“ปั่นจักรยาน” “ขึ้นเขา” หนี “covid -19” ไม่ใช่แค่การ “ออกกำลังกาย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473131

“ปั่นจักรยาน” “ขึ้นเขา” หนี “covid -19″ ไม่ใช่แค่การ”ออกกำลังกาย”

6 กรกฎาคม 2564 – 16:04 น.

สายปั่น ควรเตรียมพร้อม ก่อน”ปั่นจักรยานขึ้นเขา” หนี”covid -19″ นอกจากเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ยังสัมผัสธรรมชาติอย่างเต็มที่ 

สถานการณ์การแพร่ระบาดของ covid19 อาจทำให้เราต้องอยู่ในบ้านหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนในที่สาธารณะ จักรยานจึงเป็นคำตอบของใครหลายๆคน สายปั่น และยังได้ของแถมที่ดีด้วยนั้นคือ สุขภาพที่ดีตามมา จะพาไปเตรียมความพร้อมในการปั่นจักรยาน แบบปลอด covid19 กัน โดยการปั่นขึ้นเขา อย่าง เขาเขียว ดอยสุเทพ

การปั่นจักรยานขึ้นเขาเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของนักปั่น เพราะต้องใช้พลังความพร้อม และทักษะ เพื่อความปลอดภัยในการขึ้น-ลงเขา สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ จักรยาน
จักรยาน” ต้องพร้อม พร้อมอะไรบ้าง?
“ยาง” ต้องไม่กรอบ ไม่เก่า เปลี่ยนก่อนขึ้นเขาได้จะยิ่งดี และอย่าลืมเตรียมยางในไปเผื่อกรณีฉุกเฉิน อุปกรณ์เสริมยางต่างๆ โดยเฉพาะที่สูบลม ควรเตรียมไปในกรณีที่เป็นเส้นทางที่คนไม่เยอะ เพราะหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน จะสามารถช่วยได้ โซ่ เฟือง  เบรค อุปกรณ์เบื้องต้น ที่ต้องเตรียมความเรียบร้อย เช่นการ หยอดน้ำมัน

"ปั่นจักรยาน" "ขึ้นเขา" หนี "covid -19" ไม่ใช่แค่การ"ออกกำลังกาย"

หลายคนที่หลงไหลการปั่นจักรยาน นั้นเริ่มเปลี่ยนแนวทางออกไปเรื่อยๆ จากปั่นบนถนนปกติ ไปจนถึงปั่นเข้าป่าเขา นอกจักรยานแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ ร่างกาย แรงขาเราล้วนๆ ที่เป็นหัวใจหลักในการปั่นขึ้นเขา การเตรียมร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนวันออกทริป งดอาหารรสจัด ตรวจเชคความพร้อม รวมถึงการเจ็บป่วยของร่างกาย และอาจเตรียมเสื้อกันฝนไปด้วย เตรียมพร้อมหากเจอฝนระหว่างทาง

"ปั่นจักรยาน" "ขึ้นเขา" หนี "covid -19" ไม่ใช่แค่การ"ออกกำลังกาย"

“สมาธิ” เป็นอีกหลักสำคัญของนักปั่น ที่จะต้องปั่นขึ้นเขา เนื่องจากการปั่นขึ้นเขาคือการปั่นคนเดียว จึงต้องมีสมาธิและสติตลอดเส้นทาง เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จะสามารถควบคุมสถานการณ์ และลดอุบัติเหตุได้ เราจึงต้องมีสติ ทุกครั้งที่เหยียบบันไดจักรยาน เราจะต้องควบคุมตัวเองให้ได้ เมื่อควบคุมได้ จะมีสมาธิ จะทำให้นิ่งเเละโฟกัสการปั่นจักรยานเท่านั้น ความเหนื่อย ความล้า ที่ถาโถมเข้ามาตลอดเส้นทาง การฌฟกัสจังหวะในการปั่น จึงช่วยลดแรงกดดันได้และมีสมาธิมากขึ้น
อุปสรรค นับเป็นความท้าทาย และประสบการณ์การขึ้นเขา เช่น “ไหล่ทาง” เพราะเส้นทางในการขึ้นเขานั้น ไหล่ทาง จะแคปมาก ทำให้รถที่วิ่งผ่านเราไปทางด้านหลังนั้นขับค่อนข้างลำบาก จึงจำเป็นจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

และระยะทาง ก่อนปั่นจะปั่นขึ้นเขา ต้องรู้ระยะทางโดยประมาณ คร่าวๆ จากจุดเริ่มต้น ถึงปลายทาง มีระยะทางเท่าไหร่ มีร้านอาหารไหม น้ำพอหรือป่าว อันนี้สำคัญมาก เพราะถ้าน้ำหมดแล้วเหลือระยะเกิน 5-10 กิโล อาจจะจบทริปไม่สวย หรือไม่ก็ต้องวกกลับกลางทาง

การปั่นจักรยานขึ้นเขานั้นต้องอาศัยหลักการหรือทักษะพอสมควรฉะนั้นมือใหม่ไม่ควรที่จะปั่นขึ้นเขาระยะไกลคนเดียว อย่างน้อยควรจะมีเพื่อนรถเซอร์วิสติดตามเพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วจากเรื่องสนุกอาจจะกลายเป็นฝันร้ายก็เป็นได้ 

“เส้นพาสตา” มีอะไรบ้าง ทำความรู้จักเส้นแต่ล่ะชนิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473122

“เส้นพาสตา” มีอะไรบ้าง ทำความรู้จักเส้นแต่ล่ะชนิด

6 กรกฎาคม 2564 – 15:09 น.

“เส้นพาสตา” อาหารหลักของคนอิตาลี่ เส้นพาสตา จะถูกเรียกและแบ่งออกตามลักษณะของเส้นพาสตาชนิดนั้น ซึ่งมีอยู่หลากหลาย เราไปทำความรู้จักกัน 

     “เส้นพาสตา“(Pasta) อาหารที่ทำให้รู้สึกนึกถึงประเทศอิตาลี อาหารแนวอิตาเลียน ที่ปัจจุบันเป็นที่นิยมรับประทานกัน ต้นกำเนิดของเส้นพาสตานั้น มีตำนานการเดินทางของ มาร์โค โปโล (Marco Polo) นักสำรวจชาวอิตาลี ในศตวรรษที่13 เป็นคนนำเส้นบะหมี่มาจากประเทศจีน จนกลายมาเป็นเส้นพาสตาที่รู้จักกัน 

เส้นพาสตา

     ส่วนในประเทศไทยนั้นรู้จักเส้นพาสตาครั้งแรกในยุคของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหลังพระองค์เสด็จประพาสไปยุโรป ก่อนจะนำสูตรเส้นพาสตากลับเข้ามาในประเทศไทย โดยเรียกว่า “แป้งอิตาลี”      

"เส้นพาสตา" มีอะไรบ้าง ทำความรู้จักเส้นแต่ล่ะชนิด

     โดย เมนู “มักกะโรนี” เป็นเส้นพาสตาชนิดแรกที่คนไทยรู้จัก ซึ่งมาจากเมนู มักกะโรนีอบชีส และ ซุปมักกะโรนี ขณะที่ร้านอาหารอิตาเลียนเข้ามาในประเทศไทยช่วงสงครามเวียดนามในศตวรรษที่20 

"เส้นพาสตา" มีอะไรบ้าง ทำความรู้จักเส้นแต่ล่ะชนิด

     ซึ่งร้านพิซซาร้านแรกในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเพื่อขายให้กับทหารอเมริกัน จนกระทั่งสงครามจบลงไป ต่อมาคนไทยก็เริ่มเปิดร้านอาหารอิตาเลียน

    สำหรับเส้นพาสตา แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ 

  1. เส้นสด คือ เส้นสดเป็นการทำเส้นขึ้นมาใหม่โดยการนวดแป้ง ก่อนจะรีดหรือขึ้นรูปตามที่ต้องการ 
  2. เส้นแห้ง คือ เส้นแห้งเป็นการนำเส้นพาสตาที่ถูกขึ้นรูปแล้วนำมาทิ้งไว้ในอุณหภูมิต่ำจนกว่าความชื่นจะระเหยหมดก็จะได้เส้นแห้งเก็บไว้ได้นาน 
"เส้นพาสตา" มีอะไรบ้าง ทำความรู้จักเส้นแต่ล่ะชนิด

     ทั้งนี้เส้นลักษณะเส้นพาสตาจะมีหลากหลายทรง โดยจะเรียกชื่อตามทรง ประกอบด้วย 

  1. พาสตาเส้นยาว เช่น ลิงกวินี(Linguine) สปาเกตตี(Spaghetti) ฟูซิลลีลูงกี(Fusili Lunghi) เวอร์มิเซลลิ(Vermicelli)
  2. พาสตาทรงริบบิ้น เช่น เฟตตูชินี(Fettuccine) ตักเลียตเล่(Tagliatelle) ปัปปาร์เดลเล(Pappardelle) มาฟาดดีนี(Mafaldine)
  3. พาสตาทรงเปลือกหอย เช่น ลูมาเช(Lumache) คองคิเย(Conchiglie) 
  4. พาสตาเส้นเกลียว เช่น เจเมลลี(Gemelli) ฟูชิลลี(Fusilli) โทรฟิเอ(Trofie) สโตรซาเพรตี(Strozzapreti) คาเซเรชเช(Caserecce)
  5. พาสตาทรงหลอด เช่น เพเน(Pene) ริกาโตนี(Rigatoni) มักกะโรนี(Macaroni) ปักเครี(Paccheri) 
  6. มินิพาสตา เช่น ออโซ(ออโซ) เฟรโกลา(Fregola) คาเนสตรินี(Canestrini) สเตลลินี(Stelline)
  7. พาสตาสอดไส้ เช่น ราวิโอลี(Ravioli) คัปเปลเลตติ(Cappelletti) ตอร์เตลลินี(Tortellini)
"เส้นพาสตา" มีอะไรบ้าง ทำความรู้จักเส้นแต่ล่ะชนิด

     ซึ่งเส้นพาสตาแต่ล่ะเส้นจะถูกไปสร้างสรรค์เมนูที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของลักษณะเส้นพาสตา รวมไปถึงซอสแต่ล่ะชนิดที่จะนำมารัปทานคู่กับเส้นพาสตา 

ขอบคุณข้อมูล จากนิตยสาร Gourmet & Cuisine

“สุนัขจรจัด” บาดเจ็บเดินเข้าคลินิกหาหมอเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473072

“สุนัขจรจัด” บาดเจ็บเดินเข้าคลินิกหาหมอเอง

6 กรกฎาคม 2564 – 14:55 น.

เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศบราซิล เมื่อจู่ๆ “สุนัขจรจัด” พาตัวเองไปที่คลินิกสัตวแพทย์เพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่นั่น โดยมันมีอาการบาดเจ็บบริเวณต้นคอ ซึ่งเรื่องราวนี้ผู้คนในโลกโซเชียลต่างตกตะลึงในความแสนรู้ของเจ้า”สุนัขจรจัด”ตัวนี้เป็นอย่างมาก

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนสัตวแพทย์ Igor Holanda กำลังทำงานอยู่ที่คลินิกของเขาในบราซิล เมื่อมีแขกมาเยี่ยมโดยไม่คาดคิดเข้ามาข้างในคลินิกมันเป็น “สุนัขจรจัด” นั่นเอง โดยทาง สัตวแพทย์ เผยว่า “เจ้าสุนัขจรจัดตัวนี้เดินเข้ามาอย่างสงบและหยุดทำท่ามองหาซึ่งใน ตอนแรกเราไม่เข้าใจว่าเข้ามาทำไม ทำให้ต้องมองไปรอบๆเพื่อดูว่ามีเจ้าของเจ้าสุนัขหรือไม่ แต่ไม่มีใครเลย”

"สุนัขจรจัด" บาดเจ็บเดินเข้าคลินิกหาหมอเอง

“สุนัขจรจัด”ก็ยังคงอยู่คลินิกไม่หายไปไหนทำให้สัตวแพทย์ Igor Holanda ตัดสินใจเข้าไปเข้าหาปรากฏว่าเจ้าสุนัขจรจัดตัวนี้มีบาดแผลที่คอ ทำให้สัตวแพทย์ทราบว่ามันกำลังขอความช่วยเหลือจากเขานั่นเอง เมื่อเห็นอาการบาดเจ็บก็นำเจ้า“สุนัขจรจัด” ตัวนี้ไปรักษาและทำการประเมินอาการพร้อมทั้งความสะอาดบาดแผล

"สุนัขจรจัด" บาดเจ็บเดินเข้าคลินิกหาหมอเอง

โดย อาการบาดเจ็บของสุนัขจะต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าแผลจะหายดีและเชื่อว่า เจ้าสุนัขจรจัด แสนรู้ตัวนี้อีกไม่นานจะได้พบกับเจ้าของคนใหม่ที่จะดูแลและมอบความรักให้อย่างแน่นอน

"สุนัขจรจัด" บาดเจ็บเดินเข้าคลินิกหาหมอเอง

ที่มา thedodo.com 

“แตงโม” 14 ประโยชน์ 23 สรรพคุณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473106

“แตงโม”14 ประโยชน์ 23 สรรพคุณ   

6 กรกฎาคม 2564 – 11:55 น.

“แตงโม”ผลไม้ที่มีในทุกฤดูกาล ด้วยแร่ธาตุที่มีมากมายในผลไม้ชนิดนี้  การรับประทานแตงโมจึงให้ผลดีต่อร่างกายในหลายๆด้าน

“แตงโม” ผลไม้ที่มีต้นกำเนิด ในทวีปแอฟริกา สำหรับประเทศไทย การปลูกแตงโม มีอยู่ทั่วทุกภาคและปลูกได้ทุกฤดู  พันธุ์ที่นิยม จะมีอยู่ 3 สายพันธุ์หลัก คือ พันธุ์ธรรมดาทั่วไป (เมล็ดมีขนาดเล็ก รสหวาน เช่น แตงโมจินตหรา แตงโมตอร์ปิโด แตงโมกินรี แตงโมน้ำผึ้ง แตงโมไดอานา แตงโมจิ๋ว ) สายพันธุ์ไร้เมล็ด และพันธุ์กินเมล็ด

ในไทย “แตงโม” ที่นิยมปลูก 3 สายพันธุ์ คือ  แตงโมพันธุ์ธรรมดา จะมีเมล็ดขนาดเล็ก และมีรสหวานมาก จะแบ่งออกได้ อีกหลายสายพันธุ์ เช่น แตงโมจินตรา แตงโมกินรี แตงโมน้ำผึ้ง แตงโมไดอานา ฯลฯ แตงโมพันธุ์ไม่มีเมล็ด เป็นการผสมพันธุ์ ปลูกเพื่อต้องการจะส่งออก  แตงโมพันธุ์กินเมล็ด ปลูกเพื่อนำเมล็ดมาคั่ว โดยพันธุ์นี้จะมีเนื้อมาก

ประโยชน์ของ“แตงโม”   1.เหมาะกับผู้ต้องการลดความอ้วนหรือควบคุมน้ำหนักอย่างมาก เพราะมีแคลอรีต่ำ   2.ช่วยในการควบคุมน้ำหนักไม่ให้น้ำหนักเกิน ป้องกันการสะสมของไขมันที่เป็นอันตรายกับร่างกาย ลดปริมาณไขมันที่จับอยู่ภายในเลือด  3.แตงโมมี “ไลโคปีน” (Lycopene) ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ  4.ช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผมให้แข็งแรง เพราะประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด 5.แตงโมมีกรดอะมิโน Citrulline ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจ

6.แตงโมมีสารออกฤทธิ์ชนิดหนึ่งที่คล้ายกับยาแก้อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ อย่างไวอากรา ซึ่งจะออกฤทธิ์กระตุ้นให้หลอดเลือดคลายตัว ช่วยให้ระบบหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น 7.มีส่วนช่วยบำรุงสายตา เพราะมีวิตามินเอในผลแตงโม 
8.มีส่วนช่วยล้างพิษจากอาหารที่รับประทานเข้าไป 9.รับประทานเป็นผลไม้สด ทำเป็นน้ำผลไม้ดื่ม ลดความร้อนในร่างกาย
10.เปลือกหรือผลอ่อนใช้ทำเป็นอาหาร อย่างแกงส้ม เป็นต้น  11.เปลือกที่มีสีเขียวอ่อนหรือขาวสามารถนำมารับประทานเป็นผักได้ 12.นำไปทำเป็นไวน์ได้  13.นำไปแปรรูปเป็น แยมแตงโม , เมล็ดแตงโม หรือทำเป็นสบู่แตงโมได้


14.แตงโมพอกหน้า ใช้ทำเป็นทรีตเมนต์บำรุงผิว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว แก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน ช่วยดูดซับความมันบนใบหน้า และลดอาการแสบแดง วิธีการง่าย ๆ เพียงแค่นำเนื้อแตงโมมาฝานบาง ๆ แล้วนำมาวางไว้บนผ้าขาวบาง จากนั้นนำมาวางปิดลงบนใบหน้าให้ทั่วทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

"แตงโม"14 ประโยชน์ 23 สรรพคุณ   
"แตงโม"14 ประโยชน์ 23 สรรพคุณ   

สรรพคุณของ”แตงโม”   1. ช่วยแก้เบาหวานและดีซ่าน  2.ช่วยบำรุงสมอง (เมล็ด) 3.ช่วยบำรุงร่างกาย (เมล็ด)
4.ช่วยบำรุงปอด (เมล็ด) 5.แตงโมมีสรรพคุณช่วยควบคุมความดันโลหิตและมีส่วนช่วยลดความดันโลหิตลงได้ (Citrulline)
6.ช่วยรักษาโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัวได้  7.ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน 8.ช่วยป้องกันหวัด
9.ช่วยลดอาการไข้ แก้คอแห้ง (น้ำแตงโม) 10. ใช้เป็นยาลดไข้ด้วยการใช้ใบมาชงดื่ม (ใบ) 11. ช่วยบรรเทารักษาแผลในช่องปาก (น้ำแตงโม)

12.ป้องกันการเจ็บคอด้วยการนำเปลือกแตงโมไปต้มเดือดแล้วเติมน้ำตาลทรายแล้วนำน้ำมาดื่ม (เปลือก) 13.แก้อาการเมาเหล้า 14.แก้โรคตับ (เมล็ด) 15.แตงโมมีเบตาแคโรทีน ซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ 16. ช่วยย่อยอาหาร ช่วยระบายท้อง 17. ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ (เมล็ด)

18.ช่วยขับปัสสาวะ 19. แก้อาการปวดกระเพาะปัสสาวะ (เมล็ด)  20. รากมีน้ำยาง ใช้กินแก้อาการตกเลือดหลังการแท้ง (ราก) 21. ใช้ทารักษาแผล ด้วยการใช้เปลือกแตงโมล้างสะอาด นำมาผิงไฟหรือตากให้แห้ง นำมาบดให้เป็นผง แล้วนำมาบริเวณแผล (เปลือก) 22.ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น  23. ช่วยป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม การรับประทานแตงโมมากเกินไป อาจทำให้เกิดโทษต่อร่างกาย  โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ไม่ควรรับประทานแตงโม เพราะน้ำแตงโมอุดมไปด้วยน้ำตาล ,ผู้ป่วยโรคไต รับประทานได้แต่น้อย เพราะไตจะทำงานได้ไม่เต็ม 100% อาจจะทำให้มีการบวมน้ำ , ผู้ที่กำลังเป็นหวัด อาจจะทำให้มีระยะเวลาเป็นหวัดที่นานมากขึ้นหรือหายช้า 

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก 

https://rositacorrer.com/

ภาพประกอบจาก

https://pixabay.com/th/

"แตงโม"14 ประโยชน์ 23 สรรพคุณ   
"แตงโม"14 ประโยชน์ 23 สรรพคุณ   
"แตงโม"14 ประโยชน์ 23 สรรพคุณ   

เรื่องน่ารู้กับ 5 ท่านอนที่ดี นอนท่าไหน และ ต้องนอนยังไงให้มีสุขภาพที่ดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473102

เรื่องน่ารู้กับ 5 ท่านอนที่ดี นอนท่าไหน และ ต้องนอนยังไงให้มีสุขภาพที่ดี

‌6 กรกฎาคม 2564 – 11:41 น.

การนอนหลับ เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด เพราะขณะที่เรากำลังนอนหลับ ร่างกายจะทำการซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ ปรับสมดุลร่างกายให้เข้าที่ และ “ท่านอน” ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้คุณนอนหลับสนิท หลับสบาย และ ตื่นขึ้นมาพร้อมความสดใส

ดังนั้นการเลือก “ท่านอน” ที่ถูกต้องเหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการนอนอย่างเต็มที่ และ มีพลังสำหรับเริ่มต้นเช้าวันใหม่เสมอ

เรื่องน่ารู้กับ 5 ท่านอนที่ดี นอนท่าไหน และ ต้องนอนยังไงให้มีสุขภาพที่ดี

“ท่านอน” แต่ละท่าล้วนมีลักษณะการนอนที่ส่งผลแตกต่างกันออกไป และ แต่ละคนก็มี “ท่านอน” ที่ชอบแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นไปดูกันว่า “ท่านอน” ที่ถูกต้องแต่ละแบบ ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพอะไรได้บ้าง “ท่านอน” มีด้วยกัน 5 ท่า ดังนี้

1. “ท่านอนคว่ำ” การนอนคว่ำในลักษณะหันหน้าไปทางด้านซ้ายหรือขวาโดยซุกแขนไว้ใต้หมอนหรือวางแขนข้างศีรษะอาจเหมาะสำหรับผู้ที่นอนกรน เพราะเป็นท่าที่ช่วยให้หายใจได้ค่อนข้างสะดวก แต่ก็อาจเป็นท่าที่ทำให้นอนหลับไม่สนิท เพราะต้องคอยขยับร่างกายบ่อยๆ เพื่อให้รู้สึกสบายตัว และ ยังทำให้มีแรงกดบนข้อต่อและกล้ามเนื้อซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอาการเหน็บชาและปวดเมื่อยโดยเฉพาะช่วงคอและหลังส่วนล่าง และ ท่านอนคว่ำอาจทำให้ใบหน้าเหี่ยวย่นและหน้าอกหย่อนคล้อยได้

เรื่องน่ารู้กับ 5 ท่านอนที่ดี นอนท่าไหน และ ต้องนอนยังไงให้มีสุขภาพที่ดี

2. “ท่านอนหงาย” เป็นท่าเบสิกที่ทุกคนนิยมใช้กัน เพราะไม่ว่าจะนอนเล่นหรือนอนจริงจัง ทุกคนมักเลือกนอนท่าที่ง่ายที่สุดนั่นคือการนอนหงาย การนอนหงายช่วยลดอาการปวดเมื่อยที่คอ และ ป้องกันการเกิดกรดไหลย้อน แต่การนอนท่านี้ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคปอดและโรคหัวใจ เพราะท่านอนหงาย กะบังลมที่คั่นระหว่างช่องอกกับช่องท้องจะทับอยู่บนปอด ทำให้การหายใจค่อนข้างลำบาก ส่งผลให้หัวใจทำงานหนัก  การนอนหงายจะดีก็ต่อเมื่อระดับของศีรษะ ลำคอ และ หลังอยู่ในแนวตรง

เรื่องน่ารู้กับ 5 ท่านอนที่ดี นอนท่าไหน และ ต้องนอนยังไงให้มีสุขภาพที่ดี

3. “นอนตะแคงทางซ้าย” เป็นท่าที่ช่วยลดอาการปวดหลัง เพิ่มความดันในตับ ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ตอนนอนควรมีหมอนข้างเอาไว้กอดและพาดขาข้างขวาด้วย การนอนท่านี้จะทำให้หัวใจเต้นค่อนข้างลำบาก ไม่เหมาะกับคนป่วยเป็นโรคปอดอีกเหมือนกัน เพราะปอดอยู่ข้างซ้ายการนอนตะแคงซ้าย ทำให้ปอดของเราขยายตัวได้ไม่เต็มที่

เรื่องน่ารู้กับ 5 ท่านอนที่ดี นอนท่าไหน และ ต้องนอนยังไงให้มีสุขภาพที่ดี

4. “นอนตะแคงขวา” คือท่านอนที่ดีที่สุด เมื่อเทียบกับท่านอนอื่นๆ เพราะการนอนท่านี้หัวใจจะเต้นสะดวก อาหารจากกระเพาะจะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ไม่มีอะไรคั่งค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานเกินไป ยิ่งไปกว่านั้นการนอนท่านี้ยังช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ด้วย ที่สำคัญการนอนหันหน้าไปทางขวา ไม่มีผลข้างเคียงต่อหัวใจกับปอด

เรื่องน่ารู้กับ 5 ท่านอนที่ดี นอนท่าไหน และ ต้องนอนยังไงให้มีสุขภาพที่ดี

5. “นอนขดตัว” เราสามารถนอนหันไปทางซ้าย หรือ หันไปทางขวาก็ได้ โดยเราจะงอหัวเข่าขึ้นมาชิดกับหน้าอกและ ก้มหน้า การนอนท่านี้ช่วยทำให้เรานอนกรนน้อยลง และ เป็นท่าที่เหมาะสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ เพราะท่าขดตัวจะทำให้เลือดไหลเวียนไปสู่ทารกได้ดี และ ช่วยลดแรงกดทับของมดลูกที่อยู่ตรงบริเวณตับได้  อีกอย่างการนอนท่านี้ยังเหมาะสำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ หรือ ผู้ป่วยพาร์กิน การนอนขดตัว ช่วยทำให้ของเสียจากสมองถูกกำจัดออกไปจากระบบประสาทได้ดีกว่าการนอนหงายหรือนอนคว่ำ

เรื่องน่ารู้กับ 5 ท่านอนที่ดี นอนท่าไหน และ ต้องนอนยังไงให้มีสุขภาพที่ดี

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล “โรคอ้วน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473100

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล “โรคอ้วน”

‌6 กรกฎาคม 2564 – 10:33 น.

” โรคอ้วน” ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันมากเกินปกติ และยังก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ดังนั้น เพื่อให้เราห่างไกลจากความเสี่ยงเหล่านี้ เราทำเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินในชีวิตประจำวันของเรา

“องค์การอนามัยโลก” ได้ให้นิยามภาวะน้ำหนักเกิน (overweight) และโรคอ้วน (obesity) ว่า เป็นภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันในส่วนต่างๆ ของร่างกายมากเกินปกติ และเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต่างๆตามมาอีกด้วย โรคอ้วน ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น อาหารปริมาณมากและไขมันสูง การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ มีกิจกรรมทางกายที่น้อยลง นอนไม่เพียงพอ มีปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจ เช่น  กินเมื่อมีอารมณ์ซึมเศร้า ไม่สบายใจ หรืออาจเกิดขึ้นจากกรรมพันธุ์ อัตราการเผาผลาญในร่างกาย การใช้ยากลุ่มฮอร์โมน หรือการใช้ยาบางชนิดที่กระตุ้นความอยากอาหาร

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล "โรคอ้วน"

ทั้งนี้ เมื่อเรากินอาหารเกินพอ และขาดการออกกำลังกาย ทำให้มีไขมันส่วนเกินไปสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยผู้ชายจะเก็บไขมัน ส่วนเกินไว้ใต้ผิวหนังหน้าท้องเป็นส่วนใหญ่ เรียกง่าย ๆ ว่า อ้วนลงพุง ส่วนผู้หญิง จะเก็บไขมันส่วนเกินไว้ที่ หน้าท้อง สะโพก ก้นย้อย หน้าขา เต้านม เป็นต้น  นอกจากนี้แล้ว โรคอ้วน ยังก่อให้เกิดของโรคร้ายต่างๆ ที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิต, โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นโรคที่ยากต่อการรักษาให้หายขาด ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นโรคอ้วน เราจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อนให้ห่างไกลโรคอ้วน

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล "โรคอ้วน"

แต่ก่อนที่เราต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าเรา อ้วน แล้ว ขั้นตอนแรกง่าย ๆ เริ่มจากสำรวจ ดูจากเสื้อผ้า ที่คับขึ้น รู้สึกอึดอัด ยืนตัวตรง จะมองไม่เห็นนิ้วเท้าของตัวเอง ส่วนเกณฑ์ที่นิยมใช้ในการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ คือ การวัดดัชนีมวลกาย (Body mass index : BMI) แนะนำใช้ในผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป แต่ไม่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์และนักกีฬา โดยสามารถคำนวณได้จากสูตรหาค่าดัชมีมวลกาย ( Body Mass Index : BMI) BMI = น้ำหนัก (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร)2

มาที่การปรับพฤติกรรมในการกินของเราให้ห่างไกล โรคอ้วน 

1.  กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย   ข้อสำคัญพื้นฐานในการปรับเปลี่ยนวิธีการกิน ด้วยการเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เลือกกินอาหารที่ช่วยเสริมสร้างพลังงานที่ดีให้กับร่างกาย เช่น เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ, ข้าวกล้อง, ขนมปังโฮลวีท, ผักและผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง รวมไปถึงธัญพืชต่างๆ ที่สามารถรับประทานเป็นของกินเล่นเวลาว่างแทนขนมกรุบกรอบทั่วไปได้

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล "โรคอ้วน"

2.ไม่กินไปดูทีวีไป   เพราะจะเป็นสร้างพฤติกรรมการกินที่ไม่รู้จักจบสิ้น ควรเปลี่ยนจากกินไปดูทีวีไป มาเป็นกินให้เสร็จก่อนแล้วค่อยดูทีวี 

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล "โรคอ้วน"


3.เคี้ยวอาหารช้าๆ อย่ารีบกลืน จะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มเร็วมากขึ้น  เคี้ยวให้ละเอียด ซึ่งควรใช้เวลาในการเคี้ยวอาหาร 1 คำอย่างน้อย 25-30 ครั้ง

4.กินอาหารให้ตรงเวลา   เพราะกินอาหารไม่ตรงเวลา จะทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานบกพร่อง และทำให้อาหารไม่ย่อย ขับถ่ายไม่เป็นปกติควรกำหนดเวลาในการกินอาหารแต่ละมื้อให้ชัดเจน และกินให้ตรงเวลาในทุกๆ วัน


5. เลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์  เพราะการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์บ่อย ๆ จะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณของส่วนผสมอย่างเช่น น้ำหวาน น้ำเชื่อม และน้ำตาลจากเครื่องดื่มเหล่านั้นในปริมาณสูง เมื่อดื่มมากๆ เข้าก็จะทำให้เกิดโรคอ้วนลงพุงได้นั่นเอง

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล "โรคอ้วน"

6. เลี่ยงการทานอาหารจุกจิก  โดยเฉพาะอาหารจำพวกเค้ก เบเกอรี่ ขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ ขนมเหล่านี้มักเป็นอาหารพลังงานสูงและไม่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมายนัก แต่หากอยากทาน สามารถทานได้โดยการจำกัดปริมาณและความถี่ เช่น ไม่เกิน 1 ครั้ง/สัปดาห์

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล "โรคอ้วน"

นอกจากการปรับพฤติกรรมการกินแล้ว อย่าลืม เพิ่มการออกกำลังกายในแต่ละวัน หากไม่มีเวลาก็เพียงแค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกายแล้ว

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล "โรคอ้วน"

และนี้ก็คือเทคนิค ง่าย ๆ  6 ข้อ กับการปรับพฤติกรรมการกินจะช่วยให้ห่างไกลจาก โรคอ้วน ได้ บปรับตั้งแต่วันนี้ก่อนที่จะเกิดโรคภัยจะสายเกินแก้ 

รู้จัก “ฝนกรด” ภัยใกล้ตัว จากน้ำมือมนุษย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473083

รู้จัก “ฝนกรด” ภัยใกล้ตัว จากน้ำมือมนุษย์

‌6 กรกฎาคม 2564 – 08:41 น.

“ฝนกรด” ภัยใกล้ตัว กับสสารอันตราย จากน้ำมือมนุษย์ หรือภัยทางธรรมชาติ

“ฝนกรด” (Acid Rain) คืออะไร หลายคนอาจสงสัยว่า เจ้า “ฝนกรด” นี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร วันนี้เราจึงมาหาคำตอบกันว่า สาเหตุที่ทำให้เจ้าสิ่งนี้เกิดขึ้น ต้นเหตุมาจากอะไร

รู้จัก "ฝนกรด" ภัยใกล้ตัว จากน้ำมือมนุษย์

ปรากฏการณ์ “ฝนกรด” คือ การลดลงของค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือค่า pH ของน้ำฝนในธรรมชาติ ซึ่งโดยปกติแล้ว น้ำฝนมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ โดยมีค่า pH อยู่ที่ราว 5.6 แต่เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของมลพิษทางอากาศ ส่งผลให้ค่า pH ของน้ำฝนลดต่ำลงกว่าปกติ และในบางพื้นที่ หากมีมลพิษทางอากาศสูง อย่างเช่น ปล่อยก๊าซที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ ก็ยิ่งทำให้น้ำฝน อาจมีค่า pH อยู่ในช่วง 4.2 ถึง 4.4 เลยทีเดียว

ปรากฏการณ์ “ฝนกรด” เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของน้ำฝน และก๊าซออกไซด์ของโลหะบางชนิดในอากาศ ซึ่งในธรรมชาติ เมื่อเกิดการระเบิดของภูเขาไฟ หรือ เกิดไฟป่า มักเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ปริมาณมากเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ทำให้ฝนที่ตกลงมาในช่วงเวลานั้น มีฤทธิ์เป็นกรดมากกว่าน้ำฝนปกติ แต่ปรากฏการณ์ฝนกรดในธรรมชาติ เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก

ในทางตรงกันข้าม ปรากฏการณ์ “ฝนกรด” ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะการเผาไหม้ถ่านหินในอุตสาหกรรมไฟฟ้า การปล่อยควันพิษ และของเสียจากโรงงานต่างๆ รวมไปถึงมลพิษจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ รวมทั้งเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานสารเคมีต่างๆ

เมื่อควันไฟที่ประกอบไปด้วยสารพิษต่างๆ ลอยขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศ กระบวนการทางเคมีของฝนกรดก็เกิดขึ้น เป็นผลมาจากการทำปฏิกิริยาระหว่างไอน้ำ ออกซิเจน และสสารต่างๆในอากาศ กับก๊าซออกไซด์ของโลหะบางชนิด เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ ก่อให้เกิดกรดซัลฟูริก , กรดไนตริก และสารพิษอื่นๆ ที่เข้ามาปนเปื้อนอยู่ในน้ำฝน หรือ หิมะ และหมอก

และการรวมตัวของกรดซัลฟูริก หรือ กรดไนตริก กับเมฆบนท้องฟ้า ซึ่งส่งผลให้น้ำฝน หรือ หิมะ ที่ตกลงสู่พื้นโลก มีฤทธิ์เป็นกรด โดยอนุภาคเหล่านี้สามารถเคลื่อนที่ไปตามแรงลม ได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร ก่อนตกลงสู่พื้นดิน แหล่งน้ำ หรือสะสมอยู่ตามต้นไม้ อาคาร และสิ่งก่อสร้าง

ส่วนผลกระทบจากปรากฏการณ์ฝนกรดที่เกิดกับมนุษย์ สามารถสร้างความระคายเคืองต่อผิวหนัง ดวงตา และระบบทางเดินหายใจ รวมไปถึงระบบทางเดินอาหาร เพราะหากบริโภคน้ำฝนที่เพิ่งตกลงมาใหม่ ๆ อาจเสี่ยงต่อการดื่มน้ำที่มีสภาวะเป็นกรดและมีสารพิษปนเปื้อน 

ขอบคุณข้อมูล /  คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ

ข้อมูลอ้างอิง

กรมวิทยาศาสตร์บริการ

กรมควบคุมมลพิษ

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

National Geographic

เบาหวานกับโควิด ชีวิตไปทางไหน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473076

เบาหวานกับโควิด ชีวิตไปทางไหน

‌6 กรกฎาคม 2564 – 07:25 น.

เบาหวานกับโควิด ชีวิตไปทางไหน เมื่อผู้ป่วยเบาหวานจัดอยู่ในกลุ่ม 7 โรคเสี่ยงที่ต้องได้รับการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด แต่ทุกปัญหาด้านสุขภาพย่อมมีทางออกเสมอ โดยไม่ต้องมากังวลกับความรุนแรงและการเสียชีวิต

ในช่วงนี้ที่โควิด19 ยังคงระบาดและมีผู้เสียชีวิตสะสมเพิ่มขึ้นทุกวัน มีข้อมูลที่ทำให้คนเป็นเบาหวานรู้สึกกังวลใจอยู่ไม่น้อย นั่นก็คือ ผู้ป่วยโควิด19ที่เสียชีวิตหลายคนถูกระบุว่ามีประวัติเป็นเบาหวานมาก่อน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รู้ทัน ‘ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน’ร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำหลังฉีดวัคซีน โควิด19

จากความกังวลใจเรื่องนี้ โรงพยาบาลนวเวช จึงได้จัดสัมมนากลุ่มย่อยเรื่องเบาหวานกับโควิด ชีวิตไปทางไหน โดยเชิญนพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล อายุรแพทย์ ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลนวเวช มาให้คำแนะนำว่าผู้ป่วยเบาหวานควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อลดโอกาสการเสียชีวิตเมื่อติดโควิด

โดยมีผู้ป่วยเบาหวาน ผู้มีความเสี่ยง ผู้ดูแลคนไข้เบาหวาน และผู้ที่สนใจเข้าร่วมสัมมนาที่จัดขึ้นแบบ Social Distancing ซึ่งข้อมูลที่คุณหมอแนะนำและการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในสัมมนาครั้งนี้นับว่าน่าสนใจ ใครไม่ได้ไปร่วมงาน ลองอ่านและนำไปปฏิบัติตามก็ได้ประโยชน์ไม่น้อย

ผู้ป่วยเบาหวานติดโควิด เสี่ยงรุนแรง เสี่ยงเสียชีวิต

นพ.ธวัชชัย กล่าวว่า แม้ผู้ป่วยเบาหวานจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไม่ต่างจากคนไม่เป็นเบาหวาน แต่หากติดเชื้อแล้วจะมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรงกว่าต้องดูแลรักษามากกว่า อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เชื้ออาจลงปอดได้มากกว่า อาจต้องเข้าไอซียูมากกว่า และมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนไม่เป็นเบาหวาน3-4เท่า

เหตุผลที่ทำให้คนเป็นเบาหวานที่ติดเชื้อโควิด19มีอาการรุนแรงก็เพราะคนที่เป็นเบาหวานมีภูมิต้านทานต่ำกว่าคนปกติ เนื่องจากน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นจะทำให้เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ฆ่าเชื้อโรคอ่อนแอลง และเมื่อติดเชื้ออักเสบลุกลาม ร่างกายก็เกิดความเครียดที่จะต้องต่อสู้กับเชื้อโรค โดยหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ซึ่งฮอร์โมนนี้ก็เป็นตัวสำคัญในการสร้างน้ำตาลให้สูงขึ้นอีก

นพ.ธวัชชัย อธิบายเพิ่มว่า ในเยื่อบุร่างกายของคนเรามีตัวรับเชื้อโรคที่เรียกว่าAEC2 Receptorอยู่แทบทุกเซลล์ ทั้งหัวใจ หลอดเลือด ตับ ไต ปอด เมื่อเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายจะไปจับกับAEC2Receptorแล้วแบ่งตัว กระจาย ลุกลาม คนที่เป็นเบาหวานเมื่อติดเชื้อโควิด ถ้ามีภาวะน้ำตาลสูง เชื้อโควิดก็จะแบ่งตัวได้เร็วขึ้น และมีโอกาสกระจายเข้าสู่ปอดได้เร็วขึ้นด้วย

ผู้ป่วยเบาหวานยิ่งอายุมาก ยิ่งเสี่ยงมาก

นอกจากเรื่องภูมิต้านทานต่ำแล้ว อายุก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ นพ.ธวัชชัย ให้ข้อมูลว่า จำนวนผู้ป่วยเบาหวานในเมืองไทยที่มีอายุ15ปีขึ้นไปมีประมาณ9% หรือประมาณ5ล้านคน แต่ช่วงอายุที่มีผู้ป่วยมากที่สุดคือ60-70ปี คิดเป็นเกือบ20%

คนที่เป็นเบาหวานส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน ไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นเป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ การที่มาตรวจพบว่าเป็นเบาหวานตอนอายุ60ปีนั้น ความจริงอาจเป็นมาตั้งแต่อายุ30ปีก็ได้ ซึ่งการเป็นเบาหวานมานานจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดแดงตีบ หัวใจ อัมพาต ตา ไต เพราะฉะนั้นผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานซึ่งมีพื้นฐานร่างกายไม่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จะยิ่งมีโอกาสถูกซ้ำเติมจากโควิดได้ง่ายขึ้น

คุมน้ำตาลให้ดี ช่วยลดความเสี่ยงจากโควิด

แม้จะเป็นเบาหวาน แต่ถ้าคุมน้ำตาลได้ดี ต่อให้ติดโควิด19ก็ยังเบาใจได้ เพราะโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนจะน้อยลง การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจะดีกว่าคนที่ไม่คุมน้ำตาลไม่ดี

นพ.ธวัชชัย กล่าวถึงตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่าเราคุมน้ำตาลได้ดีแค่ไหน มีอยู่3ตัว คือ

1.FBS(Fasting Blood Sugar) หรือน้ำตาลก่อนอาหาร ค่าที่ได้ไม่ควรเกิน130 mg/dL. แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายที่เข้มงวดคือไม่ควรเกิน110 mg/dL.

2.HbA1Cหรือน้ำตาลเฉลี่ย ค่าปกติอยู่ที่4-6% ค่านี้สะท้อนถึงการแกว่งของน้ำตาลในช่วง3เดือนที่ผ่านมา เป้าหมายการรักษาต้องการให้A1Cไม่เกิน7%คำนวนเป็นค่าเฉลี่ยน้ำตาลไม่เกิน154 mg/dLถ้ารักษาอย่างเข้มงวดไม่เกิน6.5%คำนวนค่าเฉลี่ยน้ำตาลไม่เกิน 140mg/dL.

3.น้ำตาลหลังอาหาร โดยวัดหลังจากรับประทานอาหาร1-2ชั่วโมง ไม่ควรเกิน180 mg/dL.ถ้าต้องการตั้งเป้าหมายที่เข้มงวดต้องคุมไม่ให้เกิน140 mg/dL.

“น้ำตาลเป็นสารพิษที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหน้าที่ต่างๆ ระดับเซลล์ ผู้ป่วยเบาหวานถ้าไม่อยากเสียชีวิตจากโควิด ต้องคุมน้ำตาลให้ดี กินอย่างไรก็ได้ที่ไม่ทำให้น้ำตาลสูง ให้แกว่งตัวแคบๆ ในช่วง70-180 mg/dL. เพื่อให้ค่าเฉลี่ยออกมาน้อยกว่า7% เราไม่ต้องการให้น้ำตาลแกว่งมาก เช่น50-300 mg/dL. แม้ว่าค่าเฉลี่ยA1Cจะออกมา7% ก็ไม่ดี เพราะน้ำตาลต่ำอันตราย น้ำตาลสูงก็อันตราย คนที่เป็นเบาหวานจะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการควบคุมน้ำตาลอยู่3วิธี คือ อาหาร ออกกำลังกาย และยา ต้องทำให้ 3 สิ่งนี้สมดุล เพื่อให้น้ำตาลแกว่งอยู่ในช่วง70-180mg/dL.” นพ.ธวัชชัย กล่าว

ได้ทราบวิธีที่จะช่วยลดอาการรุนแรงของผู้ป่วยเบาหวานที่ติดเชื้อโควิดไปแล้ว แต่การป้องกันไม่ให้ตัวเองติดเชื้อคือวิธีที่ดีที่สุด ซึ่ง นพ.ธวัชชัย ได้ทิ้งท้ายว่าถ้าไม่ติดโควิดก็ไม่ต้องมากังวลกับความรุนแรงและการเสียชีวิต คำแนะนำในการป้องกันโควิดก็เช่นเดียวกับคนทั่วไป คือ สวมแมสก์ ล้างมือ เว้นระยะห่าง และฉีดวัคซีนป้องกันให้เร็วที่สุด

ขอบคุณที่มา : โรงพยาบาลนวเวช

6 คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายด้วย “โยเกิร์ต” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472993

6 คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายด้วย “โยเกิร์ต”

‌5 กรกฎาคม 2564 – 14:13 น.

“โยเกิร์ต” ผลิตภัณฑ์จากนม ที่มีแบคทีเรียโปรไบโอติก  แบคทีเรียเหล่านี้มีประโยชน์ในการฟื้นฟูและปรับสมดุลของระบบย่อยอาหาร การรับประทานโยเกิร์ตจึงส่งผลดีต่อร่างกายในหลายๆด้าน

 คุณค่าทางอาหารของ “โยเกิร์ต” จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตในโยเกิร์ตในขณะที่รับประทาน  ดังนั้นขบวนการผลิต การบรรจุ การเก็บ  ตลอดจนการขนส่ง ล้วนแล้วแต่มีผลต่อคุณภาพของโยเกิร์ต  ถึงแม้ว่าจะไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนในการกำหนดคุณภาพของโยเกิร์ต แต่โยเกิร์ตที่ดีควรมีแบคทีเรียที่ยังมีชีวิต 100 ถึง 1000 ล้านตัวต่อปริมาณโยเกิร์ต 1 มิลลิกรัม

ในการรับประทาน “โยเกิร์ต”ให้ได้รับประโยชน์   ต้องรับประทานเป็นประจำและต้องเป็นปริมาณที่มากพอ เพื่อให้มีปริมาณแบคทีเรียในลำไส้ปริมาณหนึ่ง  เนื่องจากแบคทีเรียในโยเกิร์ตจะถูกขับออกจากร่างกายในเวลาไม่นานนัก   โยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์ประเภท probiotics ซึ่งหมายถึงอาหารที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิต ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย  เนื่องจากสามารถปรับสมดุลของเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ของผู้บริโภค   

ผู้ที่มีอาการ  “ท้องเสีย”เป็นเพราะมีเชื้อจุลินทรีย์อยู่ในลำไส้ แต่เชื้อจุลินทรีย์ใน “โยเกิร์ต” จะฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดเลวทั้งหลาย การรับประทาน “โยเกิร์ต” จึงทำให้อาการท้องเสียทุเลาอย่างรวดเร็ว    โยเกิร์ตมีไขมันคือ  “คอนจูเกตเต็ดไลโนเลอิก” ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วย เป็นแหล่งรวมของสารอาหารถึง 11 ชนิด และแต่ละชนิดดีต่อร่างกาย ทั้งไอโอดีน  แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 2 โปรตีน วิตามินบี 12 ทริปโทฟาน โพแทสเซียม โมลิปเดนัม สังกะสี และวิตามินบี 5    ผู้ที่รับประทานโยเกิร์ตเป็นประจำ  จึงมีสุขภาพแข็งแรง

“โยเกิร์ต” ทำมาจากนม  แต่ด้วยคุณสมบัติของโยเกิร์ต คือให้โปรตีนและแคลเซียมสูงกว่านมธรรมดา  เพราะในโยเกิร์ตมีกรดแลกติกที่จะช่วยย่อยแคลเซียมให้เล็กลง ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้  จุลินทรีย์ทั่วไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่แลคโตบาสิลัสในโยเกิร์ตเป็นจุลินทรีย์ชนิดดีที่ร่างกายต้องการ   จะไปหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อ “เฮลิโคแบคเตอร์ เอชไพโลไร” ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ ลดการอักเสบของลำไส้และไขข้อ    สำหรับผู้หญิง  การรับประทานโยเกิร์ตยังมีผลดี ต่อการ ทำลายจุลินทรีย์ที่จะทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูก    หากรับประทานเป็นประจำ

พื้นฐานของโยเกิร์ต ที่ดีต่อร่างกาย 

1. ช่วยให้นอนหลับง่าย    โยเกิร์ตมีส่วนประกอบของนม ในโยเกิร์ตจึงมีทริปโตเฟน กรดอะมิโนที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกง่วงนอน และทริปโตเฟนยังจะช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ฮอร์โมนที่ช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้นอนหลับง่ายกว่าเดิม

2. กระตุ้นระบบขับถ่าย             ในโยเกิร์ตมีโพรไบโอติกส์ แบคทีเรียชนิดดีต่อลำไส้และระบบย่อยอาหาร ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย พร้อมทั้งโพรไบโอติกส์ยังจะช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ส่งผลให้สุขภาพโดยรวมของร่างกายดีขึ้นด้วย             โดยเฉพาะหากรับประทานตตอนท้องว่าง ในช่วงเช้า หรือก่อนเข้านอน จุลินทรีย์ชนิดดีและโพรไบโอติกส์จะเข้าไปจัดระเบียบภายในกระเพาะอาหารและลำไส้   

6 คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายด้วย "โยเกิร์ต"
6 คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายด้วย "โยเกิร์ต"
6 คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายด้วย "โยเกิร์ต"

3. ดีท็อกซ์ร่างกาย    โยเกิร์ตจะเข้าไปกระตุ้นระบบขับถ่ายแล้ว การที่ร่างกายขับถ่ายได้ดีขึ้น  เหมือนการดีท็อกซ์ลำไส้ไปในตัว ที่สำคัญยังจะส่งผลดีต่อการดูดซึมสารอาหาร    ในรายของคนอ้วน  , ถ่ายยาก  การได้รับโพรไบโอติกส์จากโยเกิร์ตเป็นประจำจะช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายได้

4. ควบคุมน้ำหนัก   โยเกิร์ตยังจัดเป็นอาหารแคลอรีต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก   แต่ทั้งนี้ก็ควรเลือกโยเกิร์ตไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย หรือรสธรรมชาติ รวมไปถึงต้องคุมอาหารในระหว่างวัน ร่วมกับหมั่นออกกำลังกาย

5. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ             ระหว่างที่นอนหลับร่างกายจะมีกระบวนการเสริมสร้างและฟื้นฟูส่วนที่สึกหรอ ซึ่งการรับประทานโยเกิร์ตก่อนนอน  จะช่วยเสริมโปรตีนให้ร่างกายดึงไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายแบบใช้กล้ามเนื้อหนัก ๆ การรับประทาฯโยเกิร์ตที่มีโปรตีนนอน  จะช่วยฟื้นฟูมวลกล้ามเนื้อที่เสียหาย พร้อมกันนั้นก็ช่วยป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อในระหว่างที่นอนหลับ

 6. ดีต่อผู้ที่แพ้โปรตีนจากนม  สำหรับผู้ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยแลคโตสจากนมได้   โยเกิร์ต ทำหน้าที่แทนนม  เพราะกรดแลคติกและแบคทีเรียในโยเกิร์ตจะช่วยลดปริมาณแลคโตสที่มาจากนม ส่งผลให้ผู้ที่แพ้แลคโตสจากนมสามารถรับประทานโยเกิร์ตได้โดยไม่เกิดผลข้างเคียง เช่น ท้องเสีย ท้องอืด เหมือนการดื่มนม

นี่จึงเป็นคุณประโยชน์ที่ได้รับจากการรับประทาน  “โยเกิร์ต”

*** ขอขอบคุณเนื้อหาจาก https://rositacorrer.com/

***ภาพประกอบจาก https://pixabay.com/

6 คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายด้วย "โยเกิร์ต"
6 คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายด้วย "โยเกิร์ต"
6 คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายด้วย "โยเกิร์ต"

6 ประโยชน์ของ “ส้ม” มีมากกว่าที่คิด อยากมีสุขภาพที่ดีควรกินส้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472976

6 ประโยชน์ของ “ส้ม” มีมากกว่าที่คิด อยากมีสุขภาพที่ดีควรกินส้ม

‌5 กรกฎาคม 2564 – 12:23 น.

ผลไม้ทุกๆชนิดล้วนมีคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพแตกต่างกันไป “ส้ม” ก็เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่มีวิตาซีสูง มีรสชาติที่อร่อยเปรี้ยวอมหวาน มีคุณค่าทางอาหารไม่น้อยรวมถึงมีประโยชน์มากมาย

“ส้ม” ถือว่าเป็นผลไม้สารพัดประโยชน์ ช่วยป้องกันรักษาโรคต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งประโยชน์ของ “ส้ม” มีอะไรบ้าง ดังนี้     

6 ประโยชน์ของ "ส้ม" มีมากกว่าที่คิด อยากมีสุขภาพที่ดีควรกินส้ม

1. “สร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย” ส้มมีวิตามินซีไม่น้อย จึงทำให้ “ส้ม” จัดเป็นผลไม้กระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยป้องกันอาการป่วย ป้องกันเชื้อโรคและไวรัสต่างๆได้

2. “ช่วยลดความดันโลหิต” ส้ม เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม และ ยังมีปริมาณโซเดียมค่อนข้างต่ำ จึงช่วยในกระบวนการไหลเวียนโลหิตได้ดี ทำให้ร่างกายควบคุมความดันโลหิตได้อย่างสมดุล และ ยังช่วยลดความดันเลือดในคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ด้วย

3. “แก้ท้องผูก” ส้ม เป็นหนึ่งในผลไม้ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้ เพราะมีใยอาหารสูง ช่วยในระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย

6 ประโยชน์ของ "ส้ม" มีมากกว่าที่คิด อยากมีสุขภาพที่ดีควรกินส้ม

4. “บำรุงหัวใจ” โพแทสเซียมใน ส้ม คือส่วนสำคัญที่ช่วยให้หัวใจทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ใน “ส้ม” ยังมีวิตามิน และ แร่ธาตุต่างๆ ที่ดีต่อการทำงานของหัวใจ ช่วยให้หัวใจเต้นในจังหวะปกติ และ ช่วยในการไหลเวียนของเลือด

5. “ลดความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อม” กินส้มวันละผลก็ช่วยลดโอกาสเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

6. “ปรับระดับน้ำตาลในเลือด” น้ำตาลฟรุกโตสในเนื้อส้ม มีส่วนช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งสูงหลังจากกินส้มเข้าไป อีกทั้งไฟเบอร์ในส้มยังช่วยให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกทาง จึงจัดว่าส้มเป็นผลไม้ช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือด

การเลือกรับประทาน “ส้ม” นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายเลยทีเดียว