รองปธ.สภางานชุก ศรีสุวรรณ  ร้อง ป.ป.ช. ‘ปดิพัทธ์’ ใช้งบฯเลี้ยงแม่บ้าน 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556420

19 ส.ค. 2566

รองปธ.สภางานชุก ศรีสุวรรณ  ร้อง ป.ป.ช. 'ปดิพัทธ์' ใช้งบฯเลี้ยงแม่บ้าน 

รองประธานสภาสภาผู้เเทนราษฎร  จากพรรคก้าวไกล ”  ปดิพัทธ์ ” งานเข้าอีกระลอก   ฝั่ง “ศรีสุวรรณ จรรยา”  ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน   เตรียมเข้าร้อง “ป.ป.ช.”  ขอให้สอบกรณี ใช้งบรับรองเเขกสภาผู้เเทนราษฎร เลี้ยงหมูกะทะ เเม่บ้าน 370 คน เข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่า  ในสัปดาที่จะถึงนี้  จะเข้ายื่นเรื่องต่อ 
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  ( ป.ป.ช. ) เพื่อขอให้สอบการใช้งบประมาณ ของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้เเทนราษฎร คนที่1   ที่ใช้งบประมาณรับรองเเขก ของสภาผู้เเทนราษฎร เลี้ยงอาหาร (หมูกะทะ)  เเม่บ้าน 370 คน   เพราะเชื่อว่าเข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่ห้าม   สมาชิกสภาผู้แทนราฏร (สส. ) เเละ  สมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) กระทำการใดที่ใช้งบประมาณของรัฐเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แม้ว่าจะเป็นงบที่ทางสภาผู้แทนราษฎรจัดให้ใช้รับรอง ก็ต้องใช้รับรองแขก แต่กรณีนี้แม่บ้านเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสภา เเม้เว่าแม่บ้านจะเป็นพนักงานของบริษัทภายนอก เเต่ก็เป็นเงินที่รัฐสภาจ้าง  

งบประมาณที่จัดให้  นายปดิพัทธ์  ควรใช้ทั้งปี เเต่ตัวนายปดิพัทธ์ มีโอกาส ที่จะอยู่ในตำเเหน่งรองประธานสภาอีกไม่กี่วัน งบให้ใช้ทั้งปี เเต่เอามารีบใช้    จึงตั้งคำถามว่านำมาใช้เพื่อโฆษณาตัวเอง ทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเองหรือไม่ เพราะหากทางพรรคก้าวไกล ยอมรับที่จะให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้นำฝ่ายค้าน นายปดิพัทธ์ จะต้องลาออกอยู่ดี ดังนั้นหากขัดกันเเห่งผลประโยชน์ ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของหลักจริยธรรม ซึ่งมีผู้ตรวจสอบได้อยู่สองหน่วยงาน คือ รัฐสภา  โดยประธานจริยธรรม ซึ่งหากไปร้องก็จะเป็นการลูบหน้าปะจมูกกันได้ จึงจะไปร้องต่อ ป.ป.ช.   เพื่อให้ดำเนินการในเรื่องนี้ 

รองปธ.สภางานชุก ศรีสุวรรณ  ร้อง ป.ป.ช. 'ปดิพัทธ์' ใช้งบฯเลี้ยงแม่บ้าน 

ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้เเทนราษฎร คนที่1  


ก่อนหน้านี้ นายศรีสุวรรณ    ได้ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิด นายปดิพัทธ์  หลังจากที่ปรากฎเป็นการทั่วไปว่า ได้โพสต์ภาพและข้อความและคลิปวิดีโอลงสื่อออนไลน์หลายประเภท   ระบุถึงดราฟต์เบียร์(  ประเภทของเบียร์ ที่ใช้ระยะเวลาหมักน้อยกว่าแบบขวด และไม่ผ่านกรรมวิธีในการผ่านความร้อนเพื่อฆ่าแบคทีเรีย) ยี่ห้อหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลก  เข้าข่ายเป็นการโฆษณา ต้องห้ามตามกฎหมาย ซึ่งอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

เรื่องนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ม.234(1) ประกอบพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 ในการไต่สวนและมีความเห็นเกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรมฯ 2561 ว่าการกระทำของนายปดิพัทธ์  เข้าข่ายการฝ่าฝืน พรบ.ว่าด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 ประกอบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีฯ หรือไม่ หากวินิจฉัยว่าเข้าข่าย ก็จะต้องส่งเรื่องให้อัยการฟ้องต่อศาลฎีกา  เพื่อพิพากษาลงโทษตามครรลองของกฎหมาย


มาตรฐานจริยธรรมฯอย่างร้ายแรงที่นายปดิพัทธ์ อาจฝ่าฝืนมีหลายข้อ อาทิ ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 11 ข้อ 12 ข้อ 17 และข้อ 21 ประกอบข้อ 27 ที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะการไม่ประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน การก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่ง การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นต้น  ” การกระทำของนายปดิพัทธ์ อาจทำให้เยาวชนของชาติจำนวนมาก   มีพฤติกรรมลอกเลียนแบบนายปดิพัทธ์ ซึ่งเป็นผู้นำของพรรคก้าวไกลคนหนึ่ง  เป็นเรื่องที่อันตรายต่ออนาคตของชาติ องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงต้องนำความมาร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิดเกี่ยวกับการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามครรลองของกฎหมาย ” นายศรีสุวรรณ  ระบุ

เปิดคดี ‘ทักษิณ’ หาก ‘กลับไทย’ ต้องรับโทษ 3 คดี จำคุกรวม 10 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556404

19 ส.ค. 2566

เปิดคดี 'ทักษิณ' หาก 'กลับไทย' ต้องรับโทษ 3 คดี จำคุกรวม 10 ปี

เปิดคดี ‘ทักษิณ’ หาก ‘กลับไทย’ ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รับโทษ 3 คดี ‘หวย 2-3 ตัว-ปล่อยกู้ EximBank-หุ้นชินฯ’ โทษจำคุกรวม 10 ปี

19 ส.ค. 2566 หลังจากก่อนหน้านี้ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี แจ้งว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยในวัน 10 ส.ค. 2566  หลายหน่วยงานก็เตรียมความพร้อมในการรับตัว เนื่องจาก “ทักษิณ” ยังมีคดีติดตัวที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่เมื่อถึงเวลา “ทักษิณ” ไม่ได้เดินทางกลับไทยแต่อย่างใด

ล่าสุด ( 19 ส.ค. 2566) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวของทักษิณ  ได้มีการโพสต์ข้อความผ่านสตอรี่อินสตาแกรมส่วนตัวอีกครั้งถึงความคืบหน้าในการเดินทางกลับประเทศของ “ทักษิณ” โดยระบุว่า “อังคารที่ 22 ส.ค. 9.00 น. ณ ดอนเมือง จะไปรับคุณพ่อทักษิณ”

สอดคล้องกับก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน  พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องในการเตรียมความพร้อมรับ “ทักษิณ” กลับประเทศไทย เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานเข้าประชุม อาทิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม, เจ้าหน้าที่จากกรมราชทัณฑ์, เจ้าหน้ากองการต่างประเทศ, เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.), หน่วยต่อต้านก่อการร้ายสากล, กองบังคับการสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.), กองบังคับการตำรวจนครบาล 1  (บก.น.1), กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 (บก.น.2.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ที่อยู่ในเส้นทางที่ขบวนรถที่คุมตัว “ทักษิณ” วิ่งผ่านเพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ทั้งนี้ หาก “ทักษิณ” กลับไทยจริงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับโทษมี 3 คดี

1. คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือที่รู้จัก ในคดี “หวยบนดิน”    

-คดีดังกล่าว ศาลฎีกาฯ ตัดสินจำคุก “ทักษิณ” 2 ปี ไม่รอลงอาญา เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2562 และให้ออกหมายจับนำตัวมาบังคับคำพิพากษา รวม 2 หมายจับ 

2. คดี “ทักษิณ” สั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) อนุมัติเงินกู้สินเชื่อจำนวน 4,000 ล้านบาท แก่รัฐบาลเมียนมา โดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน เพื่อนำเงินกู้ดังกล่าวไปใช้ในการซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) อันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น 

-คดีดังกล่าว ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2562 และให้ออกหมายจับนำตัวมาบังคับคำพิพากษา รวม 2 หมายจับ 

3. คดีให้บุคคลอื่น (นอมินี) ถือหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แทน โดยบริษัท ชินคอร์ปฯ เป็นคู่สัญญาต่อหน่วยงานของรัฐ และเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นในกิจการโทรคมนาคม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 

-คดีดังกล่าว ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา

ภาพจากอินสตราแกรม อุ๊งอิ๊งภาพจากอินสตราแกรม อุ๊งอิ๊ง

นอกจาก “ทักษิณ” ยังมีคดีอื่นๆทั้งที่คดีถูกยกฟ้อง ไม่ชี้มูล และรอรื้อคดี รวม 6 คดี

1. คดี “ทักษิณ” อนุมัติให้กระทรวงการคลังเข้าไปบริหารจัดการแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TPI 

-คดีดังกล่าว ศาลฎีกาฯได้ยกฟ้อง จากนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.ผู้เป็นโจทก์ยื่นอุทธรณ์ แต่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ยืนยกฟ้องตามเดิม

2. คดีธนาคารกรุงไทย ปล่อยกู้ให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร วงเงิน 11,585 ล้านบาท 

-ศาลฎีกาฯ ตัดสินยกฟ้อง “ทักษิณ” จำเลยที่ 1 เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้สั่งการคือ “ทักษิณ” พร้อมทั้งเพิกถอนหมายจับในคดีนี้ ขณะที่จำเลยคนอื่น ๆ ถูกตัดสินจำคุกรวมกว่า 860 ปี

3. คดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) อีก 4 สัญญา สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือที่เรียกว่าคดีข้าวจีทูจีล็อต 2 โดย ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหา “ทักษิณ” เพิ่มเติม โดยกล่าวหาว่า “ทักษิณ” มีบทบาทและอยู่เบื้องหลังในการสั่งการให้มีโครงการระบายข้าวจีทูจี โดยอ้างหลักฐานเป็นการสนทนาผ่านวิดีโอลิงก์ ที่โรงแรม เอส.ซี.ปาร์ค แต่เมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2565 

-คดีดังกล่าว สำนักงาน ป.ป.ช. มีมติไม่ชี้มูลความผิด “ทักษิณ” และยกคำร้อง

4. คดีกล่าวหา “ทักษิณ” กับพวกอนุมัติสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส แบบ A340-500 และ A340-600 ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างปี 2545-2547 ทำให้การบินไทยมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น 

-คดีดังกล่าว ป.ป.ช.มีมติไม่ชี้มูลความผิด “ทักษิณ” และยกคำร้อง

5. คดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ที่มีการกล่าวหาคุณหญิงพจมาน ชินวัตร (นามสกุล ณ ขณะนั้น) ภริยาทักษิณ ในการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก จำนวน 33 ไร่ 78 ตารางวา  ราคา 772 ล้านบาท จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันระบบการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2551 

-คดีดังกล่าว ก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะตัดสินโทษ “ทักษิณ” ไม่มารับฟังคำตัดสินและได้หลบหนีออกนอกประเทศโดยอ้างว่าเดินทางไปดูการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ประเทศจีน 

-ศาลฯจึงอ่านคำพิพากษาลับหลัง สั่งตัดสินจำคุก “ทักษิณ” 2 ปี และออกหมายจับเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2551 เพื่อให้นำตัวมาบังคับตามคำพิพากษา ขณะนี้คดีดังกล่าวหมดอายุความแล้ว 

6. คดีกองทัพบก ยื่นฟ้อง “ทักษิณ” หมิ่นประมาท กรณีเมื่อวันที่ 19-20 พ.ค. 2558 ซึ่งได้มีการเผยแพร่คำสัมภาษณ์ของ “ทักษิณ” จากประเทศเกาหลีใต้ เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองและการยึดอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งกระทบถึง กองทัพบก 

-คดีนี้ศาลอาญาออกหมายจับ “ทักษิณ” เนื่องจากไม่มาศาลเมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2558 และจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว หากได้ตัวมาดำเนินคดีแล้วจะขอรื้อคดีขึ้นมาใหม่

อย่างไรก็ตามหาก “ทักษิณ” กลับประเทศไทยจริงในวันที่ 22 ส.ค. 2566 “ทักษิณ” จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยต้องรับโทษ 3 คดี ซึ่งถูกตัดสินจำคุกรวม 10 ปี

‘ปกป้อง’ นักเคลื่อนไหวเพื่อ LGBTQ+ โบกมือลา ‘เพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556402

19 ส.ค. 2566

‘ปกป้อง’ นักเคลื่อนไหวเพื่อ LGBTQ+ โบกมือลา ‘เพื่อไทย’

‘ปกป้อง’ นักเคลื่อนไหวเพื่อ LGBTQ+ ลาออก ‘เพื่อไทย’ เหตุเส้นทางที่พรรคเลือกทำให้ตนไม่สามารถผลักดันอะไรได้เลย

วันที่ 18 ส.ค. ปกป้อง ชานันท์ ยอดหงส์ นักประวัติศาสตร์และนักเคลื่อนไหวเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ อดีตผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 62 พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า

“ ป้องอยากจะขอแจ้งกับทุกท่านว่า ป้องได้ยุติการทำงานกับพรรคเพื่อไทยแล้วตั้งแต่วันนี้ 

ป้องขอบคุณพรรคเพื่อไทยที่ให้โอกาสและผลักดันนโยบายที่ป้องได้นำเสนอไปตลอดเกือบสองปีที่ผ่านมา 

ป้องหวังว่า หนทางที่พรรคเพื่อไทยเลือกสู้จะยังคงเป็นหนทางที่ทำให้พรรคทำนโยบายที่ได้ประกาศกับสาธารณะชนไว้ ทั้งนี้แนวทางที่พรรคเพื่อไทยเลือกเป็นแนวทางที่ป้องไม่สามารถร่วมช่วยเหลือหรือผลักดันอะไรได้ ป้องจึงได้ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และขอยุติกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทยไว้นับตั้งแต่บัดนี้ 

ป้องขอโทษบางท่านที่การตัดสินใจในครั้งนี้ อาจทำให้นโยบายหลายอย่างที่ป้องพยายามผลักดัน ไม่สามารถดำเนินได้ต่อเนื่อง แต่มั่นใจว่าใครๆก็สามารถผลักดันเรื่องเหล่านี้ต่อได้ครับ 

แต่ปกป้องยังขอยืนยันว่า จะยังคงยึดมั่นหลักประชาธิปไตย ขออยู่เคียงข้างประชาชน พร้อมต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และสวัสดิการ ต่อไปครับ”

โดยที่ผ่านมา ปกป้อง ชานันท์ ได้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศชาติพันธุ์ และประชาธิปไตยเชิงอัตลักษณ์ เป็นหนึ่งในกำลังหลักจัดทำนิทรรศกี ของพรรคเพื่อไทย แต่คาดว่าการตัดสินใจลาออกในครั้งนี้เป็นผลจากการสลายขั้วรวมเสียงพรรครวมไทยสร้างชาติ มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ มีรายงานว่ามีกลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทยเริ่มทยอยลาออก หลังการฉีก MOU 8 พรรคร่วมรัฐบาลเดิมไปแล้ว เช่น แชมป์ ธีรชัย ระวิวัฒน์ หรือ แชมป์ ราชบุรี ที่ลาออกไปเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 ที่มักเห็นบทบาทการเป็นพิธีกรในเวทีปราศรัยของพรรคเพื่อไทยก่อนการเลือกตั้ง

‘อุ๊งอิ๊ง’ แจ้งข่าว ‘ทักษิณ’ กลับไทย วัน ‘โหวตนายกฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556400

19 ส.ค. 2566

'อุ๊งอิ๊ง' แจ้งข่าว 'ทักษิณ' กลับไทย วัน 'โหวตนายกฯ'

ทวิตแจ้งข่าวจาก ‘อุ๊งอิ๊ง’ ‘ทักษิณ’ ถึงดอนเมือง 09.00 น. วันที่ 22 ส.ค. 66 ก่อนประชุมรัฐสภา เพื่อ ‘โหวตนายกฯ’ คนที่ 30 เพียงหนึ่งชั่วโมง

ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @IngShin หรือ อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็ก ของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ทวิตข้อความเมื่อ 09.00 น. ที่ผ่านมา มีเนื้อหา แจ้งวันเวลาที่จะไปรับ คุณพ่อ กลับบ้านโดยระบุสถานที่ ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เวลา 09.00 น. ซึ่งตรงกับวันโหวตนายกฯรัฐมนตรี 

อุ๊งอิ๊งทวิต กำหนดการ ทักษิณกลับไทยอุ๊งอิ๊งทวิต กำหนดการ ทักษิณกลับไทย

วันที่ 22 สิงหาคม 2566 ประธานรัฐสภา วันมูหะหมัด นอร์ มะทา กำหนดประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกฯ ในเวลา 10.00 น. เท่ากับ กำหนดกลับถึงประเทศไทย ของอดีตนายกฯทักษิณ เกิดขึ้นก่อนการประชุมเพียง 1 ชั่วโมง 

นักวิเคราะห์มองกันว่า เงื่อนไขการกลับมาของอดีตนายกฯทักษิณ เกี่ยวพันกับการโหวตนายกฯ บนเงื่อนไข ในการสร้างหลักประกัน ไม่ทรยศต่อกลุ่มอำนาจเก่า เมื่อคนของเพื่อไทย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี โอกาสที่จะใช้อำนาจนายกฯปรับครม.ในลักษณะเขี่ยนั่งร้าน จะทำไม่ได้ เมื่อมีอดีตนายกฯทักษิณ เป็นตัวประกัน

สัปดาห์ที่ผ่านมา อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร โพสต์อินสตราแกรม เดินทางไปเยี่ยมทักษิณ ผู้เป็นบิดา ที่ดูไบพร้อมบุตรสาว  มีคำอธิบายสั้นๆ ว่าเพื่อพาไปพบแพทย์ 

ภาพจากอินสตราแกรม อุ๊งอิ๊งภาพจากอินสตราแกรม อุ๊งอิ๊ง

เปิดโผครม. ‘เพื่อไทย’ ยึด 19 ที่นั่ง พลังประชารัฐ พัชรวาท ควบรองนายกฯ- กลาโหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556392

18 ส.ค. 2566

เปิดโผครม. 'เพื่อไทย' ยึด 19  ที่นั่ง  พลังประชารัฐ  พัชรวาท  ควบรองนายกฯ- กลาโหม

สะพัดบัญชีคณะรัฐมนตรี ภายใต้พรรคเพื่อไทย พรรคแกนนำ “เพื่อไทย” 19 ตำแหน่ง เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี , แพทองธาร ชินวัตร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงการคลัง ด้าน ภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ส่วน พลังประชารัฐ พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม

บัญชีรายชื่อคณะรัฐมนตรี  ภายใต้พรรคเพื่อไทย ได้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่สื่อมวลชน  โดยระบุถึงตำแหน่งที่แต่ละพรรคการเมืองที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ได้รับการจัดสรรตำแหน่ง ซึ่งโครงสร้างที่ออกมาเป็นดังนี้ พรรคเพื่อไทย 19  ตำแหน่ง  ตำแหน่งสำคัญประกอบด้วย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี , น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พรรคภูมิใจไทย  9 ตำแหน่ง นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  

พรรคพลังประชารัฐ   5 ตำแหน่ง  พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  พรรครวมไทยสร้างชาติ 5  ตำแหน่ง นายสุพัฒน์พงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน   ทั้ังนี้ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ยังรักษาตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไว้ได้ เว้นตำแหน่งในกระทรวงคมนาคม จากรัฐมนตรีว่าการ เหลือเพียงรัฐมนตรีช่วย   ขณะเดียวกันในส่วนของพรรคเพื่อไทย น่าสนใจว่า ไม่มีชื่อ ของนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อยู่ในบัญชีรายชื่อคณะรัฐมนตรี   สำหรับ  พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  เป็นน้องชาย ของ พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ  หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (รองนายกรัฐมนตรีรักษาการ) 

เปิดโผครม. 'เพื่อไทย' ยึด 19  ที่นั่ง  พลังประชารัฐ  พัชรวาท  ควบรองนายกฯ- กลาโหม
เปิดโผครม. 'เพื่อไทย' ยึด 19  ที่นั่ง  พลังประชารัฐ  พัชรวาท  ควบรองนายกฯ- กลาโหม

‘อดิศร’ เชื่อ ‘คนเสื้อแดง’ ยังหนุน ‘เพื่อไทย’ ลั่น ปชช. ไม่ใช่ของก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556389

18 ส.ค. 2566

'อดิศร' เชื่อ 'คนเสื้อแดง' ยังหนุน 'เพื่อไทย' ลั่น ปชช. ไม่ใช่ของก้าวไกล

‘อดิศร’ เชื่อ ‘คนเสื้อแดง’ ยังหนุน ‘เพื่อไทย’ แต่เข้าใจหากเปลี่ยนใจเป็น ‘ด้อมใจ’ เตือน ‘ก้าวไกล’ หยุดประดิษฐ์วาทกรรมโจมตี ลั่นปชช. ไม่ใช่ของก้าวไกล

นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดถึงวิธีการดึงมวลชนที่เคยสนับสนุนพรรคเพื่อไทยกลับมาว่า ไม่ได้หนีไปไหน ยังอยู่ 11 ล้านคน เขาเห็นบทบาทวิธีการเป็นรัฐบาลของไทยรักไทยมา เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค ยังอยู่ นโยบายอะไรที่พูดไว้ก็ทำได้ ประชาชนคนเสื้อแดงยังอยู่กับเรา มาแสดงตัวทุกวัน แต่ยอมรับบางส่วนที่ไปใส่เสื้อสีส้มก็เป็นเรื่องธรรมดา มองเป็น “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” แต่จะพิสูจน์ด้วยการทำงาน ซึ่งก็เสียดายที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ได้เป็นนายกฯ เพราะตนพูดอยู่เสมอว่า ไก่ต้องมีขน คนต้องมีเพื่อน ไก่ต้องแต่งหน้าถึงสวย แต่ไม่ได้ว่านายพิธาไม่มีเพื่อน เพียงมีเพื่อนไม่ถึงครึ่งที่จะเป็นนายกฯเท่านั้น 


ส่วนที่เคยให้สัมภาษณ์ หากพรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรครวมไทยสร้างชาติ จะย้ายไปเป็น สส.อิสระ นายอดิศร ชี้แจงว่า สถานการณ์ช่วงนั้นพูดเพื่อต้องการให้สังคมและพรรคได้สำเนียงคิดถึงตอนที่หาเสียงไว้ ไม่ต้องการร่วมกับรัฐบาลซึ่งสืบทอดอำนาจ จากเป้าหมายเดิมของพรรคเพื่อไทยต้องการที่จะให้เกิดการแลนสไลด์ แต่ไม่สำเร็จ กลายเป็นพรรคอันดับที่ 2 และเมื่อพรรคอันดับ 1 อย่างก้าวไกล ที่มีนายพิธา ไม่สามารถนำเรือ 312 เสียงไปสู่ฟากฝั่ง คือ โหวตนายกฯไม่สำเร็จ เราจึงรับไม้ต่อ 

หากใช้แนวทางเดิมที่พรรคก้าวไกลทำ ก็จะได้ 324 เสียงเหมือนเดิม พรรคเพื่อไทย จึงรับอำนาจจาก 8 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ให้ไปพูดกับ สส. สว. ผ่าทางตันอุปสรรคทางรัฐธรรมนูญทางการเมือง เราจำเป็นต้องหาวิธีการให้ทุกพรรคมาร่วมไม้ร่วมมือ ให้ได้คะแนน 375-376 เสียง และให้มีความมั่นใจ


หากไม่ทำแบบนี้ ต้องปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีไปอีก 10 เดือน “โห อันตราย ภยันอันตรายต่างๆที่เกิดแก่ประเทศชาติ” เราถึงมาจัดรูปแบบใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าแยกกันไป และพรรคเพื่อไทยจะไม่ประสบความสำเร็จตามที่นโยบายเคยหาเสียง ถ้าไม่สามารถเข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหารได้
 

นายอดิศร กล่าวต่อว่า เท่าที่ทราบพรรคก้าวไกลเองก็เคยโทรศัพท์ติดต่อกับพรรคภูมิใจไทยและพรรคพลังประชารัฐ เช่น คุณศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่บอกว่ามีเสียง สว. ร้อยกว่าคนมาสนับสนุนผ่านฉลุย แต่พอโหวตได้มา 13 เสียง ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะไม่ทำอย่างนั้น เราต้องมั่นใจ เราทำแบบใหม่ แน่นอนอาจจะมีคนบอกว่า กลืนน้ำลายแต่ผมเขียนกลอนไว้ว่า “เตือนตนตลอดเวลา ที่ผ่านมาเห็นอย่างไร เจ็บเนื้อลึกในๆ เจ็บใจไม่อยากทำ” ในโลกนี้ไม่มีใครจะได้อะไรทั้งหมด ถ้าเราไม่ปรับประเทศชาติก็เดินไม่ได้แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะสาเหตุ คือ รัฐธรรมนูญมรดกบาปของคสช. ที่ทิ้งไว้ให้ สว. มีสิทธิ์โหวตนายกรัฐมนตรี 2 ครั้ง ไม่ใช่เลือกตั้งแล้วเสร็จ ตอนนี้ สว. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งใหญ่ แต่กว่า สส. ใหญ่กว่าทุกพรรคการเมือง ถ้าคิดแบบพรรคก้าวไกลไปไม่ได้ 

“เค้าก็ประดิษฐ์วาทกรรมโจมตีพวกเราท่านก็หยุดเถอะ ท่านก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้านของท่านให้ดีที่สุด เพราะประชาชนไม่ใช่ประชาชนของก้าวไกลทั้งหมดของผม 11 ล้าน รวมทั้งหมดยังมากกว่า ผมถามว่า พรรคการเมืองอื่นที่ได้เป็น สส. ไม่เป็นประชาธิปไตยเลยหรือ เอาแมวที่ไหนมาเลือก ต้องเอาคนมาเลือก ดังนั้นพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่น ก็มาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน ดังนั้นพูดอะไรให้ระมัดระวัง ประชาชนไม่ใช่ของก้าวไกล” นายอดิศรกล่าว 

ส่วนที่เคยบอกว่าจะไปเป็น สส.อิสระ นั้น ตนมาคิดแล้ว ว่า ตลอดเวลาผม 17 ปี ที่ไม่ได้เป็น สส. แต่เมื่อเข้ามาทำหน้าที่เดือนกว่า ตนทำได้ดี เข้าตาพี่น้องประชาชน พูดจาอภิปรายสนับสนุนคุณพิธา เป็นคนพูดเรื่องต่างๆ เชื่อว่า ตนทำหน้าที่ได้ดี ตนรักที่จะทำหน้าที่นี้ และจะตรวจสอบทุกคนในสภา ไม่ว่าจะฝ่ายบริหาร 

“ผมจึงอ้อนว่า เลี้ยงผมไว้สักคนเถอะ เป็นหมาเฝ้าบ้าน เห่าหอนเรื่องต่างๆแทนที่น้องประชาชนแน่นอน หากอดิศรเป็นฝ่ายค้านฝ่ายอิสระก็ไม่รู้จะอิสระตรงไหน ก้าวไกลเขาจะรับผมหรือไม่ ก็ต้องดูกันต่อไป หน้าที่ผู้แทนราษฎรผมถือว่าผมมีประสบการณ์มาก เป็นงานถนัดที่สุด” นายอดิศรกล่าว 

‘ชูวิทย์’ เผย ‘ทักษิณ’ ติดต่อคนกลางหยุดแฉ ‘เศรษฐา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556387

18 ส.ค. 2566

'ชูวิทย์' เผย 'ทักษิณ' ติดต่อคนกลางหยุดแฉ 'เศรษฐา'

‘ชูวิทย์’ เผย ‘ทักษิณ’ ติดต่อคนกลางหยุดแฉ ‘เศรษฐา’ ยันเดินหน้าต่อถ้ายังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมตรี โต้ไม่เกี่ยว ‘แสนสิริ’ ไม่ซื้อที่ดินย่านสุขุมวิท 24

18 ส.ค. 2566 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองดัง เปิดเผยว่า กรณี นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาเผยแพร่คลิปวิดีโอชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก ข้อกล่าวหาว่าบริหารงานบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ไม่โปร่งใส การซื้อที่ดินย่านสารสิน และย่านทองหล่อ โดยสาเหตุที่นายชูวิทย์ ออกมาแฉเรื่องนี้เนื่องจากนายชูวิทย์ ไม่พอใจที่บริษัทแสนสิริ ไม่ซื้อที่ดินของนายชูวิทย์ ย่านสุขุมวิท 24 ในราคา 2 พันล้านบาท

นายชูวิทย์ ยืนยันว่า เหตุผลที่ออกมาแฉนายเศรษฐา ไม่ใช่ประเด็นนี้ที่บริษัทแสนสิริ ไม่ยอมซื้อที่ดินสุขุมวิท 24 แต่ที่ออกมาเพราะต้องการทำเพื่อชาติ เมื่อนายเศรษฐา เสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก็เป็นบุคคลสาธารณะจะต้องมีความโปร่งใส่ บริสุทธิ์ แต่ขณะที่นายเศรษฐา ช่วงที่มีการบริหารงานบริษัทแสนสิริ ไม่โปร่งใสก็ต้องออกมาเปิดเผยความจริง

อีกทั้งที่นายเศรษฐา ออกมาระบุว่าเกี่ยวข้องการกับการไม่ซื้อที่ดินย่านสุขุมวิท 24 ของตนนั้น เป็นการพูดปากเปล่า ทุกคนก็พูดได้ ไม่มีหลักฐานเอกสารอะไรมายืนยัน ในขณะที่ตนมีหลักฐานทุกอย่างตั้งแต่ออกมาเปิดเผยการบริหารงานของนายเศรษฐา ซึ่งหากนายเศรษฐา เป็นนักธุรกิจ ก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่เมื่อมีการเสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ตนก็ต้องออกมาตรวจสอบเรื่องนี้

นายชูวิทย์ เผยว่า ช่วงที่มีการแฉนายเศรษฐา นั้น คุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีการประสานคนกลางให้มาติดต่อกับตนเพื่อให้หยุดแฉ นายเศรษฐา แต่การบอกแบบนี้ก็เหมือนกับว่าต้องการให้ตนเปิดโปงต่อไป ซึ่งตนก็จะไม่หยุด และเปิดเผยความจริงเรื่องนี้อีกครั้งก่อนที่จะโหวตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 22 ส.ค. นี้

นายชูวิทย์ เชื่อว่าวันที่ 22 ส.ค. นี้ ซึ่งเป็นวันที่โหวตนายกรัฐมนตรี มั่นใจว่า สว. ไม่โหวต ให้นายเศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน ก็เหมือนกับว่าเขาถูกหลอกไปเชือด และเชื่อว่าคุณทักษิณ ไม่เลือคุณอุ๊งอิ๊ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เช่นกันเนื่องจากขณะนี้พรรคเพื่อไทยอยู่ในภาวะตกต่ำ

เลขาฯ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ เครียดแทน เสียงสว. โหวตนายกรัฐมนตรี เพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556388

18 ส.ค. 2566

เลขาฯ 'รวมไทยสร้างชาติ' เครียดแทน เสียงสว. โหวตนายกรัฐมนตรี เพื่อไทย

เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงความห่วงใย ต่อการ “โหวตนายกรัฐมนตรี” 22 ส.ค. เหตุจากต้องมีเสียงสนับสนุนที่มาจากฝั่งสว. ยืนยันในส่วน 36 เสียง รวมไทยสร้างชาติ มาครบ เทให้หมด ด้าน อดิศร เพียงเกษ ลั่น “เพื่อไทย” ขอเป็นทัพหน้านำชาติบ้านเมืองฝ่าอุปสรรค

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดเผยว่า การ โหวตนายกรัฐมนตรี  ในวันอังคารที่ 22 ส.ค.นี้ ถือว่าเป็นงานหนักพอสมควร เนื่องจากในตัวโครงสร้างของเสียงสนับสนุน  จะผ่านได้ต้องด้วยคะแนน 375 เสียง  ในขณะที่เสียงของพรรครวมไทยสร้างชาติ  ที่เข้าร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทย มีเพียง 36 เสียง   ไม่สามารถไปช่วยมากกว่านั้นได้ นอกจากเสียงจากสส. แล้ว  ยังต้องพึ่งพาเสียงของฝั่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)  ด้วย  ”  เรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคเพื่อไทย  คุณเศรษฐา ทวีสิน   ยอมรับว่าไม่มั่นใจเรื่องผลโหวต พรรครวมไทยสร้างชาติ  มี 36 เสียง  ถ้าไปทางไหนไปทางเดียวกัน แต่การรวบรวมเสียง  เป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยจะดำเนินการ”   เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ระบุ


นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันที่จะเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย   เข้าสู่การ “โหวตนายกรัฐมนตรี”  ในการจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้พรรคเพื่อไทย   พร้อมให้สัญญาว่าจะทำให้ชาติบ้านเมืองฝ่าอุปสรรค ฝ่าสิ่งขวางกั้นทุกเรื่อง เพื่อนำไปสู่การปลดล็อคในทางการเมือง สลายขั้วการเมือง ให้ทุกฝ่ายมาแสดงความคิดเห็น บริหารราชการแผ่นดินไปพร้อมๆกัน  ” ประเทศจะต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. เข้ามาทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย และนโยบายใดที่พรรคเพื่อไทยได้รับปากไว้กับประชาชนไว้ เมื่อโหวตนายกฯผ่าน หลังจากนี้จะคณะรัฐมนตรีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชน ”  นายอดิศร  กล่าว 

‘นักวิเคราะห์’ ฟันธง ‘พล.อ.ประวิตร’ ตาอยู่ เสียบนายกรัฐมนตรี ดันฝันเพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556383

18 ส.ค. 2566

'นักวิเคราะห์' ฟันธง  'พล.อ.ประวิตร' ตาอยู่ เสียบนายกรัฐมนตรี ดันฝันเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย อาจจะหนาว นักวิเคราะห์ทางการเมือง รองศาสตราจารย์ยุทธพร อิสรชัย จาก มสธ. มองการโหวตนายกรัฐมนตรี 22 ส.ค. อยู่ในอัตราเสี่ยงที่จะล้มกระดานเพื่อไทย ดับฝัน “เศรษฐา” สมการยามนี้ โอกาสไหลไปสู่ “พล.อ.ประวิตร” แห่งพลังประชารัฐ โอ่การเมืองไทยสุดฉงน ก้าวไกลชนะแต่แห้ว

รองศาสตราจารย์ยุทธพร อิสรชัย  ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ( มสธ. )    ให้ทัศนะว่า แม้ว่าพรรคเพื่อไทย  จะดึงพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้ามาร่วมสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล  แต่ก็เห็นว่าการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 22 ส.ค.   โอกาสที่จะโหวตผ่านยัง 50:50 และยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถโหวตนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ เพราะอาจจะมีเรื่องการเมืองในสภา โดยเฉพาะประเด็นที่อาจจะหยิบยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และขอให้โหวตเพื่อกลับไปแก้มติเมื่อวันที่ 19 ก.ค. จนนำไปสู่เหตุการณ์ที่คล้ายกับ 2 สัปดาห์ก่อน จนต้องปิดประชุม


ขณะเดียวกันแม้ว่าจะมีเสียงสส.ที่มาสนับสนุนเพิ่มให้กับ เพื่อไทย  ทั้งจากพลังประชารัฐ  และ รวมไทยสร้างชาติ  แต่ปัจจัยชี้ขาดยังอยู่ที่ สมาชิกวุฒิสภา ( สว.)   ต้องหาเสียงให้ได้ 376  เสียง   ยังไม่มั่นใจว่าเพื่อไทย จะได้เสียง สว.ตามนั้นหรือไม่  เพราะพรรคเพื่อไทยยังคิดเงื่อนไขหลายอย่าง โดยเฉพาะชื่อของนายเศรษฐา ทวีสิน ที่ยังมีประเด็นเรื่องส่วนบุคคล ที่ต้องชี้แจงกับสังคม และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลายคนมองว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นการปิดโอกาส นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล แต่ความจริงแล้ว ยังเป็นแรงกดดันของพรรคเพื่อไทยเช่นกัน เพราะสามารถเสนอชื่อแคนดิเดตในโหวตนายกรัฐมนตรี 1 คน เพียงครั้งเดียว เท่านั้น


“ตอนนี้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ใช้งานได้ขณะนี้มีเพียง 4 คน คือ  คุณเศรษฐา ทวีสิน ,  คุณแพรทองธาร ชินวัตร ,  คุณอนุทิน ชาญวีรกูล , และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หาก คุณเศรษฐา   โหวตไม่ผ่าน โอกาสที่จะเป็น น.ส.แพรทองธาร  ก็ยังไม่แน่นอน เพราะพรรคเพื่อไทยอาจจะไม่เสนอชื่อ  น.ส.แพรทองธาร มาในสถานการณ์ที่เสี่ยงแบบนี้ จึงเป็นไปได้สูงที่ว่านายกรัฐมนตรีจะไหลไปสู่ขั้วอำนาจเดิม คือ  คุณอนุทิน  หรือ  พล.อ.ประวิตร “

“เพื่อไทย”เดินหมากผิด ตกเป็น “ลูกไล่”

เขา กล่าวว่า    วันนี้พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคแกนนำที่ไม่ได้นำจริง ๆ เพราะท้ายที่สุดพรรคเพื่อไทยต้องยอมรับทุกเงื่อนไข และทุกการต่อรองจากบรรดาขั้ว 188 เสียง ทั้งเก้าอี้รัฐมนตรี และ เผชิญกับ สว.250 เสียง   การเดินหน้าของพรรคเพื่อไทย วันนี้ตอบโจทย์ถูก แต่ตั้งโจทย์ผิด เพราะมุ่งไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลและทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เสียง ทั้งการดึงพรรค 2   พลังประชารัฐ   , รวมไทยสร้างชาติ ปล่อยมือ ก้าวไกล แม้กระทั่งการสละจุดยืนของตัวเองที่เคยพูดไว้ในการหาเสียง จึงทำให้พรรคเพื่อไทยติดหล่ม เหมือนวิ่งเท่าไหร่ก็ไม่ไปไหน เพราะไม่ใช่โจทย์ที่ถูกต้องของเพื่อไทย


อย่างไรก็ตามหากพรรคพลังประชารัฐ หรือ พรรครวมไทยสร้างชาติ  พรรคใดพรรคหนึ่ง มาด้วยความจริงใจ อาจจะได้เห็นเสียง สว. อย่างน้อย 100 เสียง โหวตให้นายรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย แต่โจทย์ใหญ่คือความจริงใจจากทั้งสองพรรค  แม้จะได้เสียง สส.ถึง 250 แต่ เสียง สว.อาจจะไม่ได้ตามนั้น  และมองว่า มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะมีเกมบีบให้ชื่อนายกรัฐมนตรี ไปถึง พล.อ.ประวิตร

'นักวิเคราะห์' ฟันธง  'พล.อ.ประวิตร' ตาอยู่ เสียบนายกรัฐมนตรี ดันฝันเพื่อไทย

รองศาสตราจารย์ยุทธพร อิสรชัย  ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ( มสธ. ) 

“ก้าวไกล”ชนะเลือกตั้ง “พิธา”ชวด 

.

“คำถามคือ วันนี้เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จากวันที่ 14 พ.ค. ที่ประชาชนไปเลือกตั้ง  และพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง นายพิธา   ลิ้มเจริญรัตน์ ประกาศเป็นนายกรัฐมนตรี  จนมาถึงวันที่ถูกสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่   กระทั่งพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว และอีกหลายเหตุการณ์ ที่เดินมาจนเหลืออีกก้าวเดียวจะถึง พล.อ.ประวิตร จึงไม่สามารถประมาทหรือปฏิเสธได้ว่า พล.อ.ประวิตรจะไม่มีชื่อในสมการนี้ และส่วนตัวยังมองอีกว่าอาจจะไม่ได้นายกรัฐมนตรีภายในเดือน ส.ค. นี้ เพราะการเมืองวันนี้ยังมีความไม่ลงตัวกันอยู่”

เขา กล่าวด้วยว่า   ไม่คิดว่าสมการที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการปรองดองสมานฉันท์จริง แต่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ คล้ายกับการชวนพรรคก้าวไกล ร่วมปิดสวิตซ์ สว. และแม้จะทำได้จริง สุดท้ายเพื่อไทยก็จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่ดี ส่วนการที่บอกว่าจะให้พรรรก้าวไกล มาคอยช่วยเหลือ ตนมองว่าหลักการของระบบรัฐสภาไม่ถูกต้อง เพราะฝ่ายค้านต้องทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร เช่นเดียวกับเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลพิเศษหรือรัฐบาลก้าวข้ามความขัดแย้ง สลายขั้ว สุดท้ายกระบวนการที่ไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน 

‘สุวัจน์’ ยัน ‘ชาติพัฒนากล้า’ ยังไม่คุย เก้าอี้รมต. ขอดันตั้งรัฐบาลก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556380

18 ส.ค. 2566

'สุวัจน์' ยัน 'ชาติพัฒนากล้า' ยังไม่คุย เก้าอี้รมต. ขอดันตั้งรัฐบาลก่อน

ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า ‘สุวัจน์’ เผย ชาติพัฒนากล้า ยังไม่คุยเรื่อง ‘ตำแหน่งรัฐมนตรี’ ขอทำหน้าที่ช่วยดัน ให้เพื่อไทย จัดตั้งรัฐบาล ให้สำเร็จก่อน

ที่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะล่าสุดที่ดึงเอาพรรครวมไทยสร้างชาติ มาร่วมรัฐบาลว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการในส่วนนี้ 

เนื่องจากต้องพยายามรวบรวมเสียงสนับสนุน เพื่อโหวตนายกรัฐมนตรีให้ได้อย่างน้อย 376 เสียงขึ้นไป ซึ่งขณะนี้จากการเปิดตัวพรรคร่วมรัฐบาลล่าสุด ก็ได้แล้วจำนวน 314 เสียง ซึ่งก็ยังไม่พอ ยังต้องขอเสียงสนับสนุนจาก สว.ให้ได้อีกกว่า 50 เสียง ซึ่งก็ต้องรอดูในวันที่ 22 ส.ค. นี้ว่าผลของการลงมติโหวตนายกรัฐมนตรีจะเป็นอย่างไร

ส่วนเรื่องการต่อรองตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรีนั้น เรื่องนี้พรรคชาติพัฒนากล้ายังไม่เคยคุยกันเลย ซึ่งตนมองว่าเราผ่านการเลือกตั้งมาแล้วกว่า 3 เดือน ยังไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลเลย ทำให้เป็นสุญญากาศ ซึ่งจะกระทบกับเศรษฐกิจของบ้านเมืองมาก ความมั่นใจของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศก็ลดลง 

ดังนั้นในฐานะที่พรรคชาติพัฒนากล้า เป็นพรรคการเมืองหนึ่ง อะไรที่จะสามารถช่วยสนับสนุนในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง หรือสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ ถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญของพรรคการเมือง เราไม่ได้มีข้อแม้ว่าจะต้องได้ตำแหน่งนั้น ตำแหน่งนี้ ตอนนี้มีหน้าที่เดียวคือทำอย่างไรจะทำให้เราได้มีนายกรัฐมนตรี มีรัฐบาล เข้ามาบริหารประเทศ พรรคชาติพัฒนากล้าก็จะสนับสนุนภารกิจนี้ให้สำเร็จ