‘คณะก้าวหน้า’ เตรียมแคมเปญใหญ่ หลังสงกรานต์ สกัดจัดตั้ง – บล็อกโหวต เลือก สว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572398

05 เม.ย. 2567

16:39 น.

‘คณะก้าวหน้า’ เตรียมแคมเปญใหญ่ หลังสงกรานต์ สกัดจัดตั้ง - บล็อกโหวต เลือก สว.

‘คณะก้าวหน้า’ เตรียมแคมเปญใหญ่ หลังสงกรานต์ รณรงค์สมัคร สว.อิสระ สกัดการจัดตั้ง – บล็อกโหวต หวังได้ สว.คุณภาพ ไม่ใช่พวกลากตั้งพวกพ้อง ‘ธนาธร’ ย้ำ คณะก้าวหน้าไม่จัดตั้งคนสมัคร สว.

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เปิดเผยว่า หลังสงกรานต์นี้ คณะก้าวหน้าจะเปิดแคมเปญ รณรงค์ให้คนมาสมัครวุฒิสภาโดยอิสระ เพื่อป้องกันการจัดตั้ง – บล็อกโหวตเลือก สว. โดยเชิญชวนให้ประชาชนไทยที่พอจะมีทรัพยากรอยู่บ้าง เชิญชวนให้ทุกคนไปสมัครสมาชิกวุฒิสภากัน จะได้มีสมาชิกวุฒิสภาที่มีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพนั้นจริงๆ มีจิตใจที่ต้องการฟื้นฟูประชาธิปไตย จึงจำเป็นจะต้องมีเสียงอิสระไปสมัคร สว. จำนวนมาก ไม่เช่นนั้นแล้ว สว. ที่จะได้ ก็จะเป็น สว. ที่ลากตั้งกันเข้ามา เป็น สว. ที่เป็นกลุ่มเป็นพวกพ้อง มากกว่าจะเป็นคนที่มีอุดมการณ์มีความรู้มีความสามารถ และยืนยันว่าคณะก้าวหน้า จะไม่มีการจัดตั้งคนไปสมัคร สว. เพราะคณะก้าวหน้าทำไม่ได้ พวกเราทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รณรงค์ให้คนไปลงสมัคร สว. โดยอิสระกัน
 

สาเหตุที่รณรงค์ให้สมัคร สว. แบบอิสระ เพราะว่า สว. ที่จะเลือกกันชุดปี 2567 มีความสำคัญกับการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศนี้ ยกตัวอย่างเช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าเราอยากจะเห็นรัฐธรรมนูญมีการแก้ไข ก็จำเป็นจะต้องใช้เสียง 1 ใน 3 ของ สว.ชุดปี 2567 หรือไม่น้อยกว่า 70 คน ที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ไม่เช่นนั้นจะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ ซึ่งสภาฯ ชุดปี 62 หลายพรรคการเมืองพยายามเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเยอะแยะไปหมด สุดท้ายการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรผ่าน นอกจากกฎกติกาการเลือกตั้งอย่างเดียว แต่เรื่องที่เกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจสำคัญต่างๆ  วุฒิสภาขวางหมดเลย ดังนั้นเราเห็น สว. มีความสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ก็เลยอยากจะเชิญชวนว่า ถ้าเราอยากเห็นการฟื้นฟูประชาธิปไตยในประเทศไทย การเลือกตั้ง สว. ปี 2567 เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ก็อยากจะเชิญชวนทุกคนที่มีศักยภาพ ไปลงทุนเพื่อประเทศไทย ไปลงสมัครเป็น สว. ในเดือนพฤษภาคมที่จะมาถึงนี้

และที่รณรงค์ให้สมัครอิสระกัน ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาเรื่องกติกา เพราะกติกาไม่ได้สะท้อนความต้องการของประชาชนยกตัวอย่างเช่น ค่าสมัคร 2,500 บาท ก็ตัดคนที่มีสิทธิ์ออกไปเยอะ คนที่พร้อมจ่ายมีน้อยมาก คนส่วนใหญ่ในประเทศจะให้จ่าย 2,500 บาท เพื่อให้ได้สิทธิ์เลือก สว. เป็นอะไรที่แพงมากในชีวิต ดังนั้นเราไม่เห็นด้วยกับกฎกติกาแบบนี้ แต่เมื่อมันอยู่ในรัฐธรรมนูญ อยู่ในกฎหมายลูก เราก็ต้องเข้าไปรณรงค์ภายใต้กฎหมายกติกาที่แม้ไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องรณรงค์ ถ้าใครจำได้การเลือกตั้ง สว.ในปี 2542 ที่ให้เลือกตั้งโดยตรงตามกลไกรัฐธรรมนูญปี 40 ทำให้คนมีคุณภาพมากมายได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา เราจะเห็นว่าระบบการเลือกตั้งแบบนี้ได้ คนดี คนเด่น คนดัง คนมีคุณภาพ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่ระบบใหม่มีโอกาสทำให้คนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็น สว. เยอะมาก อาจจะตกตั้งแต่รอบอำเภอด้วยซ้ำไป หมายความว่า ถ้าไม่เคยมีประวัติทุจริตคอรัปชั่น มีผลงานมากมาย อาจจะไม่ได้เข้ารอบ เพราะไม่มีเพื่อน แน่นอนที่สุด เราไม่เห็นด้วยกับกฎกติกาแบบนี้ แต่เมื่อมันเป็นกฎกติกา ของสนามนี้ เราก็คงต้องรณรงค์ภายใต้กลไกนี้ เพื่อจะทำให้คนที่มีอุดมการณ์การเพียงพอไปเปลี่ยนแปลงมัน พูดง่ายๆ คือคณะก้าวหน้าจะทำแคมเปญรณรงค์ ให้คนมาสมัครโดยอิสระ เพื่อป้องกันการจัดตั้ง – บล็อกโหวต

‘ธนาธร’ ชี้ ศาลรับคำร้องยื่นยุบ ‘พรรคก้าวไกล’ แต่ยุบอุดมการณ์ไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572392

05 เม.ย. 2567

16:16 น.

‘ธนาธร’ ชี้ ศาลรับคำร้องยื่นยุบ ‘พรรคก้าวไกล’ แต่ยุบอุดมการณ์ไม่ได้

‘ธนาธร’ ยังไม่ปักใจเชื่อว่า ‘พรรคก้าวไกล’ จะถูกยุบ หากถ้ายุบจริง ก็ยุบอุดมการณ์ไม่ได้ มั่นใจมีบุคลากรเดินหน้าต่อ ยิ่งยุบยิ่งมีผู้สนับสนุนเพิ่มมากขึ้น

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องของ กกต. ขอให้สั่งยุบพรรคก้าวไกล กรณีหาเสียงแก้ไขยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เข้าข่ายกระทำการล้มล้างการปกครอง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้ความเห็นในฐานะที่เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ และถูกตัดสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งว่า ไม่คิดว่าการยุบพรรคก้าวไกล ส่งผลดีกับ ภาพรวมของประชาธิปไตยในประเทศไทย การยุบพรรคก้าวไกลจะทำให้กลุ่มคนไม่พอใจและหมดหวังกับการเมืองในระบบรัฐสภา เมื่อคนหมดหวังกับการเมืองในรัฐสภา เห็นว่าตัวแทนความคิดแบบนี้มันมีจริงไม่ได้ ก็จะเปลี่ยนวิธีในการรณรงค์ไปเป็นวิธีอื่น ซึ่งเราไม่เห็นด้วยว่า เราคิดว่าความแตกต่างความหลากหลายทางความคิด ควรใช้พื้นที่ในสภาผู้แทนราษฎรหาทางออกร่วมกันเป็นวิธีที่สันติที่สุด ดังนั้นก็ยังเชื่อว่ามีคนที่คิดแบบเราอยู่ จะเห็นด้วยกันหรือเห็นต่างกันไม่เป็นไร แต่เรามีพื้นที่ในสภาผู้แทนราษฎรให้กับทุกความเห็น เราจะโอบรวมทุกความเห็นให้เข้ามาอยู่ในสภาได้ ไม่มีใครจะต้องไปก่อความรุนแรง ไม่มีใครจะต้องไปอยู่บนถนน ถ้าพื้นที่ในสภามันทำงาน

ดังนั้นเพื่อสุขภาพของประชาธิปไตยแล้ว การมีพรรคก้าวไกลจะทำให้สุขภาพของประชาธิปไตย สุขภาพของสังคมโดยรวมดีกว่า ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนมากคิดอย่างนี้ ดังนั้นผมยังไม่ปักใจเชื่อ 100% ว่าพรรคก้าวไกลจะถูกยุบ แต่ถ้าถูกยุบก็เชื่อว่าเพื่อนของผม ไม่ว่าจะเป็นชัยธวัช ไม่ว่าจะเป็นพิธา ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการพรรค คุณอภิชาติ ศิริสุนทร ผมเชื่อว่าพวกเขาหนักแน่นเพียงพอ พวกเขาไม่ท้อถอย แล้วก็จะไม่เป็นอุปสรรคให้มีการสื่อสารอุดมการณ์อนาคตใหม่ – ก้าวไกล ต่อไป พิสูจน์มาแล้วว่าการยุบพรรค ห้ามความคิดไม่ได้ ต่อให้ยุบพรรคก้าวไกล อุดมการณ์ของอนาคตใหม่ – ก้าวไกล ก็ยังไปต่อ

คนที่จะมาสืบทอดต่อ ผมคิดว่าพรรคก้าวไกลมีบุคลากรที่มีคุณภาพ มีบุคลากรที่มีคุณสมบัติมากมาย ที่จะมานำทัพพาความคิดแบบนี้ไปต่อ ดังนั้นเรื่องบุคลากรที่มีความคิดความสามารถในการเป็นผู้บริหารพรรคต่อๆ ไป อันนี้ผมไม่เคยสงสัยเลย ผมเชื่อมั่นในเพื่อนของผมที่อยู่ในนั้น ส่วนผู้สนับสนุนเชื่อว่า ยิ่งยุบพรรค ผู้สนับสนุนยิ่งเพิ่มขึ้น ไม่ใช่น้อยลง ส่วนกรณีที่ สส.จะต้องย้ายพรรคที่สังกัดภายใน 60 วัน หากพรรคก้าวไกลถูกยุบ อันนี้คงไม่รู้รายละเอียดได้ แต่คิดว่าเรามีประสบการณ์ตั้งพรรคอนาคตใหม่มาแล้ว พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบก็ย้ายมาอยู่พรรคก้าวไกล ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องยาก

ส่วน สส. 44 คน ที่เคยร่วมเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่บางคนมองว่าอาจถูกตัดสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ก็อย่างที่บอก เชื่อว่าพวกเขาหนักแน่นเพียงพอ ดังนั้นก็ไม่ได้กังวล แต่แน่นอนที่สุด ถามว่าเป็นธรรมไหม เราก็เชื่อว่าไม่เป็นธรรม ถ้าทีหลังเรื่องอะไรทำไม่ได้ ก็เขียนให้ชัด จะได้ไม่ทำ ไม่ใช่เขียนกำกวมไว้แล้วมาตีความทีหลัง ว่าไอนี่ทำไม่ได้ ไอนั่นก็ทำไม่ได้ ไม่มีกฎหมายที่ไหนในโลกเขาใช้กันอย่างนั้น กฎหมายจะบังคับอย่างเป็นธรรม ต้องเขียนให้ชัดเขียน ให้ทุกคนเข้าใจว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ดังนั้นมันไม่เคยเขียนไว้ว่ารณรงค์ยกเลิกมาตรา 112 ผิดกฎหมาย ในเมื่อไม่เขียนไว้อย่างนี้แล้ว พอไปทำก็มาบอกทีหลังว่ามันผิด ถ้าใช้มาตรฐานอย่างนี้ต่อไป ใครจะไปรู้ว่าทำอะไรมันถูกหรือผิด อะไรทำได้หรือไม่ได้ในสังคมไทย ดังนั้นถ้าถามเรื่องความเป็นธรรม เรายืนยันว่า สส. ทั้ง 44 คน ไม่ควรจะถูกตัดสิทธิ์ในฐานะผู้เสนอกฎหมาย ก็คงต้องยืนยันในหลักการสำคัญไว้

เปิดคลิป ‘ทักษิณ’ เชียร์ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ในงานประชุมใหญ่เพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572368

05 เม.ย. 2567

13:05 น.

เปิดคลิป ‘ทักษิณ’ เชียร์ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ในงานประชุมใหญ่เพื่อไทย

ประชุมใหญ่เพื่อไทย เปิดคลิป ‘ทักษิณ’ เชียร์ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ชมนโยบายดิจิทีลวอลเล็ต ส่วน ‘อุ๊งอิ๊ง’ เชียร์ ‘เศรษฐา’ ได้งบปี 67 นโยบายเดินหน้าผ่านฉลุย นายกฯ ย้ำ ดิจิทัลวอลเล็ต – แลนด์บริดจ์ มีแน่นอน

5 เมษายน 2567 พรรคเพื่อไทย จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 ที่อาคารที่ทำการพรรคเพื่อไทย โดยในงานมีการเปิดคลิปวีดีโอสั้นความยาว 18 นาที รวบรวมบทสัมภาษณ์นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี , นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง  และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

เนื้อหาบางส่วนของคลิปนายทักษิณ กล่าวว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ 2540 ส่งผลให้พรรคการเมืองเดิมปรับตัวไม่ทัน จึงได้ตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้น ชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย สร้างการเปลี่ยนแปลงหลายด้านให้กับประเทศไทย พร้อมกล่าวชื่นชมนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต จะเป็นโครงการที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยเช่นกัน 

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

และพรรคเพื่อไทยไมได้มีดีเอ็นเออนุรักษ์นิยมใหม่ พร้อมมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร มีดีเอ็นเอคุณหญิงพจมาน มีความมั่นคง ตัดสินใจเด็ดขาด และดีเอ็นของตนเอง ที่มีจุดแข็งในการพูดคุย พบปะกับผู้คน  เข้าใจถึงจิตใจของพี่น้องประชาชน เชื่อว่าจะเป็นผู้นำที่ดีได้ “ผมทำได้ เขาก็ทำได้”

“ระบบทุนนิยมที่ไร้ความเมตตาธรรม จะทำให้ประชาชนไม่มีความสุข การเข้าถึงประชาชนคือหัวใจสำคัญ การทำงานในสภาให้เข้มแข็ง การเป็นนักการเมืองที่ดี คือรักประชาชน  ประชาชนมองตานักการเมือง ก็รู้สึกได้ ต้องอยู่กับชาวบ้าน ผมเชื่อมั่นในนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา  ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำในช่วงเปลี่ยนผ่าน สามารถทำงานประสานงานกับหลายพรรค หลายภาคส่วนได้ดี”  ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ภารกิจต่อไปของพรรคเพื่อไทย คือ การเป็นพรรคที่เร็วขึ้น ตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ดีขึ้น พรรคเพื่อไทยกำลังเปลี่ยนแปลงจากข้างใน ด้วยการเติมคนใหม่เข้ามาทำงานเติมองค์ความรู้ใหม่ สร้างการบริหารงานที่เร็วขึ้น เพื่อให้พรรคเพื่อไทย อยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป ไม่ว่าหัวหน้าพรรคจะเปลี่ยนไปอีกกี่คน บริบทประเทศในอนาคตจะเป็นอย่างไร พรรคเพื่อไทยจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ หลังงบประมาณผ่านแล้ว เชื่อมั่นว่า รัฐบาลคุณเศรษฐา จากที่วิ่งเร็วอยู่แล้ว จะเร็วขึ้นอีก หลายนโยบายที่เคยติดขัดเพราะงบประมาณ จากนี้จะผ่านฉลุย หลายนโยบายจะสำเร็จได้เห็นผลเร็วๆ นี้แน่นอน

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงการคลังเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงการคลัง

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย เป็นน้องใหม่ที่เข้ามาเพียง 13 เดือน ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากคนในพรรคอย่างอบอุ่น จริงใจ และได้รับคำแนะนำที่ดีมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการเรียนรู้เรื่องใหม่ในอายุ 60 ปี  ไม่ใช่เรื่องง่าย  โดยในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราแพ้เลือกตั้ง พูดแบบนี้อาจฟังแล้วบีบหัวใจ แต่ยืนยันว่าเราจะไม่แพ้ตลอดกาล การก้าวเข้ามาในจุดนี้ มีเรื่องเดียวที่ปรารถนาคือการนำชัยชนะมาให้พรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และจะไม่มีอะไรมาทำให้ตนไม่สามารถคว้าชัยชนะนี้ได้

นายเศรษฐา กล่าวว่า  การเดินทางไปต่างประเทศที่ผ่านมาจะ อาจถูกมองว่าเป็นแมลงวันบินไปมา แต่การที่ต่างประเทศจะมาลงทุนในไทยมูลค่ากว่าแสนล้านบาท ไม่สามารถตัดสินใจได้ในเวลาเพียง 7-8 เดือน แต่ยืนยันได้ว่า ในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีสึนามึของการลงทุนครั้งใหญ่เข้ามาให้กับคนไทยได้ผลิตสินค้า สร้างซัพพลายเชน ให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้  ในด้านการคมนาคม เรามีนโยบายชัดเจน ทั้งการลงทุนขนส่งทางถนน ราง เรือ สนามบิน เพื่อรองรับความต้องการของประชาชน ไม่ได้โฟกัสแค่สุวรรณภูมิหรือดอนเมือง แต่เป็นสนามบินในจังหวัดต่างๆ เช่น สุรินทร์​ รวมถึงผลักดันโครงการท่าเรือน้ำลึก เฟส 3 ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ประเทศไทยแข่งขันในเวทีการค้าโลกได้

นอกจากนี้ ยังมีโครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะแล้วเสร็จในอีก 10-15 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการค้าโลกที่จะขยายตัวมากขึ้น แลนด์บริดจ์จะทำให้ประเทศต่างๆ เข้าหาประเทศไทยจากการการเดินทางขนส่งระหว่างอันดามันกับอ่าวไทย ทำให้เราเป็นมหาอำนาจเล็กๆ ที่ทุกคนมาพึ่งพิง  ส่วนนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ยืนยันมีการทำงานอย่างใกล้ชิด ยืนยันว่า ไม่ได้พายเรือในอ่างแน่นอน

“อยากให้ทุกท่านเลือกมองอนาคตที่สดใสดีกว่า เรามาร่วมใน mission ที่ยิ่งใหญ่ ด้วย  141 เสียงจาก 500 เสียง เราจะมีเพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน เพราะเรามีหัวหน้าพรรคที่มีความมุ่งมั่น มีผู้อาวุโสในพรรคที่ช่วยประคอง มีคนรุ่นใหม่ที่พร้อมแสดงศักยภาพ และมีผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา และท่านมีนายกรัฐมนตรีที่มีจุดประสงค์เดียวในวันนี้คือชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป ขอให้มั่นใจว่านายกรัฐมนตรีคนนี้จะทุ่มเททำงานในช่วงเวลา 3 ปีครึ่งข้างหน้า จะทำงานเพื่อคนไทยทุกคน และเพื่อให้พรรคของเราเจริญเติบโต” นายเศรษฐากล่าว

‘เสรี’ แฉ พรรคใหญ่ ระดมคนสมัคร สว. หวังยึดสภาสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572361

05 เม.ย. 2567

12:02 น.

‘เสรี’ แฉ พรรคใหญ่ ระดมคนสมัคร สว. หวังยึดสภาสูง

‘เสรี สุวรรภานนท์’ แฉ พรรคใหญ่ ระดมคนสมัคร สว. นักการเมืองต้องการยึดสภาสูง เห็นใจประชาชนที่ต้องการเป็น สว. จริงๆ เรียกร้อง กกต. ตรวจสอบเข้มงวด

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “บทบาทสมาชิกวุฒิสภากับการเมืองไทยปัจจุบัน และอนาคต” โดยแสดงความกังวลว่า ขณะนี้มีบางพรรคการเมืองและเป็นพรรคการเมืองใหญ่ ประกาศต้องการยึด สว. ยึดท้องถิ่น ผ่านการส่งคนลงสมัครเป็น สว.ชุดใหม่ ที่มีกระบวนการเลือกกันเองของผู้สมัคร

แบบนี้คือการนึกถึงแต่ตนเอง พวกตัวเอง ไม่ใช่ประชาชน เนื่องจาก ต้องการอำนาจ เพราะจะยึด สว.ให้ได้ ดังนั้น ประชาชนที่ตั้งใจจะเป็น สว.จริง ๆ ถูกเอาเปรียบ เพราะจะเจอกับนักการเมืองรวมตัวกัน ดังนั้น ขอให้ผู้สมัคร สังเกตการทำสัญลักษณ์ในใบแนะนำตัว ทั้ง สี และข้อความผ่านเอกสารแนะนำตัว

เรียกร้องถึง กกต.ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง จริงจังในการตรวจสอบการเลือกตั้ง สว.ชุดใหม่ทางอ้อม เพราะขณะนี้ ยังพบมีการจัดสัมมนา เรียกเก็บเงินเพื่อทำความรู้จักกัน ซึ่ง กกต.ก็ยืนยันว่า การดำเนินการกังกล่าว ไม่ผิด เพราะยังไม่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งวุฒิสภา แต่ตนเอง มองว่า กระบวนการดังกล่าว จะเป็นจุดตั้งต้น ที่อาจนำไปสู่การได้เสีย ในการเลือกกันเองของผู้สมัคร สว. เพราะการเลือกกันเองของ สว.นั้น ต้องเลือกคนที่รู้จัก ดังนั้น จึงขอให้ กกต.ตื่นตัว ให้ความรู้ และเตือน แนะนำสิ่งที่หมิ่นเหม่ แม้จะยังไม่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง สว. เพราะหากปล่อยไปเช่นนี้ จะไม่ได้ สว.ที่เป็นตัวแทนของประชาชนตามที่ต้องการ เพราะเป็นการเลือกกันทางอ้อม

นายเสรี ยังย้ำว่า ตนเองกังวลว่า ผู้ที่จะลงสมัคร สว. จะโดนเอาเปรียบ ดังนั้น กกต.ต้องมีบทบาทสำคัญให้การได้มาซึ่ง สว. สุจริตเที่ยงธรรม หากมีโอกาสโกงกัน หรือเอาเปรียบกัน กกต.ต้องเตือน ไม่ใช่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว จนได้ สว.ที่นักการเมืองฮั้วกันเข้ามายึดอำนาจ ยึดประเทศ

เพิ่มงบปี 68 อีก 865,700 ล้านบาท กระตุ้น ศก. – ดิจิทัลวอลเล็ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572359

05 เม.ย. 2567

11:51 น.

เพิ่มงบปี 68 อีก 865,700 ล้านบาท กระตุ้น ศก. - ดิจิทัลวอลเล็ต

มีรายงานว่า จะเพิ่มงบประมาณรายจ่ายปี 2568 อีก 865,700 ล้านบาท เพื่อกระตุ้น ศก. ดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ทำให้งบประมาณรายจ่ายจากเดิมตั้งไว้ 3.6 ล้านล้านบาท เพิ่มเป็น 3.7527 ล้านล้านบาท

มีรายงานว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ส่งหนังสือเวียน ส่งถึง รัฐมนตรี กระทรวง กรม ให้ทราบถึงการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายปี 2568  โดยจะมีการปรับปรุงงบประมาณ ดึงงบปี 2568 ส่วนหนึ่ง มาใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต โดยคณะรัฐมนตรีจะให้ความเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณปี 2568 พร้อมแนวทางการปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณ ในวันอังคารที่ 9 เมษายนนี้ ก่อนคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่ ประชุมสรุปแนวทางเพียง 1 วัน

เบื้องต้นมีการกำหนดกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2568 ไว้ 3.6 ล้านล้านบาท แต่ ครม. เห็นชอบให้ปรับตัวเลขขาดดุลงบประมาณเพิ่มจาก 713,000 ล้านบาท เป็น 1,527,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมา 865,700 ล้านบาท โดยระบุรวมๆ ว่า เพื่อใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทำให้งบประมาณปี 2568 เพิ่มเป็น 3.7527 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ว่าที่รัฐบาลเพิ่มงบประมาณไว้สูงขนาดนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการกู้เงินมาดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเล็ตในอนาคต

โดยสำนักงบประมาณ จะนำไปรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 24 – 30 เมษายน จัดพิมพ์ตัวร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2568  และเอกสารประกอบ และเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567

และส่งให้สภาผู้แทนราษฎร วันที่ 28 พฤษภาคม โดยสภาผู้แทนราษฎร จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2568 วาระ 1 รับหลักการ ในวันที่ 5 – 6  มิถุนายน จากนั้นจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มาพิจารณารายละเอียด ก่อนนำส่งให้ที่ประชุมใหญ่ สภาผู้แทนราษฎร พิจารณารายมาตรา วาระ 2 – 3 ในวันที่ 28 – 29  สิงหาคม แล้วส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา ในวันที่ 9 – 10 กันยายน และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ในวันที่ 17 กันยายน 2567 เพื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

‘สุทิน’ สอนมวย ‘พรรคก้าวไกล’ อภิปรายไม่ดุเลย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572356

05 เม.ย. 2567

11:13 น.

‘สุทิน’ สอนมวย ‘พรรคก้าวไกล’ อภิปรายไม่ดุเลย

‘สุทิน’ สวมบทโค้ช สอนมวยฝ่ายค้าน ข้อมูลไม่แน่น เอาของเก่ามาอภิปราย ไม่ดุเดือด พอตัดงบ ก็ดันเชียร์ให้ซื้อเรือฟริเกต เรือดำน้ำพยายามให้ชัดเจนภายในเดือนนี้

นายสุทิน คลังแสง รมว.กระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการอภิปรายทั่วไป ที่มีการพูดถึงเรือดำน้ำและเรือฟริเกตว่า ไม่ได้ดุเดือดหรือรุนแรง เขาไม่ได้รู้จริงเท่าไหร่ เหมือนกับคลำหา ไม่ว่าจะเป็นเรือฟริเกตหรือเรือดำน้ำ ก็คลำหา

ส่วนเรื่องเรือฟริเกตที่มองว่ารัฐมนตรีไปตัดงบทำไม ทั้งที่พรรคก้าวไกลอุตส่าห์เชียร์ นายสุทิน มองว่า เป็นเหลี่ยมทางการเมืองของฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นอย่างนี้ตลอด ถ้าเราไปขาวเขาก็ไปดำ ถ้าเราไปดำเขาก็ไปขาว ถ้าเราให้ข้อมูลไปก็ยังมีมุมมาว่าเราอีก เพราะฉะนั้นไม่ชกตามเสียงเชียร์ แต่ชกไปตามแผนของเรา

ส่วนงบจัดซื้อเรือฟริเกตไม่อยู่ในแผนงบปี 68 ใช่หรือไม่ นายสุทิน บอกว่า ยังไม่สรุปว่าไม่เข้า อาจจะนำเข้าก็ได้ ขอรอดูการพูดคุยเรื่องเรือดำน้ำก่อน ซึ่งมันเชื่อมโยงกันอยู่ ต้องดูก่อนว่าเรือดำน้ำจบอย่างไร ก็จะมีผลต่อการจัดหาเรือฟริเกตในปี 68 เพราะถ้าให้งบมาซ้อนกันงบจะโป่งพอง ทั้งนี้ไม่ว่าจะเปลี่ยนเรือดำน้ำเป็นเรือฟริเกต มันก็จะทำให้งบโป่งพอง ซึ่งต้องดูว่าการพูดคุยจบได้ปีละ 1 ลำ หรือถ้าเรือมาเร็ว ก็จะทำให้งบซ้อนกัน

เมื่อถามว่า จะใช้เวลาตัดสินใจเรื่องเรือดำน้ำนานแค่ไหน นายสุทิน กล่าวว่า ตนพยายามจะเร่งอยากจะให้จบภายในเดือนเมษายน หรือถ้าจบเร็วกว่านี้ก็ดี พอมีสัญญาณที่ชัดงบประมาณ ปี 68 ก็น่าจะเดินได้ ได้คุยกับนายกฯ หลายเรื่อง รวมถึงเรื่องทั่วไปด้วย การพูดคุยก็ไม่ได้ถึงกับนานมาก เพราะได้รายงานให้นายกฯรับทราบเป็นระยะอยู่แล้ว

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านอภิปรายว่ามีคนในรัฐบาลโทรหากองทัพเรือจ้องตบทรัพย์เรื่องเรือฟริเกตนั้น นายสุทิน กล่าวว่า เสียดายตนฟังตรงนี้ไม่ทัน ไม่รู้ว่าเขาพูดว่าอย่างไร ถ้าโทรไปจริงคงไม่ใช่เรื่องตบทรัพย์ อาจเป็นเรื่องการให้กำลังใจ ขอให้ใจเย็นๆ ได้อยู่หรอก

ส่วนที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าการที่พรรคก้าวไกลเชียร์ให้ซื้อเรือฟริเกต เพราะฝ่ายค้านได้เงินทอนด้วยใช่หรือไม่ นายสุทิน มองว่า “ก็เป็นการย้อนตรรกะเฉยๆ เมื่อคุณคิดทางลบกับคนอื่นทำให้คนอื่นคิดทางลบกับคุณได้เหมือนกัน เท่านั้นเอง”

เมื่อถามว่าทั้งสองฝ่าย มีตัวแทนนายหน้าผู้ค้าอาวุธอยู่เบื้องหลัง เหมือนแย่งโครงการกัน นายสุทิน กล่าวว่า ตนไม่รู้หรอก แต่โดยธรรมชาติการค้าขายที่ไหนก็จะมีเรื่องของตัวแทนเป็นปกติ ส่วนจะเป็นเรื่องผลประโยชน์หรือแย่งชิงอะไรกันนั้นตนไม่รู้เลย แต่คิดว่าไม่ถึงขั้นนั้น หากได้ผลสรุปเรื่องเรือฟริเกตก็จะยืนอยู่บนหลักการเดิมคือ จีทูจี

ส่วนที่กองทัพเรือถูกอภิปรายโจมตีหลายเรื่อง รวมถึงผลสอบเรือหลวงสุโขทัยล่ม นายสุทิน กล่าวว่า ก็ไม่แปลกเพราะมีหลายกรณี หลายเคส หลายสตอรี่ ก็ต้องถูกโยงอภิปรายมากหน่อยเป็นธรรมดา ส่วนที่อาจตั้งกรรมการสอบซ้ำ ก็เป็นความตั้งใจเราในฐานะฝ่ายบริหาร เราต้องทำเรื่องนี้ให้ตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด ถ้าผลสอบออกมาไม่เป็นธรรมเราก็ต้องทำให้เป็นธรรมทำ ซึ่งวิธีการหนึ่งคือสอบสวนใหม่ หรือสั่งให้ทบทวน ก็ต้องดูว่าวิธีไหนจะทำได้ แต่ถ้าผลสอบเป็นธรรมแล้วก็แล้วไป สังคมรับได้ก็จบ

และที่เหมือนว่า ผู้การเรือหลวงสุโขทัยจะโดนลงโทษคนเดียว นายสุทิน กล่าวว่า ยังไม่รู้ เพราะกองทัพเรือยังไม่สรุป ต้องรอให้สรุปมาก่อน ถ้าเพียงได้ยินมาแว่วแว่วหรือคาดว่า บางทีก็อาจไม่ใช่แบบนั้น ซึ่งถ้ามีความผิดก็ต้องมีคนรับผิดชอบ หรือถ้าไม่ผิดจะเป็นไปได้หรือไม่ แต่คนรับผิดชอบต้องเป็นตัวจริง ซึ่งสังคมรอดูอยู่

ให้คะแนนฝ่ายค้านในการอภิปรายครั้งนี้เท่าไหร่ จากเต็ม 10 นายสุทิน กล่าวว่า ไม่อยากไปด้อยค่าเขา แต่ก็ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงกลาโหม ทุกกระทรวง 80-90% ของการอภิปรายเป็นเรื่องเก่า นี่คือปัญหาซึ่งเขาก็รู้ดีผมเชื่อว่าฝ่ายค้านเขารู้ดีเขาก็เคยพูดแต่แรกว่า รัฐบาลเพิ่งทำงานมา 6 เดือนจะไปอภิปรายอะไร คล้ายๆรู้ว่าอภิปรายก็ต้องเอาเรื่องเก่ามาพูด ซึ่งเขาอาจถูกบีบโดยสังคมหรือใครไม่รู้ ไปบีบให้เขาต้องอภิปราย เพราะฉะนั้นเหมือนไปจับเขาขึ้นชก ในขณะที่เขายังไม่อยากชก สองคือเขาไม่พร้อมมันก็ออกมาแบบนั้นแหละ

‘พิธา’ อภิปราย อาจเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572350

05 เม.ย. 2567

10:56 น.

‘พิธา’ อภิปราย อาจเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตการเมือง

‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ อภิปราย อาจเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตการเมือง หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องยุบพรรคก้าวไกล ย้ำ ยิ่งยุบ ยิ่งถึงเส้ยชัยเร็วขึ้น ไม่เสียใจ

การอภิปรายทั่วไปเมื่อคืนที่ผ่านมา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายปิดเป็นคนสุดท้าย โดยตอนหนึ่งได้พูดว่า

ผมไม่เคยเสียใจด้วยว่าอภิปรายในครั้งนี้ อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตการเมืองของผม ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องความลับอะไร ทุกคนทราบดีอยู่ว่าชีวิตทางการเมืองของผมตอนนี้แขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่ผมพร้อมที่จะเดินจากไปอย่างผู้ชนะ ไม่ได้มีอะไรติดค้างใจต่อไป อย่างที่ได้เห็นเพื่อน สส.ข้างๆ ผม อยู่รอบตัวผม ก็รู้สึกเบาใจ ไม่ได้ค้างคาใจอีกต่อไป และผมก็มั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคของผม การยุบพรรคไม่ได้ทำให้การเดินทางของประเทศไทยเปลี่ยนแปลง ยิ่งยุบ ยิ่งทำให้เราไปถึงเส้นชัยได้เร็วมากขึ้นด้วยซ้ำไป ถึงผมจะไม่เสียใจ แต่ผมเสียดาย จริงๆรับฟังการชี้แจงของคณะรัฐมนตรีเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา รู้สึกเสียดายโอกาสของประเทศไทย เสียดายเวลาที่ประเทศไทยต้องเสียไป เสียดายศรัทธาของพี่น้องประชาชน เสียดายคะแนนเสียงที่เคยให้ไป ตั้งแต่จำความได้ไม่เคยโหวตพรรคอื่นนอกจากพรรคของท่าน แต่มาถึงวันนี้ ความสะเปะสะปะ ความล่องลอย ผมฟังแล้วไม่รู้ว่าวาระของรัฐบาลชุดนี้คืออะไร ที่หาเสียงไว้ก็ไม่ได้ทำ … จนทำให้ผมรู้สึกว่ารัฐบาลชุดนี้ไร้วาระ ไร้วิสัยทัศน์ ไร้ผลงาน”

ในช่วงท้าย นายพิธา ได้กล่าวว่า ตนมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาล 3 ข้อคือ 1. ถ้าท่านอยากจะกอบกู้ภาวการณ์ผู้นำของรัฐบาล ตนคืดว่าถึงเวลาที่ต้องปรับครม.ได้แล้ว เอาคนให้ตรงกับงาน  ซึ่งช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่เหมาะสม เพราะทำงานมา 7 เดือนพอที่จะเห็นภาพ ว่าใครมีประสิทธิภาพ  ใครรู้จริงในเรื่องทำอยู่  2.ถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรีจะมีโรดแม็พ ในสิ่งที่จะทำได้แล้ว  3.การฟัง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของคนที่จะเป็นผู้นำในศตวรรษที่ 21 เพื่อที่จะตอบสนอง ไม่ใช่ฟังเพื่อที่จะตอบโต้ตลอดเวลา เพราะบางทีเสียงที่ท่านไม่อยากได้ยินที่สุดก็คือเสียงที่ประเสริฐที่สุด

จากนั้น เวลา 02.03 น. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนรัฐบาล ได้กล่าวขอขอบคุณประธานและสมาชิกที่ได้ร่วมอภิปราย ตามมาตรา 152 ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการทำหน้าที่ สส.ตามรัฐธรรมนูญแ ละใช้กระบวนการรัฐสภาตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร  สำหรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ รัฐบาลขอรับไว้ด้วยความขอบคุณและจะได้นำข้อห่วงใยเหล่านั้นไปประกอบการพิจารณา ปรับปรุงการดำเนินงานของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนมีความสุข  ลดความเหลื่อมล้ำ และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

จากนั้นวันมูหะมัดนอร์  ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกและวิปทั้ง2 ฝ่าย   และได้สรุปผลงานสมัยสามัญประจำปี ครั้งที่สอง ระหว่างวันที่ 12ธ.ค. 2566 – 9 เม.ย. 2567

จากนั้นได้อ่านพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุม และสั่งปิดการประชุมในเวลา 02.15 น. รวมเวลาอภิปรายทั้งสิ้น จำนวน  กว่า 36 ชั่วโมง

‘รมว.กลาโหม’ ไม่ซื้อเรือฟริเกต เพราะ ‘พรรคก้าวไกล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572284

04 เม.ย. 2567

14:03 น.

‘รมว.กลาโหม’ ไม่ซื้อเรือฟริเกต เพราะ ‘พรรคก้าวไกล’

รมว.กลาโหม เผย ไม่ตัดสินใจซื้อเรือฟริเกต เพราะพรรคก้าวไกล ตอกกลับ ปีหน้าซื้อ 2 ลำ อย่ามาว่าละกัน เตรียมลดนายพล 3,600 นาย หายกว่าครึ่งภายในปี 2571 ย้ำยกเลิกเกณฑ์ทหาร ต้องทำโดยธรรมชาติ เพิ่มคนสมัครใจ

หลังจาก สส.พรรคก้าวไกล เรียงหน้ากันอภิปรายการบริหารงานกระทรวงกลาโหม ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการจัดซื้อเรือฟริเกต การจัดการกำลังพล ความคืบหน้าคดีเรือหลวงสุโขทัยล่ม และการยกเลิกเกณฑ์ทหาร นายสุทิน คลังแสง รมว.กระทรวงกลาโหม ลุกขึ้นชี้แจงทุกประเด็น โดยกรณีไม่มีการจัดซื้อเรือฟริเกตในงบประมาณปี 2567 ก็เพราะกังวลว่าฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกล จะอภิปรายว่าทำไมเอางบมาจัดซื้ออาวุธ ทำไมไม่เอางบไปทำอย่างอื่น แต่กลายเป็นว่าแทงหวยผิด พรรคก้าวไกลดันเชียร์ให้ซื้อเรือฟริเกต ถ้าปีหน้าผมให้กองทัพเรือซื้อ 2 ลำ ก็อย่ามาว่ากัน เรื่องเรือฟริเกต เราคิดอยู่บนพื้นฐานที่เคารพต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้เกียรติฝ่ายค้าน ส่วนที่มีการกล่าวหาเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง มีเงินทอน เป็นเรื่องที่เกิดมานาน รัฐบาลชุดนี้เข้ามา เพิ่งจะมีการจัดซื้อจัดจ้างเป็นทางการ ก็คืองบปี 2567 ก็จะดูให้ดีที่สุด
 

กรณีเรือหลวงสุโขทัยล่ม ที่กล่าวหาว่าไม่มีการลงโทษ ไม่ทำอะไร ปล่อยให้ปาหี่ ตอนนี้อยู่ระหว่างให้คณะกรรมการสอบสวนทำงานยังไม่จบ ซึ่งคณะกรรมการจะสรุปวันที่ 9 เมษายนนี้ ใครผิดใครถูก ใครจะรับโทษ ถ้ายังไม่กระจ่าง ก็ตั้งคณะกรรมการจากภายนอกมาสอบซ้ำได้ ต้องเอาคนผิดมาลงโทษ ไม่มีแพะเด็ดขาด

สำหรับการปฏิรูปกองทัพ นายวิโรจน์เองก็ยอมรับว่า ทางกองทัพเองก็มีการปฏิรูปตัวเองอยู่แล้ว พร้อมถามกับว่า ต้องการจะปฏิรูปหรือปฏิวัติกองทัพฉับพลัน โดยไม่ต้องมีส่วนร่วม ซึ่งตนเองเลือกที่จะปฏิรูป ตอนนี้มีตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินการตามนโยบาย ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมขึ้นมา 6 ชุด

1. คณะทำงานขับเคลื่อนการปรับปรุงโครงสร้างการจัดส่วนราชการของ นขต.กห. และเหล่าทัพ

2. คณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนารูปแบบการตรวจเลือกทหารกองประจำการและการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร

3. คณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนิน ด้านสวัสดิการของกำลังพล

4. คณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

5. คณะทำงานขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ที่ดินในความครอบครองของกระทรวงกลาโหม

6. คณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินการด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

7. คณะทำงานขับเคลื่อนแก้ไขร่างกฎหมายความมั่นคงของกระทรวงกลาโหมในรัฐสภา

8. คณะกรรมการศึกษาแนวทางที่เหมาะสมโครงการจัดหาเรือดำน้ำระยะที่ 1

คณะทำงานเหล่านี้มีการรายงานและสรุปเสร็จแล้ว ถ้าผลไม่พอใจ ก็ให้ชุดภายนอกทำ ซึ่งเท่าที่ดูคือแต่ละชุดก็สรุปมาดี โดยเฉพาะการปรับลดกำลังพล โครงสร้างกองทัพพร้อมปรับตัวเอง ระยะสั้นปีนี้ถึงปี 2571 สรุปมาเสร็จ สืบเนื่องรัฐบาลชุดก่อนลดจำนวนนักเรียนนายร้อยให้น้อยลง ชุดทำงานปัจจุบันปรับใหม่ ปิดอัตราสำหรับบางตำแหน่งที่เกษียณอายุ หน่วยงานไหนมีภารกิจใกล้เคียงกันควบเป็นหน่วยเดียวกัน และยุบหน่วยที่หมดความจำเป็น สำหรับนายพล มี 2 ประเภท 1. นายพลที่มีกำลังหลัก มีตำแหน่งมีหน้าที่ และ 2. นายพลที่ไม่มีกำลังหรือไม่ได้อยู่ในตำแหน่งหลัก เป็นประเภทผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษา ไม่มีภารกิจชัดเจน โดยภายในปี 2571 นายพลประเภทผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งหลัก จะลดจาก 700 กว่าคน เหลือครึ่งหนึ่ง และนายพลที่มีกำลังหลักจาก 2,900 คน จะเหลือ 1,300 คน โดยเข้าโครงการเออรี่รีไทร์ และยุบรวมโครงสร้างที่ไม่จำเป็น
 

ส่วนการตรวจเลือกทหาร ที่ยังไม่สามารถทำให้เป็นทหารสมัครใจโดยสมบูรณ์ เพราะต้องใช้วิธีธรรมชาติ ประเทศอื่นบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้บังคับผู้ชายทุกคนเป็นทหาร หรือประเทศแถบตะวันออกกลางทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เป็นทหาร และอีกหลายประเทศกลับมาเกณฑ์ทหาร ซึ่งการให้เด็กพัฒนาทักษะสร้างรายได้ สร้าง GDP ให้ประเทศเป็นเรื่องดี แต่ต้องปลูกฝั่งเรื่องความมั่นคงด้วย จะต้องให้สมดุล ไม่บังคับให้เป็นทหารกันหมด อย่างน้อยการเป็นทหาร 2 ปี ต้องเกิดการพัฒนาทักษะความรู้ ให้เรียนต่อฝึกอาชีพได้เลย ทางกระทรวงเซ็น MOU กับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษาฯ มหาวิทยาลัยเอกชน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เซ็น MOU กับบริษัทยักษ์ใหญ่ เพื่อรับเด็กทหารเกณฑ์เข้าทำงาน การสมัครทหารทางออนไลน์ปีนี้เยอะกว่าทุกปี ส่วนการตรวจเลือกก็ถึงวันที่ 12 เมษายนนี้ ขอให้รอดู ถ้าไม่เข้าเป้า ก็ทำปีต่อๆ ไป ถ้าอีก 3 ปี สมัครใจเป็นทหาร 100% ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ

ส่วนเรื่องที่ดินกระทรวงกลาโหมและกองทัพ ย้ำว่าไม่มีนโยบายออกโฉนด ออกเอกสารสิทธิ์ให้ชาวบ้าน ไม่ใช่หน้าที่กระทรวงกลาโหม ทำได้เพียงการเอาที่ดินทหารไปให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์ ตอนนี้ให้กองทัพไปคัดพื้นที่มา ว่าพื้นที่ไหนไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือใช้ประโยชน์น้อย ถ้าชาวบ้านแจ้งความประสงค์ขอพิสูจน์สิทธิ ถ้าพิสูจน์เสร็จแล้วเป็นของชาวบ้าน ก็เอาไปให้กรมที่ดินออกเอกสารสิทธิ์ แต่ถ้าเป็นของราชการ ก็ต้องไปสู่วิธีการให้เช่า ตอนนี้ลดลงเหลือไร่ละ 20 บาท ให้ประโยชน์กับประชาชน ส่วนธุรกิจกองทัพและสวัสดิการกองทัพ ตอนนี้จัดระบบใหม่ทั้งหมด สนามมวย สนามกอล์ฟ ปั๊มน้ำมัน บ่อน้ำมัน จัดระบบใหม่หมด แบ่งเป็น 2 ประเภท 1. สวัสดิการเชิงธุรกิจ 2. สวัสดิการภายในกองทัพ ถ้าเป็นสวัสดิการเชิงธุรกิจต้องทำแบบธุรกิจ ส่งรายได้ภาษีให้รัฐ เสียภาษี เสียค่าเช่า ให้กรมธนารักษ์ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร ถ้าเป็นสวัสดิการภายในกองทัพ ก็ไม่ต้องส่ง ก็เป็นการจัดการอีกแบบหนึ่ง มันมีหลักเกณฑ์ ต่อไปมั่วไม่ได้ ส่วนกิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือสัตหีบ เดิมเป็นไฟฟ้าที่ใช้ภายในกองทัพเพื่อความมั่นคง แล้วพัฒนาเป็นเชิงธุรกิจให้ชาวบ้านใช้ ในที่สุดกองทัพเรือก็ตัดสินใจคืนให้ กฟผ. ไปทำเลย เอาไว้เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง ไม่ต้องวิตกวันนี้กองทัพพร้อมที่จะคืนหลายเรื่องให้กับสังคม เปิดกว้างให้ตรวจสอบจัดระบบจัดระเบียบ

ประเทศต้องมีกองทัพ เป็นองค์กรที่รับผิดชอบด้านความมั่นคง จะเกลียดหรืออคติอะไรก็แล้วแต่ ผมก็เคยมีความคิดว่ากองทัพมีปัญหาอยู่หลายเรื่อง แต่สุดท้ายก็ต้องคิดว่า กองทัพยังต้องมีอยู่กับเรา เราจะต้องแก้ไขด้วยกัน ให้เป็นกองทัพที่มีคุณภาพ ถ้าผมทำไม่ดี ไม่เป็นอย่างที่ว่า ก็แนะนำมา

พรรคประชาชาติ สวมชุดบูดายอ เข้าประชุมสภาฯ สิ้นสุดเทศกาลถือศีลอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572281

04 เม.ย. 2567

13:04 น.

พรรคประชาชาติ สวมชุดบูดายอ เข้าประชุมสภาฯ สิ้นสุดเทศกาลถือศีลอด

พรรคประชาชาติ สวมชุดบูดายอ เข้าประชุมสภาฯ สิ้นสุดเทศกาลถือศีลอด ให้เกียรติชาวมุสลิมช่วง 10 คืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ในวันอีฎิ้ลฟิตริ

4 เม.ย. 2567 ผู้สื่อข่าวรายงาน ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 32 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) ในญัตติการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 วันสุดท้าย สส.พรรคประชาชาติสวมชุดบูดายอ หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าชุดมลายู  เพื่อถือเป็นการให้เกียรติต่อพี่น้องชาวมุสลิมช่วง 10 คืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอนในวันอีฎิ้ลฟิตริ หรือที่เรียกว่าวันอีด โดยจะเป็นวันสิ้นสุดช่วงเทศกาลถือศีลอด เดือนรอมฎอนที่มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม และจะสิ้นสุดในวันที่ 10 เมษายนที่จะถึงนี้ โดยบรรยากาศในห้องประชุมมีสส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล รวมถึงนายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าไปทักทายพูดคุยและให้สื่อมวลชนได้บันทึกภาพด้ว

‘วิโรจน์’ ปูด มีคนในรัฐบาล จ้องตบทรัพย์ งบเรือฟริเกต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/572279

04 เม.ย. 2567

12:17 น.

‘วิโรจน์’ ปูด มีคนในรัฐบาล จ้องตบทรัพย์ งบเรือฟริเกต

‘วิโรจน์’ ปูด มีคนในรัฐบาล จ้องตบทรัพย์ งบเรือฟริเกต แต่กองทัพเรือไม่ยอม เลยถูกตัดงบจัดซื้อจาก 1,600 ล้าน เหลือ 850 ล้าน ที่ดินรกร้างของกองทัพมีเยอะเกิน จัดการไม่โปร่งใส

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายทั่วไปรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ถึงนโยบายการปฏิรูปกองทัพของรัฐบาล โดยย้ำว่า การปฏิรูปกองทัพ จะทำให้กองทัพมีความโปร่งใส ประชาชนมีความเชื่อใจในภารกิจทหาร และการปฏิรูปกองทัพ ไม่ใช่การทำลายกองทัพ หรือด้อยค่ากองทัพ ตามที่นายสุทินให้สัมภาษณ์ แต่เป็นการทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพ กับประชาชนดีขึ้น หากไม่ดำเนินการจริงจัง ทุกการกระทำของกองทัพประชาชนจะตั้งแง่คิดทางลบ หากกองทัพฝืนดำเนินการ ฝืนซื้ออาวุธ โดยไม่สนใจเสียงประชาชน ก็จะทำให้ภาพลักษณ์กองทัพตกต่ำลง และมีกลุ่มก้อนการเมือง ฉวยอคติประชาชนไปตบทรัพย์งบประมาณของกองทัพ พร้อมเปิดเผยว่า ตนมีสายข่าวในกองทัพเรือ ถึงการจัดซื้อเรือฟริเกต วงเงิน 1,700 ล้าน มีคนของรัฐบาล พยายามต่อสายจะคุยกับกองทัพเรือด้วย แต่กองทัพฯ ปฏิเสธ และยอมถูกตัดงบเหลือ 850 ล้าน แต่สุดท้ายกองทัพเรือกลับถูกตัดงบประมาณดังกล่าว แม้กองทัพเรือจะขออุทธรณ์ กรรมาธิการงบประมาณ ก็ยังตัดงบประมาณ

นายวิโรจน์ ยังระบุว่า ในอีก 2 ปี เรือฟลิเกตไทยต้องจะต้องปลดระวางลงอีก 1 ลำ ทำให้เหลือเรือฟลิเกตไทยเพียง 3 ลำ อาจทำให้ไม่เพียงพอ ทั้งที่มีความจำเป็น เพราะจะต้องคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางเรือ คุ้มกันเรือน้ำมัน และเรือสินค้า รวมถึงลาดตระเวนแท่นขุดเจาะน้ำมัน พร้อมยังย้ำว่า การจัดซื้อเรือฟริเกตลำนี้ จะเป็นการต่อเรือรบขนาดใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย และได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ เกิดการจ้างงาน และซื้อวัสดุในประเทศมหาศาล ดังนั้น การตัดงบประมาณครั้งนี้ จึงเป็นการตัดโอกาสประเทศ และอาจจะต้องรอถึงปี 2569 กองทัพเรือ ถึงจะสามารถของบประมาณใหม่ได้

นายวิโรจน์ ยังได้เปิดคลิปงานสัมมนาทิศทางอุตสาหกรรมเพื่อความมั่นคง ที่นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุขอให้สภากลาโหม จัดซื้อยุทโธปกรณ์ในประเทศ หรือหากซื้อไม่ได้ ก็ขอให้มีเงื่อนไขในการซื้อชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ด้วยว่า นายสุทิน เป็นรัฐมนตรีกลาโหม มีอำนาจสั่งการ แต่กลับขอกองทัพ จึงทำให้รู้สึกสิ้นหวัง และยืนยันได้ว่า หากนายสุทิน เป็นรัฐมนตรีอยู่ จะทำให้ธุรกิจอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มีแต่ความมืดมน

นายวิโรจน์ ยังกล่าวถึงการลดจำนวนนายพล ที่รัฐบาลหลอกประชาชน ที่ประกาศในปี 2570 จะลดจำนวนนายพลลงร้อยละ 50 ซึ่งเป็นนายพลที่ไม่มีหน้าที่ที่ชัดเจน โดยตั้งข้อสังเกตว่า จำนวนนายพลที่ไม่มีความจำเป็นควรเป็นศูนย์ พร้อมเห็นว่า นายสุทิน ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใด ๆ เพราะจำนวนนายพล จะลดลงอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านโรงเรียนเตรียมทหาร รับจำนวนนักเรียนเตรียมทหารลดลง 150 คน ตั้งแต่รุ่นผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดปัจจุบัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงถือเป็นการตบตาประชาชน ฉกฉวยโอกาสการลดจำนวนนักเรียนเตรียมทหารที่รับเข้าน้อยลงมาอ้างผลงาน เช่นเดียวกับโครงการเออรี่ รีไทร์ ที่ดำเนินการมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และงบประมาณบุคลากรของกองทัพ ก็ไม่ได้ลดลง

ส่วนที่ดินราชพัสดุ 12 ล้านไร่ของกองทัพนั้น นายวิโรจน์ ระบุว่า กองทัพบกครอบครอง ถึง 4,500,000 ไร่, กองทัพอากาศ-กองทัพเรือ รวมกัน 1,750,000 ไร่ รวมถึงยังมีที่ดินรกร้าง ทั้งที่เกษตรกรยังขาดแคลนที่ดินทำกิน แต่ที่ดินกองทัพบางส่วนถูกนำไปใช้ทำสวัสดิการธุรกิจ ทั้งสนามกอล์ฟ สถานพักตากอาหาศ และสนามมวย โดยขาดความโปร่งใส ไม่ชี้แจงการจ่ายค่าเช่าให้กับกรมธนารักษ์ และมีการทำบัญชีถูกต้องหรือไม่ และที่ผ่านมา รายงานกำไรเพียงเล็กน้อยทุกเหล่าทัพ เพียง 70 ล้านเท่านั้น พร้อมเห็นว่า รัฐบาล ควรนำที่ดินที่เกินจำเป็นของกองทัพ คืนแก่รัฐบาล เพื่อนำไปแบ่งสรรให้ท้องถิ่น สร้างสาธารณูปโภคที่จำเป็น เพื่อให้เกิดความเจริญ และเศรษฐกิจชุมชน

นายวิโรจน์ ยังกล่าวถึงการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของเหล่าทัพ ที่เหตุใดไม่ซื้ออาวุธ กับผู้ประกอบการในประเทศ ที่มีที่ตั้งเป็นหลักแหล่ง มีอะไหล่สำรอง และมีวิศวกรซ่อมแซม แต่กลับจัดซื้อกับโบรคเกอร์ ที่อ้างเป็น SMEs และใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ล็อบบี้ เคลียร์เงินทอน ยกเว้นภาษี และนำอาวุธจากต่างประเทศ มาขายให้กับกองทัพ เมื่อชำรุดก็ต้องรออะไหล่นาน หรือปิดบริษัททิ้ง

นายวิโรจน์ ยังเห็นว่า นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลในการบริหารกองทัพ ไม่ได้มีนโยบายใดใหม่ แต่เป็นนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี จึงขอถามนายสุทิน กล้ามองหน้ากองทัพเรือ ที่ยึดหลัก และรายละเอียด เพื่อให้เกิดการอุตสาหกรรมการต่อเรือในประเทศไทยหรือไม่ และขอให้นายสุทิน หยุดเล่นละครการพัฒนาร่วมกัน เพราะละครเช่นนี้ จะไม่สามารถหวังได้คะแนนเลือกตั้งได้อีกแล้ว เพราะประชาชนกินข้าว ไม่ได้กินช็อกมินต์