนสาย เช็กลิสต์ "อาหารทำร้ายผิว" ถ้าไม่อยากแก่ก่อนวัยควรเลี่ยงกิน

5. ไขมันทรานส์ (Trans fat) นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจแล้ว ยังส่งผลให้ผิวถูกทำร้ายจากรังสียูวีได้ง่ายขึ้น ไขมันทรานส์พบได้ในมาการีน ขนมกรุบกรอบสำเร็จรูปต่างๆ อาหารทอด และอาหารฟาสต์ฟู้ด

เซฟก่อนสาย เช็กลิสต์ "อาหารทำร้ายผิว" ถ้าไม่อยากแก่ก่อนวัยควรเลี่ยงกิน

อาหารทำร้ายผิวทั้ง 5 ข้อนี้คงไม่ถึงขั้นที่ว่าต้องห้ามกินโดยเด็ดขาด กินได้แต่ก็ควรกินแค่พอประมาณ เพราะหากกินมากไปจนเกินขีดของความพอดีก็จะส่งผลร้ายย้อนกลับมาทำร้ายร่างกายเราเองในอนาคตได้ ดังนั้นป้องกันไว้ก่อนดีกว่าต้องมาตามซ่อมแซมทีหลังนะจ๊ะ

แชร์ทริครับมือ “แฟนสาว” ช่วงมีประจำเดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470118

แชร์ทริครับมือ “แฟนสาว” ช่วงมีประจำเดือน

13 มิถุนายน 2564 – 02:00 น.

แฟนมีประจำเดือน ไม่เห็นต้องทะเลาะ เปิดทริครับมือแฟนสาว กี่วันมามากก็ไม่หวั่น หนุ่มๆรับมือสบายแถมชีวิตรักความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกว่าเดิม

เชื่อว่าหนุ่มเล็กหนุ่มใหญ่ที่มีแฟน คนรัก ศรีภรรยา หรือคนรู้ใจแล้ว หลายคนคงเคยเจอกับสถานการณ์ “วันมามากของเดือน” ที่จู่ๆ “คุณผู้หญิงที่แสนน่ารัก” ก็แปลงร่างจากสาวหวาน เรียบร้อย กระฉับกระเฉง อารมณ์ดี ใจเย็น กลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย เห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด โดยเฉพาะกับคุณผู้ชายข้างกายที่เธอจะวีนแตกได้ระดับหลายริกเตอร์ชนิดไม่มีปี่มีขลุย จะเข้าหน้าก็ยาก จะหนีไปนอกบ้าน ก็จะกลายเป็นเรื่องทะเลาะกันกระทบความสัมพันธ์ไปเปล่าๆ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิด 6 เคล็ดลับให้ “น้ำหอม” ติดทนนาน

วันนี้มีทริค (Trick) ง่ายๆ มาแชร์ เผื่อน่าสนใจ ใครจะนำไปลองใช้ก็ไม่สงวนสิทธิ์ เพราะต้องบอกเลยว่านี่เป็นวิธีจากผู้มีประสบการณ์จริงที่ใช้แล้วได้ผลกับคนรักของเขามาก…

1. “ทำปฏิทินวันมามาก” หนุ่มๆ หลายคนใช้วิธีพูดคุยกับสาวในช่วงที่เธอไม่ได้มีประจำเดือน ซึ่งจะเป็นช่วงที่อารมณ์ของเธอเสถียรไม่แปรปรวนจากฮอร์โมน (สบายกายสบายใจเป็นปกติอยู่นั่นเอง) เพื่อสอบถามวันที่ประจำเดือนของเธอจะมาว่าเป็นวันที่เท่าไหร่ แล้วทำเป็นปฏิทินให้ชัดเจน …ซึ่งสิ่งที่หนุ่มๆต้องทราบด้วยก็คือ สาวๆนั้นไม่ได้อารมณ์แปรปรวนในวันที่ประจำเดือนมา แต่อาการของหลายคนจะเกิดขึ้น “ก่อนมีประจำเดือน 3-4 วัน” ดังนั้นจดปฏิทิน “ช่วงแดงเดือด” ให้แม่นๆ

2. “เตรียมยาและอุปกรณ์ดูแล” ถ้าหนุ่มๆคนไหนให้ความสำคัญที่จะดูแลสาวๆ ในช่วงวันนั้นของเดือน ด้วยการลุกขึ้นมาเตรียมหยูกยา ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดประจำเดือน ยาดม ยาหม่อง แถมหากระเป๋าน้ำร้อนมารอไว้ให้พร้อม รับรองได้ว่าหนุ่มๆคนไหนทำแบบคุณจะได้คะแนนจากคนรักไปเต็มๆ เพราะนอกจากจะบรรเทาความเจ็บปวดในวันมามากของเดือนได้ตรงจุดแล้ว ยังได้ใจ เพราะคุณแสดงออกถึงความใส่ใจเธอนั่นเอง

3. “ของกินอย่าขาดโดยเฉพาะของหวาน” มันเป็นช่วงไม่กี่วันที่ถ้าคุณตามใจให้เธอได้ทานของหวานของอร่อยบ้าง จะช่วยให้อารมณ์ที่แปรปรวนของเธอกลับมาเสถียรมากขึ้น คุณอาจช่วยเลือกอาหาร ขนมที่อร่อย แต่มีแคลอรีน้อยไว้ในตู้เย็น ยิ่งช่วยให้คนรักของคุณสุขภาพดี หุ่นไม่พังหลังวันมามาก คงเป็นยอดปรารถนาของคนรักและคุณด้วยใช่ไหม

4. “หากิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ทำร่วมกัน” ช่วงมีประจำเดือน สาวๆ ไม่ค่อยชอบออกนอกบ้าน ปาร์ตี้ หรือสังสรรค์ เพราะบางคนรูปร่างเธอเปลี่ยนชั่วคราว เช่น หน้าอก ช่วงหน้าท้องขยาย ดังนั้นทางที่ดี หนุ่มๆ ก็งดปาร์ตี้นอกบ้านเป็นเพื่อนเธอซะเลย ให้เธอได้เห็นคุณเลิกงานกลับตรงเวลา มาอยู่ใกล้ๆ ข้างเธอ รับรองว่านางฟ้าที่น่ารักไม่แปลงร่างใส่หนุ่มอย่างแน่นอน แม้ว่าวันนั้นเธอยังไม่สบายตัวอยู่ก็ตาม เพราะว่าคุณทำให้เธอสบายใจและแสดงออกให้เธอได้รับรู้ว่าคุณกำลังทำเพื่อเธออยู่ แล้วพอถึงเวลาเธออยากออกจากบ้าน พวกคุณก็ค่อยวางแผนไปเที่ยวอย่างแฮปปี้แฟมิลี่ทริปได้เลย

5. “อดทนให้มากและระวังการใช้คำพูด” แน่นอนว่า หนุ่มๆ หลายคนคงมีประสบการณ์ ตอนที่สาวๆมีวันนั้นของเดือนแล้วเราไม่รู้ เวลาพูดคุยอะไรกัน เธอกลับหงุดหงิดง่าย พูดอะไรนิดอะไรหน่อย หยิบมาเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตได้มากกว่าปกติ ก็อยากขอให้ใช้ความอดทนมากๆ ที่สำคัญเลือกใช้คำพูดที่ถนอมน้ำใจกัน แต่ก็ไม่อยากให้หนุ่มๆเข้าใจผิดว่าเป็นการ “ยอม” แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน เพราะคนที่คุณกำลังหาวิธีรับมืออยู่นี้ก็คือคนที่คุณรักไม่ใช่หรือหากอยู่กับเธอได้ทุกสถานการณ์ก็จะยิ่งยอดเยี่ยม ความรักความสัมพันธ์ก็จะยิ่งยาวนานตามที่ปรารถนา

ทั้งหมดก็เป็นวิธีเล็กๆน้อยๆที่จะช่วยถนอมความสัมพันธ์ให้คนรักรักกันยาวนานไม่ทะเลาะกันง่ายๆในไม่กี่วันของเดือน

เช็กลิสต์ 10 สัญญาณเตือน “โรคอัลไซเมอร์” พร้อมแนะ 5 วิธีป้องกันง่ายๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470132

เช็กลิสต์ 10 สัญญาณเตือน “โรคอัลไซเมอร์” พร้อมแนะ 5 วิธีป้องกันง่ายๆ

12 มิถุนายน 2564 – 18:20 น.

เช็กเลย อาการแบบไหนเป็นสัญญาณเตือน “โรคอัลไซเมอร์” มีวิธีรักษาและป้องกันการเกิดโรคอย่างไร

โรคอัลไซเมอร์ หรือโรคสมองเสื่อม เกิดจากเซลล์ในสมองตายหรือไม่ทำงาน ทำให้สมองส่วนที่เหลือทำงานได้ไม่เต็มที่ และหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาจะเกิดภาวะสมองเสื่อมรุนแรง จนในที่สุดผู้ป่วยอัลไซเมอร์ก็ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้

โดย 10 สัญญาณเตือนของโรคอัลไซเมอร์ สังเกตได้ดังนี้

1. มีการหลงลืมที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ลืมในสิ่งที่เพิ่งผ่านเข้ามาเร็วๆนี้ ลืมวันหรือเหตุการณ์สำคัญ ถามซ้ำแล้วซ้ำอีก ต้องอาศัยสิ่งช่วยจำ เช่น สมุดจด หรือบุคคลในครอบครัวคอยช่วยเหลือ

2. เสียความสามารถในการวางแผนหรือแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น ไม่สามารถทำสิ่งต่างๆเป็นขั้นตอนได้อย่างถูกต้อง เช่น ลืมขั้นตอนจ่ายเงินเมื่อไปธนาคาร หรือขับรถ

3. รู้สึกยากลำบากในการทำงานที่คุ้นเคย ไม่ว่าที่บ้าน ที่ทำงาน หรือเวลาพักร้อน เช่น ขับรถไปในสถานที่ที่ไปประจำ จำกฎกติกาของกีฬาที่เล่นประจำไม่ได้

4. รู้สึกสับสนกับเวลาหรือสถานที่ในขณะหนึ่งๆ เช่น ไม่รู้วันที่ ฤดูกาล และเวลา ลืมสถานที่ที่ตัวเองอยู่หรือไม่รู้ว่าจะไปสถานที่นั้นๆอย่างไร

5. รู้สึกลำบากที่จะเข้าใจในภาพที่เห็นและความสัมพันธ์ระหว่างภาพที่เห็นกับตัวเอง เช่น อ่านหนังสือเข้าใจลำบากขึ้น กะระยะทางยากขึ้น วางของบนโต๊ะแต่มักปล่อยลงก่อนถึงโต๊ะ บอกสีต่างๆยากขึ้น

6. รู้สึกมีปัญหาในการค้นหาหรือใช้คำที่เหมาะสมในการพูดหรือเขียน เช่น มักจะหยุดระหว่างกำลังสนทนาและไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรต่อ หรืออาจพูดคำ ประโยคซ้ำๆ

7. ลืมของไว้ในที่ที่ไม่ควรวาง หรือเก็บไว้และไม่สามารถย้อนนึกกลับไปได้ว่าวางไว้ที่ใด เช่น เก็บโทรศัพท์ไว้ในตู้เย็น

8. ความสามารถในการตัดสินใจลดลงหรือสูญเสียไป เช่น ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรกับตนเอง ไม่ทำผม ไม่อาบน้ำ

9. มีการแยกตัวออกจากงานที่ทำหรือกิจกรรมที่ชื่นชอบ เช่น ปกติจะไปเล่นกีฬา พบปะเพื่อนทุกสัปดาห์ แต่วันหนึ่งกลับไม่ไปโดยไม่มีเหตุผลใดๆ

10. รู้สึกว่าอารมณ์และบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไป เช่น ดูสับสน วิตกกังวล หวาดกลัว

ทั้งนี้หากพบสัญญาณเตือนข้อใดข้อหนึ่งควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ตั้งแต่แรกเริ่ม และรับการรักษาที่ได้ผลดีที่สุด

เช็กลิสต์ 10 สัญญาณเตือน "โรคอัลไซเมอร์" พร้อมแนะ 5 วิธีป้องกันง่ายๆ

อาการของโรคอัลไซเมอร์จะกินเวลาหลายปี และแสดงอาการตามระยะเสื่อมของสมอง 3 ระยะ ดังนี้

อาการสมองเสื่อมระยะแรก : อาการระยะแรกของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ เริ่มจากขี้หลงขี้ลืม ลืมเรื่องที่เพิ่งพูดไปหรือลืมเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น มีพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ ชอบถามคำถามเดิมๆซ้ำๆ มีความลังเล ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องง่ายๆได้ ทำให้มีความวิตกกังวลมากขึ้น ตื่นตกใจง่าย และอาจมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงได้

อาการสมองเสื่อมระยะปานกลาง : ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการเข้าขั้นสมองเสื่อมระยะแรก และคิดว่าเป็นเพียงความหลงลืมชั่วคราวหรือเป็นเรื่องปกติ อาจเป็นความคิดที่ผิดได้ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ปัญหาความจำอาจแย่ลงจนไม่สามารถจำชื่อคนรู้จักได้ ไม่สามารถลำดับเครือญาติหรือแยกคนใกล้ชิดได้ว่าใครเป็นใคร รวมถึงอาจมีอาการสับสน ลืมวันเวลา ประกอบกับนอนไม่หลับ และที่พบบ่อยคือหลงทาง หาทางกลับบ้านเองไม่ได้ ความรุนแรงของอาการสมองเสื่อมระยะนี้อาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายกว่าปกติ หรือรุนแรงถึงทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะซึมเศร้าได้

อาการสมองเสื่อมระยะสุดท้าย : อาการระยะที่รุนแรง ผู้ป่วยจะเกิดภาพหลอน เรียกร้องความสนใจหรือก้าวร้าวขึ้น มักมีอาการทางกาย เช่น เคี้ยวอาหารและกลืนได้ลำบาก เคลื่อนไหวช้าลง หรือไม่สามารถเดินเองได้ ปัสสาวะหรืออุจจาระเล็ดเนื่องจากกลั้นไม่อยู่ และสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน ต้องพึ่งพาผู้อื่นในเรื่องง่ายๆ เช่น ป้อนข้าว อาบน้ำ

การชะลอการเกิดอัลไซเมอร์ คือ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสมอง ไม่สูบบุหรี่ และไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และทำกิจกรรมการกระตุ้นความคิดอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีการรักษาใดที่สามารถรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาดได้ มีเพียงการรักษาให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โดยการใช้ยายับยั้งสารอะเซตีลโคลีนเอสเทอเรส (Acetylcholinesterase) เพื่อลดการทำลายสารความจำในสมอง

ทั้งนี้โรคความจำเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคที่มีโอกาสน้อยที่จะสามารถรักษาให้หายสนิทได้ แต่เราสามารถป้องกันไม่เป็นโรคนี้ได้ด้วยวิธีฝึกสมองง่ายๆ 5 ข้อดังนี้

1. อ่านหนังสือสามารถช่วยเสริมสร้างและยืดอายุสมองได้ 2. เขียนหนังสือบ่อยๆช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นสมองได้ดี 3. คิดเลขช่วยกระตุ้นให้ใช้ความคิด และสมาธิ 4. เล่นเกมตอบปัญหาเพื่อกระตุ้นให้ใช้ความคิด ฝึกความจำ ความคิด สมาธิ 5. ฝึกใช้อุปกรณ์ใหม่ๆช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นสมองได้ดี

ที่มาsamitivejchinatown

หมดปัญหากลุ้มใจ เลือกกินอาหาร 7 ชนิด บอกลา “ผมหงอก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470220

หมดปัญหากลุ้มใจ เลือกกินอาหาร 7 ชนิด บอกลา “ผมหงอก”

12 มิถุนายน 2564 – 17:35 น.

สาวๆหนุ่มๆคนไหนที่อยากจะบอกลาปัญหา ผมขาวผมหงอก ที่เกิดขึ้นก่อนวัย มีเคล็ดลับดีๆ มาแนะนำ นอกจากการย้อมสีผม การทำสีผมเพื่อปกปิด ผมขาว ผมหงอก แล้ว เรื่องการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็มีส่วนสำคัญกับร่างกายไปจนถึงเส้นผม

เพราะเส้นผมของคนเรา ต้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอ การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกวิธีก็จะช่วยบอกลา ผมขาวผมหงอก ได้ เรียกว่าไม่ต้องกลุ้มใจอีกต่อไป  

หมดปัญหากลุ้มใจ เลือกกินอาหาร 7 ชนิด บอกลา "ผมหงอก"

และสำหรับอาหารที่มีประโยชน์ที่จะสามารถช่วย บอกลา ผมขาวผมหงอก ได้ก็มีอยู่ 7 ชนิดด้วยกัน ดังนี้

วิธีที่ 1  “ไข่”  มีประโยชน์ของกรดโฟลิก โดยเฉพาะไข่แดงจะช่วยชะลอให้ผมขาวช้าลง และ หากเรารับกรดโฟลิก คู่กับ วิตามินบี 5 ก็จะยิ่งให้ผลดีขึ้น

หมดปัญหากลุ้มใจ เลือกกินอาหาร 7 ชนิด บอกลา "ผมหงอก"

วิธีที่ 2  “ข้าวกล้อง” จัดเป็นวิตามินประเภทหนึ่งที่ละลายในน้ำ โดยพบมากในข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี รวมถึง จมูกข้าวสาลี ประโยชน์สำคัญคือช่วยฟื้นคืนสภาพสีผม นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่มขึ้น

หมดปัญหากลุ้มใจ เลือกกินอาหาร 7 ชนิด บอกลา "ผมหงอก"

วิธีที่ 3 “สาหร่าย” สาหร่ายโนริที่ใช้สำหรับห่อข้าวปั้น รวมถึง สาหร่ายวากาเมะ และ คอมบุ ต่างก็สามารถช่วยบำรุงเส้นผมได้  เพราะสาหร่าย จะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของ melanocyte ทำให้เกิดสีดำในเส้นผม

หมดปัญหากลุ้มใจ เลือกกินอาหาร 7 ชนิด บอกลา "ผมหงอก"

วิธีที่ 4 “ขิง”  เป็นสมุนไพรที่รับประทานแล้วช่วยให้เกิดการไหลเวียนที่ดีของเลือด  จะทำให้สารอาหารถูกนำไปสู่รากผม  ได้มากขึ้น ส่งผลให้ผมมีสีดำงดงาม

หมดปัญหากลุ้มใจ เลือกกินอาหาร 7 ชนิด บอกลา "ผมหงอก"

วิธีที่ 5 “หอยนางรม” เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุทองแดง มีส่วนสำคัญในการสร้างสีผม โดยปริมาณที่ควรกินคือหอยนางรม 2 ตัว ต่อวัน ก็จะได้แร่ธาตุทองแดงที่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ

หมดปัญหากลุ้มใจ เลือกกินอาหาร 7 ชนิด บอกลา "ผมหงอก"

วิธีที่ 6  “เห็ด”  ถือว่าเป็นสุดยอดของอาหารที่ช่วยบอกลาผมหงอก “เห็ด” มีสารอาหารที่สำคัญต่อเส้นผมถึง 2 ชนิด คือ “ซีลีเนียม” ในเห็ดช่วยบำรุงผม และ “แพนโทเธนิค” ธาตุอาหารสำคัญที่ช่วยรักษาเม็ดสีภายในผมทำให้ผมดำ และ ช่วยป้องกันผมหงอก 

หมดปัญหากลุ้มใจ เลือกกินอาหาร 7 ชนิด บอกลา "ผมหงอก"

วิธีที่ 7 “งาดำ” อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าต่างๆ อาทิ “แอนโทไซยานิน” มีประโยชน์ในการกระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดสีของผม “ธาตุเหล็ก” ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนที่ดีของเลือดบนหนังศีรษะ และ “ลิกแนน” ลดการเกิดผมหงอกที่มีสาเหตุมาจากความชราภาพลงได้

หมดปัญหากลุ้มใจ เลือกกินอาหาร 7 ชนิด บอกลา "ผมหงอก"

แค่ลองเลือกกินอาหาร 7 ชนิด ที่แนะนำไป เพียงเท่านี้ ก็น่าจะช่วยชะลอผมขาว ผมหงอกที่มาก่อนวัยได้ 

ไหว้พระเสริมมงคล ย่านฝั่งธน ยลองค์ “พระปฏิมา” คู่แผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470165

ไหว้พระเสริมมงคล ย่านฝั่งธน ยลองค์ “พระปฏิมา” คู่แผ่นดิน

12 มิถุนายน 2564 – 17:30 น.

ความงดงงามของงานพุทธศิลป์ไทยที่สืบสานให้จนถึงปัจจุบัน ผ่านความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน วันนี้ผู้เขียนขอพาไปยลความวิจตรเสริมบารมีด้วยการไหว้ศักการะองค์พระปฏิมาคู่แผ่นดินไทย ย่านฝั่งธนบุรี

ความงดงามอย่างหนึ่งที่คนทั่วโลกกล่าวขานถึงประเทศไทย หรือ สยามเมืองยิ้ม นั้นคือวัฒนธรรม อารยธรรมที่ดีงาม รวมไปถึงความละเมียดมะไมอ่อนช้อยร่มเย็น ของงานแห่งสถาปัตยกรรมในพระอารามต่าง ๆ นั่นเพราะความเชื่อความศรัทธาที่ปลูกฝั่งมาอย่างช้านาน ทำให้งานวิจิตรศิลป์ต่าง ๆ ได้ต่อยอดสู่งานพุทธศิลปิลที่งามง่าน่าเลื่อมใส่ ทรงคุณค่าตราบจนถึงปัจจุบันผ่านพระพุทธรูป หรือ องค์ “พระปฏิมา” คู่แผ่นดิน และสร้างเป็นแลนด์มาร์กศูนย์รวมของคนที่ต้องการความร่มเย็นทางจิตใจ

ไหว้พระเสริมมงคล ย่านฝั่งธน ยลองค์ "พระปฏิมา" คู่แผ่นดิน

วันนี้ผู้เขียนขอหยิบยกพระอารามที่ต้องบอกว่าควรได้มากราบสักการะสักครั้งหนึ่ง ซึ่งพิกัดนี้อยู่ในละแวกย่านฝั่งธนบุรี เลียบแม่น้ำเจ้าพระ และการเดินทางสัญจรก็ค่อนข้างสะดวกสบาย  สำหรับการเดินทางไปสักการะไหว้พระปฏิมา ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลนั้น ผู้เขียนขอเริ่มที่ “วัด แจ้ง หรือ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร”ด้วยความงดงามแห่งงานพุทธศิลป์ที่คนรุ่นก่อนได้บรรจงประณีตรังสรรไว้ด้วยความศรัทธา วัดแจ้ง ปลายทางของพุทธศาสนิกชนทั่วโลกไป สำหรับจุดหลัก ๆ นอกจากองค์พระปรางค์แล้ว หรือ พระวิหารพระบรมสารีริกธาตุ พระวิหารสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แล้วนั้น พระอุโบสถ์ ที่ประดิษฐานพระประทาน”พระพุทธธรรมมิศราชโลกธาตุดิลก”เราก็ต้องไปไหว้สักการะเพื่อขอพร และสิริมงคลด้วย

ไหว้พระเสริมมงคล ย่านฝั่งธน ยลองค์ "พระปฏิมา" คู่แผ่นดิน

ถัดมาใกล้กัน ๆ คือ “วัดกัลยาฯ หรือ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร”งานพุทธศิลป์อีกหนึ่งแห่งเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะเห็นถึงสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีน ทั้งพระเจดีย์ ประตูทางเข้า และงานพุทธศิลป์ต่าง ๆ ที่รายล้อม “วัดกัลยาฯ ” ในพระวิหารได้ที่ประดิษฐาน “พระพุทธไตรรัตนนายก หรือ หลวงพ่อโต” ที่สร้างจำลองตามรูปแบบเทียบเคียงวัดผนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา  วัดแห่งนี้มีจุดสำหรับการไหว้และปักธูปหลายจุดตามธรรมเนียมแบบจีน แต่หลายคนลืมปักธูปจุดหนึ่งคือ หน้าพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระประธาน “ปางปาลิไลยก์” 

ไหว้พระเสริมมงคล ย่านฝั่งธน ยลองค์ "พระปฏิมา" คู่แผ่นดิน
ไหว้พระเสริมมงคล ย่านฝั่งธน ยลองค์ "พระปฏิมา" คู่แผ่นดิน

ปิดท้ายที่  “วัดระฆัง หรือ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร”พระอารามอีกหนึ่งแห่งที่เหล่าพุทธศาสนิกชนเลื่อมใสศรัทธาและหลังไหลกันมากราบไหว้ข้อพร อนึ่งด้วยบารมีแห่งพระเกจิอาจารย์ชื่อดังสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทธิ์ “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)”นั่นเอง และด้วยความไม่ซับซ้อนของเขตพระราม หลังจากจุดธูปเทียนด้านหน้าพระอุโบสถแล้ว ก็เข้าไปกราบพระประธาน “หลวงพ่อยิ้มรับฟ้า”จากนั้นออกมาถวายสังฆทาน แล้วก็อย่าลืม เคาะระฆังและเติมน้ำมันตะเกียงกันด้วย เพราะเชื่อว่าจะได้เพิ่มบุญบารมีของเราอีกหนึ่งทาง

ไหว้พระเสริมมงคล ย่านฝั่งธน ยลองค์ "พระปฏิมา" คู่แผ่นดิน
ไหว้พระเสริมมงคล ย่านฝั่งธน ยลองค์ "พระปฏิมา" คู่แผ่นดิน

สำหรับการเดินทางไปทั้ง 3 พระอารามนั้นสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย เพราะทั้ง 3 พระอารามอยู่บนถนนเส้นเดียวกันคือ อรุณอมรินทร์ ด้วยทางรถส่วนตัวหรือรถสาธารณะ หรือ ใครที่อยากได้ฟีลนั่งเรือด้วยก็จะมีเรือให้บริการทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ที่จะให้ไปเที่ยวทั้ง 3 พระอารามในราคาคนละ 40 บาทเท่านั้นเอง 

รูปร่างดีแบบ “Miss Universe” คนล่าสุด ด้วย “อาหารวีแกน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470203

รูปร่างดีแบบ “Miss Universe” คนล่าสุด ด้วย “อาหารวีแกน”

12 มิถุนายน 2564 – 15:30 น.

“Miss Universe 2020″ แอนเดรีย เมซ่า ชาวเม็กซิโก เผยว่า เธอรักษารูปร่างที่สูงถึง 182 ซม. ด้วยการกิน”อาหารวึแกน” ทำให้หลายคนสงสัยว่า การกินอาหารแนวนี้มันเป็นยังไง?

ทางคมชัดลึก ก็เลยจะขอพาไปทำความรู้จักกับ “อาหารวีแกน” ที่ “Miss Universe 2020″ บอกว่า เธอเป็นคนรักสัตว์ รวมถึงยังอยากจะช่วยลดผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ แอนเดรียจึงไม่รับประทานเนื้อสัตว์ รวมถึงใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสัตว์ด้วย

รูปร่างดีแบบ "Miss Universe" คนล่าสุด ด้วย "อาหารวีแกน"

โดย “อาหารวีแกน” เป็นเทรนด์ของคนรักการกินอาหารสุขภาพมาได้ 3-4 ปีแล้ว ซึ่งมีความเคร่งครัดสูง ที่สะท้อนถึงวินัยในการดูแลตัวเองของ  “Miss Universe 2020″ ได้เป็นอย่างดี

ซึ่งวีแกน หรืออาหารวีแกน เป็นการรับประทานมังสวิรัติแนวใหม่ มีรูปแบบที่เคร่งครัดมากกว่าการทานแบบ Veggie โดยการทานมังสวิรัติแบบ Veggie จะไม่มีการทานเนื้อสัตว์ เน้นการรับประทานแต่ผักและผลไม้เท่านั้น แต่ก็ยังมีการรับประทานอาหารประเภท นม ชีส และไข่ได้ตามปกติ 

แต่สำหรับกลุ่มที่มีความเคร่งครัดมากๆ นอกจากจะงดเว้นการทานเนื้อสัตว์ ทานเฉพาะผักและผลไม้แล้ว ยังงดเว้นการบริโภคนม เนย ชีส ไข่ น้ำผึ้ง และยีสต์ บางคนอาจจะเคร่งครัดถึงขั้นไม่สวมเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ไม่มีการใช้เครื่องสำอางที่ทำมาจากสัตว์

ซึ่งได้มีการประยุกต์ใช้หลักของการรับประทานอาหารวีแกน เพื่อใช้ในการลดน้ำหนัก ทำให้ไม่จำเป็นต้องมาคำนวณปริมาณแคลอรี่ ดังนั้นเหตุผลหลักของการรับประทานอาหารตามแนววีแกน ก็เพื่อรักษาสุขภาพ และไม่ทำร้ายสัตว์นั่นเอง

การเริ่มต้นรับประทานอาหารวีแกน ไม่ควรหักโหมโดยการเปลี่ยนในทันที แต่ให้ลองเริ่มลดปริมาณการกินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง โดยเริ่มงดเว้นการรับประทานนม เนย และไข่ เป็นบางวัน จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มวันเข้าไปเรื่อยๆ

รูปร่างดีแบบ "Miss Universe" คนล่าสุด ด้วย "อาหารวีแกน"

นอกจากนี้ยังต้องหลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ปลอมที่ได้มาจากโปรตีนเกษตร ให้เลือกรับประทานเต้าหู้จะดีกว่า 

การกินอาหารวีแกนนั้น ไม่ได้เน้นเฉพาะการกินผักผลไม้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเมนูอาหารวีแกนจะต้องมีความหลากหลาย โดยมีส่วนประกอบของเต้าหู้ ถั่ว ข้าวกล้องเป็นส่วนประกอบ 

แต่การรับประทานมังสวิรัติมีความเคร่งครัด จนทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่า การรับประทานอาหารแบบนี้จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร แต่ถึงแม้ว่าการกินอาหารแนววีแกนจะไม่มีการกินเนื้อสัตว์ ร่างกายก็สามารถรับสารอาหารเหล่านี้ได้จากแหล่งพืชผักอยู่แล้ว โดยในกลุ่มของโปรตีน จะได้รับจากธัญพืชเป็นหลัก เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลูปินและเมล็ดฟักทอง

การกินอาหารวีแกน ยังทำให้ร่างกายได้รับปริมาณวิตามินและเกลือแร่ สารโอเมก้า 3 จากถั่วและผักได้โดยตรงอยู่แล้ว 

สำหรับชาววีแกน มักจะขาดวิตามินบี 12 จนทำให้กลายเป็นโลหิตจาง ทำให้เส้นประสาทเสียหาย ดังนั้นแนะนำให้ลองหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมารับประทานควบคู่กันไป และการปรุงแต่งอาหารวีแกนที่ดี จะต้องใช้ความร้อนไม่เกิน 48 องศาเซลเซียส

การทานอาหารแนววีแกน เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่อยากดูแลสุขภาพ และต้องการลดน้ำหนักได้ผล เพราะเป็นอาหารที่มีปริมาณแคลอรี่ต่ำ

ฟิตติ้งชุดก็กินแต่ผลไม้

รูปร่างดีแบบ "Miss Universe" คนล่าสุด ด้วย "อาหารวีแกน"
รูปร่างดีแบบ "Miss Universe" คนล่าสุด ด้วย "อาหารวีแกน"
รูปร่างดีแบบ "Miss Universe" คนล่าสุด ด้วย "อาหารวีแกน"
รูปร่างดีแบบ "Miss Universe" คนล่าสุด ด้วย "อาหารวีแกน"

ญี่ปุ่นทิพย์ “รถไฟลอยน้ำ” พนังกั้นน้ำโคกสลุง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470198

ญี่ปุ่นทิพย์ “รถไฟลอยน้ำ” พนังกั้นน้ำโคกสลุง 

12 มิถุนายน 2564 – 15:03 น.

นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้ออกทริปไปเที่ยวที่ไหนเลย ได้แต่นั่งดูรูปเก่าเที่ยวทิพย์วนไป “รถไฟลอยน้ำ” พนังกั้นน้ำโคกสลุง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่งในยุคนี้ ยุคที่ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม 

     ช่วงที่ผ่านมากระแส “เที่ยวทิพย์” กระจายเต็มหน้าสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส ทำให้หลายคนที่มีแพลนวางเอาไว้ว่าจะไปเที่ยวที่นู้นที่นี่ เป็นอันต้องพับม้วนเก็บไว้ทันที เมื่อสถานการณ์ยังไม่ปกติ 

     จนกระทั่งก้าวเข้าสู่เดือนมิถุนายน หลายจังหวัดเริ่มผ่อนคลาย ปลดล็อค บางจังหวัดเปิดรับนักท่องเที่ยวแล้ว แต่ต้องทำตามเงื่อนไข

     หลายคนเริ่มมองหาที่เที่ยวในวันสุดสัปดาห์กันบ้างแล้ว โดยเฉพาะหนุ่มสาวชาวกรุงที่โหยหาอารมณ์ออกไปท่องเที่ยว สูดอากาศดี ๆ ให้เต็มปอด ไปพักสมอง พักใจ ที่หม่นหมอง ล้างคราบฝุ่นเมือง ให้สดชื่นนำพลังบวกจากการเที่ยวไปเป็นแรงขับเคลื่อนในชีวิตทำงานที่แสนยุ่งเหยิงกันต่อไป         

     วันนี้ คมชัดลึกออนไลน์ อยากจะบอกต่อสถานที่ท่องเที่ยว แนวธรรมชาติ ที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพ อย่าง จังหวัดลพบุรี หลายคนอ่านชื่อแล้วร้องอ๋อ เมืองลิงนี่เอง เชื่อว่าหลายคนเคยไปแล้ว หรือ เคยผ่านไปหลายครั้ง แต่รู้ไหมมีสถานทีเหมือนจะลับ ๆ แต่ตอนนี้คงไม่ลับแล้ว แอบแทรกและน่าสนใจ 

    สถานที่แห่งนี้เป็นเหมาะแก่การเป็นโลเคชั่นสวย ๆ ไว้ถ่ายรูป จะมาเป็นกลุ่มเพื่อน หรือ คู่รัก แม้กระทั่ง ครอบครัว ก็ดี โลเคชั่นนี้หากลองปรับแต่งโทนภาพออกมาให้ดูเป็นแนวเจแปนนิสล่ะก็จะทำให้คลายความคิดถึงญี่ปุ่นไปได้บ้างเลยทีเดียว

    เกริ่นมาเยิ่นยาวยังไม่ได้บอกชื่อสถานที่เสียที เฉลยเลยแล้วกัน นั้นก็คือ รถไฟลอยน้ำ พนังกั้นน้ำโคกสลุง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี 

    ฟังชื่อเฉลยกันแล้วบางคนร้องอ๋อ บางคนบอกอีหยังว่ะ ที่นี่ที่ไหน รถไฟลอยน้ำ พนังกั้นน้ำโคกสลุง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี 

    รถไฟลอยน้ำ พนังกั้นน้ำโคกสลุง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง เหมาะแก่การใช้รถส่วนตัวมากกว่าขนส่งสาธารณะ เพราะจุดดังกล่าวเป็นจุดที่ห่างไกลจากตัวเมือง 

ญี่ปุ่นทิพย์ "รถไฟลอยน้ำ" พนังกั้นน้ำโคกสลุง 
ญี่ปุ่นทิพย์ "รถไฟลอยน้ำ" พนังกั้นน้ำโคกสลุง 
ญี่ปุ่นทิพย์ "รถไฟลอยน้ำ" พนังกั้นน้ำโคกสลุง 

     เมื่อมาถึงจุด รถไฟลอยน้ำ พนังกั้นน้ำโคกสลุง จะมีลานจอดรถเอาไว้ให้สำหรับนักท่องเที่ยวจอด แต่จะต้องขับลงไปด้านล่างข้างทาง เมื่อจอดรถเสร็จ เตรียมอุปกรณ์ถ่ายภาพ เดินย้อนขึ้นมาบนถนน เดินมุ่นหาหารารถไฟ

ญี่ปุ่นทิพย์ "รถไฟลอยน้ำ" พนังกั้นน้ำโคกสลุง 

     เพียงแค่ฉากแรกของ รถไฟลอยน้ำ พนังกั้นน้ำโคกสลุง ก็ทำให้รู้สึกได้ฟิวแบบญี่ปุ่นเลย ภาพรางรถไฟ ที่กั้น เสาไฟที่ยืนเรียงรายกันเป็นแถว สูงเด่น รับกับรางรถไฟ ขนาบข้างด้วยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทุ่งหญ้า สุดไกลสุดตา 

ญี่ปุ่นทิพย์ "รถไฟลอยน้ำ" พนังกั้นน้ำโคกสลุง 

     แสงแดดยามเย็นหล่นกระทบกับผืนน้ำ สะท้อนต้นหญ้าอ่อนที่ให้สีเขียวขจี ทำให้หัวใจที่เคยหม่นหมองถูกชะล้างไปโดยฉับพลัน ผนวกกับเสียงลมที่พัดเอายอดไม้ ไหวเอนลู่ลมไปตามสายลม เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ อย่างกับมันกำลังพยายามหยุดเวลาไว้ที่แห่งนี้ 

ญี่ปุ่นทิพย์ "รถไฟลอยน้ำ" พนังกั้นน้ำโคกสลุง 

     หากเดินถ่ายรูปตามรางรถไฟจนรู้สึกหิวแล้วล่ะก็ ด้านล่างรางรถไฟ จะเป็นลานหญ้ากว้าง ๆ สามารถนำเตรียมของมาปิคนิคได้ ปูเสื่อ ปูผ้า วางตระกร้า นำอาหารของว่าง มานั่งทานได้ นอกจากจะกินไป ชมธรรมชาติไป ยังได้ภาพสวย ๆ อีกต่างหาก 

     บริเวณใกล้ ๆ จุดชมวิวถ่ายรูปที่นี่ คือ ไม่มีร้านคาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ทำให้รู้สึกไม่อึดอัดกวนสายตา ที่นี่มีแต่รอยยิ้มของชาวบ้านโคกสลุง ที่ใช้ชีวิตชนบทขับรถผ่านนักท่องเที่ยว ก็ยิ้มให้เป็นการต้อนรับจากชาวบ้าน 

ญี่ปุ่นทิพย์ "รถไฟลอยน้ำ" พนังกั้นน้ำโคกสลุง 
ญี่ปุ่นทิพย์ "รถไฟลอยน้ำ" พนังกั้นน้ำโคกสลุง 

     ความเรียบง่ายตามวิถีชาวบ้าน ความสวยงามของสถานที่ จึงเป็นิสิ่งเย้ายวนให้นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติต่างมุ่งหน้ามาเยี่ยมเยือนเช็คอินถ่ายรูป รวมไปถึงเหล่าบรรดาดารานักแสดงหลายคนต่างเดินทางมาถ่ายรูปที่นี่เช่นกัน จนเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างมากขึ้น 

ญี่ปุ่นทิพย์ "รถไฟลอยน้ำ" พนังกั้นน้ำโคกสลุง 

     รถไฟลอยน้ำ พนังกั้นน้ำโคกสลุง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับในยุคนี้ เพราะห่างไกลผู้คน ไม่แออัด คนยังน้อย 

ญี่ปุ่นทิพย์ "รถไฟลอยน้ำ" พนังกั้นน้ำโคกสลุง 

     แฟนเพจคมชัดลึก ลองหาเวลาว่างวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ ปักหมุดจีพีเอส “รถไฟลอยน้ำ พนังกั้นน้ำโคกสลุง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี” และอย่าลืมอุปกรณ์ปิคนิค ที่จะช่วนเพิ่มสีสันให้กับทริปของคุณได้ 

เปิดความลับ “ถ้ำนาคา” หินเกล็ดพญานาคเกิดขึ้นได้อย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470196

เปิดความลับ “ถ้ำนาคา” หินเกล็ดพญานาคเกิดขึ้นได้อย่างไร

12 มิถุนายน 2564 – 14:38 น.

ครั้งนี้จะไปพาไปชมความงามของหินเกล็ดพญานาค ที่ “ถ้ำนาคา” จ.บึงกาฬ ตั้งแต่ช่วงที่ค้นพบถ้ำนี้ใหม่ๆและยังไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปทำลายขีดเขียนจนต้องปิดล้อมหิน พร้อมกับพาไปไขความลับการเกิดหินลวดลายหินเกล็ดพญานาคและวิธีการเดินทางไปเยี่ยมชมมาฝากกันด้วย

คมชัดลึกอออนไลน์จะพาคุณผู้อ่านไปดูถ้ำแห่งหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากคนไทยถือเป็นถ้ำใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบในช่วงที่โควิด19แพร่ระบาด นั่นก็คือ “ถ้ำนาคา” ตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา จ.บึงกาฬ โดยมีหลายคนอยากจะเข้าไปชมและขอโชคขอลาภ เพราะมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของตำนานพญนาคเนื่องจากถ้ำนี้มีลวดลายหินคล้ายกับเกล็ดพญานาคขนาดใหญ่ที่นอนขดตัวอยู่

 เปิดความลับ "ถ้ำนาคา" หินเกล็ดพญานาคเกิดขึ้นได้อย่างไร

หลังจากที่ภาพของหินลายเกล็ดงูยักษ์ “ถ้ำนาคา” ถูกแชร์ลงไปในโลกโซเชียล สร้างความตื่นตาตื่นใจกับผู้ที่ได้เห็น ซึ่งกว่าจะขึ้นไปถึงยอดภูลังกาได้นั้นไม่ง่ายเลยร่างกายจะต้องฟิตระดับหนึ่งเพราะตลอดการเดินทางจะต้องก้าวเท้าทีละขั้นตามขั้นบันไดที่สูงชัน ระยะทางเริ่มต้นจากทางขึ้นที่วัดถ้ำชัยมงคลถึงถ้ำนาคา ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ไปกลับเกือบระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร

“ถ้ำนาค” ถือว่า เป็นประติมากรรมทางธรรมชาติที่งดงามแปลกตา ทั้งพื้นผิวหน้าหินที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดงู รวมถึงรูปแบบของถ้ำที่คดเคี้ยวคล้ายงูยักษ์กำลังขดตัว ไม่ไกลกันนักยังมีหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับหัวงูกำลังนอนหลับหรือก้มดื่มน้ำอยู่ ชาวบ้านจึงเชื่อมโยงไปถึงตำนาน “พ่อปู่อือลือ” งูยักษ์ที่ถูกสาปกลายเป็นหิน และอีกหลากหลายความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับพญานาคเพราะที่ตั้งของถ้ำแห่งนี้อยุ่ใกล้กับแม่น้ำโขง ด้วยพลังความศรัทธาจึงทำให้คนไทยอยากไปสัมผัสถ้ำแห่งนี้ 

เมื่อทางอุทยานแห่งชาติภูลังกาได้มีการเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม “ถ้ำนาคา” กลับมีนักท่องเที่ยวบางคนขึ้นไปทำลายความเป็นธรรมชาติ มีการขูดขีดหิน และ นำแป้งไปโรย ซึ่งถือเป็นการทำลายธรรมชาติ จึงทำให้ทางอุทยานแห่งชาติภูลังกาประกาศปิดฟื้นฟูธรรมชาติเป็นระยะ และทำการปิดกั้นล้อมหินไม่ให้นักท่องเที่ยวเอามือไปสัมผัส

“ถ้ำนาค” ถือว่า เป็นประติมากรรมทางธรรมชาติที่งดงามแปลกตา ทั้งพื้นผิวหน้าหินที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดงู รวมถึงรูปแบบของถ้ำที่คดเคี้ยวคล้ายงูยักษ์กำลังขดตัว ไม่ไกลกันนักยังมีหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับหัวงูกำลังนอนหลับหรือก้มดื่มน้ำอยู่ ชาวบ้านจึงเชื่อมโยงไปถึงตำนาน “พ่อปู่อือลือ” งูยักษ์ที่ถูกสาปกลายเป็นหิน และอีกหลากหลายความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับพญานาคเพราะที่ตั้งของถ้ำแห่งนี้อยุ่ใกล้กับแม่น้ำโขง ด้วยพลังความศรัทธาจึงทำให้คนไทยอยากไปสัมผัสถ้ำแห่งนี้ 

เมื่อทางอุทยานแห่งชาติภูลังกาได้มีการเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม “ถ้ำนาคา” กลับมีนักท่องเที่ยวบางคนขึ้นไปทำลายความเป็นธรรมชาติ มีการขูดขีดหิน และ นำแป้งไปโรย ซึ่งถือเป็นการทำลายธรรมชาติ จึงทำให้ทางอุทยานแห่งชาติภูลังกาประกาศปิดฟื้นฟูธรรมชาติเป็นระยะ และทำการปิดกั้นล้อมหินไม่ให้นักท่องเที่ยวเอามือไปสัมผัส

 เปิดความลับ "ถ้ำนาคา" หินเกล็ดพญานาคเกิดขึ้นได้อย่างไร

ในทางกลับกันนักธรณีวิทยาได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดถ้ำแห่งนี้ว่า เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ธรรมชาติทางธรณีวิทยา เรียกว่า “ปรากฏการณ์ซันแครก” หรือ “หมอนหินซ้อน” เกิดจากหินทรายเนื้อสม่ำเสมอขนาดใหญ่ขยายและหดตัวลงอย่างรวดเร็วเพราะอุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างกลางวันที่มีอากาศร้อนจัดและกลางคืนที่มีอากาศเย็นจัดในสมัยอดีตกาลจึงทำให้หินแตกเป็นเหลี่ยมๆลายๆบนผิวหน้าของหินจึงมีหินลักษณะเป็นลายเกล็ด คล้ายงู หรือ พญานาค จากการคำนวนแล้วหินทรายชนิดนี้มีอายุประมาณ 70 ล้านปี

ถึงแม้ว่า “ถ้ำนาคา” แห่งนี้จะเกิดขึ้นเพราะปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือ เพราะตำนานที่ชาวบ้านเล่าขานเรื่อง “พญานาค” แต่นักธรณีวิทยาและหัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูลังกา ก็อยากจะฝากให้นักท่องเที่ยวอย่าทำลายธรรมชาติ ห้ามนำแป้งมาโรยขอหวย หรือ ขูดขีดทำลายหน้าหินในรูปแบบต่างๆ ไม่ควรนำมือไปลูบหรือสัมผัสไม่เช่นนั้นลวดลายเกล็ดพญานาคจะลบเลือนหายไป

 เปิดความลับ "ถ้ำนาคา" หินเกล็ดพญานาคเกิดขึ้นได้อย่างไร

ส่วนใครที่อยากจะเดินทางไปที่ “ถ้ำนาคา” ทางอุทยานจะเปิดให้เข้าชม ได้วันละไม่เกิน 350 คน แบ่งเป็นรอบๆ เนื่องจากต้องจำกัดจำนวนคนเพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด19 โดยคุณผู้อ่านจะต้องจองคิวผ่านแอปพลิเคชัน QueQและเตรียมพร้อมกับการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ แบบ New normal ถ้าไม่จองคิวล่วงหน้าก่อนระวังจะไปเก้อนะจ๊ะ ที่สำคัญเปิดให้เข้าตามเวลาที่กำหนด คือ 08:00น. ถึง 14:00น. เท่านั้นจ้า

 เปิดความลับ "ถ้ำนาคา" หินเกล็ดพญานาคเกิดขึ้นได้อย่างไร
 เปิดความลับ "ถ้ำนาคา" หินเกล็ดพญานาคเกิดขึ้นได้อย่างไร
 เปิดความลับ "ถ้ำนาคา" หินเกล็ดพญานาคเกิดขึ้นได้อย่างไร
 เปิดความลับ "ถ้ำนาคา" หินเกล็ดพญานาคเกิดขึ้นได้อย่างไร

“สายบุฟเฟ่ต์” ต้องไม่พลาดมาที่นี่จัดเต็มสั่งอิ่มไม่อั้น กว่า 70 เมนู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470191

“สายบุฟเฟ่ต์” ต้องไม่พลาดมาที่นี่จัดเต็มสั่งอิ่มไม่อั้น กว่า 70 เมนู

12 มิถุนายน 2564 – 14:17 น.

ใครที่เป็นสาวกอินเลิฟกับ อาหารบุฟเฟ่ต์ อยากเปลี่ยนบรรยากาศ เอ็นจอยอีทติ้งบอกเลยว่าต้องไม่พลาดมาที่นี่ “พระยา คิทเช่น” จัดเต็มสั่งอิ่มไม่อั้นกว่า 70 เมนู เสิร์ฟอาหารตาม ทุกศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ พร้อมมาตรการรักษาความสะอาดระดับสากล การจัดที่นั่งรักษาระยะห่าง

แม้ว่าในช่วงนี้จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในทั่วทุกพื้นแต่ทำให้หลายๆอาจจะรู้สึกเบื่อและอยากเดินทางออกข้างนอกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้างขอแนะนำให้มาเปลี่ยนบรรยากาศ เอ็นจอยอีทติ้งที่ “พระยา คิทเช่น” บอกเลย “สายบุฟเฟ่ต์” ต้องไม่พลาดมาที่นี่จัดเต็มสั่งอิ่มไม่อั้น กว่า 70 เมนู ทุกศุกร์ เสาร์ อาทิตย์

"สายบุฟเฟ่ต์" ต้องไม่พลาดมาที่นี่จัดเต็มสั่งอิ่มไม่อั้น กว่า 70 เมนู

อิ่มอร่อยแบบจุใจกลับมาอีกครั้ง เมื่อห้องอาหารพระยา คิทเช่น โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ พร้อมกลับมาเสิร์ฟอาหารไทยในรูปแบบตามสั่งอิ่มไม่อั้น กว่า 70 เมนู ทำสดใหม่ทุกจาน ไฮไลท์อยู่ที่เมนูอาหารทะเลสดและเนื้อย่าง ที่จัดมาให้อิ่มแบบจุใจ เปิดบริการทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เริ่มไปแล้วตั้งแต่วัน ศุกร์ที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมาพร้อมมาตรการรักษาความสะอาดระดับสากล การจัดที่นั่งรักษาระยะห่าง และห้องรับประทานอาหารส่วนตัว 3 ห้อง

"สายบุฟเฟ่ต์" ต้องไม่พลาดมาที่นี่จัดเต็มสั่งอิ่มไม่อั้น กว่า 70 เมนู

กลับมาให้หายคิดถึงรูปแบบ “ตามสั่ง – อิ่มไม่อั้น” เหล่าบรรดาเชฟมากฝีมือจากห้องอาหาร พระยาคิทเช่น นำทีมโดยเชฟสมคิด เกตุแก้ว เตรียมอาหารไทยรสจัดจ้านกว่า 70 เมนูให้คุณอิ่มอร่อย ยังมีเสิร์ฟครบทุกหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นสลัด, ซาซิมิ, ซีฟู้ด ออน ไอซ์, พาสต้า, ติ่มซำ, บาร์บีคิว และขาดไม่ได้กับไฮไลท์ของทางร้าน เมนูอาหารทะเล และเนื้อย่าง เลือกอิ่มจุใจได้ตั้งแต่กุ้งลายเสือ, กุ้งแม่น้ำ, ปูม้า, หอยแมลงภู่, หอยหลอด สำหรับสายเนื้อ ฟินไปกับเนื้อออสเตรเลียน วากิว ที่มีมาให้เลือกหลากหลายเช่น เนื้อสตริปลอยน์ (Striploin), , ริบ อายส์ (Ribeye) และดี รัมพ์ (D-Rump)

"สายบุฟเฟ่ต์" ต้องไม่พลาดมาที่นี่จัดเต็มสั่งอิ่มไม่อั้น กว่า 70 เมนู

เพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยกับการรักษาระยะห่างทางสังคม จึงมีการจัดที่นั่งรักษาระยะห่าง เพื่อลดความหนาแน่นและเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดร้านอาหาร ตรวจวัดอุณหภูมิพนักงานและลูกค้าทุกท่าน และเตรียมแอลกอฮอล์เจลเพื่อบริการลูกค้าที่มาใช้บริการ  หากอยากเปลี่ยนบรรยากาศ เอ็นจอยอีทติ้ง ที่นี้ก็นับว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

"สายบุฟเฟ่ต์" ต้องไม่พลาดมาที่นี่จัดเต็มสั่งอิ่มไม่อั้น กว่า 70 เมนู
"สายบุฟเฟ่ต์" ต้องไม่พลาดมาที่นี่จัดเต็มสั่งอิ่มไม่อั้น กว่า 70 เมนู
"สายบุฟเฟ่ต์" ต้องไม่พลาดมาที่นี่จัดเต็มสั่งอิ่มไม่อั้น กว่า 70 เมนู
"สายบุฟเฟ่ต์" ต้องไม่พลาดมาที่นี่จัดเต็มสั่งอิ่มไม่อั้น กว่า 70 เมนู

6 ช่วงเวลา กับการดื่ม แค่ “น้ำเปล่า” ก็ช่วยให้สวยได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470182

6 ช่วงเวลา กับการดื่ม แค่ “น้ำเปล่า” ก็ช่วยให้สวยได้

 6 ช่วงเวลา  กับการดื่ม แค่ "น้ำเปล่า" ก็ช่วยให้สวยได้ 12 มิถุนายน 2564 – 12:49 น.

การ”ดื่มน้ำ” เป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นต่อสุขภาพร่างกาย และน้ำที่เหมาะกับการดื่มเพื่อสุขภาพมากที่สุดก็คือ”น้ำเปล่า” วันนี้เรามีเทคนิคง่ายๆสำหรับการดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอและส่งผลดี ต้องดื่มในปริมาณเท่าไหร่ เวลาไหน ลองทำตามรับรองว่าดีต่อร่างกายแน่นอน

“น้ำ” ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของร่างกาย คิดเป็น ร้อยละ 60-70 ของน้ำหนักตัว  การที่เรา “ดื่มน้ำ” ในแต่ละวันในปริมาณที่ไม่เพียงพอ ย่อมส่งผลเสียต่อระบบการทำงานส่วนต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณ ที่ดูแห้งไม่เปล่งปลั่งสดใส ระบบการขับถ่ายของเสียในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเหงื่อ ปัสสาวะ อุจจาระ ก็มีผลสืบเนื่องมาจากการ ดื่มน้ำไม่เพียงพอเช่นกัน ดังนั้นวิธีง่ายๆที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้นก็คือการดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอนั่นเอง

 6 ช่วงเวลา  กับการดื่ม แค่ "น้ำเปล่า" ก็ช่วยให้สวยได้

ภาพโดย Somchai Chitprathak จาก Pixabay 

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรดื่มน้ำเท่าไหร่ต่อวัน 

–  ก่อนหน้านี้เรามักจะได้ยินว่าให้ดื่มน้ำอย่างน้อย วันละ 7-8 แก้ว  หรือ เท่ากับ 1.2 -1.5 ลิตร เรื่องนี้มีการแนะนำการคำนวณปริมาณน้ำที่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคนไว้ โดยใช้น้ำหนักตัว คูณด้วย 30 จะได้ปริมาณน้ำเป็น มิลลิลิตร เช่น น้ำหนักตัว 60 คูณ 30 เท่ากับ 1,800  มิลลิลิตร หรือ ต้องดื่มน้ำ 1.8 ลิตร ต่อวัน 

 6 ช่วงเวลา  กับการดื่ม แค่ "น้ำเปล่า" ก็ช่วยให้สวยได้


เทคนิคการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ 


เทคนิคการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ 

– ก่อนอื่นเลยต้องบอกเลยว่า น้ำดื่ม  ควรเป็นน้ำที่สะอาด และที่ดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง ก็คือ “น้ำเปล่า”  มิเช่นนั้นแล้ว การดื่มน้ำที่ไม่สะอาด อาจกลายเป็นการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย และ น้ำที่เหมาะกับร่างกายคือ น้ำในอุณหภูมิห้อง เพราะร่างกายไม่ต้องไปปรับสมดุล แต่หากอยู่ในช่วงฤดูร้อน น้ำเย็น จะทำให้เรารู้สึกสดชื่น คลายร้อนได้ แต่ต้องคำนึงไว้เสมอว่า น้ำอุณหภูมิห้องดีต่อสุขภาพมากกว่า  

ส่วนผู้ที่เล่นกีฬา หรือออกกำลังกาย การดื่มน้ำเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย และควรดื่มน้ำ ในลักษณะการจิบเล็กน้อย บ่อยๆ ทุก 15 นาที เพื่อป้องกันสภาวะร่างกายขาดน้ำ

สำหรับสาวๆที่ต้องการควบคุมปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อ การดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนรับประทานอาหาร 30 นาที จะช่วยให้ทานอาหารในปริมาณที่ลดลงได้ และยังช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำหน้าที่ดีอีกด้วย  

1. ดื่มน้ำ 1 แก้ว หลังตื่นนอน ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี หลังจากที่ขาดน้ำมาตลอดทั้งคืน และยังช่วยกระตุ้นการขับถ่ายอีกด้วย 

ภาพจาก Pixabay

เราควรดื่มน้ำในเวลาไหนบ้าง 

2. ช่วงสายๆ  2-3 แก้ว  โดยดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนทานอาหารเช้า 1 ชม. ไม่ควรดื่มก่อนกินข้าวแบบทันที เพราะจะทำให้น้ำย่อยมีความเจือจางลง ถัดมาประมาณ 1 ชั่วโมง ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เพื่อช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย 

3. ก่อนมื้อเที่ยง 1 ชม.  ให้ดื่มน้ำ ครึ่ง -1  แก้ว และหลังจากอาหารเสร็จ ดื่มน้ำอีกเล็กน้อย ไม่ควรดื่มน้ำตามมากๆ เพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจาง ส่งผลให้ระบการย่อยอาหารไม่ดีเท่าที่ควร

4. บ่าย ดื่มน้ำ 2-3 แก้ว  ใช้การจิบระหว่างวันดับกระหาย และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยเฉพาะผู้ที่นั่งทำงานในห้องแอร์ 

5. ก่อนมื้อเย็น ดื่มน้ำอีก 1-2 แก้ว

6. ก่อนนอน 1 ชม. ดื่มน้ำ 1 แก้ว ไม่ควรดื่มใกล้เวลานอน เพราะจะทำให้ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำซึ่งเป็นการรบกวนการนอน ยิ่งบางคน เมื่อรู้สึกตัวตื่นแล้วกว่าจะหลับก็แสนจะยากเย็น