แกนนำ ‘คณะก้าวหน้า’ ให้การเพิ่มเติมคดี ‘ม. 116’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562510

02 พ.ย. 2566

แกนนำ 'คณะก้าวหน้า' ให้การเพิ่มเติมคดี 'ม. 116'

ข้อหาชักชวนให้ร่วมชุมนุมตาม ‘ ม. 116’ ตามหลอน 3 แกนนำ ‘คณะก้าวหน้า’ หลังตำรวจเห็นแย้งอัยการจนคดีถูกส่งฟ้องอีกครั้ง

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า, ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า พร้อมทีมทนายความ เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบคำให้การเพิ่มเติม ในคดีที่ สุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธอิสระ เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ

อดีตพระพุทธอิสระ กล่าวหาว่าทั้งสามคนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นและเชิญชวนประชาชนร่วมชุมนุมทางการเมืองช่วงปลายปี 2563 เป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนเพื่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 116 (3)

โดยก่อนหน้านี้ พนักงานสอบสวนได้มีความเห็นสั่งให้ฟ้องทั้งสามคนตามข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีความเห็นแย้งและส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุด ซึ่งได้มีความเห็นชี้ขาดให้สั่งฟ้องทั้งสามคน

และแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (2) และความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2, 6, 34, 49 และ 50 และให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหา และสอบคำให้การผู้ต้องหาทั้งสามให้ครบถ้วนตามฐานความผิดทั้งหมดก่อน

กระบวนการสอบคำให้การและแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกินเวลาราวหนึ่งชั่วโมงก็เสร็จสิ้น โดยในส่วนของกระบวนการทางคดีจากนี้ ทางตำรวจจะส่งสำนวนให้อัยการได้พิจารณาต่อไป

‘โฆษกพรรคก้าวไกล’ โต้ ‘ข้อกล่าวหา’ โหวตช่วยเพื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562508

02 พ.ย. 2566

'โฆษกพรรคก้าวไกล' โต้ 'ข้อกล่าวหา' โหวตช่วยเพื่อน

‘ข้อกล่าวหา’ โหวตช่วยเพื่อน ทำให้ ‘โฆษกพรรคก้าวไกล’ ต้องทวิต ชี้แจง ข้อเท็จจริงการลงคะแนนในที่ประชุมพรรคเมื่อวานนีื

พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคก้าวไกล ชี้แจง การใช้สิทธิ์ ไชยามพวาน มั่นเพียรจิต สส.กทม.ออกจากพรรค หลังมีข้อกล่าวหา ว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ไม่เห็นชอบให้ขับ สส.คนดังกล่าว ออกจากพรรค และเป็นผู้รวบรวมเสีรยงโหวตคัดค้าน เพื่อช่วยพวกพ้อง จนไม่สามารถขับออกจากพรรคได้ เพราะมีเสียงเพียง106 เสียง จากข้อบังคับพรรคที่กำหนดไว้ 3 ใน 4 หรือ 116 เสียง.

พริษฐ์บอกว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่อยู่บนข้อเท็จจริงและเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก จึงจำเป็นต้องชี้แจงความจริง ว่าเป็น 1 คนที่ลงมติเห็นด้วยกับการขับออกไชยามพวาน ซึ่งเป็นการลงคะแนนแบบเปิดเผยที่เพื่อนๆ สส. ทุกคนรับรู้ และเป็นการตัดสินใจบนหลักการและเหตุผลที่ยึดถือ และต้องขออภัยเพื่อนๆ สส. ที่จำเป็นต้องเปิดเผยการลงมติของตนเองต่อสาธารณะ  

แต่จำเป็นต้องชี้แจงข้อกล่าวหาที่ใช้เหตุผลเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวในการลงคะแนนและโน้มน้าวคนอื่นในการลงคะแนน ซึ่งไม่เป็นความจริง และเชื่อว่า สส. คนอื่นที่เห็นต่างและลงมติไม่เห็นด้วยกับการขับออกไชยามพวาน ก็ได้ตัดสินใจบนหลักการและเหตุผลที่เขายึดถือ ไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือการ ปกป้องพวกพ้อง

โฆษกพรรคก้าวไกลยืนยันว่าจุดยืนและการทำงานของตลอดที่ผ่านมา ยึดอยู่บนหลักการที่คิดว่าถูกต้องและข้อเท็จจริงเท่านั้นในทุกกรณี ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับที่รู้จักหรือเคยร่วมงานกันมามากน้อยแค่ไหน

’เศรษฐา‘ ทัวร์ทำเนียบฯ เจอแม่ค้าโอดของแพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562507

02 พ.ย. 2566

’เศรษฐา‘ ทัวร์ทำเนียบฯ เจอแม่ค้าโอดของแพง

“เศรษฐา” ทัวร์ทำเนียบฯ เจอแม่ค้าร้องสินค้าแพงขึ้นทุกชนิด เจ้าตัวเผยงดมื้อเช้า ทำไอเอฟ ควบคุมน้ำหนัก-รักษาสุขภาพ

วันที่ 2 พ.ย.ภายหลังเป็นประธานการประชุมสภาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสร็จสิ้น นายเศรษฐาทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินเท้าเพื่อกลับมายังห้องทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้าโดยระหว่างการเดินได้แวะเยี่ยมชมและทักทายบรรดาร้านค้าที่ขายอาหารภายในบริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยนายเศรษฐา สอบถามและพูดคุยกับบรรดาแม่ค้าว่าสินค้าอะไรที่แพงขึ้น ราคาน้ำตาลทรายเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งบรรดาแม่ค้าบอกว่าราคาค่อนข้างแพง ซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีตอบว่าทางกระทรวงพาณิชย์ได้นำน้ำตาลทรายเข้าเป็นสินค้าควบคุมแล้ว  นอกจากนี้บรรดาแม่ค้ายังได้ร้องเรียนว่า ตอนนี้ราคาไข่ไก่แพงมากฟองละ 4.50 บาท ซึ่งนายกก็ได้รับรับทราบ นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังถามเกี่ยวกับเรื่องของราคาน้ำมันพืชว่าแพงหรือไม่ซึ่งบรรดาแม่ค้ากล่าวว่าสินค้าราคาแพงขึ้นเกือบทุกประเภท

หลังจากนั้นบรรดาแม่ค้าได้เชิญชวนให้นายกรัฐมนตรีรับประทานอาหารเช้าที่ร้าน นายเศรษฐา กล่าวขอบคุณพร้อมระบุว่าตอนนี้ทานไม่ได้เนื่องจากช่วงนี้งดอาหารเช้าเพื่อรักษาสุขภาพ “สุขภาพจะได้ดีพักลำไส้บ้างโดยช่วงเช้าผมก็จะดื่มน้ำ และกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาลเพียงอย่างเดียว 

เมื่อถามว่าเป็นลักษณะการทำไอเอฟใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวยอมรับว่า ประมาณนั้น โดยใช้สูตร 16 ต่อ 8 เมื่อถามว่าทำมานานแล้วหรือยัง นายเศรษฐากล่าวว่าทำได้ก็ทำ เนื่องจากเวลาออกกำลังกายมีน้อยทำเท่าที่ทำได้ตอนนี้ก็ทำได้เพียงการอดอาหารเช้า

ต่อมา นายเศรษฐา ได้เยี่ยมชมร้านกาแฟซิตี้พลัส ซึ่งเป็นร้านกาแฟที่เปิดโอกาสให้ผู้พิการได้มาประกอบอาชีพ โดยนายกรัฐมนตรีได้สอบถามถึงการเข้ามาทำงาน พร้อมสั่งกาแฟอเมริกาโน่เย็นไม่ใส่น้ำตาล รวมทั้งได้ขนมเค้กช็อกโกแลตขณะเดียวกันยังได้ให้ทิปกับทางร้านจำนวนเงิน 1000 บาทเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ พร้อมสั่งให้คณะทำงานสั่งไอศครีมวนิลา มารับประทาน ร่วมกับเค้กช็อกโกแลต ในช่วงเที่ยงด้วย

จี้ ‘ก้าวไกล’ รักษา ‘มาตรฐานจริยธรรม’นักการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562491

02 พ.ย. 2566

จี้ 'ก้าวไกล' รักษา 'มาตรฐานจริยธรรม'นักการเมือง

แค่เสียใจไม่พอ สว.สมชาย จี้ ‘ก้าวไกล’ รักษามาตรฐานทางการเมือง ส่ง ปปช.ไต่สวน ‘มาตรฐานจริยธรรม’ ‘นักการเมือง’ 2 สส.ของพรรค

หลังมติพรรคก้าวไกล ขับออก 2 กทม.และ สส.ปราจีนบุรี  ที่ถูกกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศ นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์ เฟซบุ๊ก เรียกร้อง ให้พรรคก้าวไกล รักษามาตรฐานทางการเมือง โดยการบีบให้ทั้งสองคนลาออกเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ นอกจากนี้ ยังต้องช่วยเหยื่อในการดำเนินคดีอาญาและร้องต่อ ปปช. เพื่อให้ดำนินการไต่สวนมาตรฐานจริยธรรมนักการเมืองด้วย

ภาพจากเฟซบุ๊ก สมชาย แสวงการภาพจากเฟซบุ๊ก สมชาย แสวงการ

มาตรฐานจริยธรรมนักการเมือง ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 219 ประกอบมาตรา 234(1) มาตรา 235 และมาตรา 226 วรรค 7 และ พ.ร.บ.มาตรฐานจริยธรรม 2562 ซึ่งกำหนดขึ้นโดยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ โดยมี ปปช. เป็นผู้ไต่สวนข้อเท็จจริง หากมีมติเกินครึ่ง สามารถดำเนินการได้สองแนวทางคือ

หากเป็นกรณี ที่เห็นว่าผิดจริยธรรมร้าย ให้ส่งศาลฎีกา พิจารณา และเมื่อศาลฎีการับคำร้อง นักการเมืองผู้นั้น ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่  หากศาลฎีกาพิพากษาว่ามีความผิดตามข้อกล่าวหา โทษคือเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10ปี ตัวอย่างกรณีนี้ เช่น ช่อ พรรณิการ์ วาณิช  ปารีณา ไกรคุปต์ และ กนกวรรณ วิลาวัลย์

 

แนวทางที่สองหาก ปปช.เห็นเป็นกรณีอื่น ( ไม่ร้ายแรง ) ด้วยมติเกินกึ่งหนึ่ง ให้ส่งอัยการสูงสุดพิจารณา เพื่อส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดำเนินการต่อโดยต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เช่นเดียวกับกรณีแรก เมื่อศาลฎีกา ฯ รับคำร้องพิจารณา  หากศาลฎีกาฯ ตัดสินว่ามีความผิด ต้องพ้นตำแหน่งนับตั้งแต่วันที่หยุดปฏิปัติหน้าที่ โดยศาลฎีกาอาจเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ด้วยก็ได้

‘ก้าวไกล ‘120 เสียง โหวต สส.ปราจีนบุรี พ้นพรรค ความผิดคุกคามทางเพศ – กทม. รอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562482

02 พ.ย. 2566

'ก้าวไกล '120 เสียง โหวต สส.ปราจีนบุรี พ้นพรรค ความผิดคุกคามทางเพศ - กทม. รอด

“ก้าวไกล”ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและสส. คลอดมติขับ สส.ปราจีนบุรี ออกจากพรรคในความผิด คุกคามทางเพศ ด้วยเสียงโหวต 120 เสียง จากผู้เข้าร่วม 128 คน ส่วนในราย สส.กทม. ที่มีความผิดลักษณะเดียวกัน รอดหวุดหวิด พรรคลงโทษเพียงตัดสิทธิทุกอย่าง คาดโทษ และให้เยียวยาผู้เสียหาย

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า การประชุมพรรคก้าวไกล ที่อาคารรัฐสภา  ตลอดเย็นไปถึงช่วงค่ำของวันพุธที่ 1  พ.ย.  นานกว่า 6 ชั่วโมง มติของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารพรรคและสส.ของพรรคก้าวไกล เห็นชอบให้ขับ นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี พรรคก้าวไกล ออกจากพรรค จากความผิดในพฤติกรรมคุกคามทางเพศ โดยในการประชุมร่วมกัน เสียงในที่ประชุมรวม 128 เสียง   เห็นควรให้นาย  ให้นายวุฒิพงศ์ ออกจากพรรคก้าวไกล  ด้วยมติ 120 เสียง   ส่วนในรายของนาย 
นายไชยามพวาน  มั่นเพียรจิตต์ สส.กทม.( เขตจอมทอง-บางขุนเทียน-ท่าข้าม)  ซึ่งมีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกัน  มีเสียงเพียง 106  เสียง  ไม่ถึง 3 ใน 4  คือ 116 เสียง ของจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคและสส.ที่มีอยู่  จึงเท่ากับว่าไม่สามารถมีมติที่จะขับ นายไชยามพวาน ออกจากพรรคได้ 


แต่ที่ประชุมเห็นว่าควรจะตัดสิทธิพึงมีทั้งหมด และให้คาดโทษไปตลอดสมัยประชุม หากมีพฤติกรรมใดๆ ที่เข้าข่ายคุกคามทางเพศอีก จะต้องให้พ้นจากสมาชิกพรรค นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นว่า นายไชยามพวาน จะต้องออกมายอมรับผิดและขอโทษต่อสังคมและขอโทษต่อผู้เสียหายทั้งหมด รวมถึงจะต้องชดเชยเยียวยาตามที่ผู้เสียหายต้องการ  หากนายไชยามพวาน ยืนยันว่าตนเองไม่ได้กระทำผิด ไม่ยินดีที่จะขอโทษต่อผู้เสียหาย และไม่ยินดีที่จะชดใช้ความผิดของตนเอง ก็จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและสส. พรรคก้าวไกลร่วมกันอีกครั้งเพื่อมีมติต่อไป 

.

บทลงโทษสูงสุดขับออก – รองลงมาตัดสิทธิ และคาดโทษ

.

เขา กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารพรรคเห็นว่าทั้ง 2 กรณี คือ สส.ปราจีนบุรี  และ สส.กทม.  มีความผิดจริง และมีมติให้ขับออกจากพรรคก้าวไกล ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ การที่จะขับสมาชิกพรรคให้พ้นจากพรรคจะต้องอาศัยเสียง 3 ใน 4 ของ สส.และกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ซึ่งในการประชุมมีกรรมการบริหารและสส. มาประชุมร่วมกันทั้งหมด 128 คน  ซึ่งผลจากการพิจารณาในที่ประชุมร่วมกับสส. เห็นตรงกันว่าทั้ง 2 กรณีมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศจริง และขัดต่อวินัยของพรรคอย่างร้ายแรง โดยโทษสูงสุดสำหรับกรณีนี้คือขับให้พ้นจากสมาชิกพรรค และโทษรองลงมาคือตัดสิทธิทั้งหมด รวมถึงคาดโทษตามแต่กรณี 


ส่วนที่อาจจะมีข้อสงสัยว่าคนหนึ่งขับออกจากพรรค แต่อีกรายไม่ขับออกจากพรรค  ที่ประชุม
เห็นตรงกันว่า สส.ทั้ง  2 คน มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศจริง และผิดวินัยร้ายแรง แต่เมื่อกระทำความผิด ก็มีบทลงโทษหลายระดับ ซึ่งในกรณีนี้จะเห็นว่า นายไชยามพวาน แม้จะเป็นสมาชิกพรรคอยู่ แต่เจ้าตัวจำเป็นจะต้องออกมายอมรับผิด และขอโทษรวมถึงเยียวยาผู้เสียหาย และมีข้อถกเถียงกันมากในที่ประชุม ซึ่งต่างจากกรณีนายวุฒิพงษ์ ที่เห็นตรงกันเกือบทั้งหมดว่ามีการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่บทบาท

.

ระบุ สส.ปราจีนบุรี ใช้อำนาจตนเองปกปิดความผิด

.

ตั้งแต่เป็นว่าที่ผู้สมัครสส. มาจนถึงการเป็นสส.  และเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบในการคุกคามทางเพศ และพยายามที่จะใช้อำนาจของตนเองในการปกปิดความผิด จึงทำให้สส.จำนวนหนึ่งเห็นว่า มาตรการในการลงโทษรุนแรงแตกต่างกัน ซึ่งในกรณีการขับออกจากพรรคของนายวุฒิพงษ์นั้น ไม่ใช่เป็นการตัดหางปล่อยวัด แต่ทำตามบทลงโทษของพรรคเท่าที่ทำได้

'ก้าวไกล '120 เสียง โหวต สส.ปราจีนบุรี พ้นพรรค ความผิดคุกคามทางเพศ - กทม. รอด

ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล

.

“ก้าวไกล” รับเป็นบทเรียนตีความ “คุกคามทางเพศ”

.

“ยืนยันว่าพรรคย้ำคุณค่า และให้ความสำคัญกับการไม่อดทนต่อการคุกคามทางเพศแต่ต้องยอมรับว่า ในหลักการคนจะรับรู้ แต่ในทางปฏิบัติความเข้าใจในแต่ละคนไม่เท่ากัน ว่าอะไรคือการคุกคามทางเพศ อะไรไม่ใช่คุกคามทางเพศ สำหรับเรื่องนี้เป็นบทเรียนของพรรค ถ้าหากใช้บทบาทหน้าที่และอำนาจของตนเอง ไปมีพฤติการณ์ในการคุกคามทางเพศ แม้ว่าหลายคนอาจจะมองว่าไม่ได้เกิดการบังคับขืนใจ ไม่เกิดการปฏิเสธและดูเหมือนจะเป็นการยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย แต่กรณีนี้จะชี้ให้เห็นว่าการยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย ไม่ได้เป็นการยินยอมพร้อมใจอย่างแท้จริง แต่เกิดขึ้นภายใต้อำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน”

.

ลาออกหรือไม่ขึ้นอยู่กับสปิริต

.

 หลังจากนี้คณะกรรมการวินัยของพรรคจะแจ้งบทลงโทษให้กับ ผู้ถูกร้องและผู้เสียหายได้รับทราบ  มติของกรรมการบริหารพรรคกับมติของที่ประชุม โดยทางพรรคไม่ได้มีการเจรจาหรือเรียกร้องให้ 2 สส. ที่กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบ เพราะขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ถูกร้อง

  “บางครั้งการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เป็นเรื่องที่พึงทำ ซึ่งคนทำผิดหากแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองสังคมก็พร้อมที่จะให้โอกาส และการรับผิดชอบทางการเมืองไม่จำเป็นต้องรอให้ข้อเท็จจริงยุติ อย่าคิดว่าความรับผิดชอบทางการเมืองเป็นการยอมรับผิด และต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นทางการ ให้สิ้นสุดก่อนเท่านั้น สนับสนุนหากผู้ที่ถูกกล่าวหา จะแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เป็นนิมิตหมายที่ดี และเป็นมาตรฐานทางการเมืองที่ดี” นายชัยธวัช กล่าว 

ศาลรธน.นัด 15 พ.ย.นี้ ถกคดี ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV-ก.ก.ล้มล้างการปกครองหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562474

01 พ.ย. 2566

ศาลรธน.นัด 15 พ.ย.นี้ ถกคดี ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV-ก.ก.ล้มล้างการปกครองหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญ นัดพิจารณาคดีต่อ 15 พ.ย.นี้ เวลา 09.30 น. ปม ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อ ITV และ ก้าวไกล หาเสียงแก้ ม.112 ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่

วันที่ 1 พ.ย. 2566 ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาคดีสำคัญ กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ 

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ร้อง) ส่งคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัย กรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ถูกร้อง) เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องว่างลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยให้แก่คู่กรณีฟังตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 105 วรรคหนึ่ง (2)

โดยศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาว่า คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งรับคำร้องเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ผู้ถูกร้องยื่นขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา จำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตตามขอ ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินกระบวนพิจารณามาแล้ว จำนวน 11 ครั้ง เรียกให้บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งเอกสารหลักฐาน จำนวน 12 ราย ศาลรัฐธรรมนูญอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้รอคำชี้แจงและพยานหลักฐานจากบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งศาลเรียกไปก่อนหน้านี้ และเรียกให้บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งคำชี้แจงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมด้วยแล้วกำหนดนัดพิจารณาคดีต่อในวันพุธที่ 15 พฤศจิกายน 2566 เวลา 09.30 นาฬิกา

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ยังพิจารณา กรณี นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 ว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ.

เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ต่อมา ผู้ถูกร้องทั้งสอง ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีระบุ 
 

พยานบุคคล ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2566 และบัญชีระบุพยานบุคคลเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2566

โดยศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาว่า คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งรับคำร้องเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินกระบวนพิจารณาและรวบรวมพยานหลักฐานมาแล้ว จำนวน 39 ครั้ง ศาลรัฐธรรมนูญอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แล้วกำหนดนัดพิจารณาคดีต่อในวันพุธที่ 15 พฤศจิกายน 2566 เวลา 09.30 นาฬิกา

ศาลรธน.นัด 15 พ.ย.นี้ ถกคดี ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV-ก.ก.ล้มล้างการปกครองหรือไม่
ศาลรธน.นัด 15 พ.ย.นี้ ถกคดี ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV-ก.ก.ล้มล้างการปกครองหรือไม่
ศาลรธน.นัด 15 พ.ย.นี้ ถกคดี ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV-ก.ก.ล้มล้างการปกครองหรือไม่
ศาลรธน.นัด 15 พ.ย.นี้ ถกคดี ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV-ก.ก.ล้มล้างการปกครองหรือไม่
ศาลรธน.นัด 15 พ.ย.นี้ ถกคดี ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV-ก.ก.ล้มล้างการปกครองหรือไม่

‘ปูอัด’ ขอโทษปิดปากเงียบ ปมคุกคามทางเพศ ยืนยันไม่ได้ทำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562470

01 พ.ย. 2566

'ปูอัด' ขอโทษปิดปากเงียบ ปมคุกคามทางเพศ ยืนยันไม่ได้ทำ

จับตา มติบทลงโทษ สส.ก้าวไกล คุกคามทางเพศ ตัดสิทธิ-ขับออก ขณะที่ ‘ปูอัด’ ขอโทษปิดปากเงียบ แต่ยืนยันไม่ได้ทำ รอ กกต. ชี้ขาด

ก่อนหน้านี้ น.ส.เบญจา แสงจันทร์ สส.ก้าวไกล แจ้งผลการสอบข้อเท็จจริง กรณี สส.จอมทอง กทม. และ สส.ปราจีนบุรี คุกคามทางเพศ พบว่า เข้าข่ายกรณีคุกคามทางเพศ และล่วงละเมิดทางเพศ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 17.00 น. ของวันนี้พรรคก้าวไกลนัดประชุมกรรมการบริหารและ สส. เพื่อลงมติลงโทษ 2 กรณีดังกล่าว

โดยตามข้อบังคับของพรรคบทลงโทษการกระทำผิดวินัยร้ายแรง มี 2 แนวทาง คือ การตัดสิทธิ์พึงมีจากพรรค และการขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรค (ต้องหาสังกัดใหม่ภายใน 30 วัน) ซึ่งการลงมตินั้น จะต้องผ่านการโหวตจาก 3 ใน 4 ของจำนวน สส. และกรรมการบริหารพรรค 

ขณะนี้เวลาล่วงมากกว่า 3 ชั่วโมง ยังไม่มีท่าทีจากที่ประชุม เนื่องจากมีการพิจารณาทีละกรณี โดยพรรคขอความเป็นส่วนตัว ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมฟัง

ประชุม สส.ก้าวไกลประชุม สส.ก้าวไกล

ขณะที่ทางด้านนายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.จองทอง  1 ใน สส.ที่ถูกกล่าวหาคุกคามทางเพศ โค้งคำนับขอโทษ หลังก่อนหน้านี้ไม่ได้ออกมาชี้แจง เกรงจะกระทบกับพรรค

ส่วนหลักฐานหลายอย่างมาจากช่องแชทส่วนตัว ตนทราบว่าเมื่อเราเงียบจะทำให้หลาย ๆ ฝ่ายลำบาก ซึ่งกระบวนการที่กำลังจะเข้าต่อไป คือ กระบวนการของ กกต. เนื่องจากมีผู้ยื่นไปร้องให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้มีความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย หากพรรคตัดสินเบาหรือหนักก็จะเป็นข้อครหา หากให้กกต.เป็นคนกลางมาตัดสิน ตัวผู้ร้องจะได้มีความมั่นใจที่มากขึ้น 

สส.ก้าวไกลขอโทษสส.ก้าวไกลขอโทษ

นายไชยามพวาน ยืนยัน บริสุทธิ์ใจ พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของกกต. ยืนยันไม่ได้มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศ ขณะนี้ยังทำงาน 7 วันอย่างหนักหน่วง ถึงแม้จะไม่ได้โพสต์ลงโซเชียล 

ส่วนเป็นการส่งสัญญาณให้พรรครอคำตัดสินของกกต. หรือไม่นั้น นายไชยามพวาน กล่าวว่า “ไม่ใช่ครับ” เราไม่ได้ส่งสัญญาณถึงใครแต่กระบวนการดังกล่าวคือการทำให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม

เมื่อถามว่า ได้ชี้แจงกับ กก.บห. พรรคอย่างไรบ้าง นายไชยามพวาน กล่าวว่า เป็นข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้มีหลักฐานที่เป็นเอกสาร ซึ่งเป็นข้อกล่าวหา เราตั้งใจที่จะคลี่คลายทีละข้อ สำคัญที่สุดคือตนได้เข้าไปสู่กระบวนการกกต.เพื่อพิสูจน์ความจริง และจะไม่ฟ้องกลับผู้ร้องแน่นอน เพราะเรามีความสัมพันธ์กับทุกคนในการทำงานร่วมกัน อาจจะมีการเข้าใจผิด 

เมื่อถามว่าได้ทำตามที่เป็นข่าวหรือไม่ นายไชยามพวาน กล่าวว่า ในทุกข้อกล่าวหาที่ร้องเรียน ตนไม่ได้มีพฤติกรรมตามที่ผู้ร้องเรียน

เมื่อถามว่า ท้ายที่สุดหากพรรคมีมติขับออกจากพรรคก็น้อมรับหรือไม่ นายไชยามพวาน ระบุ วันนี้ตั้งใจมาชี้แจง และลงไปหาสื่อมวลชนก็หาไม่เจอ หากเข้าสู่กระบวนการกกต.แล้วบอกว่าผิดตนก็พร้อมที่จะลาออกจากพรรคก้าวไกล แต่หากตัดสินว่าถูกก็ต้องว่าไปตามถูก ทั้งนี้เชื่อว่า เป็นการดิสเครดิตทั้งตนและพรรค

“ขอยืนยันว่า ในฐานะลูกผู้ชาย และเป็นสส. ขอยืนยันว่าจะไม่มีการฟ้องร้องแต่นอน แต่ในส่วนของกระบวนการยุติธรรม ต้องเข้าเพื่อพิสูจน์ต่อไป หากทางพรรคมีมติทางใดทางหนึ่งในการลงโทษ ก็เป็นกระบวนการลงโทษก็เป็นกระบวนการของพรรค แต่ผมไม่อยากให้เป็นข้อครหาว่าทางพรรคตัดสินเบาหรือตัดสินหนัก ผมเป็นห่วงพรรครวมถึงเป็นห่วงผู้ร้องจึงอยากให้ทุกฝ่ายรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง การเข้าสู่กระบวนการที่มีคนกลางดีที่สุด” นายไชยามพวา กล่าว

’เศรษฐา‘ ไฟเขียวมาตรการหนุน EV ระยะ 2 พร้อมดันไทยเป็นฮับการผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562460

01 พ.ย. 2566

’เศรษฐา‘ ไฟเขียวมาตรการหนุน EV ระยะ 2 พร้อมดันไทยเป็นฮับการผลิต

‘เศรษฐา’ ไฟเขียวมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 (EV3.5) ในช่วง 4 ปี (2567-2570) เดินหน้าสู่เป้าหมาย 30@30 ภายในปี 2573 พร้อมดันไทยขึ้นแท่นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค และ 10 อันดับแรกของโลก

วันนี้ (1 พ.ย. 66) เวลา 13.30 น. ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยภายหลังการประชุม นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการประชุมฯ ดังนี้ 

นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมว่า รัฐบาลสนับสนุน EV ให้เกิดในประเทศ ในขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ ICE ของเราก็ต้องช่วยให้เปลี่ยนผ่านไปได้อย่างเหมาะสม หลาย ๆ อย่างเป็นเรื่องที่รัฐบาลเดิมได้สนับสนุนผลักดัน​ จนปัจจุบันเราเห็น EV Adoption สูง ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี  เราต้องสนับสนุนต่อ แต่ขอให้พิจารณาเรื่องแนวทางให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจาก EV Adoption ในปัจจุบันถือว่าค่อนข้างเร็ว และไปได้ดี เราอาจจะไม่จำเป็นต้องแจกส่วนลดเยอะอย่างที่เคยทำ แต่จะพิจารณาให้เป็นรูปแบบอื่น ๆ ที่เหมาะสมแทน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน แต่ไม่เป็นภาระต่อการคลัง และอีกเรื่องหนึ่ง คืออยากให้ส่วนอุตสาหกรรม EV มีสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี องค์ความรู้ที่เป็นของคนไทย ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับการนำภาคการศึกษาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และสุดท้ายทั้งอุตสาหกรรมที่เรากำลังจะสร้างให้ไทยมีจุดแข็ง ต้องทำให้ครบวงจรตั้งแต่การพัฒนา การผลิต และการ Reuse Recycle โดยจะต้องไม่ละเลยว่าสุดท้ายแบตเตอรี่ทั้งหลายจะต้องมีการเปลี่ยน และต้องทำให้เกิดการดูแลให้ครบทั้ง Life cycle ตั้งแต่ Cradle-to-grave

โดยบอร์ดอีวีได้ให้ความสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค ตามนโยบาย 30@30 ที่ตั้งเป้าหมายการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด ภายในปี 2573 คิดเป็นกำลังการผลิตรถยนต์ประมาณ 725,000 คัน และรถจักรยานยนต์ประมาณ 675,000 คัน

ทั้งนี้ บอร์ดอีวีได้เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ในช่วงระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2567 – 2570) เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ และสนับสนุนให้เกิดการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่ง รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตรการ EV3 สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการใหม่นี้เพิ่มเติมได้ โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของแต่ละมาตรการด้วย

สำหรับมาตรการ EV 3.5 รัฐจะให้เงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตามประเภทของรถ และขนาดของแบตเตอรี่ ดังนี้ 

กรณีรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh จะได้รับเงินอุดหนุน  ระหว่าง 50,000 – 100,000 บาท/คัน สำหรับขนาดแบตเตอรี่ต่ำกว่า 50 kWh จะได้รับเงินอุดหนุนระหว่าง 20,000 – 50,000 บาท/คัน

กรณีรถกระบะไฟฟ้าราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh จะได้รับเงินอุดหนุน ระหว่าง 50,000 – 100,000 บาท/คัน  

กรณีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 150,000 บาท ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh จะได้รับเงินอุดหนุน ระหว่าง 5,000 – 10,000 บาท/คัน

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหารือร่วมกันเพื่อกำหนดอัตราเงินอุดหนุนที่เหมาะสมและจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

มาตรการ EV 3.5 จะมีการลดอากรนำเข้าไม่เกินร้อยละ 40 สำหรับการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) ในช่วง 2 ปีแรก (พ.ศ. 2567 – 2568) กรณีเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และลดอัตราภาษีสรรพสามิตจากร้อยละ 8 เหลือร้อยละ 2 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท โดยได้ตั้งเงื่อนไขกระตุ้นการลงทุนในประเทศ ให้ผู้ได้รับการสนับสนุนผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้าภายในปี 2569 ในอัตราส่วน 1 : 2 (นำเข้า 1 คัน ผลิตชดเชย 2 คัน) และจะเพิ่มอัตราส่วนเป็น 1 : 3 ภายในปี 2570 พร้อมทั้งกำหนดให้แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปที่นำเข้า และผลิตในประเทศไทยจะต้องได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานตามมาตรฐานสากลจากศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC)

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้กรมสรรพสามิตขยายเวลาการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับสิทธิตามมาตรการ EV 3 จากเดิมที่ต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ให้ขยายเวลาเป็นต้องจำหน่ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 มกราคม 2567 เพื่อให้ผู้บริโภคที่จะตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้าภายในงาน Thailand International Motor Expo ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม 2566 ยื่นจดทะเบียนได้ทันภายในเดือนมกราคม 2567 

“มาตรการ EV 3.5 ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทย ที่ต้องการผลักดันให้เกิดความต่อเนื่องของนโยบายในการสนับสนุนให้ไทยเป็นฮับยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค และดึงนักลงทุนรายใหม่ให้เข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศ รวมถึงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการรายเดิมเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับฐานการผลิตยานยนต์ของประเทศไทย และทำให้ไทยสามารถรักษาความเป็นผู้นำด้านยานยนต์อันดับ 1 ในอาเซียน และ 1 ใน 10 ของโลก รวมทั้งสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจก และก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ. 2050” 

ทั้งนี้ บีโอไอเผยว่า สำหรับมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะแรก หรือ EV 3 ในปี 2565 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนฯ แล้ว รวมทั้งสิ้น 13 แบรนด์ จาก 15 บริษัท ทั้งในประเภทรถยนต์นั่งไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สร้างผลสำเร็จในการกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม – กันยายน 2566) มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่จำนวน 50,340 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 7.6 เท่า และนับตั้งแต่มีการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2560 ได้ก่อให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า มูลค่ารวม 61,425 ล้านบาท จากโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ การผลิตชิ้นส่วนสำคัญ รวมถึงสถานีอัดประจุไฟฟ้า

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562455

01 พ.ย. 2566

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบเลือดสีน้ำเงินฯ ยื่นเรื่องขอให้กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’ ไม่หวั่น ‘รังสิมันต์ โรม’ นั่งประธาน กมธ.อาจไม่สอบตัวเอง ชี้ทีม กมธ.เสนอเรื่องให้ปธ.ตรวจสอบได้

ที่อาคารรัฐสภา ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน หรือ ( ศปปส.) และ นักรบเลือดสีน้ำเงินปกป้องราชบัลลังก์ นำโดยนายอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธาน ศปปส.ยื่นหนังสือถึง นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและ การปฏิรูปประเทศ โดยมีนายปิยะพงษ์ วานิช นักวิชาการสนับสนุนงานด้านนิติบัญญัติ เข้ารับหนังสือแทน เพื่อขอให้นำกรณี “ตั๋วปารีส” เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’

โดยนายอานนท์ กล่าวว่า ผลงานของพรรคก้าวไกลตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันคือการแก้ไขยกเลิกมาตรา 112 , การปฏิรูปสถาบัน และ การยกเลิก กอ.รมน. และที่ผ่านมาทาง ศปปส.และ กลุ่มนักรบเลือดสีน้ำเงินฯ เคยยื่นเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบเรื่องตั๋วปารีส ของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลมาแล้ว แต่ประธานสภาผู้แทนราษฎรแจ้งว่าไม่มีหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องตั๋วปารีส เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่สามารถร้องขอให้ตรวจสอบจริยธรรมได้

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’
ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’

โดยทาง ศปปส.และ กลุ่มนักรบเลือดสีน้ำเงินฯ มองว่าคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ จะสามารถตรวจสอบเรื่องดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประธานคณะกรรมาธิการโดยตรง

ทั้งนี้ กรณี “ตั๋วปารีส” สืบเนื่องมาจากมีศิลปินนักเคลื่อนไหวด้านการเมืองออกมากล่าวหาว่านายรังสิมันต์ โรม รับเงินทุนจากปารีส จากผู้หนีคดีม.112 ที่ต่างประเทศมาเพื่อล้ม ม.112

ส่วนการยื่นเรื่องให้นายรังสิมันต์ โรม ตรวจสอบตนเองโดยคณะกรรมาธิการที่เป็นประธานนั้นจะมีการตรวจสอบอย่างจริงจังหรือไม่ นายอานนท์ กล่าวว่า มาตรา 112 เป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และภายในคณะกรรมาธิการประกอบด้วยหลายคน หากประธานไมตรวจสอบ ในทีมจะต้องเสนอเรื่องให้ประธานตรวจสอบไดั

ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’
ศปปส.ผนึกกำลัง นักรบสีน้ำเงินฯ บุกสภา จี้ตรวจสอบ ‘ตั๋วปารีส’

‘ก้าวไกล’ ดักทาง เศรษฐา อาจไม่รับรองร่างกฎหมาย ‘ยุบ กอ.รมน.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562453

01 พ.ย. 2566

'ก้าวไกล' ดักทาง เศรษฐา อาจไม่รับรองร่างกฎหมาย 'ยุบ กอ.รมน.'

‘ยุบ กอ.รมน.’ เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับพรรค ‘ก้าวไกล’ ขอนายกฯใจกว้าง ยันเดินหน้าทำทุกทางเพื่อให้ได้พิจารณาร่างกฎหมายในสภา

รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พร้อมด้วย เชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี เขต 6 พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร คนที่หก ร่วมแถลงข่าวกรณีการเสนอร่าง พ.ร.บ. ยกเลิก พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 หรือร่างกฎหมาย ยุบ กอ.รมน. และท่าทีของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

สส.ก้าวไกล แถลงเดินหน้ายุบ กอ.รมน.สส.ก้าวไกล แถลงเดินหน้ายุบ กอ.รมน.

รอมฎอนบอกว่า มีทางเลือกสำหรับนายกรัฐมนตรี 3 ทาง ทางแรก คือการให้คำรับรองร่างกฎหมายยุบ กอ.รมน. เพื่อเดินไปตามกลไกปกติ คุยกันต่อในสภา ทางเลือกที่ 2 จะด้วยแรงกดดันหรืออะไรก็แล้ว นายกฯ อาจไม่ให้คำรับรอง  ทราบว่าขณะนี้มีคำแนะนำอย่างเป็นทางการจากทาง กอ.รมน. ไม่ให้นายกฯ รับรองร่างกฎหมายนี้หรือปล่อยเกียร์ว่าง เพราะตามกฎหมายไม่ได้ระยะเวลาส่งร่างกลับมาที่สภาฯไว้ 

ปัจจุบันร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกวินิจฉัยโดยประธานสภาฯ ว่าเป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงิน ต้องให้นายกฯ ให้คำรับรองเพื่อให้มีการพิจารณาต่อในสภาผู้แทนฯ โดยการให้หรือไม่ให้คำรับรองนั้น อาจไม่เกี่ยวข้องกับท่าทีหรือจุดยืนว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการยุบ กอ.รมน. เพียงแต่เป็นการเปิดโอกาสให้กลไกทางรัฐสภาได้ทำหน้าที่ต่อไป

เพราะแม้แต่ในพรรคร่วมรัฐบาลก็อาจเห็นต่างกันในประเด็นนี้ เช่น อดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประธานวิปรัฐบาล รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ โดยเฉพาะ สส. จากพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ร่างกฎหมาย ยุบ กอ.รมน. อยู่ในชุดกฎหมายเปลี่ยนประเทศ ซึ่งพรรคก้าวไกลยื่นเข้าสภาฯ เป็นชุดแรกตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2566 หัวใจสำคัญคือเสนอให้มีการปฏิรูปกองทัพและระบบงานความมั่นคงของประเทศ สถาปนาหลักการประชาธิปไตยที่รัฐบาลพลเรือนเป็นใหญ่ ทำให้กองทัพอยู่ห่างออกจากการเมืองมากที่สุด และอีกด้านหนึ่งคือการเปิดโอกาสสำหรับการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

การยุบ กอ.รมน. มีเหตุจำเป็นหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการพยายามทำให้ความมั่นคง ไม่ใช่เรื่องที่ถูกผูกขาดอยู่เพียงบทบาทและหน้าที่ของกองทัพเท่านั้น แต่ต้องเป็นเรื่องของประชาชน ถูกกระจายออกสู่มือของหน่วยงานพลเรือน ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลพลเรือน นอกจากนั้น ร่างกฎหมายนี้ยังพูดถึงการบริหารราชการที่มีความโปร่งใสและชอบธรรม

ที่ผ่านมามีข้อถกเถียงและข้อกล่าวหาต่อ กอ.รมน. จำนวนมาก เกี่ยวกับการใช้งบประมาณที่มากเกินจริงและไม่โปร่งใส เช่น กรณีล่าสุดเรื่องบัญชีผี หรือกรณีปฏิบัติการทางทหารที่เกี่ยวกับเด็ก ที่ครั้งหนึ่ง กอ.รมน. เคยระบุในเอกสารงบประมาณถึงตัวชี้วัด คือการพยายามเปลี่ยนความคิดเด็กอายุ 1-5 ขวบ ซึ่งต้องถามว่าเป็นกรอบคิดแบบไหนที่มองเด็กเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งแบบนั้น