‘ภูมิธรรม’ ชิม ‘ข้าวกะเพรา’ หุงจากโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี หอม นุ่ม ทานได้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574223

06 พ.ค. 2567

19:56 น.

'ภูมิธรรม' ชิม 'ข้าวกะเพรา' หุงจากโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี หอม นุ่ม ทานได้

‘ภูมิธรรม’ ตรวจสอบคุณภาพข้าว 2 โกดังสุดท้ายใน ‘โครงการจำนำข้าว’ พบ 10 ปี ยังหุง-กินได้ เตรียมเปิดประมูล พ.ค.นี้

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้าวสารในสต็อกของรัฐบาล ตาม “โครงการรับจำนำข้าว” ที่ บจก.พูนผลเทรดดิ้ง หลัง 4 ต.เฉลียง อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์ โดยนำตัวอย่างข้าวที่เก็บอยู่ในโกดังคลังกิตติชัย หลัง 2 อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ มาหุงทั้ง 2 โกดัง พร้อมชิมข้าวผัดกะเพราและไข่เจียว 

นายภูมิธรรม ระบุว่า กลิ่นหอมอาจจะอ่อนไปนิด แต่ความนุ่มนวลใช้ได้ นอกจากนี้ผู้ส่งออกข้าวที่ร่วมชิมมีความเห็นตรงกันว่า คุณภาพและรสชาติยังใช้ได้ไม่มีแมลงเจาะ หากนำไปขัดเพิ่มเชื่อว่าตลาดส่งออกยอมรับได้

\'ภูมิธรรม\' ชิม \'ข้าวกะเพรา\' หุงจากโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี หอม นุ่ม ทานได้

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า วันนี้พาพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัย ข้าว 10 ปียังสามารถหุง มีกลิ่น มีคุณภาพดีอยู่หรือไม่ หากสิ้นข้อสงสัยภายในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเปิดประมูลสาธารณะให้ทุกคนที่มีสิทธิ์เข้าร่วมในโครงการประมูลได้ คาดว่า ราคากลางจะอยู่ที่ 18 บาท/กก. ซึ่งราคาประมูลจะมากน้อยอยู่ที่กระบวนการ โดยจะป้องกันไม่ให้มีการละทิ้งข้าว คาดว่าจะจัดอันดับผู้ประมูลอันดับ 1-5 และมีมาตรการที่เข้มข้นหากประมูลไปแล้วไม่สามารถเอาไปได้จะมีการปรับและเลื่อนลำดับอื่นขึ้นมา โดยให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเสนอให้ชัดเจน ซึ่งได้ข่าวจากโกดังกิตติชัย ที่มีข้าวอยู่ 112,711 กระสอบ และที่โกดังพูนผล 32,879 กระสอบ รวมประมาณ 150,000 กระสอบ โดยเป็น 2 โกดังสุดท้ายของโครงการรับจำนำข้าว ตั้งแต่ปี 2556/57 ร่วม 10 ปี ที่เข้าสู่โครงการจำนำข้าวในช่วงนั้น

\'ภูมิธรรม\' ชิม \'ข้าวกะเพรา\' หุงจากโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี หอม นุ่ม ทานได้

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ถ้าดูทางกายภาพ เมล็ดข้าวยังมีจมูกข้าว ยังดูสวยงาม สีสันอาจมีความเหลืองมากขึ้นซึ่งเป็นธรรมชาติของข้าวอายุ 10 ปี เรากำลังมาเคลียร์เอาเงินเข้ารัฐ คาดว่าจะได้เงินประมาณ 200-400 ล้านบาท กลับเข้ามาโดยไม่หักค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องมาจ่ายคืนค่าเช่าค่าใช้จ่ายอื่นคืนเข้ารัฐ 

“ครั้งที่แล้วมีคนบอกว่า ไม่จริงจัดฉาก ข้าวจริง 5 ปีก็เน่าแล้ว ซึ่งข้าว 5 ปี หรือ 2 ปีก็เน่าได้ ถ้าไม่เก็บรักษาอย่างดี แต่ที่เห็นมีการเข้าออกอย่างเคร่งครัด ไม่มีน้ำรั่วที่ทำให้ข้าวเสียหาย มีการรมยาที่โกดังกิตติชัยรมยาทุก 2 เดือน ที่โกดังพูนผลรมยาทุกเดือน เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งมีเซอร์เวย์เยอร์ที่ลงทะเบียนกับกรมการค้าต่างประเทศที่ได้รับมาตรฐานเพื่อความโปร่งใสชัดเจนให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย สะสางโครงการจำนำข้าวใน 2 โกดังสุดท้าย ให้สิ้นสงสัยจบกระบวนการยุติธรรมในขั้นตอนต่างๆ ” นายภูมิธรรม กล่าว

\'ภูมิธรรม\' ชิม \'ข้าวกะเพรา\' หุงจากโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี หอม นุ่ม ทานได้
\'ภูมิธรรม\' ชิม \'ข้าวกะเพรา\' หุงจากโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี หอม นุ่ม ทานได้
\'ภูมิธรรม\' ชิม \'ข้าวกะเพรา\' หุงจากโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี หอม นุ่ม ทานได้

‘สมศักดิ์’ ประกาศข่าวดี เตรียมออกกฎหมาย เพื่อ อสม. มีค่าตอบแทน ไม่ต้องรอ ครม.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574219

06 พ.ค. 2567

19:09 น.

'สมศักดิ์' ประกาศข่าวดี เตรียมออกกฎหมาย เพื่อ อสม. มีค่าตอบแทน ไม่ต้องรอ ครม.

‘สมศักดิ์’ แจ้งข่าวดีชาว อสม. เตรียมออกกฎหมาย หวังมีค่าตอบแทน-ยั่งยืน ไม่ต้องลุ้น 2,000 บาททุกเดือน พร้อมเปิด ‘กุฏิชีวาภิบาล’ ช่วยรักษาพระสงฆ์อาพาธ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แจ้งข่าวดีให้กับเจ้าหน้าที่ อสม. ในพื้นที่จ.สุโขทัยทราบว่า ได้หารือเบื้องต้นกับปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยจะช่วยออกกฎหมาย เป็น พ.ร.บ.สำหรับ อสม. เพื่อให้มีค่าตอบแทน และมีความยั่งยืน ไม่ต้องกังวลว่า ในอนาคตจะได้เดือนละ 2,000 บาทหรือไม่ ที่ผ่านมาต้องใช้มติ ครม. ในการอนุมัติ ถ้า ครม. ไม่ให้ อสม. ก็จะไม่ได้ แต่ถ้าเป็นกฎหมายแล้ว จะเกิดความยั่งยืน ซึ่งรู้สึกดีใจที่ได้เจอและมีความภาคภูมิใจที่ได้อยู่กับกลุ่มคนที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชนให้มีอายุยืนยาว ซึ่งตนทราบว่า อสม.ทุกคนเหนื่อยในการดูแลผู้คน เพราะต้องการให้ทุกคนหลุดพ้นจากความเจ็บป่วย 

ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ เป็นประธานพิธีเปิด “กุฏิชีวาภิบาลจังหวัดสุโขทัย” ที่วัดราษฎร์ศรัทธาราม ตำบลทับผึ้ง อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นโครงการที่กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการช่วยเหลือพระสงฆ์อาพาธ เพราะจากข้อมูลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปี 2564 มีพระสงฆ์ สามเณร จำนวน 241,368 รูป ซึ่งพระสงฆ์ในจำนวนนี้ มากกว่า 50% เป็นผู้สูงอายุ และมีพระอาพาธระยะสุดท้าย ถึงจำนวน 9,655 รูป โดยที่ผ่านมา พระอาพาธติดเตียง หรือ พระอาพาธระยะท้าย มีความประสงค์จะกลับวัด แต่สถานที่รองรับพระอาพาธมีน้อยมาก ซึ่งวัดก็ยังขาดบุคลากรผู้ดูแลประจำวัด รวมถึงญาติที่รับไปดูแลที่บ้าน ส่วนใหญ่ก็มักต้องลาสิกขา

\'สมศักดิ์\' ประกาศข่าวดี เตรียมออกกฎหมาย เพื่อ อสม. มีค่าตอบแทน ไม่ต้องรอ ครม.

กรมการแพทย์ จึงดำเนินโครงการกุฏิชีวาภิบาล ตั้งแต่ปี 2567 ด้วยงบประมาณ 4.3 ล้านบาท เพื่อเป็นสถานที่ดูแลพระอาพาธระยะท้าย ซึ่งเริ่มต้นโครงการ มีการจัดตั้งกุฏิชีวาภิบาลต้นแบบแล้ว จำนวน 5 แห่ง คือ 1.วัดทับคล้อ จ.พิจิตร เขตสุขภาพที่ 3 , 2.วัดหนองกะพ้อ จ.สระแก้ว เขตสุขภาพที่ 6 , 3.วัดท่าประชุม จ.ขอนแก่น เขตสุขภาพที่ 7 , 4.วัดบุญนารอบ จ.นครศรีธรรมราช เขตสุขภาพที่ 11 และ 5.วัดห้วยยอด จ.ตรัง เขตสุขภาพที่ 12

โดยโครงการมีเป้าหมาย จัดตั้งกุฏิชีวาภิบาล ให้ครอบคลุมทั้ง 12 เขตสุขภาพ ซึ่งโครงการนี้ จะมีการพัฒนาศักยภาพพระคิลานุปัฏฐาก หรือ พระดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้น ในการช่วยดูแลพระอาพาธ โดยขณะนี้ มีพระคิลานุปัฏฐาก ที่ผ่านมาอบรมแล้ว คือ หลักสูตรพระบริบาลภิกษุไข้ ระยะเวลา 35 ชั่วโมง จำนวน 10,13 รูป หลักสูตรกรมอนามัย ระยะเวลา 70 ชั่วโมง จำนวน 13,414 รูป และหลักสูตรการดูแลพระอาพาธระยะท้าย กรมการแพทย์ ระยะเวลา 140 ชั่วโมงจำนวน 363 รูป

ในส่วนของจังหวัดสุโขทัย เปิดกุฏิชีวาภิบาลครบทั้ง 9 อำเภอ 11 แห่ง รวม 17 เตียงแล้ว ล่าสุดเพิ่มอีก 1 แห่ง คือ ที่วัดราษฎร์ศรัทธาราม จำนวน 4 เตียง ทำให้ปัจจุบันจังหวัดสุโขทัยมีกุฏิชีวาภิบาล จำนวน 12 แห่ง ครอบคลุมทั้ง 9 อำเภอ มี 21 เตียง ซึ่งถือว่าเพียงพอเพราะขณะนี้ มีพระสงฆ์อาพาธ เพียงจำนวน 2 เตียง และมีการอบรมพระคิลานุปัฏฐาก ในจังหวัดสุโขทัย แล้ว 278 รูป 

นอกจากนี้ทางสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย ยังไม่นิ่งนอนใจ มีการตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ แล้วจำนวน 1,802 รูป พบว่า เป็นกลุ่มปกติ 1,290 รูป กลุ่มป่วย 512 รูป และอาพาธติดเตียง 11 รูป จึงถือได้ว่า โครงการนี้มีประโยชน์เป็นอย่างมากที่จะช่วยรองรับดูแลพระสงฆ์ที่อาพาธติดเตียง หรือ พระอาพาธระยะท้าย เพื่อให้มีคนดูแล โดยไม่ต้องถูกทอดทิ้ง

\'สมศักดิ์\' ประกาศข่าวดี เตรียมออกกฎหมาย เพื่อ อสม. มีค่าตอบแทน ไม่ต้องรอ ครม.
\'สมศักดิ์\' ประกาศข่าวดี เตรียมออกกฎหมาย เพื่อ อสม. มีค่าตอบแทน ไม่ต้องรอ ครม.
\'สมศักดิ์\' ประกาศข่าวดี เตรียมออกกฎหมาย เพื่อ อสม. มีค่าตอบแทน ไม่ต้องรอ ครม.
\'สมศักดิ์\' ประกาศข่าวดี เตรียมออกกฎหมาย เพื่อ อสม. มีค่าตอบแทน ไม่ต้องรอ ครม.

มังกรส้มโหน ‘พิธา’ ชนฉลามดำยึด ‘อบจ.นครสวรรค์’ ปากน้ำโพเปลี่ยน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574216

06 พ.ค. 2567

17:57 น.

มังกรส้มโหน ‘พิธา’ ชนฉลามดำยึด ‘อบจ.นครสวรรค์’ ปากน้ำโพเปลี่ยน

ด้อมส้มปากน้ำโพ โหนกระแสพิธา ฝ่าด่านฉลามดำ สมศักดิ์ ปักธงนายก อบจ.นครสวรรค์ บ้านใหญ่ชิงลาออก ค่ายส้มตั้งตัวไม่ทัน

ปลุกกระแสพิธา ฝ่าด่านบ้านใหญ่ฉลามดำ สมศักดิ์ ปักธงนายก อบจ.นครสวรรค์ ก้าวไกลปากน้ำโพ เจอเกมชิงลาออก ค่ายส้มไม่ทันตั้งตัว

4 ปีที่แล้ว ธนาธรทุ่มสุดตัว ฮึดสู้ก๊วนฉลามดำ สมศักดิ์ แต่พ่ายขาด เที่ยวนี้ปากน้ำโพเปลี่ยน ได้ สส.สีส้ม เพราะกระแสพิธาฟีเวอร์

สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายก อบจ.นครสวรรค์ ลาออกก่อนครบวาระ จึงจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในวันอาทิตย์ที่ 23มิ.ย.2567 พร้อมเปิดรับสมัครนายก อบจ. วันที่ 13-17 พ.ค.2567

พลันที่ทราบข่าวอดีตนายกฯ สมศักดิ์ ลาออก สส.ป๊อป-กฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี สส. นครสวรรค์ เขต 1 พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊คว่า “ก้าวไกลนครสวรรค์ ตอบรับการแข่งขัน และ พร้อมปักธง อบจ.นครสวรรค์  ครั้งนี้ครับ”

ปีที่แล้ว ด้วยพลานุภาพด้อมส้ม กระแสพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายกฯในฝัน ก้าวไกลจึงเจาะ สส.นครสวรรค์ ได้ 1 ที่นั่ง และ สส.ป๊อป กฤษฐ์หิรัญ ก็มองไกลไปถึงการเลือกตั้งท้องถิ่น

เพียงแต่ สส.ป๊อป คาดไม่ถึงว่า การเลือกตั้งนายก อบจ.นครสวรรค์ จะเกิดขึ้นเร็วมาก และคาดว่า ในเร็ววันนี้ สส.ป๊อป-กฤษฐ์หิรัญ และพรรคก้าวไกล คงจะได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.นครสวรรค์

ขณะที่ ฉลามดำ-พล.ต.อ.สมศักดิ์ ได้นัดรวมพลสมาชิกสภา อบจ.นครสวรรค์ ที่ภัตตาคารเล่งหงษ์ อ.เมืองนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2567 เพื่อเช็กขุมกำลัง สจ. ปรากฏว่า ไม่มีใครแตกแถว

อบจ.นครสวรรค์เป็นบ้านหลังใหญ่ เมื่อออกไปทำหน้าที่กันเสร็จแล้ว ก็กลับ           นครสวรรค์บ้านเรา เป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม ทำงานร่วมกันต่อไป” พล.ต.อ.สมศักดิ์ เตรียมจะลงสมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ อีกครั้งในนามกลุ่มนครสวรรค์บ้านเรา

สส.ป๊อป กฤษฐ์หิรัญ มังกรปากน้ำโพสีส้มคนแรก พร้อมสู้ศึกนายก อบจสส.ป๊อป กฤษฐ์หิรัญ มังกรปากน้ำโพสีส้มคนแรก พร้อมสู้ศึกนายก อบจ

สรุปว่า ศึกท้องถิ่นปากน้ำโพครั้งใหม่ จะเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคก้าวไกลกับกลุ่มนครสวรรค์บ้านเรา หรือกลุ่มฉลามดำ

มังกรส้มปากน้ำโพ

การเลือกตั้ง สส.นครสวรรค์ เมื่อ 14 พ.ค.2566 ได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ กระแสชนะกระสุนในเขต 1 เมื่อ ป๊อป-กฤษฐ์หิรัญ ชนะภัทราวดี นิโรจน์ ทายาทภิญโญ นิโรจน์ อดีต สส.นครสวรรค์ หลายสมัย

ช่วงหาเสียง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้มาเปิดเวทีปราศรัยหลายครั้ง และเกิดกระแสด้อมส้มทั้งจังหวัด จึงปักธง สส.สีส้มสำเร็จ

สส.ป๊อป มังกรส้มปากน้ำโพคนแรก ประกาศเมื่อต้นปีนี้ว่า สนามต่อไปคือ อบจ.นครสวรรค์

มีกระแสข่าวว่า สจ.เอ-วิทูร เจริญชัยฤทธิ์ ส.อบจ.นครสวรรค์ อ.เมืองนครสวรรค์ เขต 4 ซึ่งเป็นลูกชายของ สมชัย เจริญชัยฤทธิ์ อดีต สส.นครสวรรค์ ปี 2548 เสนอตัวลงสมัครนายก อบจ.นครสวรรค์

สำหรับ สจ.เอ วิทูร เจริญชัยฤทธิ์ สมัยที่แล้ว ลงสมัคร ส.อบจ.ในนามกลุ่มนครสวรรค์บ้านเรา ของ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์

ขณะเดียวกัน ทนายฮั๊ว-ศรัญ ฤกษ์อัตถการ อดีตผู้สมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ ปี 2563 ก็ประสงค์จะลงสนามแก้มืออีกครั้ง

4 ปีที่แล้ว ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส่งทนายฮั๊ว-ศรัญ ฤกษ์อัตถการ ลงสมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ ในนามคณะก้าวหน้า แข่งกับ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ ผลปรากฏว่า ทนายฮั๊วแพ้ขาดลอย

ฉลามดำพลัดถิ่น

ฉลามดำ-พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ เป็นนายก อบจ.นครสวรรค์ คนแรกที่ไม่ใช่คนปากน้ำโพโดยกำเนิด

พล.ต.อ.สมศักดิ์ เกิดที่เชียงใหม่ มารับราชการตำรวจที่ปากน้ำโพ เริ่มจากเป็นผู้หมวดสืบสวน สถานีตำรวจภูธรชุมแสง จ.นครสวรรค์ ก่อนได้เข้าร่วมทีมเฉพาะกิจฉลามดำ ของ พล.ต.ท.สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์ มือปราบฉลามดำรุ่นแรก

ปี 2561 พล.ต.อ.สมศักดิ์ ลาออกจากราชการตำรวจ เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และได้รับเลือกเป็นรองหัวหน้าพรรค

การเลือกตั้งปี 2562 พล.ต.อ.สมศักดิ์ ได้ช่วย พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ นำทัพผู้สมัคร ส.ส.นครสวรรค์ และกำแพงเพชร

หลัง พ.ต.ท.บรรยิน เผชิญวิบากกรรมคดีฆ่าเสี่ยชูวงษ์ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จึงหันไปจับมือกับชาดา ไทยเศรษฐ์ และหิมาลัย ผิวพรรณ จัดตั้งกลุ่มนครสวรรค์บ้านเรา ลงสมัครนายก อบจ.นครสวรรค์

ด้วยความพร้อมทั้งทรัพยากรและอำนาจรัฐ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จึงชิงลาออกก่อนครบวาระ เพื่อชิงความได้เปรียบในสมรภูมิท้องถิ่นเมืองสี่แคว

ทสท. ชี้ ‘ธนาคารชาติ’ ต้องคงความเป็นอิสระ รักษาเสถียรภาพทางการเงิน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574203

06 พ.ค. 2567

14:58 น.

ทสท. ชี้ 'ธนาคารชาติ' ต้องคงความเป็นอิสระ รักษาเสถียรภาพทางการเงิน

‘ไทยสร้างไทย’ แนะรัฐบาลฟังเสียงองค์กรอิสระ ‘ธนาคารชาติ’ ต้องคงความเป็นอิสระ รักษาเสถียรภาพทางการเงิน ควบคุมเงินเฟ้อ

นายศรัณยู อึ๊งภากรณ์ รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ กล่าวถึงการแถลงผลงานรัฐบาล โดยแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมาว่า มีประเด็นที่น่าสนใจและเกิดคำถามเป็นวงกว้างในสังคม หลังจากที่หัวหน้าพรรคดังกล่าวได้แสดงทัศนะคติถึงความเป็นอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทยว่า เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ หากธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ยอมให้ความร่วมมือ จะไม่สามารถลดเพดานหนี้ได้เลย นั้น 

ทีมเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทยแสดงความกังวลและไม่เห็นด้วยต่อทัศนคติอันแปลกประหลาด โดยได้ออกมาต่อว่า ถึงบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย หากย้อนกลับไปพิจารณา ตามพันธกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยจะพบว่า มีหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รักษาเสถียรภาพด้านราคา การป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจมีความผันผวนมากเกินไป พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน 

ซึ่งปฎิเสธไม่ได้ว่า บางครั้งอาจเกิดความขัดแย้งกับเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการ เพราะในบางกรณีรัฐบาลอาจมีเป้าหมายที่ต้องการเห็นผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจทันที ซึ่งอาจขัดแย้งกับเป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพของธนาคารกลางได้ เช่น การดำเนินนโยบายการเงินที่ขยายตัวมากเกินไปนั้น อาจมีผลดีต่อการแก้ไขปัญหาการว่างงานและเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ แต่อาจล้มเหลวต่อการสภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว เนื่องจากอาจสร้างสภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 

แม้แต่ในด้านการพิมพ์ธนบัตรซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานที่สามารถพิมพ์ธนบัตร ได้ซึ่งสวนทางกับรัฐบาลที่มีความต้องการเข้าถึงแหล่งเงิน เพื่อใช้ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวมานั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีความเป็นอิสระเพื่อให้สามารถรักษาความมั่นคงของการเงินและไม่เป็นปัจจัยที่กีดกันในการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

นายศรัณยู อึ๊งภากรณ์นายศรัณยู อึ๊งภากรณ์

ไม่เพียงเท่านั้น ความเป็นอิสระของธนาคารกลางยังมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อผู้ลงทุนต่างชาติด้วย อันเห็นตัวอย่างได้จากประเทศตุรกีที่มีการแทรกแซงเชิงนโยบายการเงินของธนาคารกลางโดยรัฐบาลตุรกี ที่เน้นนโยบายการเงินที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งท้ายที่สุด ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นถึง 60% และทำให้มูลค่าของเงินลดต่ำลงอย่างมีนัยยะสำคัญซึ่งทำให้ผู้ลงทุนต่างชาติเป็นจำนวนมากขนเงินออกนอกประเทศ 

ดังนั้น พรรคไทยสร้างไทย ขออ้างอิงจากผลการวิจัยขององค์กรนานาชาติอย่าง IMF ที่แสดงผลเชิงประจักษ์ในการใช้กลุ่มตัวอย่างมากกว่า 50 ประเทศจากทุก ๆ กลุ่มเศรษฐกิจนับตั้งแต่ปี 2550 ถึง 2564 ซึ่งพบว่า ความอิสระของธนาคารกลางมีผลกับการควบคุมอัตราเงินเฟ้ออย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีผลต่อการเสถียรภาพทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเสถียรภาพทางการเงินมีผลต่อการเติบโตของประเทศในทุกมิติอย่างต่อเนื่องระยะยาว 
 

คำถามสำคัญที่ควรกลับไปถามตัวเองคือ ทุกวันนี้ ฟังเสียงแจ้งเตือนขององค์กรอิสระหรือไม่ พร้อมทั้งหาวิธีประสานงานให้เกิดความราบรื่นต่อการบริหารประเทศมากกว่าที่จะทำการตัดพ้อต่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นอุปสรรคการดำเนินนโยบายของตนนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ การแก้ไขปัญหาระยะยาวไม่ควรจบลงที่การจะเข้าไปก้าวก่ายองค์กรอิสระแต่ควรเป็นการหารือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตในปัจจุบัน

ดร.เอ้ ชี้ไฟไหม้ รง.คือวงจรอุบาทว์ธุรกิจรีไซเคิล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574201

06 พ.ค. 2567

14:16 น.

ดร.เอ้ ชี้ไฟไหม้ รง.คือวงจรอุบาทว์ธุรกิจรีไซเคิล

ดร.เอ้ ชี้ไฟไหม้ รง.คือวงจรอุบาทว์ธุรกิจรีไซเคิล เดินหน้า ยุติวงจรอุบาทว์ ขจัดปัญหาโรงงานสารพิษ ร้องรัฐบาลเร่งทำทันที

เป็นเรื่องร้อน ที่ต้องจับตากับปรากฎการณ์เหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานสารเคมี ที่ตอนนี้ยังเป็นประเด็นสำคัญและถูกตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุไฟไหม้โกดังเก็บสารเคมีบ่อยครั้ง


ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงอันตรายของเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บสารเคมีทั้งมีควันดำสารพิษ ปกคลุมเป็นวงกว้าง และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับสุขภาพของประชาชน

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ยังตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่มาให้เห็น พร้อมแสดงความเห็นถึงกระบวนการที่ซ่อนอยู่


ปัญหาในการ”แก้ปัญหา”เผาโรงงานสารเคมี


1. จากนโยบายส่งเสริมธุรกิจรีไซเคิล ทำให้มีการตั้งโรงงานบำบัด”ของเสียอันตราย”ที่ขึ้นทะเบียนไว้ถึงกว่า 2 พันโรงงาน


2. เมื่อมีเยอะก็ต้องแย่งลูกค้ากัน โดยการตัดราคาค่า”บำบัด”กันอุตลุด


3. โรงงานที่ต้องการกำจัดของเสียที่เป็นภาระต้นทุนก็จะเลือกราคาที่ต่ำที่สุด


4. เมื่อได้รับงานในราคา “ต่ำที่สุด” มาแล้ว การบำบัดหรือกำจัดตามหลักวิชาการจึงแปลว่า “ขาดทุน” สถานเดียว ทางเลือกเดียวของโรงงานที่รับของเสียมาจึงใช้วิธีลักลอบนำไปทิ้งในที่สาธารณะแทนการบำบัด


5. โรงงานที่ขายของเสียให้โรงงานกำจัดก็ถือว่าหมดหน้าที่แล้ว และกฎหมายไม่ได้ห้าม จะเลือกซื้อบริการกำจัดของเสียของใครก็ได้ ราคาเท่าไรก็ตาม ตราบเท่าที่โรงงานกำจัดนั้นขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอย่างถูกต้อง


6. มีการแก้กฎกระทรวงนี้ว่าถึงส่งของเสียออกไปกำจัดแล้วแต่ถ้าถูกนำไปลักลอบทิ้ง โรงงานต้นทางเจ้าของของเสียก็ต้องรับผิดชอบด้วย


7. เมื่อมีการแก้กฎหมายตรงนี้ ก็เกิดวิธีใหม่ แทนที่จะลักลอบนำไปทิ้งในที่สาธารณะให้จับได้เหมือนก่อน ก็ใช้วิธีขนออกไปพักไว้ใน”โรงงานบำบัด”ที่ไม่มีแม้แต่เครื่องจักร ไม่มีใบอนุญาต และเมื่อถูกดำเนินคดี ก็เผาทิ้งไปทั้งโรงงานเลย (โรงงานที่จริงๆมีสภาพแค่โกดังเก็บของ)

8. ค่าปรับของการทิ้งของเสีย ปรับแค่ 2 แสน แต่ค่าบำบัดอาจจะสูงนับสิบล้าน ยอมเสียค่าปรับดีกว่า


9. มีการออกกฎกระทรวงเพื่อสนับสนุนธุรกิจรีไซเคิลด้วยการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตในการขนย้าย “ของเสียไม่อันตราย” ออกจากโรงงาน จึงมีการขน “ของเสียอันตราย” ปนออกมาด้วยเพื่อเลี่ยงขั้นตอนการขออนุญาต และฝังกลบโดยไม่บำบัด


10. โรงงานที่มี “ของเสียอันตราย”มาก ใช้วิธีไปตั้งโรงงานบำบัดหรือรีไซเคิล ปลอมๆขึ้นมาอีกโรงงาน และทำหน้าที่รับของเสียไปบำบัดหรือจริงๆคือไปกองทิ้งไว้

จากนั้นก็ “เกิดเหตุไฟไหม้” ของเสียถูกเผาทิ้งด้วยต้นทุนต่ำ และโรงงานเจ้าของกากไม่ต้องรับผิดชอบเพราะเป็นเหตุสุดวิสัยของโรงงานบำบัด


11. กรมโรงงานมีอำนาจสั่งปิดโรงงานที่ทำผิดเหล่านี้ได้ แต่ทันทีที่ใช้คำสั่ง “ปิดโรงงาน” อำนาจในการควบคุมดูแลก็ไม่ได้อยู่กับกรมโรงงานแล้ว เพราะไม่ใช่ “โรงงาน” อีกต่อไป ทำให้การแก้ปัญหายากขึ้นไปอีก


12. กรมโรงงานต้องเลี่ยงมาใช้คำสั่ง “ปิดโรงงานชั่วคราวเพื่อปรับปรุง” ซึ่งจะทำให้ยังมีอำนาจจัดการโรงงานนี้ได้ต่อ


13. คำสั่งนี้ยิ่งเข้าทางโรงงานกำมะลอ เพราะ “ปิดเพื่อปรับปรุงแก้ไข” แต่จะให้ปรับปรุงแก้ไขอะไร เครื่องจักรยังไม่มีสักเครื่อง สุดท้ายก็ได้แต่รวบรวมกากของเสียมาแยกประเภทและจัดเก็บให้เรียบร้อย ซึ่งง่ายต่อการเผารวมหนักขึ้นไปอีก


14. หน่วยราชการนำกากของเสียไปบำบัดหรือกำจัดเองแล้วไปเรียกเก็บเงินจากผู้กระทำผิดได้ไหม ‘ได้’ แต่ต้องมีงบเพื่อบำบัดเป็นร้อยๆล้านที่ต้องตั้งสำรองไว้ และกว่าจะได้คืนต้องรอให้คดีในชั้นศาลสิ้นสุดก่อน

ก่อนจะทิ้งท้ายว่า เหตุไฟไหม้โรงงานไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ และไม่ใช่แค่สารเคมีรั่วไหล แต่เป็นกระบวนการเผาเพื่อทำลาย เพื่อ “ปกปิดเรื่องเน่าเสียทั้งหมด”

ถ่ายเลือด ‘ทักษิณ’ ปั้นรัฐมนตรีดาวรุ่ง ‘อีสาน’ ทิ้งบ้านใหญ่-เสาไฟฟ้า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574193

06 พ.ค. 2567

12:39 น.

ถ่ายเลือด ‘ทักษิณ’ ปั้นรัฐมนตรีดาวรุ่ง ‘อีสาน’ ทิ้งบ้านใหญ่-เสาไฟฟ้า

ได้เวลาถ่ายเลือด มนพร-จิราพร รัฐมนตรีดาวรุ่งอีสาน จุดขายใหม่พ่อใหญ่ทักษิณ ไชยาจึงถูกเขี่ยพ้น ครม. สุทิน-เกรียง ก็รอดหวุดหวิด

ได้เวลาถ่ายเลือด พ่อใหญ่ทักษิณ หนุนเลือดใหม่อีสาน นั่งเสนาบดีคุมพื้นที่ ปลุกทายาทไทยรักไทยคืนชีพ โละ สส.รุ่นเก่า สส.เสาไฟฟ้า

จับตา มนพร-จิราพร รัฐมนตรีอีสาน จุดขายใหม่ของพ่อใหญ่ทักษิณ ไม่น่าแปลกใจที่ไชยา ถูกเขี่ยพ้น ครม. สุทิน-เกรียงก็รอดหวุดหวิด

ผลพวงจากการปรับ ครม.เศรษฐา 2 สะท้อนแนวคิด ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการถ่ายเลือด  สส.อีสาน เพื่อเตรียมลุยสมรภูมิเลือกตั้งสมัยหน้า ที่มีพรรคก้าวไกล เป็นคู่แข่งหมายเลข 1

สส.อีสานส่วนใหญ่อยู่กันมานาน ตั้งแต่สมัยไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย โดยอาศัยขี่กระแสทักษิณ ขี่กระแสพรรคเข้าสภาฯ จึงมี สส.จำนวนหนึ่งอยู่ในข่าย สส.เสาไฟฟ้า

นายกฯเศรษฐา และอุ๊งอิ๊ง ร่วมฉลองรัฐมนตรีใหม่ ที่ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ดนายกฯเศรษฐา และอุ๊งอิ๊ง ร่วมฉลองรัฐมนตรีใหม่ ที่ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด

ยุคถ่ายเลือดใหม่

แหล่งข่าวในเพื่อไทยเปรียบเทียบ มนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม และ ไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ โดยสองคนนี้ ต่างรุ่นต่างสไตล์ ไชยาเป็นนักเลือกตั้งพันธุ์เก่า ชอบโชว์เดี่ยว ไม่เล่นเป็นทีม จึงไม่เข้ากับบริบทการเมืองใหม่

ดังนั้น พ่อใหญ่ทักษิณจึงเลือกรัฐมนตรีเดือน มนพร ที่พร้อมเล่นเป็นทีม และอ่านเกมออกเล่นเกมเป็น

ขณะเดียวกัน พ่อใหญ่ทักษิณได้สร้างดาวรุ่งดวงใหม่จากหนองบัวภู นั่นคือ ณพล เชยคำแหง สส.หนองบัวลำภู สมัยแรก ซึ่งในเวทีอีเวนต์ 10 เดือนไม่รอของเพื่อไทย ณพลได้รับมอบหมายให้พูดเรื่องนโยบายปราบปรามยาเสพติด

ณพล เชยคำแหง นักธุรกิจเจ้าของโรงโม่หินสากล ต.ด่านช้าง อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู และอดีตประธานสภาอุตสาหกรรมฯ เป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามอง

ดูเหมือนพ่อใหญ่ทักษิณ จะไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักกับปฏิกิริยาน้อยอกน้อยใจของไชยา พรหมา เพราะเพื่อไทยกำลังมีแผนปั้นเลือดใหม่ทด แทนเลือดเก่า

หากการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อไทยจะมีการโละ สส.เก่า หรือบ้านใหญ่ที่ไม่ปรับตัว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก พ่อใหญ่ทักษิณจำต้องผ่าตัดใหญ่ เพื่อความอยู่รอด

สินค้าขายพ่วง ‘อุ๊งอิ๊ง’ ลุยอีสานชูครูใหญ่ ‘ทักษิณ’ สยบคลื่นใต้น้ำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574164

05 พ.ค. 2567

17:22 น.

สินค้าขายพ่วง ‘อุ๊งอิ๊ง’ ลุยอีสานชูครูใหญ่ ‘ทักษิณ’ สยบคลื่นใต้น้ำ

หลบกระแสแบงก์ชาติ อุ๊งอิ๊ง เปิดแนวรบ อบจ.สีแดง สยบแรงกระเพื่อม ครม.เศรษฐา 2 ย้ำครูใหญ่ทักษิณ-ครูประจำชั้น อยู่บ้านหลังเดียวกัน

ไปต่อเพื่อไทย อุ๊งอิ๊ง ชิงรุกอีสาน เปิดแนวรบ อบจ.สีแดง สยบแรงกระเพื่อม ครม.เศรษฐา 2 ย้ำขายแบรนด์พ่อทักษิณ พ่วงลูกสาว

ดีเอ็นเอทักษิณพลาด อุ๊งอิ๊งวิจารณ์แบงก์ชาติ ปฏิกิริยาโต้กลับแรง ชิ่งลุยพื้นที่หลบกระแสเชิงลบ เอารากหญ้าเสื้อแดงเป็นโล่กำบัง

วันอาทิตย์ที่ 5 พ.ค.2567 ทั้งพรรคเพื่อไทย และรัฐบาลเศรษฐา มีกิจกรรมมวลชนบนเวทีเดียวกันที่ด้านหน้าศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม

ภาคเช้า อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ร่วมกับ สส.มหาสารคาม ขึ้นเวทีเพื่อไทยพบประชาชน เปิดตัวน้องชาย เสี่ยเปิ้ล-พลพัฒน์ จรัสเสถียร ลงสมัครนายก อบจ.มหาสารคาม

นายกฯเศรษฐา บนเวทีเดียวกับอุ๊งอิ๊ง ที่เวทีมหาสารคามนายกฯเศรษฐา บนเวทีเดียวกับอุ๊งอิ๊ง ที่เวทีมหาสารคาม

ภาคบ่าย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังศูนย์ประสาน งานพรรคเพื่อไทย อ.พยัคฆภูมิพิสัย ขึ้นเวทีบอกเล่าผลงารัฐบาล พร้อมกับย้ำว่า ดิจิทัลวอลเลตได้ใช้แน่ช่วงปลายปีนี้

นี่คือ อีเวนต์ลงพื้นที่ของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายกฯเศรษฐา หลังการจัดงาน ‘10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10’ ซึ่งจัดขึ้นในอาคารสำนักงานพรรคเพื่อไทย เมื่อ 3 พค.ที่ผ่านมา

สาเหตุที่แกนนำเพื่อไทย เลือกภาคอีสาน โดยเฉพาะพื้นที่ จ.มหาสาร คาม และ จ.ร้อยเอ็ด เพราะผลพวงจากการปรับ ครม.เศรษฐา 2 ปรา กฏว่า มีคลื่นใต้น้ำในกลุ่ม สส.อีสาน

เนื่องจาก ไชยา พรหมา ถูกปรับพ้นเก้าอี้ รมช.เกษตรฯ และกระทรวงเกษตรฯ ตกอยู่ในมือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เพียงคนเดียว


อุ๊งอิ๊งจึงปราศรัยบนเวทีที่ อ.พยัคฆภูมิพิสัย เรื่องครูใหญ่และครูประจำชั้น สส.อีสานคนไหน มีความคับข้องใจ ก็บอกครูอุ๊งอิ๊งได้ เพราะปัญหาทั้งหลาย ครูอุ๊งอิ๊งก็จะถ่ายทอดให้ครูใหญ่ทักษิณได้รับทราบ

ดีเอ็นเอทักษิณพลาด

อีเวนต์เพื่อไทยไปต่อ ทำท่าว่าจะจบสวยแล้ว หากไม่เกิดกรณี อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เกิดความผิดพลาดในการนำเสนอวิสัยทัศน์ในหัวข้อ เติมเพื่อไทยให้เต็ม 10 สนับสนุนรัฐบาลเปลี่ยนประเทศ

เนื่องจากอุ๊งอิ๊งวิจารณ์ความเป็นอิสระและการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เมื่อมีการตัดต่อคลิปของอุ๊งอิ๊งผ่านโซเชียล ลูกสาวทักษิณกลายเป็นตำบลกระสุนตก พร้อมกับกระแสปกป้อแบงก์ชาติ


ร้อนถึงพรรคเพื่อไทย ต้องออกแก้ข่าวว่า รัฐบาลไม่ได้แทรกแซงความเป็นอิสระของ ธปท. และการที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยแสดงความเห็น ก็ต้องการให้ ธปท.รับฟังเสียงของรัฐบาลบ้าง คนบางกลุ่มที่ไม่ไว้ใจทักษิณ ชินวัตร ก็ฉวยโอกาสถล่มอุ๊งอิ๊ง โดยชี้ให้เห็นว่า นี่เป็นการแทรกแซงแบงก์ชาติของฝ่ายการเมือง

อุ๊งอิ๊งถือโอกาสนี้ หลบพายุเซฟแบงก์ชาติออกไปต่างจังหวัด เพื่อพบปะมวลชนคนรากหญ้าที่เป็นฐานเสียงของนายใหญ่

ขายแบรนด์ครูใหญ่

ประเด็นคำปราศรัยบนเวทีที่ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร เปรียบเทียบ ‘ครูใหญ่’ กับ ‘ครูประจำชั้น’ นั้น ในมติการหาเสียง เธอต้องการสื่อสารเรื่องแบรนด์การเมือง


พูดง่ายๆ อุ๊งอิ๊ง บารมียังไม่แก่กล้าอาศัยพ่อทักษิณ เป็นร่มเงา ซึ่งในวันนี้ พ่อกลับมาอยู่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้าแล้ว ขอให้พี่น้องคนรากหญ้าหมดกังวลได้  “เรามีโรงเรียนหนึ่ง มีครูใหญ่บริหารโรงเรียน และเรามีครูประจำชั้นหลายๆห้อง เพราะเวลานักเรียนมีปัญหาอะไร มักจะร้องหาครูประจำชั้นก่อน แต่คราวนี้ เรามีครูประจำชั้น อยู่บ้านเดียวกับครูใหญ่ ดังนั้น ปัญหาของพี่น้องได้รับการแก้ไขแน่นอนค่ะ”

แม้ทักษิณ ชินวัตร จะเคยออกมาบอกว่า อุ๊งอิ๊งมีดีเอ็นเอทั้งพ่อและแม่ แต่บารมีการเมืองไม่ได้สืบสายโลหิตกัน เป็นเรื่องที่ลูกสาวของนายใหญ่จะต้องสร้างใช้เวลาสั่งสมสร้างประสบการณ์ขึ้นมา

นับจากนี้ไป อุ๊งอิ๊ง คงใช้กลยุทธ์ครูใหญ่-ครูประจำชั้น เรียกความมั่นใจจากเอฟซีเพื่อไทย เหมือนการตลาดขายพ่วง ทำนองซื้ออุ๊งอิ๊งได้ทักษิณ

‘รองเลขาธิการไทยสร้างไทย’ ยก 10 ข้อ ไม่มีรัฐบาลนี้คนไทยได้อะไรบ้าง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574160

05 พ.ค. 2567

16:24 น.

'รองเลขาธิการไทยสร้างไทย' ยก 10 ข้อ ไม่มีรัฐบาลนี้คนไทยได้อะไรบ้าง

‘นรุตม์ชัย บุนนาค’ เตือนสติรัฐบาล ทำงานไม่ตรงปก หลายนโยบายไม่ทำตามที่ประกาศ พร้อมยก 10 ข้อ ไม่มีรัฐบาลนี้คนไทยชีวิตเป็นอย่างไร

นายนรุตม์ชัย บุนนาค รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า หลายเรื่องแล้วที่รัฐบาลตระบัดสัตย์ อ้างว่า จะเข้ามาทำเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนนั้น กลับไม่ตรงกับที่ประกาศไว้และให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชน ขณะที่หลายนโยบาย ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา กลับไม่ปฏิบัติตาม 10 เดือนที่ผ่านมา 

จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้ร่วมเตือนสติรัฐบาล เพื่อสื่อสารไปถึงผู้มีอำนาจ เพราะการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องรับฟังเสียงพี่น้องประชาชน รับฟังความต้องการ และรับผิดชอบ ต่อคำพูดคำสัญญาที่ให้ไว้ โดยเฉพาะ ความคิดเห็นที่แตกต่าง แม้จะไม่ถูกใจรัฐบาล แต่เป็นสิ่งที่ถูกต้องเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน ผู้มีอำนาจจำเป็นต้องรับฟัง

นายนรุตม์ชัย บุนนาคนายนรุตม์ชัย บุนนาค

ทั้งนี้นายนรุตม์ชัย ยก 10 สิ่งขึ้นมาให้เห็นว่า ถ้าไม่มีรัฐบาลตระบัดสัตย์  10 เดือน คนไทยได้อะไรบ้าง 

1) เด็กจะไม่ถูกปลูกฝังค่านิยม ว่าการโกหก หรือการตระบัดสัตย์ เป็นสิ่งที่ถูกต้องในสังคมไทย 

2) คนไทยได้ธรรมนูญใหม่ ได้ประชาธิปไตยเต็มใบ 

3) คนที่ครอบครองยาบ้า 5 เม็ด ยังผิดกฏหมายต้องถูกลงโทษ ไม่ถือเป็นผู้เสพ 

4) ประเทศไทยจะไม่มีกัญชาเสรี จะได้กัญชาเพื่อการแพทย์

5) เศรษฐกิจจะดีขึ้นกว่านี้เพราะ ได้ใช้งบประมาณปี 67 ตั้งแต่เดือนตุลาปีที่แล้ว ไม่ถูกกั๊กไว้ทำDigital Wallet 

6) คนไทยทั้งประเทศ ไม่ต้องเป็นหนี้ เงินกู้ 500,000 ล้าน เพื่อมาแจกดิจิทัล วอลแล็ท ที่ต้องใช้หนี้ชั่วลูกชั่วหลาน โดยผลได้ทางเศรษฐกิจไม่คุ้ม และ ใครกันแน่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ 

7) สถาบันหลักของชาติ ที่ทุกคนเคารพเทิดทูน จะไม่ถูกแอบอ้าง ทำให้เสียหายเช่นทุกวันนี้

8) คนไทยจะได้นายก และรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมากับมือ ไม่ใช่นายกที่มาจาก สว.

9) ขบวนการยุติธรรมไทย จะไม่ถูกทำลายจนย่อยยับ เพียงเพื่อต้องการ ช่วยให้ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้สิทธิพิเศษแบบเทวดา 

10) ประชาชน จะได้รับการดูแลเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง การลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน จะไม่ได้รัฐบาลที่อุ้มแต่พรรคพวกตนเอง ให้มาสูบเลือดจากคนจน

‘ชัยชนะ’ ซัดเพื่อไทย ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ไม่คืบหน้ามีแต่หา ‘แพะรับบาป’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574158

05 พ.ค. 2567

15:49 น.

'ชัยชนะ' ซัดเพื่อไทย 'ดิจิทัลวอลเล็ต' ไม่คืบหน้ามีแต่หา 'แพะรับบาป'

‘ชัยชนะ’ เตือนเพื่อไทย ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ได้ไม่คุ้มเสีย ทิ้งความเสียหายให้ประเทศ ผ่านมา 8 เดือน ไม่คืบหน้ามี แต่หา ‘แพะรับบาป’

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราชและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนโยบาย “เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรว่า ขณะนี้รัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำบริหารประเทศมาเป็นระยะเวลา 8 เดือนแล้ว และชาวบ้านต่างคาดหวังว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มีภาพจำว่าเป็นพรรคการเมืองที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ดี จะสามารถทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ผ่านนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่พรรคเพื่อไทยอวดอ้างว่า จะสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจถึง 4 ลูก 

แต่ในความเป็นจริงนโยบายดังกล่าวไปเป็น พายุหมุนที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเดินหน้าต่อไปตามที่คาดหวังไว้ และเหมือนกับที่ตนเคยให้ข่าวว่า เป็นนโยบายที่เข้าทำนองว่า “กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง” เพราะพรรคเพื่อไทยคงคิดเอาเองว่า ที่มีคนเลือกพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา คือ นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ก็เลยพยายามเดินหน้าโครงการนี้อย่างเต็มที่ 

แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจริงๆ แล้ว ปรากฏพบความจริงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจที่ยังสามารถเดินหน้าไปต่อได้ จนทำให้ขุนพลของพรรคเพื่อไทยต้องออกมาพูดกล่อมประสาทประชาชนว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในขั้นวิกฤต จึงจำเป็นต้องมีนโยบายแบบ เงินดิจิทัลวอลเล็ต ความเสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ เป็นต้น 

สำหรับแหล่งเงินทุนซึ่งหวยไปออกที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เป็นหลักนั้น ถือว่า รัฐบาลเกิดอาการเข้าตาจน เพราะอย่าลืมว่า ขณะนี้รัฐบาลยังคงค้างหนี้ในโครงการจำนำข้าวอยู่อีก 2.4 แสนล้านบาท และยิ่งก่อหนี้ตามนโยบายดังกล่าว ซึ่งคาดว่า จะใช้งบ 1.7 แสนล้านบาท รัฐบาลก็จะติดหนี้ ธกส. 4.1 แสนล้านบาท รวมทั้งจะต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาที่ว่า ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ ไม่นับเสียงคัดค้านที่มาจากทุกสารทิศ ที่แสดงความไม่เห็นด้วยต่อโครงการ 

นายชัยชนะ เดชเดโชนายชัยชนะ เดชเดโช

โดยส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่า จะเป็นโครงการที่เข้าทำนอง ได้ไม่คุ้มเสีย และมีนโยบายอื่นๆ ที่จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่า ดังนั้นตนจึงอยากให้รัฐบาล มีการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประชาชนเสียใหม่ เพราะเชื่อว่า หากดันทุรังไปจนถึงปลายทางแล้ว 

พรรคเพื่อไทยอาจจะได้รับความนิยมจนชนะการเลือกตั้งก็จริง แต่ก็ทิ้งความเสียหายให้กับประเทศที่จำนวนมาก ยิ่งเอาเงินจริงไปผูกกับความผันผวนในตลาดเงินดิจิทัลแล้ว ถือเป็นการเอาอนาคตประเทศไปแขวนอยู่กับเส้นด้ายที่บอบบางเป็นอย่างมาก

นายชัยชนะ ระบุว่า ความจริงโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ก็มีความคืบหน้าอยู่ แต่เป็นความคืบหน้าในการหา แพะรับบาป เพราะแรกเริ่มเดิมที แพะตัวแรกที่สังเวยไปแล้ว ก็คือ กฤษฎีกา เพราะเมื่อมีความเห็นทางกฎหมายออกมาว่า ต้องทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กลายเป็นว่า มวลชนที่สนับสนุนก็ออกมาโจมตีกฤษฎีกา 

ต่อมาก็มีแนวคิดที่จะใช้เวทีรัฐสภาในการออกพระราชบัญญัติ ตนก็รู้ทันทีว่า รัฐบาลจะโยนบาปให้กับ สส. ที่ไม่เห็นด้วยและลงมติไม่เห็นชอบ จะได้มาเป็นข้ออ้างเพื่อให้ประชาชนโกรธแค้น และกลายเป็นแพะรับบาปในสายตาประชาชน

ล่าสุด พรรคเพื่อไทยถึงกับเล่นใหญ่ โดยระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นอุปสรรคในการทำงาน ซึ่งพรรคเพื่อไทยพยายามให้ประชาชนเข้าใจว่า ธปท. เป็นอุปสรรคในการดำเนินนโยบาย ซึ่งจะกลายเป็นแพะรับบาปอีกรายหนึ่ง 

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ราบรื่นนัก เพราะฉะนั้น ตนจึงเห็นว่า การนำสิ่งที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว อย่างเช่น โครงการคนละครึ่ง ที่ชาวบ้านเข้าใจเป็นอย่างดี และก็มีแอป ‘เป๋าตัง’ อยู่แล้ว มาปรับให้เกิดความเหมาะสม เพราะชาวบ้านก็ยืนยันแล้วว่า โครงการคนละครึ่ง สามารถสร้างกำลังซื้อให้เกิดความคึกคักขึ้นมาทันตาเห็น ส่วนข้อบกพร่องของโครงการคนละครึ่งที่เจ้าของร้านค้าเกรงว่า จะต้องเสียภาษีเพิ่มเติมนั้น รัฐบาลก็ต้องหามาตรการจูงใจให้คลายกังวลเพื่อให้เจ้าของร้านค้ามาร่วมโครงการให้ได้ มากกว่าการคิดโครงการที่หวือหวาให้คนมาลงคะแนนเสียง แต่เสี่ยงที่จะดำเนินการไม่ได้ในทางกฎหมายและข้อปฏิบัติ

นายกฯ ยืนยัน รัฐบาลให้เกียรติ ไม่เคยบีบผู้ว่าฯ ธปท.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574140

05 พ.ค. 2567

11:53 น.

นายกฯ ยืนยัน รัฐบาลให้เกียรติ ไม่เคยบีบผู้ว่าฯ ธปท.

นายกฯ ยืนยัน รัฐบาลให้เกียรติ ไม่เคยบีบผู้ว่าฯ ธปท. ย้ำประชาชนเดือดร้อนปัญหาดอกเบี้ยสูง เดินหน้าคุยธนาคารเอกชนลดดอกเบี้ย แก้หนี้นอกระบบ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงวิสัยทัศน์กล่าวหาธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.เป็นอุปสรรคการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเชื่อว่า นางสาวแพทองธาร ได้ลงพื้นที่พบปะประชาชน และไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ปัญหาภาวะดอกเบี้ยสูง เป็นประเด็นสำคัญ และเป็นรายจ่ายที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน จึงถือเป็นการสะท้อนความเห็นของประชาชน ซึ่งตนเองเข้าใจความเป็นอิสระของ ธปท. และพยายามทำงานร่วมกัน ให้เกียรติ ธปท. แต่หากมีข้อเรียกร้อง ตนก็ได้เรียกร้อง และพูดคุย โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ย ที่ควรลดลงมา แต่ก็เชื่อว่า ธปท. มีเหตุผลที่จะไม่ลด ตนเองจึงเดินหน้าในส่วนของรัฐบาลต่อไป ทั้งการแก้ไขหนี้นอกระบบ การคุยกับธนาคารเอกชน ที่ได้ลดดอกเบี้ยลงมาแล้ว เพราะแม้จะลด 25 หรือ 50 สตางค์ ก็มีส่วนช่วยประชาชนได้ จึงเชื่อว่า จะสามารถยึดโยงกับประชาชนได้

ในการลงพื้นที่ทั้งในวันนี้ (5 พ.ค.) และพรุ่งนี้ (6 พ.ค.) ที่มหาสารคาม และร้อยเอ็ด รวมถึงในปลายสัปดาห์ ที่สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ตนก็จะรับฟังปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ต่อไป เพราะไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ สถาบันการเงิน นักการเมือง สส. ผู้บริหารพรรคฯ ก็ต่างมาทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ประชาชน ส่วนวิธีการแก้ไขปัญหา ก็อาจจะแตกต่างกันไป และทุกคนมีสิทธิวิจารณ์วิจารณ์กันได้ แต่ขอให้ยึดโยงกับประชาชนเป็นหลัก และนำความเดือดร้อนของประชาชน มาเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหา 

ส่วนการแสดงวิสัยทัศน์จากเวทีดังกล่าวทำให้ฝ่ายค้านมองรัฐบาล พยายามบีบผู้ว่าฯ ธปท.ให้เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลนั้น นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ตนเองไม่เคยบีบ และสามารถไปฟังจากคำแสดงวิสัยทัศน์ได้ เพราะเป็นการสะท้อนความต้องการของประชาชน ถึงการแก้ไขปัญหา 

ส่วนกังวลหรือไม่ที่เมื่อมีการวิจารณ์วิจารณ์ดังกล่าวออกมาแล้ว จะทำให้การทำงานระหว่างรัฐบาล กับ ธปท.ห่างเหิน นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ตนเองมีความกังวลทุกเรื่อง เพราะก็ไม่อยากให้มีความขัดแย้ง และพยายามแก้ไขปัญหาในส่วนที่สามารถทำได้ เชื่อว่าคำแนะนำของนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่า ธปท. ที่เคยได้แนะนำมาว่า การประสานงานระหว่างรัฐบาล กับ ธปท. ควรกระทำผ่านสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. ที่เป็นหน่วยงานของกระทรวงการคลัง จึงจะมีการพยายามพูดคุยกันต่อไป พร้อมย้ำว่า รัฐบาลให้เกียรติทุกองค์กร 

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงโอกาสการพบเจอกับผู้ว่า ธปท. อีกครั้งว่า หากมีโอกาสก็จะได้พบ แต่ผู้ว่าฯ ธปท.ได้ขอให้พูดคุยผ่าน สคร. ซึ่งหลังจากนี้ ตนเองก็จะไปหารือกับนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ว่า จะมีการประสานงานช่องทางใดซึ่งมีหลายช่องทาง เพื่อพูดคุยกับผู้ว่า ธปท.ได้บ้าง และยืนยันว่า รัฐบาลพยายามทำงานกับทุกคนองค์กรให้ดีขึ้น ไม่สร้างความขัดแย้งจนทำให้ประชาชนเดือดร้อน