‘ทักษิณ’ ไปโคราช ไหว้ท้าวสุรนารี 25 พ.ค.นี้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574624

13 พ.ค. 2567

13:18 น.

‘ทักษิณ’ ไปโคราช ไหว้ท้าวสุรนารี 25 พ.ค.นี้

‘ประเสริฐ’ เผย ‘ทักษิณ’ มาโคราช 25 พ.ค.นี้ เป็นประธานณาปณกิจศพ สักการะ “ย่าโม” ในรอบ 20 ปี ย้ำยังห่วงใยประชาชน คิดถึงชาวโคราช

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงนายทักษิณ ชิณวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา วันที่ 25 พฤษภาคมนี้ว่า เป็นการเดินทางไปร่วมงานฌาปนกิจศพของบุคคลที่เคารพนับถือ โดยเป็นชาวอำเภอสีดา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งนายทักษิณ จะมาเป็นประธานในพิธี 

หลังจากนั้น นายทักษิณจะเดินทางไปสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ในรอบ 20 ปี และเชื่อว่า นายทักษิณ คงคิดถึงชาวโคราช และชาวโคราชก็อยากพบนายทักษิณเช่นเดียวกัน 

ส่วนนายทักษิณจะมีโอกาสพบปะกับชาวโคราชหรือไม่ เนื่องจากนายประเสริฐเคยระบุหากมีโอกาสก็อยากให้มาพบนั้น นายประเสริฐ ระบุว่า ต้องแล้วแต่นายทักษิณ เพราะต้องพิจารณาหลายอย่าง โดยเฉพาะเวลา แต่เชื่อว่า นายทักษิณ ยังห่วงใยประชาชน ซึ่งหากมีข้อคิดเห็น หรือมีข้อแนะนำดี ๆ ก็ยังยินดีที่จะช่วยเหลือประเทศชาติ

คลื่นใต้น้ำ ‘ชาดา’ สั่งมนัญญาถอย ‘เพื่อไทย’ ฮุบกรมพัฒนาชุมชน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574621

13 พ.ค. 2567

13:08 น.

คลื่นใต้น้ำ ‘ชาดา’ สั่งมนัญญาถอย ‘เพื่อไทย’ ฮุบกรมพัฒนาชุมชน

กลเกม ชาดา-มนัญญา บ้านใหญ่ภูมิใจไทย เบื้องลึกปูดข่าวน้องสาวถอยแท้จริงแล้ว หวังจุดพลุกรณีบิ๊กเพื่อไทยสั่งฮุบกรมพัฒนาชุมชน

ชาดา-มนัญญา ยังไม่ทิ้งค่ายสีน้ำเงินชาดา-มนัญญา ยังไม่ทิ้งค่ายสีน้ำเงิน

จับตา “ชาดา” – “มนัญญา” บ้านใหญ่ภูมิใจไทย เบื้องลึกข่าวน้องสาวถอยแท้จริงแล้ว หวังจุดพลุกรณีบิ๊กเพื่อไทยสั่งฮุบกรมพัฒนาชุมชน

สัญญาณเตือนนายใหญ่ ภูมิใจไทย-เพื่อไทย จากปมดึงกัญชากลับเป็นยาเสพติด หน้าฉากหวานชื่น หลังฉากเหมือนมีคลื่นใต้น้ำ

นายกฯเศรษฐา ทัวร์นกขมิ้น 4 บุรี 4 จังหวัดในภาคกลางคือสุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ซึ่งจะมีการประชุม ครม.สัญจรที่เมืองขนมหม้อแกง

ระหว่างนี้กลับมีข่าวใหญ่ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ น้องสาวของชาดา ได้ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ทำเอาวิเคราะห์กันให้วุ่นวาย


บังเอิญ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย และชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เดินเคียงข้างนายกฯเศรษฐา จึงมีการชี้แจงโดยพลันทันที

ชาดา ไทยเศรษฐ์ แจงว่า มนัญญา น้องสาวลาออกจากสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่เดือน กพ.2567 เป็นผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการ บริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ของกรมพัฒนาชุมชน กระทรวง มหาดไทย

ตามข้อบังคับกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี มีข้ออยู่ข้อหนึ่ง ห้ามสมาชิกพรรคการเมืองเป็นกรรมการกองทุนฯ มนัญญาจึงลาออกจากพรรคภูมิใจไทย

มท.3 บ้านใหญ่เมืองอุทัยธานี ยังขยายความว่า หลังปรับ ครม.เศรษฐา 2 มีการแบ่งงานใหม่ในมหาดไทย โดยยกกรมพัฒนาชุมชน ที่ชาดาดูแลอยู่ไปให้ เกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย เป็นผู้กำกับดูแลแทน

ชาดาบอกว่า เมื่อกรมพัฒนาชุมชนไปอยู่ในมือเพื่อไทย จึงให้น้องสาวถอยออกมาช่วยงานตัวเอง ซึ่งทุกวันนี้ มนัญญาก็มีตำแหน่งประธานที่ปรึกษา รมช.มหาดไทย

ดังนั้น การลาออกของมนัญญา จึงไม่เกี่ยวกับการจะย้ายพรรค หากแต่เป็นจุดหัวเชื้อการเมือง เพื่อให้สื่อมาสนใจเรื่องการแบ่งงานในกระทรวง มหาดไทย กรณีเพื่อไทยฮุบกรมพัฒนาชุมชนไปดูแล  

ฐานเสียงกองทุนสตรี


หลังตั้งรัฐบาลเศรษฐา 1 ชาดา ไทยเศรษฐ์ ในฐานะ มท.3 กำกับดูแลกรมพัฒนาชุมชน เล็งเห็นว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี น่าจะนำมารับใช้งานการเมืองได้ จึงให้มนัญญา น้องสาวเข้าไปขับเคลื่อนกองทุนดังกล่าว


กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ที่มีเครือข่ายในทุกจังหวัด ไม่ต่างจาก อสม. สังกัดกระทรวงสาธารณสุข สมัยที่แล้ว ค่ายสีน้ำเงินได้ประโยชน์จากกองทัพ อสม. อยู่มิใช่น้อย

อย่างเมื่อ 20 มี.ค.2567 มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ประธานคณะที่ปรึกษา รมช.มหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการคณะทำงานเครือข่ายขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีระดับภาค รุ่นที่ 3 ภาคอีสานที่ จ.อำนาจเจริญ 

ใครก็รู้ว่า อำนาจเจริญเป็นที่มั่นการเมืองของค่ายสีน้ำเงิน นำโดยเจ๊รวย สุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ 

พูดจาภาษาการเมือง ค่ายสีน้ำเงิน กำลังเจาะฐานกองทุนสตรีทั่วประ เทศ เหมือนสมัยที่แล้ว เสี่ยหนู คุมฐาน อสม.ทั่วไทยไว้เบ็ดเสร็จ


ใบสั่งฮุบกรมพัฒนาชุมชน


ช่วงปรับ ครม.เศรษฐา 2 เกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย ก็ติดโผจะหลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะไม่มีผลงาน ซึ่งเสี่ยเกรียงบอกว่า ตนเองได้คุมกรมเดียวคือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงสร้างผลงานไม่ได้ตามเป้าหมาย

หลังจากนั้น เสี่ยหนู อนุทิน จึงดึงกรมพัฒนาชุมชน ออกจากชาดาไปให้เสี่ยเกรียงกำกับดูแล ตามใบสั่งของผู้มากบารมีเหนือพรรคเพื่อไทย

กรณีค่ายสีน้ำเงินเสียกรมพัฒนาชุมชนไปให้ค่ายสีแดง เป็นเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออก 

บังเอิญสัปดาห์ที่แล้ว นายกฯเศรษฐา สั่งให้กระทรวงสาธารณสุข แก้ไขคำสั่งให้กัญชากลับมาเป็นยาเสพติด เหมือนผีซ้ำด้ำพลอยของภูมิใจไทย


แม้อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พยายามกลบเกลื่อนว่า พร้อมน้อมรับนโยบายนายกฯเศรษฐา ไม่กระทบความสัมพันธ์ในพรรคร่วมรัฐบาล แต่ทางฝั่งบ้านใหญ่บุรีรัมย์ กลับอึดอัดคับข้องใจยิ่งนัก

ถอดรหัสข่าวมนัญญาลาออกจากภูมิใจไทยนั้น มีเบื้องหน้าเบื้องหลังแน่นอน ซึ่งข่าวนี้ซ่อนไว้ด้วยเรื่องค่ายสีน้ำเงินถูกค่ายสีแดงฮุบกรมพัฒนาชุมชน

เมื่อภูมิใจไทยไม่ได้คุมกรมพัฒนาชุมชน แผนการสร้างฐานเสียง โดยใช้กองทุนสตรี สายมหาดไทยเป็นกลไกขับเคลื่อนเหมือนสมัยสร้างกอง ทัพ อสม. ก็มอดดับไปด้วย

‘พีระพันธ์ – เอกนัฏ’ ควงกันลงพื้นที่ รทสช. ยังเหนียวแน่น

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574619

13 พ.ค. 2567

12:56 น.

‘พีระพันธ์ - เอกนัฏ’ ควงกันลงพื้นที่ รทสช. ยังเหนียวแน่น

‘พีระพันธ์ – เอกนัฏ’ ควงกันลงพื้นที่เพชรบุรี รทสช. ยังเหนียวแน่น หลังออกมายืนยันว่าภายในพรรคสงบเรียบร้อยดี ไม่มีความแตกแยกกันภายในอย่างที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้

ก่อนหน้าที่มีกระแสข่าวระส่ำระส่ายภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งแต่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ลาออกจากสมาชิกพรรค , นายนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ลาออกจาก รมช.คลัง และกระแสข่าวการบริหารงานในพรรคและความสัมพันธ์ระหว่าง สส. กับผู้บริหารพรรค จนนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ต้องออกมายืนยันว่าภายในพรรคสงบเรียบร้อยดี ในงานสัมมนาพรรคที่เพชรบุรี

ล่าสุดวันนี้ (13 พ.ค.67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี เขต 1 และ จ.อ. อภิซาติ แก้วโกศล สส.เพชรุบรี เขต 3  รวมทั้ง สส. และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ และคณะผู้บริหารพรรค ลงพื้นที่ จังหวัดเพชรบุรี ณ องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งกระจาน ตำบลแก่งกระจานอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อรับหนังสือร้องเรียนชาวบ้านเรื่องการก่อสร้างบานเปิด-ปิด ระบายน้ำ หรือสปิลเวย์ เขื่อนแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

นายพีระพันธุ์ กล่าวภายหลังได้รับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนว่า จะต้องประสานข้อมูลและข้อเท็จจริงกับทางหน่วยราชการที่เป็นเจ้าของเรื่องว่า มีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร อีกทั้งมีวิธีการดำเนินการได้แค่ไหน ในกรณีแบบนี้บางอย่าง ก็ต้องหาวิธีการเพื่อมาชดเชย แต่ถ้าหน่วยราชการมีรูปแบบวิธีการแก้ปัญหาก็สามารถนำมาพิจารณา ขณะเดียวกัน ตนก็จะดูเรื่องการแก้ปัญหานี้ควบคู่ไปด้วยเช่นกัน

นายวิรัตน์ นกวอน นายกองค์การบริหารตำบล แก่งกระจาน เปิดเผยว่า วันนี้ตนและประชาชนในพื้นที่ มายื่นหนังสือร้องเรียนให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี นายพีระพันธุ์ เพื่อต้องการให้ท่านช่วยชะลอการก่อสร้างบานเปิด-ปิดระบายน้ำเขื่อนแก่งกระจานไปจนกว่า สอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่แล้วเสร็จ 

ผมเชื่อว่า พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ขอบอ่าง ไม่เห็นด้วย เพราะหากมีการก่อสร้างบานเปิด-ปิดดังกล่าวที่สูงขึ้นไปอีก จะทำให้ประชาชน ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมหนัก หากน้ำล้นเขื่อนขึ้นมาในปริมาณที่มากอีก และถ้าหนีขึ้นไปด้านหลังซึ่งเป็นเขาและเป็นพื้นที่เขตอุทยานฯ ก็อาจจะมีความผิดฐานบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ โครงการดังกล่าวทางกรมชลประทาน ไม่ได้มีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนเลย

รมว.สธ. เผย นายกฯ สั่งดึงกัญชา กลับเป็นยาเสพติด ภายในสิ้นปีนี้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574610

13 พ.ค. 2567

11:22 น.

รมว.สธ. เผย นายกฯ สั่งดึงกัญชา กลับเป็นยาเสพติด ภายในสิ้นปีนี้

รมว.สธ. เผย นายกฯ สั่งดึงกัญชา กลับเป็นยาเสพติด ภายในสิ้นปีนี้ ยอมรับตอนเป็น รมว.ยุติธรรม รัฐบาลที่แล้ว ไม่ได้คัดค้าน เพราะทำงานกับพรรคร่วม ยังรู้ไม่ชัดเจน จึงไม่ค้าน

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงนโยบายนายกรัฐมนตรี ให้นำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ประเภท 5 ว่า นายกรัฐมนตรีให้เวลาดำเนินการถึงสิ้นปี ซึ่งจะต้องมีการรแก้ไขกฎกระทรวง และประกาศกระทรวงสาธารณสุข

ส่วนจะนำกัญชาทั้งหมดหรือเฉพาะส่วนเข้าบัญชียาเสพติดนั้น นายสมศักดิ์ ชี้แจงว่า กัญชาถูกควบคุมตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ ทั้งช่อดอก กัญชา และสารสกัดเป็นยาเสพติด ยกเว้นเส้นใย เมล็ด หรือการควบคุมการปลูกกัญชา หรือการจัดรายงานที่เกี่ยวข้อง พื้นที่ปลูก การนำเข้าต้องขึ้นอยู่กับการพูดคุยกัน เพราะต้องแก้กฎกระทรวง และหากไม่พูดคุยกันแล้วแก้กฎกระทรวงก็จะเสียหายมาก และประกาศตามคำสั่ง ที่จะให้แพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้าน และวิธีการวิจัยต่าง ๆ นั้นจะต้องคุยกันอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วน และถ้าข้อมูลไม่ครบถ้วนแล้วดำเนินการไปในฐานะรัฐบาลจะเสียหายได้ 

ส่วนที่เคยเห็นด้วยในที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. สมัยเป็น รมว.ยุติธรรม รัฐบาลที่แล้วนั้น นายสมศักดิ์ ชี้แจงว่า การทำงานกับพรรคร่วมรัฐบาล หากเราไม่รู้จริง หรือยังไม่ชัดเจนจริง ก็ไม่มีสิทธิ์ไปค้าน ซึ่งในการประชุม ป.ป.ส.หลายครั้ง ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับกัญชาคือกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากเกี่ยวข้องอนุสัญญาระหว่างประเทศ แต่นอกวงการประชุม ก็มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยรุนแรง ทั้ง ป.ป.ส. เอง และตำรวจ 

ที่ผ่านมามีการพูดคุยกัน ทั้งนอกรอบและในรอบการประชุม แต่แม้ในที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ส.อย่างเป็นทางการ ตนก็ไม่ได้คัดค้าน แต่มีการพูดคุยนอกรอบกัน เพราะต้องให้เกียรติกันในขณะนั้น แต่เมื่อจะดำเนินการ ตนเองเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเวลาที่จะทำความเข้าใจในข้อเท็จจริง เราเดินมาตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ 4 ปีแล้ว เอาข้อมูลมาดูกันและยอมรับข้อเท็จจริง โดยรัฐบาลให้แนวทางยึดประชาชนเป็นหลัก

ส่วนผู้คัดค้านนำกัญชากลับเข้าบัญชีรายชื่อยาเสพติด จะเข้ามาพบที่กระทรวงสาธารณสุขนั้น นายสมศักดิ์ บอกว่า พร้อมพูดคุยและต้องไปพูดคุยด้วย เพราะไม่อยากดำเนินการโดยที่มีข้อมูลไม่เพียงพอ และจะต้องไม่ให้ผู้คัดค้านเสียหาย ต้องมีกรอบกัญชาทางการแพทย์ 

‘สมศักดิ์’ พร้อมตรวจคุณภาพข้าว 10 ปี ห้ามแอบเก็บตัวอย่างจากที่อื่น

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574605

13 พ.ค. 2567

10:22 น.

‘สมศักดิ์’ พร้อมตรวจคุณภาพข้าว 10 ปี ห้ามแอบเก็บตัวอย่างจากที่อื่น

‘สมศักดิ์’ พร้อมตรวจคุณภาพข้าว 10 ปี ย้ำกระทรวงพาณิชย์ ถ้าส่งข้าวมาให้ตรวจ ต้องทำหนังสือมาอย่างเป็นทางการ ห้ามแอบเก็บตัวอย่างจากที่อื่น

เสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้มีการพิสูจน์คุณภาพข้าวค้างในโกดังโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี ล่าสุด นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข บอกว่า กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้ส่งตัวอย่างข้าวมา และจะต้องทำหนังสือส่งมาอย่างเป็นทางการ ไม่แอบเก็บตัวอย่างจากที่ต่างๆ มาโดยไม่มีหลักฐาน พร้อมยืนยันว่า กระบวนการทางราชการไม่มีใครสามารถโกหกผลแล็ปได้ เพราะจะกระทบต่อชื่อเสียง

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการ จะต้องนำข้าวไปปรับปรุงคุณภาพ และคัดแยกเมล็ดที่หัก เสื่อมคุณภาพออก และเก็บไว้เพียงข้าวเมล็ดดี ก็จะทำให้ข้าวมีคุณภาพ ส่วนสารรมยานั้น จากประสบการณ์ในวัยเด็กแม่ตน ก็เป็นแม่ค้ารับซื้อพืชไร่ ก็มีการรมยาเป็นปกติ มิเช่นนั้น ก็จะมีมอด หรือแมลง และส่วนตัวเห็นว่า สารเคมีดังกล่าวก็จะไม่ติดอยู่นาน 

นายสมศักดิ์ ยังย้ำว่า ยังไม่ทราบว่า ขณะนี้มีการส่งข้าวมาให้แล็บตรวจสอบคุณภาพข้าวแล้วหรือยัง เนื่องจากตนเอง ไม่ได้ทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่หากกระทรวงพาณิชย์ ร้องขอมาก็พร้อมตรวจสอบให้

ยกธงขาว ‘ชัยธวัช-ธนาธร’ ไม่พร้อมชน ‘บ้านใหญ่’ ผงาด 3 อบจ.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574587

12 พ.ค. 2567

18:37 น.

ยกธงขาว ‘ชัยธวัช-ธนาธร’ ไม่พร้อมชน ‘บ้านใหญ่’ ผงาด 3 อบจ.

ค่ายส้มถอย ชัยธวัช-ธนาธร หลบแชมป์เก่า พล.ต.อ.สมศักดิ์ และสุรเชษ นอนมา เหลือแต่คำรณวิทย์ เจอบ้านใหญ่รวมพลหนุนลุงชาญ

พล.ต.อ.สมศักดิ์ นอนมา เมื่อก้าวไกลไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ.พล.ต.อ.สมศักดิ์ นอนมา เมื่อก้าวไกลไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ.

ศึก 3 อบจ.ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ชัยธวัช-ธนาธร ไม่พร้อมชนบ้านใหญ่ นครสวรรค์-อ่างทอง ยกธงขาว โฟกัสปทุมธานี ส้มหนุนบิ๊กแจ๊ส

แชมป์เก่า พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ และสุรเชษ นิ่มกุล นอนมา เหลือแต่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เจอบ้านใหญ่รวมพลหนุนลุงชาญ ในที่สุด ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแกนนำสีส้ม

ตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ เพราะความไม่พร้อม ซึ่งอนุมานว่า อบจ.อ่างทอง และ อบจ.ปทุมธานี ก็ไม่น่าจะส่งผู้สมัครนายก อบจ.เช่นกัน

ส่วนคณะก้าวหน้า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กำลังมุ่งมั่นกับอีเวนท์ปลุกประชาชนไปลงสมัคร สว. จึงไม่สนใจเรื่องการเลือกตั้งนายก อบจ. 3 จังหวัด

กรณีพรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้า ไม่ส่งผู้สมัคร อบจ. 3 แห่งก็เท่ากับกลยุทธ์ชิงลาออกกะทันหันของ ‘คำรณวิทย์-สมศักดิ์-สุรเชษ’ ได้ผล เพราะคู่แข่งตั้งตัวไม่ทัน ไม่พร้อมลงสนาม

สำหรับ กกต.ได้กำหนดวันเปิดรับสมัครเลือกตั้ง นายก.อบจ.นครสวรรค์ ,อ่างทองและ ปทุมธานี ในวันที่ 13-17 พ.ค.2567

ส่วนวันเลือกตั้ง เฉพาะ อบจ.นครสวรรค์ และ อบจ.อ่างทองคือ วันอาทิตย์ที่ 23 มิ.ย.2567 ส่วน อบจ.ปทุมธานี ขยับเป็นวันอาทิตย์ที่ 30 มิ.ย.2567


ส้มหมอบ-บ้านใหญ่นอนมา

แม้ว่า สส.ป๊อป-กฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี สส.นครสวรรค์ เขต 1 พรรคก้าวไกล จะประกาศว่า ก้าวไกลพร้อมปักธง อบจ.นครสวรรค์ แต่สุดท้าย ค่ายสีส้มก็ไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ.นครสวรรค์

ล่าสุด สส.ป๊อบ ชี้แจงผ่านสื่อท้องถิ่นว่า “มติพรรคไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ ผมขออภัยที่เตรียมทีมไม่ดีพอ แต่ขอเชิญเพื่อนร่วมอุดมการณ์ลงแข่งได้โดยเสรีชน ครับ”

ส่วน ทนายฮั๊ว-ศรัญ ฤกษ์อัตถการ อดีตผู้สมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ คณะก้าวหน้า สมัยที่แล้ว ได้โพสต์เฟซบุ๊คแสดงความผิดหวังที่พรรคก้าวไกลไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ.

“ยืนยันอย่างหนึ่งว่า คณะทำงานของจังหวัด รวมถึงตัวผมเองในปีนี้ ดีขึ้นกว่าสามปีที่แล้ว เราพูดถึงนโยบายได้ชัดเจนขึ้น เราส่งเสียงโชว์อุดมการณ์ได้ดีขึ้น แต่พรรคมองว่า การลาออกของคู่แข่ง เราตั้งตัวไม่ทัน ส่วนตัวไม่เห็นด้วย แต่เคารพการตัดสินใจ”
 

กรณี สจ.เอ-วิทูร เจริญชัยฤทธิ์ เสนอตัวลงสมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ในนามก้าวไกล แกนนำสีคงไม่เลือก เพราะ สจ.เอ เคยเป็น สจ.ในสังกัดกลุ่มนครสวรรค์บ้านเรา ของ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์

ฝั่งบ้านใหญ่อ่างทอง กำนันตี๋-สุรเชษ นิ่มกุล น่าจะทำสถิติเป็นนายก อบจ.อ่างทอง อีกสมัย เนื่องจากคู่แข่งก็มีแค่คนเพื่อไทย ส่วนก้าวไกล ไม่มีตัวผู้สมัคร

สีส้มผสมบ้านใหญ่

การเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี ปี 2563 คณะก้าวหน้าของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ. เพราะไม่มีความพร้อม และทีมงานส้มปทุมธานี จับมือเป็นพันธมิตรกับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์

การเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี ในปีนี้ ส่อเค้าว่า จะซ้ำรอยเดิมคือ พรรคก้าวไกล ไม่ส่งผู้สมัครนายก อบจ. แต่หนุนบิ๊กแจ๊ส 

หลังเลือกตั้ง สส.ปี 2566 บิ๊กแจ๊ส ได้ประกาศนโยบายการทำงานร่วมกับ สส.ปทุมธานี ตามแนวทางปทุมธานีโมเดล แต่ดูเหมือนว่า บิ๊กแจ๊สจะมีความใกล้ชิดสนิทแน่นกับ สส.ก้าวไกล ทั้ง 6 คน

สส.สีส้มประกอบด้วย สรวีย์ ศุภปณิตา,เจษฎา ดนตรีเสนาะ,ชลธิชา แจ้งเร็ว,สกล สุนทรวาณิชย์กิจ, เชตวัน เตือประโคน และประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ 

อย่างที่รู้กันสิระพงษ์ สิริโพธินันท์ หรือโต นวนคร อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ปทุมธานี และมีความใกล้ชิดกับรังสิมันต์ โรม ก็ถูกบิ๊กแจ๊ส ดึงมาเป็น รองนายก อบจ.ปทุมธานี

นอกจากพลังสีส้ม บิ๊กแจ๊ส ยังมีกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ ที่สังกัดเพื่อไทยและภูมิใจไทย ให้การสนับสนุนด้วย ตามแนวทางปทุมโมเดล หรือพวกมาก่อนพรรค

อย่างไรก็ตาม สนามเลือกตั้งนายก อบจ. 3 แห่งคือ นครสวรรค์ ,อ่างทอง และปทุมธานี ก็จะมีสมรภูมิเมืองปทุมฯ ที่มีการต่อสู้ที่ดุเดือด เพราะคู่ชิงของ บิ๊กแจ๊สคือ ชาญ พวงเพ็ชร์ อดีตนายก อบจ.หลายสมัย

ไม่ว่าบิ๊กแจ๊สหรือชาญ ได้รับเลือกเป็นนายก อบจ. ก็คือชัยชนะของบ้านใหญ่ และถือว่าเป็นบทเรียนค่ายสีส้ม ที่ต้องรู้ทันเหลี่ยมคูการเมือง

‘วิโรจน์’ วอน ‘สุทิน’ อย่าคุย ‘เรือดำน้ำ’ กับจีนแบบรับจบ หวั่นไทยเสียเปรียบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574577

12 พ.ค. 2567

15:01 น.

'วิโรจน์' วอน 'สุทิน' อย่าคุย 'เรือดำน้ำ' กับจีนแบบรับจบ หวั่นไทยเสียเปรียบ

‘วิโรจน์’ เผย กองทัพเรือไทยไม่ได้ผิดสัญญา ‘เรือดำน้ำ’ เตือน ‘สุทิน’ ยอมเจรจารับจบ ไทยจะเสียเปรียบ CSOC ควรจ่ายอย่างน้อย 1,000 ล้านบาท ไม่ใช่แค่ 200 ล้านบาทตามที่เสนอ .

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และประธานคณะกรรมาธิการการทหาร กล่าวถึงกรณีที่ นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมร่วมหารือกับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” พร้อมเปรยว่า ทางการจีนจะส่งเจ้าหน้าที่ชุดใหญ่เดินทางมาไทยภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อเจรจาหาข้อยุติสุดท้าย

นายวิโรจน์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนกังวลมากคือ รมว.กลาโหมจะไปดำเนินการเจรจาในแบบที่ประเทศไทยถูกเอาเปรียบ เพราะถ้าหากจำกันได้ในการอภิปรายงบประมาณ 2567 วาระที่ 1 รมว.กลาโหมเคยกล่าวในสภาฯ ไว้ว่าทั้งกองทัพเรือและบริษัท China Shipbuilding & Offshore International (CSOC) ต่างฝ่ายต่างก็เคยผิดสัญญาซึ่งกันและกัน 

โดยกองทัพเรือก็เคยผิดสัญญาจ่ายเงินล่าช้าในช่วงโควิด-19 ซึ่งประเด็นนี้ได้รับการยืนยันจากสำนักงบประมาณเรียบร้อยแล้วว่า กองทัพเรือจ่ายเงินให้กับ CSOC ตรงตามสัญญาตลอด ไม่เคยผิดสัญญา การที่ รมว.กลาโหมจะไปเจรจาโดยคิดไปเองว่า กองทัพเรือก็เคยผิดสัญญา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่เคยผิดสัญญาเลย ถือเป็นท่าทีที่ใช้ไม่ได้

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศรนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร

ถ้าจะมีการผิดสัญญาเกิดขึ้นก็น่าจะเป็น CSOC ที่ผิดสัญญากับกองทัพเรือ เพราะสัญญาระบุเลขรุ่นเครื่องยนต์เอาไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องเป็นรุ่น 16V396SE84-GB31L เท่านั้น ซึ่งจะเป็นยี่ห้ออื่นไปไม่ได้ นอกจากเครื่องยนต์ดีเซลกำเนิดพลังงานไฟฟ้า MTU396 โดยประเด็นนี้สำนักงบประมาณกลาโหมก็เคยมาชี้แจงยืนยันในกรรมาธิการการทหารเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 แล้ว

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า CSOC จะอ้างการที่ตนจัดซื้อเครื่องยนต์ MTU396 ไม่ได้นั้น เป็นเหตุสุดวิสัย เป็นเหตุผลที่ยอมรับไม่ได้เลย เพราะ MTU396 เป็นเครื่องยนต์ที่สามารถใช้งานได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และทางการทหาร (Dual Use) ดังนั้นก่อนที่ CSOC จะทำสัญญาต่อเรือดำน้ำขายให้กับกองทัพเรือประเทศไทย CSOC ควรต้องสอบถามจากทางเยอรมนีก่อนว่า จะขายเครื่องยนต์รุ่นนี้ให้ได้หรือไม่ จะคิดไปเองว่า เคยซื้อเครื่องยนต์ MTU396 มาต่อเรือดำน้ำเพื่อใช้ในประเทศจีนเองแล้ว ถ้าจะซื้อมาต่อเรือดำน้ำขายให้กับประเทศอื่น เยอรมนีก็ต้องยอมขายให้ คิดแบบนี้ไม่ได้ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าที่ผ่านมา CSOC ไม่เคยอ้างสัญญาหรือเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรใด ๆ ว่า ได้รับความยินยอมจากเยอรมนีว่าจะขายเครื่องยนต์ MTU396 ให้ ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเป็นความหละหลวมของ CSOC เองทั้งสิ้น จะอ้างเป็นเหตุสุดวิสัยไม่ได้

ต่อมาเมื่อกองทัพเรือทราบว่า CSOC ไม่สามารถจัดหาเครื่องยนต์ MTU396 ได้ จึงได้ทักท้วงไปว่าการจ่ายเงินในงวดที่ 2 ตามสัญญาที่กองทัพเรือได้จ่ายชำระไปแล้ว CSOC จะต้องระบุรายการสั่งซื้ออะไหล่อุปกรณ์ในการประกอบเรือดำน้ำ ซึ่งเครื่องยนต์ MTU396 ก็เป็นหนึ่งในรายการอะไหล่อุปกรณ์ที่ทาง CSOC จัดซื้อ กองทัพเรือจึงได้ทวงถาม CSOC ให้ส่งหลักฐานการสั่งซื้อเครื่องยนต์ MTU396 มาให้แก่กองทัพเรือ และ CSOC ได้ตอบกลับมาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 โดยแนบหลักฐานมาเพียงอีเมล 2 ฉบับ

อีเมลฉบับแรกเป็นรายละเอียดที่ CSOC ขอใบเสนอราคา (Quotation) เครื่องยนต์ MTU396 จากเยอรมนี โดยเป็นอีเมลลงวันที่ 24 ธันวาคม 2561 หลังจากที่กองทัพเรือได้ชำระเงินงวดที่ 2 ให้กับทาง CSOC ไปแล้ว 4 วัน และเป็นการขอใบเสนอราคาหลังจากที่กองทัพเรือลงนามในสัญญาสั่งซื้อเรือดำน้ำไปแล้วถึง 598 วัน จึงเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า CSOC เรียกรับชำระเงินจากกองทัพเรือโดยที่ยังไม่ได้จัดซื้อเครื่องยนต์ MTU396 ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายการผิดสัญญา 

อีเมลฉบับที่ 2 เป็นการติดตามเรื่อง แต่ทางเยอรมนีแจ้งว่ายังไม่อนุมัติ จึงเป็นเหตุให้ CSOC ต้องเสนอเครื่องยนต์ CHD620 ที่ผลิตภายในประเทศจีนมาแทนเครื่องยนต์ MTU396 พร้อมเสนอค่าชดเชยให้กับกองทัพเรือเป็นมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท โดยเป็นส่วนลด 128 ล้านบาท และเป็นการฝึกอบรมเพิ่มเติมอีกประมาณ 70 ล้านบาท

ด้วยเหตุนี้ นายวิโรจน์ ตั้งคำถามว่า ประเทศไทยคุ้มเสี่ยงหรือไม่ ที่จะรับเอาเรือดำน้ำที่ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลกำเนิดพลังงานไฟฟ้า CHD620 ซึ่งพัฒนามาจากเครื่องยนต์ที่ใช้กับเรือผิวน้ำ และแม้แต่ประเทศจีนเองก็ยังไม่เคยใช้ เพราะใช้แต่เครื่องยนต์ MTU396 เข้าใจว่าปัจจุบันเรือดำน้ำที่ใช้เครื่องยนต์ CHD620 น่าจะมีแค่ที่ประเทศปากีสถานเพียง 1 ลำเท่านั้น

แม้ว่าเครื่องยนต์ CHD620 จะผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นในห้องปฏิบัติการจากบริษัท Lloyds มาแล้ว แต่เข้าใจว่ากองทัพเรือก็ยังไม่เห็นการทดสอบการใช้งานเครื่องยนต์ CHD620 จริงในทะเล และปัจจุบันจำนวนชั่วโมงการใช้งานจริงของเครื่องยนต์ CHD620 ก็ยังถือว่าน้อยมาก ต่างจากเครื่องยนต์ MTU396 ที่มีการใช้งานจริงมาแล้วถึง 250 เครื่อง คิดเป็นชั่วโมงการทำงานกว่า 310,000 ชั่วโมง

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่ากองทัพเรือเคยไปดูการทดสอบเครื่องยนต์ CHD620 มาแล้วครั้งหนึ่ง และเพื่อความโปร่งใส กองทัพเรือได้ประสานไปยัง CSOC เพื่อขอนำผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไปร่วมดูการทดสอบเครื่องยนต์ CHD620 ด้วยอีกครั้งหนึ่ง แต่กลับได้รับการปฏิเสธจากทาง CSOC โดยมีการระบุข้อความที่สะท้อนการไม่ให้ความร่วมมือเลยว่า “เสียเวลา (waste of time)”

“เครื่องยนต์ตัวนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะมีหน้าที่ปั่นไฟเพื่อชาร์ตแบตเตอร์รี่ให้เรือดำน้ำทำงานได้ ถ้าเครื่องยนต์ทำงานผิดพลาดก็อาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรง และที่ผ่านมาก็เคยมีรายงานอุบัติเหตุที่น่าจะเชื่อมโยงถึงเครื่องยนต์เรือดำน้ำมาแล้ว โดยเกิดปัญหาขึ้นกับเรือดำน้ำชั้น Ming หมายเลข 361 เมื่อปี 2546 เครื่องยนต์ชาร์ตไฟเต็มแล้วไม่หยุดทำงาน ดูดออกซิเจนทั้งหมดออกจากเรือดำน้ำ จนลูกเรือหมดสติเฉียบพลัน มีลูกเรือเสียชีวิตทั้งสิ้น 70 นาย โดยเครื่องยนต์ที่ใช้ ณ ขณะนั้น คือเครื่องยนต์ Shaanxi 6E 390 ZC1 ที่ผลิตในจีน” วิโรจน์กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับค่าชดเชยที่คิดเป็นมูลค่าน้อยนิดเพียง 200 ล้านบาท คิดอย่างไร ก็เป็นค่าชดเชยที่เสียเปรียบมาก กองทัพเรือจ่ายชำระเงินค่าเรือดำน้ำไปแล้วประมาณ 8,000 ล้านบาท และมีการก่อสร้างท่าจอดเรือ ระบบสื่อสาร และโรงเก็บต่าง ๆ อีกราว 2,000 ล้านบาท รวมแล้ว 10,000 ล้านบาท จากเดิมที่กองทัพเรือจะต้องได้เรือดำน้ำลำแรกในปี 2566 แต่ขณะนี้จะต้องขยายเวลาไปอีกกว่า 1,200 วัน หรืออีก 4 ปี โดยจะได้รับในปี 2570 หากคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.5 ซึ่งเป็นภาระทางงบประมาณของรัฐบาลไทย อย่างน้อยค่าชดเชยที่กองทัพเรือต้องได้รับจาก CSOC ควรจะต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ไม่ใช่แค่ 200 ล้านบาทตามที่ CSOC เสนอ 

นอกจากนี้ ปัจจุบันกองทัพเรือมีแนวคิดที่จะใช้ Link Y ซึ่งอ้างอิงมาตรฐาน Link 11 และ Link 22 ขององค์การ NATO เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลของกองทัพเรือเข้ากับนานาชาติ ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถเชื่อมต่อการสื่อสารข้อมูลกับเรือดำน้ำจีนได้ ดังนั้น การสื่อสารกับเรือดำน้ำจะต้องสื่อสารด้วยเสียงผ่านวิทยุเท่านั้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคอย่างมากในการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือเอง และการปฏิบัติภารกิจร่วมระหว่างเหล่าทัพ

นายวิโรจน์ กล่าวสรุปว่า เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงประเด็นการผิดสัญญา ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ความคุ้มค่าของการชดเชย ประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจทางการทหาร ตลอดจนความจำเป็นของเรือดำน้ำ ตนจึงเสนอทางออกที่คิดว่าเป็นผลดีต่อประเทศที่สุด 2 ข้อ คือ

1) ควรยกเลิกสัญญาจัดซื้อเรือดำน้ำกับทาง CSOC โดยสำหรับเงินที่จ่ายไปแล้ว ถ้าคืนเป็นเงินไม่ได้ก็เจรจาให้คืนเป็นของ แต่ต้องกระทบกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยให้น้อยที่สุด เช่น ถ้าคืนเป็นเรือจะต้องไม่คืนเป็นเรือฟริเกต เพราะกองทัพเรือมีโครงการต่อเรือฟริเกตในประเทศอยู่แล้ว โดยอาจจะคืนเป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (OPV) หรือเรือคอร์เว็ต หรือคืนเป็นเรือเปล่า แล้วให้กองทัพเรือเสนอของบประมาณเพื่อติดอาวุธเอง เพราะในปัจจุบันระบบอาวุธใหม่ของจีนไม่สามารถเข้ากับมาตรฐานอาวุธของกองทัพเรือ และตามสมุดปกขาวของกองทัพเรือก็ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า จะจัดหาระบบอาวุธที่เข้ากันได้กับอาวุธที่มีอยู่ของกองทัพเรือ

2) สำหรับเรือดำน้ำ หากพิจารณาจากเหตุผลของกองทัพเรือที่ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ไม่มีเรือดำน้ำประจำการ และแผนการใช้เรือดำน้ำก็เป็นแผนที่ถูกร่างมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็น ถ้ามองว่าจำเป็นเช่นนั้น ก็ให้กองทัพเรือเสนอคำของบประมาณเข้ามาใหม่ในปี 2569 ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องมีนโยบายชดเชย หรือ Offset Policy พ่วงมาด้วย เช่น การจ้างอู่ต่อเรือในประเทศร่วมผลิตเพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมการต่อเรือที่ซบเซามาหลายปีจากการที่กองทัพเรือไม่ต่อเรือในประเทศไทย ซึ่ง Offset Policy นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ทำกันจนเป็นเรื่องปกติแล้ว

“สุดท้ายผมอยากจะย้ำกับคุณสุทินว่า กองทัพเรือไม่เคยทำผิดสัญญากับ CSOC ดังนั้นคุณสุทินในฐานะ รมว.กลาโหม ต้องห้ามคิดไปเองว่ากองทัพเรือของเราผิดสัญญา แล้วไปเจรจาให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ถ้าเรือดำน้ำจำเป็นก็ไม่ว่ากัน ก็ให้กองทัพเรือเสนองบประมาณเข้ามาใหม่ แล้วมี Offset Policy ที่เป็นประโยชนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศพ่วงมาด้วย ผมว่าประชาชนรับได้ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันจะเอาเงินภาษีของประชาชนไปแลกเรือดำน้ำแบบได้ไม่คุ้มเสียให้ได้ สิ่งที่ผมเสนอทั้งหมดครบถ้วนแล้ว และทำได้จริง หวังว่าคุณสุทินจะพิจารณา” นายวิโรจน์กล่าว

ส้มห้าว ‘พิธา’ เขย่าแชมป์ผูกขาด ‘ปู่วิเชียร’ ปักธงยึด อบจ.ตราด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574511

11 พ.ค. 2567

11:49 น.

ส้มห้าว ‘พิธา’ เขย่าแชมป์ผูกขาด ‘ปู่วิเชียร’ ปักธงยึด อบจ.ตราด

บ้านใหญ่สู้พายุสีส้ม ปู่วิเชียร วัย 78 ปี กลุ่มลูกเมืองตราด ขอสู้กระแสพิธา ในศึกชิงนายก อบจ.ตราด ก้าวไกลมั่นใจพลังหนุ่มโค่นจอมเก๋า

ปู่วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.ตราด 5 สมัยปู่วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.ตราด 5 สมัย

สุดแดนบูรพา พิธา เคลื่อนทัพชิง อบจ.ตราด ชนแชมป์ผูกขาด วิเชียร ทรัพย์เจริญ ศึกนี้มีแต้มต่อ ส่งน้องชาย สส.สีส้ม 2 สมัย ลงสนาม

วิเชียร ทรัพย์เจริญ วัย 78 ปี ฉายา ปู่ท้องถิ่น อบจ. ขอสู้ศึกอีกครั้งในนามกลุ่มลูกเมืองตราด โชว์เก๋าสู้ค่าย สส.พลังหนุ่มสีส้ม 

วันเสาร์ที่ 11 พ.ค.2567 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล นำทีม สส. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ตราด คือ ชลธี นุ่มหนู ที่ศาลาอเนกประสงค์ วัดหนองบัว อ.เมือง จ.ตราด

ชลธี นุ่มหนู เป็นน้องชาย ศักดินัย นุ่มหนู สส.ตราด 2 สมัย และเป็นอดีตข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ มีฉายา ‘มือปราบทุเรียนอ่อน’

ลึกๆแล้ว พิธา มีความมั่นใจสูงมากว่า ชลธี นุ่มหนู จะได้รับชัยชนะ เพราะมีความสดใหม่ บวกกระแสสีส้ม เหนือกว่านักการเมืองบ้านใหญ่

ฝั่งแชมป์ปัจจุบัน วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.ตราด ยังประกาศสู้ต่อขอลงสนามในนาม ‘กลุ่มลูกเมืองตราด’

วาระการดำรงตำแหน่งของ นายก อบจ.ตราด และสมาชิกสภา อบจ.ตราด จะสิ้นสุดในวันที่ 19 ธ.ค.2567 และคาดว่า จะมีการเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2568

ชั่วโมงนี้ มี 3 ผู้สมัครนายก อบจ.ตราด เปิดตัวออกมาแล้วคือ วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.ตราด 5 สมัย ,ชลธี นุ่มหนู พรรคก้าวไกล และเจริญ ชลาลัย อดีตรองนายก อบจ.ตราด


พลังบูรพาสีส้ม

การเลือกตั้ง สส.ตราด ปี 2562 มีการพลิกโฉมทางการเมืองครั้งสำคัญ เมื่อ ศักดินัย นุ่มหนู พรรคอนาคตใหม่ พลิกชนะธีระ สลักเพชร อดีต สส.ตราด 5 สมัย พรรค ปชป

ด้วยกระแสธนาธรที่มาแรง เสี่ยโอ๋-ศักดินัย นุ่มหนู เจ้าของธุรกิจแป้งขนมจีนใน อ.เขาสมิง จ.ตราด จึงได้เป็น สส.ป้ายแดง 

การเลือกตั้งปี 2566 สส.โอ๋ ศักดินัย ในสีเสื้อก้าวไกล โกยแต้มทิ้งห่างคู่แข่ง เพราะกระแสพิธามาแรงกว่าพ่อรักฟ้า 

การเลือกตั้งนายก อบจ.ตราด ครั้งใหม่ สส.โอ๋ จึงส่งน้องชาย ชลธี นุ่มหนู นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก อดีต ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 ลงสนาม 

ด้วยบารมี สส.โอ๋ จึงดึง จตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล ประธานคณะกรรมการผู้ประกอบ การรุ่นใหม่ หอการค้าจังหวัดตราด และ ยศพัฒน์  ซื่อจงภักดิ์ สมาชิกสภา อบจ.ตราด เขต อ.เขาสมิง มาเป็นทีมรองนายก อบจ.ตราด

มีรายงานข่าวว่า สจ.เก่าหลายคน รับรู้ถึงกระแสสีส้ม จึงติดต่อแบบลับๆ ขอมาสังกัดทีมน้องชาย สส.ศักดินัย และรอเปิดตัวช่วงหมดวาระสภา อบจ.

แชมป์ผูกขาดปู่ท้องถิ่น

วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.ตราด 5 สมัย และหัวหน้ากลุ่มลูกเมืองตราด วัย 78 ปี ประกาศศักดาปู่ท้องถิ่น อบจ.ขอลุยอีกสมัย  

เดิมทีกลุ่มลูกเมืองตราด มีจุดกำเนิดจาก เจียร จินตกานนท์ นายก อบจ.ตราด คนแรก

ปี 2540 มีการยกฐานะองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่ให้นายก อบจ. มาจากการเลือกของสมาชิก อบจ. โดยมี เจียร จินตกานนท์ เป็นนายก อบจ.ตราด และวิเชียร ทรัพย์เจริญ นั่งประธานสภา อบจ.ตราด

หลังจากเจียร จินตกานนท์ มีปัญหาด้านสุขภาพ จึงขอลาออก และสมาชิกสภา อบจ.ตราด ได้เลือกวิเชียร นายก อบจ.ตราด

ต่อมา มีการเลือกตั้งนายก อบจ.โดยตรงจากประชาชนอีก 4 ครั้ง วิเชียร ทรัพย์เจริญ ชนะคู่แข่งตลอด

วิเชียรอยู่ในแวดวงการเมืองมายาวนานกว่า 40 ปี ซึ่งในการเมืองระดับชาติ วิเชียรยืนข้างทักษิณ ชินวัตร มาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย จนถึงพรรคเพื่อไทย

จุดแข็งของ วิเชียร ทรัพย์เจริญ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มลูกเมืองตราด ได้สร้างพันธมิตรทางการเมืองไปในทุกอำเภอ

ภูษิต อินทสุวรรณ อดีตประธานสภา อบจ.ตราด และแกนนำกลุ่มลูกเมืองตราด เปิดเผยว่า สมาชิกสภา อบจ.ตราด ส่วนใหญ่ยังยืนเคียงข้างนายกฯวิเชียร


สมรภูมินายก อบจ.ตราด ต้นปี 2568 จึงจะเป็นการต่อสู้ของการเมือง 2 ระบอบคือ บ้านใหญ่ ปะทะเลือดใหม่สีส้ม แต่ลักษณะพิเศษของคนเมืองตราด มักจะแยกการเมืองระดับชาติออกจากการเมืองท้องถิ่น

ในอดีต พรรค ปชป.เคยผูกขาด สส.ตราด แต่ลงสมัครนายก อบจ. ก็แพ้ปู่วิเชียรทุกครั้ง และหนหน้านี้ คงได้พิสูจน์กันอีกครั้งว่า ปู่ท้องถิ่นยังขลังหรือไม่

โปรดเกล้าฯ แล้ว พระราชกฤษฎีกา “เลือก สว. 2567” เช็กขั้นตอน ด่วน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574507

11 พ.ค. 2567

10:59 น.

โปรดเกล้าฯ แล้ว พระราชกฤษฎีกา "เลือก สว. 2567" เช็กขั้นตอน ด่วน

“ราชกิจจานุเบกษา” ออกประกาศ พระราชกฤษฎีกา โปรดเกล้าฯ ให้มีการเลือก สว. 2567 หลังอายุของวุฒิสภา สิ้นสุดลง มีผลทันที

เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศ พระราชกฤษฎีกา ให้มีการเลือก สว. 2567 ลงนามโดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 107 วรรคห้า และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567”

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

มาตรา 4 ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

หมายเหตุ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยอายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลงในวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 ซึ่งมาตรา 269 (6) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า

เมื่ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง ให้ดำเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา 107 โดยมาตรา 107 วรรคห้า ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

ราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษา

‘พิพัฒน์’ สั่งเยียวยาเสียชีวิตแทงค์สารเคมีระเบิด 1.8 ลบ.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574475

10 พ.ค. 2567

14:02 น.

‘พิพัฒน์’ สั่งเยียวยาเสียชีวิตแทงค์สารเคมีระเบิด 1.8 ลบ.

‘พิพัฒน์’ สั่งเยียวยาเสียชีวิตแทงค์สารเคมีระเบิด 1.8 ลบ. ผู้บาดเจ็บได้รับการดูแลตามสิทธิประโยชน์กฎหมาย สอบถามโทรสายด่วน 1506

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีเกิดเหตุแทงแทงค์เก็บสารเคมีระเบิดและเพลิงไหม้ที่จังหวัดระยอง เมื่อวานนี้ (9 พ.ค.67) จนทำให้มีลูกจ้างเสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บว่า ทันทีที่ทราบข่าวผมขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของลูกจ้างที่เสียชีวิตและขอส่งกำลังใจให้ผู้ได้รับบาดเจ็บหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว กระทรวงแรงงานมีความห่วงใยแรงงานทุกคน ได้รับรายงานจากนายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงานว่า ได้สั่งการให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและสำนักงานประกันสังคมจังหวัดระยองลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลสถานะของผู้ประสบอันตรายของลูกจ้างที่บาดเจ็บและเสียชีวิต พร้อมเร่งให้การช่วยเหลือสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับตามกฎหมายโดยด่วน

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า จากรายงานของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง พบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (9 พ.ค.67) เวลา 10.45 น. ได้เกิดเหตุแทงแทงค์บรรจุสารปิโตรเคมีระเบิดและเพลิงไหม้ที่บริษัทมาบตาพุด แทงค์เทอร์มินัล จำกัด สาขาระยอง นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ซึ่งบริษัทดังกล่าวประกอบกิจการให้บริการคลังสินค้าจัดเก็บน้ำมัน มีลูกจ้าง 150 คน เหตุการณ์ในครั้งนี้ลูกจ้างได้รับบาดเจ็บ 4 ราย และเสียชีวิต 1 ราย จากรายงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ยังพบว่าข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2554 กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการ ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ พนักงานตรวจความปลอดภัย จะได้สอบข้อเท็จจริงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายดังกล่าว

ผมขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของแรงงานที่เสียชีวิตและขอส่งกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือเยียวยาได้มีการกำชับให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานโดยเฉพาะสำนักงานประกันสังคมดูแลในเรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนที่พึงได้รับตามกฎหมาย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ รวมทั้งทำความเข้าใจเกี่ยวกับการช่วยเหลือเยียวยาให้ญาติทราบ ดังนั้นขอให้มั่นใจได้ว่า กระทรวงแรงงานจะให้การคุ้มครอง ดูแล พี่น้องแรงงานทุกคนที่เสียชีวิตหรือประสบอันตรายในการทำงาน

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในส่วนของการดำเนินการให้ความช่วยเหลือจากกระทรวงแรงงาน ผมได้รับรายงานจากเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมว่า สำนักงานประกันสังคมจังหวัดระยอง ได้ตรวจสอบเหตุการณ์ในครั้งนี้มีลูกจ้างเสียชีวิต 1 ราย เพศชายอายุ 35 ปี เป็นพนักงานของบริษัทมาบตาพุดแทงค์ฯ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลกรุงเทพระยอง ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 4 ราย เป็นเพศชายทั้งหมด ขณะนี้ยังพักรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU โรงพยาบาลกรุงเทพระยอง 3 ราย และโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพ 1 ราย รายแรกอายุ 30 ปี เป็นลูกจ้างของบริษัทมาบตาพุดแทงแทงค์ฯ มีอาการอ่อนเพลียเนื่องจากสูดดมควัน รักษาตัวห้อง รายที่ 2 อายุ 22 ปี ลูกจ้างของบริษัทเวอร์เท็กซ์ เซอร์วิสฯ มีบาดแผลไฟไหม้ 12 % ของร่างกาย รายที่ 3 อายุ 26 ปี ลูกจ้างของบริษัทเวอร์เท็กซ์ เซอร์วิสฯ และรายที่ 4 อายุ 23 ปี ลูกจ้างของบริษัท กงพัฒนาฯ มีบาดแผลจากไฟไหม้ 50 % ของร่างกาย