Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ผู้ที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วยการฆ่าโดยเจตนา จึงจะสำเร็จเป็นปาณาติบาต : ‘หลวงพ่อพุธ ฐานิโย’

Posted on April 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/644910

ผู้ที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วยการฆ่าโดยเจตนา จึงจะสำเร็จเป็นปาณาติบาต : 'หลวงพ่อพุธ ฐานิโย'

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.24 น.

มีคำถามจากอาจารย์ท่านหนึ่งว่า สอนวิชาเรื่องแมลงศัตรูพืชและวิธีปราบ พอเกษตรกรเดือดร้อนก็มาถาม ก็แนะนำวิธีเขาเพื่อให้เขาได้ผล จะเป็นบาปหรือไม่???

ปัญหานี้ตรงกันกับปัญหาที่เจ้านายท่านหนึ่งถามหลวงพ่อว่า “การไปแนะนำให้ชาวบ้านเขาปลูกหม่อน เลี้ยงไหม จะบาปไหม พระบางองค์บอกว่าขอบิณฑบาตเสีย มันบาป สำหรับพระคุณเจ้าเห็นว่าบาปไหม” หลวงพ่อก็ไม่ได้ตอบท่านว่าบาปหรือไม่บาป เลยชักแม่น้ำทั้งห้า หน้าที่การอบรมสั่งสอนให้รู้จักการทำมาหาเลี้ยงชีพเป็นหน้าที่ของท่าน เมื่อแนะนำให้เขาทำอย่างนั้นๆ พอเขาทำแล้ว มองเห็นประโยชน์ที่เขาจะพึงได้ เขารู้จักเอาประโยชน์เอง ขออย่างเดียวว่า อย่าไปช่วยเขาจับตัวหม่อนตัวไหมต้มลงในหม้อน้ำร้อนก็แล้วกัน ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนอาตมภาพไปเที่ยวเทศน์สอนคน ใครต้องการผลประโยชน์ในปัจจุบันให้ยึดหลักธรรม ๔ ข้อ 

ข้อแรก อุฏฐานสัมปทา ให้หมั่นขยันในการงานหาเลี้ยงชีพ ทีนี้ถ้าว่าคนทั้งหลายที่มาฟังธรรมนั้น ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร พลเรือน พ่อค้า ประชาชน คนลักคนขโมยจี้ปล้นฉ้อโกง มีทุกประเภท ในเมื่อเขามาฟังเทศน์อาตมภาพแล้วเขาเกิดเลื่อมใสในคำเทศน์ คนเป็นข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ต่างก็หมั่นขยันในหน้าที่ของตนเองมากขึ้น ทีนี้เกิดมีมหาโจรจี้ปล้นชาวบ้าน มันขยันจี้ขยันปล้นขยันลักขโมยมากขึ้น สงสัยว่าอาตมภาพจะตกนรกตาย

อันนี้มันเหมือนๆ ว่าเราสอนให้เขารู้จักทำ แต่เราไม่ได้ไปสอนให้เขาฆ่า ถ้าเกี่ยวกับการใช้ยาอะไรต่างๆ นี่ เราเพียงแต่แนะนำว่าสิ่งนี้มันเป็นแต่สิ่งที่ป้องกันอันตรายจากวัชพืชที่พวกคุณทำขึ้น เพียงแค่นั้น เหมือนๆ กับพระเป็นโรคพยาธิในลำไส้ ถ้าพระไปบอกว่าไปซื้อยามากินฆ่าพยาธิในลำไส้ พระต้องอาบัติปาจิตตีย์เพราะฆ่าสัตว์ แต่ถ้าพระบอกว่าหายามาฉันเพื่อบำบัดโรคภัยไข้เจ็บพระไม่เป็นอาบัติ นี่เราพิจารณาเอาอย่างนี้

เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนาคือกรรม ผู้ที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ๑. รู้ว่าสัตว์มีชีวิต ๒. ความพยายามที่จะฆ่า ๓. การฆ่า ๔. สัตว์ตายด้วยการฆ่าโดยเจตนา จึงจะสำเร็จเป็นปาณาติบาต แต่ถ้ากลัวบาปก็เวลาทำไปแล้วก็ทำเฉพาะแต่สิ่งที่เราจำเป็นจะทำในหน้าที่ นอกเหนือไปกว่านั้นเราอย่าไปทำ สัตว์ที่เราไปฆ่าเพื่อวิจัยหาข้อมูลต่างๆ ถ้ากลัวบาปก็สวดมนต์ภาวนาอุทิศส่วนกุศลให้มัน สัตว์บางตัวถูกฆ่ามันดีอกดีใจ แต่ในขณะที่มันจะถูกฆ่ามันก็ทุกข์ทรมานเหมือนกัน แต่ถ้ามันตายจากสัตว์แล้ว ถ้าเผื่อว่ามันไปเกิดเป็นคนเป็นอะไรนี่มันดีใจ

พระองค์หนึ่งแบกขอนไม้ไปทิ้งลงที่ป่าหญ้าคาไปทับหัวหมาตาย ภายหลังหมาไปเกิดเป็นคน พออายุได้ประมาณ ๗ ขวบ มันนึกถึงพระองค์นั้น อยากไปกราบขอบพระคุณที่ช่วยให้มาเกิดเป็นคน ก็ให้แม่พามาหาที่วัด มาถามหาพระองค์นั้น บอกชื่อถูกด้วย “หือม์.. แกไปรู้จักพระองค์นั้นแต่เมื่อไร” “เมื่อ ๑๐ ปีก่อนโน้น” “อ้าว… ถ้างั้นแกก็รู้จักพระองค์นี้ก่อนเกิดซิ” “ใช่เจ้าค่ะ เมื่อก่อนนี้หนูเป็นหมาขี้เรื้อนอยู่ในวัดนี่ อาศัยกินข้าวก้นบาตรพระอยู่ที่นี่ บังเอิญวันนั้นพระองค์นั้นท่านแบกขอนไม้ไปทิ้งลงที่ป่าหญ้าคาหนูอยู่ในนั้นท่านไม่เห็น พอดีขอนไม้ไปทับหัวหนูตาย ตายแล้วไปเกิดกับแม่ที่นี่ พอรู้เดียงสาขึ้นมา คิดถึงแต่พระองค์นั้น อยากจะมากราบขอบพระคุณท่าน”

เช่นอย่างเศรษฐีท่านหนึ่งเลี้ยงลูกหมาเอาไว้ มันเป็นลูกหมาแสนรู้ ทีแรกก็ไปนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้ามาฉันในบ้านตัวเอง ภายหลังตัวเองก็ไม่ต้องไปนิมนต์ ให้หมาน้อยตัวนั้นไปนิมนต์ ไปมันก็ไปกราบแล้วก็เห่าบ๊อกๆๆๆ เตือนว่าไปเถอะ พอพระปัจเจกพุทธเจ้าถือบาตรเดิน มันก็วิ่งนำหน้าไปจนกระทั่งถึงบ้าน ทีนี้ขากลับ มันก็ไปส่งพระปัจเจกถึงที่อยู่ ทีนี้พระปัจเจกก็มาพิจารณาดูว่าสุนัขตัวนี้มันมาเกิดเป็นสุนัขไม่ใช่เพราะบาปกรรมอื่นใด เพียงแค่ว่าจิตมันไปผูกพันกับสุนัขเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องของบาป 

เพราะเมื่อก่อนนี้แกเป็นคนใช้ของท่านเศรษฐี เขาใช้ให้ขุนหมา อาหารที่เขาให้สุนัขกินนั่นมันดีกว่าที่เขาได้กิน เขาก็เลยคิดขึ้นมาว่า ถ้าเกิดมาเป็นลูกหมาเศรษฐีนี่ถ้าจะสบาย ได้กินแต่ของดีๆ อยู่มาภายหลังท่านเศรษฐีจัดงานเลี้ยง ของเลี้ยงแขกมันก็เหลือล้น เขาก็ให้แกกิน แกก็กินสมอยากนั่นแหละ เสร็จแล้วมันกินมากเกินไปก็เลยพุงแตกตาย พอตายแล้วไปเกิดเป็นลูกหมาเศรษฐี 

ทีนี้พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านพิจารณารู้แล้วว่า มันน่าจะไปอยู่ในฐานะที่ดีกว่านี้ แล้วท่านก็รู้อยู่แก่ใจแล้วว่า ถ้าหากว่าทำให้สุนัขตัวนี้มันผิดหวังมันก็จะต้องตายเพราะมันรักเรามาก วันสุดท้ายพอสุนัขตัวนี้นำหน้าเดินไปส่งท่านคืนสำนัก พอไปถึงทางแยก แทนที่ท่านจะไปทางที่กลับไปที่พักของท่าน ท่านกลับไปทางอื่น มันก็วิ่งไปสกัดหน้าแล้วก็เห่าๆ เตือนว่าที่นี่ไม่ใช่ทาง ท่านก็ไม่ฟังเสียงมัน พอเสร็จแล้วพระปัจเจกท่านก็กำหนดจิตเข้าฌานเหาะหนีจากมัน มันก็หอนตามหลังจนกระทั่งพระปัจเจกไปลับสายตามัน มันก็อกแตกตาย แล้วไปเกิดเป็นเทพบุตรบนสวรรค์

ในลักษณะนี้ สุนัขตัวนี้ตายเพราะการกระทำของพระปัจเจก ทีนี้พระปัจเจกจะบาปหรือไม่ ท่านก็ไม่บาป เช่นอย่างเราทำของเรานี่ สอนให้เขารู้จักอย่างนั้นอย่างนี้นี่ เราไม่ได้ทำบาปด้วยตนเอง เพียงแต่สอนวิชาให้เขารู้ ทีนี้เขาจะเอาหรือไม่เอาเป็นเรื่องของเขา – 003 

…………………………………

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ขอบคุณลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=30332

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หลักการพิสูจน์ตนของตน : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 31, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/644681

หลักการพิสูจน์ตนของตน : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันพุธ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.33 น.

วันนี้มีความรู้สึกปีติยินดีที่ได้มาพบท่านทั้งหลาย และได้แสดงธรรมสู่ท่านทั้งหลายฟัง ธรรมะที่จะแสดงไม่ใช่ธรรมะของผู้บรรยาย เพราะว่าไม่ใช่ธรรมะของผู้บรรยายแต่ผู้เดียว ธรรมะของท่านทั้งหลายก็มีด้วย

ถ้ามาตั้งปัญหาถามตนเองว่าธรรมะคืออะไร เราจะได้คำตอบว่า “ธรรมะคือกายกับใจ” ทำไมจึงว่าธรรมะคือกายกับใจ ก็เพราะเหตุว่ากายกับใจเป็นสภาวธรรม สภาวธรรมนี้เป็นสิ่งที่เป็นมาโดยธรรมชาติ ธรรมชาติของมนุษย์ บิดามารดาเป็นมนุษย์ ลูกหลานเกิดมาก็เป็นมนุษย์ อันนี้คือธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ สิ่งที่มีกายกับใจอย่างอื่น เช่นสัตว์เดรัจฉานเป็นต้น พ่อแม่เขาเกิดมาเป็นอย่างไร เขาก็เกิดมาเช่นนั้นโดยธรรมชาติ เมื่อเรามีกายกับใจเป็นสมบัติของเรา เราก็มีธรรมะกันทุกคน มีธรรมะเป็นสมบัติของตัวเอง ในเมื่อเรารู้ว่าธรรมะเป็นของเราคือกายกับใจ โดยลำดับต่อไปเราจะปฏิบัติต่อธรรมะของเราอย่างไร

กายกับใจเมื่อเกิดขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนแล้วก็มีความเจริญขึ้น โตขึ้น ในเมื่อโตเต็มที่แล้วมันก็เจริญลง ในที่สุดมันก็เจ็บ ตาย นี่คือความเป็นไปของธรรมะของคนเรา ความเจริญอันนี้หลักธรรมะท่านว่ามันอนิจจัง มันไม่เที่ยง คือพอมันเกิดมาแล้วตัวเล็กๆ มันจะอยู่เพียงตัวเล็กๆ แค่นั้นไม่ได้ เพราะกฎธรรมชาติของมันจะต้องเจริญเติบโต พอโตเต็มที่แล้วมันก็โทรมลง คือแก่ลงๆ ร่างกายเคยโตสูงใหญ่มันก็หดเล็กลงๆ ทุกที ในที่สุดเมื่อสิ้นสุดอายุไปแล้ว มันก็เจ็บตาย นี่คือความเป็นจริงของธรรมะของเราคือกายกับใจ ธรรมะนี้พระพุทธเจ้าเรียกว่า “สภาวธรรม” สภาวธรรมนี้เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ ดังนั้น การศึกษาธรรมะนี้ท่านจึงให้เอาใจนี้ค้นคว้าดูสภาวะความเป็นจริงของการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เริ่มต้นตั้งแต่มันเจริญเติบโตขึ้น แล้วก็แก่ลงๆ ตามสภาพความเป็นจริง ในที่สุดก็ต้องสลายตัวคือตาย ความเปลี่ยนแปลงอันนี้ใครจะชอบใจก็ตามไม่ชอบใจก็ตาม

โดยธรรมชาติของมันจะเป็นอย่างนั้น เราทุกข์เพราะความแก่ ความเจ็บ ความตาย เราทุกข์เพราะความแก่เราก็ไม่ชอบ ความเจ็บเราก็ไม่ชอบ ความตายเราก็ไม่ชอบ ลองคิดดูว่า สิ่งที่เราไม่ชอบนั้น เราปรารถนาให้มันอยู่ มันอยู่ได้ไหม ในเมื่อมันอยู่ไม่ได้ ความรู้สึกของเรานี่มันฝืนสภาพความเป็นจริง ทั้งๆ เราก็รู้อยู่แก่ใจแล้วว่ามันไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่เป็นไปตามความต้องการของเรา แต่เราก็อดที่จะฝืนกฎธรรมชาติของมันไม่ได้ เพราะเหตุที่เราจะฝืนกฎธรรมชาติของมันไม่ได้นี่เองจึงเป็นทุกข์ เพราะไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย อันนี้คือความเป็นจริงโดยธรรมชาติ ในฐานะที่เราท่านทั้งหลายตั้งใจศึกษาธรรมะ อยากรู้ความจริงของธรรมะ คือต้องการรู้ความจริงของกายและใจของเรานั่นเอง

หลักพิสูจน์ความเป็นตัวของตัวเราเอง คนเรามีโอกาสที่จะเป็นได้หลายๆ อย่างในตัวคนๆ เดียวนั้นเอง ในความรู้สึกของเรา เรารู้ว่าเราเป็นคนโดยสมบูรณ์ อันนี้เป็นความจริง เพราะรูปร่างหน้าตาของเราก็เหมือนกับคนอื่นๆ เขา แต่ในตัวคนๆ หนึ่งหรือมนุษย์คนหนึ่ง ตั้งแต่เช้าจนถึงปัจจุบันนี้ เราได้คอยเอาใจใส่พิจารณาตัวเองบ้างหรือไม่ว่าเราเป็นอะไรมาแล้วสักกี่อย่าง ดังนั้น ในหลักธรรมะท่านได้วางหลักให้พิสูจน์ตัวเองมีอยู่ ๔ ประการ

๑. มนุสสมนุสโส กายเป็นมนุษย์ จิตใจก็เป็นมนุษย์

๒. มนุสสติรัจฉาโน กายเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นเดรัจฉาน

๓. มนุสสเทโว กายเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นเทวดา

๔. มนุสสเปโต กายเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นเปรต

กายเป็นมนุษย์จิตใจเป็นมนุษย์ โดยปกติแล้วมนุษย์เป็นผู้มีจิตใจสูง มนะแปลว่าใจ อุษย์หรืออุสโส แปลว่า สูง ฉะนั้น มนุษย์จึงแปลว่า ผู้มีจิตใจสูง สูงกว่าสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์นี้เป็นสิ่งสูงสุด เป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด ผู้สามารถใช้ความฉลาดนั้นไม่มีอะไรเหนือมนุษย์ มนุษย์ทำได้ทุกอย่าง มนุษย์สามารถสร้างได้แม้กระทั่งพระพุทธเจ้า พระพรหม เทพ เปรต อสุรกาย ทั้งสัตว์เดรัจฉาน อยู่ในตัวมนุษย์นี้ทั้งนั้น เมื่อพูดถึงตัวของมนุษย์ เรามีกาย มีรูปร่างเป็นมนุษย์ เราทดสอบดูจิตใจของเราเองว่าเราเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์หรือไม่ โดยนิสัยของมนุษย์จะต้องมีความเมตตา มีความปรารถนาดีต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตด้วยกัน นี้เป็นประการหนึ่ง มนุษย์มีความปรารถนาที่จะช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ยากลำบากให้คนอื่นและสัตว์อื่น นี้เป็นคุณสมบัติของมนุษย์เมื่อสรุปแล้วมนุษย์ผู้มีศีล ๕ สมบูรณ์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก ใครก็ตามมีศีลมีธรรม มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มีความรัก ความปรารถนาดีในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ผู้นั้นร่างกายเป็นมนุษย์ ใจก็เป็นมนุษย์สมบูรณ์ ตามหลักพระศาสนาท่านว่า ศีล ๕ คือ มนุษยธรรม คือธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นมนุษย์ – 003

………………..

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ขอบคุณลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=31332

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

อุบายในการระงับความโกรธ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 28, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/644241

อุบายในการระงับความโกรธ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันจันทร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.27 น.

ประการแรก อดทน อย่าให้โกรธมันใช้มือไปทุบคนโน้น ตีคนนี้ อย่าให้โกรธมันใช้ปากไปด่าคนโน้น ด่าคนนี้ ใช้ความอดทนในเมื่อเรายังไม่มีอุบาย ทีนี้อุบายถ้าเราจะใช้ ก็พิจารณาถึงอกเขาอกเรา โกรธแล้วเราไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแก แม้ในใจโกรธอยู่ แต่ไม่ทำสิ่งนั้นลงไป มันก็ไม่มีบาปมีกรรมอะไร ในเมื่อโกรธมันไปจนสุดฤทธิ์แล้ว มันก็หมดไปเองเมื่อเรายังไม่มีอุบาย ถ้าเรามีอุบายพิจารณาว่าความโกรธมันเป็นทุกข์อย่างนี้ๆ เราไม่ควรโกรธเลย เอาแค่นี้ก็ได้ 

แต่ประการสำคัญที่สุด โกรธแล้วต้องระวัง อดกลั้น อย่าเผลอไปทำความผิดพลาดอย่างรุนแรงขึ้นมา เมื่อทำผิดพลาดลงไปแล้วจะเสียใจภายหลัง เช่น พ่อแม่โกรธลูกคว้าไม้เรียวมาเฆี่ยนมันอย่างไม่นับจนหนังมันแตกเป็นริ้วเป็นรอยเลือดสาด

ในขณะที่เราทำอยู่นั้น เราอาจจะคิดว่าเราได้ทำอะไรสมที่โกรธแล้ว แต่เมื่อโกรธมันหายไปแล้ว อะไรมันจะเกิดขึ้น ความเสียใจภายหลัง เดี๋ยวก็นั่งร้องไห้กอดเขา “เราไม่น่าทำเลย”

วิธีการใช้ประโยชน์จากความโกรธ

กิเลสอันเป็นเค้ามูลที่เรียกว่า อกุศลมูล มันก็มีอยู่ 3 อย่างคือ โลภะ ความโลภ โทสะ ความโกรธ โมหะ ความหลง ทั้ง 3 อย่างนี้มันเป็นกิเลสที่เป็นเค้าเป็นมูล ทำให้เกิดบาปอกุศลต่างๆ แต่ในเมื่อเรามาพิจารณากันให้ละเอียดลึกซึ้งลงไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ ทั้งสิ่งที่เรานิยมชมชอบว่าเป็นของดี หรือตำหนิประฌามว่าเป็นของไม่ดี ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น กิเลสก็เป็นสิ่งที่เป็นกลางๆ 

ฝรั่งเขาเข้าใจเช่นนั้นว่า ความโกรธนี่ก็เป็นประโยชน์ที่จะกระตุ้นเตือนให้เขาคิดหาทำอะไรที่จะหนีความทุกข์ ความเดือดร้อนนั้นๆ ได้ เช่นอย่างโกรธความทุกข์ยากลำบากที่ต้องเดินด้วยเท้าเปล่าเหมือนอย่างสมัยโบราณ เขาโกรธความลำบาก เขาก็มาสร้างยานยนต์พาหนะอะไรขึ้นมาได้ เช่นอย่างพระพุทธเจ้าโกรธกิเลสทั้งหลาย ก็อยากหนีกิเลส ก็บำเพ็ญบารมีเพื่อได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อันนี้เรามาพิจารณาอย่างนี้

จึงสรุปได้ความว่า กิเลส โลภ โกรธ หลง ทั้งหลายนี่ มันเป็นเหมือนกับไฟ ไฟเป็นของร้อน เป็นอันตรายมหาศาล แต่คนที่รู้จักใช้ไฟให้เกิดประโยชน์ด้วยความระมัดระวังมีสติสัมปชัญญะ ไฟก็เป็นประโยชน์แก่มนุษย์อย่างมหาศาล เช่นสามารถใช้เป็นแรงผลักดันจรวดไปลงดวงจันทร์ได้

เพราะฉะนั้น ทั่วๆ ไปนี่ กิเลส ถ้าคนฉลาดที่จะเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เก็บเอาไว้ให้มันคอยกระตุ้นเตือนใจ ให้เกิดความทะเยอทะยานในความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น คนเราทุกคน สิ่งที่เราต้องการก็มี ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และอำนาจ และสิ่งดังกล่าวนี้เรามีสิทธิเสรีภาพในการแสวงหา แต่ว่าการแสวงหาต้องมีขอบเขต

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราใช้กิเลสให้เกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม ท่านจึงเอาศีล 5 มาเป็นหลักตีเส้นตายเอาไว้ ถ้าใครจะหาผลประโยชน์ให้ถูกต้องด้วยศีลธรรม ไม่เบียดเบียนเขา ให้ยึดศีล 5 เป็นหลัก ความหมั่น ความขยัน ความโกรธ เราอาจจะเอาเป็นกำลังในการกระตุ้นเตือนใจของเราให้เกิดทะเยอทะยานในการหนีให้พ้นจากสิ่งที่เราไม่ชอบ ก็เป็นการใช้ประโยชน์ได้

การปฏิบัติเพื่อระงับความโกรธ

1. ให้ระลึกถึงโทษของความโกรธ ว่าความโกรธนั้นให้โทษประการต่าง ๆ หาคุณมิได้เลย ผู้ไม่โกรธตอบผู้โกรธตนก่อน ผู้นั้นได้ชื่อว่า ชนะสงครามที่ชนะได้ยาก

2. ให้ระลึกถึงความดีของเขา เพราะแต่ละคนย่อมมีทั้งความดีและความไม่ดีอยู่ในตัว ถ้าหาความดีไม่ได้จริง ๆ ก็ให้นึกสงสารเขาว่าต่อไปจะต้องประสบผลร้าย จากการประพฤติไม่ดีอย่างนี้

3. ให้คิดถึงความจริงที่ว่า การโกรธคือการทำให้ตัวเองทุกข์ คนที่โกรธแล้วเป็นสุขไม่มีในโลก

4. ให้พิจารณาว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน กรรมที่เกิดจากความโกรธ จะทำให้ตัวเองตกต่ำลงไปอีก

5. ให้พิจารณาพระจริยาวัตรในปางก่อนของพระศาสดาว่า พระพุทธเจ้าของเรานั้น กว่าจะตรัสรู้ ก็ได้ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายตลอดเวลายาวนาน ได้ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยยอมเสียสละแม้แต่พระชนม์ชีพของพระองค์เอง เมื่อทรงถูกข่มเหงกลั่นแกล้ง เบียดเบียนด้วยวิธีการต่าง ๆ ก็ไม่ทรงแค้นเคือง ทรงเอาดีเข้าตอบ ถึงแม้เขาจะตั้งตัวเป็นศัตรู

6. พิจารณาอานิสงส์ของเมตตา ความโกรธมีโทษก่อผลร้ายมากมายฉันใด เมตตาก็มีคุณก่อให้เกิดผลดีมากฉันนั้น ผู้มีเมตตาย่อมสามารถเอาชนะใจคนอื่น ซึ่งเป็นชัยชนะที่เด็ดขาด ไม่กลับแพ้ ผู้ตั้งอยู่ในเมตตาชื่อว่าทำประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ขอบคุณลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=31160

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บาปนั้นยิ่งทำก็ยิ่งมืดมน : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 27, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/643897

บาปนั้นยิ่งทำก็ยิ่งมืดมน : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันเสาร์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.15 น.

สภาพจิตของผู้ใคร่ในธรรม อะไรจะพิจารณาเป็นธรรมไปหมด การเป็นธรรมของจิตอยู่ที่ตรงไหน อยู่ตรงที่เราจะปลงอยู่ตรงที่ “กมฺมสฺสกา มาณว สตฺตา กมฺมทายาทา กมฺมโยนี กมฺมพนฺธู กมฺมปฏิสรณา” สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ชีวิตทุกดวง “ดี-ชั่ว” เป็นไปตามผลของกรรม

คนทำชั่วมากๆ แสดงว่าเขาทำกรรมชั่ว กรรมชั่วอันนั้นมันเป็น “บาปสังขาร” คอยปรุงแต่งจิตให้ทำชั่วอยู่เรื่อยๆ ยิ่งทำก็ยิ่งมืดมนอนธกาล ยิ่งทำก็ยิ่งมองไม่เห็นบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ อย่างดีก็มุ่งเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัวและความสุขส่วนตัวเพียงถ่ายเดียว โดยไม่นึกถึงอกเขาอกเรา จิตมันก็ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นกลาง ไม่เที่ยงธรรม ทำแต่บาปแต่กรรม ไม่รู้จักบุญไม่รู้จักกุศล ไม่รู้จักทำดี มีแต่ทำชั่วร่ำไป ร่ำไป มีใครไปพูดเรื่องบาปบุญคุณโทษให้ฟัง…เหลวไหล! ใครพูดเรื่องนรกเรื่องสวรรค์เรื่องนิพพานให้ฟัง…เหลวไหล! เพราะอะไร…เพราะ “บาปกรรม” มันปิดบัง

เช่นเดียวกันกับ “ท่านมาลัย” ไปโปรดสัตว์นรก สัตว์นรกผู้ที่มีอุปนิสัยบางๆ พอเห็นพระเถรเจ้าไปก็ยกมือสลอน สาธุ พระคุณเจ้ามาดีแล้ว พวกข้าพเจ้าเป็นสัตว์นรกทำบาปทำกรรม จึงได้มาทรมานอยู่อย่างนี้ ขอให้ไปบอกญาติพี่น้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลส่งมาให้ด้วย อันนี้สำหรับผู้ที่มี..มี “ปุญญาภิสังขาร” คอยปรุงแต่งจิตให้นึกถึงคุณงามความดี

ส่วนสัตว์นรกบางตนบางตัวก็ได้แต่นอนคว่ำหน้า ไม่มองดูพระเถรเจ้าเลย ใครจะว่าไงก็ช่างใคร ฉันเฉยอยู่ เพราะบาปกรรมมันปิดบัง บาปกรรมตัวที่ปิดบังนั้นแหละคือ “อปุญญาภิสังขาร” สังขาร คือ บาป มันคอยปรุงแต่งจิตให้มีแนวโน้มไปทางบาป

เพราะฉะนั้นเรามาเจริญสมาธิวิปัสสนานี้ถึงแม้ว่าไม่บรรลุมรรคผลนิพพานใดๆ ก็เพียงแต่ว่า จะอบรมจิตใจของเราให้มีแนวโน้มไปในทางบุญทางกุศล จนกลายเป็นความคล่องตัว ไม่สามารถที่จะทำบาปทั้งในที่ลับและในที่แจ้งได้ มีหิริโอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาป อายต่อบาปอยู่เสมอ เอากันแต่เพียงแค่นี้ ก็ยังนับว่าดี

…………………………………

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีอายุครบ ๗๗ ปี, หน้า ๓๘) ขอบคุณลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=50833

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘อุบายตัดกรรมตัดเวร’…หยุดทำความชั่ว หยุดการอาฆาตพยาบาท : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 26, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/643739

'อุบายตัดกรรมตัดเวร'...หยุดทำความชั่ว หยุดการอาฆาตพยาบาท : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันศุกร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.20 น.

“การตัดกรรม” ก็คือหยุดทำความชั่ว ความบาป “การตัดเวร” ก็คือหยุดการพยาบาทอาฆาตจองเวรซึ่งกันและกัน คือ ไม่แก้แค้นซึ่งกันและกัน รู้จักคำว่าให้อภัยซึ่งกันและกันผู้ทำผิดก็ให้รู้จักคำว่าขอโทษ ผู้ถูกขอโทษก็ควรรู้จักคำว่าให้อภัย ไม่เป็นไรหรอก อันนี้เป็นอุบายตัดกรรมตัดเวร

พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ใครทำกรรมใดไว้ ได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไปทำพิธีตัดกรรมก็เป็นการลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า กรรมใดใครก่อลงไปแล้ว ใจเป็นผู้จงใจคือเจตนาทำลงไป พอทำลงไปแล้วกรรมอันเป็นบาป ภายหลังเรามานึกว่าเราไม่ต้องการผลของบาป มันก็หลีกเลี่ยงปฏิเสธไม่ได้ เพราะ “ใจ” เป็นผู้สั่งให้กาย วาจา ทำลงไป พูดลงไป “ใจ” ตัวนี้ต้องรับผิดชอบโดยความเป็นธรรม โดยหลักของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการที่เราไปทำพิธีตัดกรรมนี่ หมายถึง ตัดผลของบาป มันตัดไม่ได้ อย่าไปเข้าใจผิด

ขอให้พุทธบริษัททั้งหลายจงปลูกฝังนิสัยให้เด็กของเราในข้อนี้ เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญที่สุด ถ้าเด็กๆ ของเราไปนี่เข้าใจว่า ทำบาปทำกรรมแล้วไปทำพิธีล้างบาป ทำพิธีตัดกรรมแล้วมันหมดบาป ประเดี๋ยวเด็กๆ มันไปทำบาปแล้วไปหาหลวงพ่อ หลวงพี่ตัดบาปตัดกรรมให้ มันก็ไม่เกิดความกลัวต่อบาป เพราะฉะนั้นอย่าไปเข้าใจผิดว่า ทำกรรมอันเป็นบาป แล้วตัดกรรมให้มันหมดไป มันเป็นไปไม่ได้

แต่ตัดเวรนี่มีทาง… เวร หมายถึง การผูกพยาบาท คอยแก้แค้นกันอยู่ตลอดเวลา เช่น เราฆ่าเขาตาย บางทีนึกถึงบาปกรรมกลัวว่าเขาจะอาฆาตจองเวร เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา ถ้าหากว่าเขาได้รับส่วนกุศลจากเรา เขาได้รับความสุข เขาเลื่อนฐานะจากภาวะทึ่ทุกข์ทรมานไปสู่ฐานะที่มีความสุข เขานึกถึงคุณงามความดี นึกถึงบุญคุณของเรา เขาก็อโหสิกรรมให้เรา ไม่ตามล้างตามผลาญกันอีกต่อไป อันนี้ตัดเวรนี่ตัดได้

………………………………………..

คัดลอกเนื้อหามาจากหนังสือมรดกธรรม สุขสงบด้วยศีล พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีอายุครบ ๗๗ ปี, หน้า ๓๘) ขอบคุณลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=39575

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แก้ผลของกรรมนี่มันแก้ไม่ได้ ใครมีกรรมใดไว้ก็ต้องได้รับผลของกรรมนั้น : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/643494

แก้ผลของกรรมนี่มันแก้ไม่ได้ ใครมีกรรมใดไว้ก็ต้องได้รับผลของกรรมนั้น : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.24 น.

วีถีชีวิตของคนเราจะผิดหวังสมหวัง มีทุกข์มีสุข มั่งมี ยากดีมีจนอย่างไร มันขึ้นอยู่กับกฎแห่งกรรม แต่ถ้าไปหาหมอโหรเขาว่า ดวงชะตามันตก แต่แท้ที่จริงกฎของกรรมอันเป็นบาปซึ่งเราอาจจะทำแต่ชาติภพก่อนมันให้ผล แล้วทีนี้เราจะไปแก้กรรม แก้ผลของกรรมนี่มันแก้ไม่ได้ ใครมีกรรมใดไว้ก็ต้องได้รับผลของกรรมนั้น จะดีก็ตามชั่วก็ตาม

แต่พิธีกรรมที่เขาทำให้นั้น บางอย่างถ้ามันถูกต้องเป็นแนวทางแห่งบุญกุศล พอเราทำแล้วมันได้บุญ บุญนี้ก็ต่อชีวิตของเราให้ยืนยาวไปอีกสักพักหนึ่ง เมื่อหมดบุญแล้ว กรรมเก่าที่มันวิ่งตามอยู่เหมือนกับหมาไล่เนื้อ มันทันเมื่อไรมันก็กระโดดกัดเมื่อนั้น เพราะฉะนั้น การสะเดาะเคราะห์ การแก้กรรม การแก้เวร เราจะตัดกรรมตัดเวร ก็รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์

ทีนี้กรรมที่เราทำนั้นผลของมันไม่มีใครตัดได้ แต่เวรคือความผูกพยาบาทอาฆาต อันนี้เราสามารถตัดได้ ถ้าหากว่าเราพูดจาตกลงกันได้ เช่น อย่างคนข้างบ้านเคยด่ากันอยู่ทุกๆ วัน ต่างคนต่างก็อาฆาตพยาบาทจองเวรซึ่งกันและกัน ถ้าหากเราคุยกันรู้เรื่องแล้วเรายกโทษให้กัน อันนี้เรียกว่า ตัดเวร คือตัดความผูกพยาบาทอาฆาต แต่ว่าผลกรรมที่เราด่าเขา เขาด่าเรา นั่นมันตัดไม่ได้
………………………..

คัดลอกจากหนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๔๒, จัดพิมพ์โดยศิษยานุศิษย์ เพื่อแจกเป็นธรรมทาน ในงานแสดงมุทิตาจิต เนื่องในโอกาสที่พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีอายุครบ ๗๗ ปี, หน้า ๓๘) ขอบคุณลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=25097 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

จิตก่อนเกิดและก่อนตายเป็นอย่างไร : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 23, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/643042

จิตก่อนเกิดและก่อนตายเป็นอย่างไร : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันอังคาร ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.35 น.

ท่านอาจารย์ทอง อโสโก ศิษย์องค์หนึ่งของหลวงปู่เสาร์ เล่าให้ฟังว่า มีพระองค์หนึ่ง อยู่ที่อำเภออำนาจเจริญ อุปสมบทในงานฉลองอายุของหลวงปู่เสาร์ที่วัดบูรพา เมืองอุบล เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ พออุปสมบทแล้วก็ไปจำพรรษาที่วัดบ้านสามผง อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม แล้วก็ไปป่วยหนัก ท้องร่วง มรณภาพอยู่ที่วัดนั้น

ภายหลังแกบอกเล่าว่า แกไปเกิดที่บ้านน้ำกล่ำ อำเภอธาตุพนม เมื่อโตขึ้นก็ระลึกชาติหนหลังได้ ท่านอาจารย์ทองซึ่งเป็นผู้ฝึกฝนและให้การอบรมได้ทราบข่าวว่าพระองค์นี้ไปเกิดที่บ้านน้ำกล่ำ ท่านก็ไปพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยเดินทางไปพบคนที่ระลึกชาติหนหลังได้ แล้วก็ได้สอบถามว่า เมื่อก่อนที่จะตายนี่ แกรู้ไหมว่าแกจะตาย

เขาบอกไม่รู้ แม้แต่ตายแล้วก็ไม่รู้ว่าตัวตาย เขาบอกว่าในขณะที่ญาติโยมเอาศพแกไปขุดหลุมจะฝัง แกก็ไปกับเขาด้วย แล้วไปนั่งดูเขาขุดหลุม แกก็ถามเขาว่า “โยมขุดหลุมฝังอะไร”

โยมเขาก็ไม่ตอบเพราะไม่ได้ยินเสียงพูด แกก็เอามือไปตีพุ่มไม้ พอพุ่มไม้ไหวมีเสียงดัง ญาติโยมก็ร้องเอะอะว่าผีหลอก พากันวิ่งหนี แกก็วิ่งตามเขาไปเพราะกลัวผีหลอกเหมือนกัน พอโยมไปได้หน่อยหนึ่งก็ย้อนกลับมาช่วยกันขุดหลุม แล้วก็ฝังศพจนเสร็จ แล้วเขาชวนกันไป รีบกลับ เดี๋ยวผีหลอก แกก็รีบวิ่งออกหน้าเขากลับเข้าไปในวัด

นี่ตามคำบอกเล่าของคนที่ตายแล้วมาเกิดใหม่ แล้วก็ระลึกชาติหนหลังได้ แสดงว่าเขาไม่รู้ว่าเขาตาย เพราะฉะนั้น คำถามที่ว่า คนก่อนจะตายก่อนจะเกิด จิตมีลักษณะอย่างไร

ถ้าพิจารณาตามลักษณะที่เรามาภาวนานี่ เมื่อเราภาวนาจิตสงบเป็นสมาธิ ระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อที่จิตจะตัดกระแสความรู้สึกในปัจจุบันไปสู่ความเป็นสมาธิอย่างไร คนก่อนที่จะตายก็มีลักษณะอย่างนั้น คนธรรมดาที่ไม่ตายในสมาธิ จะต้องปรากฏมีรูปร่างเดินออกไป พอเดินออกไปแล้วจะชะโงกมาดูร่างเดิมนี่นิดหนึ่ง แต่เขาจะไม่นึกว่าร่างที่นอนตายอยู่นั้นคือร่างกายของเขา เขาก็เดินหนีไปเลย

นี่เปรียบเทียบกับจิตที่เป็นสมาธิระดับอุปจาระ ส่งกระแสออกไปนอก แล้วปรากฏว่ามีรูปร่างเดินไป เหมือนๆ กับลักษณะของมโนมยิทธิที่จิตออกไปดูนรก ดูสวรรค์ เพราะในขณะนั้นมีความรู้สึกว่าเขามีร่างกายอยู่ เมื่อออกจากร่างไปจึงปรากฏว่ามีร่างติดตัวไปด้วย ถ้าเปรียบเทียบกับคนก่อนจะตายก็ต้องเป็นอย่างนั้น คือจิตจะมีการรวมลงไป คือรวมพลัง เพื่อจะถีบตัวออกจากร่างเดิม

ทีนี้ก่อนจะเกิด ตามคำบอกเล่าของคนที่ระลึกชาติได้ เมื่อเขาเข้ามาในวัด แล้วเขาไปเที่ยวทักทายกับพระเณรและครูบาอาจารย์ในวัด ไม่มีใครพูดกับเขา เขาจึงมานึกว่าคนทั้งหลายเกลียดเราเพราะเหตุไร ในเมื่อทุกคนรังเกียจอย่างนี้เราจะอยู่กับเขาได้อย่างไร เขาก็เดินหนีจากหมู่คณะจากวัดไป แล้วเดินทางไปบ้านน้ำกล่ำ พอไปถึง ความทรงจำยังมีอยู่ เวลาขาไป ท่านอาจารย์ทองพามาฉันที่บ้านโยมแม่ที่มาเกิดใหม่ พอเขาขึ้นไปบนบ้านก็ไปขอน้ำฉัน เจ้าของบ้านก็นั่งเฉยเพราะไม่ได้ยินเสียง ก็ถือวิสาสะไปกรองน้ำในตุ่มมาฉัน พอฉันน้ำเสร็จแล้วขอที่พัก เจ้าของบ้านก็เฉย จึงถือวิสาสะเดินเข้าไปในห้องนอน เอาบริขารไปวางไว้ แล้วก็ล้มตัวไปนอนหลับ นั่นแสดงว่าเข้าไปสู่ท้อง ไปปฏิสนธิแล้ว แต่เขาก็ไม่รู้ว่าเขาไปเกิด เพียงรู้สึกตัวว่านอนพักผ่อนเท่านั้น

อันนี้ตามคำบอกเล่าของคนที่มาเกิดแล้วระลึกชาติหนหลังได้ ซึ่งความทรงจำเก่าเริ่มเกิดขึ้นลางๆ เมื่ออายุ ๕ ขวบ และชัดเจนขึ้นเมื่ออายุ ๗ ขวบ

ถ้าจะเปรียบเทียบกัน คนก่อนที่จะเกิดก็ไม่รู้ว่าตัวจะมาเกิด ถ้าจะเปรียบเทียบกับขณะที่จิตเรามีสมาธิอย่างละเอียด ก่อนที่จิตจะถอนจากสมาธิ จิตจะต้องมีการไหวตัวนิดหนึ่ง แล้วก็ค่อยมีความรู้สึกขึ้นมา แล้วก็ย้อนมาสู่กายอีก แล้วก็เข้าสู่กาย ก็กลายเป็นการเกิด อันนี้ลักษณะของจิตที่เข้าสมาธิอย่างละเอียดจนกระทั่งตัวหาย รูปร่างกายไม่ปรากฏ ยังมีแต่จิตดวงเดียวซึ่งลอยเด่นอยู่เท่านั้น นั่นก็แสดงว่าวิญญาณจิตนี้ออกจากร่างไปแล้ว เพราะไม่ได้เกี่ยวพันกับร่างกาย คำตอบก็พอจะเทียบได้อย่างนี้ เพราะก่อนที่จะตายจากชาติก่อนๆ โน้น เราก็ไม่ทราบว่าได้เตรียมการอะไร แต่มาเทียบกับจิตที่เข้าสู่สมาธิและออกจากสมาธิพอที่จะเปรียบเทียบกันได้ ว่าก่อนจะตายจิตเป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไร

ก่อนที่จะตายในสมาธิ จิตจะเข้าสมาธิ พอจิตเข้าสมาธิปั๊บ ก่อนสมาธิจะเกิด กายเบาจิตเบา กายสงบจิตสงบ ทีนี้คนที่จะตายนี่ ในขณะที่กำลังดิ้นรนกระวนกระวายอยู่นั้น อย่างดีเขาก็รู้สึกเพียงแค่ว่าเขาอาจจะตาย แต่เมื่อจะตายจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างสงบ ร่างกายที่ดิ้นรนชักงอก็สงบไป นิ่งเงียบ ในตอนนี้จิตเตรียมที่จะออกจากร่างแต่ไม่ทราบว่าเขากำลังจะตาย ฉะนั้น ในตัวอย่างนี้ เขาก็ไม่รู้ว่าเขาตาย แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาเกิด ดังนั้น จิตของคนที่จะตาย ก็มีลักษณะไม่รู้ว่าตัวจะตาย ลักษณะจิตที่จะเกิดก็ไม่รู้ว่าตัวจะเกิด นี้คือลักษณะจิตของคนจะตายหรือคนจะเกิด

…………………….

จากหนังสือ ฐานิยตฺเถรวตฺถุ เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพพระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) ณ วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ขอบคุณลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=40797

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

นักปฏิบัติควรสังวรระวังอย่าไปเผลอทำ ‘อนันตริยกรรม’ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 22, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/642829

นักปฏิบัติควรสังวรระวังอย่าไปเผลอทำ 'อนันตริยกรรม' : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันจันทร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.30 น.

ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ท่านจะกรรมอะไรที่ท่านอดทนไม่ได้ ทำไปเถอะขออย่างเดียว อย่าไปเผลอทำ “อนันตริยกรรม” ก็แล้วกัน “อนันตริยกรรม” นั้น ถ้าทำลงไปแล้วเสื่อมจากมรรคผล นิพพาน ตั้งอยู่ในฐาน “ปาราชิก”คือ ผู้พ่ายแพ้ในพระพุทธศาสนา อย่าทำมันบาปหนัก
๑. ฆ่าบิดา
๒. ฆ่ามารดา
๓. ทำร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิตขึ้น
๔. ฆ่าพระอรหันต์
๕. ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน

ระวังนะ เวลาพระวัดใดวัดหนึ่ง ขัดผลประโยชน์กันแตกสามัคคีกัน ทะเลาะเบาะแว้งกันญาติโยมอย่าไปสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดี๋ยวจะกลายเป็น “อนันตริยกรรม” ไม่รู้ตัว เช่นอย่าง หลวงพ่อวัดใต้ หลวงพ่อวัดเหนือ ต่างก็มีหน้าที่กันเยอะแยะขัดผลประโยชน์กันแล้วก็ไปทะเลาะถีบเถียงกัน ต่างคนก็ต่างมีลูกศิษย์ ทั้งพระทั้งโยมแตกกันเป็นพรรคเป็นพวก ยกพวกขึ้นมารบกันถ้าพระสงฆ์แตกสามัคคีกันเป็นกลุ่มตั้งแต่ฝ่ายละ ๔ รูปขึ้นไป นั่นเป็น “สังฆเภท”

ในเมื่อ “สังฆเภท” แล้วก็เป็น “อนันตริยกรรม” ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน บาปนัก บาปหนาเพราะฉะนั้นการกระทำกรรม ให้ระวัง “อนันตริยกรรม” ให้มากๆ 

และอีกอย่างหนึ่งถ้าท่านจะเป็นนักปฏิบัติอย่างแท้จริงท่านอย่าไปถือพวก ถือพรรค ถือคณะว่าหมู่เขา หมู่เรา อาจารย์เขา อาจารย์เราขอให้ยึดถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งถือพระศาสดาคือพระพุทธเจ้าองค์เดียวเป็นครูพระสาวกที่เผยแผ่ศาสนาอยู่ในปัจจุบันนี้ถอดแบบจากพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้าทั้งนั้น

เพราะฉะนั้นการที่ถือพรรค ถือพวก ถือลัทธิแห่งการปฏิบัตินั้นย่อมยังส่อแสดงว่าเป็นผู้ยังมีกิเลส ยังมีอุปาทานในการยึดมั่นถือมั่นถ้าตราบใดที่เรายังยึดถือมั่นในพรรค ในพวก ในเรา ในเขาของเรา ของเขาอยู่ เราก็ยังไม่หมดอุปาทาน

บางทีคณะนี้..โจมตีคณะโน้น คณะโน้น..โจมตีคณะนี้ในทำนองนี้ ผู้ที่จะปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์กันจริงๆ นั้นขอได้โปรดทำจิตให้เป็นกลาง ให้ปล่อยวางลงไปว่าผู้ประพฤติผิด เข้าใจผิด เป็นบุคคลผู้ที่น่าสงสารผู้ปฏิบัติถูก ทำถูกต้องและได้ผลดี เป็นบุคคลผู้ที่น่าอนุโมทนา

ผู้ที่ทำผิด ไม่ใช่ผู้ที่นักปฏิบัติธรรมจะต้องไปกล่าวจ้วงจาบด้วยคำพูดหยาบคายแม้ว่าเขาจะทำผิด ก็เป็นเรื่องของเขาแต่เราไปกล่าวจ้วงจาบ ด้วยวาจาที่หยาบคายเป็นการสร้างบาปกรรมขึ้นใส่ตัวเอง อย่าไปสำคัญว่าคนทำผิด ด่าไม่เป็นไร ไม่บาป คนทำผิด เราด่า ก็บาป คนทำผิด เราตำหนิ ก็บาป

แต่ถ้าเราติเพื่อก่อนั้นได้บุญแต่ตำหนิเพื่อจะให้เสียหาย เสียชื่อเสียเสียงนั้นบาปมันบาปอยู่ที่ตรงไหน เพราะเรากล่าวคำหยาบผรุสวาจาย เวรมณี..มันเป็นอกุศลกรรมบถ เป็นวจีทุจริตในเมื่อวจีของเรายังหยาบ ยังทุจริตอยู่ มันก็ผิดศีลข้อมุสาวาทเพราะคำหยาบเป็นฉายาแห่งมุสาวาทเพราะฉะนั้นนักปฏิบัติพึงสังวร ระวังเรื่องนี้ไว้ให้ดีพยายามทำความรู้แจ้งเห็นจริงให้มันปรากฏขึ้นภายในจิตของตัวเอง

ถ้าเรายังสำคัญว่าเรานี่ดีกว่าคนอื่น เก่งกว่าคนอื่นนั่นแสดงว่าเรายังโง่กว่าเขาถ้าเรามีความสำคัญว่า เราเนี่ยโง่กว่าเขา ไม่เก่งเท่าเขาเราก็ยังโง่อยู่อีกนั่นแหล่ะแต่ถ้าเราสำคัญว่าเรามีความรู้สึกเป็นกลางๆ มีความเป็นธรรมอย่างแท้จริง นั่น..เราเริ่มฉลาดขึ้นมาบ้าง เพราะฉะนั้นขอให้สังวร ระวังในเรื่องการกล่าวตำหนิ ติเตียน ซึ่งกันและกันหรือการถือพรรค ถือพวก ถือหมู่ ถือคณะ

พระพุทธเจ้าสอนว่า..สัพเพ ธัมมา อนัตตาธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนแต่เรายังจะมาถืออหังการ มมังการมีตัว มีตน มีเรา มีเขา มีพรรค มีพวก มันก็ผิดต่อหลักคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า – 003

…………………………………………

ถอดความจากเทปพระธรรมเทศนา พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ขอบคุณลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=49525

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

คนที่หมั่นชำระหนี้สงฆ์ตลอดเวลานั้นชีวิตจะเริ่มดีขึ้น : โอวาทธรรม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

Posted on March 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/642505

คนที่หมั่นชำระหนี้สงฆ์ตลอดเวลานั้นชีวิตจะเริ่มดีขึ้น : โอวาทธรรม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

วันเสาร์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2565, 20.00 น.

อานิสงส์การสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ พระชำระหนี้สงฆ์ พระพุทธรูปหน้าตัก ๔ ศอก ขึ้นไป ถ้าทำแล้ว ตัดกรรมที่เป็นอกุศลเก่าทั้งหมด คือบาปเก่า ๆ ที่เราทำมาแล้ว ไม่สามารถจะนำเราเข้าสู่อบายภูมิ ได้อีกต่อไป คล้ายพระโสดาบัน ทั้งนี้ เว้นไว้แต่เราจะทำ (บาป) ใหม่

“คนที่หมั่นชำระหนี้สงฆ์ตลอดเวลานั้น ชีวิตจะเริ่มดีขึ้น โรคเวรโรคกรรมจะหายขาด เงินทองที่เคยติดขัดหนี้สินที่เคยมีมากมายจะค่อยๆ ลดลงไปจนกลายเป็นคนมีเงินอย่างน่าอัศจรรย์” คำอธิษฐานชำระหนี้สงฆ์

“ของต่างๆ ในวัดทั้งหลาย ที่มีพระสงฆ์ก็ดี หรือไม่มีพระสงฆ์ก็ดี เป็นวัดร้างที่มีพระพุทธรูปก็ดี หรือเป็นที่ธรณีสงฆ์ ไม่มีสภาพเป็นวัดก็ตาม ถ้าข้าพเจ้าไปนำอะไร มาจากที่นั่น จะเป็นของหนักก็ดี ของเบาก็ดี ของน้อยก็ตาม ของมากก็ตาม ของมีค่าน้อยก็ตาม ของมีค่ามากก็ตาม ตั้งแต่ชาติแรก จนถึงชาติปัจจุบัน ข้าพเจ้าขอชำระหนี้สงฆ์ ด้วยเงินจำนวน……บาทนี้” . -008 

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แผนการปฏิบัติมหาสติปัฏฐาน 4 : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/642136

แผนการปฏิบัติมหาสติปัฏฐาน 4 : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.27 น.

ต่อไปนี้ขอเชิญทุกท่านกำหนดจิตทำสมาธิในท่านั่ง ในกายของเรานี้มีจิตเป็นใหญ่ มีจิตเป็นหัวหน้า มีจิตเป็นประธาน ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จแล้วแต่จิต ในขณะนี้กายกับจิตของท่านยังมีความสัมพันธ์ คือรับรู้กันอยู่ เมื่อท่านกำหนดรู้ที่จิต ท่านก็ยังรู้ว่ากายยังมี เมื่อกายยังมีอยู่ จิตของท่านก็รู้เรื่องของกายโดยไม่ได้ตั้งใจ เวลานี้ท่านนั่งอยู่ กายสบายมั๊ย ท่านก็รู้ มีอะไรมา สัมผัสกายท่านมั๊ย ท่านก็รู้ ความเจ็บปวดเกิดขึ้นที่กาย ท่านก็รู้ เพราะกายกับจิตของท่านยังอยู่ด้วยกัน ยังไม่แยกจากกัน ถ้าหากว่าจิตของท่านกำหนดรู้ความสุข และความทุกข์ หรือ ความเฉยๆ ที่เกิดที่กาย สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เกิดขึ้นเมื่อกายยังปรากฏอยู่กับความรู้สึก

เมื่อท่านกำหนดรู้กายอยู่สติก็ตั้งอยู่ที่กาย ระลึกรู้อยู่ที่กาย โดยเพียงแค่นึกรู้สึกว่ากายมีอยู่ แล้วเมื่อท่านไม่ได้นึกเช่นนั้น ท่านก็ยังรู้ว่ากายมีอยู่ เมื่อจิตของท่านรู้สึกว่ากายมีอยู่ เวทนาสุขทุกข์ ย่อมเกิดขึ้นที่กาย เมื่อท่านมีสติรู้อยู่ ท่านก็รู้ว่าเวทนามี สุข ทุกข์เรียกว่าเวทนา สุขเรียกว่าสุขเวทนา

เมื่อสติของท่านกำหนดรู้เวทนา สติไปตั้งอยู่ที่นั่นก็เรียกว่าเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ความรู้ ความคิด คิดว่านี่กาย นี่เวทนา นี่สุขเวทนา นี่ทุกขเวทนา นี่อุเบกขาเวทนา ความคิดหรือรู้เป็นอาการของจิต เมื่อสติมากำหนดรู้พร้อมอยู่กับความคิดเช่นนั้น ถ้าสติตั้งมั่น หรือสติตามรู้ รู้ความคิดอันนั้นเรียกว่าจิตตานุปัสสนา ถ้าสติตั้งมั่นอยู่กับความคิดนั้น เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

เมื่อหากว่าสุขเวทนาเกิดขึ้น ทุกขเวทนาเกิดขึ้น จิตปรุงแต่ง ธรรมชาติของคนเรามีความรู้สึกชอบ ความสบาย ถ้าหากจิตของท่านใฝ่หาความสบายโดยไม่อยากทำอะไร ไม่ปฏิบัติ บางทีอาจไปคิดว่าเลิกปฏิบัติซะดีกว่า อยู่เฉยๆ สบายดี แสดงว่าจิตของท่านใคร่ต่อความสบาย ติดความสบาย เมื่อจิตติดความสุข ความสบาย จิตก็มีความใคร่ในกาม กามก็คือความสบายใคร่ในความสุข คือไม่อยากทำอะไร เรียกว่ากามฉันทะ ความใคร่พอใจในความสบาย เมื่อเป็นเช่นนั้นจิตปรุงแต่งว่าจะปฏิบัติต่อไปดีหรือจะหยุดเพียงแค่นี้

ความคิดเช่นนี้เป็นลักษณะของพยาบาท คือเป็นความคิดที่จะตัดรอนคุณความดี เกิดความคิดกังวลสงสัยว่า จะเอาดีหรือไม่เอาดี ความหงุดหงิดงุ่นง่านรำคาญบังเกิดขึ้นเรียกว่า อุทธัจจกุกกุจจะ เมื่อมีความฟุ้งซ่านรำคาญบังเกิดขึ้น ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอนเกิดขึ้นมาแทรก จิตก็ปรุงแต่งขึ้นมาว่าจะเอาดีหรือไม่เอาดี หรือจะหยุดกันเพียงแค่นี้ เป็นวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ลังเลใจ ไม่แน่ใจ เมื่อตัดสินใจเด็ดขาดลงไปไม่เอาล่ะ เลิกดีกว่า พยาปาทะวิ่งเข้ามาตัดรอน

เมื่อจิตมากำหนดรู้อยู่ที่นิวรณ์ 5 คือ กามฉันทะ ความใคร่ในความสุขสบาย พยาปาทะ ความคิดริดรอนหรือตัดรอน อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและรำคาญ ถีนมิทธะความง่วงเหงาหาวนอน วิจิกิจฉา ความสงสัยไม่เอาจริง ถ้าจิตมากำหนดดูอยู่ที่ตรงนี้ อันนี้เป็นธรรมฝ่ายอกุศล เป็นนิวารณะธรรม เป็นธรรมที่คอยกางกั้นคุณงามความดีไม่ให้บังเกิดขึ้นจึงเรียกว่า นิวรณ์ หรือ นิวารณะ แปลว่าจิตปิดกั้น กั้นสมาธิไม่ให้เกิด กั้นปัญญาไม่ให้เกิด กั้นกุศลไม่ให้เกิด เพราะอันนี้เป็นธรรมฝ่ายอกุศล เมื่อจิตมากำหนดรู้ธรรมที่เป็นกุศล อกุศล เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ถ้าสติมากำหนดตั้งมั่นพิจารณาอยู่ที่ธรรม ก็เรียกว่าธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธรรมะเป็นฐานที่ตั้งของสติ จิตรู้ว่ากายมีอยู่ และมีสติตั้งมั่นอยู่ที่กาย อย่างน้อยก็ตั้งมั่นอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก ลมหายใจเข้าออกก็เป็นส่วนหนึ่งของกาย เพราะปอดเป็นผู้มีหน้าที่ ทำหน้าที่ หายใจเข้า หายใจออก เมื่อสติไปตั้งอยู่ที่ลมหายใจ ก็ได้ชื่อว่าสติไปตั้งอยู่ที่กาย จัดเป็นอานาปาณุสติด้วย กายานุปัสสนาสติปัฏฐานด้วย ในมหาสติปัฏฐานบรรพัท ท่านจำแนกแจกวิธีการพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรมไว้อย่างกว้างขวางพิศดาร แต่อันนั้นเป็นภาคปฏิบัติ

ท่านเริ่มต้นแต่ให้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก โดยความเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดบ้าง โดยความเป็นธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ บ้าง เพื่อจะให้จิตหรือสติไปตั้งอยู่ที่กาย จะได้เกิดความรู้ว่ากายสักแต่ว่ากาย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา ท่านให้เริ่มพิจารณาตั้งแต่กายภายนอก คือกายของคนอื่น หรือพิจารณาซากอสุ หมายถึง ซากอสุภะ แล้วก็น้อมเข้ามาเปรียบเทียบกับตนเอง เช่นอย่างไปเห็นซากศพที่นอนตายอยู่ ท่านให้พิจารณาซากศพว่าเมื่อก่อนนี้ซากศพก็มีชีวิตจิตใจเดินเหินไปมาได้เหมือนเรา บัดนี้เขาปราศจากวิญญาณแล้ว เขามีแต่จะเน่าเปื่อยผุพัง แล้วก็น้อมเข้ามาเปรียบเทียบกับตนเองว่า แม้เราก็เช่นกัน เวลานี้ เรามีกาย มีจิต มีวิญญาณ เราก็ยังเดินเหินไปไหนมาไหนได้ ทำอะไรได้จิปาถะ เมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้ว ร่างกายก็มีแต่จะเน่าเปื่อยผุพังทับถมแผ่นดินเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก เมื่อสลายตัวไปก็จะเป็นธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ

หาสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาไม่มี ร่างกายภายนอกกับกายภายในเป็นเช่นไร กายภายนอกเป็นเช่นไร กายภายใน ก็ย่อมเป็นเช่นนั้น ทีนี้การพิจารณากายภายนอก สักแต่ว่ากาย แต่ว่ามันเป็นกายของคนอื่น อันนั้นเรียกว่าเห็นกายภายนอก แต่เมื่อมาพิจารณากายของตนเอง ให้เห็นว่ากายของเราก็จักเป็นเช่นนั้น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก แม้ปัจจุบันนี้จะยังสดสวยงดงามพอดูกันได้ แต่เมื่อกายสลายตัวลงไปแล้วก็จะเน่าเปื่อยผุพัง เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก แล้วเราจะได้รู้ได้เห็นว่ากายของเรานี้สักแต่ว่ากายไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา กายเป็นแต่เพียงกาย กายเป็นแต่เพียงสมมติบัญญัติ 

กายนี้ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัว ตน เรา เขา แต่ที่สมมติว่าบุคคล ตัวตนเราเขาและสัตว์นั้นเป็นแต่เพียงสมมติบัญญัติ ตามภาษารูป แต่เมื่อความเป็นจริงแล้ว สมมติบัญญัติอันนี้เป็นกาย ก็สักแต่ว่ากายเท่านั้น ในเมื่อเรามาพิจารณาเห็นกายภายในคือกายของเราเป็นเช่นนั้น เรียกว่า พิจารณากายในกาย ถ้าสติไปตั้งมั่นอยู่ในการพิจารณากาย โดยยึดเอากายเป็นอารมณ์ตั้งมั่นอยู่ที่ตรงนั้น จนกระทั่งว่าในขณะที่พิจารณาในสมาธิก็เป็นเช่นนั้น

ออกจากสมาธิไปแล้ว สติก็กำหนดตามรู้การยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด ซึ่งเป็นเรื่องของกาย ก็เรียกว่า สติไปตั้งอยู่ที่กาย เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถ้าสติเพียงแค่ว่าควบคุมบังคับให้ระลึกไปในกาย คือระลึกถึง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น อันนี้เรียกว่าเป็นภาคปฏิบัติ เป็นสติปัญญาธรรมดา แต่ถ้าหากว่าจิตมีสติกำหนดรู้เรื่องของกายอยู่ตลอดเวลาโดยอัติโนมัติ จะตั้งใจก็กำหนดรู้ ไม่ตั้งใจก็กำหนดรู้ กำหนดรู้อยู่ตลอดเวลาทุกขณะจิตทุกลมหายใจ สติไม่พรากจากกาย ไม่ว่าเราจะยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด สติก็รู้พร้อมอยู่ที่กายตลอดเวลา อันนี้เรียกว่ากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เอาสติตั้งมั่นไม่หวั่นไหวก็เป็นมหาสติปัฏฐาน

ในเมื่อสติมาตั้งมั่นอยู่ที่กาย ระลึกรู้ รู้อยู่ที่กายตลอดเวลา เรื่องเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เราไม่ได้ตั้งใจจะกำหนดรู้ ไม่ได้ตั้งใจจะพิจารณา จิตของเราก็รู้เอง เพราะจิตมีกาย กายเป็นที่เกิดแห่งเวทนา เมื่อจิตมาจดจ่อเอาใจใส่ต่อกาย อะไรเกิดขึ้นที่กาย จิตของเรารู้หมดไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจิตมาตั้งมั่นอยู่ที่กาย เอากายเป็นอารมณ์สติตั้งมั่นอยู่ที่กาย แม้แต่ความคิดที่เกิดขึ้นก็เพราะอาศัยกายนั่นแหละเป็นเครื่องมือ เมื่อมีกายอยู่จิตย่อมมีความคิด ความคิดที่เกิดขึ้นนั้น แม้เราไม่ได้ตั้งใจจะกำหนดรู้ จิตของเราก็จะรู้เพราะการคิดเป็นเรื่องของจิต

ในเมื่อสติของเราไปตั้งมั่นอยู่กับความคิดที่คิดอยู่ในปัจจุบัน คิดอะไรขึ้นมาก็รู้ คิดอะไรขึ้นมาก็รู้แต่ความคิดนั้น คิดแล้วก็ปล่อยวางไป ไม่ยึดมั่นอะไรไว้สร้างปัญหาให้ตัวเองเดือดร้อน สติกำหนดตั้งมั่นอยู่ที่ความคิดนั้น เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทีนี้ความคิดที่ปรุงแต่งนั้นอาศัยเวทนาเป็นสิ่งหนุน สุขเวทนา เป็นเหตุให้จิตมีความเพลิดเพลินยินดี ทุกขเวทนาเป็นเหตุให้จิตเกิดความไม่พอใจ หรือบางทีอาจจะเกิดคับแคบใจ ในเมื่อกิเลสที่เป็นตัวการ คือการเสพความสุขความสบายซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในขณะนั้น

ทีนี้พอนั่งๆ ไป ปฏิบัติไป บางทีก็เกิดทุกขเวทนาบางอย่างเกิดขึ้น มีความรู้สึกว่ามีอาการง่วงๆ แล้วก็เกิดปวดต้นคอ หรือบางทีหายใจอึดอัดซึ่งนักปฏิบัติทั้งหลายจะต้องผ่านสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น และเป็นชนวนให้เกิดความหงุดหงิดงุ่นง่านรำคาญ ในเมื่อจิตมากำหนดรู้อยู่ที่ความหงุดหงิดงุ่นง่านรำคาญ จิตก็เริ่มกำหนดรู้เรื่องของธรรมแล้วก็จะมองเห็นนิวรณ์ทั้ง 5 ได้ชัดเจน คือมองเห็นความใคร่ในความสุขสบาย ทำให้เกิดขี้เกียจขี้คร้านมองเห็นได้ชัด แล้วก็มองเห็นความหงุดหงิดรำคาญ อุทธัจจกุกกุจจะได้ชัดเจน และยิ่งเกิดความง่วงเหงาหาวนอนขึ้นมาแทรกด้วย เราก็มองเห็นได้ชัดเจน

เราเกิดสงสัยว่าจะปฏิบัติต่อไปดีหรือจะหยุดเพียงแค่นี้ เราก็มองเห็นได้ชัดเจน ในเมื่อเราเกิดความสงสัยว่าจะปฏิบัติต่อไปหรือจะหยุดแค่นี้ พยาปาทะคือตัวคอยตัดรอนได้โอกาสก็วิ่งเข้าไปตัด พอตัดลงไปแล้ว เราก็จะนึกว่าเอาแค่นี้พอแล้ว เอาไว้วันหลังปฏิบัติต่อใหม่ ทีนี้ถ้าหากว่าจิตของเราเป็นอย่างนี้เรื่อยไป พอเกิดหงุดหงิดขึ้นมาแล้วก็บอกว่า เอาล่ะ แค่นี้ ฝากไว้วันหลังจึงปฏิบัติต่อใหม่ เราก็จะไม่ได้ประสบกับความสำเร็จเพราะอันนี้มันเป็นนิวรณ์ที่คอยตัดรอนคุณงามความดี ถ้าจิตของเรามาตั้งสติพิจารณาคุณโทษแห่งนิวรณ์ 5 ดังที่กล่าวแล้วก็พยายามหาอุบายปลดเปลื้อง

อุบายปลดเปลื้องนิวรณ์ 5 ก็คือเอาตัวนิวรณ์ 5 นั้นแหละเป็นเครื่องแก้ คือพิจารณาให้เห็นโทษของนิวรณ์เลย พิจารณาว่ากามฉันทะ ถ้าเราทำจิตให้ไปติดในความสุขความสบายจนเกินไปอย่างไม่มีเหตุผล ก็จะทำให้เราเสียกาลเสียเวลาเสียการปฏิบัติเพราะการปฏิบัตินี่ก็ย่อมลงทุนลงแรงบ้างพอสมควร ต้องอาศัยความอดทน

ถ้าเราใช้ขันติ ความอดทนปฏิบัติไปสักพักหนึ่งนิวรณ์ 5 ทั้งหลายนั้นย่อมสงบระงับไปได้เพราะพลังของสมาธิ ถ้าหากกามฉันทะความใคร่ในความสุขเกิดขึ้น ให้กำหนดสติรู้ ถ้าพยาปาทะมันเกิดขึ้น ก็กำหนดสติรู้ ถ้าอุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญเกิดขึ้นก็กำหนดสติรู้ ถ้าถีนมิทธะความง่วงเหงาหาวนอนเกิดขึ้น กำหนดสติรู้ ความลังเลสงสัยเกิดขึ้น กำหนดสติรู้ โดยเอาสิ่งเหล่านี้เป็นอารมณ์ของจิตเป็นที่ระลึกของสติ กำหนดจดจ้องพิจารณาอยู่อย่างนั้น ในเมื่อสติสัมปชัญญะมีพลังแก่กล้าขึ้น แล้วก็จะเกิดสมาธิความมั่นใจซึ่งอาศัยขันติความอดทนพิจารณาให้จิตของเรารู้แจ้งเห็นชัดในคุณในโทษของธรรมคือนิวรณ์

เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงรู้ชัดแล้ว จิตของเราก็จะปล่อยวางเข้าไปสู่ความสงบ แล้วเราก็จะได้สมาธิเพราะอาศัยธรรมะคือนิวรณ์เป็นที่ตั้งของสติ เป็นสิ่งรู้ของจิต เป็นที่ตั้งของสติเป็นเครื่องรู้ของจิต ธรรมชาติของจิตถ้ามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก ถ้าเราตั้งใจจดจ่อพิจารณาเพ่งดูอยู่ จิตจะสงบเป็นสมาธิ เพราะฉะนั้นแผนการปฏิบัติมหาสติปัฏฐาน 4 กำหนดพิจารณากาย เวทนา จิตและธรรม เรากำหนดหมายเอาง่ายๆ คือพอนั่งสมาธิปั๊ปลงไปกำหนดรู้จิต กิริยาที่ตั้งใจกำหนดรู้จิตนั้น เราอาศัยประสาททางกายเป็นเครื่องช่วย

ถ้าจิตไม่มีกายแล้ว ไม่มีความตั้งใจจะทำอะไร จะคิดอะไร เพราะจิตเป็นธาตุรู้อยู่เฉยๆ ถ้าลำพังแต่จิตดวงเดียวที่ถอดออกไปจากร่างอันนี้ เขาจะไปลอยเด่นใสสว่างไม่มีตัว ไม่มีตน คิดไม่เป็น อยู่เฉยๆ แต่ถ้ายังมีความสัมพันธ์กับกายนี้อยู่ คิดเป็นเพราะมีเครื่องมือ จิตเป็นแต่เพียงพลังงาน ร่างกายเป็นเครื่องมือ จิตเหมือนกระแสไฟฟ้า ในเมื่อกระแสไฟฟ้าวิ่งเข้าไปสู่แม่เหล็กและทองแดงเกิดความหมุน พอหมุนแล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เกิดความเคลื่อนไหว ทำให้เกิดพลังต่างๆ ขึ้นมาได้

ดังนั้นในเมื่อกายมีอยู่ จิตย่อมมีความคิดเพราะกระแสของจิตไปกระทบกับร่างกายเครื่องมือของกาย เราคิดได้เพราะอาศัยประสาททางสมอง เพราะฉะนั้นในเมื่อเรากำหนดรู้ที่จิตของเรา เราย่อมรู้ว่าในกายของเรานี่ มีอะไรบ้าง อย่างน้อยก็รู้ว่ากายของเรามีศรีษะ 1 มีแขน 2 ขา 2 มีลำตัว มีตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ

เมื่อเราตั้งใจกำหนดรู้อย่างนี้เรียกว่ากำหนดรู้กาย ทีนี้ในเมื่อเรากำหนดรู้กายอยู่ เพราะกายเป็นที่เกิดของสิ่งต่างๆ สุขเกิดที่กาย ทุกข์เกิดที่กาย แต่ว่าใจเป็นผู้ยึดมั่นถือมั่นอยู่ในกายนี้ กายเป็นที่เกิดของความเจ็บ แต่ความเจ็บอันนี้ จิตเป็นผู้รับรู้ ทีนี้ถ้าจิตไม่มีกายก็ไม่รู้จักเจ็บเพราะฉะนั้นเวทนาเกิดที่กาย สุขเวทนาก็เกิดที่กาย ทุกขเวทนาก็เกิดที่กาย หรือไม่สุขไม่ทุกข์ก็เกิดที่กาย เมื่อเรากำหนดรู้ว่ากายมีอยู่ เราจะรู้พร้อมทั้งเวทนา จิตและธรรม จิตก็คือตัวผู้รู้ ธรรมก็คือสิ่งที่กำหนดรู้อยู่ เรากำหนดรู้จิต กำหนดรู้อารมณ์ คือจิตกำหนดรู้อยู่ในอารมณ์ปัจจุบัน

ในเมื่อจิตเสวยสุขซึ่งเกิดจากปีติ นิวรณ์ 5 กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะก็หายไป ทีนี้เมื่อสมาธิจิตสงบละเอียดลงไปจนกระทั่งตัวหายไปหมดแล้ว วิตก วิจาร ปีติสุขก็หายไปหมดเพราะสิ่งเหล่านี้อาศัยกายเกิด ถ้าไม่มีกาย วิตกวิจารปีติสุขก็ไม่มีได้ เพราะฉะนั้นเมื่อกายหายไปแล้วยังเหลือแต่จิตดวงเดียว จึงได้ชื่อว่ามีแต่จิตดวงเดียวซึ่งเรียกว่าเอกัคคตากับอุเบกขา ความเป็นกลางของจิต ร่างกายตนตัวหายไปหมด

เพราะฉะนั้นการบำเพ็ญสมาธิซึ่งเดินตามหลักของมหาสติปัฏฐาน 4 จึงเป็นอุบายทำจิตให้สงบตั้งมั่นลงเป็นสมาธิ เพื่อขจัดนิวรณ์ธรรม 5 ประการ ให้หมดไปจากจิตในขณะที่มีสมาธิ จิตของเราจะได้ดำเนินไปสู่ภูมิจิตภูมิธรรมตามลำดับขั้นตอน ซึ่งสุดแล้วแต่พลังจิตพลังสมาธิของท่านผู้ใด จะปฏิวัติจิตของตนเองให้เป็นไปได้

เพราะฉะนั้นการฝึกฝนอบรมสมาธินี้ เราอาศัยหลัก ภาวิตา อบรมให้มากๆ พหุลีกะตา ทำให้มากๆ ทำให้คล่องตัว ทำจนชำนิชำนาญ ทำจนกระทั่งถึงขั้นเป็นเอง ในเมื่อจิตได้ดำเนินตามหลักของมหาสติปัฏฐานทั้ง 4 ประการ จึงเป็นฐานที่ให้เกิดธรรมะอันเป็นองคคุณแห่งการตรัสรู้คือสติสัมโพชฌงค์

ในเมื่อเรามาทำสมาธิจิตรวมเป็นหนึ่งเป็นเอกมรรค เอกธรรม สติเป็นเองโดยอัตโนมัติสามารถที่จะกำหนดรู้กายจิต สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมได้เองโดยตลอดเวลา ก็เรียกว่ามีสติสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่ที่การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ได้ชื่อว่าจิตได้สติสัมโพชฌงค์เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ เวลาแห่งการบรรยายธรรมะตามหลักแห่งมหาสติปัฏฐาน 4 ก็จบลงด้วยเวลาเพียงเท่านี้ – 003

……………………………………………..

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ขอบคุณลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=9899

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,902,857 hits

Join 4,116 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
ททท. จัดเสวนา ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ 'ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999' (PC-1999) สมุนไพรพื้นบ้าน สู่นวัตกรรมยาสมุนไพรมาตรฐานสากล
เอส แอนด์ พี ยกระดับ ‘ข้าวแช่’ เชื่อมวัตถุดิบชุมชนสู่ทางเลือกสุขภาพและความยั่งยืน
หน้าเด็กโกงอายุ จอย รินลณี โพสต์ภาพคู่ดอกบัว ละมุนเกินต้าน
‘ปราการ’ ผสานพันธมิตรผลักดันการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรม ดื่มด่ำรสชาติแห่งความเป็นไทย
สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มเมืองหลวงอิหร่าน ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดเจ็บสาหัส
ทรัมป์แถลงครบ 1 เดือนสงครามอิหร่าน ประกาศชัยชนะ-ทำลายศักยภาพนิวเคลียร์
"น้ำมัน" ขึ้นราคาแรงไม่พัก ปรับ 8 ครั้ง ทะยานทุบสถิติใหม่
ฮือฮา! นักท่องเที่ยวแห่ถ่ายรูป “ส้วมทองคำ” กลางวอชิงตัน เสียดสี โดนัลด์ ทรัมป์

Recent Posts

  • บิ๊กดุลย์ เข้าไหว้อำลา บิ๊กเล็ก พร้อมสานต่อภารกิจ-รากฐานความมั่นคง
  • ปชป.ลงดาบขั้นสูงสุด! ผู้สมัคร สส. คุกคามทางเพศ ก่อนเจ้าตัวชิ่งลาออก
  • ‘พี่คนดี’ ร่ายกลอนแซะแรง! จิกกัดความย้อนแย้ง ค้านไป-แอบใช้ไป
  • ระวัง คลื่นพายุ เศรษฐกิจลูกใหญ่ที่สุด กิ๊ก อนิศ แนะ รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมรับมือ
  • พรรคเศรษฐกิจ จุดพลุจี้ยกเลิก บำนาญ สส. ทำชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่น

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d