Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ธรรมะวันอาทิตย์ : เวรระงับด้วย…การไม่จองเวร โดย พระณัฐพงษ์ โชติโก

Posted on October 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/683855

ธรรมะวันอาทิตย์ : เวรระงับด้วย...การไม่จองเวร โดย พระณัฐพงษ์ โชติโก

ธรรมะวันอาทิตย์ : เวรระงับด้วย…การไม่จองเวร โดย พระณัฐพงษ์ โชติโก

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 12.29 น.

2 ตุลาคม 2565 วัดสร้างถ่อใน มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่ 2 รูป บนเนื้อที่ 7 ไร่ ประกอบด้วย อุโบสถ ศาลาการเปรียญ และกุฏิสงฆ์ แม้ว่าจะ เป็นวัดขนาดเล็ก ทว่าทุกวัน จะพบเห็นพุทธศาสนิกชน ญาติโยม ใส่หน้ากากอนามัย หรือ หน้ากากผ้า เดินทางเข้าไปทำบุญ ทำทาน สร้างกุศล ทุกคน  และทำกิจกรรมทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวันสำคัญทางศาสนา จะมีพุทธศาสนิกชนญาติโยมมากเป็นพิเศษ ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด19 อย่างเคร่งครัด  

พระณัฐพงษ์ โชติโก อายุ 52 ปี เจ้าอาวาสวัดสร้างถ่อใน ต.สร้างถ่อน้อย อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า ญาติโยม ผู้เฒ่า ผู้แก่ ในหมู่บ้านสร้างถ่อใน เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อน เมื่อครั้งหลวงปู่แหวน สุจินโน บวชเป็นสามเณร เคยเดินทางมาพร้อมเพื่อนสามเณรด้วยกัน จำพรรษาที่วัดสร้างถ่อใน เพื่อศึกษาวิชาความรู้ในหลักธรรมเพิ่มเติม ระหว่างจำพรรษา นางนาถ เป็นโยมอุปถาก สามเณรทั้ง 2 รูป จนออกพรรษา ต่อมา สามเณร(หลวงปู่แหวน) 2 รูป จะเดินทางต่อไปยังภาคเหนือ ก่อนไปไม่ได้เอา ใบลาน กระโถน และภาชนะใส่หมากเคี้ยว ไปด้วย

นางนาถจึงเก็บไว้ และมอบให้กับทางวัดสร้างถ่อใน ซึ่งใบลาน บทสวดมนต์ของหลวงปู่แหวน ก็เป็นไว้ที่ตู้พระไตรปิฎก บนศาลาการเปรียญวัด และกระโถนก็เก็บไว้ที่วัด ส่วนภาชนะใส่คำหมาก ไม่ทราบว่า อยู่ที่ไหน ซึ่งสามเณรทั้ง 2 รูป เดินทางไปเรื่อยๆจนถึง จ.เชียงใหม่

ต่อมา อายุครบ 20 ปี ก็บวชเป็นพระทั้ง 2 รูป จำวัดอยู่ที่ดอยแม่ปั๋ง ไม่นาน พระสงฆ์เพื่อนหลวงปู่แหวน ขอลาสิกขา สึกจากพระเป็นฆราวาส และแต่งงานมีครอบครัวไป ส่วน หลวงปู่แหวน ก็อยู่จำวัดดอยแม่ปั๋ง จนมรณภาพ จึงเป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ครั้งหนึ่ง หลวงปู่แหวน สุจินโน เมื่อครั้งเป็นสามเณร เคยเดินทางมาจำพรรษาที่วัดสร้างถ่อในแห่งนี้มาก่อน 

พระณัฐพงษ์ โชติโก เจ้าอาวาสวัดสร้างถ่อใน กล่าวว่า วัดสร้างถ่อใน มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยอายุกว่า 100 ปี อยู่ 2 องค์ นามว่า พระอู่ทองและพระอู่ไท ว่ากันว่า ชาวเมืองสุโขทัย ซึ่งมีภรรยา เป็นคนบ้านสร้างถ่อใน ได้อันเชิญพระทั้ง 2 องค์ มาประดิษฐานที่นี่ ซึ่งก่อนนั้น คนเฒ่าคนแก่ฝันว่า พระพุทธรูป 2 องค์ ต้องอยู่คนละที่ ซึ่งพระอู่ไท ขออยู่บนศาลาการเปรียญวัด ส่วนพระอู่ทอง จะอยู่ข้างล่าง อย่างที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีโฮมอัดหนังสือเก่าแก่ ตั้งอยู่ใกล้ๆด้วย ทั้งนี้ พระอู่ทอง – พระอู่ไท ซึ่งเป็นพระคู่แฝด ประชาชนนับถือมาก หากอธิษฐาน ขออะไร จะได้ดั่งใจประสงค์ทุกประการ 

ที่ผ่านมา มีพุทธศาสนิกชน ญาติโยม เข้ามากราบขอพรจากพระทั้ง 2 องค์  เป็นประจำ ก่อนกลับ ก็จะแวะรดน้ำมนต์ ฟังธรรมเทศนา เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน ให้ดำเนินชีวิตประจำวัน ประสบความสำเร็จ อย่างมั่นคง ยั่งยืน  

พระณัฐพงษ์ โชติโก เจ้าอาวาสวัดสร้างถ่อใน เทศนา เรื่องเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ว่าในสมัยพุทธกาล ยังมีเศรษฐีสองสามีภรรยาครอบครัวหนึ่ง มีบุตรชายคนหนึ่ง เมื่อโตเป็นหนุ่มพร้อมจะมีครอบครัว เพื่อสืบสกุล เพื่อรักษาทรัพย์สมบัติ บิดาจึงได้หาหญิงสาวมาแต่งงานให้เป็นภรรยา ทั้งสามีภรรยาได้อยู่กินกันหลายปี ไม่มีบุตรสืบสกุลเลย จึงทำให้ครอบครัวเศรษฐีมีปัญหาร้อนใจ วันหนึ่ง จึงได้ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งหมดได้ตกลงให้บุตรชายมีภรรยาน้อยได้ จึงได้หาหญิงสาวมาเป็นภรรยาคนที่สอง 

ส่วนภรรยาคนแรกก็บอกภรยาคนที่สองว่า ถ้าเธอตั้งท้องได้เมื่อใดก็ขอให้บอก จะได้ช่วยหาอาหารเสริมมาบำรุงครรภ์ให้ ภรรยาคนที่สองถือใจซื่อ พออยู่กินกันมาได้ 5 – 6 เดือน เธอก็ตั้งท้อง และได้บอกเรื่องนี้กับภรรยาคนที่หนึ่ง ภรรยาคนที่หนึ่งอิจฉา เพราะกลัวว่า ลูกภรรยาคนที่สองได้สืบมรดาต่อไป จึงได้เอายาใส่ในอาหารเพื่อให้เด็กแท้งออกมา ไม่นานเด็กแท้งออกมาจากครรภ์มารดา

ต่อมาตั้งครรภ์คนที่สองอีก เหตุการณ์เกิดขึ้นเหมือนเดิม คือถูกวางยาแท้งออกมาอีก เมื่อเธอตั้งครรภ์คนที่สาม ครั้งนี้เธอปิดปากเงียบ โดยไม่บอกภรรยาคนที่หนึ่ง ต่อมา ท้องโตขึ้น ภรรยาคนที่หนึ่งเมื่อเห็นท้องโตขึ้นเรื่อยๆ จึงคิดอุบายที่จะกำจัดทั้งแม่และลูกในท้อง จึงวางแผนใส่ยาพิษที่แรงมากลงไปในอาหาร ในที่สุดทั้งมารดาและลูกถูกยาพิษตาย ก่อนตายได้กล่าวอาฆาตว่า “ขอให้เกิดเป็นสัตว์ร้าย กินแม่และลูกแกทุกชาติไป”  

ภรรยาน้อยเมื่อตายเกิดเป็นแมว ภรรยาใหญ่เกิดเป็นแม่ไก่ เมื่อออกไข่มาครั้งใด แมวลักไข่กินทุกครั้ง นานเข้าตะครุบกินแม่ไก่ด้วย เมื่อทั้งสองตาย แมวเกิดเป็นกวาง (ภรรยาน้อย) ไก่เกิดเป็นเสือ (ภรรยาใหญ่) พอกวางออกลูกน้อยมา เสือตะครุบกินเป็นอาหาร นานเข้ากินแม่ ทั้งเสือและกวางตาย เสือเกิดเป็นกุลธิดาเศรษฐี ที่นามากมาย ส่วนกวางเกิดเป็นนางยักษิณี  เมื่อนางกุลธิดาคลอดลูกออกมา

ขณะอุ้มไปที่นา นางยักษิณีแปลงร่างเป็นมนุษย์ ขออุ้มลูกของนาง นางกุลธิดาตายใจปล่อยให้อุ้ม จากนั้นนางยักษิณีกัดกินเด็กเป็นอาหาร ต่อมา คลอดลูกคนที่สองก็เกิดเหตุการณ์เหมือนเดิม ลูกคนที่สองถูกนางยักษิณีกัดกินอีก ต่อมาเมื่อนางกุลธิดาท้องแก่ สามีพาไปคลอดที่บ้านแม่ของนาง พอแข็งแรงกลับมาอยู่บ้านย่า

ขณะสามีไปอาบน้ำ นางกุลธิดากำลังให้นมลูก ระหว่างนั้น นางยักษิณีถูกเวรมาตักน้ำให้ท้าวเวสสุวรรณ จึงพบนางกุลธิดาให้ลูกกินนมอยู่ ก็เลยทิ้งถังน้ำ วิ่งไล่นางกุลธิดา เธอจึงอุ้มลูกน้อยวิ่งเข้าไปในวัดเชตวันมหาวิหารอย่างไม่คิดชีวิต เข้าไปจนถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงกราบลงใกล้กับพระบาท พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทราบด้วยญาณ จึงมอบให้ พระอานนท์นำนางยักษิณี ที่ติดอยู่ประตูหน้าวัด และพาเข้าไปในวัด นางยักษ์นั่งอยู่ข้างนางกุลธิดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่า 

“อะโกธะทิมัง อะวะธิมัง อะธินิมัง อะหาสิเม เยจะตัง อุปะมัย หันติ เวระรัง เตสัง นะสัมมะติ“ ผู้ใดผูกโกรธไว้ว่า ผู้นั้นด่าเรา ผู้นั้นเฆี่ยนเรา ผู้นั้นชนะเรา ผู้นั้นลักทรัพย์ของเราไป มีการผูกเวรอยู่ย่อมไม่ระงับ เธอทั้งสองได้ผูกเวรกันมาหลายภพหลายชาติแล้ว ถ้าเธอทั้งสองไม่พบเราตถาคต เวรย่อมไม่ระงับอยู่สิ้นกาลนาน บัดนี้ เธอทั้งสองมาถึงเราตถาคต ขอพวกเธอทั้งสองจงระงับเวรเสีย 

จากนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ให้นางยักษิณีสมาทานศีลห้า แล้วให้นางกุลธิดาเอาเด็กให้นางยักษิณีอุ้ม เธอไม่สามารถกินเด็กต่อไปได้ เพราะศีลห้าควบคุมจิตใจให้ตั้งอยู่ในความเมตตา พระตถาคตได้ให้เธอทั้งสองไปประกอบสัมมาอาชีพตามเดิม 

นางกุลธิดาสงสารนางยักษิณี จึงขอรับเธอไปเลี้ยงที่บ้าน แม้จะหาที่อยู่ให้หลายแห่งเธอไม่อยู่ กลับไปอยู่ที่เถียงปลายนา และตั้งใจรักษาศีลห้า คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่พูดเท็จ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ดื่มสุราและไม่ทำผิดในกาม และนางยักษิณีหยั่งรู้ดินฟ้าได้ด้วย ถ้าปีไหนฝนจะมาก จะน้อย จะบอกให้นางกุลธิดาได้รู้ เพื่อจะได้ทำนาได้ข้าวอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านแถบนั้นจึงได้มาขอความเมตตาจากนางยักษิณี ให้ทำนายฟ้าฝนให้จนทำนาได้ผลอุดมสมบูรณ์ทั่วกัน

ชาวบ้านได้นำข้าวปลาอาหารมาตอบแทนบุญคุณนางยักษิณี ซึ่งเธอได้นำข้าวและอาหารไปทำบุญถวายพระสงฆ์ทุกวัน จนถึง 7 ปี เป็นข้าวสลากภัต (ชาวอีสานเรียกว่า ข้าวสาก จะมีการทำบุญข้าวสากในระหว่างเดือน 6 เดือน 7) เมื่อนางยักษิณีตายจากโลกนี้ ได้จุติเป็นนางเทพธิดาอยู่ชั้นดาวดึงส์ ด้วยอานิสงส์ผลบุญนั่นเอง.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, ธรรมะวันอาทิตย์, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ฮ.บินลุยป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯ รับหนุ่มกะเหรี่ยงวัย17 ถูก’ปืนจั่นห้าว’ลั่นใส่สาหัส

Posted on October 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/683853

ฮ.บินลุยป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯ รับหนุ่มกะเหรี่ยงวัย17 ถูก'ปืนจั่นห้าว'ลั่นใส่สาหัส

ฮ.บินลุยป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯ รับหนุ่มกะเหรี่ยงวัย17 ถูก’ปืนจั่นห้าว’ลั่นใส่สาหัส

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 11.50 น.

ผบ.พล.9 ส่ง ฮ.บินลุยป่าเขตฯทุ่งใหญ่นเรศวรฯ รับผู้ป่วยฉุกเฉิน หลังหนุ่มกะเหรี่ยงวัย 17 ปี ถูกปืนจั่นห้าวลั่นเจาะร่างสาหัส  

2 ตุลาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น.ของวันที่ 1 ต.ค.65 ที่ผ่านมา พล.ต.บรรยง ทองน่วม ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์  ได้รับการประสานเพื่อขอความช่วยเหลือจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) โรงพยาบาลสังขละบุรี ให้นำเฮลิคอปเตอร์บินไปรับผู้ป่วยฉุกเฉินที่อาศัยอยู่กลางป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

ขณะนี้ผู้ถูกยิงกำลังรอความช่วยเหลืออยู่ที่สุขศาลาพระราชทานศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค (บ้านปางสนุก) หมู่ 6 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

หลังจากได้รับการประสาน พล.ต.บรรยง ทองน่วม ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์  จึงเร่งสั่งการให้กองบินกองพลทหารราบที่ 9 นำเฮลิคอปเตอร์บินจากกองพลทหารราบที่ 9 ไปลงที่ลานจอด ฮ.กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 134 อ.สังขละบุรี เพื่อไปรับทีมแพทย์ฉุกเฉิน Sky Doctor รพ.สังขละบุรี จากนั้นบินไปรับคนเจ็บที่ลานจอด ฮ.ฐานปฏิบัติการทิไร่ป้า ตชด.134 ต.ไล่โว่

จนกระทั่งเวลาประมาณ 14.00 น.เจ้าหน้าที่ก็สามารถนำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บออกมาได้ จากนั้นจึงรีบนำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บไปรักษาที่โรงพยาบาลสังขละบุรีในทันที แต่เนื่องจากผู้ได้รับบาดเจ็บมีอาการสาหัสเนื่องจากถูกยิงหลายนัด โรงพยาบาลสังขละบุรีจึงส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา เนื่องจากมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่พร้อมกว่า

ทราบชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บคือนายพรชัย กาญจนรณกร อายุ 17 ปี ถูกยิงด้วยลูกกระสุนปืนหัวตะกั่วขนาด 5 มม.เบอร์ 2 เข้าที่ราวนมขวา 1 นัด หน้าอก 1 นัด ซี่โครงขวาทะลุ 1 นัก และที่บริเวณแขนขวาทะลุ 1 นัด เบื้องต้นคณะแพทย์ได้ทำการผ่าหัวกระสุนออก ขณะนี้อาการปลอดภัยแล้ว แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

โดย พ.ต.ท.อรรถพล แพสะอาด ผบ.ร้อย ตชด.134 กล่าวว่า หลังจากที่ตนทราบเหตุ จึงได้รายงานให้ พ.ต.อ.สุกิจ ก้องจตุศักด์ ผกก.ตชด.13 (ค่ายพระพุทธยอดฟ้า)ทราบ จากนั้นจึงได้สั่งการให้ จ.ส.ต.พสภัค ศรีนวล เจ้าหน้าที่ ตชด.134 เดินทางไปพบคนเจ็บที่โรงพยาบาลสังขละบุรี เพื่อสอบถามข้อมูลรายละเอียด เนื่องจากจุดเกิดเหตุนั้นติดกับชายแดนไทย-เมียนมา แต่ขณะนั้นผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นมีอาการหายใจติดขัด แน่นหน้าอก จึงไม่สามารถเล่าเหตุการณ์ให้ฟังได้

ทั้งนี้นายฮะดู พี่ชายของนายพรชัย กาญจนรณกร ผู้ได้รับบาดเจ็บ เล่าให้ฟังว่า ช่วงเวลาประมาณ 07.00 น.ตนได้ให้น้องชายออกไปทำไร่ก่อน ส่วนตนก็จะตามไปภายหลัง ระหว่างที่ตนกำลังจะเดินทางไปถึงไร่อยู่ๆก็ได้ยินเสียงอาวุธปืนดังขึ้นพร้อมกับได้ยินเสียงของน้องชายร้องตะโกนเพื่อขอความช่วยเหลือ ตนจึงรีบวิ่งไปหาน้องชาย เมื่อไปถึงก็พบว่าน้องชายของตนถูกยิงด้วยอาวุธปืนจั่นห้าวแบบไทยประดิษฐ์ ที่มีคนนำมาติดตั้งเอาไว้สำหรับล่าสัตว์ป่า จากนั้นตนจึงรีบวิ่งกลับบ้านเพื่อไปขอความช่วยเหลือจากญาติให้ช่วยกันหามร่างของน้องชายไปรักษาที่สุขศาลาพระราชทาน ศกร.ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ดังกล่าว

ด้าน พ.ต.อ.ธนกร รอดเรือง ผกก.สภ.สังขละบุรี เปิดเผยว่า เบื้องต้นญาติของผู้ได้รับบาดเจ็บ จากการถูกยิงด้วยปืนจั่นห้าวดักสัตว์ยังไม่ได้เดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.สังขละบุรี แต่ช่วงเช้าวันนี้ (2 ต.ค.)ตนได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน สภ.สังขละบุรีเดินทางไปพบผู้บาดเจ็บพร้อมญาติที่โรงพยาบาลสังขละบุรีเพื่อสอบปากคำ แต่ปรากฏว่าผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนาที่อยู่ในตัวจังหวัดกาญจนบุรีแล้ว จึงไม่สามารถสอบปากคำผู้เสียหายได้ แต่อย่างไรก็ตามเบื้องต้นตนได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน ติดตามคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

สำหรับไร่จุดเกิดเหตุนั้นตั้งอยู่กลางป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก พิกัดติดกับชายแดนไทย-เมียนมา การเดินทางเข้าไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุปัจจุบันไม่สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ได้ หากจะเดินเท้าเข้าไปต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง มีอยู่ทางเดียวที่จะไปถึงจุดเกิดเหตุได้จะต้องเดินทางด้ายเฮลิคอปเตอร์เท่านั้น

โดยหลังจากที่ผู้เสียหายเดินทางมาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนแล้วเสร็จ ก็จะได้ประสานผู้บังคับบัญชาให้ส่ง ฮ.มารับเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบเพื่อหาพยานและหลักฐานในการติดตามหาตัวผู้ที่นำปืนจั่นห้าวสำหรับดักสัตว์ป่า จนเป็นเหตุทำให้นายพรชัย กาญจนรณกร ถูกยิงได้รับบาดเจ็บมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับปืนจั่นห้าวส่วนใหญ่จะใช้ปืนยาวแบบไทยประดิษฐ์ ที่กลุ่มนายพรานนำมาติดตั้งเอาไว้ตามป่าที่มีสัตว์ป่าชุกชุม ด้วยการนำอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายมาทำทำเป็นขาตั้ง จากนั้นใช้ปืนไปวางพากเอาไว้ในระดับเอาหรือเข้า จากนั้นนำเชือกหรือสลิงมาผูกกับไกปืนโยงไปฝั่งตรงข้ามกระบอกปืน เมื่อสัตว์ป่าเดินมาสดุกกับเชือกหรือสลิง ไกปืนก็จะลั่นกระสุนใส่สัตว์ป่าได้รับบาดเจ็บทันที ที่ผ่านมาจะมีข่าวชาวบ้านถูกยิงด้วยจั่นห้าวดักสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง กรณีของนายพรชัย กาญจนรณกร หนุ่มชาวกะเหรี่ยงก็ได้รับบาดเจ็บจากปืนจั่นห้าวเช่ากัน

โดยหากผู้กระทำผิดถูกจับกุมได้จะต้องถูกดำเนินคดีตาม พรบ.อุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ พ.ศ.2562 รวมทั้ง พ.ร.บ.อาวุธปืน ที่มีโทษจำคุกหลายปีและจะต้องถูกปรับเป็นเงินจำนวนมากอีกด้วย.012 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชวนญาติโยม! ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขา’วัดเขาช่องลม’ศรีราชา

Posted on October 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/683847

ชวนญาติโยม! ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขา'วัดเขาช่องลม'ศรีราชา

ชวนญาติโยม! ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขา’วัดเขาช่องลม’ศรีราชา

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 11.21 น.

2 ตุลาคม 2565 วัดเขาช่องลม เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่1 ตำบลเขาคันทรง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 47 ไร่ วัดนี้เริ่มสร้างเมื่อปีพ.ศ2517 โดยพระครูพิพิธศาสนการ(เหลือ มายา) โดยท่านได้เดินธุดงค์มาจากทางภาคเหนือ โดยเดินเท้ามาเรื่อยๆลัดเลาะมาตามป่าเขา ซึ่งในสมัยนั้นยังเต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด

จนกระทั่งท่านได้จาริกมาถึงบริเวณเขาช่องลมในปัจจุบัน เห็นความสงบวิเวกในบริเวณนี้ จึงได้ตกลงใจปักกลดเพื่อพักแรม เมื่อชาวบ้านในละแวกนั้นทราบข่าวว่ามีพระธุดงค์มาก็พากันมาทำบุญและได้สนธนาธรรมจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงนิมนต์ให้ท่านจำพรรษาที่เขาช่องลม พร้อมกันนั้นนายเชาวน์ จิตต์อารีย์ ก็ได้ถวายที่ดินเพื่อให้สร้างวัด หลังจากนั้นพระครูพิพิธศาสนการ และนายเชาวน์ จิตต์อารีย์ พร้อมทั้งชาวบ้านในชุมชนเขาช่องลมและบริเวณใกล้เคียงจึงได้ร่วมก่อตั้งวัดขึ้นมาและได้รับศรัทธาจากประชาชนมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน วัดเขาช่องลมได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2532 

ลำดับเจ้าอาวาส พระครูพิพิธศาสนการ (เหลือ ปญฺญาวโร) เจ้าอาวาสรูปที่ 1 (พ.ศ.—- ถึง พ.ศ. 2561) พระครูปลัดสัมพันธ์พิพัฒน์ กิตฺติธโร (เลขนาวิน) เจ้าอาวาสรูปที่ 2 (พ.ศ. 2561 ถึง ปัจจุบัน)  

ที่วัดเขาช่องลมนี้ที่บนยอดเขาช่องลม ยังมีพระธาตุเจดีย์ศรีจอมไตรซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ โดยพระธาตุเจดีย์ศรีจอมไตรนั้นสร้างเมื่อปีพ.ศ.2530 โดยพระครูพิพิธศาสนการ (เหลือ ปญฺญาวโร)อดีตเจ้าอาวาส โดยรอบองค์พระเจดีย์นั้นชำรุดทรุดโทรมมาก ทางพระครูปลัดสัมพันธ์พิพัฒน์ จึงได้บูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่มีอยู่ใหม่เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา และยังมีหลวงพ่อทันใจ ประดิษฐานอยู่ในวิหารหลังเล็ก รวมถึงยังมี รอยพระพุทธบาท ที่อยู่หลังพระธาตุเจดีย์ศรีจอมไตร และพระธาตุอินทร์แขวน  ซึ่งทางวัดได้นำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหมดประดิษฐานไว้ที่บนยอดเขาช่องลมแห่งนี้ 

ซึ่งด้านบนเขาช่องลมนั้นมีทางขึ้นสองทาง ทางบันไดจำนวน 267 ขั้น ได้สร้างไว้ตั้งแต่ปี 2521 สามารถจอดรถไว้ที่ลานวัดและเดินขึ้นไปชมธรรมชาติได้ และมีถนนให้รถวิ่งขึ้นบนยอดเขาไปได้ เมื่อกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาแล้วยังได้ชมภาพทิวทัศน์ของพื้นที่ ตำบลเขาคันทรง และ ตำบลหนองขาม ได้แบบ 360 องศา ซึ่งบรรยากาศด้านบนเขานั้นก็มีธรรมชาติที่ร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้หลากมากมายหลายชนิด เหมาะสำหรับ นักเรียน หรือนักศึกษา มาหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ และพืชพันธุ์ไม้ต่างๆหลากหลายได้ศึกษาและยังเป็นที่พักผ่อนแบบธรรมชาติได้เป็นอย่างดี  

และที่ตีนเขาช่องลม ติดกับพระอุโบสถของวัดเขาช่องลม ยังมีท้าวเวสสุวรรณทรงราหู ซึ่งองค์”ท้าวเวสสุววรณทรงราหู”(ท่านทองล้น) ได้ทำพิธีปลุกเสก บวงสรวง เบิกเนตร ไปเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2565 ที่ผ่านมานี้ โดยพระเกจิอาจารย์ดังแห่งยุคมาร่วมทำพิธีนี้

โดย”ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู” องค์ใหญ่สูง 9.9 เมตร นี้ในประเทศไทยนี้มีที่วัดเขาช่องลมแห่งเดียว ที่ทางพระครูปลัดสัมพันธ์พิพัฒน์ เจ้าอาวาสวัดเขาช่องลม คิดสร้างขึ้นมาไม่ให้เหมือนที่อื่นๆและผ่านพิธีบวงสรวง เบิกเนตรไปเมื่อวันที่ 24 ก.ค.2565 ที่ผ่านมาโดยพระเกจิคณาจารย์มีชื่อเสียงโด่งดังทั้ง 4 ภาคร่วมปลุกเสก บวงสรวง เบิกเนตร ซึ่งก็ได้มีประชาชนเดินทางมากราบไหว้ ขอพร ขอโชคลาภ”ท้าวเวสสุววรณทรงราหู”(ท่านทองล้น)  กันทุกวัน ซึ่งการเดินทางไปมาที่วัดเขาช่องลมนั้นการเดินทางสะดวก สบาย 

พระครูปลัดสัมพันธ์พิพัฒน์ เจ้าอาวาสวัดเขาช่องลม กล่าวว่าอยากเชิญชวน ประชาชนชาวพุทธที่สนใจมากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานไว้บนเขาช่องลมและชมธรรมชาติที่ร่มรื่นบนเขาที่มีแมกหลายสายพันธ์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และตีนเขายังมีองค์ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู(ท่านทองล้น) ซึ่งมีประชาชนทั้งในจังหวัดชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียง มากราบไหว้ ขอพร ขอโชคลาภ ต่างประสบโชคลาภกันมากมาย 

สำหรับประชาชนที่เดินทางมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดแล้ว ก็ยังสามารถร่วมทำบุญกับทางวัดเขาช่องลมเพื่อนำไปสร้างกำแพงรอบวัด และซุ้มประตูวัดเขาช่องลม ซึ่งทางวัดยังขาดจตุปัจจัยเพื่อบูรณะปฏิสังขรวัดให้เจริญรุ่งเรือง จึงเชิญชวนสาธุชนร่วมกันทำบุญ กับทางวัดเขาช่องลม เพื่อสร้างวัดให้เจริญรุ่งเรือง หรือบริจาคผ่านทาง บัญชีเลขที่ 593-0-27034-1 ชื่อบัญชี วัดเขาช่องลม ธนาคารกรุงไทย สาขาบ่อวิน หรือติดต่อสอบถามได้โดยตรงที่ พระครูปลัดสัมพันธ์พิพัฒน์ เจ้าอาวาส 089-172-6797 ได้ตลอด.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ท่องเที่ยวฟื้น!เปิดตัวเลขโกย‘รายได้’ 9 เดือน 3 งานเทศกาลนานาชาติคว้ารางวัล

Posted on October 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/683838

ท่องเที่ยวฟื้น!เปิดตัวเลขโกย‘รายได้’ 9 เดือน 3 งานเทศกาลนานาชาติคว้ารางวัล

ท่องเที่ยวฟื้น!เปิดตัวเลขโกย‘รายได้’ 9 เดือน 3 งานเทศกาลนานาชาติคว้ารางวัล

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 09.39 น.

​3 งานเทศกาลนานาชาติของไทย คว้ารางวัลจากเวที IFEA/Haas & Wilkerson Pinnacle Award 2022 เตรียมยกเป็นต้นแบบผลักดันเทศกาลในทุกภูมิภาคดึงนักท่องเที่ยวกระจายสู่ท้องถิ่น

2 ตุลาคม 2565 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มีนโยบายให้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้ลงสู่ท้องถิ่น โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับทั้งกิจกรรม สินค้า และบริการให้ได้มาตรฐานการท่องเที่ยวที่เป็นสากลเพื่อเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยว

ล่าสุด สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) หรือ TCEB ได้ผลักดันการยกระดับงานเทศกาลต่างๆ ที่มีอยู่จำนวนมากตามความหลากหลายของวัฒนธรรม กระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศให้เป็นที่รู้จักของนานาชาติ โดยส่งงานเทศกาลของไทยเข้าประกวดในงานเทศกาลยอดเยี่ยม IFEA/Haas & Wilkerson Pinnacle Award 2022 ซึ่งจัดโดยสมาคมเทศกาลและกิจกรรมระหว่างประเทศ (International Festivals & Events Association : IFEA) มีงานเทศกาลนานาชาติจากทั่วโลกส่งเข้าประกวดใน 73 สาขา

ทั้งนี้ ปรากฏว่ามี 3 เทศกาลนานาชาติของไทยที่ได้รับรางวัลระดับ Bronze(เหรียญทองแดง) จากการประกวดเวทีดังกล่าว ได้แก่ 1)งานเทศกาลดนตรี Bangkok Music City 2563 กรุงเทพมหานคร รับรางวัล Best Virtual Festival/Event 2)งานเทศกาลแห่เทียนพรรษา จ. อุบลราชธานี 2562 รับรางวัล Best Parade  และ 3) งานเทศกาลศิลปะ Loei Art Fes จ.เลย 2564 รับรางวัล Best Community Outreach Program

“ผลการประกวดเทศกาลนานาชาติประจำปีนี้ มีการประกาศในงานประชุมสามัญประจำปี IFEA Convention, Expo & Retreat ครั้งที่ 65 ณ เมืองเท็กซัส ประเทศสหรัฐฯ ซึ่งทั้ง 3 รางวัลถือเป็นการการันตีศักยภาพในการจัดงานเทศกาลของไทยและจะเป็นต้นแบบที่ TCEB จะผลักดันให้กับงานเทศกาลอื่น ๆ ในไทยเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมในไทย และดึงดูดนักท่องเที่ยว ที่กำลังจะเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์โควิด19 ที่คลี่คลาย” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ขณะนี้ภาคการท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวโดยต่อเนื่อง เห็นได้จากข้อมูลต่างๆ ที่หน่วยงานเกี่ยวข้องทยอยรายงานออกมา โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุถึงสถิติการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-21 ก.ย. 65 ว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศสะสม 5,257,196 คน  รายได้จากนักท่องเที่ยวสะสม 211,974 คน ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทยสะสม 98.7 ล้านคน-ครั้ง รายได้จากนักท่องเที่ยวสะสม 432,889 ล้านบาท

ทางด้านสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(กพท.) รายงานถึงแนวโน้มการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่เข้าสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป จากจำนวนที่นั่งโดยสารที่จะมีการเดินทางมาประเทศไทยในช่วงฤดูหนาว(ต.ค.65-มี.ค.66) อยู่ที่ 573,538 ที่นั่งต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 74.18 เมื่อเทียบกับช่วงฤดูร้อน(มี.ค.-ต.ค.65) ที่มีจำนวนที่นั่งโดยสารมายังประเทศไทย 329,288 ที่นั่งต่อสัปดาห์ โดยส่วนใหญ่เป็นการโดยสารจากประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิก 468,948 ที่นั่งต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 82.55 ยุโรป 56,354 ที่นั่งต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 57.77  ตะวันออกกลาง 44,900 ที่นั่งต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.14 และแอฟริกา 2,414 ที่นั่งต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.95

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

1ปีเกิดขึ้น4ครั้ง! อาทิตย์ตกตรง15ช่องประตูพนมรุ้ง ครั้งที่สองของปี5-7ต.ค.นี้

Posted on October 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/683834

1ปีเกิดขึ้น4ครั้ง! อาทิตย์ตกตรง15ช่องประตูพนมรุ้ง ครั้งที่สองของปี5-7ต.ค.นี้

1ปีเกิดขึ้น4ครั้ง! อาทิตย์ตกตรง15ช่องประตูพนมรุ้ง ครั้งที่สองของปี5-7ต.ค.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 09.10 น.

จังหวัดบุรีรัมย์ เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ชมและรับพลังแสงอาทิตย์เพื่อเป็นสิริมงคลกับปรากฏการณ์มหัศจรรย์ดวงอาทิตย์ตกลอดผ่านตรง 15 ช่อง ประตูปราสาทพนมรุ้ง ครั้งที่สองของปี ในวันที่ 5-7 ตุลาคม นี้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ 1 ปี จะเกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งเท่านั้น   

2 ตุลาคม 2565 จังหวัดบุรีรัมย์ ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาเที่ยวชมปรากฏการณ์มหัศจรรย์ดวงอาทิตย์ตกลอดผ่านตรง 15 ช่อง ประตูปราสาทพนมรุ้ง บนอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ต.ตาเป๊ก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ในวันที่ 5-7 ตุลาคม 2565 นี้ ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.30 น. เป็นต้นไป ตามที่นักดาราศาสตร์ได้คำนวณและคาดการณ์ไว้ ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาชมได้ยาก 1 ปี จะมีให้ชมเพียง 4 ครั้งเท่านั้น

ทั้งนี้ ในแต่ละปี จะมีปรากฏการณ์มหัศจรรย์ดวงอาทิตย์ตกลอดผ่านตรง 15 ช่องประตูปราสาทพนมรุ้ง 2 ครั้ง ในระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม และระหว่างวันที่ 5-7 ตุลาคม และดวงอาทิตย์จะขึ้นลอดผ่านตรง 15 ช่องประตูปราสาทพนมรุ้ง อีก 2 ครั้ง ในวันที่ 3-5 เมษายน และวันที่ 8-10 กันยายน ของทุกปี จึงเชิญชวนประชาชน และนักท่องเที่ยว มารอชมปรากฏการณ์มหัศจรรย์ดังกล่าวด้วย

ซึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าว เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ในแต่ละปีจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยว เดินทางมาเที่ยวชมและศึกษาเป็นจำนวนมาก หากประชาชนหรือนักท่องเที่ยวสนใจ ก็สามารถเดินทางมาชมปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ เพื่อเสริมสิริมงคลให้แก่ตนเอง ในวันเวลาดังกล่าว

“นอกจากประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกลอดผ่านตรง 15 ช่องประตูปราสาทพนมรุ้งแล้ว ยังจะได้เที่ยวชมความงดงามและความมหัศจรรย์ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ และแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานที่สำคัญอื่นๆ อีกหลายแห่งในจังหวัดอีกด้วย”

นับเป็นปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์ โดยปราสาทพนมรุ้งเป็นเทวสถานในศิลปกรรมขอมแห่งเดียวในโลกที่มีสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ ที่เป็นการผสมผสานภูมิปัญญาด้านสถาปัตยกรรม ที่มีการก่อสร้างปราสาท ที่ให้แสงอาทิตย์ส่องตรง 15 ช่องประตู ผ่านศิวะลึงค์ ที่เปรียบเสมือนองค์พระศิวะ ซึ่งตั้งอยู่ภายในปรางค์ประธานของปราสาทพนมรุ้ง ที่เปรียบเสมือนเขาไกรลาส บนสรวงสวรรค์.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เลยน้ำป่าหลาก! สุดระทึก’นักวิ่งเทรล’กว่า 30 ชีวิต ติดค้างบน’ภูกระดึง’

Posted on October 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/683833

เลยน้ำป่าหลาก! สุดระทึก'นักวิ่งเทรล'กว่า 30 ชีวิต ติดค้างบน'ภูกระดึง'

เลยน้ำป่าหลาก! สุดระทึก’นักวิ่งเทรล’กว่า 30 ชีวิต ติดค้างบน’ภูกระดึง’

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 08.52 น.

2 ตุลาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงดึกของคืนวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีนักวิ่งชื่อดังในวงการวิ่ง อิทธิพล สมุทรทอง ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่เนื่องจากประสบเหตุน้ำป่าไหลแรงมาก ขณะวิ่งอยู่ในรายการ Ultra-Trail Phu Kradueng Wake Up Run 2022 วิ่งปลุกภูกระดึง ปี 4 ซึ่งจัดแข่งขันในวันที่ 1 – 2 ตุลาคม 2565

โดยมีข้อความระบุว่า ผมต้องการความช่วยเหลือ ขณะนี้ติดน้ำป่าข้ามออกไปไม่ได้วิธีการช่วยเหลือให้เจ้าหน้าที่เดินย้อนจากเส้นชัยขึ้นมาประมาณหนึ่งกิโล เพื่อขึงเชือกให้ข้ามน้ำได้น้ำแรงมากอยู่ด้วยกันสองคน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ให้การช่วยเหลืออย่างปลอดภัย#นาทีชีวิต #เจ้าหน้าที่อุทยานเร่งช่วยเหลือ #ทุกคนปลอดภัย เวลา 22:43 #ปลอดภัยแล้วครับขอบพระคุณทุกท่านมากครับ

#กิจกรรมวิ่งพิชิตภูกระดึง #ผมต้องการความช่วยเหลือ 21:03 PM 1/10/65ผู้ใช้เฟสบุ๊ค ชื่อ อิทธิพล สมุทรทอง ลงข้อความ ขอความช่วยเหลือว่าอยู่ตรงพอพิกัดที่แจ้ง ทีมนักวิ่งเจอน้ำป่า อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

ขณะนี้ติดน้ำป่า ข้ามออกไปไม่ได้#วิธีการช่วยเหลือให้เจ้าหน้าที่เดินย้อนจากเส้นชัยขึ้นมาประมาณหนึ่งกิโล เพื่อขึงเชือกให้ข้ามน้ำได้น้ำแรงมาก อยู่สองคนขอบคุณมากครับ เครดิตfb_อิทธิพล สมุทรทอง #กิจกรรมวิ่งปลุกภูกระดึง.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

กินเจหาดใหญ่! ขบวนแห่’ม้าทรง-องค์เทพ’จากศาลเจ้านับร้อยคึกคัก

Posted on October 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/683828

กินเจหาดใหญ่! ขบวนแห่'ม้าทรง-องค์เทพ'จากศาลเจ้านับร้อยคึกคัก

กินเจหาดใหญ่! ขบวนแห่’ม้าทรง-องค์เทพ’จากศาลเจ้านับร้อยคึกคัก

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 08.24 น.

กินเจหาดใหญ่คึกคัก ปล่อยขบวนแห่พระประจำปี 65 ร่างทรงและองค์เทพจากศาลเจ้าต่างๆนับร้อยแห่ง เข้าร่วมเดินไปตามย่านใจกลางเมืองหาดใหญ่ ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก โดนเฉพาะชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ ที่ยังคงหลั่งไหลมาร่วมงานทุกปี และในครั้งนี้ยังมีคณะสิงโตมังกรทองชื่อดังระดับประเทศรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทาน 3 สมัย จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ มาร่วมแสดงด้วย 

2 ตุลาคม 2565 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในช่วงเทศกาลกินเจที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะชาวมาเลเซียและสิงคโปร์เดินทางมาท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมากในทุกๆปี 

โดยเฉพาะที่บริเวณหน้าสวนหย่อมศุภสารรังสรรค์ หรือสวนหย่อมเซี่ยงตึ๊ง เขตเทศบาลนครหาดใหญ่  เมื่อวานนี้ได้มีการจัดอีกกิจกรรมสำคัญในช่วงเทศกาลกินเจคือ การจัดขบวนแห่พระประจำปี จากศาลต่างๆเจ้านับร้อยแห่งทั่วทั้งจังหวัด รวมทั้งการแสดงเชิดสิงโตและมังกร 

โดยมี นายนิพัฒน์ อุดมอักษร เลขานุการนายก อบจ.สงขลา พร้อมด้วย พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี นายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ ร่วมในพิธีเปิด ท่ากลางผู้ร่วมงาน และนักท่องเที่ยวเป็นจำนนวนมาก 

และหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดได้การเชิดพญามังกรหน้าทองคำแท้คณะเดียวในประเทศไทย จากคณะสิงโตมังกรทองลูกชัยมงคล ที่การันตี มีติดรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทาน 3 สมัย จาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และรางวัลจากการแข่งขันทั้งใน และต่างประเทศมากมาย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ชมทั้งในงาน และที่อยู่รายรอบ 2 ข้างทาง 

ก่อนที่จะมีการปล่อยขบวนแห่พระประจำปี 2565 และขบวนม้าทรง เทพเจ้า จากศาลเจ้าต่างๆ ที่เข้าร่วมนับร้อยศาลเจ้า ออกเดินไปตามถนนสายหลักสำคัญๆในตัวเมืองหาดใหญ่ ซึ่งเป็นทั้งเศรษฐกิจการค้าการและที่ท่องเที่ยว รวมทั้งย่านคนจีนเก่าแก่ดั้งเดิมของเมืองหาดใหญ่ ทั้ง ถ.ศุภสารรังสรรค์ ถ.นิพันธิ์อุทิศ 1,2,3 ถ.เสน่าหานุสรณ์ และ ถ.แสงจันทร์ 

ขณะที่ตามหน้าบ้าน ร้านค้า สถานประกอบการต่างๆ ก็มีการตั้งโต๊ะเครื่องเซ่นไหว้ไว้ให้เหล่าม้าทรง และเทพเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคล และอยู่กันเย็นเป็นสุข ทำมาค้าขายขึ้น เงินทองไหลมาเทมา และเป็นการปัดเป่าสิ่งไม่ดีชั่วร้ายออกไปด้วย ส่วนประชาชนและนักท่องทั้งท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมขบวนแห่พระในก็นี้ก็มีจำนวนมากเช่นเดียวกันหลังผ่านพ้นสถานการณ์โควิด 19 โดยเฉพาะชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งออกมารอต้อนรับ และสักการะขบวนม้าทรงและเทพเจ้าต่างๆ กันแน่นหน้าโรงแรม และที่พักหลายแห่ง 

ทั้งนี้งานเทศกาลกินเจที่ อ.หาดใหญ่ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ก.ย.-4 ต.ค. 65 ซึ่งคาดว่า จะสามารถสร้างยอดเงินสะพัดให้กับภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและอาชีพที่เกี่ยวข้องได้หลายร้อยล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้เมืองหาดใหญ่กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง หลังการท่องเที่ยวซบเซาอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา . 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เริ่มแล้ว! ‘งานไหลเรือไฟ’นครพนม สุดว้าวที่เดียวในไทย พลุสกาวสวยงามเต็มฟ้า

Posted on October 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/683827

เริ่มแล้ว! 'งานไหลเรือไฟ'นครพนม สุดว้าวที่เดียวในไทย พลุสกาวสวยงามเต็มฟ้า

เริ่มแล้ว! ‘งานไหลเรือไฟ’นครพนม สุดว้าวที่เดียวในไทย พลุสกาวสวยงามเต็มฟ้า

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 08.21 น.

งานไหลเรือไฟนครพนม สุดว้าวที่เดียวในไทย พลุสกาวสวยงามเต็มฟ้า ประเดิมเรียกน้ำย่อยปล่อยเรือไฟโชว์คืนแรก

2 ตุลาคม 2565 เมื่อค่ำคืนวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ เวทีกลางบริเวณสนามหญ้าหน้าศาลากลางจังหวัดนครพนม นายชาญชัย คงทัน รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นำข้าราชการเจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานเกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และตัวแทนภาคประชาชนทั้ง 12 อำเภอ ร่วมเปิดงานประเพณีออกพรรษาไหลเรือไฟ ประจำปี 2565 โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-11 ตุลาคม 2565 รวม 11 วัน 11 คืน

โดยมี นางสาว กนกพร ไชยศล หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครพนม กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานประเพณีออกพรรษาปีนี้ ก่อนจะเปิดงานประเพณีไหลเรือไฟ ประจำปี 2565 ด้วยพลุอันสวยสกาวเต็มท้องฟ้า

ส่วนไฮไลท์ของงานเป็นคืนวันออกพรรษา วันที่ 10 ตุลาคม 2565 เพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 11 โดยมีการประกวดเรือไฟประยุกต์ทั้งหมด 12 ลำ จากตัวแทนชาวบ้านทั้ง 12 อำเภอ มีความยาวตั้งแต่ 50–80 เมตร ความสูงประมาณ 20-30 เมตร ประดับตกแต่งด้วยตะเกียงไฟโบราณ ประมาณลำละ 20,000 30,000 ดวง ที่เกิดจากกลุ่มชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกัน ต่อเติมเรือไฟ จากพลังศรัทธา ที่สืบสานกันมาแต่โบราณ ตั้งแต่การทำเรือไฟโบราณ จนกระทั่งพัฒนามาเป็นเรือไฟประยุกต์ โดยทุกลำเกิดจากความร่วมมือร่วมใจ ไม่เน้นค่าจ้าง รางวัล เป็นการสืบสานความภาคภูมิใจ ประเพณีโบราณของจังหวัดนครพนม

เริ่มงานวันแรกเติมไปด้วยความคึกคักต่างมีประชาชน นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยชาวลาว เดินทางมาชื่นชมความสวยงาม อลังการที่เดียวในไทยของเรือไฟโชว์ โดยทางจังหวัดนครพนม ได้จัดให้มีการไหลเรือไฟโชว์ทุกคืนๆละ 1 ลำ เป็นการประชาสัมพันธ์ ดึงดูดเชิญชวนนักท่องเที่ยว เข้ามาเที่ยวชมงานในวันไฮไลท์ของงานคือวันที่ 10 ตุลาคม 2565 ที่จะมีการประกวดเรือไฟขนาดใหญ่ทั้งหมด 12 ลำ

สำหรับเรือไฟโชว์คืนแรกวันเปิดงาน มีขนาดความยาว ประมาณ 35 เมตร ความสูงประมาณ 15 เมตร ประดับด้วยตะเกียงไฟประมาณ 5,000 ดวง ถือเป็นเรือไฟโชว์ขนาดเล็ก ที่ร้อยเรียงตะเกียงไฟโบราณออกมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญของ จ.นครพนม คือ องค์พระธาตุพนม รวมถึงสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผสมผสานประเพณีความเชื่อ ความศรัทธาของชาว จ.นครพนม และเป็นสัญลักษณ์รูปเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ รวมถึงประดับตะเกียงไฟเป็นรูปพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 10 แสดงออกถึงความจงรักภักดี ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวสุดคึกคัก มีประชาชน นักท่องเที่ยว เดินทางเข้ามาในพื้นที่ มากขึ้นหลังได้รับผลกระทบจากโควิดระบาด ทำให้ ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ที่พักถูกจับจองเต็ม

ด้าน นายพนม พุทธา อายุ 54 ปี ศิลปินเรือไฟ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโพนบก ต.โพนบก อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม เปิดเผยว่า ต้องยอมรับว่าปีนี้ งานประเพณีออกพรรษาไหลเรือไฟ ปีนี้คึกคักจัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปี หลัง 2 ปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากโควิดระบาด ทำให้บรรยากาศซบเซา แต่ปีนี้ ชาวบ้าน 12 อำเภอ ต่างแสดงออกถึงพลังศรัทธา ความรักสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกัน สร้างเรือไฟขนาดใหญ่ ทุ่มทุนสร้างลำละ 5 แสนถึงล้านบาท จากพลังศรัทธา รวมถึงงบประมาณภาครัฐบางส่วน โดยไม่ได้หวังถึงค่าจ้างแรงงาน และเงินรางวัล 

แต่เน้นเรื่องของความภาคภูมิใจ พลังศรัทธา ที่ได้ร่วมกัน สร้างเรือไฟให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ได้ชื่นชมความสวยงามที่เดียวในโลก ทำให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ได้รับรู้ว่ากว่าจะเป็นเรือไฟที่ไหลโชว์กลางลำน้ำโขง จะต้องใช้ความพยายาม ต้องมีความสามัคคี ที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ตั้งแต่การต่อเติมสร้างเรือไฟ การออกแบบลวดลายเรือไฟ จนถึงการประดิษฐ์ตะเกียงไฟโบราณ ที่นำไปร้อยเรียงประดับตกแต่ง ออกมาเป็นภาพต่างๆ ที่สื่อถึงเอกลักษณ์ความสวยงาม อลังการของเรือไฟ

และตะเกียงไฟทุกดวงจะต้องจุดด้วยมือของบรรดาศิลปินเรือไฟทีละดวง ก่อนที่ส่องสว่างสวยงาม ฝากประชาชน นักท่องเที่ยว ห้ามพลาด มาเที่ยวชมการประกวดไหลเรือไฟ ในคืนวันออกพรรษา รับรองปีนี้ไม่ผิดหวังยิ่งใหญ่กว่าทุกปี. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หมอปลา’ช่วยด้วย!ลูกชายกลับจากกทม.คลั่งหนัก แม่เชื่อสาวต่างชาติ‘ทำของ’ใส่

Posted on October 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/683824

‘หมอปลา’ช่วยด้วย!ลูกชายกลับจากกทม.คลั่งหนัก แม่เชื่อสาวต่างชาติ‘ทำของ’ใส่

‘หมอปลา’ช่วยด้วย!ลูกชายกลับจากกทม.คลั่งหนัก แม่เชื่อสาวต่างชาติ‘ทำของ’ใส่

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 07.47 น.

‘หมอปลา’ช่วยด้วย!ลูกชายกลับจากกทม.คลั่งหนัก แม่เชื่อสาวต่างชาติ‘ทำของ’ใส่

ผู้สื่อข่าว จ.อุทัยธานี ลงพื้นที่ไปยังบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่บ้านป่าอ้อ หมู่ 5 ต.ป่าอ้อ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ภายหลัง น.ส.ณัฐธิดาภรณ์ (สงวนนามสกุล) โพสต์ลงสังคมออนไลน์ ว่า มีหนุ่มคลั่ง ทำร้ายตัวเอง โดยเขียนข้อความ ว่า “มีคนบอกว่าน้องโดนของเขมร ทำตอนที่ไปทำงาน กทม. เรื่องของเรื่อง คือ มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นชาวเขมร มาชอบน้อง แต่น้องไม่ชอบ จู่ๆผู้หญิงคนนี้ก็ซื้อเหล้ามาฝากน้อง ตั้งแต่น้องกินไป ตั้งแต่นั้นมาสติน้องไม่ดี ไปเลย พอจะมีใครช่วยเหลือน้องได้ไม่คะ สงสารน้องมาก”

หลังจากผู้สื่อข่าวได้ไปยังบ้านหลังดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา พบกับนางเสถียร (สงวนนามสกุล) อายุ 52 ปี ซึ่งเป็นแม่ของนายรังสรรค์ (สงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี ซึ่งเป็นชายคลุ้มคลั่ง พบว่านายรังสรรค์นั่งอยู่กับญาติๆ ในสภาพไม่สวมเสื้อ นุ่งกางเกงขาสั้น โดยนางเสถียรได้นำพระมาให้ลูกชายสติจะได้อยู่กลับเนื้อกลับตัว โดยไม่ให้อาการคลุ้มคลั่งทำร้ายตนเองขึ้นมาอีก

นางเสถียร เปิดเผยว่า เมื่อ 5 ปีก่อน นายรังสรรค์ได้ไปทำงานอยู่ที่ กทม. หลังจากกลับมาอยู่บ้านนายรังสรรค์ไม่ทำอะไรเลย กลายเป็นคนละคน แต่ก่อนลูกชายชอบคล้องพระ เวลานี้เขากระชากพระออกจากคอขว้างทิ้งหมด สาเหตุที่ตนทราบเพราะมีคนที่ไปด้วยกันเขาเล่าฟังว่ามีผู้หญิงแก่ ซึ่งที่ทำงานด้วยกันเป็นชาวเขมรมาชอบ แต่ลูกชายของตนไม่ชอบ หลังจากนั้นเขาก็เอาเหล้า และน้ำ มาให้ลูกชายกินอยู่ตลอด 

หลังจากที่กินแล้ว ลูกชายกลับมาอยู่บ้านได้ 2 ปี ก็เกิดอาการแบบนี้ ตนบอกให้ไปหาหมอ เขาก็บอกว่าไม่เป็นอะไร เวลาเป็นขึ้นมาชอบทำร้ายตนเองทุบหัว ทุบตัว ทุบจนตัวแดงไปหมด เสียงเอะอะโวยวาย บางครั้งขึ้นถึง 2 ชั่วโมง ตามคลิปที่หลานสาวได้อัดไว้

“ตนขอวอนให้หมอปลามาช่วยดูลูกชาย อยากให้หาย อายุเขาก็ยังน้อยอยู่ และไม่มีเงินที่จะไปรักษาที่ไหน โดยตนให้หลานสาวลงโซเชียล อยากให้หมอปลามารักษา หรือคนอื่นๆมีวิธีรักษาแบบไหนให้หายก็ได้” นางเสถียร กล่าว

หลังจากนั้นนางเสถียร ได้นำธูป ไปจุดบอกเจ้าที่เจ้าทางกับศาลพระภูมิหน้าบ้าน เพื่อหวังให้ลูกชายของตนเองนั้นหายจากโรคดังกล่าว

ด้านนายชลอ (สงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นลุงของนายรังสรรค์ และมีบ้านใกล้ชิดกัน กล่าวว่า หลังจากหลานชายกลับมาจาก กทม. ทราบว่ามีอาการคลุ้มคลั่ง ตนนำไปบวชอยู่ที่วัดป่าอ้อได้สักระยะ แต่ยังมีอาการขึ้นมาอีก ทางท่านเจ้าอาวาสนำไปนั่งปฏิบัติธรรมก็หายไปพักหนึ่ง หลังจากนั้นก็ขึ้นมาตลอด ซึ่งตนเชื่อว่าน่าจะมาจากผู้หญิงเขมรที่ชอบพอหลานชาย เพราะหลังจากกลับมาก็เปลี่ยนไป ตนอยากให้หมอปลามาช่วยด้วย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : คิดให้ไกลกว่าหนี้‘กยศ.’ มอง‘สิทธิพื้นฐาน’ยังทันยุค?

Posted on October 2, 2022 by SoClaimon
Reply

สกู๊ปแนวหน้า : คิดให้ไกลกว่าหนี้‘กยศ.’  มอง‘สิทธิพื้นฐาน’ยังทันยุค?

สกู๊ปแนวหน้า : คิดให้ไกลกว่าหนี้‘กยศ.’ มอง‘สิทธิพื้นฐาน’ยังทันยุค?

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.31 น.

“218 ต่อ 109” เป็นคะแนนเสียงที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ลงมติผ่านกฎหมาย “กองทุนเงินให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.)” ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2565 ซึ่งสาระสำคัญคือ “เลิกคิดดอกเบี้ยและค่าปรับ” ท่ามกลางความกังวลว่า “จะส่งผลกระทบกับกองทุนหรือไม่?” ดังที่ ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุน กยศ. เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2565 ว่า ในแต่ละปีกองทุนจะมีสภาพคล่องที่ได้รับจากการชำระหนี้เงินกู้ ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ ประมาณ 6 พันล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุนประมาณ 2 พันล้านบาทต่อ ปีเมื่อไม่มีดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ รายรับส่วนนี้ก็จะหายไป

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน มีการจัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “แบกหนี้ กยศ. มารับค่าแรงขั้นต่ำ เราจะแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างไร” โดย Equity Lab แล็บฯเสมอภาค ร่วมกับ WAY Magazine ซึ่ง ปวรินทร์ พันธุ์ติเวชนักวิชาการติดตามประเมินผล ฝ่ายโครงการวิจัยระบบ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชี้ปัญหาของตัวกองทุน กยศ. ได้แก่ 1.การให้ผ่อนชำระแบบรายปี แต่กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้น้อย ความสามารถในการออมและใช้หนี้มีจำกัด และ 2.อัตราดอกเบี้ย หากผิดนัดชำระหนี้สินอัตราดอกเบี้ยจะสูงประมาณร้อยละ 18 ต่อปี

“ปัจจุบันลดเหลือร้อยละ 7.5 ต่อปี และช่วงโควิดที่ผ่านมาอัตราชั่วคราวลดเหลือร้อยละ 0.5 ต่อปี และยังลดดอกเบี้ยอัตราปกติเหลือร้อยละ 0.1 ต่อปี ถึงแม้จะลดอัตราดอกเบี้ยลงมาแต่เวลาชำระหนี้ กยศ. ไม่ได้ตัดเงินต้นก่อน แต่หักค่าธรรมเนียมก่อนแล้วค่อยหักหักเงินต้น จึงทำให้เงินต้นยังไม่ลดลงแต่ดอกเบี้ยยังยังเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นทำให้ปัญหาหนี้สินทางการศึกษายังวนอยู่ที่เดิม” ปวรินทร์ ระบุ

กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงปัญหา “ค่าครองชีพ”โดยสิ่งที่ทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้มีเรื่องอาหาร ที่พักอาศัยการรักษาพยาบาล การศึกษา เสื้อผ้า การเดินทาง และการออม แต่ปัญหาคือ “ในเรื่องการบริโภค เพียงการจ่ายค่าเช่าที่พักในปัจจุบันก็ยังไม่เพียงพอ จึงทำให้เงินออมไม่มีเช่นกัน” อีกทั้ง “คนคนหนึ่งไม่ได้ทำงานเพียงเพื่อหาเงินเลี้ยงตนเอง แต่ต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวด้วย” ซึ่งจากการสำรวจพบว่าแทบทุกครัวเรือนจะมีสมาชิกที่พึ่งพิง เช่น คู่สมรส บุพการี เป็นต้น

“การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่หนี้สินที่แบกรับในวัยเรียน ซึ่งการศึกษาเป็นสิทธิพื้นฐาน ไม่มีเพียงแค่ภาครัฐส่งเสริมการศึกษาภาคบังคับ ที่จัดให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาเสมอภาค แต่รัฐต้องให้ความสำคัญต่อการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ซึ่งการรณรงค์ให้ยกเลิกหนี้ กยศ. เหมือนการเป็นการจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างทางสังคมกันใหม่ เนื่องจาก กยศ. ไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษา แต่เป็นการสร้างหนี้สินตั้งแต่วัยเรียนและย้อนแย้งกับภาครัฐที่ส่งเสริมพฤติกรรมการออม” อาจารย์กฤษฎา ให้ความเห็น

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าว่า จากงานวิจัยที่ทำเกี่ยวกับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาทั้งของไทยและ
ต่างประเทศ พบว่า รายได้ของบัณฑิตที่จบปริญญาตรีไม่ประสบความสำเร็จในตลาดแรงงาน ซึ่งหมายความว่า แม้คนกลุ่มนี้มีงานทำจริงแต่รายได้ใกล้เคียงค่าแรงขั้นต่ำหรือสูงกว่าเล็กน้อย จะเห็นได้ว่าช่วงแรกของชีวิตอายุระหว่าง 23-30 ปีช่วงระหว่าง 7-8 ปีแรกในการทำงาน จ่ายหนี้ กยศ. ไปประมาณ 4-5 ปี ทำให้เหลือค่าแรงไม่ต่างกับค่าแรงขั้นต่ำ โดย กยศ. ถูกออกแบบให้กับคนที่รายได้เฉลี่ยที่สูงกว่านี้

และเมื่อมองด้านมิติความเหลื่อมล้ำ“กลุ่มที่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องกู้ กยศ. ฐานความรู้เดิมไม่เท่ากับกลุ่มคนที่อยู่ในเมืองและมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี ฉะนั้นโอกาสที่เรียนจบแล้วประสบความสำเร็จเท่ากับคนที่มีฐานะดีต่ำมาก” อีกทั้งยังพบว่า คนจบ ม.6 ไม่ได้มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นมากนัก แต่หลังจากมี กยศ. คนที่จบมหาวิทยาลัยมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากกว่าคนจบ ม.6 ซึ่งหมายความว่าคนจบ ม.6 หันไปเรียนมหาวิทยาลัยมากขึ้น ทั้งนี้ แม้ กยศ. มีเจตนาที่ดีหากแต่มีข้อที่น่าเป็นห่วง เพราะเป็นกองทุนเงินอุดหนุนแฝง (Implicit Subsidy)

“นาย A ยืมเงินนาย B 100 บาท โดยนาย B ให้นาย A ใช้คืน 100 บาท ในอีก 15 ปีข้างหน้า ซึ่ง 100 บาท ในอีก 15 ปี จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทำให้ 100 บาท ที่นาย A จะต้องจ่ายในอนาคต แท้จริงแล้วมีมูลค่าเพียง 28-30 บาทของปัจจุบัน ส่วนอีก 70 กว่าบาทคือเงินอุดหนุนแฝง ซึ่งตามหลักของโครงสร้างตลาดแรงงานไทย รัฐควรให้เงินอุดหนุนแฝงไม่เกินร้อยละ 65 แต่ในความเป็นจริงรัฐกลับปล่อยให้มีเงินอุดหนุนแฝงถึงร้อยละ 72” อาจารย์เกียรติอนันต์ กล่าว

อาจารย์เกียรติอนันต์ อธิบายต่อไปว่า ในทางเศรษฐศาสตร์มุมมองที่มีต่อบัณฑิตจบใหม่ คือ “การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์” หากจบการศึกษาและได้ทำงานก็จะเพิ่มรายได้ของครอบครัวและตนเองเรียกว่า “ประโยชน์ส่วนบุคคล” แต่เมื่อมองในมุมของสังคมการจบการศึกษาก็จะช่วยลดอาชญากรรม การเป็นพลเมืองที่ดีก็จะช่วยขับเคลื่อนสังคมในทางใดทางหนึ่ง สิ่งนี้เรียกว่าประโยชน์ส่วนรวม ดังนั้น หากเรียนจบแล้วมีรายได้ในระดับสูงผลตอบแทนก็อาจมากพอที่จะชำระหนี้กู้ยืมทางการศึกษา

แต่หากมีรายได้ต่ำผลตอบแทนทั้งหมดก็แทบจะเป็นศูนย์ ตามแนวคิด Consumption Premium บัณฑิตจะต้องออมให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 8 ของรายได้ เพื่อให้มีความสามารถชำระหนี้สิน ซึ่งหลักการของการออกแบบกองทุนคือ “คนเป็นหนี้ได้แต่การชำระหนี้ต้องอ่อนโยนกับคนเป็นหนี้” ทั้งนี้“ในเบื้องต้นควรให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา แต่อาจไม่จำเป็นต้องเป็นการศึกษาแบบที่คุ้นเคยก็ได้” ซึ่งไม่ว่าจะทำด้วยวิธีไหนก็ตาม อยากจะให้มองว่าเด็กแต่ละคนขาดอะไร แล้วพยายามเติมเต็มโอกาสตรงนั้นให้เขาได้เข้าถึงศักยภาพนั้นด้วยตนเอง

“สำหรับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นนอกเหนือประเด็นการศึกษาคือค่าแรงไม่สัมพันธ์กับค่าครองชีพ สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อเงินออมและส่งผลต่อศักยภาพการชำระหนี้ ซึ่งแนวทางแก้ปัญหามีอยู่ 2 กลไก ได้แก่ 1.ยอมรับว่าการออกแบบระบบพลาดและความเสียหายที่เกิดขึ้นรัฐต้องรับผิดชอบ เพราะปล่อยให้มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรมากมาย และ 2.สังคมต้องยอมรับว่าโลกหลังจากนี้ไม่เหมือนเดิม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเรียนมหาวิทยาลัย บางคนเหมาะสมก็เรียนต่อไป แต่คนที่ไม่ได้เรียน ชีวิตก็ยังก้าวหน้าได้ เพราะหลังจากนี้ปริญญาอาจไร้ความหมาย

อาชีพอาจต้องเปลี่ยนทุก 5 ปี นอกจากนี้เรื่องของสิทธิขั้นพื้นฐานต้องปรับตามยุค เมื่อก่อนสิทธิขั้นพื้นฐานคือเรียนจบ ม.3 ม.6 แต่ถามว่าแค่นั้นมันพอให้ชีวิตเขาดีไหมในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวันสิทธิขั้นพื้นฐานต้องไปไกลกว่านั้น คืออาจต้องมีสิทธิUpskill และ Reskill ด้วยการ Take Courses สั้นๆให้ตัวเองไปตลาดแรงงานด้วยหรือเปล่า มันอาจต้องมองไปถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่สะท้อนโลกปัจจุบันด้วย” อาจารย์เกียรติอนันต์ ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,935,700 hits

Join 4,117 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

เท้ง นำทัพพรรคประชาชน เดินขบวนยื่นร่างปฏิรูปประกันสังคม
ทวี ชี้ปรับโครงสร้างค่าไฟ แค่ย้ายภาระ ไม่ใช่การ แก้ปัญหา จี้แก้ให้ถูกจุด เลิกค่าไฟทิพย์
ณัฏฐ์ชนน สวน เท้ง หงาย คนในพรรคมีแต่สีดำมะเมี่ยม ทั้งคดีทางเพศ ยาเสพติด พนันออนไลน์
คลังชงออกพรก.กู้เงิน เคาะ4แสนล. ตุนกระสุนสู้วิกฤต
นายกฯ บุกบางใหญ่ ดูสินค้า ไทยช่วยไทย ช็อปกระจาย สส.พรรคส้ม เข็นรถบริการ อนุทิน  
พรรคประชาชน เปิดแคมเปญใหญ่ 100 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ชวนคนกรุงตั้งคำถาม กรุงเทพฯ ยากไปไหม
วุฒิสภาเปิดเวทีถก วิกฤตพลังงานไทย ระดมสมองร่วมวิเคราะห์เสนอทางออกเชิงนโยบายต่อรัฐบาล
ศธ.งัดมาตรการเข้ม ลดค่าใช้จ่าย ลูกเสือไม่ต้องจัดเต็ม รองเท้า-กระเป๋า ไม่ต้องตราโรงเรียน
ราเชน อธิบดีฝนหลวงฯ พึ่งทางธรรม ลาบวช 1 เดือน ขอจบทุกปัญหา บอกครอบครัวบอบช้ำมากแล้ว
ศธ. ย้ำชัด ทุกโรงเรียน ต้องลดภาระผู้ปกครองทันที ไม่มีข้อยกเว้น

Recent Posts

  • สหรัฐเตรียมถอนทหาร 5,000 นายออกจากเยอรมนี หลังนายกฯ เยอรมันวิจารณ์สงครามอิหร่าน
  • ทรัมป์จ่อขึ้นภาษีนำเข้ารถยุโรปเป็น 25% จุดชนวนศึกการค้ารอบใหม่
  • สหรัฐคว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ เตือนบริษัทเดินเรือห้ามจ่ายค่าผ่านทาง ช่องแคบฮอร์มุซ
  • ตำรวจตุรกียิงแก๊สน้ำตา สลายม็อบวันแรงงานในอิสตันบูล จับผู้ชุมนุมกว่า 370 คน
  • อิหร่านส่งข้อเสนอเจรจาฉบับใหม่ผ่านปากีสถาน ท่ามกลางทางตันในการเจรจากับสหรัฐ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d