Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

‘เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์’จับมีอ2มหา’ลัย เตรียมคนรุ่นใหม่สู่แวดวงอสังหาริมทรัพย์

Posted on January 22, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/705829

‘เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์’จับมีอ2มหา’ลัย  เตรียมคนรุ่นใหม่สู่แวดวงอสังหาริมทรัพย์

‘เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์’จับมีอ2มหา’ลัย เตรียมคนรุ่นใหม่สู่แวดวงอสังหาริมทรัพย์

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีทิศทางและแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยในช่วงครึ่งแรกปี 2565 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ 33,776 ยูนิต คิดเป็นร้อยละ 63.3 ของจำนวนที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ทั้งหมด 55,360 ยูนิต ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์การระบาดโควิด-19 (ปี 2561) คาดว่าทั้งปีจะมีโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่รวมกว่า 77,728 ยูนิต

ขณะที่ตลาดอาคารสำนักงานก็มีอัตราการเติบโตเช่นเดียวกัน โดยมีการคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 อาจมีซัพพลายพื้นที่สำนักงานใหม่ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดบริการใหม่กว่า 306,000 ตร.ม. ส่งผลให้ซัพพลายพื้นที่สำนักงานอาจพุ่งสูงกว่า 10 ล้าน ตร.ม.ในปี 2566 ซึ่งจากทิศทางการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดอาคารสำนักงาน ส่งผลให้ความต้องการบุคลากรด้านบริหารจัดการอาคารเพิ่มมากขึ้นในทิศทางเดียวกัน

“ตลาดที่อยู่อาศัยกลับมาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมและอาคารสำนักงาน ส่งผลให้ความต้องการบุคลากรคุณภาพด้านการจัดการอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและมีแนวโน้มจำนวนไม่เพียงพอตอบสนองความต้องการการจัดการอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนที่มีประสบการณ์และภาคการศึกษาที่มีหลักสูตรและบุคลากร จะเป็นก้าวสำคัญช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าว”

นฑา กิตติอักษร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมเจอร์ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการที่บริษัทได้เดินหน้าจับมือร่วมกับ 2 มหาวิทยาลัย ได้แก่ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) และ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรด้านการบริหารอาคาร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบุคลากร บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์คุณภาพด้านงานบริหารอาคารให้แก่ประเทศ

โดย เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ และทั้ง 2 สถาบันการศึกษา จะร่วมกันพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน เตรียมและผลิตเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นบุคลากรมืออาชีพในสายงาน เปิดรับนักศึกษาเข้าฝึกงานภาคปฏิบัติกับบริษัท เอ็มดีพีซี จำกัด MDPC Expertise Meets Excellence ผู้เชี่ยวชาญด้านบริการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร สร้างโอกาสการเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานจริง ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานแก่นักศึกษาหลังจากสำเร็จการศึกษากับเครือเมเจอร์ดีเวลลอปเม้นท์ด้วย

นฑายังกล่าวอีกว่า บริษัทยังสร้างความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรยกระดับความรู้บุคลากรปัจจุบันด้วย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ๆ พร้อมตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของการบริหารอาคารและผู้ใช้อาคารยุคใหม่ ล่าสุด ได้พัฒนาหลักสูตร e-Learning หลากหลายด้าน อาทิ การบริหารงานสนับสนุนงานบริหารทรัพยากรอาคาร การบริหารพื้นที่ในงานธุรกิจอาคารยุคใหม่ การจัดการความปลอดภัยและการควบคุมอาคาร เป็นต้น เพื่อให้พนักงานปัจจุบันสามารถเข้าไปเรียนรู้และพัฒนาองค์ความรู้ได้ผ่านช่องทางออนไลน์

นักศึกษาที่เข้ามาเรียนในหลักสูตรดังกล่าว นอกจากจะได้รับความรู้ภาคทฤษฎีในห้องเรียนแล้วยังจะได้เรียนรู้ภาคปฏิบัติจากการลงมือทำจริงกับผู้เชี่ยวชาญด้านงานบริหารจัดการอาคารระดับมืออาชีพของบริษัทแบบใกล้ชิดในทุกขั้นตอนและทุกส่วนงาน เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในทุกขั้นตอนการทำงานอย่างแท้จริง เพราะในอนาคตนักศึกษากลุ่มนี้จะกลายเป็นบุคลากรสำคัญที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุดในสายงานบริหารจัดการอาคารตรงที่ตลาดต้องการ!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : ปักธง ‘สวทช. ยุค 6.0’ นำพลังวิจัยรับใช้สังคม

Posted on January 22, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/705849

สกู๊ปพิเศษ : ปักธง ‘สวทช. ยุค 6.0’ นำพลังวิจัยรับใช้สังคม

สกู๊ปพิเศษ : ปักธง ‘สวทช. ยุค 6.0’ นำพลังวิจัยรับใช้สังคม

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยงานการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ที่ก่อตั้งมากว่า 30 ปี ตั้งอยู่ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย นิคมวิจัยที่มีความสำคัญและขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีบุคลากรที่เป็นนักวิจัยระดับปริญญาเอกมากกว่า 700 คน ถือว่ามากที่สุดในประเทศ

โดยเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา ณ โถงชั้น 1 สวทช. อาคารโยธี ถ.พระรามที่ 6 กรุงเทพฯ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) แถลงข่าวเปิดนโยบายทิศทางการบริหาร “สวทช. ยุค 6.0” โดยตั้งเป้าขับเคลื่อน สวทช. เป็นดั่ง “ขุมพลังหลักด้านการวิจัย” ในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตรพัฒนา “ระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม” ให้เข้มแข็ง เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้งานจริง ตอบโจทย์สำคัญของชาติ สร้างผลกระทบต่อประชาชนและสังคมหมู่มาก นำพาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า สวทช.มีความเชี่ยวชาญครอบคลุม 5 สาขาวิจัยหลัก ที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ ได้แก่ 1) วิทยาศาสตร์ชีวภาพและเทคโนโลยี 2) เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์และวิศวกรรม 3) เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ 4) นาโนศาสตร์และนาโนเทคโนโลยี และ 5) เทคโนโลยีพลังงาน

“นอกจากในด้านกำลังคน สวทช. ยังมีเครื่องมือ และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีระดับสูงทั้งในด้านการวิจัยและคุณภาพ รวมถึงเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ที่พร้อมรองรับการขยายผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์และสาธารณประโยชน์ เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นฐานสู่การสร้างงานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ที่มีคุณภาพเทียบเท่าระดับนานาชาติเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว

•ปรับกระบวนทัพสร้าง “ขุมพลังหลักด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ”

สำหรับทิศทางการบริหาร สวทช. ยุค 6.0 ผู้อำนวยการสวทช. เผยว่า ได้ปรับวิสัยทัศน์องค์กรครั้งใหม่ โดยมุ่งเป้าขับเคลื่อน สวทช. เป็น “ขุมพลังหลักของประเทศ” ในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ของรัฐและเอกชน ชุมชน เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์สำคัญ นำสู่การพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า สวทช. เป็นหน่วยงานวิจัยระดับประเทศ ดังนั้น เป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร คือ การจัดกระบวนทัพนำความรู้ เครื่องมือ และความเชี่ยวชาญที่บ่มเพาะมานานกว่า 30 ปี มาสร้างกระบวนการวิจัยและกลไกที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อแก้ปัญหาที่เป็นโจทย์สำคัญเร่งด่วนของประเทศ ปัญหาของภาคอุตสาหกรรม และที่สำคัญคือประชาชนและชุมชนต้องเข้าถึงงานวิจัยที่ใช้ได้จริง ซึ่งหากทำได้สำเร็จอย่างต่อเนื่องจะทำให้ประเทศไทยมีระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมที่เข้มแข็ง ช่วยให้ทุกภาคส่วนได้ใช้ประโยชน์และเห็นความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจชาติให้ก้าวหน้าได้อย่างมั่นคง

สวทช. มุ่งมั่นสร้างผลงานด้าน วทน. ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงจนก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย” คือ 1.เกษตรและอาหาร 2.สุขภาพและการแพทย์ 3.พลังงาน วัสดุ และเคมีชีวภาพ และ 4.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฐานในการพัฒนา เน้นดำเนินงานการพัฒนาภายใต้ โมเดลเศรษฐกิจบีซีจี ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) และแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Strategy)

• สร้างกลยุทธ์ NSTDA Core Business นำพลังวิจัย รับใช้สังคม

ด้วยปัญหาคอขวดที่งานวิจัยของประเทศไทยจำนวนมากยังไม่สามารถผลักดันไปสู่การใช้จริงในภาคส่วนต่างๆ ได้ สวทช. ยุค 6.0 ในวาระแรกนี้ ได้กำหนดนโยบายที่เรียกว่า “NSTDA Core Business” โดยในเฟสแรกได้คัดเลือกงานวิจัยที่เป็นความเชี่ยวชาญและตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมี 4 เรื่องหลัก คือ Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง Digital Healthcare Platform แพลตฟอร์มแก้ปัญหาการบริการด้านสาธารณสุขของประเทศ FoodSERP แพลตฟอร์มให้บริการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชั่น ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง และผลิตภัณฑ์กลุ่มสารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ (Functional ingredient) ในรูปแบบ One stop service และ Thailand i4.0 Platform แพลตฟอร์มให้บริการ Digital Transformation สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตแบบครบวงจร

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า NSTDA Core Business คือการระดมความเชี่ยวชาญของบุคลากรจำนวนมากจากหลายส่วนงานมาขับเคลื่อนและผลักดันสมรรถนะหลักขององค์กร ให้นํามาสู่การใช้ประโยชน์จริงผ่านเครือข่ายพันธมิตร และสร้างผลกระทบกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยกตัวอย่าง เทคโนโลยีในด้านดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมากแต่ประเทศไทยยังไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในภาคส่วนต่างๆ ได้มากเท่าที่ควร ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ สวทช. เล็งเห็นความสำคัญ โดยตั้งเป้าหมายเพื่อให้เทคโนโลยีดิจิทัลถูกนำมาใช้งานในสังคมได้มากขึ้น

Traffy Fondue คือแพลตฟอร์มรับแจ้งและบริหารจัดการปัญหาเมืองในระดับจังหวัด ซึ่งปัจจุบันรับแจ้งปัญหาแล้วมากกว่า 260,000 เรื่อง ช่วยลดเวลารับแจ้งปัญหาถึง 15 ล้านนาที มีการขยายผลการใช้งานไป 8,544 หน่วยงาน ใน 50 จังหวัด โดยมี 8 จังหวัด ที่ใช้งานทุกส่วนราชการ ได้แก่ นครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น พะเยา ลำพูน ปราจีนบุรี ภูเก็ต และเพชรบูรณ์

ขณะเดียวกันยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สนับสนุนการบริการสาธารณสุข ด้วยแพลตฟอร์ม A-MED Telehealth แพลตฟอร์มหลังบ้าน เพื่อช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถทำงานบนข้อมูลเดียวกัน ในการตรวจ รักษา และติดตามผู้ป่วย ในระบบ Home Isolation ในสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 รวมทั้งยังสามารถเชื่อมต่อการเบิกจ่ายผ่านระบบสาธารณสุขหลักของประเทศ ปัจจุบันมีผู้ป่วยใช้งานสะสมมากกว่า 1,360,000 คน สถานพยาบาล 1,400 แห่ง รวมถึงแพทย์ พยาบาลและสหวิชาชีพมากกว่า 16,000 คน

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับ สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรมการแพทย์ และสํานักสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ ขยายผลสู่ระบบ A-MED Home Ward ระบบบริการดูแลผู้ป่วยใน ที่บ้าน และร่วมมือกับสภาเภสัชกรรม ขยายผลสู่ระบบ A-MED Care ระบบการดูแลโรคทั่วไปหรือการเจ็บป่วยเล็กน้อย 16 อาการ (Common Illness) แก่ผู้ใช้สิทธิบัตรทอง สามารถรับยาฟรีที่ร้านยาคุณภาพใกล้บ้าน

ด้วยประสบการณ์การศึกษาและทำวิจัยทั้งสถาบันวิจัยของรัฐและเอกชนในต่างประเทศ รวมถึงความสามารถในการบริหารหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในองค์กรสำคัญระดับประเทศ พร้อมนำความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ที่มีมารับใช้ประเทศ โดยจะร่วมกับนักวิจัย สวทช.ขับเคลื่อนองค์กรอย่างเต็มกำลังความสามารถ และเชื่อมโยงทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อเป็นพลังสำคัญใช้งานวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ทุกภาคส่วน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำพาประเทศให้ฟื้นตัวหลังจากภาวะวิกฤตโควิด-19 ให้เร็วที่สุด

สวทช. พร้อมส่งมอบผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างผลกระทบให้กับประเทศ โดยนำความรู้ เครื่องมือ และความเชี่ยวชาญของ สวทช. ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาที่สำคัญของประเทศ และเกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม โดยจะส่งเสริม ผลักดัน และประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน หน่วยวิจัย และภาคประชาสังคมเพื่อร่วมกันยกระดับและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือแก้ปัญหาสาธารณะที่สำคัญด้วยการวิจัย พัฒนา และวิศวกรรม

“ในระยะแรกจะมุ่งเน้นภาคเอกชนที่มีความพร้อมจะพัฒนาด้วยการวิจัย และหน่วยงานในพื้นที่ เช่น กรุงเทพมหานคร ตลอดจนขับเคลื่อนให้ภาคเอกชนมาใช้งานอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยใช้เครื่องมือ โครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญของ สวทช. ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกทั้งพร้อมสนับสนุนและร่วมมือให้ภาคเอกชนที่มีความพร้อม สร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ ให้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรใน EECi และสร้างผลงานวิจัยออกสู่ตลาดร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

นศ.สาววอนคลินิกรับผิดชอบ เสริมจมูกแล้วอักเสบรุนแรง-ซิลิโคนทะลุ

Posted on January 22, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/705875

นศ.สาววอนคลินิกรับผิดชอบ เสริมจมูกแล้วอักเสบรุนแรง-ซิลิโคนทะลุ

นศ.สาววอนคลินิกรับผิดชอบ เสริมจมูกแล้วอักเสบรุนแรง-ซิลิโคนทะลุ

วันเสาร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2566, 20.48 น.

นักศึกษาสาวมหาวิทยาลัยชื่อดัง ร้องสื่อ หลังไปเสริมจมูก ซิลิโคนทะลุจมูก อักเสบรุนแรง วอนคลินิกเยียวยารับผิดชอบ

21 มกราคม 2566 เมื่อเวลา 16.00 น. ที่หอพักแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นางสาวน้ำ (ขอสงวนชื่อจริงและนามสกุล) อายุ 22 ปี นักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดัง

โดยน้องน้ำ ได้ติดต่อขอเสริมจมูกกับคลินิกชื่อดังย่านงามวงศ์วาน เสียค่าใช้จ่ายเกือบครึ่งแสน สุดท้ายนอกจากจะไม่สวยยังเกิดอาการบวมอักเสบ ซ้ำร้ายหนักกว่านี้ ปรากฏว่าจมูกของตนเองเกิดทะลุจนเห็นซิลิโคน ทำให้เกิดความตกใจและหวาดกลัวเนื่องจากพบว่าก่อนหน้านี้มีการจับซิลิโคนเสริมจมูกปลอมเป็นจำนวนมากทำให้ตนเองหวาดวิตกและกังวลว่าซิลิโคนที่ได้รับการเสริมนั้นจะเป็นของจริงหรือของปลอมกันแน่ และถ้าเป็นของปลอมเกรงว่าจะทำให้จมูกเน่าได้ เมื่อประสานติดต่อทางคลินิกก็ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจนตนเองต้องเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ แนะนำให้ไปแจ้งความร้องเรียนเอาผิด คลินิกดังกล่าวกับตำรวจ สคบ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

น้องน้ำ เปิดเผยว่า ตนเห็นรีวิวจากเพจคลินิกแห่งนี้รวมทั้งทราบจากเพื่อนๆหลายคนว่าคลีนิคแห่งนี้เสริมจมูกออกมาแล้วสวย เลยไปติดต่อทำการเสริมจมูกเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2565 ตกลงค่าใช้จ่ายในการทำครั้งนี้ 36,000 บาท หลังจากเสริมจมูกใส่ซิลิโคนเข้าไปแล้ว 2 อาทิตย์ผ่านไป ถึงเวลาต้องไปตัดไหม พบว่า จมูกเกิดอาการบวมและอักเสบอย่างรุนแรง ทำให้ไปตัดไหมไม่ได้ เมื่อกลับมาที่บ้านพบว่าเลือดออกเยอะมาก ทางคลีนิกต้องทำการรีดเลือดออกให้ตนแทนในวันนั้น หลังจากเลือดหยุดไหลแล้ว

ต่อมา อีกหลายวันพบว่าแผลที่เสริมจมูก เป็นสะเก็ดหลุดออกมาจนทะลุเห็นซิลิโคน พอติดต่อไปทางคลินิก ก็รับปากแก้ให้และเสริมซิลิโคนให้ใหม่แต่ก็ยังเหมือนเดิม ทั้งอักเสบทั้งบวมพอตนมาเห็นข่าวว่ามีการจับซิลิโคนเสริมจมูกปลอมเป็นจำนวนมาก ตนเองก็เกิดความวิตกกังวลว่าที่ตนเองใส่อยู่นั้น เป็นซิลิโคนจริงหรือปลอมกันแน่ อยากให้คลินิกออกมารับผิดชอบเยียวยาแก้ไข ตนเองคงไม่ไว้ใจแล้วที่จะทำที่คลินิกแห่งนี้ ก็อยากวิงวอนให้เขาออกมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่ตนเสียไป ตนอยากฝากถึงคนที่รักสวยรักงามจะทำอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับศัลยกรรม ก็อยากจะให้เลือกทำกับโรงพยาบาลใหญ่ๆหรือคลินิกที่มีชื่อเสียงไม่อย่างนั้นจะเหมือนกับเคสของตน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ตัวแทนมาแฉเอง ‘เม พรีมายา’ ใช้กลยุทธ์ขาย เซตความรวยให้คนเสพ

Posted on January 22, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/705860

ตัวแทนมาแฉเอง 'เม พรีมายา' ใช้กลยุทธ์ขาย เซตความรวยให้คนเสพ

ตัวแทนมาแฉเอง ‘เม พรีมายา’ ใช้กลยุทธ์ขาย เซตความรวยให้คนเสพ

วันเสาร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2566, 18.44 น.

ตัวแทนมาแฉเอง ‘เม พรีมายา’ ใช้กลยุทธ์ขาย เซตความรวยให้คนเสพ

21 มกราคม 2566 จากกรณีที่ CEO เม พรีมายา หรือ น.ส.พิชญ์นรี ตันติวิทย์ เจ้าของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้ชื่อแบรนด์ PRIMAYA (พรีมายา) ผู้ต้องหาตามหมายจับ ฐานความผิดโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน

ขณะที่เรื่องนี้ได้รับความสนใจจำนวนมาก โดยเฉพาะโลกออนไลน์ที่มีการแชร์เรื่องราวรวมไปถึงคอนเทนต์ที่ เม พรีมายา ใช้เป็นกลยุทธ์ในการโปรโมทแบรนด์ตัวเอง ขณะที่บนทวิตเตอร์ได้มีการติดแฮชแท็ก #พรีมายา ต่างวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก

รวมถึงผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่ง ออกมาเล่าประสบการณ์ที่ได้รับจากแบรนด์ 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิดตำนาน’สวดลักขี’บวชชีหมื่นคนวัดธรรมมงคลฯ สานต่องานบุญใหญ่หลวงพ่อวิริยังค์ฯ

Posted on January 22, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/705851

เปิดตำนาน'สวดลักขี'บวชชีหมื่นคนวัดธรรมมงคลฯ สานต่องานบุญใหญ่หลวงพ่อวิริยังค์ฯ

เปิดตำนาน’สวดลักขี’บวชชีหมื่นคนวัดธรรมมงคลฯ สานต่องานบุญใหญ่หลวงพ่อวิริยังค์ฯ

วันเสาร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2566, 17.39 น.

“สวดลักขี”บวชชีหมื่นคนของวัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร สุขุมวิท 101 กรุงเทพมหานคร ได้จัดยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี โดยจัดขึ้นในระยะเวลาคาบเกี่ยวกับวันคล้ายวันเกิดของสมเด็จพระญาณวชิโรดม (พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล และผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพ (Willpower Institute) ซึ่งมีสาขากว่า 200 สาขาทั่วโลก

โดยงาน “สวดลักขี” บวชชีหมื่นคนในปี 2566 จัดขั้นระหว่างวันที่ 6-9 มกราคม พ.ศ.2566 ที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 64 และในโอกาสครบรอบ 103 ปีชาตกาลของสมเด็จพระญาณวชิโรดม โดยก่อนหน้านี้งานดังกล่าวได้หยุดไป 3 ปี เนื่องจากได้รับผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ปีนี้มีผู้เดินทางเข้าร่วมงานและร่วมลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ จำนวน 5,514 คน โดยส่วนหนึ่งได้มีการสวดลักขีผ่านทางช่องทางออนไลน์ทางเฟสบุ๊ควัดและช่องยูทูบของวัดธรรมมงคลฯ   

ภายในงานมีพระราชาคณะมาร่วมเทศนาธรรม อาทิ พระราชภาวนาวชิรากร วิ. (หลวงพ่ออินทร์ถวาย สนฺตสฺสโก) เจ้าอาวาส วัดป่านาคำน้อย จ.อุดรธานี, พระพรหมวชิรโสภณ (หลวงปู่ศรีจันทร์ ปุญฺญรโต) เจ้าอาวาส วัดบึงพระลานชัย จ.ร้อยเอ็ด, พระมหาสมปอง มุทิโต ศูนญ์วิปัสสนากรรมฐานวิหารธรรม จ.อุดรธานี, พระราชวชิราลังการ (หลวงพ่อคำปอน สุทฺธิญาโณ)เจ้าอาวาส วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร พระอารามหลวง จ.นครราชสีมา, และ พระเทพวชิรญาณโสภณ (หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล) เจ้าอาวาส วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จ.สุรินทร์ เป็นต้น 

สำหรับประวัติงานสวดลักขีบวชชีหมื่นคน เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2499  ณ สถานที่ธุดงค์วิปัสสนากรรมฐาน วัดดำรงธรรมาราม อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งตอนนั้นหลวงพ่อวิริยังค์ฯ  ตระหนักว่า บนเส้นทางปฏิบัติธรรมของผู้หญิงไม่ค่อยมีสิทธิเทียมเท่าผู้ชาย จึงคิดแนวปฏิบัติ ที่จะให้โอกาสสตรี ด้วยการบวชชีให้สตรีได้เข้าสู่การปฏิบัติธรรมแห่งประณีตศีล ถือเพศบรรพชิต กินนอนในวัดอย่างน้อย 3 วัน โดยวันแรกนั้น ถือเป็นวันรับศีล วันที่สอง เป็นวันทรงศีล จะมีโอกาสปฏิบัติธรรมได้เต็มที่ ส่วนวันสุดท้าย จะเป็นวันส่งผลบุญ

พิธีกรรมครั้งแรก ในการบวชชีแห่งแผ่นดินสยาม มีหลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ และ หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ เป็นผู้ให้วิสัยแก่ผู้เข้ามาบวชชี ในสมัยนั้น ถือว่าเป็นของใหม่ แต่ก็มีผู้สนใจเข้ามาบวชชีถึง 625 คน ด้วยอานิสงส์ผลบุญแห่งการบวช ทำให้หลายคนที่ผ่านการบวชแล้ว กลับไปด้วยจิตอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส มีความสุขใจโดยทั่วกัน ในครั้งนั้น หลวงพ่อวิริยังค์ฯได้พิมพ์ภาพของท่าน แจกให้กับผู้ที่มาบวชชีเป็นที่ระลึก และ ในจำนวนนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่ง บ้านอยู่ อ.แกลง จ.ระยอง มีอาชีพต้มเหล้าพื้นบ้าน (เหล้าเถื่อน) ขาย วันหนึ่งเธอประสบอุบัติเหตุถึงชีวิต ขณะที่เธอมีสติเลื่อนลอยไปเรื่อยๆ แล้วมาอยู่ตรงที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีคนหน้าตาดุร้ายหลายคน จับเธอโยนลงไปในกระทะใบใหญ่ ที่มีน้ำเดือดพล่านๆ แต่พอเธอจะตกลงไป ก็มีอันกระดอนกลับขึ้นมา เป็นอยู่อย่างนี้ถึง 3 ครั้ง 

ในช่วงนั้นเธอเห็นรูป หลวงพ่อวิริยังค์ฯมารองรับเธอไว้ มิให้ตกลงไปในกระทะ แม้ชายหน้าตาดุดันก็เห็นเช่นเดียวกัน จากนั้นก็ได้หยิบรูปนั้นขึ้นมาแล้วถามว่ารู้จักคนนี้หรือไม่เธอตอบว่ารู้จักเพราะเคยไปบวชชีที่วัดของท่าน 3 วัน เขาจึงบอกให้เธอกลับไปได้ เธอมารู้สึกตัวอีกครั้งขณะที่ญาติกำลังจะเอาร่างของเธอใส่ลงในหีบศพ พอรู้ว่าเธอฟื้นต่างดีใจ จากวันนั้นเธอประกาศเลิกต้มเหล้าขายอย่างเด็ดขาด ข่าวนี้ฮือฮากันมากในช่วงเวลานั้น ต่อมาเมื่อมีการบวชชีที่วัดดำรงธรรมารามเมื่อไรคนจะแห่เข้าไปจนแน่นวัดแล้ววัดอื่นก็เอาแบบอย่างนี้ไปปฏิบัติตามจนแพร่หลายไปทั่ว

เมื่อหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ไปสร้างวัดที่ใดก็จะนำเอาประเพณีสวดลักขีไปจัดขึ้นที่วัดนั้นๆ และ ท่านได้นำมาจัดที่วัดธรรมมงคลฯ ใน พ.ศ. 2507 โดยมีการสวดลักขี คือ ท่องบทสวดมนต์พุทธคุณ ธัมมคุณ และ สังฆคุณ เป็นจำนวนหนึ่งแสนจบ  พร้อมกับพิธีบวชชีรักษาศีล 8 ซึ่งภายในงานมีการนั่งสมาธิ และฟังพระธรรมเทศนาของพ่อแม่ครูอาจารย์ฯ  ตลอดวันตลอดคืนจนถึงวันสุดท้าย เป็นเวลา 3 วัน 3  คืน 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘สุพจน์ โคมณี’ปั้น’นาฉัน’โมเดลศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงสู่ ‘เกษตรคนเมือง’

Posted on January 22, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/705850

'สุพจน์ โคมณี'ปั้น'นาฉัน'โมเดลศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงสู่ 'เกษตรคนเมือง'

‘สุพจน์ โคมณี’ปั้น’นาฉัน’โมเดลศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงสู่ ‘เกษตรคนเมือง’

วันเสาร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2566, 17.31 น.

“ถ้าที่ดินที่น้ำท่วมทุกปี และ ไม่มีน้ำใช้ในฤดูแล้ง จะทำเกษตรได้ไหม” คำถามนี้ของผู้เข้ามาเรียนรู้การทำเกษตรของนายสุพจน์ โคมณี ชาวอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ นำมาสู่การซื้อที่ดิน 32 ไร่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่เลขที่ 9 หมู่ 6 ตำบลหนองกระเจา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์  เพื่อปั้นเป็น “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง นายสุพจน์ โคมณี” ของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับเกตรกรรุ่นใหม่ ที่สนใจทำเกษตรแปลงเล็ก ตามแนวทางพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ และ เศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร 

นายสุพจน์เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่สู้ชีวิตมาตลอด โดยเริ่มทำเกษตรกรรมสืบทอดจากรุ่นปู่ย่าตายาย และ ด้วยความที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะไม่พร้อมด้านการเงินในการสนับสนุนด้านการศึกษา และ นายสุพจน์เป็นน้องคนสุดท้อง คนที่ 11 ของบ้าน ทำให้นายสุพจน์ได้เรียนถึงเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนบ้านดงขุย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ และ เริ่มทำเกษตรอย่างจริงจังในวัย 18 ปี โดยมารดามอบที่ดิน 30 ไร่ ใน อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ ให้ทำเกษตร จึงมีแนวคิดว่า การทำเกษตร ถ้าจะให้มีเงิน หรือ รวย จะต้องทำเกษตรแปลงใหญ่ คือ ทำมากต้องได้มาก จึงทุ่มสรรพกำลังทั้งหมดทำเกษตรแปลงใหญ่ตามความเชื่อของตนเอง ด้วยการปลูกข้าวโพดทั้งหมด 30 ไร่

โดยในปีแรกของการทำไร่ข้าวโพดก็พบอุปสรรคอย่างหนัก คือ เรื่องสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงทำให้เกิดปัญหาขาดทุน และ ต้องกู้หนี้ยืมสินเงินนอกระบบมาทำเกษตร และ ในที่สุดต้องขายที่ดินจำนวน 30 ไร่ เพื่อปลดหนี้ และกลับมาอยู่ที่ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ โดยมารดาได้มอบมรดกที่ดินให้ทำเกษตรอีก 48 ไร่ และในเวลานั้นได้แบ่งที่ดินเพื่อนำไปกู้เงินในธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง จำนวน 28 ไร่ และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) 

“ตอนนั้นผมก็ยังมีวิธีคิดแบบเดิม คือ ทำมากต้องได้มาก ก็ประสบปัญหาขาดทุนเหมือนเดิม ทำให้ต้องนำที่ดิน 28 ไร่ขายเพื่อปลดหนี้อีกรอบ และ ชีวิตผมมาพลิกในทางที่ดี เมื่อถึงปี 2542 ผมนำที่ดินอีก 20 ไร่ เข้าโครงการเศรษฐกิจทฤษฎีใหม่ โดยมีสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์เป็นผู้สนับสนุนการอบรม และ ความคิดที่ว่าทำมากได้มาก ก็ไม่มีอยู่ในตัวเองอีกต่อไป และ เริ่มมาทำเกษตรผสมผสาน บนพื้นที่แปลงเล็ก ทำให้หลังจากนั้นในระยะเวลาเพียง 6 ปี ผมสามารถปลดหนี้ได้ถึง 700,000 บาท” นายสุพจน์กล่าว 

สำหรับการทำเกษตรของนายสุพจน์นั้น ใช้เวลา 12 ปี ในการพลิกฟื้นตัวเองกับการเรียนรู้และเดินตามเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำให้ในปี 2552 นายสุพจน์ได้รับรางวัลที่ 1 ของภาคเหนือ ประเภทประชาชนทั่วไป  ในเวทีการประกวด “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ครั้งที่ 2 จัดโดย สำนักงาน กปร. โดยในงานดังกล่าวมีทั้งหมด 15 ประเภท และ ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมของนายสุพจน์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง นายสุพจน์ โคมณี ของ สำนักงาน กปร.” ทำให้ตลอดระยะเวลาช่วงปี 2552-2554 

นายสุพจน์ได้เผยแพร่ความรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ให้กับผู้ที่มาเรียนรู้เฉลี่ย 4,000 คนต่อปี แต่ก็มีผู้ที่มาเรียนรู้ตั้งคำถามว่า หากที่ดินไม่พร้อมทำเกษตร จะทำเกษตรได้ไหม นายสุพจน์จึงตัดสินใจซื้อที่ดินที่มีปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม ในเดือนมกราคม พ.ศ.2554  

“ผมนำความผิดพลาดในการทำเกษตร มาแก้ไขบนพื้นที่แปลงใหม่ ทำให้ที่ดินที่ใหม่เป็นพื้นที่ศูนย์เรียนรู้ฯที่ไปได้เร็ว เพราะผมนำองค์ความรู้ที่ได้จากแนวทางพระราชดำริของพระองค์ท่านมาปล่อยในที่แห่งใหม่อย่างเต็มที่” นายสุพจน์เล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเองที่ดิน 32 ไร่นี้ ยังทำให้นายสุพจน์มีโอกาสพบปะลูกศิษย์ที่เป็นคนรุ่นใหม่ โดยแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันด้านการตลาดW

นายสุพจน์เล่าว่า ปัจจุบันคนรุ่นใหม่หันทำเกษตรกันมากขึ้น และ มีข้อดีคือ คนรุ่นใหม่ ไม่มีองค์ความรู้เรื่องเกษตรเมื่อมาเรียนรู้จึงเปิดใจรับข้อมูลเต็มที่ ประกอบกับมีจุดแข็งเรื่องการทำตลาด โดยคนรุ่นใหม่จะมองที่การตลาดก่อนการผลิต ขณะที่การทำเกษตรของคนรุ่นเก่าจะเริ่มที่การผลิตก่อนการทำตลาด 

ปัจจุบันนายสุพจน์ยังได้ประยุกต์วิธีคิดด้านการตลาดมาสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าเกษตรกรรม ภายใต้ชื่อ “นาฉัน” โดยนำสินค้าเกษตรมาร้อยเรียงเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ เช่น นาข้าว สามารถใช้ประโยชน์จากนาข้าวได้หมด โดยข้าวเปลือกสามารถนำไปขายพันธุ์ข้าว และ นำข้าวไปบริโภค ส่วนแกลบนำไปทำเป็นปุ๋ยผสมดินข้าว เพื่อใช้ต่อ หรือ ขายได้อีก ส่วนฟางข้าวนำมาสับ บรรจุถุงขายให้กับผู้ปลูกเกษตรอินทรีย์ ส่วนลำกับปลายข้าวใช้ทำอาหารให้ปลาในบ่อ และ พอมาที่ “ปลา” ก็สามารถแปรรูปเป็นปลาส้ม , ปลาร้า และ ปลาจ่อม 

วันนี้แบรนด์ “นาฉัน” ของนายสุพจน์จึงมีสินค้าเกษตรที่หลากหลาย โดยแบ่งเป็นประเภท ข้าว , ผัก , ปลา และ พืช ซึ่งในส่วนของพืชเน้นมาที่ “มะพร้าวน้ำหอม” ที่นายสุพจน์มองว่ามีสตอรี่เป็นของตัวเองสำหรับมะพร้าวน้ำหอมของไทย 

สำหรับผู้สนใจเรียนรู้การทำเกษตร โดยเฉพาะคนเมืองสามารถสอบถามได้ที่นายสุพจน์ โคมณี เบอร์โทร.081-041-0911 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘เมืองลับแล’ เตรียมจัดงานนมัสการ ‘พระแท่นศิลาอาสน์’

Posted on January 22, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/705844

'เมืองลับแล' เตรียมจัดงานนมัสการ 'พระแท่นศิลาอาสน์'

‘เมืองลับแล’ เตรียมจัดงานนมัสการ ‘พระแท่นศิลาอาสน์’

วันเสาร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2566, 17.10 น.

ผู้ว่าฯเมืองลับแล –  พระวินัยสาทร เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์-พิษณุโลก (ธ) แถลงข่าวจัดงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ประจำปี 2566 ระหว่าง 25 มกราคม 5 กุมภาพันธ์นี้ที่บริเวณวัดพระแท่นศิลาอาสน์เพื่อเป็นการสืบสาน รักษาประเพณีการบูชาพระแท่นศิลาอาสน์ในวันเพ็ญเดือนสามของทุกปี ในการสืบทอดพระพุทธศาสนา และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับประชาชน ชุมชน และจังหวัดอุตรดิตถ์

วันที่ 21 ม.ค.66 ที่บริเวณลานหน้าพระวิหารหลวง วัดพระแท่นศิลาอาสน์ พระอารามหลวง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ พระวินัยสาทร เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์–พิษณุโลก (ธ) เจ้าอาวาสวัดพระแท่นศิลาอาสน์ (พระอารามหลวง) ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย นายสมหวัง พ่วงบางโพ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ประธานฝ่ายฆราวาส นายศิวัช ฟูบินทร์ นายอำเภอลับแล และ นายสุรพันธ์  เจริญทรัพย์ วัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ ประจำปี พ.ศ. 2566 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 มกราคม ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2566 บริเวณวัดพระแท่นศิลาอาสน์ (พระอารามหลวง) เชื่อมโยงไปถึงบริเวณวัดพระยืนพุทธบาทยุคล และวัดพระนอน เพื่อเป็นการสืบสาน รักษาประเพณีการบูชาพระแท่นศิลาอาสน์ในวันเพ็ญเดือนสามของทุกปี ในการสืบทอดพระพุทธศาสนา และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับประชาชน ชุมชน และจังหวัดอุตรดิตถ์

โดยมีกิจกรรมภายในงานต่างๆ มากมาย เช่น การไหว้พระกราบนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ พระยืนและพระนอนในบริเวณ 3 วัดเชื่อมโยงกัน การแสดงศิลปวัฒนธรรมสมโภช การกวนพุทราแขวนบาตร การถือศีลปฏิบัติธรรม การทำบุญตักบาตรพระร้อยรับรุ่งอรุณ และการเวียนเทียนพระแท่นศิลาอาสน์ ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2566 รวมทั้งไฮไลท์ในงานวัด การไหว้พระซื้อของฝากกลับบ้าน ที่มีร้านค้ากว่า 2,000 ร้าน ในงานดังกล่าวที่มีสินค้าพื้นถิ่นและอาหารทั่วทั้งภาคเหนือ มาจำหน่ายในงานนี้  และอย่าพลาดพิธีเปิดงานในปีนี้ วันที่ 25 มกราคม 2566 ชมขบวนเทิดพระเกียรติ ขบวนเครื่องสักการะ ขบวนแห่ศิลปวัฒนธรรมทั้งสามวัฒนธรรม (ล้านนา ล้านช้าง ไทยกลาง) จากทั้ง 9 อำเภอ ขบวนนางรำฟ้อนถวายพระแท่นศิลาอาสน์ 500 กว่าคน และชมการแสดงแสง สี เสียง ตำนานพระแท่นศิลาอาสน์

จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวฯ ผู้มาเยือนมาพำนัก และพุทธศาสนิกชนผู้สนใจมาเที่ยวงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ ประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 25 มกราคม ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2566 มาไหว้พระ ซื้อของกลับบ้าน อิ่มบุญอิ่มใจ ได้ของฝากที่วัดพระแท่นศิลาอาสน์ อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์

พระวินัยสาทร เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ –พิษณุโลก (ธ) เจ้าอาวาสวัดพระแท่นศิลาอาสน์ (พระอารามหลวง)  กล่าวว่า งานเทศกาลนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ ถือว่าเป็นประเพณีทำบุญไหว้พระแท่นศิลาอาสน์ มีมานานหลายชั่วอายุคนแล้ว มีผู้มาสักการบูชาทั้งในเทศกาลและนอกเทศกาลตลอดปีพุทธศาสนิกชนมีความเชื่อว่า การได้มาสักการบูชาพระแท่นศิลาอาสน์ จะได้รับอานิสงส์สูงสุด และเช่นเดียวกับพระพุทธบาทสระบุรีพุทธศาสนิกชนผู้มีความศรัทธาจะขวนขวายมานมัสการให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ตอนเหนือจังหวัดอุตรดิตถ์ จะพยายามเดินทางมานมัสการ พระแท่นศิลาอาสน์ แม้ว่าหนทางจะทุรกันดารเพียงใดก็ไม่ย่อท้อถอยและเห็นว่าเป็นการได้สร้างบุญกุศลที่มีค่าควร การมานมัสการจะกระทำทุกครั้งที่เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันมาฆบูชา ณ วันเพ็ญ เดือนสาม

“งานเทศกาลนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ ณ วันเพ็ญเดือนสาม อันเป็นวันมาฆบูชา จะเริ่มตั้งแต่ วันขึ้น 8 ค่ำถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสาม บรรดาพระภิกษุสงฆ์จะธุดงค์มาปักกลดพักแรมที่บริเวณใกล้วัด เมื่อถึงวันมาฆบูชา เวลาประมาณ 19.30 น. พระภิกษุสงฆ์จะเข้าไปในพระวิหาร แล้วสวดพระพุทธมนต์ มีพระธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร เป็นต้น เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ก็ออกมาให้ศีลให้พรแก่ผู้ที่มานมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ ในตอนเช้าของทุกวันในระหว่างเทศกาลบรรดาพระสงฆ์ที่ธุดงค์มานมัสการ พระแท่นศิลาอาสน์ จะเดินทางเข้าไปบิณฑบาตตามหมู่บ้าน และบรรดาชาวบ้านจะนำอาหารมาถวายที่วัดอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อพระฉันอาหารเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็จะแบ่งปันอาหารร่วมรับประทานด้วยกัน รวมทั้งผู้ที่เดินทางมานมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ด้วย นับว่าเป็นการทำบุญกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปีเนื่องจากวัดพระนอนพุทธไสยาสน์และวัดพระยืนพุทธบาทยุคล มีอาณาบริเวณอยู่ติดต่อกัน จึงจัดงานประจำปีพร้อมกันกับวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ทำให้พุทธศาสนิกชนที่มาในงานเทศกาลนี้ได้ นมัสการพระบรมธาตุ และพระพุทธบาทด้วยเป็นการได้นมัสการพระพุทธเจดียสถาน อันเป็นที่เคารพสักการะ ได้ครบถ้วนในโอกาสเดียวกัน ยากจะหาที่ใดเสมอเหมือน”

พระแท่นศิลาอาสน์ในปี พ.ศ. 2483 เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ดำริให้มีการออกแบบตราประจำจังหวัดต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดและนำเสนอสถานที่สำคัญของแต่ละจังหวัดให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้น คณะกรมการจังหวัดอุตรดิตถ์ จึงได้เสนอให้กรมศิลปากร นำรูปมณฑปพระแท่นศิลาอาสน์มาประดิษฐ์เป็นตราประจำจังหวัด ตรานี้จึงได้รับการออกแบบครั้งแรก โดยพระพรหมพิจิตร เขียนลายเส้นโดย นายอุณห์ เศวตมาลย์ ลักษณะเป็นรูปมณฑปพระแท่นศิลาอาสน์มีลายช่อกนกขนาบอยู่สองข้างในวงกลม ต่อมาทางราชการจึงเพิ่มรูปครุฑ และอักษรบอกนามจังหวัดว่า “จังหวัดอุตรดิตถ์” เข้าไว้ที่ส่วนใต้ภาพพระแท่นด้วย ซึ่งตราดังกล่าวก็ยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน พระวินัยสาทร  กล่าว – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ขยะกองโตติดกับเมรุที่พักสงฆ์ในเขมราฐส่งกลิ่นเหม็น! พระชาวเดือดร้อนหนัก

Posted on January 22, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/705824

ขยะกองโตติดกับเมรุที่พักสงฆ์ในเขมราฐส่งกลิ่นเหม็น! พระชาวเดือดร้อนหนัก

ขยะกองโตติดกับเมรุที่พักสงฆ์ในเขมราฐส่งกลิ่นเหม็น! พระชาวเดือดร้อนหนัก

วันเสาร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.23 น.

กำนัน พระ และชาวบ้านในพื้นที่ตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี รวมตัวกันร้องผ่านสื่อเหตุขยะกองใหญ่ติดกับเมรุในที่พักสงฆ์ส่งกลิ่นเหม็นเน่าทำให้พระและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงต่างได้รับความเดือดร้อนจากอากาศที่เป็นมลพิษ ชาวบ้านเคยร้องเรียนถึงศูนย์ดำรงธรรมและหน่วยงานที่รับผิดชอบหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ย้ายกองขยะเหล่านี้หนีไปที่ใหม่โดยด่วน

วันที่ 21 ม.ค.66 ผู้สื่อข่าวได้รับการแจ้งจากชาวบ้านให้ไปตรวจสอบขยะกองใหญ่ที่บริเวณข้างที่พักสงฆ์เทพนิมิตบ้านดอนติ้ว ตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีนายเสถียร ปัญญาแก้ว กำนันตำบลเจียด นายอุทัย อู่แก้ว อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อดีตนายก อบต.)เจียด พระทองดี โชติธรรมโย หัวหน้าที่พักสงฆ์เทพนิมิตบ้านดอนติ้ว พร้อมชาวบ้านจำนวนหนึ่งโดยให้ข้อมูลว่ากองขยะเหล่านี้มีมานานหลายปีแล้วในที่สาธารณะประโยชน์ของหมู่บ้าน (ป่าช้า) เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านได้มีการพัฒนาศาสนาโดยได้ก่อสร้างที่พักสงฆ์ขึ้นมีพระมาจำพรรษาอยู่ประจำและล่าสุดชาวบ้านได้ร่วมกันก่อสร้างเมรุขึ้นมา 1 หลังติดกับกองขยะ

ชาวบ้านเคยร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นและยังเคยได้ร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเขมราฐ มาแล้วเช่นกัน กองขยะเหล่านี้ก็ยังมีอยู่เช่นเดิม สุดท้ายต้องหันมาพึ่งสื่อเพื่อเป็นกระบอกเสียงผ่านไปถึงผู้มีอำนาจให้ออกมาแก้ไข

พระทองดี โชติธัมโม หัวหน้าที่พักสงฆ์เทพนิมิตบ้านดอนติ้ว กล่าวว่า เวลาทำวัด ฉันข้าวทุกวัน ขยะส่งกลิ่นเหม็นอยากจะให้ย้ายขยะไปไว้ที่อื่น ขออนุเคราะห์หน่วยงานทุกหน่วยงานด้วย 

นายอุทัย อู่แก้ว อดีตนายก อบต.เจียด กล่าวว่า ที่มาร้องเรียนในวันนี้เห็นบ่อขยะแห่งนี้ส่งกลิ่นเหม็น เวลาพระฉันข้าวตอนเช้าตอนเที่ยงแมลงวันเต็มหมดเลย แทบจะไม่สามารถฉันข้าวได้ จึงขอให้หน่วยงานรับผิดชอบมาเอาขยะแห่งนี้หนีไปด้วย

นายเสถียร ปัญญาแก้ว กำนันตำบลเจียด เปิดเผยว่า บ่อขยะแห่งนี้สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนชาวบ้านเจียดและชาวบ้านดอนติ้วเป็นอย่างมาก อยากให้หน่วยงานรับผิดชอบได้ขยับไปที่อื่น – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สุดคึกคัก! ตรุษจีนคิงส์โรมันจับจ่ายซื้อของจุดพลุเฉลิมฉลองอลังการ

Posted on January 22, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/705806

สุดคึกคัก! ตรุษจีนคิงส์โรมันจับจ่ายซื้อของจุดพลุเฉลิมฉลองอลังการ

สุดคึกคัก! ตรุษจีนคิงส์โรมันจับจ่ายซื้อของจุดพลุเฉลิมฉลองอลังการ

วันเสาร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2566, 15.52 น.

วันที่ 21 ม.ค.66 ที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ฝั่งตรงข้าม อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน พบว่าย่านการเศรษฐกิจ โดยเฉพาะถนนตลอด 2 ข้างทาง ถูกประดับประดา ด้วยโคม และป้าย ในเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นสีแดงและสีทอง โดยในช่วงเช้าที่บริเวณตลาดสด ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ พบว่ามีผู้มาเลื้อกซื้อผลไม้ ผักสด เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ปลา และอาหารทะเลเป็นจำนวนมาก โดยบรรยากาศภายในตลาดสดเป็นไปอย่างคึกคัก โดยในช่วงค่ำคืนต่างก็มีการนำแสงไฟมาประดับตกแต่ง ร้านอาหาร และตามถนนมีโคมไฟประดับประดา โดยในพื้นที่ถนนคนเดิน มีเริ่มมีนักท่องเที่ยวมาเดินซื้อของมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่ามีการจุดพลุเฉลิมฉลองอย่างต่อเนื่อง ทั่วทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สีสัน!พนักงานร้านขายข้าว-ผักตลาดสดพลาซ่าหาดใหญ่พร้อมใจใส่ชุดกี่เพ้ารับตรุษจีน

Posted on January 21, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/705789

สีสัน!พนักงานร้านขายข้าว-ผักตลาดสดพลาซ่าหาดใหญ่พร้อมใจใส่ชุดกี่เพ้ารับตรุษจีน

สีสัน!พนักงานร้านขายข้าว-ผักตลาดสดพลาซ่าหาดใหญ่พร้อมใจใส่ชุดกี่เพ้ารับตรุษจีน

วันเสาร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2566, 14.13 น.

บรรยากาศในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ จ.สงขลา ร้าน “ลำดวน&พงศ์อมร” ซึ่งเป็นร้านขายข้าวและผักในตลาดสดพลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในวันนี้ทางร้านทั้งเจ้าของร้านและพนักงานทุกคนได้แต่งกายด้วยชุดกี่เพ้า เพื่อให้เข้ากับเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะพนักงานสาวๆซึ่งแต่งชุดกี่เพ้าสีแดงและสีชมพูสวยงามสะดุดตาและใช้โบว์ผูกผมน่ารักทุกคน

จากการสอบถามนายพงศ์อมร พิกุลชัยพัฒน์ อายุ 48 ปี เจ้าของร้านบอกว่าในวันนี้ ซึ่งเป็นวันตรุษจีน ทางร้านจะให้พนักงานทุกคนใส่ชุดกี่เพ้า เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศเทศกาลตรุษจีนและปกติที่ร้านก็จะให้พนักงานแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามสีของแต่และวัน เช่น วันจันทร์ก็จะใส่สีเหลือง วันอังคารสีชมพู วันพุธสีเขียว วันพฤหัสบดีสีส้ม วันศุกร์สีฟ้าและวันเสาร์สีม่วง เพื่อไม่ให้ซ้ำกันในแต่ละวันและจำง่ายว่าวันไหนเป็นวันไหน – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,910,839 hits

Join 4,114 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

นักวิชาการ มธ. ชม นโยบายรัฐ ชง 3 มาตรการเติมเต็มช่องว่าง หนุน โซลาร์เซลล์ประชาชน
ทายาทหมื่นล้านมาแล้ว มายด์ ลภัสลัล - พาย สุนิษฐ์ ประกาศข่าวดีของตระกูลภิรมย์ภักดี
สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 11 เมษายน 2569
มหานคร สกายเวิร์ส เปิดตัวธีมใหม่ ‘The Art of Thailand’s Wonders’
โพลจี้รบ.รื้อสูตรราคาน้ำมัน หนุนเฉือนภาษี
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเป็นองค์ปาฐก ถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยสู่เวทีโลก
แหล่งข่าวเผย ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน "บาดเจ็บสาหัส-เสียโฉม" จากเหตุถล่มเตหะราน
ทรัมป์สั่งสกัดเรือทุกลำในช่องแคบฮอร์มุซที่จ่ายเงินให้อิหร่าน
เฮติสลด เหยียบกันตายในป้อมปราการโบราณบนภูเขา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ดับอย่างน้อย 30 ศพ เจ็บนับสิบ
มาร์ค แจงดรามา วีระพงษ์ ย้ำต้องไขก๊อกพรรคเพื่อความสง่างาม

Recent Posts

  • อดีตผอ.ซีไอเอ เรียกร้องใช้บทแก้ไขรัฐธรรมนูญข้อ 25 ปลดทรัมป์ พ้นตำแหน่ง ชี้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
  • กองทัพอากาศไนจีเรีย “โจมตีพลาด” ถล่มตลาด ดับพุ่งกว่า 100 ศพ
  • ถล่มใน 20 วินาที ระเบิดทำลายโรงแรมหรู 23 ชั้นใจกลางไมอามี
  • สิ้นตำนาน “อาชา โภสเล” นักร้องไอคอนแห่งบอลลีวูด เสียชีวิตในวัย 92 ปี
  • อินโดนีเซียจับหญิง 2 คน ฐานเหยียบคัมภีร์อัลกุรอานว่อนโซเชียล เสี่ยงคุก 5 ปี ตามกม.หมิ่นศาสนา

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d