Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

เคลียร์ชัดๆ!‘กั๊กที่จอดรถ’บนถนนสาธารณะ มีความผิด-คนแจ้งได้ส่วนแบ่ง50%

Posted on February 19, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/712145

เคลียร์ชัดๆ!‘กั๊กที่จอดรถ’บนถนนสาธารณะ มีความผิด-คนแจ้งได้ส่วนแบ่ง50%

เคลียร์ชัดๆ!‘กั๊กที่จอดรถ’บนถนนสาธารณะ มีความผิด-คนแจ้งได้ส่วนแบ่ง50%

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 12.53 น.

เคลียร์ชัดๆ!‘กั๊กที่จอดรถ’บนถนนสาธารณะ มีความผิด-คนแจ้งได้ส่วนแบ่ง50%

19 กุมภาพันธ์ 2566 เพจเฟซบุ๊ก “ตำรวจสอบสวนกลาง” โพสต์ข้อความ ดังนี้…

“กั๊กที่จอดรถบนถนนสาธารณะ มีความผิด !!

การวางวัตถุ สิ่งของ เช่น แผงเหล็ก เก้าอี้ หรือสิ่งอื่นใด บนถนนสาธารณะ เพื่อจับจองพื้นที่ดังกล่าวเป็นของตนเองหรือผู้อื่น ในลักษณะกีดขวาง เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535

ม.19 “ห้ามมิให้ ตั้ง วาง หรือกองวัตถุใดๆ บนถนน เว้นแต่เป็นการกระทำในบริเวณที่เจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศกำหนดด้วยความเห็นชอบของเจ้าพนักงานจราจร” X ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ (ซึ่งมีการบังคับใช้ในพื้นที่เขตเทศบาล, สุขาภิบาล, กรุงเทพฯ, เมืองพัทยา และบางพื้นที่) หากพบเห็นการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว ท่านสามารถถ่ายภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหวไว้เป็นหลักฐาน แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ได้ในทันที โดยผู้แจ้งจะได้รับส่วนแบ่งจากการเปรียบเทียบปรับ 50%

และในกรณีของพื้นที่ที่ไม่ได้บังคับใช้ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ ผู้กระทำความผิดในลักษณะเช่นนี้ ก็ถือว่าเข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจร ม.114 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท และ ป.อาญา ม.385 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สุราษฎร์พร้อมเปิด! ‘เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า’ ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ

Posted on February 19, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/712131

สุราษฎร์พร้อมเปิด! 'เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า' ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ

สุราษฎร์พร้อมเปิด! ‘เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า’ ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 09.38 น.

ผู้ว่าฯสุราษฎร์ประกาศเกาะสมุยพร้อมรับท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพหวังดึงนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

19 กุมภาพันธ์ 2566 นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประธานเปิดโรงพยาบาลวัฒนแพทย์สมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีนายแพทย์สมชาย จันทร์สว่าง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือโรงพยาบาลวัฒนแพทย์จำกัด (มหาชน) นายรามเนตร ใจกว้างนายกเทศมนตรีนครเกาะสมุย นายชยพล อินทรสุภา นายอำเภอเกาะสมุย ตลอดจนนายเรืองนาม ใจกว้าง นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่บุคลากรทางการแพทย์ร่วมกิจกรรม

การเปิดโรงพยาบาลวัฒนแพทย์สมุยเป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 5 บนเกาะสมุย ส่งให้เกาะสมุยมีเตียงที่สามารถรองรับผู้ป่วยจากรณีต่างๆ ได้มากถึง 380 เตียง สำหรับโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรังจำกัด (มหาชน) มีเตียงรองรับผู้ป่วยถึง 53 เตียง สำหรับโรงพยาบาลบนเกาะสมุยปัจจุบันมีทีมแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขาเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย ทีมสหวิชาชีพและทีมประสานงาน ที่มากประสบการณ์ รองรับการบริการทางการแพทย์ และระบบส่งต่อไปรักษายังโรงพยาบาลขั้นสูง เพื่อให้บริการคนในพื้นที่รวมถึงเกาะใกล้เคียงอย่างเกาะพะงันและเกาะเต่า ที่สำคัญทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยที่มีขีดความสามารถรองรับผู้เจ็บป่วย ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่จะให้เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า เป็น Wellness Destination (เวลเนสเดสทิเนชั่น) หรือท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ

สำหรับการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพจะยิ่งเติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับเกาะสมุย เกาะพะงัน แชะเกาะเต่า ที่มีสินค้าบริการในระบบเศรษฐกิจเชิงสุขภาพที่มีความหลากหลาย ทั้งโรงแรม รีสอร์ตเพื่อสุขภาพ สปา ร้านอาหารสุขภาพ ศูนย์ลดน้ำหนัก ศูนย์ความงาม การชะลอวัย การแพทย์เชิงป้องกัน การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก ซึ่งเกาะสมุยมีสินค้าและบริการที่มีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ตลาดด้านการท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสนใจพิเศษการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับความต้องการเชิงลึกที่มีความหลากหลายได้ทุกเทรนด์

นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ให้ความสำคัญความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่สำคัญความปลอดภัยที่มีต่อสุขภาพ เกาะสมุยนอกจากจะมีการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพรวมถึงการมีธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ด้านเวลเนสหรือด้านสุขภาพก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งเราต้างสร้างความประทับใจด้านสถานที่และการดูแลด้านสุขภาพอนามัย ที่สำคัญมาเที่ยวแล้วต้องปลอดภัย

การเปิดโรงพยาบาลแห่งที่ 5 บนเกาะสมุยแห่งนี้จะเป็นการตอบโจทย์ด้านความมั่นคงด้านสุขภาพได้เป็นอย่างดี เพราะตอนนี้นักท่องเที่ยวกำลังหลั่งไหลเข้ามายังเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ซึ่งเมื่อปี 2565 หลังจากสถานการณ์โควิดมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าทั้งสามเกาะกว่าหนึ่งล้านคน และในปีนี้ได้มีการตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวยังเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า โดยมีเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นสองถึงสามเท่ากว่าปีที่ผ่านมา

ด้านนายแพทย์สมชาย จันทร์สว่าง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือโรงพยาบาลวัฒนแพทย์จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โรงพยาบาลจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมมือกับภาครัฐ ที่จะส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวของจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะพื้นที่เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ร่วมถึงภาพรวมท่องเที่ยวของประเทศไทยที่จะสนุบสนุนการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพให้ทั้งสามเกาะที่กล่าวมา.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

กองทัพธรรมพระภิกษุกว่า500รูป เดินธุดงค์เท้าเปล่า จาริกธรรมยาตราถึงวัดพระธาตุพนมแล้ว

Posted on February 19, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/712125

กองทัพธรรมพระภิกษุกว่า500รูป เดินธุดงค์เท้าเปล่า จาริกธรรมยาตราถึงวัดพระธาตุพนมแล้ว

กองทัพธรรมพระภิกษุกว่า500รูป เดินธุดงค์เท้าเปล่า จาริกธรรมยาตราถึงวัดพระธาตุพนมแล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 09.02 น.

กองทัพธรรมพระป่ากว่า 500 รูป ธุดงค์เท้าเปล่าจาริกธรรมยาตราถึงวัดพระธาตุพนม พลังศรัทธาแห่สาธุบุญ ถวายเป็นพุทธบูชาองค์พระ

19 กุมภาพันธ์ 2566 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ เวลา 18.30 น. ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ได้มีพลังศรัทธาพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ต่างพร้อมใจนุ่งขาวห่มข่าว เดินทางมารอนมัสการสาธุบุญขบวนกองทัพธรรม ในโครงการจาริกธรรมยาตราของพระภิกษุสงฆ์ สายธรรมยุติกว่า 500 รูป รวมถึงแม่ชีที่ธุดงค์วัตรด้วยเดินเท้าเปล่า รวมระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร เพื่อปฏิบัติธรรมแสวงบุญ

โดยเริ่มต้นจากวัดไตรสิกขาทลาทลตาราม ต.บ้านแพด อ.คำตากล้า จ.สกลนคร เพื่อมุ่งหน้ามายังวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาต่อองค์พระธาตุพนม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง อายุเก่าแก่กว่า 2,500 ปี ภายในบรรจุพระอุรังคธาตุ กระดูกส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้า แสดงออกถึงความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา  

โดยกำหนดการเดินทางระหว่างวันที่ 7-19 กุมภาพันธ์ 2566 รวมประมาณ 12 วัน จนกระทั่งธุดงค์ถึงวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ตามเป้าหมายที่วางไว้ทุกประการ

ทั้งนี้การจัดโครงการจาริกธรรมยาตราจะมีขึ้นทุกปี ซึ่งการเดินจาริกธุดงค์ตลอดเส้นทาง พระคุณเจ้าจะไม่รับปัจจัยหรือของถวาย นอกจากน้ำดื่มเพียงอย่างเดียว เนื่องจากเป็นการปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียรของพระธุดงค์สายป่าหรือธรรมยุต ตลอดการเดินเท้าเข้าวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารเพื่อปฏิบัติธรรม ได้มีพุทศาสนิกชนได้แสดงออกถึงความเคารพศรัทธา โดยมาร่วมสรงน้ำ โปรยดอกไม้ สาธุบุญจำนวนมาก.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ดึงทุกฝ่ายเปิดใจพูดคุยรู้จักกัน ทางออกปัญหา‘หาบเร่แผงลอย’

Posted on February 19, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/712086

สกู๊ปแนวหน้า : ดึงทุกฝ่ายเปิดใจพูดคุยรู้จักกัน  ทางออกปัญหา‘หาบเร่แผงลอย’

สกู๊ปแนวหน้า : ดึงทุกฝ่ายเปิดใจพูดคุยรู้จักกัน ทางออกปัญหา‘หาบเร่แผงลอย’

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ผมได้ยินเขาบอกว่า ประเทศสิงคโปร์พื้นที่ทั้งหมดเป็นของรัฐ รัฐสามารถทำอะไรก็ได้ จะจัดระเบียบแบบไหนก็ได้ จะสร้างอะไรก็ได้ แต่กรุงเทพฯ เป็นของเอกชน ถ้าเป็นของเอกชนรัฐก็ไม่สามารถบังคับเอกชนได้ว่าถ้าให้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ของตลาดเอกชนแล้วบังคับว่าคุณจะจ่ายค่าเช่าถูกๆ ได้ ถ้าหากตลาดเขามีมูลค่า ตลาดเขาดี เขาก็ต้องเพิ่มค่าเช่า ที่บอกว่าคนขายของเล็กๆ น้อยๆ ไม่สามารถจะเข้าได้ อันนี้เป็นข้อเท็จจริง”

เสียงสะท้อนจาก เรวัตร ชอบธรรม ประธานเครือข่ายแผงลอยไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ในวงเสวนา “อยู่หรือไปหาบเร่แผงลอยไทย ใครกำหนด?” เมื่อช่วงกลางสัปดาห์นี้ มองนโยบายจากเบื้องบนที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริงที่เบื้องล่าง เมื่อผู้มีอำนาจไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในแง่สิทธิการครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดิน จึงเป็นข้อจำกัดหากไทยจะเลียนแบบจัดระบียบหาบเร่แผงลอยแบบสิงคโปร์

ซึ่งบนเวทีนั้น ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ อาจารย์ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เล่าถึงงานวิจัยที่เคยสอบถามผู้ซื้ออาหารแผงลอย (และแม้บางคนในกลุ่มนี้จะไม่ชอบแผงลอยก็ตาม) ว่า เหตุผลที่ซื้อคือมีอาหารให้เลือกหลายอย่าง สะดวกและราคาเข้าถึงได้กลับกันหากสร้างอาคารสูงขึ้นมา ร้านอาหารในอาคารจานละ 70-80 บาท คนทำงานหากจบ ป.ตรี เงินเดือนราว 18,000-20,000 บาท ถามว่าจ่ายบ่อยๆ ไหวหรือไม่

และต้องไม่ลืมด้วยว่า คนที่ทำงานในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด หรือก็คือร้อยละ 70 ของคนที่ทำงานใน กทม. เป็นคนย้ายถิ่นมาจากที่อื่น ซึ่งก็ต้องมาเช่าที่พักใน กทม. นอกจากนั้นยังมีค่าเดินทาง ตนเคยสำรวจพบว่าคนคนหนึ่งมีค่าอาหาร 180 บาทต่อวันและราคานี้เป็นการกินแบบประหยัดค่าเดินทาง 3,000 บาทต่อดือน ลองคิดต่อไปว่าเงินเดือน 2 หมื่นบาท บริษัทไทยให้ได้ประมาณนี้ จะพอเหลือเก็บออมหรือไม่

“การจัดระเบียบผมก็บอกว่าโจทย์กลับมาที่ กทม. จัดระเบียบไม่ใช่ไปเตะเขาออกจากพื้นที่ ซึ่งก็ไม่ถูกอีก คือต้องมานั่งดูว่าสมมุติมันมีประโยชน์กับพื้นที่ของคนในบริเวณนั้นอยู่ ก็ต้องกลับมาดูอีกว่าจะทำอย่างไรได้ไหม? เราเอารถเข็นเป็นศูนย์กลางได้ไหม? เช่น มาออกแบบรถเข็นไม่ให้มันกินพื้นที่ทางเท้าเยอะ จัดอะไรก็ว่าไปซึ่งผมคิดว่ามันมีแนวทางการจัดการที่มากกว่าที่มามองว่าเอาเขาออกอย่างเดียว” ดร.กฤษฎา กล่าว

รศ.ดร.อมร กฤษณพันธุ์ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า หาบเร่แผงลอยเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Sector) ซึ่งไปเชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่เฉพาะผู้ค้าแต่รวมถึงผู้ซื้อด้วยซึ่งอาจไม่มีเงินมากพอจะจับจ่ายในห้างสรรพสินค้า นอกจากนั้น หากมองคำว่าพื้นที่สาธารณะ จะพบว่าพื้นที่เดียวกันการใช้ประโยชน์ยังแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา เช้า-กลางวัน-เย็น

และในเชิงของผังเมือง พื้นที่สาธารณะหากประชาชนเข้าไปใช้อย่างหลากหลายก็จะอยู่ได้ไม่รกร้าง ไม่ใช่ทำเพื่อสวยแค่ให้ถ่ายรูปได้ และการมีคนอยู่พลุกพล่านและสามัคคีกัน คนเหล่านี้ยังช่วยเป็นหูเป็นตาได้แม้บริเวณนั้นจะไม่มีกล้องวงจรปิด (CCTV) เลยก็ตาม ซึ่งพื้นที่สาธารณะของเมืองควรจะเข้าถึงได้ทุกคน ไม่ใช่จะเป็นห้างอย่างเดียวแล้วไม่มองคนรายได้ไม่สูงพอจะจ่ายได้

“อาจจะต้องมาเรียงลำดับ (Priority) ความสำคัญ ในช่วงเวลาและสถานที่ (Timing & Space) ช่วงนั้นอะไรมันสำคัญ
เขาอาจจะไม่ได้ขายตลอด 24 ชั่วโมง หรือรุกล้ำทั้งหมด อีกอันคือเรื่องของผู้มีส่วนได้-เสีย พอมันเปลี่ยนกลไกที่เคยทำให้พื้นที่ตรงนั้นอยู่มันเปลี่ยน พอมันเปลี่ยนรัฐบอกได้ไหมทำไมต้องเปลี่ยน?” รศ.ดร.อมร กล่าว

ผศ.กฤษณะพล วัฒนวันยู อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า เมืองคือที่ที่คนมาอยู่ด้วยกัน จึงมีการทะเลาะเบาะแว้งหรือปะทะกัน แต่ต้องมีพื้นที่ให้คนได้พูดคุยทำความรู้จักและเรียนรู้ร่วมกัน เมืองจึงจะมีชีวิตชีวา
เช่น หากเข้าใจหาบเร่แผงลอยก็จะสามารถออกแบบการจัดระเบียบร่วมกับผู้ค้าได้ซึ่งก็จะดีกับทุกฝ่าย

“ถ้าเราไม่เข้าใจเขา ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร เขาคือใคร เขาทำอะไร เขามาขายกี่โมง เขาขายเล็ก-ขายใหญ่ ขายอะไรบ้าง ไปเอาของมาจากไหน ขายให้ใคร เราไม่เข้าใจเขาเราออกแบบไปมันก็เป็นเมืองที่ผิดพลาด เป็นเมืองที่ไม่น่าอยู่ มันเหมือนดึงอันนี้ออกแล้วใส่อันนี้เพิ่มแล้วมันจบ ไม่ใช่ เมืองมันมีคนอยู่ก็คือมีชีวิต วิวัฒน์ไป ดี-ไม่ดี อะไรอย่างนี้” ผศ.กฤษณะพล กล่าว

ศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของสังคมไทยทำด้วยอำนาจไม่ใช่ด้วยการทำความรู้จักกัน เช่น การยกเลิกจุดผ่อนผัน ถามว่ามีใครรู้บ้างว่าผู้ค้าและครอบครัวจากจุดที่ถูกยกเลิกไปนั้นไปอยู่ที่ไหน มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร แน่นอนไม่มีใครปฏิเสธว่าบ้านเมืองต้องแก้ปัญหาด้วยกฎหมาย แต่การขยายตัวของเมืองไม่ได้ขยายด้วยกฎหมายแต่ด้วยพลังทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น ข่าวที่ดินย่านสีลมแพง กรมธนารักษ์ไม่ได้ทำให้ที่ดินแพง เพียงแต่ออกมายืนยันว่าที่ดินตรงนั้นแพงจริง

“หรือต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ใช้กรุงเทพฯ ได้ อันนี้ก็เป็นคำถามสำหรับบ้านเมืองเรา ที่รู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน ผมคิดว่าเงื่อนไขแรกคือไม่ยอมทำความรู้จักจริงๆ แต่แก้ปัญหาด้วยเครื่องมือทางนโยบายแบบที่เคยชิน ยิ่งเวลารวมศูนย์อำนาจก็ใช้วิธีรวมศูนย์ เสมือนว่ารวมศูนย์แล้วจะแก้ปัญหา ทุบโต๊ะแล้วจะแก้ปัญหาได้หมด ผมคิดว่าเราสร้างความยากลำบากหรือเคราะห์กรรมให้กับคนไปเท่าไรยังไม่รู้เลย” ศ.สุริชัย กล่าว

รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในระบบเศรษฐกิจมีความหลากหลาย มีทั้งคนตัวเล็กและตัวใหญ่อยู่ด้วยกัน แต่การปรับตัวนั้นคนตัวเล็กทำได้ยากกว่า เช่น มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อหรือขยับขยายกิจการเข้าไปในห้างสรรพสินค้าด้วยตนเอง ดังนั้นหากมองอย่างสร้างสรรค์ก็ควรคิดว่าจะช่วยปรับปรุงพัฒนาคนกลุ่มนี้ได้อย่างไร ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่จุดเริ่มต้นในการแข่งขันไม่เท่ากัน ย่อมเป็นหน้าที่ของภาครัฐเข้ามาโอบอุ้มคนเหล่านี้เติบโตขึ้นอย่างสร้างสรรค์และไปต่อได้

“ทำอย่างไรเราจะชวนผู้มีส่วนได้-เสียทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคเองที่เขาชอบทานหาบเร่แผงลอย หรือคนที่ไม่สนใจเลยฉันต้องการพื้นที่วิ่งหรือเดินบนฟุตปาธ หรือหาบเร่แผงลอย เอามาคุยกัน เปิดใจที่จะคุยกัน แล้วก็คุยกันในเชิงสร้างสรรค์ว่าเรามีปัญหา เราต้องยอมรับว่าเรามีปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยอย่างมาก แล้วจริงๆ เรายอมรับความหลากหลายบนโลกนี้ขึ้นมาเยอะมาก ไม่ว่าจะความหลากหลายทางเพศ เรื่องสีผิว เรื่องความคิดที่แตกต่าง แล้วทำไมเราไม่เห็นความหลากหลายในแง่ของเศรษฐกิจ” รศ.ดร.กิริยา กล่าว


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘สกาย-ไอซีที’ผนึกกำลัง‘มจธ.’ เชื่อมทักษะจากชั้นเรียนสู่ปฏิบัติจริง

Posted on February 19, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/712079

‘สกาย-ไอซีที’ผนึกกำลัง‘มจธ.’  เชื่อมทักษะจากชั้นเรียนสู่ปฏิบัติจริง

‘สกาย-ไอซีที’ผนึกกำลัง‘มจธ.’ เชื่อมทักษะจากชั้นเรียนสู่ปฏิบัติจริง

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในการร่วมกันพัฒนานักศึกษาสู่การเป็น Tech Talent ที่ผ่านการปฏิบัติงานจริงและส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานบัณฑิตหลังจบการศึกษา ตลอดจนสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนางานบริการทางวิชาการเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคต

ตามปณิธานของสกาย ไอซีที ด้านTech Talent Transformation ที่มุ่งสร้าง Tech Talent สายเลือดใหม่เข้ามาเติมเต็ม Tech Ecosystem ของประเทศไทยให้แข็งแกร่งมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทมุ่งมั่นพัฒนาประสบการณ์ดิจิทัลภายในท่าอากาศยาน (Digital Airport Experiences) แก่ผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมงบประมาณกว่า 20 ล้านบาท พร้อมสนับสนุนการวิจัยและศึกษาพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับการบริการภายในท่าอากาศยาน

ร่วมกับ Edutainment Socio-Interaction Computing Lab (ESIC Lab) ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เพื่อยกระดับการบริการภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้พร้อมก้าวสู่การเป็นท่าอากาศยานอัจฉริยะ (Digital Airport) รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ สอดคล้องกับเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ คือ Connecting Thailand

สำหรับบริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำในประเทศไทยที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบิน การรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ และแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยบริษัทมุ่งเดินหน้าให้บริการโซลูชั่นใหม่ๆ ให้สอดรับกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบิน พร้อมช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดให้กับผู้โดยสารผ่านบริการต่างๆ อาทิ การรวมระบบแอปพลิเคชั่น ระบบรักษาความปลอดภัย และบริการอำนวยความสะดวกภายในท่าอากาศยาน

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) หรือ กล่าวว่า มจธ. มุ่งพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ สร้างสรรค์งานวิจัย ผลิตบัณฑิต ไปจนถึงร่วมส่งเสริมและสนับสนุนนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมตลอดมา ซึ่งความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง บริษัท สกายไอซีที จำกัด (มหาชน) กับมหาวิทยาลัยในครั้งนี้ จะเข้ามาช่วยเชื่อมต่อการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับการประยุกต์ใช้จริงได้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสามารถปฏิบัติงานภายใต้สภาพแวดล้อมจริงได้เต็มศักยภาพ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคต

ผศ.ดร.ปริยกร ปุสวิโร ผู้อำนวยการESIC Lab มจธ. กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชนครั้งนี้ สามารถทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นอย่างน้อย 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.การพัฒนานักศึกษาให้มีประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะเพิ่มเติมภายนอกห้องเรียน เพื่อให้นักศึกษามีความพร้อมสำหรับการทำงานที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมได้หลังจากสำเร็จการศึกษา

2.การนำงานวิจัยและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้พัฒนาบริการภายในท่าอากาศยาน เพื่อยกระดับท่าอากาศยานให้เป็นประตูด่านแรกของประเทศ ที่จะสร้างประสบการณ์อันดีให้กับนักท่องเที่ยวได้ ทั้งนี้ ภาคการศึกษามุ่งหวังว่าจะใช้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของบุคลากรทางภาคการศึกษาที่มี เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องร่วมไปกับภาคอุตสาหกรรม และ 3.การต่อยอดองค์ความรู้และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาท่าอากาศยานอัจฉริยะ

ทั้งนี้ ดร.ปิยนิตย์ เวปุลานนท์ กล่าวว่างานที่สำคัญที่ต้องพัฒนาสำหรับงานบริการอัจฉริยะในท่าอากาศยาน คือ งานพัฒนาด้าน Activating Space for Digital Airport ซึ่งประกอบไปด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลาย เช่น การใช้เครือข่ายการตรวจจับแบบไร้สาย การระบุตำแหน่งผู้โดยสารภายในอาคารท่าอากาศยาน การนำทางผู้โดยสาร การเก็บข้อมูลด้วยเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่หลากหลายในพื้นที่

การศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ การประมวลผลแผนที่ด้วยระบบคลาวด์ รวมถึงเทคโนโลยีด้านอื่นๆที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นองค์ความรู้ใหม่ๆ รวมไปถึงงานวิจัยในลักษณะสหวิทยาการได้ในอนาคต ทั้งนี้ทุกองค์ความรู้จะเป็นความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อยกระดับ Digital Airport Experiences แก่ผู้โดยสารภายในท่าอากาศยานอย่างรอบด้าน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : ‘สวทช.’ผนึก‘กรมการขนส่งทางราง’และ‘สทร.’ หนุนผลิตชิ้นส่วนทดแทน ยกระดับอุตสาหกรรมระบบราง

Posted on February 19, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/712072

สกู๊ปพิเศษ : ‘สวทช.’ผนึก‘กรมการขนส่งทางราง’และ‘สทร.’ หนุนผลิตชิ้นส่วนทดแทน ยกระดับอุตสาหกรรมระบบราง

สกู๊ปพิเศษ : ‘สวทช.’ผนึก‘กรมการขนส่งทางราง’และ‘สทร.’ หนุนผลิตชิ้นส่วนทดแทน ยกระดับอุตสาหกรรมระบบราง

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. กระทรวงคมนาคม ร่วมลงนามความร่วมมือการขับเคลื่อนการวิจัยพัฒนา นวัตกรรมด้านมาตรฐานและการทดสอบ สำหรับผลิตภัณฑ์ในระบบราง เพื่อการยกระดับผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับการพัฒนาด้านระบบรางในประเทศไทย ที่อาคารแชมเบอร์ 10 เมตร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า เทคโนโลยีระบบรางเป็นหนึ่งในระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ที่สำคัญยิ่ง เนื่องจากขนส่งผู้โดยสารจำนวนมาก และสามารถลดเวลาในการเดินทางได้จริง โดยประเทศไทยเอง ได้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนี้อย่างมหาศาล ทั้งในกรุงเทพมหานคร ตามเมืองในภูมิภาคต่างๆ เช่น เชียงใหม่ภูเก็ต ขอนแก่น โคราช ฯลฯ ตลอดจนการพัฒนาระบบรถไฟรางทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าในระยะทางไกลที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงระบบรางรถไฟทางไกลสมัยใหม่ อาทิ รถไฟความเร็วสูงที่จะเชื่อมกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และมีแผนพัฒนาอีกหลายเส้นทางตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่กระทรวงคมนาคมได้วางเป้าหมายและดำเนินการให้ระบบรางเป็นโครงข่ายคมนาคมหลักของประเทศ และเป็นผู้นำด้านระบบรางในภูมิภาค

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าว เพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางให้กับประเทศอย่างยั่งยืน ทำให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีระบบราง และการยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตประชาชนด้านการขนส่งและการเดินทาง จำเป็นต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิเคราะห์ทดสอบมาตรฐานเป็นปัจจัยสำคัญ

สวทช. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบราง จึงได้ให้ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PTEC ซึ่งมีความพร้อมด้านการทดสอบผลิตภัณฑ์ในระบบขนส่งทางรางในระดับสากล และได้รับการรับรองระบบคุณภาพ ISO/IEC17025 เรียบร้อยแล้ว เป็นห้องปฏิบัติการทดสอบชิ้นส่วนรถไฟประเภทไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ อาณัติสัญญาณของระบบรถไฟ ระบบสื่อสาร และด้านประสิทธิภาพการใช้งานต่างๆ เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมปัจจุบันที่ต้องการปรับรูปแบบจากผลิตภัณฑ์แบบเดิมไปสู่การผลิตชิ้นส่วนเพื่อใช้ทดแทนในระบบขนส่งทางรางที่จะมีความต้องการมากขึ้น

นอกจากการทดสอบผลิตภัณฑ์ของระบบรางในห้องปฏิบัติการทดสอบแล้ว PTEC ยังมีประสบการณ์ในการทดสอบการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electro magnetic
Compatibility : EMC) สำหรับรถไฟมาแล้วมากกว่า20 ปี โดยเริ่มดำเนินงานตั้งแต่การสำรวจการรบกวนแม่เหล็กไฟฟ้าของระบบควบคุมและโทรคมนาคมตลอดเส้นแนวราง ที่พาดผ่านสถานที่ต่างๆ เช่น โรงพยาบาล เสาโทรคมนาคม เสาวิทยุโทรทัศน์ ธนาคาร ระบบสัญญาณไฟจราจรบนถนน ซึ่งสถานที่ต่าง ๆ นี้ มีความเสี่ยงในการรบกวนสัญญาณควบคุมของระบบรถไฟด้วย โดยที่ผ่านมา PTEC ได้ดำเนินการทดสอบสำหรับรถไฟหลายเส้นทางแล้ว เช่น สายสีม่วง สายสีเขียว สายสีน้ำเงิน สายสีแดง สายสีทอง รวมถึงรถไฟฟ้า BTS อีกด้วย

ทั้งนี้ เพื่อให้ครอบคลุมการทดสอบระบบรางนอกห้องปฏิบัติการมากยิ่งขึ้นตามข้อกำหนดด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ (EHIA) ตามแนวทางสากล ซึ่งในปี 2566 สวทช. จึงให้ PTEC ทำการขยายขอบข่ายการทดสอบจากด้าน EMC โดยเพิ่มการทดสอบด้านการทดสอบเสียง (sound acoustic) เมื่อขบวนรถไฟวิ่งผ่านพื้นที่ชุมชน เพื่อกำหนดจุดวาง กำแพงกั้นเสียง ลดเสียงดังและการทดสอบแรงสั่นสะเทือนบนขบวนรถไฟขณะเคลื่อนที่ (rolling stock vibration) เพื่อให้ผู้โดยสารมีความสะดวกและปลอดภัยตลอดการเดินทาง

“ที่ผ่านมา สวทช. ร่วมเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานต่างๆ รวมถึง กรมการขนส่งทางราง และ สทร. รวมทั้งส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือร่วมกับภาคเอกชนที่มีความพร้อมและสนใจเข้ามาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยจะเน้นการนำความรู้ ความสามารถในการวิจัยพัฒนา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ที่ สวทช. มี ให้เกิดขึ้นจริงและใช้ประโยชน์จริง เพราะ สวทช. ถือเป็นขุมพลังหลักของประเทศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งเครื่องมือ บุคลากร และบริการที่พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการนำ วทน. ไปช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมระบบรางภายในประเทศและในภูมิภาค” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว

ดร.สันติ เจริญพรพัฒนา ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์

ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะรับรองและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางขึ้นในประเทศไทย โดยใช้หลักการ “Thai First : ไทยทำ ไทยใช้” ของกระทรวงคมนาคม เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ซึ่งกระทรวงคมนาคมเลือกที่จะใช้แรงงานขั้นสูงและคนไทยเป็นผู้ก่อสร้างงานโยธา เพื่อให้เกิดการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบขนส่งทางรางโดยคนไทย ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและลดการจ้างที่ปรึกษาจากต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

“เรามี PTEC ของ สวทช. ซึ่งมีทรัพยากรจำนวนมากและบุคลากรที่มีความรู้ ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทดสอบที่ทันสมัย องค์ความรู้ใหม่และเทคโนโลยีล้ำสมัยเหล่านี้ จะเข้ามาช่วยการพัฒนาระบบรางเพื่อลดการนำเข้าเทคโนโลยี ให้เราควรจะยืนอยู่ด้วยเทคโนโลยีของคนไทย ทั้งการซ่อม การสร้างและใช้เทคโนโลยีของประเทศไทย ตามนโยบาย Thai First ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งเราควรจะเริ่มต้นและเรียนรู้กับเทคโนโลยีเหล่านี้” อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อ สวทช. และ สทร. และกรมการขนส่งทางราง ร่วมกันน่าจะเป็นสิ่งที่ดีในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมระบบรางในประเทศ เมื่อกรมการขนส่งทางรางออกมาตรฐานความปลอดภัย มาตรฐานการผลิตแล้ว ทาง สวทช. มีองค์ความรู้และวิธีการวิเคราะห์ทดสอบที่ได้มาตรฐานสากล ทาง สทร. ก็สามารถมาบูรณาการความรู้เหล่านี้เข้ามาเพื่อทำงานร่วมกันได้ เพื่อลดการนำเข้าและลดการจ่ายเงินตราต่างประเทศ ที่สำคัญคือคนไทยได้ความรู้เหล่านี้ มีมูลค่าที่เกิดขึ้นกับคนไทย ทั้งมูลค่าการจ้างงาน การผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมระบบรางได้ เป็นมูลค่าเพิ่มที่ลดการนำเข้าได้เป็นอย่างดี

ดร.สันติ เจริญพรพัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. กล่าวว่า สทร. ยึดเป้าหมายของประเทศในการขนส่งทางรางจาก 15% เป็น 40% ในอนาคต ซึ่ง สทร. ไม่สามารถดำเนินการได้โดยองค์กรเดียว หากขาดหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม เพื่อดำเนินการร่วมกัน ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีในการซ่อมบำรุง การส่งเสริมการวิจัยเพื่อผลิตชิ้นส่วนในประเทศ และระบบทดสอบและรับรองมาตรฐานซึ่งทาง PTEC สวทช. มีความเชี่ยวชาญในระบบทดสอบมาตรฐานที่ได้มาตรฐานสากล ความร่วมมือในการดำเนินงานขับเคลื่อนการวิจัยพัฒนา นวัตกรรมด้านมาตรฐานและการทดสอบ สำหรับผลิตภัณฑ์ในระบบรางเพื่อการยกระดับผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับการพัฒนาด้านระบบรางในประเทศไทย

“สิ่งสำคัญคือ ผู้ประกอบการ เวลาจะใช้ชิ้นส่วนใดก็จะอ้างอิงระบบมาตรฐานในการทดสอบ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการร่วมมือกับ PTEC สวทช. ครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการผลิตชิ้นส่วนทดแทนที่ได้มาตรฐาน เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมระบบรางในประเทศให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนตามเป้าหมาย Thai Frist ของกระทรวงคมนาคมต่อไป”ผู้อำนวยการ สทร. กล่าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : สางปมบุหรี่ไฟฟ้า…หลากปัญหารอวันแก้

Posted on February 19, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/712097

สกู๊ปพิเศษ : สางปมบุหรี่ไฟฟ้า...หลากปัญหารอวันแก้

สกู๊ปพิเศษ : สางปมบุหรี่ไฟฟ้า…หลากปัญหารอวันแก้

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่จริงเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ามีประเด็นให้วิวาทะกันมาพอสมควรแต่มาดังเป็นพลุแตกอีกครั้งก็เพราะดาราไต้หวัน ถูกตำรวจสน.ห้วยขวางที่ตั้งด่านตรวจจัดให้เธอถ่ายรูปคู่กับบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นคนซื้อหรือนำเข้ามาจนนำไปสู่เรื่องราวตำรวจเตารีดบานปลายเสื่อมเสียวงการตำรวจไปแล้ว

มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมโฟกัสกรุ๊ปเรื่อง “สางปม บุหรี่ไฟฟ้า…หลากปัญหา รอวันแก้” เมื่อเร็วๆ นี้ มีสื่ออาวุโสผู้ลึกซึ้งด้านงานสุขภาวะอย่าง วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส ดำเนินรายการ

ผู้คร่ำหวอดในการรณรงค์เรื่องบุหรี่อย่าง นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ชี้ว่าบนโลกใบนี้ 32 ประเทศ เป็นอย่างน้อยมีกฎหมายห้ามเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นว่าทั่วโลกตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้ามีข้อมูลชัดเจนว่าเด็กทั่วโลกสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งเด็กมัธยมปลายอเมริกัน นิวซีแลนด์ รวมทั้งเด็กมัธยมต้นของไทย อายุ 13-15 ปี สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มจาก 3.3% ในปี 2558 เป็น 8.1% ในปี 2564 บุหรี่ไฟฟ้าก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพราะละอองลอยมีสารโลหะหนักหลายชนิด เช่นเหล็ก ทองแดง นิกเกิล สังกะสี โครเมียม และตะกั่ว รวมทั้งสารนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อสมองเด็กและวัยรุ่น

“บุหรี่ไฟฟ้าหลายยี่ห้อมีสารนิโคตินเท่ากับสูบบุหรี่ 20 มวนและบางยี่ห้อมีสารนิโคตินเท่ากับการสูบบุหรี่ถึง 50 มวน”หมอประกิตย้ำข้อมูลที่น่าตกใจ

ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ยังพูดถึงข้ออ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่มวนว่าไม่เป็นความจริง เรื่องนี้องค์การอนามัยโลก ยังไม่มีข้อสรุป ส่วนองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกายืนยันว่าไม่เคยรับรองให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ เช่นเดียวกับกระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลีย สอดคล้องกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2564-2565 ไม่มีข้อสรุปว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ได้ มิหนำซ้ำยังพบว่า 60% ของคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่กลับมาสูบบุหรี่ชนิดมวนใหม่ ปัญหาใหญ่สุดของบุหรี่ไฟฟ้าคือทำให้เด็กที่ไม่เคยสูบบุหรี่เข้ามาสูบบุหรี่ไฟฟ้าและเด็กที่เริ่มต้นสูบบุหรี่ไฟฟ้าเสี่ยงที่จะสูบบุหรี่ธรรมดามากกว่าเด็กที่ไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า 2-4 เท่า ส่วนคนที่เลิกสูบบุหรี่ไปแล้วก็กลับมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าแทน อยากให้สื่อมวลชนช่วยกันเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องผ่านการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ ที่เข้าถึงเด็กและเยาวชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่เสียงสะท้อนจากคนบังคับใช้กฎหมายอย่างนายเลิศศักดิ์ รักธรรม ผู้อำนวยการส่วนบังคับคดี หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค บอกว่ามีกฎหมายหลายฉบับเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า เช่น คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 ออกตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค เรื่อง ห้ามขายหรือห้ามให้บริการสินค้า “บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า” มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ยังมีประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่ และบารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 246 วรรคหนึ่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่ปัญหาใหญ่ที่สคบ.สะท้อนก็คือมีการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศจากรายใหญ่ประมาณ 10 ราย แล้วนำมากระจายขายทั่วประเทศทั้งออฟไลน์และออนไลน์ซึ่งเด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ ขณะนี้ได้ส่งข้อมูลไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ให้บังคับใช้กฎหมายถึง 300 website ส่วนในกทม. สคบ.สนธิกำลังจับกุมผู้ขายในกทม. ที่ตลาดคลองถมถึง 13 ครั้ง หลังจากนั้นก็กลับมาขยายอีก ถ้าจะจัดการปัญหานี้จะต้องแก้ที่ต้นน้ำคือรายใหญ่ที่ลักลอบนำเข้าซึ่งตอนนี้ได้คุยกันหลายหน่วยงานแล้วว่าจะนำกฎหมายฟอกเงินเงินมาใช้บังคับ

“สคบ.เคยได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองหลายคนว่าพบแท่งรูปร่างแปลกๆ ในกระเป๋านักเรียนของลูกและพบว่าเป็นบุหรี่ไฟฟ้า” ผอ.เลิศศักดิ์เผยข้อมูลชวนสะดุ้งสำหรับผู้ปกครอง

วันนั้นสื่อมวลชนได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอทางแก้ปัญหาไว้อย่างน่าสนใจทั้งการสื่อสารข้อมูล องค์ความรู้ต่างๆที่แสดงให้เห็นพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มมากกว่านี้ เพราะเปิดเข้าไปดูที่ไหนก็มักจะเห็นแต่ด้านดีมากกว่าด้านลบ เช่น สูบแล้วดี เท่ ช่วยลดหรือเลิกบุหรี่แบบมวนได้ หรือกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาให้ได้ผลไปถึงผู้มีอำนาจหรือฝ่ายการเมืองก็อาจจะต้องอาศัยคนที่ส่งเสียงดังแล้วคนฟังอย่าง คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ พร้อมกับเรียกร้องให้ทุกฝ่ายต้องช่วยส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองและนักการเมืองที่กำลังหาเสียงกันอยู่ในขณะนี้ว่าเราไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า กัญชาเสรี หรือกาสิโนถูกกฎหมาย สุดท้าย นายอภิวัชร์ เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะสรุปว่า ฟังทุกฝ่ายแล้วจำเป็นต้องจับมือกันเป็นเครือข่ายทั้งการให้ข้อมูลกับสังคมและร่วมกันขับเคลื่อนผลักดัน มาตรการและนโยบายต่อไป

จบการประชุมวันนั้นเลยนึกถึง นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ พูดไว้เมื่อ 3 พ.ย.2565 ว่าบริษัทบุหรี่ไฟฟ้าได้แฝงตัวเข้ามาในรัฐสภาและกรรมาธิการถึงขนาดเสนอให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าเสรีแล้ว

หมอประกิต,สคบ. และอีกหลายหน่วยงานคงต้องออกแรงเหนื่อยกันอีกหลายยกล่ะคราวนี้

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ใช้วิจารณญาณ! ‘อ.อ๊อด’พิสูจน์กับมือ การหักเหของแสง ได้ภาพแบบเดียวกับ’หมอปลาย’

Posted on February 18, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/712056

ใช้วิจารณญาณ! 'อ.อ๊อด'พิสูจน์กับมือ การหักเหของแสง ได้ภาพแบบเดียวกับ'หมอปลาย'

ใช้วิจารณญาณ! ‘อ.อ๊อด’พิสูจน์กับมือ การหักเหของแสง ได้ภาพแบบเดียวกับ’หมอปลาย’

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.10 น.

ขอให้ใช้วิจารณญาณ! ‘อ.อ๊อด’พิสูจน์กับมือ การหักเหของแสง ได้ภาพแบบเดียวกับ’หมอปลาย’ 

18 ก.พ.66 จากกรณี หมอปลาย พรายกระซิบ ได้โพสต์ภาพถ่ายระบุว่า ถ่ายเองกับมือเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาที่ออสเตรเลีย และ เชื่อว่าถ่ายติดมนุษย์ต่างดาว (อ่านข่าว https://www.naewna.com/likesara/711802/preview )

ขณะที่ อ.อ๊อด หรือ รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์และนักวิชาการสาขาเคมีอินทรีย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พิสูจน์เรื่องนี้ด้วยตัวเอง อ.อ๊อด บอกว่า มันเป็นการหักเหของแสง เวลาถ่ายรูป เราก็จะเห็นเป็นช่วง สีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง เราจะเห็นช่วงของสี ของแสง แต่ถ้าถ่ายด้วยกล้องสมัย 10 ปีที่แล้ว ถ้าเราดูของเค้าเนี่ย มันก็จะเป็นเหมือนสีรุ้ง แต่ว่าตัวม่วงเนี่ยมันก็จะเยอะหน่อย ก็เลยมองเป็นรูปคน รวมกับตัวต้นไม้ที่อยู่ด้านหลัง มันไม่มีอะไรเลย เป็นการหักเหของแสง บวกกับ การจินตนาการไปเองว่ามันคือมนุษย์ต่างดาว ไม่มีอะไรเลย 

เฟซบุ๊ก Weerachai Phutdhawong

เรื่องของสิ่งลี้ลับ UFO วัตถุที่บินได้ อาจารย์ขอบอกว่า เคารพในความเชืื่อ ไม่ลบหลู่ เพราะเป็นสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้   แต่มีความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้  เมื่อมีชาวเน็ตท่านหนึ่ง โพสต์ภาพ ที่ระบุว่า ถ่ายไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว อ้างว่าเป็นภาพมนุษย์ต่างดาว พร้อมข้อความ “ทั้งกาแล็กซีไม่ได้มีแค่มนุษย์อย่างเดียว” 

เรื่องนี้ ถ้าใครเชื่อว่า เป็นมนุษย์ต่างดาว ก็อาจจะเข้าใจได้ แต่ถ้าพิจารณาภาพถ่ายนี้ดีๆ เป็นการถ่ายภาพย้อนแสงและเราดูตรงบริเวณหัวสีเขียว หรือเหนือสีม่วงจะเป็นเหมือนสีรุ้ง การที่เป็นลักษณะอย่างนั้นก็เป็นการหักเหของแสง ผ่านเลนส์กล้อง ธรรมดานี่เองตามหลักวิทยาศาสตร์  มันจะให้สีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง เราจะเห็นว่ามีสีม่วง คราม น้ำเงิน ไล่มา แต่บังเอิญ การหักเหของแสงสีม่วงเยอะกว่า ถ้าถ่ายกลับด้านตามแสง ไม่ย้อนแสง ก็จะไม่เห็น คล้ายกันกับภาพถ่ายรุ้งกินน้ำและมีการจินตนาการว่า คือ”มนุษย์ต่างดาว” จึงขอให้ใช้วิจารณญาณ 

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=314&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fphutdhawong%2Fvideos%2F934008274427451%2F&show_text=false&width=560&t=0

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รำลึกถึงบุญคุณช้าง! ‘ภูหลวง’ จัดพิธีบวงสวงพญาช้าง-นางผมหอม

Posted on February 18, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/712053

รำลึกถึงบุญคุณช้าง! 'ภูหลวง' จัดพิธีบวงสวงพญาช้าง-นางผมหอม

รำลึกถึงบุญคุณช้าง! ‘ภูหลวง’ จัดพิธีบวงสวงพญาช้าง-นางผมหอม

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.06 น.

วันที่ 18 ก.พ.66 นางสาวพรทิพย์ คล้ายชม นายอำเภอภูหลวง เป็นประธานบวงสวงพญาช้าง เพื่อจัดงานประเพณีพญาช้าง-นางผมหอมร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอภูหลวง ตามประเพณีที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งชาวภูหลวงได้ทำกันมา และสืบสานตำนานพญาช้าง-นางผมหอม และรักษาไว้ซึ่งประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น และการดำเนินวิถีชีวิตของประชาชนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้คงกับคนภูหลวง 

สำหรับตำนานพญาช้าง-นางผมหอม เป็นความศรัทธาและความเชื่อถือของราษฎรในพื้นที่อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย ที่เล่าขานสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน และด้วยความเชื่อว่าวิญญาณของพญาช้าง-นางผมหอม และบริวารยังคงสถิตอยู่บริเวณภูหอ ภูหลวง และสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อ พญาช้าง-นางผมหอม และช้างบริวารในพื้นที่อำเภอภูหลวงและอำเภอใกล้เคียง ภูเรือ ภูกระดึง และอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ (พื้นที่ป่ารอยต่อ) ให้ระลึกถึง บุญคุณช้างที่อยู่คู่ป่าภูหลวง ซึ่งช้างนั้นเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ไทย ช้างเป็นสัตว์ที่ดำรงอยู่คู่กับประเทศไทยมาเป็นเวลานานในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สยามประเทศเคยใช้ธงชาติเป็น รูปช้างเผือก ชาวไทยเชื่อกันว่าช้างเผือกเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ ช้างเผือกจึงได้รับการยกย่องเสมือนเจ้านายชั้นสูง ปัจจุบันมีรูปปั้นพญาช้าง-นางผมหอม ตั้งอยู่ที่วัดโนนสว่าง บ้านหนองบัว ตำบลภูหอ ซึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวอำเภอภูหลวง ให้ความเคารพสักการบูชา

การจัดงานประเพณีพญาช้าง-นางผมหอม ของชาวอำเภอภูหลวง ร่วมกับหน่วยงานราชการ สภาวัฒนธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2543 จึงถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน 23 ปีแล้ว – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ผู้ประกวดมิสแกรนด์ตะลุยเมืองปายโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังแม่ฮ่องสอน

Posted on February 18, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/712016

ผู้ประกวดมิสแกรนด์ตะลุยเมืองปายโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังแม่ฮ่องสอน

ผู้ประกวดมิสแกรนด์ตะลุยเมืองปายโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังแม่ฮ่องสอน

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.01 น.

เมื่อวันที่ 17 ก.พ.66 ที่ผ่านมา นางสาวสุทิยา ตาปนานนท์ ผู้อำนวยการกองประกวดมิสแกรนด์แม่ฮ่องสอน นำ 8 สาวงามผู้เข้าประกวดเดินทางไปร่วมกิจกรรมของกองฯ ที่อำเภอปาย เพื่อถ่ายทำประชาสัมพันธ์โปรโมทแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดฯให้แพร่หลาย

นางสาวสุทิยา ตาปนานนท์ ผู้อำนวยการกองประกวดมิสแกรนด์แม่ฮ่องสอนได้กล่าวว่า กองประกวดมิสแกรนด์แม่ฮ่องสอน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าเป็นรายได้หลักของจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงได้นำสาวงามผู้เข้าประกวด เดินทางไปทำกิจกรรมที่อำเภอปาย แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ซึ่งอำเภอปายนั้น ทราบกันดีว่า เป็นที่นิยมชมชอบของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางมาเที่ยวในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก สร้างรายได้ และเศรษฐกิจให้กับจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการกองประกวดมิสแกรนด์แม่ฮ่องสอน นำสาวงามร่วมกิจกรรมการโปรโมทแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่

– วัดน้ำฮู  ตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 5 ตำบลเวียงใต้ อำเภอปายห่างจากตัวอำเภอไปทางโรงพยาบาลปายประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นที่ประดิษฐานของพระอุ่นเมือง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสิงห์สาม (ศิลปะล้านนา) ปางมารวิชัยทำด้วยโลหะทองสัมฤทธิ์ มีพระเจดีย์สีทองบรรจุอัฐิของพระสุพรรณกัลยา

– จุดชมวิวหยุนไหล เป็นจุดชมทะเลหมอก พระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามอีกแห่งของ อ.ปาย  ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านสันติชล ตำบลเวียงใต้ ห่างจากหมู่บ้านสันติชล ประมาณ 1.6  กิโลเมตร เป็นจุดชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว สามารถมองเห็นทะเลหมอกที่ถูกรายล้อมไปด้วยทิวเขาน้อยใหญ่ และทัศนียภาพบ้านเรือนของเมืองปายที่ถูกปกคลุมด้วยสายหมอก   คำว่าหยุนไหล เป็นภาษาจีนกลาง หมายถึง แหล่งที่เมฆไหลมารวมกัน สามารถชมได้ทั้งฤดูฝนและฤดูหนาว 

– ชุมชนจีนยูนาน บ้านสันติชล เป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนานที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากประเทศจีน และด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ของวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรมและประเพณี ทำให้ที่นี่กลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งของอำเภอปาย หากมาเที่ยวแล้ว พลาดไม่ได้กับการชิมอาหารจีนยูนนาน เช่น ขาหมู หมั่นโถว

– สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย ตั้งอยู่ริมถนนสาย 1095 บริเวณกิโลเมตรที่ 88 ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองปาย สะพานแห่งนี้เปรียบเสมือนประตูสู่อำเภอปาย สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทหารประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้ข้ามแม่น้ำปายลำเลียงเสบียงและอาวุธเข้าไปยังประเทศพม่า ในอดีตสะพานแห่งนี้ถูกสร้างด้วยไม้ แต่หลังจบสงครามได้เผาสะพานไม้นี้ทิ้ง และถูกสร้างขึ้นใหม่โดยใช้สะพานเหล็กจากสะพานนวรัฐของจังหวัดเชียงใหม่มาแทน ถือเป็นอีกหนึ่ง แลนด์มาร์คของปาย

ปิดท้ายด้วย ถนนคนเดินปาย ตั้งอยู่ที่ ตำบลเวียงใต้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งในเมืองปายเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก นอกจากของฝาก ของดีต่างๆ ที่มีจำหน่ายมากมายแล้ว ถนนคนเดินปาย ยังมีร้านอาหาร ร้านกาแฟหลายร้าน ให้ได้นั่งทาน ถ่ายรูป เก็บไว้เป็นความทรงจำที่ประทับใจของอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ทั้งนี้ สาวงามทั้ง 8 จะขึ้นเวทีประชันความสวย ในเวทีประกวดมิสแกรนด์แม่ฮ่องสอน 2023 รอบตัดสิน ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป สามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดและติดตามข่าวผลการประวดได้ ทางเพจ Facebook มิสแกรนด์แม่ฮ่องสอน – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,899,953 hits

Join 4,119 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

หมอตุลย์ ลั่น!ไม่ไว้วางใจอนุทิน ซัดบริหารผิดพลาด-ปล่อยทุนใหญ่กักตุนน้ำมัน
ตอนมีอำนาจทำไมไม่ทำ! สิริพงศ์ ตอก พีระพันธุ์ ยันพาณิชย์คุมน้ำมันไม่ได้
ขึ้นเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ชมปราสาทงามบนยอดภูเขาไฟ
ประเมินพลาด/น้ำมันป่วน ‘อนุทิน’ขอโทษ รับปากจะไม่ให้ขาดแคลน
ปราชญ์ สามสี ค้านตรรกะ วิโรจน์ งบจ่ายไปแล้วก็กินไปเถอะ
นายกฯ ขับรถเอง! สุ่มตรวจปั๊มน้ำมันนครพนม รณรงค์ประหยัดพลังงาน
กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม
รัฐบาล ขอมั่นใจช่วงสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ตรวจสอบสถานะปั๊มได้ทางแอป Fuel-Now
'สยาโม-อ้นอังกอร์'คว้า รางวัล New Generation Idol Star Award 2026
กกต. สั่งงดขาย เลี้ยงเหล้า 297 พื้นที่เลือกตั้งเทศบาล

Recent Posts

  • ออสเตรเลียจ่อลดภาษีน้ำมันลงครึ่งหนึ่ง หวังบรรเทาผลกระทบหลังราคาพุ่งสูงจากพิษสงครามตะวันออกกลาง
  • สเปนสั่งปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินรบสหรัฐฯ ผ่านไปโจมตีอิหร่าน
  • เกาหลีใต้จ่อบังคับใช้มาตรการ “สลับวันวิ่งรถ” ทั่วประเทศ หากน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์
  • สว.สหรัฐฯ ย้ำไต้หวัน ผ่านงบกลาโหม 1.3 ล้านล้านโดยเร็ว รับมือภัยคุกคามจีน
  • อิตาลีสอบสวน Sephora และ Benefit ปมโฆษณาส่งเสริมให้เด็กต่ำกว่า 10 ปีใช้ “สกินแคร์”

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d