“หมอชลน่าน” จ่อชง กฏหมายเข้มกัญชา เข้าครม.ย้ำ “ต้น ราก ใบ ดอก” เป็นสารเสพติด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568503

06 ก.พ. 2567

“หมอชลน่าน” จ่อชง กฏหมายเข้มกัญชา เข้าครม.ย้ำ “ต้น ราก ใบ ดอก” เป็นสารเสพติด

“หมอชลน่าน” เผยสธ.ยกร่าง กฏหมายเข้มกัญชา เสร็จแล้ว จ่อชงเข้าครม.พิจารณาสัปดาห์หน้า ยอมรับแตกต่างกัยวิธีการของ “ภูมิใจไทย” ย้ำ ทั้ง ต้น ราก ใบ ดอก ถือเป็นสารเสพติด ต้องใช้เพื่อทางการเเพทย์และสุขภาพเท่านั้น หลังคอนเสิร์ตดังมีผู้ร้องเรียนคนใช้กัญชาเพียบ

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคอนเสิร์ต “Coldplay” ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่3-4 ก.พ. 2567 ซึ่งพบว่ามีการร้องเรียนเรื่องการใช้กัญชา เป็นจำนวนมาก ว่า ตนเห็นข่าวดังกล่าวแล้ว ซึ่งเรื่องกัญชาเป็นปัญหาใหญ่ ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ในฐานะที่ดูแลคุ้มครองผู้บริโภคให้ความสำคัญ และขณะนี้กฎหมายกัญชาที่เรายกร่างขึ้นมาใหม่ก็เสร็จแล้ว และรับฟังความคิดเห็นแล้วซึ่งก็อยู่ในขั้นตอน การปรับร่างเพื่อนำเสนอครม.

โดยในวันนี้ก็มีการพิจารณาร่างที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้ว และจะนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.ได้ในสัปดาห์หน้า โดยเนื้อหาในร่างก็จะปรับจากพ.ร.บ.กัญชงกัญชา จากวาระสภาในสมัยที่ค้างอยู่ มาปรับแก้ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ หลักที่เราแถลง นโยบายต่อรัฐสภา ที่ให้กัญชาสามารถใช้เพื่อทางการแพทย์และสุขภาพ แต่ถ้าจะนำไปใช้ประเภทอื่น ที่ไม่เกี่ยวข้องก็ถือว่าเป็นการนำมาใช้ผิดประเภท

โดยจะมีการเขียนออกมาว่า ถ้าใช้ผิดประเภทนั้นคืออะไร เช่นผู้ใช้สถานที่ใช้และปริมาณที่ใช้ รวมถึงรูปแบบที่นำไปใช้ เช่นการนำมาใช้เพื่อนันทนาการ ความรื่นเริงความสนุกสนาน อันนี้ถือว่าใช้ผิดประเภท

ส่วนร้านขายกัญชาที่ขึ้นรูปกัญชาก็ถือว่าไม่ผิดกฎหมายเพียงแต่ต้องขออนุญาตและ ใช้เพื่อทางการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น เพราะคำว่าเพื่อสุขภาพ มันกว้างมากรวมถึงเครื่องดื่มที่มีมีส่วนผสมกัญชาตามร้านสะดวกซื้อยังสามารถขายได้อยู่หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ก็ต้องไปพิสูจน์ว่าเป็นเพื่อสุขภาพและทางการแพทย์หรือไม่

เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยจะเข้าใจใช่หรือไม่ที่มีการแก้ไข นพ.ชลน่านกล่าวว่า เราทำนโยบายนี้เพื่อประชาชน วัตถุประสงค์ที่เราออกมา เพราะมีการแถลงนโยบายผ่านรัฐสภาแล้ว และก็ต้องทำกฏหมายออกมาเพื่อบังคับใช้ อย่าลืมว่ากัญชาขณะนี้ไม่ใช่เป็นยาเสพติด มันเลยมีช่องว่างถ้าไม่มีกฎหมายไปควบคุม ซึ่งพ.ร.บ. ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยและพ.ร.บ. อาหารก็ควบคุมได้เพียงระดับหนึ่ง จึงต้องมีกฎหมายเข้ามาควบคุมการใช้ เพราะกัญชาจะเป็นสารเสพติดเมื่อมีสารสกัด ที่มีค่าTHC 0.2% ซึ่งมากกว่าน้ำหนักของกัญชา แต่เราก็รู้ว่าต้นรากใบดอกของกัญชาก็มีสาร THC เหมือนกัน การใช้พรุ่งนี้ก็ต้องเป็นไปตามกฏหมาย ไม่ให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ส่วนร่างกฎหมายฉบับนี้ถือว่าเป็นการต่อยอดของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ถูกต้อง แต่พรรคภูมิใจไทยก็มีกฎหมายของเขา ที่มีวัตถุประสงค์ด้านนี้เหมือนกัน แต่วิธีอนุมัติการปลูก การผลิตมันแตกต่างกันก็เท่านั้น ของผู้มีประเทศไทยมีนโยบายให้ทุกคนปลูกได้ ทุกครัวเรือนโดยไม่ต้องขออนุญาต เพียงแต่กำหนดจำนวนว่ามีกี่ต้น แต่กฎหมายใหม่เราถือว่า ต้นรากใบดอกกัญชาเป็นยาเสพติด เพราะเกรงว่าจะนำไปใช้ผิดประเภท การผลิตการปลูกจึงต้องขออนุญาต ยืนยันไม่ใช่การเห็นแย้งแต่เป็นวิธีการที่แตกต่างกันเท่านั้น

เมื่อถามว่าการจัดคอนเสิร์ตในลักษณะนี้ต้องมีเจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมด้วยหรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า การใช้เพื่อนันทนาการ ไปสูบไปเสพตามข้อร้องเรียนก็เข้าข่ายใช้ผิดประเภท แต่ตอนนี้เรายังไม่มีกฎหมายที่ระบุว่านี่คือการใช้ผิดประเภท ซึ่งโดยสามารถสำนึก ก็เหมือนการสูบบุหรี่ ในที่ห้ามสูบก็ถือว่าผิดกฎหมาย

โฆษกอัยการ เผย เเจ้งข้อหา 112 ‘ทักษิณ’ เเล้ว เจ้าตัวปฏิเสธ ยื่นขอความเป็นธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568504

06 ก.พ. 2567

โฆษกอัยการ เผย เเจ้งข้อหา 112 ‘ทักษิณ’ เเล้ว เจ้าตัวปฏิเสธ ยื่นขอความเป็นธรรม

โฆษกอัยการ เผย อธ.อัยการสอบสวน เเจ้งข้อหา 112-พรบ.คอมพิวเตอร์ “ทักษิณ” เเล้ว เเจ้งราชทัณฑ์อายัดตัว เจ้าตัวยื่นขอความเป็นธรรมด้วยตนเอง ชี้หากได้พักโทษยื่นประกันในชั้นตำรวจ-อัยการได้

6 ก.พ.2567  ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายประยุทธ เพชรคุณ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ,นายณรงค์ ศรีระสันต์ อัยการพิเศษฝ่าย สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายแผนช่วยเหลือทางกฎหมาย รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด,นายนาเคนทร์ ทองไพรวัลย์ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกันเเถลงความคืบหน้าคดีที่ อดีตอัยการสูงสุดเคยมีความเห็นควรสั่งฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ

อัยการ แจง แจ้งข้อหา 112 กับนายทักษิณ แล้ว เจ้าตัวปฏิเสธอัยการ แจง แจ้งข้อหา 112 กับนายทักษิณ แล้ว เจ้าตัวปฏิเสธ


นายประยุทธ กล่าวว่า คดีนี้ เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2559 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้รับสำนวนคดีการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร จาก พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)  กล่าวหา นายทักษิณ ชินวัตร ผู้ต้องหา ข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2558 ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) และประเทศไทย เกี่ยวพันกันอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 

โดยคณะทำงานพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทย ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของอัยการสูงสุดเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินคดี ซึ่ง ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุดในขณะนั้น ได้มีความเห็นเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2559 ตรวจพิจารณาสำนวนแล้ว ได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องนายทักษิณ ตามข้อกล่าวหา 

แต่เนื่องจากขณะนั้นผู้ต้องหาหลบหนี อัยการสูงสุดจึงแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการออกหมายจับและพนักงานสอบสวนได้มีคำขอต่อศาลอาญาและออกหมายจับเรียบร้อยแล้ว  ต่อมาเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2566 นายทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยและถูกควบคุมเพื่อรับโทษในคดีอาญาเรื่องอื่น พนักงานสอบสวนได้นำหมายจับไปแจ้งอายัดผู้ต้องหาไว้กับกรมราชทัณฑ์เรียบร้อยแล้ว

ต่อมาวันที่ 17 ม.ค. 2567 นายกุลธนิต มงคลสวัสดิ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน และคณะ ร่วมกับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี ได้เข้าแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมกับพฤติการณ์และข้อเท็จจริงทางคดีให้กับนายทักษิณ ชินวัตร ทราบแล้ว ปรากฏว่า ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ พร้อมกับยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด 

ต่อมาอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน ได้ส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนและหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของผู้ต้องหาให้กับพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบดำเนินคดี ประกอบสำนวนเพื่อส่งให้กับอัยการสูงสุดพิจารณา ขณะนี้สำนวนคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาและทำความเห็นเบื้องต้นเสนออัยการสูงสุดเพื่อพิจารณามีความเห็นและคำสั่งทางคดีต่อไป


โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ พนักงานสอบสวนได้แจ้งอายัดตัวนายทักษิณ ชินวัตร ไว้กับทางกรมราชทัณฑ์ตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว 

ทั้งนี้ นายนาเคนทร์ ชี้แจงว่า ขณะนี้กรมราชทัณฑ์ยังไม่มีคำสั่งชัดเจนในการอายัดตัวนายทักษิณ จึงต้องรอคำสั่งความชัดเจน จากกรมราชทัณฑ์ หากนายทักษิณ ได้รับการพักโทษในวันที่ 22 ก.พ. นี้ ตามขั้นตอนกรมราชทัณฑ์จะต้องแจ้งพนักงานสอบสวน ล่วงหน้า 7 วันก่อนปล่อยตัว เพื่อให้ไปรับตัวนายทักษิณ มาดำเนินคดีในคดี ม.112

เมื่อพนักงานสอบสวนไปรับตัวแล้วจะพิจารณาเรื่องให้ประกันตัวหรือปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นพนักงานสอบสวน หรือจะไปดำเนินการขั้นตอนการฝากขังผัดแรกของในคดี ม.112 และเมื่อพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วหรือรับตัวมาแล้วก็จะมีหนังสือมาแจ้งอย่างอัยการสูงสุดว่ามีการรับตัวนายทักษิณมาแล้วและอยู่ในขั้นตอนไหนของพนักงานสอบสวน และเมื่ออัยการได้รับขั้นตอนจากพนักงานสอบสวนมาแล้ว หน้าที่ของอัยการจากนั้นจะต้องมาพิจารณาเอกสารการร้องขอความเป็นธรรมและพิจารณาสำนวนคดี

ส่วนที่ความกังวลว่า การที่นายทักษิร ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรม จะทำให้คดียืดเยื้อเหมือนกรณีของนายบอส อยู่วิทยา ที่มีการร้องขอความเป็นธรรมหลายครั้งหรือไม่นั้น โฆษกอัยการ ยืนยันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นแน่นอน เนื่องจากสำนักอัยการสูงสุดได้ถอดบทเรียนจากกรณีของบอส อยู่วิทยา พร้อมปรับแก้ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดในกรณีการร้องขอความเป็นธรรมแล้ว 

ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องเป็นผู้มายื่นคำร้องด้วยตัวเองไม่สามารถให้ทนายความหรือบุคคลบุคคลอื่นที่รับมอบอำนาจมายื่นให้โดยเด็ดขาด และหากเห็นว่าเป็นการยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมเพื่อประวิงเวลา อัยการสูงสุดก็มีอำนาจในการยุติการร้องขอความเป็นธรรมได้เช่นกัน 

“ภูมิธรรม”เย้ยก้าวไกล ยิ่งยุบยิ่งโต แค่วาทกรรม ลั่นเพื่อไทยไม่แตะ ม.112

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568451

05 ก.พ. 2567

“ภูมิธรรม”เย้ยก้าวไกล ยิ่งยุบยิ่งโต แค่วาทกรรม ลั่นเพื่อไทยไม่แตะ ม.112

“ภูมิธรรม” เย้ยก้าวไกล ยิ่งยุบยิ่งโตแค่วาทกรรม ขอให้อยู่กับความจริง ย้ำ ม.112 ยังเถียงกันยังไม่จบ ไม่ควรยัดใส่ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โยนถามข้อเสนอ “ปิยบุตร” ลดอำนาจศาลรธน. แค่ความเห็นนักกฏหมาย จะทำอะไรให้ต้องสภาตัดสิน

เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2567 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงมุมมองเกี่ยวกับพรรคก้าวไกล ที่มีคนมองว่ายิ่งยุบ พรรคยิ่งโต ว่า คำว่ายิ่งยุบยิ่งโตเป็นวาทกรรม จะยุบแล้วโตหรือเล็ก ขึ้นอยู่กับความเป็นจริงขออย่า คาดการณ์ดีกว่า จะยุบหรือไม่ก็ยังไม่รู้ ยุบแล้วยุบแบบไหน ยุบแล้วหมดเลยหรือไม่ มันมีหลายปัจจัย อย่าไปให้ความสำคัญมาก เอาความเป็นจริงดีกว่า

ส่วนที่มีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญ วางหลักเกี่ยวกับเรื่องมาตรา 112 ไว้ ถือว่าเรื่องนี้ปิดประตูหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องนำคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญมาดู ถ้าการพูดถึงหรือดำเนินการเรื่องนี้ เป็นเรื่องของการล้มล้างการปกครอง ก็ชัดเจนว่ามติของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ก็คงต้องหยิบเรื่องนี้มา แต่ก็ต้องดูในรายละเอียด

ส่วนจุดยืนของพรรคเพื่อไทยมองเรื่อง นิรโทษกรรมอย่างไร นายภูมิธรรม ระบุว่า พรรคเพื่อไทยพูดชัดเจนเรื่องมาตรา 112 มาโดยตลอดตั้งแต่ต้น ว่าเรื่องนี้สามารถก่อให้เกิดความขัดแย้งใหม่ได้ เพราะยังมีประชาชนหลายส่วนที่เห็นแตกต่างกัน 

“ดังนั้นจุดยืนของเพื่อไทย เรื่องใดที่ยังมีความอ่อนไหว ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งใหม่ และคนยังเห็นแตกต่าง ก็ควรต้องหาข้อสรุปให้ได้ก่อน ถ้ายังสรุปไม่ได้ ก็ไม่ควรหยิบยกขึ้นมา เพราะฉะนั้นพรรคเพื่อไทยจึงได้เสนอเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 จนกว่าทุกอย่างชัดเจน ถ้ายังเป็นแบบนี้ก็ไม่ควรไปแตะต้อง ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยอยู่นอกเหนือการเมือง”นายภูมิธรรม ระบุ

นายภูมิธรรม กล่าวย้ำอีกว่า  ดังนั้นเมื่อสภาพเป็นอย่างนี้ก็ไม่ควรหยิบเรื่องนี้ ขึ้นมาให้ไปกระทบกระเทือนสถาบัน หน้าที่ของเราตอนนี้คือเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ที่มีปัญหาเศรษฐกิจของประเทศหลายอย่าง ที่ควรหันมาสนใจและแก้ปัญหา ตนเคยตอบกระทู้ถามของ นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล โดยถามกลับไปว่า ทำไมต้องหมกมุ่นเรื่องนี้ ทำไมไม่สนใจแก้ปัญหาให้กับประชาชน

เมื่อถามย้ำว่า ไม่ควรจะแก้ไขตอนนี้ หรือไม่เหมาะสมที่จะแก้ นายภูมิธรรม ย้ำอีกครั้งว่า ตนพูดชัดเจน ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะหยิบยกมา เพราะยังเป็นเรื่องที่เห็นต่างอยู่ในสังคมอย่านำมาสร้างความขัดแย้งใหม่

เมื่อถามว่า รวมถึงเรื่องนิรโทษกรรม คนที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ด้วยหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับมาตรา 112 ให้เป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และเอามาเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณา

ส่วนความเห็นของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ที่เสนอให้ออกกฎหมายแก้ไข พ.ร.บ.ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อลดอำนาจศาลนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า นายปิยบุตรเป็นนักกฎหมาย ก็ต้องไปถามรายละเอียดจากนายปิยบุตร ส่วนตนเป็นนักรัฐศาสตร์ ไม่เข้าใจรายละเอียดที่นายปิยบุตรพูด แต่คิดว่าทุกอย่างต้องมีเหตุผลรองรับ กลไกทางการเมืองทั้งหมดเป็นเรื่องหลักการอยู่แล้ว คือการกระจายอำนาจและรับผิดชอบซึ่งกันและกัน ตรวจสอบถ่วงดุลกันและกัน และก็เป็นเรื่องของสภาด้วย ไม่ใช่ความเห็นของคนใดคนหนึ่ง ดังนั้นความเห็นคนใดคนหนึ่งไม่ใช่สาระที่สังคมต้องเอามาดำเนินการ แต่ถ้าเป็นความคิดเห็นก็เสนอเข้าสภา ให้รัฐสภาพิจารณา เพราะถึงอย่างไรก็เป็นตัวแทนประชาชนส่วนหนึ่ง

เมื่อถามว่า อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญมีมากไปหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนยังไม่ดูรายละเอียด แต่คิดว่าศาลก็ทำหน้าที่ของศาล ทุกองค์กรก็ล้วนมีหน้าที่ตามสถานการณ์ตามเงื่อนไข ถ้าหากว่าเหมาะสมก็ดำเนินการต่อเป็นที่ยอมรับของทุกคน ถ้ามีปัญหาก็ไปพิจารณาจัดการอีกครั้ง แต่โดยพลวัฒน์ของการเปลี่ยนแปลง ทุกหน่วยงานทุกองค์กรสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

“นายกฯ” ไล่จี้แก้ปัญหาสุวรรณภูมิ ระบบตรวจคนเข้าเมืองล่ม รอคิวเข้า-ออกนาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568449

05 ก.พ. 2567

“นายกฯ” ไล่จี้แก้ปัญหาสุวรรณภูมิ ระบบตรวจคนเข้าเมืองล่ม รอคิวเข้า-ออกนาน

เศรษฐา ทวีสิน “นายกฯ” ลุยตรวจสุวรรณภูมิ ก่อนยกระดับสนามบินทั่วประเทศ เล็งรื้อระบบไอที หวังเห็นการทำงานเชื่อมต่อกันทั้งระบบ สั่งปรับปรุง จุดพักผ่อนตม. จี้ แก้ปัญหาระบบตรวจคนเข้าเมืองล่มบ่อย รอคิวเข้า-ออก ไม่ควรเกิน 30 นาที การรอรับกระเป๋าจากสายพานต้องรวดเร็ว

เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังไปตรวจเยี่ยมสนามบินสุวรรณภูมิ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) แบบไม่แจ้งล่วงหน้า ว่า ทุกคนทราบดีว่าช่วงต้นเดือนมีนาคมจะมีการประกาศยกระดับสนามบินทั่วประเทศ และเป็นแผนงานใหญ่ ซึ่งระบบตรวจคนเข้าเมืองและวิธีการต่างๆ ในสนามบินก็เป็นเรื่องสำคัญ 

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ตรวจสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ตรวจสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2567

รื้อไอที-ระบบแบ็คอัพ

“ผมไม่อยากรับฟังแค่รายงาน แต่อยากไปดูให้เห็นด้วยตา ขอไม่ใช้คำว่าปัญหา แต่ใช้ว่าเป็นโอกาส ซึ่งมีโอกาสทำให้ดีขึ้นอีกเยอะมากในหลายมิติ อาทิ งานระบบ ซึ่งมีไอทีหลายเจ้าเข้ามาทำแต่ไม่เชื่อมต่อกัน เรื่องความเสถียรของระบบแบ็คอัพ เรื่องของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ที่ไม่เพียงพอ ซึ่งผมได้ไปดูในจุดที่ ตม. มีการพักผ่อนกัน เปลี่ยนกะเปลี่ยนเวร โดยความเป็นอยู่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็สั่งให้ปรับปรุงไป รวมไปถึงปัญหาผู้โดยสารขาเข้า-ขาออกด้วย วันนี้จึงเป็นโอกาสในการไปรับฟังข้อมูล เพื่อมาปรับปรุงและเขียนไปในแม่แบบอันใหญ่ ที่จะมาแถลงต่อไป”นายกฯ กล่าว

ส่วนปัญหาระบบการตรวจคนเข้าเมืองล่มนั้น นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ต้องมีการบูรณาการ ซึ่งระบบที่ล่มนั้น เป็นเรื่องของเทคนิคอล ระบบแบ็คอัพก็ไม่ดี พอมีคนเข้ามาเยอะระบบก็หน่วง ซึ่งปกติแล้ว KPI ต่อคนที่เข้ามาคือ 45 วินาที แต่พอคนเข้ามาจำนวนมาก ทุก Station มีการใช้งานหมด กลายเป็นใช้เวลานาทีกว่า ทำให้ช้าเข้าไปอีก ถือเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งวันนี้ตนจะมีการประชุมในช่วงบ่าย จะมีการเขียนเป็นแม่แบบออกมาว่าจะแก้ไขอย่างไร คาดว่าคงใช้เวลาประมาณ 12 เดือน ในการแก้ปัญหาทั้งหมด

“นายกฯ” ไล่จี้แก้ปัญหาสุวรรณภูมิ ระบบตรวจคนเข้าเมืองล่ม รอคิวเข้า-ออกนาน

นทท.ไม่ควรรอหนังสือเดินทางนานเกิน 30นาที

เมื่อถามถึงนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก จะมีปัญหาอีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอนนี้จำนวนนักท่องเที่ยวเทียบเท่าก่อนช่วงเกิดโควิด ก็ต้องมีการบริหารจัดการ โดยให้ KPI ไปว่า นักท่องเที่ยวที่เข้ามาแล้ว ไม่ควรจะคอยเรื่องการประทับตราในหนังสือเดินทาง เกิน 30 นาที นับตั้งแต่มาเข้าคิว

ส่วนปัญหาการรับกระเป๋าที่ล่าช้า นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ตนได้ไปสอบถามมาแล้ว ขณะนี้ดีขึ้นแล้ว แต่จะพยายามทำให้ดีขึ้นอีก ซึ่งก็ต้องไปดูงานระบบสายพานที่ส่งมา

ส่วนประเด็นตำรวจ ตม.ไม่เพียงพอนั้น จะมีการเรียกประชุม โดยในช่วงบ่ายวันนี้ จะเรียกผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง มาหารือ ซึ่งต้องขอไปทาง สำนักงานข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. เพราะเป็นเรื่องของปัญหาระยะยาวที่อยากแก้ไขภายในหนเดียว

ส่วนปัญหาผู้โดยสารขาออกที่มีความล่าช้ารอนานนั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ตนได้ไปตรวจสอบเช่นกัน ก็พบว่ามีคนรอแถวยาวมาก ตั้งแต่ตรวจลงตราพาสปอร์ต เอกซเรย์กระเป๋า พื้นที่เช็คอินก็ไม่เพียงพอ ซึ่งตนเคยพูดไปแล้วว่า ขาออก ไม่อยากให้มีการตรวจเช็คเยอะ แต่ก็มีปัญหา 2 อย่าง คือเรื่องของ Over Stay หรืออยู่เกินกำหนด กับ คนที่มีความผิดที่จะออกนอกประเทศ ตรงนี้ระบบไอทีต้องลิงค์เข้าให้ได้ทั้งหมด ต้องตรวจให้ได้ต้อง alert ให้ได้ ก็ถือเป็นแผนระยะกลาง ซึ่งตนได้ให้นโยบายไปแล้วเช่นกัน

ซึ่งถ้าไม่ต้องตรวจเป็นเคาน์เตอร์ที่มีการประทับตราแล้วออกไป ก็ทำให้ระยะเวลาที่เดินทางออกนอกประเทศสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง เพราะตั้งแต่ที่คนเข้ามาประเทศไทย ก็อยากให้มีความสะดวกสบาย ตั้งแต่ลงเครื่องบินมาถึงงวงช้าง ไม่ต้องนั่งรถบัสเข้ามาที่สนามบิน มาถึงก็ไม่ต้องคอยนานเกิน 30 นาที รับกระเป๋าแล้วก็ออกไปได้เลย 

ส่วนระบบรถแท็กซี่ที่เข้ามาก็ต้องเหมาะสมถูกต้อง ขณะที่ขากลับก็ไม่อยากให้ใช้เวลาเกิน 2 ชั่วโมง เพราะล่าสุดที่ได้สอบถามไปใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องเห็นใจนักท่องเที่ยวเหมือนกัน แทนที่จะเอาเวลาไปเที่ยว จับจ่ายใช้สอยเพิ่ม ก็ต้องเสียเวลามาสนามบิน นี่จึงเป็นโอกาสที่ทำให้การท่องเที่ยวประเทศไทยดีขึ้น ให้มองเป็นโอกาส

“นายกฯ” ไล่จี้แก้ปัญหาสุวรรณภูมิ ระบบตรวจคนเข้าเมืองล่ม รอคิวเข้า-ออกนาน

“ภูมิธรรม” เมินความเห็น ป.ป.ช. ยันรัฐบาลเดินหน้า “ดิจิทัลวอลเล็ต”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568447

05 ก.พ. 2567

"ภูมิธรรม" เมินความเห็น ป.ป.ช. ยันรัฐบาลเดินหน้า "ดิจิทัลวอลเล็ต"

“ภูมิธรรม“ เมินความเห็น ป.ป.ช. ยันรัฐบาลเดินหน้า ”ดิจิทัลวอลเล็ต” ชี้เป็นแค่ข้อพึงสังวร ย้ำยังเป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาล ออกตัว หาก ป.ป.ช.ยังไม่มีหนังสือมา ถือว่ารัฐบาลยังไม่ทราบข้อเสนอแนะ โยนนักวิชาการคัดค้าน หากเกิดวิกฤติซ้ำรอยต้มยำกุ้งต้องรับผิดชอบ

เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2567 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ถึงการประชุมเกี่ยวกับ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ในวันนี้ ว่า ตนได้ยินข่าวเมื่อเช้านี้ ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะมีประชุมจริงหรือไม่ แต่ไม่น่าจะมีประชุม เพราะว่าฟังจากที่นายกรัฐมนตรีแถลงเมื่อวาน ก็ได้พูดชัดเจนว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องหาข้อสรุปโดยเร็ว และจะต้องไปดูรายละเอียด แต่ยังไม่เห็นรายละเอียดในส่วนของความเห็นของ ป.ป.ช. ขณะนี้อยู่ที่ว่าจะดำเนินการอย่างไร

 เมื่อวานนี้ตน และนายกรัฐมนตรี เพิ่งกลับมาจากประเทศศรีลังกา คิดว่านายกรัฐมนตรีคงต้องหารือกับ นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่เป็นเจ้าของเรื่อง และจะมีการประชุมกันอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่ายังไม่มีกำหนดการนี้

ส่วนต้องรอความเห็น ป.ป.ช. หรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า เท่าที่ได้รับข่าว เห็นหนังสือหนึ่งฉบับจากสื่อ แต่ยังไม่มีมาอีก ก็ต้องดำเนินงานตามที่เราว่าไป แต่หากเป็นไปตามหนังสือที่ออกมากับสื่อมวลชน ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นของจริงหรือไม่ หากเป็นไปตามนั้นก็ถือว่าเป็นข้อพึงสังวร เพราะว่าไม่ใช่เรื่องที่กระทำผิดไป และยื่นหนังสือให้เราหยุดการกระทำ ย้ำว่าเป็นข้อพึงสังวร ไม่ใช่ข้อพึงปฏิบัติ

ส่วนจะต้องถามความชัดเจนจาก ป.ป.ช. ว่าเป็นหนังสือฉบับจริงหรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า ยังไม่มีสัญญาณโดยตรง ถ้าถามทุกหน่วยงานคงมีปัญหา เราก็ดำเนินการไป ในระหว่างที่คิดว่าพร้อมที่สุดที่จะทำ หากมีหนังสือมาเราก็จะยืนหยัด เหมือนที่กฤษฎีกาตอบกลับมา เราก็ดำเนินการเป็นไปตามนั้น ถ้ายังไม่มีมา ก็ถือว่ายังไม่ได้รับหนังสือ และจะประชุมกันในสัปดาห์นี้เลยหรือไม่ ก็ต้องให้เร็วที่สุด 

“เราไม่ได้รอช้า อย่างที่เสนอความเห็นไปแล้ว เรื่องนี้เป็นนโยบายที่แถลงต่อสภา และหาเสียงไว้โดยความชอบธรรม เป็นภาระที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาที่ต้องเร่งดำเนินการ เมื่อเราจะดำเนินการแล้วแต่มีข้อเสนอแนะ หรือข้อคิดเห็นที่เสนอมา ก็ต้องรวบรวมความเห็น ส่วนอันอื่นถ้าเป็นประโยชน์ ก็คงจะแก้ไข และต้องรอว่าจะปฏิบัติได้เมื่อไหร่ อย่างไร”นายภูมิธรรม กล่าว

“ครูมานิตย์” เผย รบ.-พท.เตรียมเสนอ “ร่าง กม.ยกเลิกคำสั่ง คสช.”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568440

05 ก.พ. 2567

"ครูมานิตย์" เผย รบ.-พท.เตรียมเสนอ "ร่าง กม.ยกเลิกคำสั่ง คสช."

ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ เผย รัฐบาล-พรรคเพื่อไทย เตรียมเสนอ “ร่าง กม.ยกเลิกคำสั่ง คสช.” พร้อมทบทวนกฎหมายทุกกระทรวง-กรม ที่่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบา หรือ รองประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีที่นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อติดตามการเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศ และคำสั่ง คสช.ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ที่พรรคภูมิใจไทยได้ยื่นไปเมื่อ 31 มกราคมที่ผ่านมมาว่า รัฐบาลจะยื่น “ร่างกม.ยกเลิกคำสั่ง คสช.” ประกบด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรี และฝ่ายกฎหมาย ได้มอบหมายให้นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีไปศึกษาแล้ว

และ สส.ของพรรคเพื่อไทย ก็ได้มอบหมายให้นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไปศึกษาด้วยเช่นกัน 

โดยจะมีการแก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ 14/2559 เรื่องคณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหาร และการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. จึงเชื่อว่า จะมีการสรุปออกมาเร็ว ๆ นี้ เพราะเมื่อพรรคภูมิใจไทยยื่นเสนอมา พรรคเพื่อไทยก็จะมีการยื่นด้วยเช่นกัน 

“และจะต้องมีการพิจารณาร่วมกันให้ดีที่สุด คำสั่งที่ล้าสมัยก็จะต้องยกเลิก โดยในวันพรุ่งนี้ (6 ก.พ.) จะมีการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ผมก็จะไปติดตามความคืบหน้าอีกครั้ง” นายครูมานิตย์ กล่าว

นายครูมานิตย์ ยังบอกด้วยว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ยังได้มอบหมายให้นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการติดตามกฎหมายทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่นำมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินเช่นเดียวกันด้ย เพราะเห็นว่า กฎหมายที่รัฐบาลเสนอเข้าสภาฯ ยังน้อยไป

“นิด้าโพล” เชื่อ 48.55% “นักร้อง” ตรวจสอบรัฐ อาจมีผลประโยชน์แอบแฝง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568396

04 ก.พ. 2567

"นิด้าโพล" เชื่อ 48.55% "นักร้อง" ตรวจสอบรัฐ อาจมีผลประโยชน์แอบแฝง

“นิด้าโพล” เผยผลสำรวจกรณี “นักร้อง” ตรวจสอบหน่วยงานรัฐ 55.50% ระบุว่า ผู้เดือดร้อนต้องการได้รับความเป็นธรรม และ 48.55% เชื่อว่านักร้องเรียน อาจจะมีผลประโยชน์แอบแฝง

“นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “อาสาสมัครช่วยเหลือสังคมกับนักร้องเรียน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 1 ก.พ. 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับอาสาสมัครช่วยเหลือสังคมกับนักร้องเรียน

การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น 97%

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อปรากฏการณ์ข่าวผู้เดือดร้อนหรือผู้ที่เป็นเหยื่ออาชญากรรม เข้าขอความช่วยเหลือจากอาสาสมัครช่วยเหลือสังคม พบว่า

  • 55.50% ระบุว่า ผู้เดือดร้อนต้องการได้รับความเป็นธรรม
  • 50.38% ระบุว่า ผู้เดือดร้อนต้องการความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหา
  • 39.69% ระบุว่า ต้องเป็นข่าวหน่วยงานราชการ และ/หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ถึงจะใส่ใจติดตามช่วยเหลือผู้เดือดร้อน
  • 35.04% ระบุว่า หน่วยงานราชการ และ/หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใส่ใจติดตามช่วยเหลือผู้เดือดร้อน
  • 31.07% ระบุว่า ผู้เดือดร้อนที่หมดหวังกับหน่วยงานรัฐ และ/หรือเจ้าหน้าที่รัฐ
  • 16.49% ระบุว่า อาสาสมัครช่วยเหลือสังคมน่าไว้ใจมากกว่า หน่วยงานรัฐ และ/หรือเจ้าหน้าที่รัฐ
  • 9.92% ระบุว่า อาจมีผลประโยชน์บางอย่างแอบแฝงอยู่
  • 8.40% ระบุว่า เป็นการเสริมสร้างชื่อเสียง อำนาจ บารมีของอาสาสมัครช่วยเหลือสังคมบางคน
  • 7.33% ระบุว่า อาสาสมัครช่วยเหลือสังคมบางคนเป็นเครื่องมือทางการเมืองของบางคนหรือบางกลุ่ม
  • 6.64% ระบุว่า เป็นปรากฏการณ์หิวแสงของอาสาสมัครช่วยเหลือสังคมบางคน
  • 0.31% ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อปรากฏการณ์ข่าวนักร้องเรียนที่ตรวจสอบหรือกล่าวหาหน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง พรรคการเมือง พบว่า

  • 48.55% ระบุว่า อาจมีผลประโยชน์บางอย่างแอบแฝงอยู่
  • 28.85% ระบุว่าเป็นการเสนอความจริงต่อสังคม
  • 25.65% ระบุว่า เป็นปรากฏการณ์หิวแสงของนักร้องเรียนบางคน
  • 20.76% ระบุว่า เป็นการเสริมสร้างชื่อเสียง อำนาจ บารมีของนักร้องเรียนบางคน
  • 20.08% ระบุว่า เป็นการดำเนินการทางการเมืองอย่างหนึ่ง
  • 19.31% ระบุว่า นักร้องเรียนเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง
  • 17.33% ระบุว่า เป็นการตรวจสอบ/กล่าวหาจากภาคประชาชน
  • 15.50% ระบุว่า หน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง พรรคการเมือง ต้องทำงานด้วยความระมัดระวังมากขึ้น
  • 15.19% ระบุว่า ต้องเป็นข่าวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงจะใส่ใจตรวจสอบ/กล่าวหา
  • 8.47% ระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ทำงานเชิงรุกในการตรวจสอบ/กล่าวหา
  • 7.10% ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง 8.55% มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ 18.55% มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง 18.01% มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ 33.44% มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13.74% มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และ 7.71% มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก ตัวอย่าง 48.09% เป็นเพศชาย และ 51.91% เป็นเพศหญิง ตัวอย่าง 12.90% อายุ 18-25 ปี 17.79% อายุ 26-35 ปี 18.93% อายุ 36-45 ปี 26.64% อายุ 46-59 ปี และ 23.74% อายุ 60 ปีขึ้นไป

ตัวอย่าง 96.26% นับถือศาสนาพุทธ 3.13% นับถือศาสนาอิสลาม และ 0.61% นับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอื่น ๆ ตัวอย่าง 36.41% สถานภาพโสด 60.00% สมรส และ 3.59% หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ ตัวอย่าง 24.81% จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า 34.50% จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า 8.85% จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า 27.18% จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และ 4.66% จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

ตัวอย่าง 9.69% ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ 17.56% ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน 18.62% ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ 11.53% ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง 15.42% ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน 21.76% เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และ 5.42% เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง 23.67% ไม่มีรายได้ 18.70% รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท 27.56% รายได้เฉลี่ยต่อเดือน10,001-20,000 บาท 9.92% รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท 4.50% รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท 4.28% รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และ 11.37% ไม่ระบุรายได้

"นิด้าโพล" เชื่อ 48.55% "นักร้อง" ตรวจสอบรัฐ อาจมีผลประโยชน์แอบแฝง

“ปานปรีย์” ร่วมประชุม AEMM หวังเกิดสันติภาพโลก ขอสนับสนุน “ฟรีวีซ่าเชงเก้น”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568392

04 ก.พ. 2567

“ปานปรีย์” ร่วมประชุม AEMM หวังเกิดสันติภาพโลก ขอสนับสนุน “ฟรีวีซ่าเชงเก้น”

ปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ ร่วมประชุม AEMM ครั้งที่ 24 ที่เบลเยียม หวังเกิดสันติภาพโลก พร้อมหารือทวิภาคีเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน โดยเฉพาะการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป และขอสนับสนุน “ฟรีวีซ่าเชงเก้น”

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหภาพยุโรป: ASEAN-EU Ministerial Meeting หรือ AEMM ครั้งที่ 24 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ร่วมประชุมAEMM ครั้งที่ 24 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ร่วมประชุมAEMM ครั้งที่ 24 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

“ปานปรีย์” ร่วมประชุม AEMM หวังเกิดสันติภาพโลก ขอสนับสนุน “ฟรีวีซ่าเชงเก้น”

นายปานปรีย์ ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในยูเครน และตะวันออกกลาง เตือนให้เห็นว่า สันติภาพนั้นเปราะบาง แต่ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะเหตุการณ์เหล่านี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อทุกคนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สะท้อนสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของโลกยังไม่มีแนวโน้มที่ดีนัก

“ปานปรีย์” ร่วมประชุม AEMM หวังเกิดสันติภาพโลก ขอสนับสนุน “ฟรีวีซ่าเชงเก้น”

ดังนั้น จึงต้องสร้างความร่วมมือทั้งภายใน และระหว่างภูมิภาคเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพ โดยอาเซียน และสหภาพยุโรป สามารถทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความแตกต่างได้ ในการประชุมครั้งนี้ จึงหวังเห็นความมุ่งมั่นต่อการประสานงาน และความร่วมมือกันท่ามกลางโลกหลายขั้วในปัจจุบัน เพื่อพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-สหภาพยุโรป 3 ประเด็น

ประการแรก ต้องส่งเสริมการเจรจาเพื่อกำหนดแนวในการรับมือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

ประการที่สอง ความร่วมมือ จะช่วยเสริมสร้างการเชื่อมโยงในทุกมิติ เพื่อให้อาเซียนและสหภาพยุโรปเติบโตร่วมกันในฐานะศูนย์กลางการเติบโตของโลก 

ประการที่สาม ความร่วมมือในการส่งเสริมความยั่งยืนและเร่งดำเนินการเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs

นายปานปรีย์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในเมียนมาว่า การขยายขอบเขตการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นหนทางที่สำคัญ และหวังว่า สหภาพยุโรปจะให้การสนับสนุน โครงการริเริ่มด้านมนุษยธรรมของไทย ซึ่งจะเป็นก้าวเล็ก ๆ สู่การเจรจาและการมีส่วนร่วมที่สร้างสรรค์ระหว่างทุกฝ่ายในเมียนมา ตลอดจนระหว่างเมียนมา และประชาคมระหว่างประเทศอีกด้วย ซึ่งทุกคนมีความปรารถนา ที่อยากให้ความไม่สงบเรียบร้อยในเมียนมา นำไปสู่การกลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง

นายปานปรีย์ รองนายกฯ และ น.ส.ฮังเกอ แบร็วนส์ สโลต รมว.ต่างประเทศ เนเธอร์แลนด์นายปานปรีย์ รองนายกฯ และ น.ส.ฮังเกอ แบร็วนส์ สโลต รมว.ต่างประเทศ เนเธอร์แลนด์

การเข้าร่วมประชุม AEMM ครั้งที่ 24 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ครั้งนี้ นายปานปรีย์ ยังได้หารือทวิภาคี ร่วมกับนายเปเตอร์ ซิยาร์โท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี และนางสาวฮังเกอ แบร็วนส์ สโลต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า และการลงทุน
 

โดยเฉพาะการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป รวมถึงด้านอื่น ๆ อย่างรอบด้าน พร้อมขอรับการสนับสนุน สำหรับการสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ HRC วาระปี 2025-2027 ของไทย และการขอยกเว้นการตรวจลงตราเข้าเขตเชงเก้น  หรือ ฟรีวีซ่าเชงเก้น ให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทยด้วย

นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568391

04 ก.พ. 2567

นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก

เวทีเสวนา “กับดักรัฐธรรมนูญ กับการพัฒนาประชาธิปไตย” นักวิชาการ มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” ฉบับสุดท้าย สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก แนะ ปชช.ต้องร่วมร่างกติกาประเทศ บังคับใช้กฎหมายไม่มีข้อยกเว้น ฝ่ายการเมืองต้องไม่ตกต่ำ “ปริญญา” เชื่อ สว.ชุดใหม่จะเปิดหน้าต่างแก้ รธน.

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 ที่ True space สยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวในงานเสวนาวิชาการ ‘’กับดักรัฐธรรมนูญ กับการพัฒนาประชาธิปไตย‘’ ซึ่งดำเนินรายการโดย มาดามเดียร์ น.ส.วทันยา บุนนาค อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถึงปัญหาในรัฐธรรมนูญ(รธน.)ว่า หากจำเป็นจะต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่ จะต้องหาวิธีการอย่างไร เพื่อทำให้เป็นฉบับสุดท้าย 

นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก

ผส.ดร.ปริญญา และ มาดามเดียร์ ผส.ดร.ปริญญา และ มาดามเดียร์

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิกรศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก

“แต่ผมเห็นว่า เป็นไปได้ยาก เพราะจะต้องให้สังคมเห็นพ้องร่วมกัน ซึ่งหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ2535  เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ก็มีการใช้กลไกนอกรัฐธรรมนูญ หรือการรัฐประหาร มาแก้ปัญหาทางการเมือง จนขณะนี้ ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้” ผศ.ดร.ปริญญา กล่าว

นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก

รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบันในมาตรา 256 ยังทำได้ยากเพราะจะต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 และกลไกอื่น ๆ อีก ดังนั้น จึงเห็นว่า เมื่อ สว.ชุดนี้ตามบทเฉพาะาลของรัฐธรรมนูญจะหมดวาระ โอกาสที่ สว.ชุดใหม่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมปี2567 จะทำให้หน้าต่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปิดขึ้น และทำให้คนไทยได้มาตกลงกติกาใหม่กันอีกครั้ง

ส่วนการออกแบบรัฐธรรมนูญ เพื่อหยุดยั้งรัฐประหาร และทำให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายนั้น ผศ.ดร.ปริญญา มองว่า การออกแบบรัฐธรรมนูญจะต้องให้ประชาชนเจ้าของประเทศออกแบบ และให้สมดุลระหว่างประชาชน และนักวิชาการ แม้จะเห็นต่างกันในสังคม แต่สังคมก็จะต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาการเมืองใด ๆ จะต้องแก้กันตามระบบ เพราะไม่เช่นนั้นไม่ว่าจะเกิดปัญหาทางการเมืองใด ๆ ก็จะต้องกลับมาใช้วิธีการรัฐประหาร และทางการเมือง รัฐธรรมนูญถือเป็นกติการ่วมกันภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

 น.ส.วทันยา บุนนาค อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น.ส.วทันยา บุนนาค อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

“และทุกฝ่ายต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จบที่การเลือกตั้ง และรัฐบาลต้องสามารถถูกตรวจสอบได้ ผ่านกลไกการถ่วงดุลอำนาจ และการรัฐประหารในประเทศไทย จะไม่สามารถสำเร็จหากประชาชนไม่ยินยอม พรรคการเมืองไม่ตกต่ำ หรือเสียความชอบธรรม เพราะที่ผ่านมาการรัฐประหารเกิดขึ้น เนื่องจากรัฐบาลเสื่อมความนิยม และเสียความชอบธรรม โดยเฉพาะการรัฐประหาร 2557”ผศ.ดร.ปริญญา ระบุ


ผศ.ดร.ปริญญา ยังเห็นว่า นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลที่พยายามดำเนินการ หากพยายามทำแล้ว แต่ทำไม่ได้ ก็ต้องชี้แจงต่อสังคมว่า ไม่สามารถทำได้ ไม่ใช่อ้างว่า หาเสียงเอาไว้ จนนโยบายอื่น ๆ ที่สามารถทำได้ แต่ไม่ถูกดำเนินกร

ผศ.ดร.ปริญญา ยังกล่าวถึงระบบการเลือกตั้ง โดยเสนอว่า ระบบเลือกตั้งบัญชีรายชื่อแบบแบ่งเขต บัตรใบเดียว เพื่อสะท้อนเจตจำนงค์ที่แท้จริงของประชาชน เหมือนประเทศเดนมาร์ก และสวีเดน รวมถึงมีบัญชีรายชื่อเขตประเทศ มาเติมจำนวน สส.บัญชีรายชื่อแบบแบ่งเขต ในกรณีที่ยังไม่ครบจำนวน แก้ปัญหาผู้อาวุโสในพรรคว่า จะลงเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ หรือแบบแบ่งเขต

ด้าน รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย ในฐานะอดีตที่ปรึกษากรรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ.กล่าวถึงปัญหารัฐธรรมนูญ 2560 ว่า ไม่อาจโทษนายมีชัย ฤชุพันธ์ อดีตประธาน กรธ.ได้ทั้งหมด และประเทศไทย ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะชนชั้นใดตรากฎหมาย ก็เพื่อประโยชน์ชนชั้นนั้น ซึ่งกลไกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการเมืองปัจจุบัน โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ก็เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด รวมถึงการออกฤทธิ์เดชของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันด้วย 

“ผมมั่นใจว่า แม้ สว.ชุดปัจจุบันจะไม่มีอำนาจลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ก็จะยังคงเป็นรัฐบาล เพราะพรรคก้าวไกล แม้จะชนะการเลือกตั้ง แต่เสียง สส.ของพรรคก้าวไกล ไม่ได้เกินกึ่งหนึ่งที่จะตั้งรัฐบาลได้ และในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทหาร และนักการเมือง ก็จับมือกันทางการเมือง ดังนั้น หากต้องการจะให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ก็จะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และกฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ไม่ว่าจะต้องยุบพรรคก้าวไกล หรือนายทักษิณ จะต้องเข้าคุก ผิดก็ต้องว่าไปตามผิด”รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก

ส่วนการออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้มีการรัฐประหารนั้น รศ.ดร.เจษฎ์ มองว่า ไม่สามารถเขียนรัฐธรรมนูญ ให้ไม่มีรัฐประหารได้ แต่ต้องขึ้นกับประชาชน ที่จะต้องทำให้นักการเมืองเกรงใจ มีโครงสร้างสังคม และโครงสร้างประชาธิปไตยที่ลงตัว จึงจะสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ และเห็นว่า ในอดีตหากรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมลาออก หรือมวลชนที่มาชุมนุมยอมกลับบ้าน เงื่อนไขการรัฐประหารก็ไม่เกิดขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นแต่จะต้องมีภาวะการณ์กลไกเดินไปสู่อนาคตร่วมกัน ไม่คิดเพียงว่า ตัวอักษรในกฎหมายจะใช้บังคับได้เพียงอย่างเดียวหากยังมีการละเมิดกฎหมาย และบ่อยครั้งที่ประชาชนถามหาทหาร เพราะประชาชนรู้สึกอุ่นใจว่า มีทหารช่วยเหลือในยามประสบภัย ไล่จับโจรได้ ช่วยรักษาความสงบในพื้นที่ชายแดนใต้ มากกว่านักการเมือง

นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก

ทั้งนี้ ภายหลังการเสวนาเสร็จสิ้น ผู้เข้าร่วมรับฟังการเสวนา ยังได้ร่วมกัน Work Shop “ออกแบบรัฐธรรมนูญ สู่อนาคตที่ดีกว่า” ทั้งในกลไกองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ, ระบบการเลือกตั้ง, ระบบสภา, การปกครองท้องถิ่น และการปฏิรูปประเทศ เพื่อร่วมกันออกแบบสถาบันการเมือง ทั้งที่มา, อำนาจ และการถอดถอน เป็นต้น

นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก
นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก
นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก
นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก
นักวิชาการ ประสานเสียง มองเขียน “รัฐธรรมนูญ” สกัด “รัฐประหาร” เป็นไปได้ยาก

นายกฯ เชื่อ ไฟไหม้ก.เกษตรฯ ไม่มีอะไรในกอไผ่ ‘ธรรมนัส’ โทรรายงานแค่ล้างแอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568389

04 ก.พ. 2567

นายกฯ เชื่อ ไฟไหม้ก.เกษตรฯ ไม่มีอะไรในกอไผ่ 'ธรรมนัส' โทรรายงานแค่ล้างแอร์

‘นายกฯ เศรษฐา’ เชื่อ ไฟไหม้กระทรวงเกษตรฯไม่มีอะไรในกอไผ่ ‘ธรรมนัส’ โทรรายงานแล้วแค่ล้างแอร์ แต่อยากให้รอกองพิสูจน์หลักฐาน

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีไฟไหม้ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2567 ว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสกรณ์ ได้โทรศัพท์มารายงานว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของการไปล้างแอร์ ไม่ได้มีอะไรเสียหายมาก

ส่วนจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับการเมืองตามที่มีการวิเคราะห์กันใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ก็ไม่อยากจะคิดเช่นนั้น ขอให้มีการพิสูจน์ ให้กองพิสูจน์หลักฐานเข้าไปดูให้ดีก่อนดีกว่าว่ามีอะไรหรือไม่ แต่ในเบื้องต้นไม่น่ามีอะไร

ขณะที่มีกระแสข่าวมาตลอดว่าการทำงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีปัญหา ทำให้หลายฝ่ายไปโยงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น นายเศรษฐา กล่าวว่า คงต้องให้กองพิสูจน์หลักฐานพิสูจน์ดู แต่ยืนยันว่าเบื้องต้นไม่มีอะไรน่าสงสัย