Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ธรรมะวันอาทิตย์ : ‘พระครูสิริศีลวัตร’เทศนาให้ญาติโยมถือศีล5 ไหว้พระเจ้าใหญ่ลือชัย700ปี

Posted on June 27, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662806

ธรรมะวันอาทิตย์ : 'พระครูสิริศีลวัตร'เทศนาให้ญาติโยมถือศีล5 ไหว้พระเจ้าใหญ่ลือชัย700ปี

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 12.41 น.

ธรรมะวันอาทิตย์ ไปนมัสการพระเจ้าใหญ่ลือชัย พระพุทธรูปปางมารวิชัย ก่อด้วยอิฐถือปูน ลงรักปิดทองศิลปะล้านช้าง ประดิษฐานอยู่ภายในอุโบสถ วัดอำนาจ อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่อายุ 700 ปี และเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองลืออำนาจ ที่สำคัญ ด้านขวาองค์พระประดิษฐาน มณฑป บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธเจ้า และมีพุทธศาสนิกชนเดินทางไปกราบนมัสการ ขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคล แก่ตนเองและครอบครัวเป็นประจำ 

สำหรับวัดอำนาจ อยู่ห่างจากจังหวัดอำนาจเจริญ ประมาณ 20 กิโลเมตร ทางทิศใต้ ถนนสายหลักชยางกรู (อำนาจเจริญ – อุบลราชธานี) เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีหลวงพ่อพระครูบัณฑิตกับจหมื่นชาโนชิต เป็นผู้นำในการก่อสร้างครั้งแรก มีเจ้าอาวาสผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปแล้ว 16 รูป เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน คือ พระครูสิริศีลวัตร อายุ 59 ปี ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง รองเจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญ ฝ่ายมหานิกาย ดูแลพระสงฆ์ 15 รูป สามเณร 10 รูป ไม่มีแม่ชี มรรคนายก 2 คน  

บนเนื้อที่ 50 ไร่ ของวัดลืออำนาจ จัดเป็นที่ตั้งแหล่งเรียนรู้ สถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาวัฒนธรรม หลากหลายอย่าง อาทิ เช่น ลานปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ เดินจงกลม ก็มีให้พุทธศาสนิกชน เข้าไปทำกิจกรรมทางศาสนาอย่างเต็มที่ ไม่เฉพาะเจาะจงในวันสำคัญทางศาสนาเท่านั้น ในวันธรรมดา ก็มีพุทธศาสนิกชนผู้สนใจเข้าไปปฏิบัติธรรม ฟังธรรมเทศนากับพระครูสิริศีลวัตร ทุกวัน 

นอกจากนี้ ภายในวัดอำนาจ ใกล้กับอุโบสถ ยังเป็นที่ตั้งศูนย์พิพิธภัณฑ์โบราณ มีวัตถุโบราณเก่าแก่ จำนวนมาก จัดเป็นหมวดหมู่ ไว้ให้พุทธศาสนิกชน ได้ ชม ได้ศึกษา เรียนรู้ ด้านศาสนา ซึ่งวัตถุโบราณบางสิ่งบางอย่าง หาดูไม่ได้อีกแล้ว โดยเฉพาะ ใบลาน สำหรับ พระสงฆ์เทศนา มีทั้งแบบภาษาไทยและภาษาลาว ก็เก็บไว้อย่างดี เพื่อรอรับการมาค้นคว้าศึกษาหาความรู้และเที่ยวชม จากพุทธศาสนิกชน ตั้งแต่เวลา 09.00 – 18.00 น. ทุกวัน และเปิดฟรี 

ก่อนจะเดินทางกลับ พุทธศาสนิกชน จะแวะฟังธรรมเทศนากับพระครูสิริศีลวัตร เจ้าอาวาสวัดลืออำนาจและรองเจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญ โดยแนะนำให้ถือศีล 5 ข้อ คือ ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามลักทรัพย์ ห้ามพูดเท็จ ห้ามทำผิดในกามและห้ามดื่มสุรา และให้ทำบุญ สร้างกุศล สะสมคุณงามความดีไว้มากๆ เมื่อตายไปแล้ว ผู้คนจะได้จดจำระลึกถึงอยู่เสมอ 

พระครูสิริศีลวัตร เจ้าอาวาสวัดอำนาจ รองเจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า ที่ผ่านมา อาตมามีพันธกิจ ดังนี้ สร้างจิตสำนึกในความเป็นภิกษุสามเณรและศาสนบุคคลที่ดีมีคุณภาพ,ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศาสนศึกษาทุกระดับ,จัดระบบและรูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้มีประสิทธิภาพ,จัดและส่งเสริมการศึกษาสงเคราะห์อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ,บูรณะ พัฒนาและสร้างศาสนวัตถุอย่างเหมาะสมตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา,บำเพ็ญกิจกรรมส่วนรวมและประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยใช้หลักพุทธวิถีนำวิถีชีวิต 

หลักเกณฑ์ยุทธศาสตร์ กล่าวคือ เน้นฝึกอบรมพระกรรมฐาน ทั้งกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน,สร้างโอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิต,ยกระดับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน,พัฒนาการศึกษาสงเคราะห์ตามแนวพุทธวิถีและวิถีพุทธ,พัฒนาวัดให้เป็นศูนย์รวมทางจิตใจและแหล่งปัญญาธรรม คารวะธรรมและสามัคคีธรรม,เสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์แก่สังคม ชุมชน ปัจเจกชนและสถาบันทางสังคมทุกภาคส่วน 

ที่ผ่านมา พระภิกษุสามเณรและศาสนบุคคล ได้รับการฝึกอบรมที่ดีมีคุณภาพอย่างทั่วถึง,พระภิกษุสามเณรได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและมาตรฐานตามฐานานุรูป,ศาสนบุคคล ได้รับการศึกษาหลักธรรม ตามสมควรแก่อัตภาพ,สถานศึกษาของวัด จัดการศึกษาได้มาตรฐาน,การเผยแผ่พระพุทธศาสนา มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 

สำหรับกิจกรรมดีเด่น มีดังนี้ ศูนย์พระพุทธศาสนาวัดอาทิตย์ ปี 2542,สำนักปฏิบัติธรรมดีเด่นปี 2553 ,วัดวิถีพุทธเฉลิมพรเกียรติฯปี 2553,วัดส่งเสริมสุขภาพดีเด่นปี 2553,หน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลดีเด่น ปี 2553, สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดอำนาจเจริญแห่งที่ 11 ปี 53,โครงการลานธรรม ลานวิถีไทย ปี 57,และเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชนปี 57 

พระครูสิริศีลวัตร เทศนาตอนหนึ่งว่า การบวชหน้าไฟ หรือชาวอีสาน เรียกว่า บวชจูงศพ หมายถึง ให้ลูกหลานบวชในเวลาสั้นๆ ระหว่างที่พ่อแม่ หรือญาติพี่น้องเสียชีวิต เพราะเชื่อว่า ผู้บวชจะจูง(พา)ผู้เสียชีวิตขึ้นสวรรค์ เป็นสิ่งที่ดี ถ้าผู้บวช มีความพร้อม จิตใจบริสุทธิ์ ต้องการบวชอย่างจริงใจ ผู้ตายจะได้กุศลบุญเต็มที่  แต่ว่า ที่ผ่านมา มักจะนำลูกหลานที่กำลังดื่มสุรา บางคนยังไม่ส่างเมา ตายาแดงอยู่เลย ก็นำมาบวชหน้าไฟหรือบวชจูง ซึ่งไม่เหมาะสม แทนที่จะพาขึ้นสวรรค์ กลับ พาไปลงนรกเสีย เพราะผู้จะบวชไม่มีความพร้อม ยังทำผิดศีลอยู่ คือดื่มเมาสุราบวช อย่างนี้ไม่ควรเลย ไม่เกรงใจพระสงฆ์เลย คงเข้าใจว่า เผาศพเสร็จก็สึกแล้ว ซึ่งนี่ก็ไม่ถูก เพราะศีลยังไม่จับตัวเลยก็สึกแล้ว ควรจะอยู่วัดสัก 7 วัน ศีลพอจะจับตัวบ้าง จะได้มีบุญบ้าง แต่ไม่ใช่ เผาศพเสร็จก็รีบสึกเลย ญาติโยมควรคิดใหม่ ก่อนจะนำลูกหลานบวชหน้าไฟ หรือบวชจูงศพ ผู้บวชต้องมีความพร้อมทั้งกายและใจ ไม่ใช่ว่า บังคับให้บวชแบบไม่สมัครใจ แบบนี้ ไม่ดีเลย  

และขอให้ญาติโยมช่วยกันสอดส่องดูแลปกป้องพุทธศาสนา เพราะทุกวันนี้ คนอาศัยผ้าเหลืองหากินมาก พวกนี้คือพวกเปรต เข้ามาทำลายศาสนา พุทธศาสนิกชน ญาติโยม จึงต้องช่วยกัน กำจัดพวกนี้ออกไป ถ้าพระไม่ดี ปฏิบัติไม่ถูกตามคำสอนพระพุทธเจ้า จะต้องเอาออกไป อย่าให้ทำลายวงการสงฆ์ไปมากกว่านี้ ซึ่งปัจจุบันนี้ มี หลายวัด ไม่ค่อยมีญาติโยมเข้าไปทำบุญ เพราะเสื่อมศรัทธา อาตมาจึงได้มีการไปเทศนาถึงบ้านญาติโยม ในวันพระช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา เพราะบางคนแก่ชราอายุมาก เดินทางไปวัดยากลำบาก จึงต้องจัดทำเป็นธรรมะสัญจร เทศนาให้ฟังถึงบ้านเลย ในวันไปเทศนา จะมีสมาชิก ธรรมะสัญจร ร่วมเดินทางไปด้วย ครั้งละ 10 -20 คน ทำแบบนี้มา 15 ปีแล้ว ก็ได้ผลดีมาก และที่ผ่านมา เกิดโรคระบาดโควิด19 จึงต้องงดการจัดเทศนาสัญจร จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย จึงจะมาพิจาณาใหม่ 

พระครูสิริศีลวัตร รองเจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญ เทศนาท้ายสุดว่า ขอให้ญาติโยมทั้งหลายทำบุญ สร้างกุศลให้มากๆ ซึ่งผลของการทำบุญ จะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข ร่มเย็นเป็นสุข อุปสรรคปัญหาต่างๆจะลดลงหรือไม่มีเลย พวกเราชาวพุทธแต่ละคนล้วนเคยทำบุญให้ทานมาแล้วทั้งสิ้น ทั้งในชาตินี้และในชาติก่อน บางคนทำบุญไว้มากในชาติก่อน มาชาตินี้ ความเป็นอยู่ดี การงานดี เพราะบุญชาติก่อนเกื้อหนุน ส่วนคนที่ความเป็นอยู่ไม่ค่อยดี อยู่อย่างยากลำบาก แม้ชาติก่อนทำบุญไว้มาก เป็นเพราะมีเจ้ากรรมนายเวร คอยขัดขวาง จะต้องสะสมบุญให้มากมากในชาตินี้ ความเป็นอยู่ การงาน ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญต้องมีจิตใจดีงาม พระครูสิริศีลวัตร กล่าว  

นอกจากนี้ ที่ด้านทิศตะวันตกของวัดอำนาจ ยังทำเป็นถ้ำสิรินาคา จากการนิมิตของพระครูสิริศีลวัตร เจ้าอาวาสวัดอำนาจและรองเจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญ ว่ากันว่า ได้ลงไปเมืองบาดาล เมืองพญานาค 2 ครั้ง ซึ่งพุชงพญานาค ปกครองเมืองบาดาล และต้องการจะขึ้นไปโลกมนุษย์ จึงได้ปั้นเป็นรูปพญานาค พุชงพญานาถ ในถ้ำสิรินาคา อย่างที่เห็นในปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนได้สักการบูชา ขอโชคลาภต่างๆ โดยมีพราหมณ์ไมตรี เป็นผู้กล่าวคำนำถวายสักการะ ด้วยพานรูปพญานาค ซึ่งมีให้บูชาพานละ 10 บาททุกคน เพื่อบำรุงวัด 

ส่วนนางกุ้ง ผู้ดูแลการจำหน่ายพานสักการะ กล่าวว่า ญาติโยม พุทธศาสนิกชน เดินทางเข้ามานมัสการพระเจ้าใหญ่ลือชัย เสร็จแล้ว ก็จะแวะเข้าไปขอพรสักการะ พุชงพญานาถ ในถ้ำสิรินาคา จากนั้น จะเดินรอบๆถ้ำนาคา และไปสุดที่บริเวณด้านบนถ้ำ เพื่อกราบไหว้ขอพรพระพุทธรูป ซึ่งทำเป็นจุดชมวิวรอบวัดอย่างสวยงาม ทำให้ญาติโยม พุทธศาสนิกชน ต่างประทับใจไปตามๆกัน  

สำหรับบรรดานักเสี่ยงโชค มักจะได้รับเลขเด็ดจากความเชื่อหลายทาง เช่น พุชงพญานาค ที่ถ้ำสิรินาคา หรือไม่ก็พ่อปู่ลือชัย ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของวัดอำนาจ ว่ากันว่าหากบนบานสำเร็จได้ดั่งใจ จะต้องว่าจ้างหมอลำหรือภาพยนตร์มาแก้บน ส่วนเจ้าแม่ตะเคียน เช่นกัน จะพบเห็นชุดไทย แขวนไว้รอบๆต้นตะเคียน จนไม่มีที่จะวางหรือแขวนแล้ว. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, ธรรมะวันอาทิตย์, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

การภาวนาต้องเจริญสติต่อเนื่อง…’งานภาวนา’เป็นงานที่สำคัญที่สุด’งานรื้อภพ รื้อชาติ’

Posted on June 26, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662741

การภาวนาต้องเจริญสติต่อเนื่อง...'งานภาวนา'เป็นงานที่สำคัญที่สุด'งานรื้อภพ รื้อชาติ'

วันเสาร์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 18.24 น.

การภาวนาขั้นต้นเรียกว่าสมถภาวนา ต้องเจริญสติอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ตื่นจนหลับ ต้องควบคุมจิตไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน ไม่ให้คิดเรื่อยเปื่อย ให้จิตว่าง ให้สักแต่ว่ารู้อยู่กับการทำงานของร่างกาย ร่างกายกำลังทำอะไรก็ให้เฝ้าดูไป ให้อยู่กับการทำงานของร่างกายอย่างเดียว ไม่ให้ไปคิดเรื่องต่างๆ ไม่ให้คิดเรื่องคนนั้นเรื่องคนนี้ เรื่องอดีตที่ผ่านมาแล้ว เรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต ให้คิดให้รู้แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น กำลังเดินก็ให้รู้ว่ากำลังเดิน กำลังยืน กำลังนั่ง กำลังดื่มน้ำ กำลังทำอะไรก็ตาม ให้ใจจดจ่ออยู่กับการทำงานของร่างกาย อย่างนี้เรียกว่ามีสติควบคุมความคิด

พอมีเวลาว่างไม่ต้องทำอะไรก็ควรนั่งหลับตาแล้วก็ดูลมหายใจเข้าออก ถ้าไม่คิดเรื่องอื่น ดูแต่ลมหายใจตลอดเวลา ไม่นานห้านาทีสิบนาทีใจก็จะสงบ ความสงบก็มีสองลักษณะ สงบแบบพรวดพราดลงไปถึงฐานเลย หรือสงบแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนเปลี่ยนเกียร์รถ ค่อยๆ สงบไปทีละขั้นทีละขั้นไป จะสงบแบบไหนก็ไม่เป็นปัญหา

อย่าไปคาด อย่าไปกำหนดว่าจะต้องเป็นแบบนั้นเป็นแบบนี้ เพราะการภาวนาในแต่ละครั้งนี้ มีเหตุมีปัจจัยที่ไม่เหมือนกัน บางครั้งมีปัจจัยทำให้รวมลงไปถึงฐานเลย บางครั้งก็ค่อยเป็นค่อยไป ได้ทั้งสองแบบ เวลาใจสงบจะเบาอกเบาใจ เย็นสบาย มีความสุข ความอิ่ม ไม่หิวกับรูป เสียง กลิ่น รส ไม่หิวกับเรื่องราวต่างๆ ก็ควรปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ให้นั่งให้นานที่สุดจนกว่าจะนั่งไม่ได้ค่อยลุกขึ้นมาเปลี่ยนอิริยาบถ ลุกขึ้นมาเดินจงกรม มาเจริญสติต่อ 

ถ้าต้องทำงานก็ทำเท่าที่จำเป็น งานภายนอก อย่าทำมากจนเกินไป เวลาอยู่กับหลวงตานี้ท่านคอยเตือนคอยสอนอยู่เรื่อยๆว่า อย่าทำงานอย่างอื่นนอกจากงานภาวนา “งานภาวนานี้เป็นงานที่สำคัญที่สุด งานรื้อภพ รื้อชาติ”

……………………………….

โอวาทธรรม พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๕ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรารู้กัน ‘ไม่ให้หลง ไม่ให้ยึด ไม่ให้ติด ไม่ต้องเสียดาย’

Posted on June 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662605

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรารู้กัน 'ไม่ให้หลง ไม่ให้ยึด ไม่ให้ติด ไม่ต้องเสียดาย'

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.20 น.

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ ที่เราคิดว่าเป็นของเรานั้น ไม่ใช่เป็นของเราอย่างแท้จริง เป็นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง ร่างกายของเราก็เป็นของเราเพียงระยะหนึ่ง พออายุ ๘๐ ปี  ๙๐ ปี ก็ต้องคืนเขาไป อาจจะต้องคืนไปก่อนนั้นก็ได้ บางคนอายุเพียงหนึ่งวันก็ตายไปก็มี  หนึ่งเดือนตายไปก็มี หนึ่งปีตายไปก็มี ยี่สิบปี สามสิบปี สี่สิบปีตายไปก็มี ไม่แน่นอน เรื่องอายุขัยของคนเรา แต่เรื่องที่แน่นอนก็คือ ต้องคืนเขาไปทุกคน พวกเราทุกคนที่อยู่ในศาลานี้ สักวันหนึ่งก็ต้องคืนร่างกายนี้ไปสู่ดินน้ำลมไฟ ที่เป็นเจ้าของเดิม แต่ใจของเราไม่ได้ไปกับร่างกาย จะไปตามบุญตามกรรมต่อไป 

ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้า แล้วทำแต่สิ่งที่ดีที่งาม ละเว้นจากการทำบาปทำกรรม เวลาร่างกายแตกดับไป ก็จะไปสู่ที่ดี สู่สุคติ เป็นความจริงที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ แล้วนำมาสั่งสอนพวกเรา ผู้ที่ได้ยินได้ฟังแล้วนำไปปฏิบัติตาม ก็จะได้รับผลประโยชน์ที่ดีเช่นเดียวกับพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ที่เชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่นี้ ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ก็พยายามตัดความยึดติดในร่างกาย ในสมบัติต่างๆ มีทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองมากน้อยเพียงไร ก็สละให้ผู้อื่นหมด แล้วก็ออกบวช อยู่แบบนักบวช มีเพียงแต่ปัจจัยสี่ไว้คอยดูแลรักษาร่างกายเท่านั้น 

ส่วนจิตใจก็มีธรรมะที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิเจริญปัญญา ทำจิตใจให้สงบ เพื่อกำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่คอยฉุดลากให้ไปทำบุญ ให้ไปทำบาป ให้ไปเวียนว่ายตายเกิด ในภพน้อยในภพใหญ่ให้หมดสิ้นไป จนใจสะอาดบริสุทธิ์ กลายเป็นพระอรหันต์ เป็นนิพพานขึ้นมาแล้ว ใจก็ไม่ต้องไปเกิดอีกต่อไป ไม่ต้องไปทุกข์ ไม่ต้องไปทุกข์กับการแก่ การเจ็บ การตาย การพลัดพรากจากกัน เหมือนที่พวกเรากำลังทุกข์กันอยู่

เวลาที่เราสูญเสียญาติพี่น้อง คนที่เรารักไป เราก็ร้องห่มร้องไห้ กินไม่ได้นอนไม่หลับกัน เพราะหลงยึดติดร่างกายของคนนั้นคนนี้ว่าเป็นพี่น้องของเรา เป็นญาติของเรา แต่ความจริงแล้วเขาเป็นเหมือนต้นไม้ต้นหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ต่างกันตรงที่ร่างกายมีใจมาครอบครอง จึงทำให้ร่างกายนี้พูดได้ ทำได้ มีความรู้สึก แต่ผู้ที่พูด ผู้ที่ฟัง ผู้ที่มีความรู้สึกนี้ไม่ใช่ร่างกาย เป็นใจต่างหาก ถ้าร่างกายไม่มีใจเมื่อไหร่แล้ว ก็จะไม่รู้สึกอะไร จะฟังอะไรไม่ได้ยิน จะไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น ลองไปพูดกับคนตายดู ลองไปสะกิดร่างกายของคนตายดู เอาเข็มไปทิ่มร่างกายของคนตายดู จะสะดุ้งขึ้นมาหรือไม่ จะไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้เลย 

เหมือนต้นไม้ เอามีดไปฟันก็จะไม่มีอาการสะดุ้ง เพราะไม่มีการรับรู้นั่นเอง เพราะไม่มีผู้รับรู้ในต้นไม้ ร่างของคนตายก็เหมือนต้นไม้ เพราะไม่มีใจผู้รับรู้อยู่กับร่างกายแล้ว จะเอาไปทำอะไรก็ไม่เดือดร้อน จะเอาไปฝังก็ไม่เดือดร้อน จะเอาไปเผาก็ไม่เดือดร้อน เพราะใจผู้เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง ไม่ได้อยู่ในร่างนั้นแล้ว ได้ออกเดินทางไปสู่ร่างใหม่แล้ว จะได้ร่างอะไรก็ขึ้นอยู่กับบุญกับกรรมที่ทำไว้ 

นี่คือความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรารู้กัน ไม่ให้หลง ไม่ให้ยึด ไม่ให้ติด ไม่ต้องกลัวว่าร่างกายจะเป็นอะไรไป ไม่ต้องเสียดาย ถึงเวลาจะเป็นอะไรก็ให้เป็นไป แต่ขณะที่ยังอยู่ก็ดูแลรักษากันไป เพราะยังต้องอาศัยร่างกายมาช่วยทำใจให้หลุดพ้นจากความหลง จากความทุกข์ จากการเวียนว่ายตายเกิด ถ้าไม่มีร่างกายก็จะไม่สามารถมาฟังเทศน์ฟังธรรม ทำบุญทำทาน รักษาศีล นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรมได้ เราจึงต้องดูแลรักษาร่างกายนี้ให้ดี เพื่อจะได้เอามาช่วยเหลือจิตใจให้ได้ปฏิบัติธรรม เพื่อจะได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

อย่าเอาร่างกายไปทำในสิ่งที่ไร้สาระ ไร้คุณไร้ประโยชน์ ไปสะสมลาภยศสรรเสริญสุขต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นที่พึ่งของเรา แต่จะทำให้เราหลง ทำให้มีความทุกข์มากยิ่งขึ้นไป

……………………………….

โอวาทธรรมพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี ๒๗ มกราคม ๒๕๕๐ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘มรณกรรมฐาน’นี้ ไม่ใช่หลวงปู่เป็นผู้เทศน์ พระพุทธเจ้าเป็นผู้เทศน์ไว้ก่อนแล้ว

Posted on June 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662403

'มรณกรรมฐาน'นี้ ไม่ใช่หลวงปู่เป็นผู้เทศน์ พระพุทธเจ้าเป็นผู้เทศน์ไว้ก่อนแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.34 น.

“มรณกรรมฐานนี้ไม่ใช่หลวงปู่เป็นผู้เทศน์ พระพุทธเจ้าเป็นผู้เทศน์ไว้ก่อนแล้ว คือวันหนึ่ง เวลาพระพุทธองค์อยู่ในวิหารมีพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากนั่งอยู่ใกล้ๆ พระพุทธองค์ท่านตรัสแก่พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากว่า “ดูก่อนอานนท์ วันหนึ่งคืนหนึ่ง อานนท์ได้นึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง” พระอานนท์ก็ทูลตอบพระพุทธองค์ว่า “ข้าพระองค์นึกถึงความตายวันละหลายพันครั้ง”

พระองค์ก็ย้อนพระอานนท์ว่า วันหนึ่งคืนหนึ่งยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้น นึกถึงความตายวันละหลายพันครั้งนั้นยังประมาทอยู่ ต่อไปให้อานนท์พร้อมด้วยพุทธบริษัททั้งสี่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้พากันนึกถึงความตายที่จะมาถึงตนทุกคน ให้ได้ทุกลมหายใจเข้า ให้ได้ทุกลมหายใจออกจึงจัดว่าไม่ประมาท ถ้ายังนับได้อยู่เรียกว่ายังประมาทอยู่

ตรงนี้แหละที่เรามักจะคิดในใจว่า ทำไมหนอ…เราฟังเทศน์ฟังธรรมฟังคำสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กแต่เล็ก จนแก่ชราจึงไม่ค่อยได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ก็คือ “ความประมาท” นี่แหละ ไม่ได้นึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก

ด้วยเหตุนี้ให้เราทุกคนผู้ได้ยินได้ฟังอยู่นี้นี่แหละให้นึกให้ได้ทุกลมหายใจเข้าทุกลมหายใจออกทำไมท่านจึงตรัสอย่างนั้น ก็เพราะคนเราไม่ว่าจะตายด้วยเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม มนุษย์เขาต้องดูที่ลมหายใจเข้าออกนี่แหละ ถ้าคนนั้นร่างกายจะนิ่งแน่ไปแล้วก็ตาม ถ้ายังมีลมหายใจเข้าออกอยู่ก็ยังไม่เรียกว่า ศพ ยังไม่เรียกว่า ตาย แต่ถ้าลมหายใจเข้าไปแล้วออกมาไม่ได้ เงียบหายไป ทีนี้ก็ให้ชื่อว่า ตาย ล่ะสิ

……………………………

โอวาทธรรมหลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง ต.บ้านถ้ำ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

การทำบุญ ไม่จำเป็นต้องมีเงินทองข้าวของตั้งแสนตั้งล้านมาทำ เราทำด้วยน้ำใจ

Posted on June 23, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/662118

การทำบุญ ไม่จำเป็นต้องมีเงินทองข้าวของตั้งแสนตั้งล้านมาทำ เราทำด้วยน้ำใจ

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.37 น.

การทำบุญ ไม่จำเป็นต้องมีเงินทองข้าวของตั้งแสนตั้งล้านมาทำ เราทำด้วยน้ำใจ เรามีมากน้อยทำตามกำลังศรัทธาความสามารถของเรา เช่น ให้ทาน เรามีอะไรเราก็ทาน น้ำใจเป็นสำคัญมาก วัตถุเป็นเครื่องประกอบ ถ้าวัตถุของเราไม่ดีไม่เยี่ยมสมใจที่อยากมี เอ๊า เรามีอะไรก็ทานอันนั้น ด้วยน้ำใจที่รักบุญรักทาน ก็ได้บุญมากเช่นเดียวกัน ข้อสำคัญอยู่ที่น้ำใจ เอ้า วัตถุดีด้วย น้ำใจดีด้วย ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกและภาวนาพุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ อย่าละอย่าวาง อยู่ที่ไหนก็นึกพุทโธ ถึงองค์ศาสดาได้ ผลที่ปรากฏขึ้นมาก็คือความรู้ได้แก่ใจของเรานี้เด่นดวง

เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าไม่ได้หมายจะเอาความสุขความสบาย ผลประโยชน์อันใดน้อมถวายพระพุทธเจ้า เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าคือพุทธะ ก็หมายถึงความระลึกรู้จิตตัวเอง ที่มีอยู่กับตัวเรานี้แลให้เป็นความรู้ที่เด่นดวงขึ้นมา แต่อาศัยพระนามของพระพุทธเจ้า ชื่อของพระพุทธเจ้า เข้ามาบริกรรมภายในจิตใจ ว่าพุทโธๆ เพื่อส่งเสริมจิตของเราต่างหาก เมื่อพุทโธ กับความรู้ของเรากลมกลืนกันอย่างสนิทแล้ว คำว่าพุทโธอันแท้จริง ก็คือความรู้ของเราที่เด่นดวงอยู่ในเวลานั้นนั่นแล อันเป็นผลมาจากการภาวนาพุทโธ นี่ก็เป็นบุญอันหนึ่ง เป็นความผาสุกเย็นใจไม่มีสิ้นสุด ตามแต่ผู้ภาวนาได้มากน้อย ให้พากันบำเพ็ญคุณงามความดีดังที่กล่าวมา ใจจะมีที่ยึดที่เกาะ ใจจะไม่ว้าเหว่เคว้งคว้าง ใจจะมีความสุข ความอบอุ่นประจำตนในที่ทุกสถานตลอดกาลทุกเมื่อ

อย่าตำหนิติเตียนตนเองว่าบุญน้อยวาสนาน้อย ว่าทุกข์ว่าจน คนเราถ้าพูดถึงเรื่องทุกข์แล้ว ทุกข์ด้วยกันทุกคน ทุกๆ คนทั้งคนมีคนจน คนโง่ คนฉลาด เกิดมาทีแรกผ้าผืนหนึ่งก็ไม่ได้ติดตัวมา มีแต่ร่างเปล่าๆ เท่านั้น สิ่งเหล่านี้มีอยู่กับโลก ร่างกายนี้ก็คือธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ผสมกันเข้า มีจิตเข้าไปเป็นตัวการยึดครองเป็นเจ้าของ ก็แปรรูปมาเป็นหญิงเป็นชายเป็นสัตว์เป็นบุคคลดังที่เห็นกันอยู่นี่แล เวลาจะตายก็ต้องสละสิ่งเหล่านี้ไว้ตามโลกเดิมธาตุเดิมของเดิมของเขา

สมบัติเงินทองข้าวของมีมากน้อย เสื้อผ้าที่อยู่ที่อาศัยปัจจัยต่างๆ ตลอดร่างกายของเรา ก็ต้องมอบไว้เป็นสมบัติเดิมของโลกไป ใครจะยึดจะถือจะหอบจะแบกจะหามไปด้วยไม่ได้ นอกจากคุณงามความดีที่เราอาศัยสิ่งสมมุติเหล่านี้เป็นเครื่องมือทำไว้ในเวลามีชีวิตอยู่เท่านั้น เช่นอาศัยวัตถุเหล่านี้เป็นทาน อาศัยร่างกายอันนี้บำเพ็ญกุศล ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำด้วยวัตถุใดก็เป็นความดี เป็นบุญหลั่งไหลเข้าไปเป็นสมบัติของใจ สิ่งนี้แลที่จะติดสอยห้อยตามเราจริงๆ คือบุญนี้แล นี้เป็นของแท้ เป็นสมบัติแน่ใจ เป็นสมบัติที่ฝากเป็นฝากตายฝากผีฝากไข้ได้ไม่สงสัย ฉะนั้นจงอย่าได้นอนใจ อย่าได้ตำหนิติเตียนตนว่าเป็นคนทุกข์คนจนแล้วไม่สร้างบุญ จะขาดทุนร่ำไป คนจนนั่นแลสร้างบุญ คนมีนั่นแลสร้างบุญ เพราะต้องการความสุขความเจริญด้วยกัน

พูดถึงเรื่องมี มีด้วยกัน จนด้วยกัน ใครไม่ได้เป็นเศรษฐีมาตั้งแต่อยู่ในท้อง เกิดมาค่อยเป็นเศรษฐี เมื่อมีสมบัติมาก สกุลร่ำรวย วาสนาอำนวย ผู้เป็นคนจนก็ไม่ควรเสียใจ เพราะนั่นเป็นกรรมนิยมต่างๆ กัน สมบัติเกิดมีมากน้อยนั้นแล้วแต่บุญแต่กรรมที่เราเคยสร้างไว้แต่กาลก่อน ไม่ต้องไปตำหนิ ถ้าตำหนิก็ตำหนิเรานี่แหละ การตำหนิเราไม่ใช่ตำหนิเพื่อให้ท้อถอย เช่นสมมุติว่าชาตินี้เรามีวาสนาน้อย เอ้า เราสร้างความดี ไม่มีวัตถุเป็นเครื่องมือที่จะสร้าง ก็ให้สร้างด้วยจิตตภาวนา คือ พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ ให้เป็นเครื่องอบอุ่นภายในจิตใจ ก็เรียกว่าคนมีบุญเหมือนกัน เป็นบุญเหมือนกัน เพราะบุญวาสนานั้นเกิดได้หลายทางจากผู้ขวนขวาย เกิดจากการให้ทาน เกิดจากรักษาศีล เกิดจากภาวนา รวมแล้วก็เป็นกองมหากุศลเช่นเดียวกัน จึงสำคัญอยู่ที่การขวนขวาย
………………………………..

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๑๙ 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ธรรมะวันอาทิตย์! ‘พระวิชัยมุนี’ เทศนารู้คุณบิดา-มารดา ‘ชีวิตเจริญรุ่งเรือง’

Posted on June 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/661276

ธรรมะวันอาทิตย์! 'พระวิชัยมุนี' เทศนารู้คุณบิดา-มารดา 'ชีวิตเจริญรุ่งเรือง'

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 13.46 น.

ธรรมะวันอาทิตย์ ไปฟังพระธรรมเทศนากับ เจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญ ที่วัดสำราญนิเวศ(พระอารามหลวง) ตั้งอยู่ ต.บุ่ง อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ  ให้อยู่เย็นเป็นสุข และนมัสการ องค์พระสังกัจจายน์  มีความสูง 26 เมตร หน้าตักกว้าง 10 เมตร ประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร และรอบๆฐานองค์พระสังกัจจายน์ จะพบเห็นพระสังกัจจายน์องค์เล็กตั้งอยู่ จำนวน 84,000 องค์ ตามพระธรรมขันธ์ อย่างสวยงาม และห่างไปทางทิศใต้ประมาณ 50 เมตร ก็จะเห็นพระพุทธรูปประจำวันเกิด ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในเพิงถาวร โดยมีสิงโตทอง 2 ตัว ยืนอยู่สองข้างทางเข้า พร้อมรอยพระพุทธบาท จำลอง วางอยู่บนแท่นยกสูงประมาณ 1 เมตร และมีกองใหญ่เก่าแก่ 2 ใบ พร้อมฆ้อง 3 ใบ ก็มีให้เห็นได้ดูชมเช่นกัน 

สำหรับวิหาร มีชื่อว่า ทิพย์อำนาจ ประดิษฐาน พระพุทธรูป ทิพย์อำนาจ แบบปูนปั้น สีทองทั้งองค์ ลักษณะเป็นพระประธาน สูง 15 เมตร หน้าตักกว้าง 10 เมตร ล้อมรอบไปด้วยสัตว์ในวรรณคดีหลากหลายชนิด และพระพุทธรูป จำนวนหนึ่ง สวยงามมาก โดยเฉพาะด้านหน้าวิหาร บริเวณบันไดทางขึ้น ทำเป็นรูปปั้นพระสงฆ์เดินธุดงยืนอยู่บนหลังสัตว์ในวรรณคดี ลักษณะตัวเป็นเต่าหัวเป็นพญานาค 4 เศียร และมีเต่าเงิน 2 ตัว เต่าทอง  2 ตัว ประจำอยู่ 4 ทิศ ทั้งนี้ วิหารทิพย์อำนาจสวยงามมาก   

นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนพระปริยัติธรรม สำหรับพระสงฆ์และสามเณร ที่ต้องการใฝ่หาความรู้ ศึกษาธรรมะเพิ่มเติม  ก็มีการเปิดสอน เปิดเรียนที่นี่ จากระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งเรียนฟรี 

ส่วนด้านหลังของวัด เป็นสระน้ำขนาดกลาง 1 สระ ประกอบด้วยสัตว์น้ำหลากหลายชนิด โดยมีผู้ใจบุญนำมาปล่อย จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดเล็ก มีผู้คนเข้ามาชมและให้อาหารปลาตลอดเวลา ซึ่งจัดให้เป็นเขตอภัยทางและขณะนี้ กำลังก่อสร้างอุทยานธรรม ทำเป็นทางเดินรอบสระน้ำ โดยมี พระพุทธรูป วังพญานาค ศาลากลางน้ำ และพญาชาละวัน มีพระพุทธรูปนั่งอยู่บนหลัง เป็นต้น เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งเดินหน้าก่อสร้างไม่หยุด อีกไม่นานคงจะเสร็จสบบูรณ์ เปิดให้ท่องเที่ยวได้เต็มรูปแบบ

ก่อนเดินทางกลับพุทธศาสนิกชน ญาติโยมทั้งหลาย จะเข้าไป ฟังธรรมเทศนากับ พระวิชัยมุณี เจ้าอาวาสวัดสำราญนิเวศ และ เจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญ  ซึ่งแต่ละคนที่มาหาจะมีความทุกข์ต่างกัน ในการเทศนาแสดงธรรมทุกครั้ง ก็จะนำเอาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พุทธศาสนิกชน ญาติโยม ทั้งหลายฟังเป็นหลักปฏิบัติ และ เน้น ความกตัญญู รู้คุณบิดา มารดา และประเทศชาติ จะต้องมีอยู่ในใจเป็นสำคัญ  จากนั้น ก็จะรดน้ำมนต์ให้กับทุกคน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ เพื่อความเป็นสิริมงคล ให้สามารถฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคปัญหาต่างๆ ไปได้ด้วยดี 

พระวิชัย มุนี เจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญ เทศนาว่า ก่อนนอนต้องไหว้พระไตรสรณคมน์ไม่ให้ขาด ตลอดทั้งเช้าและเย็น หลังจากไหว้พระเสร็จ ให้สำรวมจิตใจสงบเป็นสมาธิ แผ่เมตตาให้ตนเองและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้ครูบาอาจารย์  พ่อ แม่ ตามบทแผ่เมตตา พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ในเมตตานิสังสสูตรว่า ผู้เจริญเมตตาเต็มที่แล้ว ได้รับอานิสงส์ 11 ประการ คือ  

1.สุขัง สุปะติ คือ หลับก็ไม่ฝันร้าย 2.สุขัง ปะฏิพุชณะติ คือ ตื่นก็เป็นสุข 3. ปาปะกัง คือ สุปินังปัสสะติ คือ หลับก็ไม่ฝันร้าย 4.มะนุสสานัง ปิโย โหติ คือ เป็นที่รักของมนุษย์ 5.อะมะนุสสานัง ปิโย โหติ คือ เป็นที่รักของภูตผีปีศาจ ผีไท้  นางทรง เทวดาอารักษ์ ปู่ตาย่าแฮด ไม่มาเบียดเบียนให้เจ็บตัว  ด้วยประการต่างๆ 6.เทวะดารักขันติ คือ เทวดาย่อมมาอภิบาลรักษาผู้เจริญ ทุกค่ำเช้า จะมีเทวดามารักษาวันละ 6 องค์ 7. นาสสะอัคคิ วา สัตถังวา กะมะติ คือ ไฟ ยาพิษ ศัสตรา ย่อมไม่ทำร้าย หรือเป็นอันตราย 8.ตุวะฏัง จิตตัง สะมาธิยะติ(ผู้มิจตเมตตา)จิตตั้งมั่นได้เร็ว มีสามธิได้เร็ว 9.มุขะวัณโณ วิปปะสีทะติ มีจิตรใจเบิกบาน ไม่เศร้าหมอง 10. อสัมมุฬโห กาลัง กะโรติ เวลาจะสิ้นลมหายใจก็มีสติ 11.อุตตะริง อัปปะฏิวิชณันโต พรหมโลกูปะโค โหติ เมื่อยังไม่บรรลุมรรคผล ในปัจจุบัน ก็จะเข้าถึงพรหมโลก 

ขอให้พวกเราทั้งหลายเจริญเมตตาทุกค่ำเช้า ผู้มีความเมตตาปรารถนา ไม่ให้สัตว์อื่นตกทุกข์ได้ยาก โดยเปรียบเทียบกับตนเองที่รักสุขภาพเกลียดทุกข์ฉันใด ผู้อื่นสัตว์อื่นก็เหมือนกัน แล้วก็ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำใจให้บริสุทธิ์สดใส ทั้งนี้ ความเชื่อในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มี 4 ประการ คือ 1. กัมมสัทธา เชื่อกรรม 2.วิปากสัทธา เชื่อผลของกรรม 3.กัมมัสกตาสัทธา เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน 4.ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระคถาคต 

กุศลกรรม คือ ความดี เหตุดี ได้ผลดี เหตุชั่ว ได้ผลชั่ว เชื่อว่า บรรดาสัตว์ทั้งหลายทั่งยังมีกิเลสสานุสัย ทำกรรมดันใดด้วย กาย วาจา ใจ ก็ย่อมได้เสวยผลจองกรรมนั้นๆ กรรมนั้น แหละย่อม จำแนกสัตว์ ผู้กระทำให้ประณีตและเลวทรามต่างๆกัน ความหยั่งรู้ในคุณพระพุทธเจ้า คุณธรรมเจ้า คุณพระสงฆ์เจ้า เชื่อไปว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ธรรมโดยชอยด้วยพระองค์เอง ธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอน เวไนยสัตว์ ได้ชื่อว่า ตรัสรู้ชอบแล้ว และสวฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว เป็นต้น  

เมื่อเราศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ก็ให้พากันทำความดีให้ทุกวัน ไม่เลือกวันเวลา เช่น การปฏิบัติธรรม ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าว ว่า ทำวันนั้นเวลานั้น จึงจะเจริญดีมีความสุข คือ การทำความดีนั้น เป็นอกาลิโก คือ ไม่เลือกกาลเวลา ทำเมื่อไรได้ผลเมื่อนั้น ถือเอาความเหมาะสม และสะดวกเป็นประมาณ ขอให้ทำบุญในพระพุทธศาสนา คือ ให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา ก็เชื่อว่า รักษาอุบาสก อุบาสิกาไว้ด้วย 

สมบัติทั้ง 5 ประการ ที่บรรยายไปแล้วนั้น ขอให้รักษาไว้โดยเคร่งครัดและให้พวกเราเว้นวิบัติ 5 ประการ อันวิปริตตรงข้ามกันนั้น วิบัติ 5 ประการ คือ 1.ไม่มีศรัทธา 2.ไม่มีศีล 3.เชื่อมงคลตื่นข่าว เชื่อฤกษ์ยามเคราะห์ 4แสวงหาเขตนาบุญนอกพุทธศาสนา 

พวกเรา เป็นอุบาสก อุบาสิกา พึงรักษาสมบัติของพวกเราไว้ อย่าให้บกพร่อง ให้พากันตั้งอกตั้งใจรักษา เจริญเมตตาภาวนา พวกเราก็จะได้มีพลานิสงส์ ที่อาตมาได้บรรยายมาแล้ว ก็ให้พากันมีศรัทธาตามที่กล่าวมาแล้ว คือ คาระธรรม 6 ประการ ขอให้ญาติโยม ได้นำไปปฏิบัติ สิ่งใดควรละ ก็ขอให้พากันเพียรละสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ ขอให้นำไปประพฤติปฏิบัติ จะทำให้ใจสบาย มีความสุข  

พระวิชัยมุนี  เจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญและเจ้าอาวาสวัดสำราญนิเวศน์ เทศนาต่อไปว่า  บุตร ธิดา ลูก หลาน ต้องมีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดา มารดา คือ ผู้มีพระคุณสูงสุด  เด็กสมัยนี้ ลืมบุญคุณพ่อแม่ มันถึงได้บอกยาก สอนยาก ทำอะไรก็ทำตามเพื่อน เอาเพื่อนมาก่อน ไม่มีพ่อแม่อยู่ในใจ อาตมา เคยถามเด็กที่มีโทรศัพท์ว่า เคยโทรหาพ่อแม่กี่ครั้ง  เงียบ ก็ตอบไม่ได้ มีแต่พ่อแม่โทรหาลูก เป็นห่วงลูก บางคนถึงกับโกหกพ่อแม่ว่า ทำรายงาน หรือทำกิจกรรม แต่โทรหาแฟน โทรแล้ว โทร.อีก ไม่หยุด นี่คือ การลืมคุณพ่อคุณแม่ คุณพระเจ้าอยู่หัว คุณพระราชินี คุณพระอาจารย์ พี่ ป้า น้า อา ใครบ้างมีบุญคุณ ก็ควรรู้ ซึ่งธรรมในศาสนาสอนให้กตัญญู ถ้าไม่รู้จักกตัญญู ไม่รู้จักบุญคุณคน ทำอะไรจะไม่สำเร็จ โดยเฉพาะผู้ที่ทำให้แม่เสียใจ น้ำตาไหล คนนั้นจะมีบาปติดตัวไปจนตาย ที่หนักไปกว่านั้น คือ ลูกที่ฆ่า บิดา มารดา ยิ่งบาปหนัก ตกนรกหมกไหม้ ไม่ได้ผุดได้เกิดเลย

และจงจำไว้เสมอว่า  พระองค์แรก คือ พระบิดาและพระมารดา ผู้ให้ร่างกาย ผู้ให้ชีวิต ต้องนึกถึงพระ 2 องค์ในบ้านก่อน จะทำอะไร จะคิดอะไร ให้ระลึกถึงบุญพระ 2 องค์ในบ้าน ทำการใดก็จะสำเร็วลุล่วงทุกอย่าง เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น  จากนั้นก็นึกถึงบุญคุณของประเทศชาติ บุญคุณสถาบันพระมหากษัตริย์  บุญคุณวัดศาสนา ฯลฯ ที่สำคัญที่สุด ทำอย่างไร ลูกหลานจะหันเข้าหาศีลธรรม เข้ามาหาประเพณีอันดีงาม ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ  นี่คือ ปัญหาหลัก ซึ่งลูกหลานจะเป็นผู้รักษาพุทธศาสนาและประเทศชาติต่อไป.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, ธรรมะวันอาทิตย์, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เปรียบเหมือนกับ ‘ระลอกน้ำ’ คือมีตน มีตัว : หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

Posted on June 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/661215

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เปรียบเหมือนกับ 'ระลอกน้ำ' คือมีตน มีตัว : หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.00 น.

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง โลกนี้เป็นสังขารหมด สังขารความปรุงแต่ง แต่งปรุงขึ้นแล้วก็ดับไป สังขารเมื่อเปรียบก็เหมือนกับ “ระลอกน้ำ” คือ มีตน มีตัว เมื่อระลอกน้ำหมด ลมพัด ก็หายไป หายไปที่ไหน มันก็ลงไปในน้ำนั่นเอง ลงไปไหนดินก็เป็นดิน น้ำก็เป็นน้ำ ลมก็เป็นลม ไฟก็เป็นไฟ อากาศธาตุก็เป็นอากาศ เมื่อสังขารไม่มีแล้ว ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายมันก็ไม่มี ความทุกข์ทั้งหลายมันก็ไม่มี มันจะเอาอะไรมาทุกข์ มันไม่ได้ปรุงได้แต่งนี้มันก็สุข

โอวาทะรรมหลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘อาจารย์ฝั้น อาจาโร’ กับ ‘อาจารย์ลี ธัมมธโร’ พลังจิตแรง : จากพระธรรมเทศนา ‘หลวงตามหาบัว’

Posted on June 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/661046

'อาจารย์ฝั้น อาจาโร' กับ 'อาจารย์ลี ธัมมธโร' พลังจิตแรง : จากพระธรรมเทศนา 'หลวงตามหาบัว'

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.04 น.

“ท่านอาจารย์ฝั้นกับอาจารย์ลี พลังจิตแรง” บางส่วนของพระธรรมเทศนาของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เมื่อวันที่ ๑๘ เดือนมีนาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี…นั่นละที่ได้พูดถึงเรื่องท่านอาจารย์ฝั้น พลังจิตของท่านแรงมากนะท่านอาจารย์ฝั้น ตอนสานขัดแตะอะไรๆ จะเผาศพท่าน ท่านเป็นหัวหน้าพระเณร-ประชาชนมาสานขัดแตะเต็มบริเวณวัด ก็มีผู้หญิงสองคนขี่จักรยานมา พระเณรท่านก็นั่งสานขัดแตะอยู่นั้นน่ะ ท่านอาจารย์ฝั้นเป็นหัวหน้า อยู่ๆ มันขี่จักรยานมา สะเปะสะปะมาใกล้ๆ พระนี่ จนกระทั่งท่านชะเง้อขึ้น เอ้ามันอย่างไรนี่ ท่านว่าอย่างนั้นนะ นี่ละจะได้เห็นฤทธิ์อำนาจจิตของท่าน

นี่มันอย่างไรกันไอ้เด็กสองคนนี่ มันมาสะเปะสะปะมาใกล้ๆ พระ ขี่จักรยานมาไม่ดูหน้าดูหลังอะไรเลย พอท่านชะเง้อคอขึ้น มันอย่างไรเด็กสองคนนี่น่ะ พอว่าอย่างนั้นท่านบอกว่า เอานี่ๆ จะเอาให้มันล้มให้ดู มันเก่งนัก ท่านว่าอย่างนั้นนะ พระเณรสานขัดแตะอยู่นี้ จะเอาให้มันล้มให้ดูมันเก่งนักเด็กสองคนนี่น่ะ พอว่าอย่างนั้นพวกสานขัดแตะก็หยุดมือหมดคอยจ้อคอยดูเด็กสองคน ท่านอาจารย์ฝั้นท่านก็นั่งดู จิตท่านเพ่งแล้วนะนั่น พอไปถึงได้จังหวะแล้วท่านก็เอาแหละ พอผ่านพับไปสักนิดหนึ่ง โครมครามจักรยานล้มทั้งสองคันเลย ล้มต่อหน้าพระขายขี้หน้า โอ๊ย คงจะอายมากที่สุดนั่นละมาล้มใส่สนามพระอยู่ที่นั่น

ท่านยังบอกด้วยนะว่าจะเอาให้มันล้มให้ดู ท่านว่าอย่างนี้นะ มันเก่งนักเด็กสองคนนี่น่ะท่านว่าอย่างนั้น พระเณรก็ได้ยินหมด มันสะเปะสะปะไปโครมครามล้มพร้อมกันทั้งสองคันเลย โอ๋ย มันคงจะอายจนกระทั่งป่านนี้ มันหายอายหรือมันข้ามแม่น้ำโขงไปแล้วไม่รู้นะเด็กสองคน เด็กกำลังรุ่น พวกพระเณรหัวเราะเสียด้วยนะ เพราะมันเป็นจังหวะที่ท่านบอกจะเอาให้มันล้มให้ดู ท่านว่าอย่างนี้ พระก็ได้ยินหมด พอว่าอย่างนั้นท่านก็หยุด พระเณรสานอะไรอยู่ก็นิ่งจ้อคอยดู ไปก็โครมครามฟาดเอาจักรยานล้มทั้งสองคันพร้อมๆ กัน

นี่พลังจิตของท่านเห็นไหมล่ะ ท่านบอกด้วยว่านี่จะเอาให้มันล้มให้ดูนะ มันเก่งนักเด็กสองคนนี่ ท่านว่าอย่างนั้น ไปก็โครมครามล้มลงไป ทีนี้พระเณรก็หัวเราะละซี เพราะมันจังหวะกันกับท่านพูดอย่างนี้แล้วก็รอดูเหตุการณ์ มันก็เป็นอย่างว่า ไปก็ไปล้มโครมคราม พอลุกขึ้นได้ก็เผ่นเลยเด็กสองคน นั่นน่ะ ท่านว่าบาปมีบุญมีมันมาประมาทได้เหรอ ท่านว่าอย่างนี้นะ พอล้มโครมครามลงไปเสร็จแล้วพระเณรก็หัวเราะกันลั่น นั่นน่ะบาปมีบุญมีมันมาประมาทได้เหรอ ท่านว่า คือท่านบอกก่อนว่านี่จะเอาให้มันล้มให้ดู ท่านว่าอย่างนี้นะ ท่านก็ดูอยู่

พระเณรก็วางหมด จ้อคอยดูผู้หญิงสองคน พอไปถึงนั้นก็โครมคราม จักรยานล้มทั้งสองคันพร้อมกันเลย พอล้มแล้วพระเณรก็หัวเราะลั่น นั่นเห็นไหมท่านว่าอย่างนั้นนะ บาปมีบุญมีมาประมาทได้เหรอ ท่านว่า ไปใหญ่เลยนะเด็กสองคน ขบขันดี นั่นพลังจิตของท่าน อำนาจจิตท่านเพ่ง บอกว่าจะเอาให้มันล้มให้ดู ท่านว่าอย่างนี้นะ จะเอาให้มันล้มให้ดู ท่านก็หยุด พวกพระเณรก็หยุด สานอะไรอยู่ก็หยุด จ้อคอยดูเด็กสองคน พอผ่านพระไปสักเดี๋ยวก็โครมครามล้มทั้งสองคันเลย ท่านว่านั่นน่ะเห็นไหมล่ะ บาปมีบุญมีมาประมาทได้เหรอ ท่านว่าอย่างนั้นนะ บาปมีบุญมี ก็เอาให้มันขายหน้าเท่านั้น บาปมีหรือไม่มี ขบขันดี

ท่านอาจารย์ฝั้นพลังจิตของท่านแรง เวลาท่านขึ้นเครื่องบินไปท่านเล่าให้ฟังเอง ตอนนั้นตอนเผาศพหลวงปู่มั่น เขาเอาเครื่องบินมาลงที่สนามบิน ว่าจ้าง ๒ นาทีต่อ ๔๐ บาทคนหนึ่งๆ เขาเก็บ ๔๐ บาทต่อ ๒ นาทีขึ้นลง ทีนี้เขาก็มานิมนต์ท่านให้ขึ้นเครื่องบิน อันนี้เขาไม่ได้ว่าจ้าง ตัวเขาเองเจ้าของเครื่องบินเขามานิมนต์ท่านขึ้นเครื่องบิน ท่านก็ขึ้น ท่านเล่าให้ฟังตอนนี้ละ ทีนี้เวลาขึ้นไม่ขึ้นธรรมดา ฟาดไปถึงนู้นร้อยเอ็ด-มหาสารคาม ไปที่ไหนตั้งนาน เงียบ จะถึงอุบลหรืออะไรก็ไม่ทราบละ ตั้งหน้าตั้งตาเขาพาท่านไปจริงๆ นะ

คืออันนี้ที่จ้างนี้ขึ้นสองนาทีขึ้นลงๆ ๒ นาที ๔๐ บาท แต่สำหรับท่านไปนี้เขาพาไปถึงร้อยเอ็ด-มหาสารคามที่ไหนนู้นนานถึงกลับมา ท่านก็ดูที่นั่นที่นี่ ท่านเล่านะท่านเล่าเอง ไปจังหวัดไหนเขาก็บอก นี่จังหวัดนั้นๆ ผ่านไปเลย ท่านก็ส่งจิตดูไป แต่ท่านไม่ส่งจิตเข้าในเครื่อง ฟังซิน่ะท่านพูด พอส่งจิตเข้าในเครื่องก็ให้เป็นจิตธรรมดา อย่าจ้อง ท่านว่า ถ้าจ้องแล้วพังทั้งเขาทั้งเรา คือเครื่องบินจะตกทั้งเขาทั้งเรา ท่านว่าอย่าจ้อง ให้ดู ส่งจิตไปธรรมดา ผ่านเครื่องก็ผ่านธรรมดา ไม่ให้จ้อง ถ้าจ้องแล้วเครื่องบินตก จะพังทั้งเขาทั้งเรา ท่านเล่าให้ฟัง ไปถึงนู้นร้อยเอ็ด-สารคาม ไกล นี่พลังจิตท่านอาจารย์ฝั้น ที่พลังจิตแรงๆ มีท่านอาจารย์ฝั้นกับท่านอาจารย์ลี วัดอโศการาม พลังจิตแรง

…………………………………………

บางส่วนของพระธรรมเทศนาของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เมื่อวันที่ ๑๘ เดือนมีนาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงปู่ฝั้น อาจาโร’ สอนคนกลัวผีให้ภาวนาจนจิตมีอภิญญา บันทึกโดย ‘หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ’

Posted on June 17, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/660827

'หลวงปู่ฝั้น อาจาโร' สอนคนกลัวผีให้ภาวนาจนจิตมีอภิญญา บันทึกโดย 'หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ'

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.33 น.

หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ได้บันทึกเรื่อง หลวงปู่ฝั้น อาจาโร สอนคนกลัวผีให้ภาวนาจนจิตมีอภิญญาไว้ดังนี้…“สมัยก่อนท่านไปพักภาวนาจำพรรษาอยู่ที่ใด ท่านให้ทำที่พักอาศัยชั่วคราว ไม่สร้างตั้งเป็นวัดเป็นวาอยู่ประจำเหมือนอย่างพระทุกวันนี้ ท่านมิอยู่ติดถิ่นติดฐาน อยากได้เป็นสมภารแย่งวัดแย่งวากัน ท่านทำตัวเหมือนนกที่มีแต่ปีก บินไปจับที่ใดไม่มีรอยเท้า ฉันนั้น

เท่าที่สังเกต พระอาจารย์ฝั้นท่านไปพักอยู่ที่ไหน เมื่อมีคนไปกราบนมัสการ หรือทำบุญให้ทานอย่างไรก็ตาม ปกติท่านต้องเทศน์อบรมสั่งสอนทั้งเด็กเล็ก หนุ่มสาว ปานกลาง คนใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ ท่านสอนทุกรายไปไม่เลือก ให้รู้จักคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณมารดาบิดา ครูอาจารย์ ให้หมั่นกราบไหว้พระ ภาวนาระลึกเอาคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นที่พึ่งทางใจของเรา ท่านอธิบายให้ผู้ฟังสำรวมจิตตภาวนา ทำสมาธิไปด้วย จากนั้นท่านก็ให้นึกบริกรรมคำภาวนาว่า พุทโธๆๆๆๆ คำเดียว ทำจิตให้สงบเบาสบาย หายทุกข์ หายยากลำบาก รำคาญไม่ฟุ้งซ่านวุ่นวาย เย็นสบายใจในอกในใจ ทุกคนติดอกติดใจ เกิดมีความเลื่อมใสในองค์ท่าน เคารพฝังแน่นอยู่ในใจจนตลอดชีวิต…

มีตอนหนึ่ง ท่านอาจารย์ฝั้นได้เล่าให้ผู้เขียน (หลวงปู่สุวัจน์) ฟังว่า ท่านได้ออกธุดงค์ไปทางอําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ได้ไปพักบําเพ็ญภาวนาอยู่ที่ป่าระหว่างบ้านแห่งหนึ่ง เป็นบ้านหนองกอง หรืออะไรนี้แหละ ถ้าผู้เขียนจําไม่ผิด

บริเวณป่าที่พระธุดงค์มาพักภาวนา เดิมเป็นเสนาสนะป่าบ้านหนองกอง ในกาลต่อมาได้สร้างเป็นวัดถาวรในพระพุทธศาสนา คือ วัดป่าบ้านหนองกอง ความสําคัญของวัดแห่งนี้เคยเป็นวัดที่ท่านพระอาจารย์มั่นธุดงค์มาปฏิบัติธรรม เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นธุดงค์จากไปที่อื่น ภายหลังมีพระศิษย์ขององค์ท่านได้จาริกมาพักเพื่อบําเพ็ญภาวนา ณ เสนาสนะป่าแห่งนี้เป็นประจํามิได้ขาด ดังเช่น หลวงปู่หล้า ขนฺติโก (วัดป่าบ้านนาเก็น อ.นํ้าโสม จ.อุดรธานี) หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นต้น จึงนับเป็นสถานที่มงคลแห่งหนึ่ง ชาวบ้านหนองกองจึงได้พร้อมใจกันพัฒนาให้กลายเป็นวัดขึ้นมา แต่ก็ไม่มีพระอยู่เป็นประจํา จึงได้มาขอพระจากหลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งท่านได้มอบให้หลวงปู่เพียร วิริโย มาเป็นเจ้าอาวาส

ในบ้านนั้นมีผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งชื่อ นางคำภู เธอมีความเลื่อมใสในพระอาจารย์ฝั้น ได้ออกไปทําบุญและฟังธรรมท่านพรํ่าสอนทุกวัน เธอมีนิสัยเป็นคนกลัวผีหลอกมาก เวลาคํ่าคืนถ้าได้ยินเสียงอะไรผิดแปลก ก็เกิดสะดุ้งหวาดกลัวว่า ผีหลอก พระอาจารย์ท่านพยายามสอนให้เธอนั่งภาวนา เธอไม่กล้านั่งภาวนา โดยคิดว่า “ถ้าเรานั่งแล้วเกิดเห็นผีปรากฏขึ้นมา เดี๋ยวเป็นบ้า เพราะรักษาจิตไม่อยู่” ท่านสอนเท่าไรก็ไม่อยากจะทํา ท่านอาจารย์ก็พยายามสอนทุกวัน อยู่มาวันหนึ่งเธอตัดสินใจนั่งภาวนาทดลองดู

“พระอาจารย์ท่านมีความเมตตา ได้มาอยู่สั่งสอนอนุเคราะห์เรา ท่านสอนชวนให้เราไหว้พระแล้ว นั่งภาวนาทุกวันๆๆ เป็นอะไรก็ให้มันรู้ไป คืนนี้แหละ เราต้องนั่งภาวนาให้ได้” คํ่าคืนนั้นเธอเข้าห้องสวดมนต์ไหว้พระ สวดมนต์แผ่เมตตาตน เมตตาสัตว์ แล้วเริ่มอธิษฐานจิตคิดบริกรรมทําภาวนา ระลึก พุทโธ ธัมโม สังโฆ, พุทโธ ธัมโม สังโฆ, พุทโธ ธัมโม สังโฆ ๓ จบ แล้วให้ระลึกถึง พุทโธๆๆๆ คําเดียว เธอมีความเพียรอดทนนั่งได้นานพอสมควร เวลาออกจากสมาธิแล้ว เธอรู้สึกมีความสบาย เบากายเบาใจ ตั้งแต่วันนั้นมาเธอก็นั่งภาวนาต่อๆ มาทุกวัน

วันหนึ่งเธอนั่งภาวนาไปสักพักหนึ่ง จิตก็เริ่มสงบรวมลงไปสักหน่อย ก็เกิดนิมิตเห็นคนตายนอนอยู่ตรงหน้า นึกกลัว พอเตรียมตัวจะลุกขึ้น ผีก็เลื่อนมานอนทับขาอยู่บนตักไว้ ลุกขึ้นไม่ได้จนใจจะหาวิธีคิดแก้ไขได้ ในทันทีทันใดนั้นเอง ผีก็กลับกลายหายเข้าไปในร่างตัวของเธอเอง เกิดมีความสว่างไสว มองเห็นหัวใจของเธอเองสว่างไสวใสสะอาด เธอสามารถเห็นจิตใครๆ เป็นอย่างไร เธอรู้หมด รู้ถึงใจของสัตว์เดรัจฉาน ตลอดถึงวิญญาณของสัตว์ในกามภูมิ จิตที่เคยมีความกลัวกลับหาย กลายมาเป็นจิตกล้า หาผีตัวไหนที่จะก่อกวนหลอกให้หลงกลัวไม่มีอีกแล้ว เธอมีความสงบสุขสบาย เอิบอิ่มอยู่ด้วยความปีติตลอดคืน

พอรุ่งเช้าวันใหม่ เวลาตอนบ่าย เธอออกไปฟังเทศน์ของพระอาจารย์เช่นเคย ท่านพระอาจารย์ได้สังเกตอากัปกิริยาตั้งแต่เห็นเธอเดินเข้ามา มีหน้าตาเบิกบานเปล่งปลั่ง มีสติสํารวมนิ่มนวลนอบน้อม ตาแหลมคม จิตเที่ยงตรงองอาจ กิริยาท่าทางผิดเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมาก เวลานั้นท่านอาจารย์เป็นไข้ มีอาการไม่สบายมาก แต่ท่านพยายามทําใจให้เข้มแข็ง แสดงเหมือนกับท่านไม่ได้เป็นอะไร ออกมานั่งพูดจาปราศรัย แล้วแสดงธรรมปฏิสันถารเหมือนปกติ พอท่านหยุดแสดงธรรม นางคําภูผู้รู้จิตใจของผู้อื่นก็พูดขึ้นว่า “แหม ! ดอกบัวของครูบาอาจารย์วันนี้ คือเหี่ยวหลายแท้” (ดอกบัว หมายถึง หัวใจ)

“เป็นความจริงหรือ โยมรู้จักจิตใจอาตมาได้อย่างไร ?” ท่านอาจารย์รีบถามเพราะแปลกใจ

“จริงค่ะ ท่านอาจารย์เป็นอย่างนั้นจริงๆ ดิฉันรู้ได้และเห็นได้ด้วยใจของดิฉันเอง ถึงใครไม่บอกก็รู้ได้” แม่คําภูตอบ

“จิตใจมันเป็นอย่างไร ก่อนที่จะได้เกิดความรู้ ความเห็นแจ้งจริงประจักษ์ขึ้นมาได้อย่างนี้ ไหนลองเล่าให้อาตมาฟังซิ”

นางคําภูจึงได้เล่าเรื่องที่เธอภาวนาปรากฏเป็นนิมิต เห็นผีนอนตายอยู่ตรงหน้าดังกล่าวมาแล้วข้างต้นจนตลอด ให้ท่านอาจารย์ทราบแล้ว ท่านพระอาจารย์ฝั้นก็ได้เทศน์อธิบายต่อเติมส่งเสริมให้มีกําลังใจ ให้มีสติ รักษาจิตใจตั้งมั่นอยู่ในสมาธิอย่างมั่นคง อย่าให้หลงไปตามอารมณ์สัญญาวิปลาส เคลื่อนคลาดจากสมาธิ สติ ปัญญา ให้น้อมจิตเข้ารู้ตัวอยู่เสมอ ท่านอาจารย์แสดงธรรมจบแล้ว โยมคําภูจึงได้กราบลากลับบ้าน

ท่านพระอาจารย์ฝั้นคิดอยากจะลองจิตโยมคําภูดูอีกครั้ง จึงได้เร่งประกอบความเพียรภาวนา ตั้งสติรักษาจิตให้สงบ พอจิตรวมสงบระงับดับทุกข์จากการเป็นไข้ได้แล้ว จิตมีความสว่างไสว ปลอดโปร่ง เบาเนื้อเบาตัว สบายเป็นปกติแล้ว พอรุ่งขึ้นวันใหม่ เวลาบ่ายนางคําภูก็ออกมาฟังเทศน์ของพระอาจารย์อีก วันนี้ท่านพระอาจารย์นอนคลุมผ้า ทําท่าไม่อยากจะลุกมาต้อนรับ นางคําภูมาถึงแล้วกราบและนั่งอยู่สักครู่หนึ่ง ชําเลืองตามองส่องไปยังท่านพระอาจารย์ อย่างแสดงให้เห็นว่า มีความเคารพและเลื่อมใสอย่างสุดอกสุดใจ แล้วกล่าวคําอุทานพูดขึ้นมาว่า

“ดอกบัวของท่านอาจารย์วันนี้ คือมาบานดีหลายแท้น้อ”

ท่านพระอาจารย์ฝั้นนึกชมอยู่ในใจว่า โยมคําภูนี้ภาวนาเก่งจริง ทําความเพียรภาวนาได้ดี จนจิตมีอภิญญาแตกฉาน สามารถฉลาดรอบรู้จิตใจของผู้อื่นและสัตว์อื่นได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง น้อยนักน้อยหนาคนที่จะปฏิบัติภาวนาได้อย่างนี้ หาได้โดยไม่ง่ายนักเลย”

จากหนักงสือประวัติท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร มูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี หน้า ๕๔-๕๗ (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ทิพยอำนาจ’ แห่งพระอริยเถระ ‘หลวงปู่ฝั้น อาจาโร’ บันทึกโดย ‘หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ’

Posted on June 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/660562

'ทิพยอำนาจ' แห่งพระอริยเถระ 'หลวงปู่ฝั้น อาจาโร' บันทึกโดย 'หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ'

วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.22 น.

มีเรื่องเกี่ยวกับ “หลวงปู่ฝั้น อาจาโร” วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร บันทึกโดยหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เป็นเรื่องหนึ่งที่กล่าวขวัญกันมากในบรรดาศิษย์ขององค์ท่าน เรื่องมีอยู่ว่า…ในระหว่างที่หลวงปู่ฝั้น อาจาโร พำนักอยู่ในถ้ำพระบนภูวัว ครั้งนั้นท่านได้ประสบอุบัติเหตุที่นับว่าร้ายแรงที่สุดในชีวิตของท่าน กล่าวคือ วันหนึ่งได้มีญาติโยมบ้านดอนเสียดและบ้านโสกก่ามพากันขึ้นไปนมัสการ หลวงปู่จึงได้ขอให้ญาติโยมพาชมภูมิประเทศบนภูวัว และเพื่อจะแสวงหาสมุนไพรบางชนิดด้วย เมื่อฉันจังหันเสร็จก็ออกเดินทาง มีโยมสองคนเดินนำหน้า หลวงปู่ฝั้นและพระภิกษุเดินตามหลัง ส่วนสามเณรนั้นท่านให้เฝ้าอยู่ที่พัก

ทั้งหมดเดินขึ้นไปตามลำห้วยบางบาด พอถึงลานหินที่ลาดชันขึ้นไปข้างบน ระยะทางยาวประมาณสิบกว่าวา บนลานมีน้ำไหลรินและมีตะไคร่หินขึ้นอยู่ตามทางชันนั้นโดยตลอด โยมสองคนเดินนำหน้าไปก่อน หลวงปู่ท่านเดินตามขึ้นไปและตามด้วยพระภิกษุเดินรั้งท้าย โยมทั้งสองไต่ผ่านลานหินอันชันลื่นขึ้นไปได้แล้ว ส่วนหลวงปู่ก็ไต่จวนจะถึงข้างบนอยู่แล้ว กะว่าเหลือเพียงก้าวเดียวก็จะพ้นไปได้

พอท่านก้าวข้ามร่องน้ำ พลันท่านก็ลื่นล้มทั้งยืน ศีรษะฟาดกับลานหินดังสนั่น เสียงเหมือนมะพร้าวถูกทุบ จากนั้นก็ลื่นไถลลงมาตามลานหิน เอาศีรษะลงมาก่อน

พระลูกศิษย์ที่เดินรั้งท้ายตกใจตัวสั่น ยืนนิ่งอยู่กับที่ จะเข้าไปช่วยอะไรก็ไม่ได้ เพราะท่านเองก็ประคองตัวแทบไม่อยู่เหมือนกัน ได้แต่ยืนตัวสั่น มองดูพระอาจารย์ไถลผ่านหน้าไปด้วยความตกตะลึง

ร่างของหลวงปู่ลื่นไถลไปได้ประมาณหกวา ก็ไปตกหลุมหินซึ่งเป็นแอ่งแห่งหนึ่ง แต่ด้วยความลื่นของตะไคร่ ท่านจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น กลับหมุนตัวในลักษณะเอาศีรษะขึ้นแล้วลื่นไถลลงต่อไปอีก

ข้างล่างมีช่องหินใหญ่ ครือๆ กับตัวคน น้ำที่ไหลลงมาจากหน้าผาไปรวมหล่นอยู่ในช่องนั้น กลายเป็นหลุมน้ำวน หากท่านไถลไปถึงช่องนั้น แล้วไหลพรวดลงในช่องหิน คงถึงแก่มรณภาพโดยมิต้องสงสัย

เหลือเชื่อ คงเป็นด้วยอำนาจบุญ ก่อนร่างท่านจะถึงช่องหิน หลวงปู่กลับตั้งหลักลุกขึ้นได้

แล้วท่านก็เดินขึ้นไปตามทางเดิมที่ร่างท่านร่วงหล่นลงมาด้วยท่าทางปรกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พระลูกศิษย์ร้องขอให้ท่านอ้อมไปขึ้นทางอื่น แต่ท่านไม่ยอมและบอกว่า เมื่อมันตกมาตรงนี้ ก็ต้องขึ้นไปตรงนี้ให้ได้

หลวงปู่ฝั้นเดินขึ้นไปตามทางเดิมด้วยความง่ายดายอย่างเหลือเชื่อ น่าอัศจรรย์ก็ตรงที่ว่า ร่างกายของหลวงปู่มิได้ปรากฏบาดแผลให้เห็นแม้แต่เล็กน้อย ถึงจะมีรอยถลอกบนข้อศอกก็เพียงรอยเท่าหัวไม้ขีดไฟ ไม่น่าจะเรียกว่าบาดแผล

ตกเย็น เมื่อกลับมาถึงที่พัก หลังจากสรงน้ำเสร็จแล้ว หลวงปู่ก็ออกเดินจงกรมตามปรกติ ตกค่ำ พระภิกษุได้เข้าไปถวายการปฏิบัติ แล้วถามอาการของท่านว่า ขณะที่ศีรษะท่านกระแทกหินดังสนั่นนั้น ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง

หลวงปู่ตอบว่า “อาการก็เหมือนสำลีตกลงบนหินนั่นแหละ”

พระภิกษุรูปนั้นขณะนี้ยังมีชีวิตอยู่ มีความเห็นว่า ในขณะที่ท่านกำลังลื่นล้ม ก่อนศีรษะฟาดลาดหินนั้น ท่านสามารถกำหนดจิตได้ในชั่วพริบตา ทำให้ตัวท่านเบาได้ดังสำลีโดยฉับพลัน เพราะท่านเคยเทศน์สั่งสอนเสมอว่า จิตของผู้ที่ฝึกดีแล้ว ย่อมมีสติพร้อมอยู่ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง หรือนอน ถึงแม้จะหลับอยู่ ก็หลับด้วยการพักผ่อนในสมาธิ

เขียนบันทึกโดย…หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,901,636 hits

Join 4,119 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สถานีวิจัยฯ สะแกราช เชิญชวนน้องๆ เข้าค่ายปิดเทอมฤดูร้อน ‘Summer Science camp’ ผ่านการเรียนรู้ธรรมชาติ – วิทยาศาสตร์
ทำเนียบฯ เตรียมความพร้อมสถานที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ 6 เม.ย.นี้ ก่อนแถลงนโยบาย
สกร. เปิด ‘ตลาดนัดเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ’ พลิกการเรียนรู้สู่การลงมือทำจริง สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน
'น้าเดช'ย้อนเหตุผล? ทำไมคนไทยไม่เชื่อเรื่อง คุณภาพน้ำมัน ที่รัฐบาลออกมาพูด
‘วทจ. รุ่น 8’ บุกปักกิ่ง เจาะรหัสความสำเร็จแดนมังกร
สหัสวัต สับรัฐจัดการล้มเหลว แรงงานข้ามชาตินับล้านเสี่ยงผิดกฎหมาย
‘ธนัช เตชะรัตนวิบูลย์’ นักเทควันโดหนุ่มจาก ม.สยาม คว้าแชมป์เทควันโดชิงแชมป์ประเทศไทย 2026 รุ่น 54 กก.
นายกฯนำชื่อครม.ชุดใหม่ ทูลเกล้าฯแล้ว แถลงนโยบาย7-9เมษายน
เช็กบิลความจองหองพรรคส้ม! 10 แกนนำพรรคลุ้นชะตา เซ่นลายเซ็นแก้ ม.112
ดันไทยสู่ศูนย์กลาง AI ! นายกฯ เผยไมโครซอฟท์พร้อมลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ ยกระดับทักษะคนไทย

Recent Posts

  • ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’
  • เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้
  • เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้
  • สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน! จุติ จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียน สู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ
  • วิปสภา วางไม่เป็นทางการรวม 32 ชม. อภิปรายนโยบายรัฐ ฝ่ายค้าน 14 รัฐบาล 5 สว. 4 รอเคาะอีกครั้ง 7 เม.ย.

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d