“เคบับ” เนื้อย่างสไตล์ตุรกี แค่คิดก็ฟินแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/470006

“เคบับ” เนื้อย่างสไตล์ตุรกี แค่คิดก็ฟินแล้ว

11 มิถุนายน 2564 – 02:37 น.

“เคบับ” เนื้อย่างสไตล์ตุรกี กับเตาที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษ แบบไม่เหมือนใคร แค่”ไสลด์”เนื้อบางๆ ห่อด้วยแผ่นแป้ง-ขนมปัง โรยด้วยผัก ราดซอส ตามแบบฉบับ แค่นี้ก็สุดฟินแล้ว

มุมสบายๆ วันนี้ ได้ไปค้นหาเกี่ยวกับอาหารชนิดหนึ่ง ซึ่งนับได้ว่ากำลังเป็นที่นิยมทั้งในวัยคนทำงาน  และผู้ที่ชื่นชอบอาหารแปลกๆ โดยเฉพาะเจ้า “เคบับ”  หรือ “กะบับ” หรือ “กาบับ” ที่กำลังเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยอย่างแพร่หลาย แต่วันนี้จะขอเรียกว่า เคบับ” 

โดยเฉพาะในช่วงหลายๆ ปีมานี้ ก่อนที่จะมีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 บรรดาร้านขาย “เคบับ” ต่างผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ยิ่งในช่วงยามเย็น ทั้งบริเวณถนนข้าวสาร หรือแถวๆย่านนานา  ด้วยแล้ว มักจะพบกับร้านขาย “เคบับ” ชนิดแบบเคลื่อนที่ได้ไม่ยากนัก  

และวิธีการทำ ก็จะนำเนื้อที่หมักแล้ว มาเสียบไม้เป็นชั้นๆ โดยมีความหนาของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 นิ้ว ซึ่งก็แล้วแต่ความเหมาะสมของเตาย่าง  ที่ถูกผลิตขึ้นมาสำหรับย่างในแนวตั้ง และสามารถหมุนแกนที่เสียบเนื้อ ในขณะย่างได้อย่างอิสระ ดังนั้น เตาย่างของร้าน “เคบับ” จึงเป็นเอกลักษณ์ในการทำอาหารสไตล์อาหรับ และผู้คนที่ผ่านไปมา ก็จะเห็นว่า มันแปลกตาดี

หลังจากที่เนื้อ ถูกหมุนผ่านไฟขนาดกลางๆ ไปได้สักระยะ สีสรรของเนื้อเริ่มจะเปลี่ยนสี ถ้าเป็นไก่ ก็จะออกเหลืองๆ นวลๆ หรือถ้าเป็นเนื้อก็จะมีสีน้ำตาลเข้ม เรียกได้ว่า สีสรรอันสวยงาม สุกน่ากินแบบพอดี

จากขบวนการย่าง อย่างพิถีพิถัน คราวนี้ก็จะใช้มีดเล่มยาว ลงมือ “ไสลด์” เนื้อออกบางๆ พร้อมกับนำมาห่อใส่แผ่นแป้ง หรือขนมปัง ที่จัดเตรียมเอาไว้ และโรยด้วยผัก ราดซอสหลากชนิด ตามแบบฉบับ หรือ ใส่ “โยเกิร์ต” ลงไปด้วย ซึ่งจะคล้ายๆนมเปรี้ยว แต่พิเศษตรงที่เป็นมีการปรุงรสเอาไว้ใส่โดยเฉพาะ รสชาติจึงออกหอมหวาน

เล่าแค่นี้ ก็น้ำลายสอแล้วครับ..เที่ยงนี้ หรือเย็นนี้ ก็สามารถไปลองลิ้มรสกับ เจ้า “เคบับ” หรือ “กะบับ” กันได้ครับ สนนราคา ตั้งแต่ 60-100 บาท มีให้เลือกหลายตามความพอใจ ทั้ง แป้งบางกรอบ แป้งหนานุ่ม และขนมปังกรอบนอกนุ่มใน ทริปนี้ ผู้เขียนก็ได็เก็บภาพร้านที่ไปอุดหนุน นำมาฝากให้ได้รับชมกันด้วยครับ  

ของมันต้องมีกำไลข้อมือ “ปองแตร์” คาร์เทียร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469975

ของมันต้องมีกำไลข้อมือ “ปองแตร์” คาร์เทียร์

10 มิถุนายน 2564 – 19:06 น.

หากพูดถึงเครื่องประดับเก๋ๆใส่ไปไหนใครก็ต้องเหลียวมองหนึ่งในแบรนด์หรูที่ส่งตรงจากแดนน้ำหอม นั่นก็คือ คาร์เทียร์ ล่าสุดได้ออกคอลเลคชั่น “ปองแตร์” (La Panthère) กำไลเสือแพนเตอร์ที่กระหวัดรัดข้อมือ โดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ ตรึงตราดั่งต้องมนต์

อีกหนึ่งเครื่องประดับ “แบรนด์หรู” ที่เหล่าดาราเซเลบริตี้ นิยมและชื่นชอบมากอีกหนึ่งแบรนด์ก็คงหนีไม่พ้น  “คาร์เทียร์”  (Cartier) แบรนด์เครื่องประดับและนาฬิกาสัญชาติฝรั่งเศส ล่าสุดออก คอลเลคชั่น “ลาปองแตร์” (La Panthère) กำไลเสือแพนเตอร์ที่กระหวัดรัดข้อมือ โดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ ตรึงตราดั่งต้องมนต์ยั่วใจอยากจะควักเงินเทออกให้หมดหน้าตัก

กำไลข้อมือปองแตร์ (LaPanthère Bracelet) เครื่องประดับชิ้นเด่นประจำคอลเลคชั่นลา ปองแตร์ (La Panthère) กำไลเสือแพนเตอร์ที่กระหวัดรัดข้อมือได้อย่างแนบสนิท โอบรับส่วนที่เล็กและบอบบางที่สุดของเรียวแขนที่เปี่ยมไปด้วยพลังดึงดูดที่เผยถึงบุคลิกลักษณะอันเป็นจุดเด่นเฉพาะตัว   สามารถสลักชื่อย่อ ตัวอักษร วันที่ หรือแม้กระทั่งข้อความที่คุณต้องการไว้ด้านในตัวเรือน หรือสามารถเลือกตกแต่งด้วยชื่อย่อหรือวันสำคัญแทนใจในโทนสีทองข้างหน้ากล่องแดงปองแตร์ได้เช่นเดียวกัน ที่มีเส้นสายคมชัดและดีไซน์ที่โดดเด่น รังสรรค์ขึ้นอย่างงดงามด้วยทองดัดโค้ง ไล่เรียงตั้งแต่ส่วนหัวที่สง่างามดุจรูปปั้นของสือแพนเตอร์ที่ดวงตาประดับด้วยมรกตหรือซาวอไรต์ กำไลที่อ่อนช้อยสำหรับเสือแพนเตอร์ผู้ปราดเปรียวเกินใคร

กำไลข้อมือปองแตร์ (La Panthère Bracelet) เป็นเครื่องประดับที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมิกซ์แอนด์แมทช์หรือการจับคู่กับเครื่องประดับชิ้นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นโรสโกลด์หรือรุ่นเยลโลโกลด์ ทั้งแบบฝังเพชรบริเวณหัวเสือแพนเตอร์ หรือแบบฝังเพชรทั้งบริเวณหัวและหางเสือแพนเตอร์เพื่อเพิ่มความโดดเด่นอีกระดับ ความอ่อนช้อยของกำไลข้อมือปองแตร์ชิ้นนี้สรรสร้างจากความเชี่ยวชาญทางหัตถศิลป์และทองอันเป็นวัสดุที่คาร์เทียร์ค้นพบคุณสมบัติด้านเทคนิคที่แข็งแกร่งแต่ทว่ายืนหยุ่นในตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยการซ่อนสปริง ซึ่งแน่อนว่าใช้ ฝีมือเชิงช่างชั้นสูงและความเชี่ยวชาญเพื่อปรับให้วัสดุนี้สอดรับกับดีไซน์รูปทรงของหัวเสือแพนเตอร์  

เปิดตำนาน “หม่าล่า” น้ำจิ้มจัดจ้าน ต้นฉบับ แดนมังกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469978

เปิดตำนาน “หม่าล่า” น้ำจิ้มจัดจ้าน ต้นฉบับ แดนมังกร

เปิดตำนาน "หม่าล่า"  น้ำจิ้มจัดจ้าน ต้นฉบับ แดนมังกร10 มิถุนายน 2564 – 18:38 น.

เปิดตำนาน “หม่าล่า” น้ำจิ้มจัดจ้าน ต้นกำเนิดจากประเทศจีน รสชาติเผ็ดควันออกหู เหมือนพ่อตา โกรธลูกเขย

หลายคนอาจจะยังฉงน และรู้สึกแปลกใจ กับร้านปิ้งย่าง ที่ระยะหลังมักเปิดกันเป็นจำนวนมาก โดยมักใช้ชื่อร้านนำหน้าว่า “หม่าล่า” วันนี้ มุมสบายๆ จะขอเข้ามาไขข้อข้องใจ เกี่ยวกับชื่อร้าน ที่ใช้ภาษาแปลกๆ เหล่านี้ 

คำว่า “หม่าล่า” แท้จริงแล้ว ไม่ใช่อาหาร แต่เป็นรสชาติ ที่มีรากศัพท์มาจากอักษรจีน 2 ตัวด้วยกัน คือ “หม่า” คือ การทำให้ชา และ “ล่า” คือ เผ็ดฉุน ฉะนั้น เมื่อนำทั้ง 2 คำมารวมกันแล้ว จึงตีความได้ว่า “รสชาติที่มีความเผ็ด และฉุน จนทำให้ปากและลิ้นชา” โดยมาจากเครื่องเทศที่มีรสรสเผ็ด 

สำหรับต้นกำเนิดของ “หม่าล่า” มาจากมณฑลเสฉวน และในตลาดกลางคืน ที่ครัวของท่าเรือในนครฉงชิ่ง ซึ่งถูกปกครองในรูปแบบมหานคร ขึ้นตรงกับรัฐบาลกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีน  

ไม่ว่าจะมาจากตลาดใน “มณฑลเสฉวน” หรือจะมาจากตลาดกลางคืน ที่ครัวของท่าเรือในนครฉงชิ่ง ก็ตาม คำว่า “หม่าล่า” ก็คงหนีไม่พ้น รสชาติตามแบบฉบับของความจัดจ้าน ชนิดที่คนไทยมักเรียกกันว่า “เผ็ดแบบควันออกหู” เหมือกับ ว่าที่พ่อตา กำลังโกรธ ว่าที่ลูกเขย ที่แอบฉุดลูกสาวมาเป็นเมีย อะไรทำนองนี้  

ซึ่งความเผ็ดที่ว่านั้น มาจากพริกฮวาเจียว มีรูปร่างคล้ายพริกไทย โดยนำมาผสมกับเครื่องเทศอีกหลายอย่างเข้าด้วยกัน พร้อมกับนำมาคั่วด้วยน้ำมัน จนกลายเป็นซอสพิเศษ ที่คนจีนเรียกกันว่า “หม่าล่า” 

และขณะที่นำ เนื้อ , ขาแกะ , หรือวัตถุดิบต่างมาปิ้งย่าง บางร้านก็จะนำซอสที่ปรุงไว้ มาทาในระหว่างปิ้งย่างไปด้วย ทำให้ส่วนผสมเข้ากันอย่างลงตัว หลังจากย่างเสร็จ ก็จะราดซอสซ้ำ เพื่อให้เกิดความชุ่มฉ่ำ ก่อนที่จะเสริฟแบบร้อนๆ 

สำหรับ “พริกฮวาเจียวต้าหงพ่าว” ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ใน “เมืองหานเฉิง” เป็นอำเภอหนึ่งของเมืองเว่ยหนาน และ “เมืองหานเฉิง” นี้เอง ยังได้รับอานิสงส์จากแม่น้ำเหลือง ทำให้มีสภาพภูมิศาสตร์เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของ “ฮวาเจียวต้าหงพ่าว” อีกด้วย

เคล็ดลับง่ายๆ ระงับ “กลิ่นปาก” เพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469969

เคล็ดลับง่ายๆ ระงับ “กลิ่นปาก” เพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน

10 มิถุนายน 2564 – 18:17 น.

ในยุค 2021 เป็นยุคที่หลายๆคน มีความมั่นใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น เรียกว่าแทบทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนควรระวัง และ ควรหมั่นดูแล นั่นก็คือช่องปาก เพราะถ้าหากมี “กลิ่นปาก” อันไม่พึงประสงค์คงจะทำให้ตัวคุณขาดความมั่นใจลงได้

ซึ่งต้องยอมรับว่า “กลิ่นปาก” เป็นอีกหนึ่งความมั่นใจของคนที่อยากมีบุคลิกภาพที่ดี และ คงไม่ดีนัก หากเราต้องพูด หรือ สื่อสารกับคนอื่น แต่ “กลิ่นปาก” ของเราดันเป็นปัญหาที่ทำให้คนที่สนทนาของเราต้องส่ายหน้าหนี และ ถ้าเกิดปัญหานี้ ก็ควรรีบแก้ไข เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง

โดยวิธีการระงับ “กลิ่นปาก” นั้นทำไม่ยาก ถ้าเรามีวินัยให้กับตัวเอง ด้วยวิธีง่ายๆ เพียง 5 วิธีเท่านั้นดังนี้  

1. หมั่นแปรงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร  จะสามารถช่วยลดกลิ่นปากได้

2. ใช้ไหมขัดฟันหลังแปรงฟัน  จะสามารถช่วยกำจัดเศษอาหารที่ติดตามซอกฟัน

3. ทำความสะอาดลิ้นทุกวัน ผิวลิ้นที่ขรุขระจะเป็นที่กักเก็บเศษอาหารต่างๆ ทำให้มีแบคทีเรียที่มีผลต่อกลิ่นปากสะสมอยู่ตามโคนลิ้น

4. ใช้น้ำยาบ้วนปาก เป็นวิธีที่ช่วยกำจัดแบคทีเรียได้ดีที่สุด ไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาไม่กี่วินาที ลดการสะสมของแบคทีเรียได้ทั่วทั้งปาก แม้ในบริเวณที่การแปรงฟันเข้าไม่ถึง 

5. ขูดหินปูนเป็นประจำทุก 6 เดือน หรือ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพราะหินปูนเป็นอีกสาเหตุหลักของการเกิดกลิ่นปาก

หากทุกคนหมั่นดูแล รักษาสุขภาพช่องปากตามวิธีที่แนะนำ เพียงแค่นี้ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวของคุณ ได้มากยิ่งขึ้น และ จะไม่ทำให้คุณขาดความมั่นใจ หรือ มีอุปสรรคในการพูดคุย สื่อสารกับผู้อื่น

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.palmmade.com/article/93/

รู้จัก “วัดสร่างโศก” วัดมอญโบราณอายุกว่า 200 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469942

รู้จัก “วัดสร่างโศก” วัดมอญโบราณอายุกว่า 200 ปี

10 มิถุนายน 2564 – 15:36 น.

เรื่องราวดีๆวันนี้จะพาแนะนำให้รู้จักกับวัดมอญโบราณที่อายุ 200 กว่าปี มีชื่อว่า “วัดสร่างโศก” เหมาะสำหรับสายบุญที่ชอบไหว้พระขอพร ที่สำคัญวัดนี้อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯด้วยจ้า

เมื่อได้ยินชื่อวัดต้องบอกเลยว่าหมดทุกข์คลายความเศร้าหมองแน่นอนเพราะว่าวัดนี้มีชื่อว่า “วัดสร่างโศก” มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สักการะแบบครบทุกแขนง ตั้งแต่พ่อปู่ฤาษี พระมหามุนี พระธาตุ เทพจีน เทพอินเดียและมีพระเจ้าอาวาสคอยนั่งเจิมหน้าผากให้กับปประชาชนที่เดินทางไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์ภายในวัดด้วย

ในเรื่องของที่ตั้งนั้น “วัดสร่างโศก” ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ที่ 8 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ทั้งหมด 11 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา พื้นที่ตั้งวัด เป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง การคมนาคมสะดวกทั้งทางน้ำและทางบก มีถนนเข้าถึงวัดแต่ซอยทางเข้าค่อนข้างที่จะลึกแนะนำว่าควรจะมีรถส่วนตัวขับเข้ามาเองน่าจะสะดวกกว่า เพราะบริเวณวัดพอจะมีที่จอดรถ

ในส่วนของประวัติของวัดสร่างโศก ต้องบอกว่าวัดนี้เป็นวัดมอญโบราณสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2300 ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ให้สมบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2360 ตามหลักฐานของกรมที่ดิน ระวางที่ 41 ระบุชื่อวัดนี้ว่า “วัดปากอ่าว” แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “วัดมอญ” เพราะอยู่ใกล้คลองมอญ ตามที่ปรากฏในระวางที่ดิน และบริเวณนี้มีชาวมอญอาศัยอยู่มาก แต่จากการบอกเล่าสืบต่อกันมาจากชาวบ้าน บ้างก็ว่าชื่อ “วัดอัฎฐวราราม” เพรามีกุฎิ 8 หลัง บ้างก็เรียกว่า “วัดอัศวราราม” เพราะวัดนี้เป็นที่ตั้งกองทัพม้าของพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาภายหลังได้รับการเปลี่ยนแปลงนามวัดใหม่ โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (สมเด็จพระสังฆราช ในสมัยรัชการที่ 5 ) เป็น “วัดเตลงรมณ์” หรือ “วัดทะเลงลม” ในปี พ.ศ. 2482 เปลี่ยนนามใหม่เป็น “วัดโพธิ์ทอง” ครั้งถึง พ.ศ. 2483 จนในที่สุดทางราชการได้เปลี่ยนนามวัดเสียใหม่ เป็น “วัดสร่างโศก” เพื่อให้สอดคล้องกับพระนามของ “พระองค์หญิงโศกสว่าง” พระราชธิดาในสมเด็จพระปิ่นเกล้า 

ปัจจุบันทาง“วัดสร่างโศก”ก็กำลังปฏิสังขรณ์วัดและบริเวณรอบๆบรรยากาศค่อนข้างดีลมถ่ายเทแต่อากาศก็ร้อนจัดหากมีแดดและยังมีกลิ่นลมทะเลพัดมาด้วย เมื่อไปถึงทางคนดูแลวัดก็จะแนะนำให้เดินเข้ามาแล้วไปจุดธูปไหว้พระด้านหลัง จะมีพระพุทธรูปให้กราบไหว้แปะแผ่นทองคำเปลว ก็อธิษฐานขอพรกันได้เลย

สำหรับใครที่ชอบเสี่ยงโชคทางวัดยังมีพี่กุมารแกละ ตาไข่ และไอ้ไข่ ให้ขอโชคขอลาภด้วยอีกทั้งยังมีเซียมซีและเครื่องหมุนลูกบอลตัวเลขให้เสี่ยงดวงกันด้วย ส่วนใครอยากจะซื้อน้ำหรือดอกไม้ถวายก็บอกคนดูแลวัดได้ บริจาคตามกำลังศรัทธา

แต่ใครที่กำลังทุกข์ร้อนอยากขอพรแบบด่วนๆก็แนะนำให้ไปกราบขอพรหลวงพ่อทันใจ ก่อนกลับบ้านวัดนี้เขาก็มีเครื่องลางของขลังให้เช่ากลับไปบูชาติดไม้ติดมือกลับไปด้วย และเเน่นอนว่าทำบุญไหว้พระแล้วใครอยากจะบริจาคเงินหรือทำทาน ตามจุดต่างๆของวัดเขาก็เปิดให้หยอดได้ตามตู้ต่างๆ  

ด้านล่างของวัดจะมีเปิดให้รอดใต้เศียรพ่อแก่เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย ที่สำคัญ“วัดสร่างโศก” ยังมีศิลปะมอญปรากฏให้เห็นอยู่บ้างและที่นี่ไม่เหมือนวัดอื่นที่หลายคนมองว่าเป็นธุรกิจ เพราะไม่มีการบังคับค่าใช้จ่ายใดๆ ทุกอย่างตามกำลังศรัทธาขอแค่มีจิตใจดีแค่สองมือพนมก้มลงกราบก็ได้บุญและความเป็นสิริมงคลกับชีวิตแล้ว

เรื่องเล่า “ยักษ์แบกสะพาน” ถนนวิภาวดีรังสิต ความเชื่อที่กล่าวขาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469934

เรื่องเล่า”ยักษ์แบกสะพาน”ถนนวิภาวดีรังสิต ความเชื่อที่กล่าวขาน

10 มิถุนายน 2564 – 13:57 น.

คติความเชื่อกับคนไทยนั้นยังคงคู่กัน แม้จะผ่านไปทานขนาดไหน อย่างเช่นเรื่องเล่าของ “ยักแบก”ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแบกโทลเวย์ ถนนวิภาวดี-รังสิต ที่กล่าวขานถึงอถรรพ์ ทั้งนี้ยักษ์แบกยังสอดคล้องกับศาสนา

หากกล่าวถึงคำว่า“ยักษ์”ในตำนานความเชื่อและเรื่องเล่าต่าง ๆ ต้ังแต่สมัยพุทธกาล นั้นมีสืบทอดเป็นความรู้ และนิทานกล่าวขานกันมาจนถึงปัจจุบัน และทุกวันนี้เรามักจะเห็นสถาปัตยกรรมเกี่ยวกับ “ยักษ์”นั้นถูกประดับตกแต่ง ประกอบอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะพระอารามแทบจะทุกแห่ง นั่นแสดงให้เห็นความเชื่อที่สอดคล้องว่า “ยักษ์”นั้นยังเป็นผู้ปกปักรักษาพระพุทธศาสนาด้วยนั่นเอง แถมยักษ์ บางตนยังได้รับความศรัทธาเลื่อมใส และเป็นสักการะของในปัจจุบัน

กลับเข้ามาสู่ประเด็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับ”ยักษ์แบกสะพาน”ที่เรากำลังจะกล่าวถึงกัน  นั้นเกี่ยวเนื่องกับ เสาโทลเวย์ บนถนนวิภาวดีรังสิตนั้นเอง โดยประเด็นนี้ถูกเล่าขานกันปากต่อปากจนกลายเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะว่าบริเวณเสาโทลเวย์นั้น ได้มีประติมากรรมปูนปั้นรูปยักษ์แบกเสา ประดับอยู่ถึงสองตน

โดยเรื่องเล่าดังกล่าวได้บอกว่า “ย้อยไปเมื่อ ปี พ.ศ. 2535 ที่เริ่มมีการก่อสร้างดอนเมืองโทลเวย์ขึ้น ซึ่งในระหว่างการก่อสร้างนั้น ได้เกิด อุปสรรคมากมาย ทำให้การสร้างไม่เกิดความราบรื่น จนกระทั่งช่วงที่จะทำการยกเสาต้นนี้ขึ้น ก็เกิดเหตุปัญหาขึ้นอีกครั้ง เพราะไม่ว่าทีมงานจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถยกเสาขึ้นได้

และเมื่อทางผู้รับเหมาสร้างโทลเวย์มาถึงแยกลาดพร้าว นั้นก็ต้องประสบความขัดข้องอีก เพราะว่าเมื่อสร้างเสาและคานได้ไม่กี่วันก็พังลงและมาทับคนจนเสียชีวิต ซึ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้อยู่หลายครั้ง ตั้งคำถามและความสงสัยให้กับเหล่าวิศวกรผุ้ก่อสร้าง เพราะการสร้างทุกอย่างได้ทำถูกต้องตามหลักวิศวกรรมทุกประการ

โดยเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวมากที่สุดก็น่าจะเป็น เหตุคานถล่มที่มีคนงานเสียชีวิตจำนวนมาก ไม่สามารถสร้างต่อ และไม่สามารถยกเสายกขึ้นได้ซึ่งเป็นเฉพาะแยกลาดพร้าว แต่แยกอื่น ๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร กระทั้งมีผู้แนะนำให้ปั้นรูปยักษ์ แบกถนนไว้ที่เสาเพื่อแก้เคล็ดนั่นเอง

จากคำแนะนำสานต่อไปยัง กรมศิลปากร เพื่อให้ทรางสำนักช่วยปั้นยักษ์สองตนนี้ขึ้นมา โดยการแกะสลัก ยักษ์ทำท่าแบกเสา และหลังจากรูปปั้นยักษ์ได้สร้างสำเสร็จ ปรากฏว่าเรื่องเหลือเชื่อ นั้นได้กิดขึ้นเพราะเสาต้นนั้นได้ยกขึ้นอย่างง่ายดาย และสถานะการเงินของโครงการดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ผู้คนต่างใช้งานทางด่วนแห่งนี้มากขึ้น และไม่ค่อยมีอุบัติเหตุอย่างเมื่อก่อนและในปัจจุบันยักษ์แบกเสาก็ยังคงอยู่ที่เดิม ทางลงสะพานข้ามแยกสุทธิสารฝั่งขาออก 1 ตน และ ทางลงสะพานข้ามห้าแยกลาดพร้าวฝั่งขาเข้า 1 ตน” 

สำหรับตำนานยักษ์แบกเสา หรือ แบกสะพานโทลเวย์นั้น เชื่อมโยงกับความเชื่อแห่งสถาปัตยกรรมที่ปรากกฏให้เห็นตามพระเจดีย์ต่าง ๆ ในพระอารามหลวงอาทิ พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร , พระเจดีย์ ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดพระแก้ว ทั้งยังคล้องกับ ตำนานยักษ์แบกเขาพระสุเมรุตามคดีความเชื่ออีกด้วย 

เช็ก 15 “เห็ดพิษ-เห็ดกินได้” ป้องกันอันตราย ธรรมชาติดับชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469927

เช็ก15 “เห็ดพิษ-เห็ดกินได้” ป้องกันอันตราย ธรรมชาติดับชีวิต

10 มิถุนายน 2564 – 13:40 น.

เช็ก15 “เห็ดพิษ-เห็ดกินได้” ป้องกันอันตราย ธรรมชาติดับชีวิต

เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนทุกปี ความชุ่มฉ่ำทำให้พืชผักหลากหลายชนิดเจริญงอกงามตามธรรมชาติ โดยเฉพาะ “เห็ดป่า” วัตถุดิบยอดฮิตที่หลายคนรอคอยมาทั้งปี เห็ดมีพิษกับเห็ดกินได้นั้นบางชนิดมีความคล้ายกันมากทั้งรูปร่างลักษณะและชื่อ หากคนเก็บเห็ดมากิน หรือขายสร้างรายได้เสริม ไม่สันทัด แยกชนิดเห็ดกินได้กับเห็ดพิษได้ยาก อาจทำให้เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตได้ดังที่เป็นข่าวเกิดขึ้นประจำ เนื่องจากความเข้าใจผิดในลักษณะรูปร่างที่คล้ายคลึงกันกับเห็ดที่เคยรับประทาน หรือมีการเก็บเห็ดปะปนกันมาจากบริเวณที่เคยเก็บ ซึ่งอาจมีทั้งเห็ดกินได้และเห็ดเบื่อ (เห็ดเมา หรือเห็ดพิษ) โดยนำมาคัดแยกในภายหลัง 

ทั้งนี้การเก็บเห็ดป่ามีองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดกันจากรุ่นสู่รุ่นในชุมชน ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีจำนวนผู้รู้ลดลงเนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของชุมชน อีกทั้งการทำเกษตรกรรมแบบพึ่งพาสารเคมีโดยเฉพาะที่อยู่ใกล้บริเวณป่าที่เป็นแหล่งอาศัยของเห็ด อาจทำให้มีสารเคมีปนเปื้อนไปกับดอกเห็ดและทำให้เห็ดกินได้กลายเป็นพิษ จึงควรมีการคัดแยกเห็ดก่อนนำมารับประทาน

เช็กรายชื่อ 15 “เห็ด” กินได้ และ “เห็ดพิษ” 

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุรายชื่อ 15 เห็ดพิษ ดังนี้

1. เห็ดระโงกเหลืองก้านต้น 2. เห็ดกระโดงตีนตัน 3. เห็ดคล้ายเห็ดโคน 4. เห็ดข่า 5. เห็ดขี้ควาย 6. เห็ดตอมกล้วยแห้ง 7. เห็นระโงกหิน 8. เห็ดไข่ 9. เห็ดมันปูใหญ่ 10. เห็ดดอกกระถิน 11. เห็ดแดงก้านแดง 12. เห็ดเผาะ (มีราก) 13. เห็ดขี้วัว 14. เห็ดไข่หงษ์ 15. เห็ดโคนส้ม

ส่วน เห็ดกินได้ ดังนี้ 1. เห็ดแดงกุหลาบ 2. เห็ดไข่เหลือง 3. เห็ดระโงกขาว 4. เห็ดโคน 5. เห็ดโคนฟาน 6. เห็ดก่อเหลือง 7. เห็ดกูด 8. เห็ดไข่ 9. เห็ดตับเต่า 10. เห็ดน้ำแป้ง 11. เห็ดหล่มกระเจียว 12. เห็ดข้าวเหนียว 13. เห็ดพุงหมู 14. เห็ดเผาะ (ไม่มีราก) 15. เห็ดมันปู 16. เห็ดจั่น

“ชื่อของเห็ด แต่ละพื้นที่เรียกไม่เหมือนกัน บางชนิดหน้าคล้ายกับเห็ดที่กินได้ ถ้าคนเก็บไม่รู้จักดีพอ ส่วนมากคนไม่ตั้งใจเก็บมากินเพื่อทำร้ายตัวเอง ส่วนใหญ่เก็บเพราะคิดว่ากินได้ เช่น เห็ดระโงกขาวซึ่งเป็นเห็ดกินได้ กับเห็ดระโงกหินที่เป็นเห็ดพิษ ก็จะมีความต่างกันเล็กน้อยที่เยื่อหุ้มดอกเห็ด”

วิธีสังเกตเห็ดพิษ มีดังนี้

ลองจับเอาออกมาดมอยู่ก่อนค่ะ หากมีกลิ่นเหม็นแปลกๆ กลิ่นเอียน หรือกลิ่นหืนเเปลกๆ ไม่ควรเก็บมารับประทาน ให้ลองเอามีดปลายเเหลมๆ กรีดตามลำต้นของเห็ดเพื่อดูว่ามียางขาวข้นเป็นเมือกไหลออกมาหรือไม่? หากมีไม่ควรเก็บมาทาน หากเห็ดมีสีสันสดเกินไป หรือสีน้ำตาลไม่ควรเก็บมาทาน สังเกตลำต้นว่ามีแผ่นบางๆ หรือเกล็ดตามบริเวณหมวกของเห็ด หากมีลักษณะแบบนี้ไม่ควรเก็บมาทาน ดูว่าลำต้นมีวงเเหนหรือขนปุกปุยที่ลำต้นหรือไม่? หากมีก็ไม่ควรเก็บเช่นกัน

ในกรณีที่เก็บมาเเล้ว สามารถทดสอบได้โดยนำไปต้ม คือให้ใส่ข้าวสวยใหม่อต้มรวมกับเห็ด หรือหอมหัวใหญ่สับใส่ลงไป หากข้าวสวยหรือหอมหัวใหญ่เปลี่ยนเป็นสีดำ เเปลว่าเป็นเห็ดพิษ ไม่สามาถทานได้ หรือนำวัดสดุที่มีเงินแท้เป็นส่วนประกอบ เเล้วนำไปจุ่มในน้ำต้มเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษ เงินจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ควรทิ้ง ไม่ควรทานเด็ดขาด และใช้ปูนสำหรับทานกับหมากมาป้ายที่ดอกเห็ด หากปูนเปลี่ยนสีเเปลว่าเป็นเห็ดพิษ ควรเลือกเห็ดที่มีรอยฟันสัตว์เเทะ เพราะหากเป็นเห็ดที่ไม่มีพิษ สัตว์จะมาทาน เราก้สามารถทานได้

ภัยเงียบ “เห็ดพิษ” ออกฤทธิ์ถึงตาย หลังกิน 4 ชั่วโมง
กรณีโชคร้าย กินเห็ดพิษเข้าไป หากเป็นเห็ดที่ไม่มีพิษแรง แพทย์พิษวิทยา กล่าวถึงลักษณะอาการ คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย และถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ แต่ถ้าเป็นเห็ดที่มีพิษ amatoxin หลังกิน 4 ชั่วโมง จะมีอาการเหมือนเห็ดที่ไม่มีพิษแรง หากไป รพ. ได้รับน้ำเกลือ ยา ก็จะดีขึ้น เหมือนสบายดี แต่ในระหว่างที่ดีขึ้นกลับมีภัยเงียบคุกคาม ตับจะค่อยๆ เริ่มอักเสบมากขึ้น จนตัวเหลือง ตาเหลืองจากนั้นตับเริ่มทำงานได้น้อยลง ทำให้การทำงานของร่างกายเปลี่ยนไป เข้าสู่วันที่ 3 จะเป็นวันที่พีคสุด เพราะตับถูกทำลายหนักจนทำงานไม่ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น มีเลือดเป็นกรด เริ่มซึม การทำงานของตับ และไตอาจล้มเหลว จนถึงขั้นเสียชีวิตได้

วิธีช่วยเหลือเบื้องต้น ไม่ควรซื้อยากินเอง หรือรักษาแบบพื้นบ้าน รีบนำส่ง รพ.ให้เร็วที่สุด และต้องแจ้งประวัติการรับประทานเห็ดโดยละเอียดทั้งชนิดและปริมาณ หากมีตัวอย่างเห็ดที่ยังเหลือมาด้วยยิ่งเป็นการดี กรณีล้วงคอ หรือกรอกไข่ขาวผู้ป่วยให้อาเจียน พึงอย่ากระทำ เพราะกลับยิ่งเพิ่มอาการหากทำไม่ถูกต้อง และเมื่อเกิดอาการเหล่านี้เราต้องรีบทำการช่วยเหลือเบื้องต้นทันที โดยเริ่มจากการทำให้ผู้ป่วยอาเจียนโดยการล้วงคอหรือกรอกไข่ขาว จากนั้นรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที

“ถ้ามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียหลังกินเห็ดให้รีบไป รพ. หรือ รพ.สต. เพื่อได้รับการประเมิน และได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ปกติจะให้กินผงถ่านเข้าไปดูดซับพิษเพื่อไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย บางทีอาจล้างท้อง หรือตรวจเลือด อย่าล้วงคอเพื่ออาเจียนจะเกิดผลเสียตามมา เช่น ให้คนอื่นล้วงคอ แล้วอาจมีแผลในคอ บางคนกินไข่ขาวหรือของดิบ ก็ยิ่งทำให้ท้องเสียเพิ่ม หรือติดเชื้อได้” 

ที่มา..กรมควบคุมโรค

เมื่อ Balenciaga มาผสมกับ Crocs ก็จะได้ “รองเท้าโฟมพื้นหนา” แบบใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469922

เมื่อ Balenciaga มาผสมกับ Crocs ก็จะได้ “รองเท้าโฟมพื้นหนา” แบบใหม่

10 มิถุนายน 2564 – 13:28 น.

ล่าสุด 2 แบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Balenciaga และ Crocs ได้ปล่อยรองเท้าส้นสูง และรองเท้าบู้ท ผสมผสานกันออกมาใหม่ ที่ยังคงความเป็น Crocs แต่มีลูกเล่นและสนุกสนานกว่าเดิมเยอะ

โดยรองเท้า Balenciaga x Crocs เปิดตัวออกมาพร้อมกับการเปิดตัวคอร์เลคชั่นใหม่ในแฟชั่นโชว์ Balenciaga Clones Spring 2022 Collection เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ซึ่งทำให้เห็นภาพหลุดของรองเท้า Balenciaga x Crocs ที่รวมอยู่ในคอร์เลคชั่นล่าสุดนี้ของ Balenciaga ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง Balenciag และ Crocs โดยฉีกมุมมองเดิมๆ ของรองเท้าโฟมพื้นหนาที่เราคุ้นตาของ Crocs ไปเลย

การร่วมงานในครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นความกล้าได้กล้าเสีย เพราะฉีกกรอบเดิมๆ ของแฟชั่น ซึ่งรองเท้าทั้งสองแบบสร้างขึ้นจากมุมมองของ Demna Gvasalia ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Balenciaga ที่ต้องการสร้างชุดความคิดใหม่เกี่ยวกับโฟม อันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ Crocs

โดยในการทำงานร่วมกัน เขานำรองเท้าโฟมหนาที่เราคุ้นเคย มาเสริมส้นสูง ที่ช่วยเปลี่ยนรองเท้าโฟมหนา ให้ได้ลุคที่โดดเด่นมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

ส่วนอีกสไตล์ที่มาคู่กันกับรองเท้าส้นสูง ก็คือ “รองเท้าบูท” ที่สูงถึงเข่า แต่ยังคงไว้ซึ่งรายละเอียดแบบมีรูพรุนและลายจุด รวมทั้งพื้นรองเท้าโฟมหนาที่เป็นสัญลักษณ์ของ Crocs ที่มีการเสริมความสูงของพื้นรองเท้าเข้าไปเล็กน้อย จนออกมาดูคล้ายรองเท้าส้นตึก

สำหรับรองเท้าส้นเข็มและรองเท้าส้นตึก Balenciaga x Crocs มี สีเขียว สีเทา และสีดำ อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลการจำหน่ายอย่างเป็นทางการในตอนนี้ สาวๆ หนุ่มๆ ที่สนใจ ก็ต้องติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจากทาง Balenciaga และ Crocs ต่อไป

“6 เมนูต้านโรค” รับ “หน้าฝน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469918

“6 เมนูต้านโรค” รับ “หน้าฝน”

10 มิถุนายน 2564 – 12:20 น.

“6 เมนูต้านโรค” รับ “หน้าฝน” เพิ่มภูมิต้านทาน เสริมความแข็งแรงให้กับร่างกาย

ช่วงนี้ ก็เข้า หน้าฝน อย่างเป็นทางการมานานนับเดือน อาการเริ่มเปลี่ยน บางวันอากาศร้อน บางวันก็ฝนตก เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาวแบบนี้ คนที่ภูมิต้านทานไม่ดี ก็อาจจะป่วยง่าย ยิ่งในช่วงนี้ ที่มีเจ้าโควิด-19 ระบาดอยู่ เราควรที่จะป้องกันตัวเอง ทำร่างกายให้แข็งแรงไว้ตลอด 

อาหารก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยป้องกันอาการป่วยได้เหมือนกัน ดั่งคำที่เราเคยได้ยิน “กินอาหารให้เป็นยา” แต่ก่อนที่จะไปถึงอาหารที่อยากจะแนะนำให้ทานกันในหน้าฝน เราลองมาดูกันก่อนว่า ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ มีโรคอะไรบ้างที่เราต้องพึงระวัง

ก่อนอื่น เรามาดูโรคที่มักจะมาพร้อมกับหน้าฝน
– ไข้หวัดใหญ่

– ไข้หวัดธรรมดา 

–  ต่อมทอนซิลอักเสบ

–  อุจจาระร่วงเฉียบพลัน 

–  เยื่อบุตาอักเสบ

– โรคไข้เลือดออก 

–  โรคฉี่หนู

มาถึงเมนูต้านโรคที่เราอยากแนะนำให้ได้ทำทานกันในช่วงหน้าฝนแบบนี้ จะได้ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายกัน ที่จริงแล้วบ้านเราถือว่าโชคดีที่มีอาหารให้เลือกทานได้หลากหลาย รวมถึงยังมีผักพื้นบ้านที่ใช้เป็นสมุนไพรอีกมากมาย แต่วันนี้เราอยากจะแนะนำเมนูที่ทำกินกันได้เรื่อยๆ ไม่ใช้แค่หน้าฝนเท่านั้น ว่าแล้วไปเริ่มกันเลยดีกว่า 

6 เมนูต้านโรค รับหน้าฝน 

แกงเลียง

เมนูนี้น่าจะเป็นของโปรดของหลายคน โดยเฉพาะสาวๆ ที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือ คุมอาหารอยู่ รวมถึงคุณแม่แรกคลอดที่ต้องการเรียกน้ำนมให้ลูก แต่สำหรับคนที่เป็นหวัดบ่อยๆ แกงเลียง จะช่วยเยียวยาได้ดีทีเดียว ความเผ็ดร้อนจากเครื่องแกง ที่รวมสมุนไพรไว้หลายชนิด ไมว่าจะเป็น พริกไทยดำ กระชาย หอมแดง รวมถึงสารพัดผักที่ใส่ลงไปในแกงแก้อาการหวัดได้อย่างดี 

ผัดผักบุ้ง 
ผักบุ้ง ได้ยินกันมาตลอดว่า กินผักบุ้ง ช่วยเรื่องสายตา  นอกจากนี้ ยังช่วยลดอาการปวดหัว อาการไอ ก็ช่วยได้  ยิ่งผัดใส่กระเทียมสด หั่นเป็นแว่นๆถูกใจคนชอบกินกระเทียมยิ่งนัก ฤทธิ์ของกระเทียมช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย กระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ทำงานดีขึ้นอีกด้วย  

อาหารรสเผ็ด
เมนูนี้หลายคนอาจบอกขอผ่าน เพราะไม่ใช่สายกินเผ็ด แต่อยากจะแนะนำไว้หน่อยว่า อาหารที่มีพริก มีรสเผ็ด ไม่จำเป็นต้องเผ็ดชนิดน้ำหูน้ำตาไหลกัน อย่างเช่น แกงส้มผักรวม ที่มีเครื่อง แกงที่ช่วยให้หายใจคล่อง ไม่คัดจมูก  เช่น หอมแดง กระเทียม ส่วนผักต่างๆที่ใส่ในแกง เป็นตัวช่วยในเรื่องการขับถ่ายคล่องอีกด้วย 

ซุปขิง

ซุปขิง เมนูเด็ดใครเป็นหวัดประจำควรทานเลยเป็นอย่างยิ่งเพราะ ด้วยความเผ็ดร้อนของขิง ช่วยขับเหงื่อ ล้างพิษออกทางผิวหนังได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ขิงยังมีสรรพคุณ ช่วยขับลมในช่องท้อง อีกด้วย 

บัวลอยน้ำขิง

มาถึงเมนูของหวานกันบ้าง บัวลอยน้ำขิง แก้หวัดคัดจมูก ด้วยสรรพคุณของขิง รักษาอาการหวัดขั้นสูง ยิ่งได้ซดน้ำขิงร้อนๆจะช่วยให้แล้วโล่งคอ โล่งจมูกดี อร่อยอยู่ท้องอีกด้วย

น้ำเสาวรส

น้ำเสาวรส รสชาติหวานอมเปรี้ยว ช่วยให้สดชื่น เสริมภูมิต้านทานโรคได้เป็นอย่างดีสำหรับผู้ที่ป่วยง่าย แพ้ง่าย เพราะน้ำเสาวรส จะช่วยปรับสมดุลร่างกาย ลดอาการอักเสบ แก้เจ็บคอ หรือร้อนในได้

เป็นไงบ้าง สำหรับเมนูอาหารไทยเพื่อสุขภาพ ที่หากินกันได้ไม่ยาก ที่สำคัญไม่ใช่จะเหมาะสำหรับหน้าฝนเท่านั้น แต่ยังทำทานได้ตลอดอีกด้วย รู้แบบนี้แล้ววันนี้ใครยังนึกไม่ออกว่าจะกินอะไร ลองเลือกเมนูที่เราแนะนำก็ได้  และนอกจากอาหารแล้ว อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำ ดื่มน้ำมากๆ และในยุค New Normal อย่าลืม สวมแมส ล้างมือ จะได้ห่างไกลจากโควิด-19 

ขอบคุณ https://www.rama.mahidol.ac.th/

ขอบคุณเจ้าของภาพ 

ชวนเที่ยวทะเลกรุงเทพฯ ชมป่าชายเลน “บางขุนเทียน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469898

ชวนเที่ยวทะเลกรุงเทพฯ ชมป่าชายเลน “บางขุนเทียน”

10 มิถุนายน 2564 – 11:21 น.

ชวนเที่ยวทะเลกรุงเทพฯ ชมป่าชายเลน “บางขุนเทียน” ปั่นจักรยานชมระบบนิเวศวิทยาที่จัดว่าอยู่ใกล้เมืองมากที่สุด

     หากวันหยุดไหนคุณรู้สึกเบื่ออยากหากิจกรรมที่พิเศษ ๆ แนะนำเลยครับ ปั่นจักรยานไปทะเล คิดชื่อให้เท่ ๆ แล้วแต่จะคิดกันเลยหามุมถ่ายรูปสวย ๆ แล้วโพสต์อวดเพื่อน

     ทะเลกรุงเทพฯที่ว่านี้ อยู่พื้นที่เขตบางขุนเทียน ตั้งต้นตั้งแต่ถนนพระราม 2 เลี้ยวซ้ายเข้าถนนบางขุนเทียนชายทะเล ขับรถไปจนสุดทางเป็นระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาหาที่จอดรถ

     จากนั้น จะเดิน หรือจะปั่น หรือจะเช่ารถจักรยานที่มีไว้บริการแถวนั้นก็ตามสะดวก เพราะจากจุดนี้เราต้องข้ามสะพานเข้าไปอีกอย่างน้อย 4 กิโลเมตร      

     สัมผัสบรรยากาศป่าชายเลน อุโมงค์ต้นไม้ที่ร่มรื่น ผ่านหมู่บ้านชาวประมง ชมวิถีชาวบ้าน ดีไม่ดีอาจได้อาหารทะเลของดีราคาไม่แพงติดไม้ติดมือมาทำกินเองที่บ้านได้อีก

     ช่วงเวลาที่แนะนำคือช่วงเช้า และบ่ายแก่ ๆ เพราะช่วงกลางวันแดดจะร้อนมาก แต่ถ้าไม่กลัวแดดก็ไม่ติด ดีเสียอีกคนน้อย 

     หลาย ๆ คนไม่ค่อยรู้จักว่ากรุงเทพฯก็มีทะเล วันดีคืนดีท้องฟ้าแจ่มใสเราจะได้เห็นโลมาอิรวดี และวาฬบรูด้า ว่ายมาเฉิดฉายให้เราได้ถ่ายรูปไปอวดเพื่อน

     ที่แน่ ๆ เมื่อมาถึงสุดทางเป็นจุดชมวิว จะเห็นหลักกิโลเมตรแบ่งเขตกทม.กับสมุทรสาคร ที่อยู่กลางทะเล ทำให้คิดได้ว่าแผ่นดินจากจุดนั้นโดนน้ำกัดเซาะมาถึงจุดนี้เชียวหรือ พลังการกัดเซาะรุนแรงจนน่าเป็นห่วง ถึงกับมีการคาดการณ์กันไว้ว่ากทม.มีสิทธิ์ที่จะจมน้ำ

     ระหว่างทางทั้งไปและกลับจะมีร้านอาหาร คาเฟ่อยู่เป็นจำนวนมาก ให้แวะเติมพลังก่อนกลับบ้านได้อีก ลองหาวันเวลาว่าง ๆ ดี ๆ ออกมาทำกิจกรรมพิเศษ ๆ ที่บางขุนเทียนแบบนี้เป็นการเพิ่มสีสันให้กับชีวิตบ้างนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่าทะเลกรุงเทพฯก็มีเสน่ห์เหมือนกัน