Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639438

สมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.33 น.

ในสมัยปัจจุบันรู้สึกว่าประชาชนชาวพุทธทุกระดับชั้นมีความสนใจในการปฏิบัติธรรม ซึ่งคงจะเป็นที่เข้าใจและคงจะมีผู้พิสูจน์เห็นผลกันมาแล้วว่า การทำสมถะนั้นมีความจำเป็นคือมีความสำคัญเกี่ยวกับการแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน

ความจริงการปฏิบัติกัมมัฏฐานนั้นเป็นหลักและวิธีการที่เราจะต้องศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจและจะได้ยึดเป็นหลักแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวัน

เมื่อพูดถึงเรื่องสมถะก็คือเรื่อง การทำสมาธิ นั่นเองสมาธิก็คือการภาวนานั่นเอง บางทีก็เรียกกัมมัฏฐาน บางทีก็เรียกวิปัสสนาบางทีก็เรียกว่าการทำสมาธิ มีคำพูดที่จะใช้เรียกแทนกันหลายๆ อย่าง

การปฏิบัติกัมมัฏฐานในสมัยปัจจุบันนี้เกิดปัญหายุ่งยากและนักปฏิบัติทั้งหลายมีความขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลาที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุชาวพุทธไปติดภาษา ยกตัวอย่างเช่นบางท่านในเมื่อฝึกฝนอบรมบรรดาพุทธบริษัทให้ปฏิบัติก็ใช้คำว่าจงทำใจให้เป็นสมาธิ และบางท่านก็ว่าจงทำใจให้ว่าง

เพียงคำพูด ๒ ประโยคนี้ นักปฏิบัติก็ยังต้องขัดแย้งกันแต่ความจริงนั้น ทั้ง ๒ คำนี้เมื่อพูดถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากการปฏิบัติแล้ว มีผลเป็นอย่างเดียวกัน

ในสายของท่านอาจารย์มั่น อาจารย์เสาร์มักใช้คำว่า จงภาวนาทำจิตให้เป็นสมาธิแต่ท่านพุทธทาสบอกว่า จงทำจิตให้ว่าง

แล้วลองคิดดูซิว่า ทั้ง ๒ ท่านนี้ มีบุคคลบางคนเขายกปัญหาขึ้นมาโต้แย้งกันถึงขนาดที่ว่าพิมพ์เป็นเอกสารโจมตีกันขนาดหนักเท่าที่ได้หยิบยกเอาปัญหา ๒ ข้อนี้ไปพิจารณาแล้ว ได้ความว่าการทำจิตให้เป็นสมาธิกับการทำจิตให้ว่างนั้นมันมีผลเท่ากัน

เพราะเหตุว่าการทำจิตให้เป็นสมาธิเมื่อจิตสงบนิ่งลงไปแล้วจิตก็ย่อมปราศจากอารมณ์ถ้าหากว่าจิตยังมีอารมณ์ จิตมันก็ไม่นิ่งในเมื่อนิ่งเป็นจิตที่ปราศจากอารมณ์แล้วก็เป็นจิตว่าง

ท่านที่ใช้คำว่าจงทำจิตให้ว่างเมื่อบริกรรมภาวนาหรือกำหนดอารมณ์ของกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อจิตสงบนิ่งลงไปแล้วก็เกิดความว่าง เป็นความหมายที่ตรงกัน

เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรม นักปฏิบัติอย่าไปติดภาษาการพูดภาษาสมมติบัญญัตินั้นในธรรมะข้อเดียวกันหรือผลที่เกิดจากการปฏิบัติอย่างเดียวกันเราอาจจะใช้โวหารคนละคำพูดได้ เช่นอย่างจิตเป็นสมาธิกับจิตว่าง เป็นต้น

การเจริญสมถกัมมัฏฐานหรือการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานมีปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เราปฏิบัติธรรมะเราจะเอาธรรมะมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตประจำวันของเราอย่างไรและปฏิบัติเพื่อจะให้รู้ความจริงที่อยู่ในกายในใจของเรานี้ส่วนความรู้ความเห็นอะไรต่างๆ นั้นเป็นเพียงเครื่องรู้ของจิตเป็นเพียงเครื่องระลึกของสติ เป็นเครื่องทำจิตให้มีความเจริญเจริญด้วยพละ เจริญด้วยอินทรีย์ ทำสติให้มีพลังทำสติให้เป็นใหญ่ในธรรมทั้งปวง อันนี้คือวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติ

การปฏิบัติในทางกัมมัฏฐานท่านได้แยกออกเป็น ๒ ประเภท คือสมถกัมมัฏฐาน อย่างหนึ่ง และ วิปัสสนากัมมัฏฐาน อย่างหนึ่ง

สมถะเป็นเครื่องอุบายความสงบใจวิปัสสนาคืออุบายให้เกิดปัญญา ความย่อๆ มีอยู่เพียงแค่นี้

การปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานเฉพาะในตำราท่านได้เขียนไว้ถึง ๔๐ อย่าง ซึ่งจะไม่กล่าวถึงจะกล่าวถึงเฉพาะการทำสมถะด้วย การเจริญพุทธานุสติซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในสายสมาธิของท่านอาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่น

ส่วนมากท่านจะสอนให้ลูกศิษย์ลูกหาเจริญพุทธานุสติเป็นเบื้องต้นเคยได้เรียนถามท่านว่าทำไมจึงสอนให้เจริญพุทธานุสติเป็นเบื้องต้นท่านก็ให้ความเห็นว่า พุทธานุสติคือพุทโธแปลออกมาว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเป็นกิริยาของใจเมื่อใครทำใจให้สงบนิ่ง สว่าง จิตเป็นสมาธิได้ใจของผู้นั้นจะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นกิริยาที่เข้าถึงจิตพระพุทธเจ้า ยึดพระคุณของพระพุทธเจ้าเป็นสรณะที่พึ่ง นี้คือความหมายของพุทโธ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ขอแนะนำให้นักปฏิบัติได้บริกรรมภาวนาว่า “พุทโธ”ขอให้ทุกท่านตั้งจิตให้แน่วแน่ พระพุทธเจ้าก็อยู่ที่จิตพระธรรมเจ้าก็อยู่ที่จิต พระอริยสงฆ์เจ้าก็อยู่ที่จิต

พระพุทธเจ้าอยู่ที่จิต ก็คือความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีพระธรรมอยู่ที่จิต ก็คือกิริยาซึ่งทรงไว้ซึ่งความรู้สึกสำนึกเช่นนั้นตลอดเวลาพระอริยสงฆ์อยู่ที่จิต ก็คือกิริยาที่จิตมีสติ สังวร ระวัง ตั้งใจ ที่จะละความชั่วประพฤติความดี ปลูกความเชื่อมั่นลงในจิตอย่างแน่วแน่

เมื่อพระพุทธเจ้าก็อยู่ในจิต พระธรรมก็อยู่ในจิต พระสงฆ์ก็อยู่ในจิต แล้วก็นึกในใจว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วก็มานึกเอาพุทโธๆๆ เพียงคำเดียวแล้วก็มานึก พุท พร้อมกับลมหายใจเข้า โธ พร้อมกับลมหายใจออก

ช่วงของการหายใจเข้าออกนั้นยังห่าง จิตยังสามารถส่งกระแสไปทางอื่นได้ก็ให้ปล่อยความรู้ลมหายใจเสีย แล้วให้นึก พุทโธๆๆ ติดต่อกัน นึกในใจเบาๆอย่าให้จิตมันส่งความรู้สึกออกไปข้างนอก และอย่าไปนึกว่าเมื่อใดจิตจะสงบเมื่อใดจิตจะรู้จะเห็นอะไร นึกพุทโธคล้ายๆ กับนึกเล่นๆเหมือนกับเราไม่หวังผลตอบแทนใดๆ แต่พยายามนึกติดต่อกันถ้าจิตส่งกระแสไปทางอื่น รู้สึกว่าจิตส่งกระแสไปให้รีบเอาจิตมาไว้ที่พุทโธ

ถ้าหากจิตปล่อยวางคำว่าพุทโธ แล้วก็มีอาการสงบนิ่ง ไม่นึกพุทโธ ให้กำหนดลงที่จิต ความรู้สึกอยู่ที่ไหนจิตอยู่ที่นั่นกำหนดรู้จิต ประคองจิตเอาไว้เฉยๆ เว้นเสียแต่ว่าจิตส่งกระแสออกไปนึกถึงสิ่งอื่นแล้วก็ให้นึกพุทโธตามเดิม ให้คอยสังเกตความเป็นไปขณะที่นึกพุทโธ

ในเบื้องต้นเรานึกถึงพุทโธ เรียกว่า วิตก เมื่อจิตจดจ้องอยู่กับพุทโธ ไม่พรากจากกัน แล้วก็มีความซึมซาบจิตมีความดูดดื่มในบริกรรมภาวนาพุทโธ ทำให้จิตมีความสงบไม่ส่งกระแสไปในทางอื่น ในเบื้องต้นนี้เรียกว่า วิจาร

เมื่อจิตมีความดูดดื่มกับคำว่าพุทโธหนักๆเข้า ปีติ คือความดีใจความเบิกบานใจ ย่อมจะเกิดขึ้น ในขณะที่จิตมีปีติเกิดขึ้นนั้นผู้ภาวนามีอาการต่างๆ บางท่านก็รู้สึกว่าตัวสั่น สั่นนิดๆไม่สั่นมาก แล้วแต่นิสัยของใครบางท่านก็รู้สึกว่าตัวใหญ่พองโตขึ้น บางท่านก็รู้สึกว่าตัวเล็กลงบางท่านก็รู้สึกว่าตัวเบาเหมือนกับลอยอยู่ในอากาศอันนี้เป็นลักษณะของปีติบังเกิดขึ้นในขณะบริกรรมภาวนาเมื่ออาการดังกล่าวข้างต้นบังเกิดขึ้นผู้ภาวนาไม่ควรตกใจ ให้กำหนดบริกรรมภาวนาเรื่อยไป

ถ้าหากจิตปล่อยวางคำบริกรรมภาวนาก็ให้กำหนดรู้ลงที่จิตจิตตัวผู้รู้ความรู้สึกอยู่ที่ไหน จิตอยู่ที่นั่น

เมื่อปีติบังเกิดขึ้น ความสุข อันเป็นผลพลอยได้ย่อมเกิดขึ้นเมื่อจิตมีปีติและความสุขเป็นภักษาหาร เป็นเครื่องยึดจิตย่อมอยู่ในลักษณะแห่งความสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กระวนกระวาย ไม่ดิ้นรน

ผู้ภาวนาจะมีความสุขอย่างเยือกเย็น ซึ่งจะหาความสุขอันใดเสมอเหมือนมิได้เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตก็จะเข้าสู่ความสงบทีละน้อยๆ จนกระทั่งปล่อยวางวิตก วิจาร ปีติ และสุขเข้าไปสู่ความสงบนิ่งเป็นหนึ่ง เรียกว่า เอกัคคตา มีความวางเฉยเป็นลักษณะจิตอยู่ในสมาธิ

ขั้นนี้นอกจากจะมีความเป็นหนึ่งและความวางเฉยแล้วยังจะต้องมีความสว่างเป็นเครื่องหมายเมื่อจิตสงบลงไปถึงขั้นนี้ความรู้ว่ามีกายก็หายไปในความรู้สึกเมื่อกายหายไปแล้วลมหายใจก็หายไป ยังเหลือแต่จิตดวงเดียวล้วนๆนิ่ง สงบ เด่นอยู่อย่างนั้นตลอดเวลาอันนี้เป็นลักษณะของจิตสงบลงไปด้วยการบริกรรมภาวนา

ในขั้นต้นๆ นี้ เมื่อจิตสงบลงไปแล้วจิตจะไปติดกับความสุขและความสงบซึ่งเกิดในสมาธิ

แต่ท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลายไม่ควรไปวิตกหรือกลัวว่าจิตไปติดอยู่ในสมถะถ้าท่านใดสามารถทำความสงบได้ถึงขนาดนี้บ่อยๆ ทำหลายๆ ครั้งอย่างที่เรียกว่าทำให้มาก อบรมให้มาก ทำจนชำนิชำนาญเมื่อจิตมีสมาธิขั้นสมถะหรืออัปปนาสมาธิบ่อยเข้าสิ่งที่จะพึงได้จากจิตสงบนั้นคือตัวสติสัมปชัญญะ ซึ่งจะเพิ่มพลังขึ้นทุกทีๆ

เพียงแต่ท่านผู้ภาวนาทำจิตให้สงบลงถึงขั้นปีติและความสุขเท่านั้นพละในตอนต้นๆ คือ ศรัทธาพละ ย่อมจะเกิดขึ้นจิตของท่านก็จะเกิดความรู้สึกว่าอยากปฏิบัติ อยากทำ

ในเมื่อมีศรัทธา ความพากเพียร อันเป็นพละข้อที่ ๒ ก็บังเกิดขึ้นเมื่อมีพละแล้ว ตัว สติ ความระลึก ก็ย่อมบังเกิดขึ้น เมื่อมีศรัทธา วิริยะ สติเป็นคุณธรรมเกิดขึ้นในจิต จิตเป็น สมาธิ ใน เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิมีพลังแก่กล้าขึ้น ย่อมเกิดเป็น ปัญญา อย่างน้อยก็มีความรู้ว่าสมาธิคืออะไร

ในเมื่อจิตสงบนิ่งลงเป็นอัปปนาสมาธิ สิ่งที่เราจะรู้เห็นเด่นชัดที่สุดก็คือความว่างของจิต ไปตรงกับคำที่ท่านพระพุทธทาสท่านสอนว่า จงทำจิตให้ว่างเมื่อผู้สอนว่าทำจิตให้ว่าง ถ้าผู้ภาวนาทำจิตให้ว่าง ทำจิตให้เป็นสมาธิได้แล้วจะเกิดความสว่างขึ้นมา ผู้ภาวนาไม่ต้องคอยฟังคำอธิบายเมื่อจิตสงบ นิ่ง ว่างลงไป ก็เป็นอันเข้าใจ

สำหรับผู้ที่แนะการทำจิตให้เป็นสมาธิ เมื่อจิตสงบนิ่งเป็นสมาธิแล้วยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า เมื่อจิตสงบลงไปแล้วอย่างนี้ จะใช่จิตเป็นสมาธิหรือเปล่านักปฏิบัติมักจะย้อนกลับมาถามอาจารย์ผู้สอนอีก นี่คือความหมาย มีอยู่อย่างนี้

ประสบการณ์ในการบริกรรมภาวนาพุทโธๆ อยู่นี้เรียกว่า เจริญพุทธานุสติและการเจริญพุทธานุสตินี้เป็นการเจริญสมถกัมมัฏฐานข้อสังเกตในเบื้องต้น เมื่อเราตั้งใจจะนั่งสมาธิบริกรรมภาวนาเมื่อกำหนดจิตลงไป เราจะรู้สึกว่าเรามีกายในเมื่อมีกายแล้วเราย่อมจะกำหนดรู้ว่าในขณะนั้นสภาวจิตของเราเป็นอย่างไร

ถ้าภาวนาไปมันก็เกิดทุกขเวทนาขึ้นมา จิตยังไปติดอยู่ในความสุขเมื่อเกิดทุกขเวทนา จิตไม่ชอบ ความที่จิตไม่ชอบนั้น เพราะจิตชอบความสุขจิตชอบความสุข อันนี้เป็น กามฉันทะ

บางทีบางโอกาสเราอาจมีอารมณ์คล้ายๆค้างๆซึ่งยังอยู่ในจิต เรียกว่า ราคะความกำหนัดย้อมใจอาจเกิดขึ้นในขณะนั้น นิวรณ์ ๕ ตัวสำคัญอยู่ที่ราคะ

ในเมื่อมีราคะ กามฉันทะก็ย่อมบังเกิดขึ้นในเมื่อกามฉันทะบังเกิดขึ้น จิตมันต้องการความสุขต้องการความสบาย ไม่ชอบการทรมาน

ในเมื่อไม่ชอบการทรมานอย่างนั้น จิตจะเกิดความหงุดหงิดทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อการที่จะปฏิบัติต่อไป เรียกว่า พยาบาท เกิดขึ้น

เมื่อพยาบาทบังเกิดขึ้นแล้ว ความง่วงเหงาหาวนอนก็ย่อมบังเกิดขึ้น ความลังเลสงสัย เรียกว่า วิจิกิจฉา ย่อมบังเกิดขึ้น

ก็มีความรู้สึกว่าจะภาวนาต่อไปหรือจะหยุดแต่เพียงแค่นี้อาการทั้งหลายเหล่านี้เป็นอาการของนิวรณ์ ๕ ประการบังเกิดขึ้นครอบงำจิตของผู้ปฏิบัติ คือกามฉันทะ พยาบาท ถีนะมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา

การทำสมาธิในขั้นสมถะเพื่อให้จิตสงบนี้จุดมุ่งหมายอันสำคัญก็ตรงที่เราต้องการปราบนิวรณ์ ๕ ให้หมดไปด้วยอำนาจของสมาธิขั้นสมถกัมมัฏฐาน

ในเมื่อนิวรณ์ ๕ สงบระงับไป ผู้ปฏิบัติสงบได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติต่อไปด้วยความปลอดโปร่งด้วยความเบาใจ และด้วยความสะดวกโดยปราศจากกิเลส ๕ ตัวนี้รบกวน

กิเลส ๕ ตัวนี้เราจะกำจัดได้ด้วยอำนาจของสมาธิขั้นสมถะนี่คือประสบการณ์ในการบำเพ็ญสมาธิขั้นสมถกัมมัฏฐาน

และอีกอย่างหนึ่ง สมถะเป็นมูลฐานให้เกิดวิปัสสนาประสบการณ์อีกอย่างหนึ่งซึ่งนักปฏิบัติทั้งหลายควรจะสังวรระวังไว้นักปฏิบัติทั้งหลายนั้นจิตจะไปติดอยู่กับความสุขพอภาวนาลงไปแล้วมักจะถามกันว่าเห็นอะไรบ้างเมื่อถูกถามบ่อยเข้าจิตก็เลยไปติดกับความสุข

เช่นเมื่อครั้งเริ่มฝึกหัดสมถวิปัสสนาในตอนแรกๆ ในเมื่อภาวนาไป พอมีตาทิพย์ครูบาอาจารย์มักจะถามว่าเห็นอะไรบ้าง พอครูบาอาจารย์ถามอย่างนี้บ่อยๆเข้านักปฏิบัติทั้งหลายก็ไปติดคำถาม เมื่อเริ่มภาวนาก็เริ่มเห็นสิ่งโน้นสิ่งนี้หมายถึงเห็นนิมิตต่าง ๆ จะเกิดขึ้นเมื่อนักภาวนามีจิตสงบ และจะเกิดแสงสว่างขึ้นมาเมื่อเกิดแสงสว่างขึ้นแล้ว จิตส่งกระแสออกไปข้างนอกกายตามแสงสว่างไปก็ย่อมเกิดนิมิตต่างๆขึ้นมา จะเป็นรูปคน สัตว์ ภูตผีปีศาจ ซึ่งสุดแท้แต่มโนภาพใดจะบันดาลให้บังเกิดขึ้น ซึ่งเป็นธรรมชาติของสมาธิในขั้นนี้จะต้องเป็นอย่างนั้น

ในเมื่อเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลายอย่าพึงไปถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นสาระสำคัญที่เราจะต้องยึดเอาเป็นผลงานในการปฏิบัติ

เมื่อนิมิตต่างๆเกิดขึ้น ให้ตั้งสติไว้ในท่าทีที่สงบพยายามระวังอย่าให้เกิดเอะใจขึ้นมา ถ้าเกิดเอะใจเมื่อใดแล้วจิตจะถอนออกจากสมาธิ เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว ภาพนิมิตจะหายไปหมด

เพราะนิมิตอันนี้เกิดจากจิตสงบในขั้นของอุปจารสมาธินักภาวนาที่ฉลาด เมื่อนิมิตเกิดขึ้นอย่างนี้ ให้ประคองจิตให้อยู่ในท่าที่สงบคือกำหนดรู้ลงที่จิต คือรู้อย่างเดียวความรู้สึกอยู่ที่ไหน ผู้รู้จะอยู่ที่นั่น จิตก็อยู่ที่นั่นกำหนดรู้ลงที่ตรงนั้น แล้วดูผู้รู้เฉยอยู่ นิมิตนั้นจะอยู่ได้นานท่านที่ฉลาดในการภาวนาอาจจะเอานิมิตนั้นเป็นเครื่องรู้ของจิตเป็นเครื่องระลึกของสติ ด้วยการกำหนดรู้เฉยอยู่ทำให้เกิดเป็นสติสัมปชัญญะจริงๆ สามารถประคองจิตให้อยู่ในสถานะปกติได้จิตก็ย่อมสงบละเอียดลงไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นอัปปนาสมาธิหรือถึงขั้นสมถกัมมัฏฐานถ้าหากไม่ทำเช่นนั้น เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา จิตจะถอนออกจากสมาธิและจิตจะไม่ถึงอัปปนาสมาธินี่คือประสบการณ์ที่จะเกิดขึ้นในขณะที่บริกรรมภาวนาในขั้นนี้

นักปฏิบัติทั้งหลายไม่ควรจะตั้งความรู้สึกไว้ว่าเราภาวนาแล้วควรจะเห็นอย่างนั้น ควรจะเห็นอย่างนี้เอากันตรงที่เราภาวนาจิตสงบลงไปแล้วเมื่อจิตปราศจากอารมณ์ปราศจากความคิดจิตจะนิ่งสว่างอยู่เฉยๆ เราเองรู้เห็นกันที่ตรงนี้

เมื่อจิตมีสมาธิ เห็นว่าจิตมีสมาธิ เห็นว่าจิตนิ่งลงเป็นหนึ่ง เห็นว่าจิตมีความเป็นกลางเห็นว่าจิตมีความสว่างไสว เห็นว่าจิตรู้ลงที่จิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้นนี่คือความรู้ความเห็นของจิตที่นักปฏิบัติจะพึงปรารถนา

ความเห็นนิมิตต่างๆนั้นไม่เป็นสาระสำคัญใดๆ ปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่ให้เรารู้เห็นลงไปว่า คำว่าจิตนั้นคืออะไร อยู่ที่ไหนสิ่งที่เราจะต้องกำหนดให้ได้อยู่ที่ตรงนี้ เมื่อเรากำหนดลงไปได้ว่านี่คือจิตผู้รู้ก็ให้รู้ลงที่ตรงนี้ นิมิตต่างๆนั้นใครจะรู้จะเห็นหรือไม่นั้นไม่สำคัญอย่าไปต้องการอยากรู้อยากเห็น

และปัญหามีว่า หากว่าได้ทำจิตให้สงบสว่างลงไปแล้วเกิดมีนิมิตขึ้นมาเมื่อจิตของเราไปติดนิมิตนั้น เช่น เห็นเทวดา ขณะนั้นจิตจะละฐานเดิมคือฐานที่รู้อยู่ในจิตแล้วก็ไปยึดภาพนิมิตนั้น ภาพนิมิตนั้นไปที่ไหน ก็จะตามไปที่นั่นในที่สุดเราจะรู้สึกว่าเดินตามหลังเทวดาไป

บางทีเทวดาจะพาไปเที่ยวนรก ไปเที่ยวสวรรค์ ไปดูโน่น ไปดูนี่บางครั้งจิตมันตรงไปดูถึงนิพพาน เห็นนิพพานเป็นบ้านเป็นเมืองขึ้นมาเป็นประสบการณ์ของจิตที่เราควรจะสังวรระวังเอาไว้

เมื่อผู้ภาวนาทำจิตให้สงบนิ่งเป็นอัปปนาบ่อยๆ เข้าถ้าจิตมันไปติดอยู่ในความสุขขั้นอัปปนาสมาธิ ไม่ก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาสักทีเราจะทำอย่างไร เป็นปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจ วิปัสสนามันเกิดขึ้นได้ ๒ วิธี

วิธีที่ ๑ เกิดขึ้นได้ด้วยการพินิจพิจารณาสภาวธรรม

สภาวธรรมที่จะพึงยกเป็นหัวข้อในการพิจารณาเบื้องต้นนี้ท่านให้ยกเอาขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมาพิจารณาสอนไปสู่ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

พยายามน้อมนึกว่า รูปก็ไม่เที่ยง เวทนาก็ไม่เที่ยง สัญญาก็ไม่เที่ยงสังขาร วิญญาณก็ไม่เที่ยง นึกเอาอย่างนี้ นึกเอาเรื่อยๆและน้อมเชื่อลงไปว่าเป็นความจริงจนกระทั่งจิตมันยอมรับลงไปว่าเป็นความจริงอย่างนั้นแล้วจึงกลับมากำหนดจิตให้สงบลงไปโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง

หรือบางทีขณะที่เรานึกอยู่นั้น จิตอาจจะเกิดความสงบขึ้นมาในระหว่างในเมื่อจิตเกิดความสงบขึ้นมาแล้วก็ให้กำหนดจิตประคองจิตให้อยู่ในความสงบอย่างนั้นต่อไปเว้นเสียแต่ว่าจิตมันจะคิดไปเอง

หากจิตคิดไปเอง ให้ผู้ภาวนานั้นตามรู้ความคิดของตัวเองโดยทำสติตามรู้ความคิด คือจิตคิดอะไรขึ้นมาก็รู้ คิดอะไรขึ้นมาก็รู้เพียงแต่สักว่ารู้ อย่าไปช่วยมันคิด

โดยธรรมชาติของจิตมันจะคิดอยู่ไม่หยุดเราจะต้องทำสติกำหนดรู้ความคิดอันนั้นตามไปเรื่อยๆจนกว่าจิตมันจะสงบลงเป็นอัปปนาสมาธิอีกทีหนึ่งในเมื่อจิตสงบลงเป็นอัปปนาสมาธิแล้ว ให้กำหนดรู้อยู่อย่างนั้น

เมื่อจิตสงบลงไปสู่อัปปนาสมาธิ เราจะไม่มีเจตนา ไม่มีสัญญาใดๆทั้งนั้นจะน้อมจะนึกอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะในตอนนี้จิตมันถึงธรรมชาติแห่งความเป็นเองเป็นสมาธิโดยปราศจากความตั้งใจ

ถ้าจิตจะเกิดความรู้ความเห็นอะไรขึ้นมาในขณะนี้เป็นเรื่องของจิตที่จะต้องเป็นไปเอง จิตในขั้นนี้เราจะตั้งใจน้อมนึกไม่ได้ เพราะฉะนั้น ในตอนนี้จึงขอทำความเข้าใจกับท่านอีกว่าในตำราท่านกล่าวว่าเมื่อทำจิตให้เป็นสมาธิอย่างดีแล้วจงน้อมจิตหรือยกจิตให้สู่ภูมิวิปัสสนากัมมัฏฐาน

เมื่อจิตนั้นสงบลงไปสู่ขั้นอัปปนาสมาธินั้นเราจะยกก็ไม่ได้ จะน้อมก็ไม่ได้จะปรุงจะแต่งอะไรไม่ได้ทั้งนั้นเพราะจิตมันปราศจากรูป เวทนา สัญญา เจตนาโดยประการทั้งปวงพอจิตมันสงบแล้วมันเป็นไปเอง

เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะทำอย่างไร โอกาสที่จิตมันจะถอนออกจากสมาธิย่อมมีเมื่อจิตถอนออกจากสมาธิ ในขั้นนี้จะเกิดความคิดขึ้นมา ให้กำหนดตามรู้ความคิดไปะคิดเรื่องอะไรก็ได้ มันจะคิดเรื่องของบุญ คิดเรื่องของบาปคิดเรื่องโลก คิดเรื่องธรรม อะไรก็แล้วแต่หน้าที่ของเราเพียงแต่กำหนดตามรู้ไปเรื่อยๆเมื่อสติตามทันความคิดได้เมื่อใดขณะนั้นมันก็กลายเป็นภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานขึ้นมาเอง

และอาจจะสงสัยว่า เมื่อทำจิตแล้ว จิตไม่ถึงขั้นอัปปนาสมาธิสักทีจะคอยโอกาสให้จิตถึงอัปปนาสมาธิหรือขั้นสมถะไปจนตลอดชีวิตจะทำอย่างไรผู้ภาวนาจะไม่ตายก่อนหรือ กว่าจะยกจิตขึ้นสู่ภูมิวิปัสสนาได้

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อเราจะทำจิตให้สงบนิ่งลงเป็นอัปปนาสมาธหรือทำสมถกัมมัฏฐานไม่ได้ เราก็ไม่ต้องทำ แนะนำให้ทำอย่างนี้ในเมื่อเราจะภาวนาเมื่อใดให้กำหนดรู้ลงที่จิตคอยจ้องดูความคิดของตนเอง ความคิดอะไรเกิดขึ้นกำหนดรู้นี้เฉพาะในขณะเรานั่งหลับตากำหนดรู้อยู่อย่างนั้นไม่ต้องไปนึกถึงอะไร ปล่อยให้ความคิดมันเกิดขึ้นมาเอง

คิดขึ้นมาแล้วกำหนดรู้ คิดขึ้นมาแล้วกำหนดรู้รู้ตามไปเรื่อย รู้เดี๋ยวนี้ตามไปเรื่อยๆ ตัวรู้นั้นคือตัวสติตามรู้ทันนั่นเอง ในเมื่อสติตามรู้ทันเมื่อใดจิตมันจะแสดงอาการสงบลง ถึงแม้ว่ามันจะไม่สงบ นิ่ง สว่างเหมือนอย่างที่ท่านอธิบายไว้ในตำรับตำราก็ตามเป็นแต่เพียงเรามีสติตามทันความคิดของเรา

เมื่อสติตามทันความคิดแล้ว ความคิด ความรู้ กับจิตนี้มันจะมีลักษณะคล้ายๆ กับว่ามันแยกออกจากกัน จิตตัวผู้รู้มันจะรู้อยู่เฉยๆแต่สิ่งที่ผ่านเข้ามาเป็นความคิดนั้นสักแต่ว่าคิดไม่มีความยึดถือในจิตอันนั้น อันนี้เป็นตัวสติที่มันมีพลังแก่กล้าขึ้นและมันจะมีลักษณะที่กายกับจิตที่สามารถแยกจากกันได้

อารมณ์กับจิตก็สามารถแยกออกจากกันได้ถ้าเราอบรมสติตัวนี้ให้มีความเจริญขึ้นเป็นผู้ที่มีสติเป็นใหญ่ในธรรมทั้งปวงอันนี้ถือหลักปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานในเบื้องต้น

วิธีที่ ๒ เกิดขึ้นได้ด้วยการพินิจพิจารณากายคตาสติสภาวธรรมที่จะพึงยกเป็นหัวข้อในการพิจารณาได้อีกอย่างหนึ่ง คือให้กำหนดพิจารณาร่างกายของตนเป็นหลัก ให้พิจารณาตั้งแต่ ผม ขน เล็บ หนัง ฟัน เนื้อ เอ็น กระดูก จนครบอาการ ๓๒ โดยน้อมนึกให้จิตรับรู้ไปในแง่เป็นของปฏิกูล ไม่สวยไม่งาม น่าเกลียด โสโครก ดังที่ปฏิปทาของท่านอาจารย์เสาร์ กันตสีโล บรรยายมาแล้วนั่นเอง  

………………………

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ( คัดลอกจากลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=2&t=38286 )

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ประโยชน์จากการทำสมาธิ…’ทำให้จิตของเราสงบ เกิดความมั่นคง’ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639222

ประโยชน์จากการทำสมาธิ...'ทำให้จิตของเราสงบ เกิดความมั่นคง' : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.14 น.

ความประสงค์ของผู้ทำสมาธิว่าจะทำสมาธิเพื่ออะไร แยกตามกิเลสของคน บางท่านทำสมาธิเพื่อให้เกิดอิทธิฤทธิ์ บางท่านทำสมาธิไม่ต้องการอะไร ขอให้จิตสงบ ให้รู้ความจริงของจิตเมื่อประสบกับอารมณ์อะไรเกิดขึ้น เพื่อจะอ่านจริตของเราให้รู้ว่าเราเป็น ราคะจริต โทสะจริต โมหะจริต วิตกจริต พุทธจริต ศรัทธาจริต อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อจะดูให้รู้แจ้ง เพื่อจะเป็นพื้นฐานที่เราจะแก้ไขดัดแปลงจิตของเรา เมื่อเรารู้ชัดลงไปแล้ว เรามีกิเลสตัวไหน เป็นจริตประเภทไหน เราจะได้แก้ไขดัดแปลงตัดทอนสิ่งที่เกินแล้ว เพิ่มสิ่งที่หย่อนให้อยู่ในระดับพอดีพองาม เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา

สมาธิอย่างหนึ่ง เราฝึกเพื่อให้มีสติสัมปชัญญะรู้ทันเหตุการณ์นั้นๆ ในขณะปัจจุบัน สมาธิบางอย่าง เราปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเห็นภายในจิต เช่น รู้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ รู้เรื่องอดีต อนาคต รู้อดีตหมายถึงรู้ชาติในอดีตว่าเราเกิดเป็นอะไร รู้อนาคตหมายถึงว่าเมื่อเราตายไปแล้วเราจะไปเป็นอะไร อันนี้เป็นการปฏิบัติเพื่อรู้

ทีนี้เมื่อมาพิจารณากันจริงๆ อดีตเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้ว อนาคตก็เป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ดังนั้นเรามาสนใจอยู่ในสิ่งที่เป็นปัจจุบันดีไหม

ในการปฏิบัติ ถ้าจะว่ากันโดยสรุปแล้ว เราต้องการสร้างสติให้เป็นมหาสติ เป็นสติพละ เป็นสตินทรีย์ เป็นสติวินโย ไม่ได้มุ่งถึงสิ่งที่เราจะรู้เห็นในสมาธิ ที่ครูบาอาจารย์สอนว่า ทำกรรมฐานไปโน่นเห็นนี่ นี่มันใช้ไม่ได้ ให้มันเห็นใจเราเองซิ อย่าไปเข้าใจว่าทำสมาธิแล้วต้องเห็นนรก ต้องเห็นสวรรค์ ต้องเห็นอะไรต่อมิอะไร สิ่งที่เราเห็นในสมาธิมันไม่ผิดกันกับที่เรานอนหลับแล้วฝันไป แต่สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ต้องเห็นนี่ คือเห็นกายของเรา เห็นใจของเรา

การภาวนาแม้จะเห็นนิมิตต่างๆ ในสมาธิ หรือรู้ธรรมะซึ่งผุดขึ้นเป็นอุทานธรรม สิ่งนั้นไม่ใช่เป็นเปอร์เซ็นต์ที่เราเอาเก็บเอาผลงานที่เราปฏิบัติได้ เพราะสิ่งนั้น เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เป็นอารมณ์กรรมฐานที่เกิดขึ้นในสมาธิ และเป็นสัญลักษณ์ของปัญญาที่เกิดขึ้นในสมาธิ ซึ่งเรียกว่า สมาธิปัญญา

พลังของสมาธิสามารถทำให้เกิดปัญญา เกิดความรู้เห็นอะไรต่างๆ แปลกๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็รู้ สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็เห็น แต่สิ่งนั้นพึงทำความเข้าใจว่าไม่ใช่ของดีที่จะเก็บเอาไว้เป็นสมบัติ ให้กำหนดเป็นเพียงแต่ว่า สิ่งนั้นเป็นเพียงเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ เป็นอารมณ์กรรมฐานที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เป็นอุบายสร้างสติให้เป็นมหาสติ

หลักของพระพุทธศาสนา เราจะสรุปลงสั้นๆ ว่า เราทำสมาธิเพื่ออะไร

๑. เราทำสมาธิเพื่อให้จิตของเราสงบเป็นสมาธิ เกิดความมั่นคง สามารถที่จะต้านทานต่ออารมณ์ที่มากระทบไม่ให้เกิดความหวั่นไหว

๒. เมื่อจิตของเราสงบเป็นสมาธิปราศจากอารมณ์ เราจะได้รู้สภาพความเป็นจริงของจิตของเราที่ไม่มีอารมณ์นั้นเป็นอย่างไร เมื่อมันออกมารับรู้อารมณ์แล้ว

เมื่อเรารู้ความเป็นจริงของจิตของเรา เมื่อจิตอยู่ว่างๆ ไม่มีอารมณ์ มันสบายหรือไม่ มีความสุขหรือไม่ รู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น เราทุกข์หรือไม่ เราเดือดร้อนหรือไม่ ต้องอ่านจิตของเราก่อน

ในขั้นตอนต่อไป เราสามารถที่จะทำจิตของเรานี้ให้ดำรงอยู่ในความอิสระ ไม่ตกอยู่ในอำนาจของสิ่งอื่นใด เมื่อเราได้ทำไปเรื่อยๆ ถ้าหากว่าเรายังมีความคิดว่า การทำสมาธิต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือผู้วิเศษเข้ามาช่วยดลจิตให้ดำเนินเข้าไปสู่ความสงบสุข เข้าไปสู่พระนิพพาน ก็เป็นการเข้าใจผิด และผิดหลักของพระพุทธศาสนา

ดังนั้น ที่เรามาฝึกสมาธินี่ เพื่อให้จิตมีสมาธิ และจิตมีพลังเข้มแข็งมีสติขึ้นโดยลำดับ และเรายังมีภาระที่จะต้องฝึกสติและสมาธินี้ขึ้นไปเรื่อยๆ ตามลำดับๆ จนกว่าเราจะจบการศึกษา เมื่อจบการศึกษาแล้ว เรายังจะได้ใช้กำลังสมาธิและพลังสติไปประกอบการงานตามหน้าที่ของตนๆ เราจะต้องใช้สมาธิและสติทั้งนั้น

ทีนี้ สติ แปลว่า ความระลึก เมื่อเราตั้งใจนึกถึงสิ่งใดอย่างแน่วแน่ ความระลึกเป็นอาการของสติ ความแน่วแน่เป็นกำลังของสมาธิ มันไปพร้อมๆ กัน ทีนี้เราจะมีสมาธิและสติเข้มแข็ง เราต้องใช้การฝึก เพราะครูบาอาจารย์ทั้งหลายมองเห็นผลประโยชน์ดังที่กล่าวมา ท่านจึงได้นำพวกเรามาฝึกอบรมสมาธิ

เคล็ดลับการใช้สมาธิช่วยให้เรียนเก่ง

นักศึกษาซึ่งอยู่ในวัยกำลังศึกษา ถ้าหากตั้งใจปฏิบัติสมาธิพิจารณาธรรมก็ให้ยกเอาวิชาความรู้ที่เราเรียนมา ในชั้นของเรานั่นแหละมาเป็นอารมณ์พิจารณา เราเรียนมาทางวิทยาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือศาสตร์อะไรก็ตาม อย่างวันนี้ไปโรงเรียนมา อาจารย์สอนอะไรมา พอกลับมาถึงที่พัก อาบน้ำ รับประทานอาหาร อ่านหนังสือดูตำรับตำรา ก่อนนอนไหว้พระ นั่งสมาธิ

เวลาเรานั่งสมาธิ ให้พยายามคิดทบทวนความรู้ที่เรียนมาแต่ละวันๆ เพื่อจะให้เรารู้ได้ว่าวันนี้เราจำได้กี่มากน้อย เอาหลักวิชาที่เราเรียนมานั่นแหละ เป็นอารมณ์จิตในการพิจารณา อย่าไปเข้าใจว่าเอาสิ่งนั้นมาพิจารณาแล้ว จิตออกนอกลู่นอกทาง ไม่ใช่อย่างนั้น แม้แต่ว่าเราตั้งใจปฏิบัติสมาธิเอาสิ่งอื่นเป็นอารมณ์ เช่น บริกรรมภาวนา เป็นต้น เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิ ตามธรรมชาติแล้ว จิตของเราหนักอยู่ในแง่ไหน ผูกพันอยู่กับเรื่องอะไร มันจะวิ่งไปหาสิ่งนั้น แล้วจะไปคิดปรุงแต่งวิจัยอยู่ในสิ่งนั้นๆ อันนี้หมายถึงสมาธิที่เป็นเองโดยอัตโนมัติ มันจะเป็นเช่นนั้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น เราอย่าไปเข้าใจผิดว่าจิตมันฟุ้งซ่านหรือว่าออกนอกลู่นอกทาง เพราะคำว่า สภาวธรรม หมายถึง กายกับใจของเรา สิ่งที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ รวมทั้งธุรกิจการงานอันเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน การศึกษาวิชาความรู้ที่เราเรียนมานั้นๆ อันนี้เป็นอารมณ์จิตของผู้ปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งรู้ของจิต เป็นสิ่งระลึกของสติ

ถ้าเราดำเนินการปฏิบัติดังที่กล่าวนี้ สมาธิกับงานของเราจะมีความสัมพันธ์กัน แล้วเราจะรู้สึกว่าโอกาสที่เราปฏิบิติสมาธิมันจะไม่มีอุปสรรคขัดข้อง เพราะว่าเราเอาทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอารมณ์จิตในการภาวนาได้ เช่นอย่างเวลานักศึกษาจะปฏิบัติสมาธิในห้องเรียน พออาจารย์มายืนที่หน้าห้อง เรามองจ้องไปที่ตัวอาจารย์ ส่งจิตไปรวมไว้ที่ตัวอาจารย์มายืนที่หน้าห้อง เรามองจ้องไปที่ตัวอาจารย์ ส่งจิตไปรวมไว้ที่ตัวอาจารย์ อย่าให้สายตาและจิตไปอื่น จ้องอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะจบชั่วโมงที่มีอาจารย์มาสอน

เราจะได้สมาธิในการเรียน ถ้าปฏิบัติต่อเนื่องกันจริงๆ ในเมื่อได้สมาธิอย่างเข้มแข็ง เวลาไปสอบ อ่านคำถามจบ จิตจะว่างลงนิดหนึ่ง คำตอบจะผุดขึ้นมา เราจะเขียนเอา เขียนเอา ไม่ต้องคิดอะไรมาก บางทีเวลาก่อนสอบ จิตของเราจะบอกให้ดูหนังสือเล่มนั้น จากหน้านั้นไปถึงหน้านั้น ข้อสอบจะออกที่ตรงนี้ อันนี้เป็นวิธีการปฏิบัติสมาธิให้สัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน

ถ้าหากเราพยายามปฏิบัติต่อเนื่องกันทุกชั่วโมงที่มีอาจารย์มาสอน เราจะได้พลังของสมาธิ มีสติสัมปชัญญะเข้มแข็ง ทำให้เราเรียนดีขึ้นๆๆ อันนี้คือผลประโยชน์ที่เราจะพึงได้

………………..

คิดลอกจากหนังสือหนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๔๒ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา) และ ลานธรรมจักร – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สมาธิในการศึกษาเล่าเรียน ให้เพ่งสายตาส่งใจไปที่ตัวครู: หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 3, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639001

สมาธิในการศึกษาเล่าเรียน ให้เพ่งสายตาส่งใจไปที่ตัวครู: หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันพุธ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.19 น.

วิชาความรู้ที่นักเรียนนักศึกษาเรียนกันอยู่ในปัจจุบันนี้ มันเป็นสิ่งที่เราสามารถรู้ด้วยจิตใจ สิ่งใดที่เราสามารถรู้ด้วยจิตใจ สิ่งนั้นคือสภาวธรรม สภาวธรรมอันนี้มันทำให้เราดีใจ เสียใจเพราะมัน เราท่องหนังสือไม่ได้เราเกิดเสียใจ น้อยใจในตัวเอง หนังสือที่เราท่องนั่นคือสภาวธรรม เราจำไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่ไม่เป็นไปตามความปรารถนา มันเข้าหลักอนัตตา บางทีอยู่ดีๆ เกิดเจ็บไข้ เราไปของเราไม่ได้ มันก็ส่อถึงอนัตตา อนิจจัง ทุกขัง นั่นเอง

เพราะฉะนั้น เมื่อเรามาฝึกสติสัมปชัญญะของเรานี้ให้มันรู้พร้อมอยู่กับปัจจุบัน มันเป็นการปฏิบัติธรรม เดิน เรารู้ ยืน เรารู้ นั่ง เรารู้ นอน เรารู้ รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เรารู้ เอาตัวรู้คือสติตัวเดียวเท่านั้น แม้ในขณะเรียนหนังสืออยู่ เราตั้งใจต่อการเรียนในปัจจุบัน นั่นก็เป็นการปฏิบัติสมาธิ

ทีนี้ ความรู้ ความเห็นที่เราจะพึงทำความเข้าใจมันอยู่ที่ตรงไหน มันอยู่ที่กายกับใจของเรานี่ ทำอย่างไรกายของเราจึงจะมีสุขภาพอนามัยเข้มแข็ง ทำอย่างไรจิตของเราจึงจะมีสติปัญญาแก้ไขปัญหาหัวใจของเราได้นี่มันอยู่ตรงนี้ที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้

วิธีทำสมาธิในห้องเรียน

ขณะนี้นักเรียนทั้งหลายกำลังเรียน ปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่ว่าทำอย่างไรเราจึงจะได้พลังของสมาธิ พลังของสติ เพื่อสนับสนุนการศึกษา หลวงตาจะสอนวิธีทำสมาธิในห้องเรียน สมมติว่าขณะนี้หลวงตาเป็นครูสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายเพ่งสายตามาที่หลวงตา ส่งมาที่หลวงตา แล้วสังเกตดูให้ดีว่าหลวงตาทำอะไรบ้าง หลวงตายกมือ หนูก็รู้ เขียนหนังสือให้ หนูรู้ พูดอะไรให้หนูตั้งใจฟัง ถ้าสังเกตจนกระทั่งกระพริบหู กระพริบตาได้ยิ่งดี

เวลาเข้าห้องเรียน ให้เพ่งสายตาไปที่ตัวครู ส่งใจไปที่ตัวครู อย่าเอาใจไปอื่น พยายามฝึกให้คล่องตัวชำนิชำนาญ เพราะในขณะที่อาจารย์สอนเรา ท่านรวมกำลังจิตและวิชาความรู้ที่จะถ่ายทอดให้เรา เมื่อเราเอาจิตจดจ่ออยู่ที่ตัวอาจารย์ เราก็ได้รับพลังจิตและวิชาความรู้จากอาจารย์ เพียงแค่นี้วิธีทำสมาธิในห้องเรียน ถ้าพวกหนูๆ จำเอาไปปฏิบัติตาม จะได้สมาธิตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียนเล็กๆ ชั้น อนุบาล

ในตอนแรกนี่ การควบคุมสายตาและจิตใจไปไว้ในที่ตัวครูอาจจะลำบากหน่อย แต่ต้องพยายามฝึก ฝึกจนคล่องตัวชำนิชำนาญ ภายหลังแม้เราไม่ตั้งใจ พอเห็นใครเดินผ่านหน้ามันจะจ้องเอาๆ พอเข้าในห้องเรียนแล้ว พอครูเดินเข้ามาในห้อง สายตามันจะจ้องปั๊บ ใจมันก็จะจดจ่ออยู่กับตรงนั้น หนูลองคิดดูสิว่าการที่มองครูและเอาใจใส่ตัวครูนี่เราเรียนหนังสือเราจะเข้าใจดีไหม ลองคิดดู

ในระยะแรก ให้สังเกตดูว่าถ้าจิตของเราไปจ้องอยู่ที่ตัวอาจารย์ สายตาจ้องอยู่ที่ตัวอย่างไม่ลดละ นั่นแสดงว่า เราเริ่มมีสมาธิขึ้นมาแล้ว แล้วสังเกตดูความเข้าใจ ความจดจำของเราจะดีขึ้น ในตอนแรกๆ นี้ ความรู้สึกของเราจะไปอยู่ที่ตัวอาจารย์หมด ทีนี้เมื่อฝึกไปนานๆ เข้าจนคล่องชำนิชำนาญ จิตของเรามีกำลังแกร่งกล้าขึ้น มีความมั่นคงมากขึ้น มีสติดีขึ้น ความรู้สึกมันย้อนจากตัวอาจารย์มาอยู่ที่ตัวเอง ทุกขณะจิตเรามีความรู้สึกอยู่ที่จิตของเราเท่านั้น

ภายหลังมา อาจารย์ท่านพูดอะไร สอนอะไร สติสัมปชัญญะจะรู้พร้อมอยู่หมด เพียงกำหนดจิตรู้อยู่ที่จิตอย่างเดียวเท่านั้น นอกจากนั้น อะไรผ่านเข้ามาก็สามารถรู้ทันหมด บางทีพออาจารย์พูดประโยคจบปั๊บ ใจของเรารู้ล่วงหน้าแล้วว่าต่อไปท่านจะพูดอะไร เมื่อก่อนหน้าจะสอบจิตจะบอกว่าให้ดูหนังสือเล่มนั้น จากหน้านั้นไปถึงหน้านั้น แล้วเวลาสอบมันก็ออกมาจริงๆ เวลาไปสอบ พออ่านคำถามจบแต่ละข้อๆ จิตมันจะสงบลงไปนิดหน่อย ใจของเราจะวูบวาบ แล้วคำตอบมันก็ผุดขึ้นมา เขียนเอาๆ

หลักและวิธีอันนี้เป็นสูตรที่หลวงตาทำได้ผลมาแล้วตั้งแต่เป็นสามเณร เรียนหนังสือ หลวงตาถือหนังสือเดินท่องไป ท่องมาแบบเดินจงกรม อาจารย์สุวรรณ สุจิณโณ ลูกศิษย์ต้นของหลวงปู่มั่น ท่านเห็นก็ทักว่า “เณร ถ้าจะเรียนก็ตั้งใจเรียน จะปฏิบัติก็ตั้งใจปฏิบัติ จับปลาสองมือมันไม่สำเร็จหรอก”

ทีนี้เราก็อุตริขึ้นมาว่า “เอ๊…..หลักของการเพ่งกสิณนี่ ปฐวีกสิณ เพ่งดิน อาโป เพ่งน้ำ วาโย เพ่งลม เตโช เพ่งไฟ อากาศ เพ่งอากาศ วิญญาณ เพ่งวิญญาณ เราเอาตัวครูเป็นเป้าหมายของจิต ของอารมณ์ เอาตัวครูเป็นอารมณ์ของจิต เป็นที่ตั้งของสติ เอามันที่ตรงนี้แหละ

เวลาสอบสามารถรู้ข้อสอบล่วงหน้าได้ทุกวิชา วิชาที่หลวงตาสอบมันมี ๔ วิชา วิชาแปลภาษาบาลี สัมพันธ์คำพูด หลักภาษาและเขียนตามคำบอกรู้ล่วงหน้าหมดทุกวิชาเลย

ตัวอย่างผู้ปฏิบัติได้ผลจริง

ขอยกตัวอย่างบุคคลที่สามารถทำได้แล้ว และทำสมาธิเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาจริงๆ ซึ่งพร้อมๆ กันนั้นเขาก็สามารถรู้ธรรมเห็นธรรมตามหลักคำสอนที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ด้วย คนๆ นั้นเป็นนักเรียนระดับมหาวิทยาลัย เป็นนักเรียนในทุนที่หลวงพ่อส่งไปเรียนเอง ตอนแรกเขาไม่อยากไปเรียนเพราะเขาคิดว่ามันสมองของเขาไม่สามารถจะเรียนระดับมหาวิทยาลัยได้ หลวงพ่อก็เคี่ยวเข็ญให้เขาไป ในเมื่อเขารับปากว่าจะไปเรียน

หลวงพ่อก็บอกว่า “หนูไปเรียนมหาวิทยาลัยต้องฝึกสมาธิด้วย” เขาก็เถียงว่า “จะให้ไปเรียนมหาวิทยาลัยแล้วให้ทำสมาธิเอาเวลาที่ไหนไปเรียน” นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาคนนั้น

หลวงพ่อก็ให้คำแนะนำว่า การฝึกสมาธิแบบนี้ไม่ขัดต่อการศึกษา หลวงพ่อก็ให้คำแนะนำเบื้องต้นว่า “เมื่อเวลาหนูเข้าไปอยู่ในห้องเรียน ให้กำหนดจิต มีสติรู้อยู่ที่จิตคือระลึกรู้อยู่ที่จิตของตัวเอง ถ้าหากมีจุดใดจุดหนึ่งที่จะต้องเพ่งมอง ก็เพ่งมองไปที่จุดนั้น เช่น กระดานดำ เป็นต้น เมื่ออาจารย์เดินเข้ามาในห้องเรียน ให้เอาความรู้สึกและสายตาทั้งหมดไปรวมอยู่ที่ตัวอาจารย์ ให้มีสติรู้อยู่ที่ตัวอาจารย์เพียงอย่างเดียว อย่าส่งใจไปอื่น แล้วคอยสังเกตจับตาดูความเคลื่อนไหวไปมาของอาจารย์ที่แสดงออกทุกขณะจิตของเรา เมื่ออาจารย์ท่านพูดอะไรก็ให้เราฟัง เรากำหนดหมายเอาเสียงที่ได้ยินเป็นอารมณ์จิต ให้มีสติรู้อยู่กับเสียงที่อาจารย์พูดออกมาแต่ละคำ เมื่ออาจารย์เขียนอะไรให้ดู ให้เอาสติและสายตาจดจ่อดูอยู่ที่สิ่งที่อาจารย์ทำให้ดู ให้ฝึกหัดทำอย่างนี้”

เขาก็พยายามไปทำ ทำในระยะแรกๆ ก็รู้สึกว่าลำบากหน่อย

เมื่อก่อนนี้เขาคิดว่าสมองหรือกำลังใจในการศึกษาของเขานี่ ไม่สามารถจะรับรู้ในระดับมหาวิทยาลัยได้ เขาไม่อยากไปเรียนในหลักสูตรที่เขาเ รียนใช้เวลาเพียง ๔ ปีก็จบแล้ว ทีแรกเขาคิดว่าเขาอาจจะเรียนถึง ๖ ปีกว่าจะจบได้ แต่มันก็ผิดคาด ทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนหมด ความรู้สึกว่ามันสมองไม่ดีมันเปลี่ยนเป็นดีขึ้นมาหมด ก็เป็นอันว่าเขาสามารถฝึกสมาธิให้จิตมีสมาธิ มีสติสัมปชัญญะเพื่อเป็นการสนับสนุนการศึกษาที่เขาเรียนอยู่ในปัจจุบันได้

นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาที่เรียนสำเร็จปริญญาโทแล้ว เขาเริ่มฝึกสมาธิแบบนี้ตั้งแต่เริ่มเรียนปริญญาตรี เมื่อเขาปฏิบัติต่อเนื่องกันจนกระทั่งจบปริญญาโท ครั้งสุดท้ายตอนสอบวิทยานิพนธ์ ก่อนวันที่เขาจะสอบสัมภาษณ์ เขามานั่งนึกว่าวันนี้จะถูกสัมภาษณ์เรื่องอะไรพอคิดขึ้นมาเท่านั้น คำถามมันก็ผุดขึ้นมา คำตอบก็โผล่ขึ้นมาตอบรู้ล่วงหน้าหมด ทุกข้อที่กรรมการเขาถาม พอมาถึงสนามสอบ พอถามปั๊บตอบปุ๊บๆ จนกระทั่งกรรมการสอบเขาแปลกใจ เขาบอกว่าเราก็สอบคนมามากต่อมากแล้ว ทำไมไม่เหมือนเด็กคนนี้สักคน เจ้าคนนี้ถามแล้ว เหมือนกับว่าไม่ต้องคิด พอถามจบตอบปั๊บ เขาเลยถามดูว่าทำไมหนูถึงได้เก่งนัก หนูบอกว่า “หนูฝึกสมาธิ”

เพราะฉะนั้น หลักการนี้นักเรียนทุกคนขอได้โปรดจำเอาไปปฏิบัติไปทุกวันๆ ในที่สุดเราจะได้กำลังสมาธิสนับสนุนการเรียนการศึกษาเป็นอย่างดี ถ้าหากเรามีเวลาที่จะมานั่งสมาธิ พอเริ่มลงไป ไม่ต้องบริกรรมภาวนาหรือไปท่องมนต์อะไรทั้งสิ้น ให้เอาบทเรียนที่เราเรียนมาในแต่ละวันๆ มาคิดทบทวนดูว่าเราจะจำได้กี่มากน้อย ถ้ามีหนังสือมาวางข้างๆ ยิ่งดี พอคิดเรื่องนี้ คิดไปๆ มันติดตรงไหนเราคิดไม่ออก เปิดหนังสือมาแล้วเอาดินสอขีดเส้นใต้เอาไว้ พอเลิกนั่งสมาธิแล้วมานั่งท่องเอาแต่ตรงที่เราจำไม่ได้ ให้ปฏิบัติอย่างนี้

สำหรับครูอาจารย์ ก่อนที่จะเริ่มทำการสอน ถ้าหากว่าไม่ถือว่าเป็นวิธีที่แปลกใหม่เกินไป จะกล่าวเตือนนักเรียนในห้องเรียนทุกคนว่าให้มองจ้องมาที่ตัวข้าพเจ้า ส่งจิตมารวมไว้ที่ตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะถ่ายทอดพลังจิต และวิชาความรู้จากข้าพเจ้าอย่างตรงไปตรงมา อย่าบิดพลิ้ว มีอะไรก็สอนไปๆ และเตือนเป็นระยะๆ ในทำนองนี้ ปฏิบัติ ต่อเนื่องกันทุกวัน ทุกชั่วโมง เราจะได้สมาธิในการเรียน ในห้องเรียน อันนี้คือวิธีปฏิบัติสมาธิให้สัมพันธ์กับการเรียนการศึกษา นอกจากที่เราจะทำสติในขณะที่เรียน

ถ้านักเรียนนักศึกษาพยายามฝึกสมาธิแบบนี้ สิ่งที่จะบังเกิดขึ้นในจิตในใจเราอีกอย่างหนึ่ง คือ เราจะรู้สึกสำนึกในพระคุณของบิดา มารดา ครู อาจารย์ ความเคารพ ความเอาใจใส่ ความกตัญญูกตเวที ความรู้สึกซึ้งในพระคุณของครูบาอาจารย์มันจะฝังลึกลงสู่จิตใจ เราจะกลายเป็นคนกตัญญูกตเวที ไม่อาจลบหลู่ดูหมิ่นครูบาอาจารย์ได้ เราจะมีพลังจิตในการเรียนหนังสืออย่างเข้มแข็ง เมื่อครูบาอาจารย์ว่ากล่าวตักเตือนอย่างไร เราจะเป็นผู้เชื่อฟังเป็นผู้ว่านอนสอนง่าย และผลประโยชน์มันก็จะเกิดขึ้นกับเราเอง

อันนี้ขอให้นักเรียนจงจำเอาไปปฏิบัติจริงๆ เมื่อเราปฏิบัติได้คล่องตัวชำนิชำนาญ ประโยชน์มันไม่เฉพาะแต่อยู่ในห้องเรียนนะ เมื่อเราเรียนจบไปแล้วเรายังจะนำสมาธิดังกล่าวไปใช้ประโยชน์อันเป็นเรื่องชีวิตประจำวันของเรา 

………………..

คิดลอกจากหนังสือหนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๔๒ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา) และ ลานธรรมจักร – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ทำสมาธิโดยการบริกรรมภาวนา ‘พุทโธ’กับ’การตามรู้จิต’คือหลักเดียวกัน : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/638757

ทำสมาธิโดยการบริกรรมภาวนา 'พุทโธ'กับ'การตามรู้จิต'คือหลักเดียวกัน : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันอังคาร ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.16 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) ขณะนี้นักเรียนทั้งหลายกำลังเรียน ปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่ว่าทำอย่างไรเราจึงจะได้พลังของสมาธิ พลังของสติเพื่อสนับสนุนการศึกษาหลวงตาจะสอนวิธีทำสมาธิในห้องเรียน สมมุติว่าขณะนี้หลวงตาเป็นครูสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายเพ่งสายตามาที่หลวงตาส่งใจมาที่หลวงตาแล้วก็สังเกตดูให้ดีว่าหลวงตาทำอะไรบ้างหลวงตายกมือหนูก็รู้ เขียนหนังสือให้หนูรู้ พูดอะไรให้หนูตั้งใจฟัง

นักเรียน นักศึกษาทำสมาธิในการเรียน

ถ้าสังเกตจนกระทั่งกระพริบหูกระพริบตาได้ยิ่งดี เวลาเข้าห้องเรียนให้เพ่งสายตาไปที่ตัวครู ส่งใจไปที่ตัวครู อย่าเอาใจไปอื่น เพียงแค่นี้วิธีการทำสมาธิในห้องเรียน ถ้าพวกหนูๆ จำเอาไปแล้วปฏิบัติตามจะได้สมาธิตั้งแต่เป็นนักเรียนเล็กๆ ชั้นอนุบาล

ในตอนแรกนี่ การควบคุมสายตาและจิตไปไว้ที่ตัวครูนี่อาจจะลำบากหน่อย แต่ต้องพยายามฝึก ฝึกจนคล่องตัวชำนิชำนาญภายหลังแม้เราจะไม่ตั้งใจ พอเห็นใครเดินผ่านหน้ามันจะจ้องเอาๆพอมาเข้าห้องเรียนแล้วพอครูเดินเข้ามาในห้องสายตามันจะจ้องปั๊บ ใจมันก็จะจดจ่ออยู่ตรงนั้น หนูลองคิดดูซิว่าการที่มองที่ครู และเอาใจใส่ตัวครูนี่ เราเรียนหนังสือเราจะเข้าใจดีไหมลองคิดดู ทีนี้เมื่อฝึกจนคล่องตัวชำนิชำนาญแล้ว สายตามันยังจ้องอยู่ที่ตัวครู

แต่ใจจะมาอยู่ที่ตัวเราเอง มาตอนนี้ครูท่านสอนอะไรพอท่านพูดจบประโยคนั้น ใจของเรารู้ล่วงหน้าแล้วว่าต่อไปท่านพูดอะไรเวลาไปสอบ อ่านคำถามจบ ใจของเราจะวูบวาบแล้วคำตอบมันจะผุดขึ้นอันนี้เป็นสูตรทำสมาธิที่หลวงพ่อทำได้ผลมาแล้ว

หลวงพ่อทำสมาธิในการเรียนสมัยเป็นเณร

อาจารย์องค์นั้นชื่อ อาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ ลูกศิษย์ต้นของหลวงปู่มั่น เห็นหลวงพ่อถือหนังสือเดินท่องไปท่องมาแบบเดินจงกรม ท่านก็ทักว่า “เณร ถ้าจะเรียนก็ตั้งใจเรียน จะปฏิบัติก็ตั้งใจปฏิบัติจับปลาสองมือมันไม่สำเร็จหรอก”

ที่นี้เราก็อุตริคิดขึ้นมาว่า“เอ๊ หลักของการเพ่งกสิณนี่ ปฐวีกสิณ เพ่งดิน อาโป เพ่งน้ำวาโย เพ่งลม เตโช เพ่งไฟ อากาศ เพ่งอากาศ วิญญาณ เพ่งวิญญาณในตัวครูนี่มีกสิณครบ ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณเราจะเอาตัวครูเป็นเป้าหมายของจิต ของอารมณ์เอาตัวครูเป็นอารมณ์ของจิต เป็นที่ตั้งของสติ เอามันที่ตรงนี้แหละ

การเรียนคือการปฏิบัติธรรม

วิชาความรู้ที่นักศึกษาเรียนกันอยู่ในปัจจุบันนี่มันเป็นสิ่งที่เราสามารถรู้ด้วยจิตใจ สิ่งใดที่เราสามารถรู้ด้วยจิตใจสิ่งนั้นคือสภาวธรรม สภาวธรรมอันนี้มันทำให้เราดีใจเสียใจเพราะมันเราท่องหนังสือไม่ได้ เราเกิดเสียใจน้อยใจตัวเองหนังสือที่เราท่องนั่นคือสภาวธรรม เราจำไม่ได้นั่นคือสิ่งที่มันไม่เป็นไปตามความปรารถนา มันเข้าในหลักอนัตตา

บางทีอยู่ดีๆ เกิดเจ็บไข้ เราไปวิทยาลัยของเราไม่ได้มันก็ส่อถึงอนัตตา อนิจจัง ทุกขังนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อเรามาฝึกสติสัมปชัญญะของเรานี้ ให้มันรู้พร้อมอยู่กับปัจจุบันมันเป็นการปฏิบัติธรรม เดินเรารู้ ยืนเรารู้ นั่งเรารู้ นอนรับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เรารู้ เอาตัวรู้คือสติตัวเดียวเท่านั้น

แม้ในขณะที่เราเรียนหนังสืออยู่เราตั้งใจจดจ่อต่อการเรียนในปัจจุบันนั้น นั่นก็เป็นการปฏิบัติสมาธิทีนี้ความรู้ ความเห็น ที่เราจะพึงทำความเข้าใจ มันอยู่ที่ตรงไหนมันอยู่ที่กายกับใจของเรานี่ ทำอย่างไรกายของเราจึงจะมีสุขภาพอนามัยเข้มแข็ง ทำอย่างไรจิตใจของเราจึงจะปลอดโปร่งเมี่อมีปัญหาขึ้นมา ทำอย่างไรเราจึงจะมีสติปัญญาแก้ไขปัญหาหัวใจของเราได้ นี่มันอยู่ที่ตรงนี้ที่เราจำเป็นต้องเรียนให้มันรู้

ทำสมาธิในการเรียนได้ผลอย่างไร

นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เป็นนักศึกษาในทุนที่หลวงพ่อส่งไปเรียนเอง ตอนแรกเขาไม่อยากจะไปเรียน เพราะเขาคิดว่ามันสมองของเขาไม่สามารถจะเรียนระดับมหาวิทยาลัยได้หลวงพ่อก็เคี่ยวเข็นให้เขาไป ในเมื่อเขารับปากว่าจะไปเรียนหลวงพ่อก็บอกว่า “หนูไปเรียนมหาวิทยาลัยต้องฝึกสมาธิด้วย”เขาก็เถียงว่า “จะให้ไปเรียนมหาวิทยาลัยแล้วต้องให้ทำสมาธิ จะเอาเวลาที่ไหนไปเรียน”

มันเกิดมีปัญหาขึ้นมาอย่างนี้ หลวงพ่อก็ให้คำแนะนำว่าการฝึกสมาธิแบบนี้ไม่ขัดต่อการศึกษา หลวงพ่อก็ให้คำแนะนำเบื้องต้นว่า “เมื่อเวลาหนูเข้าไปอยู่ในห้องเรียนให้กำหนดจิตให้มีสติรู้อยู่ที่จิตของตัวเอง ถ้าหากมีจุดใดจุดหนึ่งที่จะต้องเพ่งมองก็เพ่งมองไปที่จุดนั้น เช่น กระดานดำ เป็นต้นเมื่ออาจารย์เดินเข้ามาในห้องเรียน ให้เอาความรู้สึกและสายตาทั้งหมดไปรวมอยู่ที่ตัวอาจารย์ ให้มีสติรู้อยู่ที่ตัวอาจารย์เพียงอย่างเดียว อย่าส่งใจไปอื่น”

เขาใช้เวลาเรียนเพียง ๔ ปีก็จะจบแล้ว ทีแรกเขาคิดว่าเขาอาจจะเรียนถึง ๖ ปีกว่าจะเอาให้จบได้ แต่มันก็ผิดคาดทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยน ความรู้สึกว่ามันสมองไม่ดีมันเปลี่ยนเป็นดีขึ้นมาหมดก็เป็นอันว่าเขาสามารถฝึกสมาธิ ให้จิตมีสมาธิ มีสติสัมปชัญญะเพื่อเป็นการสนับสนุนการศึกษาที่เขาเรียนอยู่ในปัจจุบันได้

ถ้านักศึกษาพยายามฝึกสมาธิแบบนี้ ผลพลอยได้จากการฝึกความเคารพ ความเอาใจใส่ ความกตัญญูกตเวทีความรู้สึกซึ้งในพระคุณของครูบาอาจารย์มันจะฝังลึกลงสู่จิตใจเราจะกลายเป็นคนกตัญญูกตเวที ไม่อาจลบหลู่ดูหมิ่นครูบาอาจารย์ได้เมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็มีแต่ความเคารพบูชาในครูบาอาจารย์ลูกศิษย์ที่มีความเคารพในครูบาอาจารย์การเรียนก็ทำให้เรียนได้ดีเกินกว่าที่เราคาดคิด

ช่างประดิษฐ์ทำสมาธิในการประดิษฐ์

เมื่อไม่นานมานี้ มีคฤหบดีท่านหนึ่งอุตส่าห์นั่งรถมาจากกรุงเทพฯพอมาถึงเขาก็มาบอกหลวงพ่อว่า “ผมจะมาขอขึ้นครูกรรมฐานกับท่านได้ทราบว่าท่านสอนกรรมฐานเก่ง”

หลวงพ่อก็ถามว่า “คุณมีอาชีพอะไร”เขาตอบว่า “ผมมีอาชีพในการประดิษฐ์สิ่งของขาย”

“ไหนคุณลองเล่าดูซิว่าขณะที่คุณประดิษฐ์สิ่งของขายนั่นน่ะคุณคิดประดิษฐ์ของคุณอยู่นั่น มันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง”

เขาก็เล่าให้ฟังโดยยกตัวอย่างว่า“สมมุติว่าผมจะสร้างตุ๊กตาสักตัวหนึ่งผมก็มาคิดว่าจะทำใบหน้าอย่างนั้น ทรงผมอย่างนี้รูปร่างลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็คิดไปตามที่ผมจะคิดได้คิดไปคิดมามันมีอาการเคลิ้ม เหมือนกับจะง่วงนอนแล้วก็มีอาการหลับวูบลงไป รู้สึกหลับไปพักหนึ่งในขณะที่รู้สึกหลับไปพักหนึ่งนั่น จิตก็เกิดสว่างมองเห็นภาพตุ๊กตา ที่คิดจะสร้างลอยอยู่ข้างหน้าที่นี้จิตก็ดูของมันอยู่จนกระทั่งแน่ใจแล้วก็ถอนขึ้นมาตื่นขึ้นมาจากภวังค์”

ในช่วงที่จิตมันวูบนั่น นอนหลับไปแล้วเกิดฝันขึ้นมาฝันเห็นตุ๊กตาลอยอยู่ต่อหน้า เขาก็มาสร้างตุ๊กตาตามที่เขาฝันเห็นเมื่อสร้างเสร็จแล้ว ส่งออกขายในท้องตลาดก็เป็นที่นิยมแก่ลูกค้า

หลวงพ่อก็บอกว่า “คุณ คุณทำสมาธิเก่งแล้ว คุณไม่ต้องมาขึ้นครูกรรมฐานกับฉันก็ได้ ให้คุณทำสมาธิด้วยการประดิษฐ์ตุ๊กตาของคุณต่อไป นั่นแหละคือสมาธิที่คุณต้องการจะเรียนจากฉันถ้าคุณต้องการจะให้สมาธิของคุณดียิ่งขึ้น ให้คุณสมาทานศีล ๕ เสียแล้วสมาธิของคุณจะเป็นไป เพื่อการละความชั่วประพฤติความดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาดได้”

ทำสมาธิโดยการบริกรรมภาวนา 

หมายถึงการท่องคำบริกรรมภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งเช่น พุทโธ ยุบหนอพองหนอ สัมมาอรหัน เป็นต้นผู้ภาวนาท่องบริกรรมภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งจนจิตสงบประกอบด้วยองค์ฌาณ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาจิตสงบจนกระทั่งตัวหาย ทุกสิ่งทุกอย่างหายไป

เหลือแต่จิตที่สงบนิ่งสว่างอยู่ ความนึกคิดไม่มีเมื่อจิตถอนออกจากสมาธิ พอรู้สึกว่ามีกาย ความคิดเกิดขึ้นให้กำหนดสติตามรู้ทันที อย่ารีบออกจากที่นั่งสมาธิถ้าปฏิบัติอย่างนี้จะได้ปัญญาเร็วขึ้นในช่วงนี้ถ้าเราไม่รีบออกจากสมาธิ ออกจากที่นั่งเราก็ตรวจดูอารมณ์จิตของเราเรื่อยไป โดยไม่ต้องไปนึกอะไรเพียงแต่ปล่อยให้จิตมันคิดของมันเอง อย่าไปตั้งใจคิด

ที่นี้พอออกจากสมาธิมาแล้ว พอมันคิดอะไรขึ้นมาก็ทำใจดูมันให้ชัดเจน ถ้าจิตมันคิดไปเรื่อยๆ ก็ดูมันไปเรื่อยๆจะคิดไปถึงไหนช่างมัน ปล่อยให้มันคิดไปเลยเวลาคิดไป เราก็ดูไปๆๆๆ มันจะรู้สึกเคลิบเคลิ้มในความคิดแล้วจะเกิดกายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ

กายเบา กายสงบ ได้กายวิเวก จิตเบา จิตสงบ ได้จิตวิเวกทีนี้จิตสงบแล้ว จิตเป็นปกติได้ก็ได้อุปธิวิเวกในขณะนั้น

บริกรรมพุทโธกับการตามรู้จิตคือหลักเดียวกัน

ภาวนาพุทโธเอาไว้ พอจิตมันอยู่กับพุทโธก็ปล่อยให้มันอยู่ไปพอทิ้งพุทโธแล้วไปคิดอย่างอื่น ปล่อยให้มันคิดไปแต่ให้มีสติตามรู้…..พุทโธที่เรามาท่องเอาไว้ ๑. เพื่อระลึกถึงพระบรมครู ๒. เพื่อกระตุ้นเตือนจิตให้เกิดความคิดเอง

ทีนี้เมื่อจิตทิ้งพุทโธปั๊บ มันไปคิดอย่างอื่นขึ้นมาได้แสดงว่าเขาสามารถหาเหยื่อมาป้อนให้ตัวเองได้แล้วเราก็ไม่ต้องกังวลที่จะหาอารมณ์มาป้อนให้เขาปล่อยให้เขาคิดไปตามธรรมชาติของเขาหน้าที่ของเรามีสติกำหนดตามรู้อย่างเดียวเท่านั้นนี่หลักการปฏิบัติเพื่อจะได้สมาธิสัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน ต้องปฏิบัติอย่างนี้

อย่าข่มจิตถ้าจิตอยากคิด

ถ้าเราภาวนาพุทโธๆ แม้ว่าจิตสงบเป็นสมาธิถึงขั้นละเอียดถึงขั้นตัวหาย เมื่อสมาธินี้มันจะได้ผลไปตามแนวทางแห่งการปฏิบัติเพื่อมรรค ผล นิพพานภายหลังจิตที่เคยสงบนี้มันจะไม่ยอมเข้าไปสู่ความสงบมันจะมาป้วนเปี้ยนแต่การยืน เดิน นั่ง นอนรับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ซึ่งอันนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่หลวงพ่อเองประสบมาแล้วพยายามจะให้มันเข้าไปสู่ความสงบอย่างเคย มันไม่ยอมสงบ

ยิ่งบังคับเท่าไรยิ่งดิ้นรน นอกจากมันจะดิ้นแล้วอิทธิฤทธิ์ของมันทำให้เราปวดหัวมวนเกล้าร้อนผ่าวไปทั้งตัว เพราะไปฝืนความเป็นจริงของมันทีนี้ภายหลังมาคิดว่า แกจะไปถึงไหน ปรุงไปถึงไหน เชิญเลยฉันจะตามดูแก ปล่อยให้มันคิดไป ปรุงไป ก็ตามเรื่อยไป

ทีนี้พอไปๆ มาๆ ตัวคิดมันก็คิดอยู่ไม่หยุด ตัวสติก็ตามไล่ตามรู้กันไม่หยุด พอคิดไปแล้ว มันรู้สึกเพลินๆในความคิดของตัวเอง มันคล้ายๆ กับ ว่ามันห่างไกลไกลไปๆๆ เกิดความวิเวกวังเวง กายเบาจิตเบา กายสงบ จิตสงบ และพร้อมๆ กันนั้นน่ะทั้งๆ ที่ความคิดมันยังคิดไวเร็วปรื๋อจนแทบจะตามไม่ทัน ปีติและความสุขมันบังเกิดขึ้นแล้วทีนี้มันก็มีความเป็นหนึ่ง คือ จิตกำหนดรู้อยู่ที่จิต

ความคิดอันใดเกิดขึ้นกับจิตสักแต่ว่าคิด คิดแล้วปล่อยวางไปๆ มันไม่ได้ยึดเอามาสร้างปัญหาให้ตัวเองเดือดร้อนแล้วในที่สุดเมื่อมันตัดกระแสแห่งความคิดแล้ว มันวูบวาบๆเข้าไปสู่ความสงบนิ่งจนตัวหายเหมือนอย่างเคย จึงได้ข้อมูลขึ้นมาว่า…..อ๋อ ธรรมชาติของมันเป็นอย่างนี้ ศีลอบรมสมาธิสมาธิอบรมปัญญา ปัญญาอบรมจิต

ความคิดอันใดที่สติรู้ทันทุกขณะจิต ความคิดอันนั้นคือปัญญาในสมาธิเป็นลักษณะของจิตเดินวิปัสสนา พร้อมๆ กันนั้นถ้าจะนับตามลำดับขององค์ฌาน ความคิด เป็นตัววิตก สติรู้พร้อมอยู่ที่ความคิด เป็นตัววิจารเมื่อจิตมีวิตก วิจาร ปีติ และสุขย่อมบังเกิดขึ้นไม่มีปัญหา

ทีนี้ปีติเกิดขึ้นแล้ว จิตมันก็อยู่ในสภาพปกติ กำหนดรู้ความคิดที่เกิดๆ ดับๆ อยู่ตลอดเวลา ก็ได้ความเป็นหนึ่ง ถ้าจิตดำรงอยู่ในสภาวะเป็นอย่างนี้ ก็เรียกว่าจิตดำรงอยู่ในปฐมฌาน คือ ฌานที่ ๑ ประกอบด้วยองค์ ๕ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

ปล่อยจิตให้คิด เกิดความฟุ้งซ่านหรือเกิดปัญญา

ความคิดที่จิตมันคิดขึ้นมาเอง เป็นวิตก สติรู้พร้อม เป็นวิจารเมื่อจิตมีวิตก วิจาร ปีติ และความสุขย่อมเกิดขึ้นไม่มีปัญหาผลที่จะเกิดจากการตามรู้ความคิด ความคิดเป็นอารมณ์สิ่งรู้ของจิตเป็นสิ่งระลึกของสติ เมื่อสติสัมปชัญญะดีขึ้น เราจะรู้สึกว่าความคิด เป็นอาหารของจิต ความคิด เป็นการบริหารจิตความคิด เป็นการผ่อนคลายความตึงเครียด

ความคิด เป็นนิมิตหมายให้เรารู้ว่าอะไรเป็นเรื่องทุกข์ เป็นอนัตตาแล้วความคิดนี่แหละมันจะมายั่วยุให้เราเกิดอารมณ์ดี อารมณ์เสียเมื่อเรามองเห็นอารมณ์ดี อารมณ์เสีย มองเห็นอิฏฐารมณ์อนิฏฐารมณ์ ที่ก่อเป็นตัวกิเลส ทีนี้เมื่อจิตมีอิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์มันก็มีสุขบ้าง ทุกข์บ้างคละกันไป

ในที่สุดก็มองเห็นทุกข์อริยสัจ ถ้าจิตมันเกิดทุกข์ขึ้น ได้สติรู้พร้อมมองเห็นทุกข์อริยสัจ ถ้าจิตมีปัญญา รู้สึกมันจะบอกว่า อ้อ !นี่คือทุกข์อริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วมันจะดูทุกข์กันต่อไปสุข ทุกข์ ทั้งสองอย่างเกิดขึ้นสลับกันไป อันนี้คือกฎอริยสัจแล้วในที่สุดจิตมีสติมีปัญญาดีขึ้น มันจะกำหนดหมายรู้ว่านอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ

แล้วจะมองเห็นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไปอยู่อย่างนั้นยังกิญจิ สมุทย ธัมมัง สัพพันตัง นิโรธ ธัมมันติท่านอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมว่าสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา คือจุดนี้

เส้นทางตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้า

หลักการที่พระองค์ทรงยึดเป็นหลักปฏิบัติก็คือว่า ทำจิตให้มีสิ่งรู้ทำสติให้มีสิ่งระลึก พระองค์ทำลมอานาปานสติให้เป็นสิ่งรู้ของจิตแล้วเอาสติไปจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ พระองค์ทรงทำพระสติรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ทำให้พระองค์ต้องรู้ความหยาบความละเอียดของลมหายใจและรู้ความเปลี่ยนแปลงของลมหายใจ

ในขณะใดที่พระองค์ไม่ได้ดูลมหายใจ พระองค์ก็กำหนดดูอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในจิตของพระองค์ สิ่งใดเกิดขึ้นพระองค์ก็รู้รู้ด้วยวิธีการทำสติกำหนดจิต กำหนดคอยรู้ คอยจ้องดูอารมณ์ที่เกิดดับกับจิต ในเมื่อสติสัมปชัญญะของพระองค์มีความเข้มแข็งขึ้นสามารถที่จะประคับประคองจิตใจ ให้มีความรู้ซึ้งเห็นจริงในความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ในสภาวะที่เป็นไปตามธรรมชาติ

คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเมื่อรู้ว่าอารมณ์ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอารมณ์อันใด ที่จิตของพระองค์ยังยึดถืออยู่เมื่ออารมณ์สิ่งนั้นเกิดขึ้นก็มายุแหย่ให้จิตของพระองค์เกิดความยินดี เกิดความยินร้าย ความทุกข์ก็ปรากฏขึ้นภายในจิต

ทุกข์ที่ปรากฏขึ้นภายในจิตของพระองค์ พระองค์ก็กำหนดว่านี่คือทุกข์อริยสัจ เป็นทุกข์จริงๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อรู้ว่าเป็นทุกข์จริงๆ พระองค์ก็สาวหาสาเหตุ ทุกข์นี่มันเกิดมาจากเหตุอะไรทุกข์อันนี้เกิดมาจากตัณหา ตัณหาเกิดมาจากไหนเกิดมาจากความยินดี และความยินร้าย

ความยินดีเป็นกามตัณหา ความยินร้ายเป็นวิภวตัณหาความยึดมั่นถือมั่นในความยินดียินร้ายทั้ง ๒ อย่างเป็นภวตัณหาในเมื่อจิตมีภวตัณหา มันก็ย่อมมีความทุกข์เกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงทำให้พระองค์รู้ซึ้งเห็นจริงในอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อันนี้เป็นภูมิธรรมที่พระองค์ค้นคว้าพบ และตรัสรู้เองโดยชอบ – 003

……………………………….

คัดลอกจากหนังสือ ฐานิยบูชา ๒๕๔๔ – ๘๐ ปี หลวงพ่อพุธ (พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา) หน้า ๗-๒๔ 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สมาธิเพื่อชีวิต สมาธิไม่ใช่การนั่งหลับตาเท่านั้น : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on February 28, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/638490

สมาธิเพื่อชีวิต สมาธิไม่ใช่การนั่งหลับตาเท่านั้น : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันจันทร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.06 น.

“สมาธิเพื่อชีวิต”… มอบธรรม นำพร ๒๕๓๔ พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา หนังสือ ฐานิยบูชา ๒๕๔๔ – ๘๐ ปี หลวงพ่อพุธ หน้า ๗-๒๔

สมาธิตามธรรมชาติ

คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนของปัญญาชนไม่ใช่เป็นคำสอนของบุคคลผู้เชื่อในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลด้วยความงมงายศาสนาพุทธสอนให้คนเรียนให้รู้ธรรมชาติและกฎของธรรมชาติถ้าใครจะถามว่าธรรมะคืออะไร ? ธรรมะ ก็คือ ธรรมชาติธรรมชาติคืออะไร ? ก็คือ กายกับใจของเรา

สมาธิแบบพระพุทธเจ้า การกำหนดรู้เรื่องชีวิตประจำวันนี่เป็นเหตุเป็นปัจจัยสำคัญ สำคัญยิ่งกว่าการนั่งหลับตาสมาธิสอนสมาธิต้องสอนสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด ความรู้เห็นอะไรที่เขาอวดๆ กันนี่อย่าไปสนใจเลย ให้มันรู้เห็นจิตของเรานี่ รู้กายของเรารู้ว่าธรรมชาติของกายอย่างหยาบๆ มันต้องมีการเปลี่ยนอิริยาบถอยู่เสมอยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด อันนี้คือความจริงของกาย

สมาธิ…..เพื่ออะไร

ปัญหาสำคัญของการฝึกสมาธินี่บางทีเราอาจจะเข้าใจไขว้เขวไปจากหลักความจริงสมาธิอย่างหนึ่ง เราฝึกเพื่อให้จิตสงบนิ่งสมาธิอย่างหนึ่ง เราฝึกเพื่อให้มีสติสัมปชัญญะรู้ทันเหตุการณ์นั้นๆ ในขณะปัจจุบันสมาธิบางอย่าง เราปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเห็นภายในจิตเช่น รู้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ รู้เรื่องอดีต อนาคต

รู้อดีต หมายถึงรู้ชาติในอดีตว่าเราเกิดเป็นอะไรรู้อนาคต หมายถึงว่าเมื่อเราตายไปแล้วเราจะไปเป็นอะไรอันนี้เป็นการปฏิบัติเพื่อรู้อดีต เป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอนาคตก็เป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึงดังนั้น เราสนใจอยู่ในสิ่งที่เป็นปัจจุบันดีไหม

ที่ครูบาอาจารย์สอนว่า ทำกรรมฐานไปเห็นโน่นเห็นนี่นี่มันใช้ไม่ได้ ให้มันเห็นใจเราเองซิอย่าไปเข้าใจว่าทำสมาธิแล้วต้องเห็นนรกต้องเห็นสวรรค์ ต้องเห็นอะไรต่อมิอะไรสิ่งที่เราเห็นในสมาธิมันไม่ผิดกันกับที่เรานอนหลับแล้วฝันไปแต่สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ ต้องเห็นนี่ คือเห็นกายของเราเห็นใจของเรา

หลักสากลของการปฏิบัติสมาธิ

การบำเพ็ญสมาธิจิตเพื่อให้เกิดสมาธิ สติ ปัญญามีหลักที่ควรยึดถือว่าทำจิตให้มีอารมณ์สิ่งรู้ สติให้มีสิ่งระลึกจิตนึกรู้สิ่งใดให้มีสติสำทับเข้าไปที่ตรงนั้นยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิดเป็นอารมณ์จิต ฝึกสติให้รู้อยู่ตลอดเวลา

ไม่ว่าใครจะทำอะไร มีสติตัวเดียวเวลานอนลงไป จิตมันมีความคิดอย่างใดปล่อยให้มันคิดไปแต่ให้มีสติตามรู้ไปจนกว่าจะนอนหลับอันนี้เป็นวิธีการทำสมาธิตามหลักสากล

ถ้ามีใครมาถามว่า ทำสมาธินี่คือทำอย่างไร ? คำตอบมันก็ง่ายนิดเดียว การทำสมาธิคือการทำจิตให้มีสิ่งรู้ ทำสติให้มีสิ่งระลึกหมายความว่า เมื่อจิตของเรานึกถึงสิ่งใดให้มีสติสำทับไปที่ตรงนั้น เรื่องอะไรก็ได้ถ้าเอากันเสียอย่างนี้ เราจะรู้สึกว่าเราได้ทำสมาธิอยู่ตลอดเวลา

สมาธิ…..ไม่ใช่การนั่งหลับตาเท่านั้น

ถ้าหากไปถือว่าสมาธิคือการนั่งหลับตาอย่างเดียวมันก็ถูกกับความเห็นของคนทั้งหลายที่เขาแสดงออกแต่ถ้าเราจะคิดว่าอารมณ์ของสมาธิคือ การยืน เดิน นั่ง นอนรับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ไม่ว่าเราจะทำอะไรมีสติสัมปชัญญะรู้อยู่กับเรื่องปัจจุบัน คือเรื่องชีวิตประจำวันนี้เองเราจะเข้าใจหลักการทำสมาธิอย่างกว้างขวาง

และสมาธิที่เราทำอยู่นี่ จะรู้สึกว่านอกจากจะไปนั่งหลับตาภาวนา หรือเพ่งดวงจิตแล้วออกจากที่นั่งมา เรามีสติตามรู้ การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด แม้ว่าเราจะไม่นั่งสมาธิอย่างที่พระท่านสอนก็ได้เพราะว่าเราฝึกสติอยู่ตลอดเวลา เวลาเรานอนลงไปคนมีความรู้ คนทำงาน ย่อมมีความคิดในช่วงที่เรานอนนั่นแหละ เราปล่อยให้จิตเราคิดไปแต่เรามีสติตามรู้ความคิดจนกระทั่งนอนหลับ

ถ้าฝึกต่อเนื่องกันทุกวันๆ เราจะได้สมาธิอย่างประหลาดนี่ถ้าเราเข้าใจกันอย่างนี้ สมาธิจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสรรค์โลกให้เจริญแต่ถ้าหากจะเอาสมาธิมุ่งแต่ความสงบอย่างเดียวมันจะเกิดอุปสรรคขึ้นมาทันทีแม้การงานอะไรต่างๆ มองดูผู้คนนี่ขวางหูขวางตาไปหมดอันนั้นคือสมาธิแบบฤาษีทั้งหลาย

ทำสมาธิถูกทาง ไม่หนีโลก ไม่หนีปัญหา

ผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิที่ถูกต้องนี่สมมุติว่ามีครอบครัวจะต้องรักครอบครัวของตัวเองมากขึ้นหนักเข้าความรักมันจะเปลี่ยน เปลี่ยนจากความรักอย่างสามัญธรรมดากลายเป็นความเมตตาปรานี ในเมื่อไปเผชิญหน้ากับงานที่ยุ่งๆเมื่อก่อนรู้สึกว่ายุ่ง แต่เมื่อปฏิบัติแล้ว ได้สมาธิแล้ว งานมันจะไม่ยุ่ง

พอประสบปัญหาเข้าปุ๊บจิตมันจะปฏิวัติตัวพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆซึ่งมันจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติทีนี้บางทีพอเราหยิบปัญหาอะไรขึ้นมาเรามีแบบแผนตำรายกขึ้นมาอ่าน พออ่านจบปั๊บจิตมันวูบวาบลงไปปัญหาที่เราข้องใจจะแก้ได้ทันทีอันนี้คือสมาธิที่สัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน

แต่สมาธิอันใดที่ไม่สนใจกับเรื่องชีวิตประจำวันหนีไปอยู่ที่หนึ่งต่างหากของโลกแล้วสมาธิอันนี้ทำให้โลกเสื่อม และไม่เป็นไปเพื่อทางตรัสรู้ มรรค ผล นิพพานด้วย

ทุกคนเคยทำสมาธิมาแล้ว

ทุกสิ่งทุกอย่างเราสำเร็จมาเพราะพลังของสมาธิ ไม่มีสมาธิ เรียนจบปริญญามาได้อย่างไร ไม่มีสมาธิ สอนลูกศิษย์ลูกหาได้อย่างไร ไม่มีสมาธิ ทำงานใหญ่โตสำเร็จได้อย่างไร ไม่มีสมาธิ ปกครองบ้านเมืองได้อย่างไร

พวกเราเริ่มฝึกสมาธิมาตั้งแต่พี่เลี้ยงนางนมพ่อแม่สอนให้เรารู้จักกิน รู้จักนอน รู้จักอ่านรู้จักคนโน้นคนนี้ จุดเริ่มต้นมันมาแต่โน่นทีนี้พอมาเข้าสู่สถาบันการศึกษาเราเริ่มเรียนสมาธิอย่างจริงจังขึ้นมาแล้ว

แต่เมื่อเรามาพบพระคุณเจ้า หลวงพ่อ หลวงพี่ทั้งหลายนี้ท่านจะถามว่า “เคยทำสมาธิไหม”จึงทำให้พวกเราทั้งหลายเข้าใจว่าเราไม่เคยทำสมาธิ ไม่เคยปฏิบัติสมาธิมาก่อนเพราะท่านไปขีดวงจำกัดการทำสมาธิเฉพาะเวลานั่งหลับตาอย่างเดียว

ไม่เป็นชาววัดก็ทำสมาธิได้

ใครที่ยังไม่มีโอกาสจะเข้าวัดเข้าวามานั่งสมาธิหลับตาอย่างที่พระท่านชักชวนการปฏิบัติสมาธิเอากันอย่างนี้ ยืน เดิน นั่ง นอนรับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ให้มีสติอยู่ตลอดเวลาทุกคนได้ฝึกสมาธิมาตามธรรมชาติแล้วตั้งแต่เริ่มรู้เดียงสามาทีนี้เรามาเริ่มฝึกใหม่ นี่เป็นการเสริมของเก่าที่มีอยู่แล้วเท่านั้นอย่าไปเข้าใจผิด

ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นอารมณ์ของจิตเราทำให้สิ่งเหล่านี้ให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาเท่านั้นเวลานอนลงไป จิตมันคิดอะไร ให้มันคิดไปให้มีสติไล่ตามรู้มันไปจนกระทั่งนอนหลับปฏิบัติต่อเนื่องทุกวัน แล้วท่านจะได้สมใจอย่างไม่คาดฝัน

ในขณะทำงาน กำหนดสติรู้อยู่กับงานเวลาคิด ทำสติรู้อยู่กับการคิดโดยถือการทำงาน การคิด เป็นอารมณ์ของจิตโดยธรรมชาติของจิต ถ้ามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก จิตย่อมสงบ มีปีติ สุข เอกัคคตาได้ ในโอกาสใดโอกาสหนึ่งจนได้ ถ้าผู้ปฏิบัติตั้งใจทำจริง

นักธุรกิจทำสมาธิกับการงาน

มีผู้หญิงมาหาหลวงพ่อแล้วมาบอกว่า“หลวงพ่อหนูอยากจะฝึกสมาธิ แต่หนูนั่งสมาธิไม่เป็น”หลวงพ่อก็บอกว่า “คุณนั่งไม่เป็นก็ไม่ต้องนั่ง ให้ฝึกสติให้มันรู้อยู่กับการยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด”

ทีนี้เมื่อสมาธิมันเกิดขึ้นเพราะการปฏิบัติอย่างนี้ ภายหลังมานี่ความรู้สึกมันก็รู้สึกว่า เราทำอะไร พูด คิดอะไร มันเป็นสมาธิทั้งนั้นมันก็ไปสอดคล้องกันเอง มองเห็นงานที่มันเคยยุ่งๆ ตั้งแต่ก่อนเมื่อมีสมาธิดีแล้ว ไปประสบความยุ่งเหยิงอย่างนั้นจิตมันรู้สึกว่ามันไม่ยุ่ง มันสามารถแก้ไขปัญหาของมันได้

อย่างบางทีพอติดปัญหาปั๊บ กำหนดจิตมันวูบวาบไปปัญญาที่จะแก้ไขปัญหานั้นมันก็เกิดขึ้นแม้แต่เกี่ยวกับเรื่องงานเรื่องการก็เหมือนกันอันนี้เราไปติดอยู่ตรงที่ว่า อย่าไปคิดเรื่องโลกให้คิดแต่เรื่องธรรม แต่ความจริงโลกน่ะเป็นอารมณ์ของจิต

ในเมื่อจิตตัวนี้รู้ความจริงของโลกแล้วมันจะปลีกตัวไปลอยเด่นอยู่เหนือโลกและมันอาศัยโลกนั่นแหละ เป็นบันไดเหยียบไปสู่จุดที่อยู่เหนือโลกโลกทั้งหลายนี่เป็นอารมณ์ของจิต กายและใจของเราก็เป็นโลก

สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมทั้งหลายที่เราประสบอยู่เป็นเรื่องชีวิตประจำวันของโลก ในเมื่อเรามาฝึกสติให้รู้ทันโลกอันนี้แล้วจิตมันจะรู้แจ้งเห็นจริงในความเป็นจริงของโลก มันก็ปล่อยวางถึงแม้ว่ามันจะอยู่กับโลก มันก็แตะๆ แตะๆ มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างนี่เป็นแต่เพียงหน้าที่เท่านั้น แล้วมันจะจัดสรรตัวมันเองว่าเรามีหน้าที่อย่างไรควรจะรับผิดชอบอย่างไร มันจะปฏิบัติหน้าที่ไปตามหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

(ติดตามอ่านตอนต่อไป)
……………………………….

คัดลอกจากหนังสือ ฐานิยบูชา ๒๕๔๔ – ๘๐ ปี หลวงพ่อพุธ (พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา) หน้า ๗-๒๔ 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ภาระในโลกทำให้ใจขุ่นมัว’ โอวาทธรรม ‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท’ พระผู้เป็นดังผ้าขี้ริ้วห่อทอง

Posted on February 28, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/638143

'ภาระในโลกทำให้ใจขุ่นมัว' โอวาทธรรม 'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท' พระผู้เป็นดังผ้าขี้ริ้วห่อทอง

วันเสาร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.02 น.

“…เพราะฉะนั้นการอยู่ในโลก ก็จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องเลี้ยงชีวิตด้วยข้าวปลาอาหารต่างๆ นานา เขาก็พากันมีครอบมีครัวมีบ้านมีเรือน มีสร้างข้าวของเงินทองสะสมไว้

แล้วเมื่อถึงที่สุดแห่งชีวิต คือ ความตาย อันนี้ไม่ค่อยมีใครคิดถึง มีแต่จะคิดหาเงินหาทอง เอามากองไว้ในบ้านในเรือนในธนาคารต่างๆ นานา อันนี้แล้วก็ทำให้ใจนั้นห่วงอาลัยในชีวิต ตายไปก็ไม่รู้ใครจะเก็บครอง คิดไปอย่างนั้นอย่างนี้ นี่เรียกว่า ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ภาระอันนี้

ภาระอันนี้แหละเป็นสิ่งที่ว่า น้อมนำใจของเราให้เศร้าหมองขุ่นมัว เพราะฉะนั้นเราเป็นผู้ที่ใคร่ปฏิบัตินับถือครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติธรรมอันนี้ก็พึงสังวรณ์ และก็มีพระพุทธศาสนา มีครูบาอาจารย์ที่ได้แนะนำพร่ำสอน ให้เจริญสมาธิ ปัญญาเพื่อจะกำจัดมลทิน ของหัวใจให้คลายออกไปนี้ เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของมนุษย์เรา

เพราะทุกๆ คนนั้นก็ย่อมรู้ทุกๆ คนว่า เงินทองข้าวของนั้นเอาไปไม่ได้เลย แต่ก็ยังมีความห่วง ความอาลัย แล้วเราก็ไม่ค่อยได้เข้ามาประพฤติปฏิบัติธรรมะ อันนี้แหละเป็นเหตุบั่นทอนชีวิตของเรา…”

โอวาทธรรม หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หมั่น ‘ฝึกฝนจิตใจให้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง’ โอวาทธรรม ‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’

Posted on February 26, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/637996

หมั่น 'ฝึกฝนจิตใจให้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง' โอวาทธรรม 'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท'

วันศุกร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.42 น.

“…ชีวิตนี้เป็นประดุจผ้าขี้ริ้วเป็นเหมือนถังขยะที่คอยเก็บอานิสงส์ของกรรมดีชั่วแล้วก็ให้ผลแก่เราเป็นผู้เสวย ถ้าเรานำชีวิตที่เราพิจารณาเห็นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว น้อมพิจารณาให้เกิดธรรมะขึ้นภายในใจ ธรรมที่เกิดขึ้นภายในใจนั่นแหละจะเป็น “เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ขึ้นมาทันที เพราะร่างกายของคนนี้ไม่มีค่า มันมีค่าอยู่ที่หัวใจที่มีธรรม รูปธรรมทุกๆ อย่างจึงเป็นผ้าขี้ริ้ว นามธรรมคือหัวใจ ที่ฝึกปฏิบัติจนได้เห็นธรรมตามความสามารถ นั่นแหละเป็นทอง คือธรรมสมบัติอันล้นค่า ปรากฏเด่นขึ้นมาเป็นสักขีพยาน

แต่ถ้าพวกเราไม่สนใจในการฝึกจิตรักษาใจสร้างคุณงามความดีแล้วละก็ คนประเภทนี้ก็อาจเรียกได้ว่า “ผ้าขี้ริ้วห่อก้อนขี้หมา” เพราะเกิดมาเป็นมนุษย์ไม่รู้จักคุณค่าของคนแล้วยังไม่พอ ยังกลับไม่รูจักค่าของคุณงามความดีด้วย คือการปฏิเสธความดี แต่จิตนี้มั่งมีไปด้วยความชั่วเสีย เกิดเป็นคนแต่ใจไพล่ไปในทางเปรตผี รูปร่างแบ่งแยกมนุษย์ให้รู้ว่าสวยขี้เหร่อย่างใดใจก็แบ่งแยกมนุษย์เรื่องดี-ชั่ว สะอาด-สกปรก ได้อย่างนั้นเหมือนกัน 

เกิดเป็นคนเหมือนกันแต่ใจมันไม่เหมือนกัน ใจนี่แหละทำให้คนต่างกัน ไม่ใช่ร่างกาย ทรัพย์สมบัติเงินทองของนอกกาย…” 

คัดลอกบางตอนมาจาก หนังสือประวัติพระครูสุทธิธรรมรังษี หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิด ‘9 เกร็ดธรรม’ คำสอน ‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’ พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง

Posted on February 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/637764

เปิด '9 เกร็ดธรรม' คำสอน 'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท' พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.12 น.

“9 เกร็ดธรรม” คำสอนของพระอาจารย์ปู่เจี๊ยะ จุนโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี  

1.แต่ก่อนมีค่าเป็นร้อยเป็นชั่ง

ในปัจฉิมวัย ไม่ว่าในคราใดท่านประสบอาพาธหนัก นอนเป็นอัมพาตอยู่บนเตียง ท่านไม่แสดงความหวั่นไหว บ่งบอกความแข็งแกร่งนิสัยอาชาไนยอีกทั้งยังแสดงธรรมสอนลูกศิษย์ที่ไปเยี่ยมด้วยการเอาร่างกายของท่านเป็นเครื่องเปรียบเสมอว่า “ตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว มีค่าเป็นร้อยเป็นชั่ง พอเดี๋ยวนี้ ๕๐ สตางค์ก็ไม่มีใครเอา”

2.กรรมที่เคยฆ่าหมา

ท่านเล่าถึงสาเหตุที่ต้องได้ทำการผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทนอนแกร่วเป็นอัมพาตนี้ว่า“ตอนเป็นหนุ่ม เราเลี้ยงหมูไว้แยะ ต้มข้าวเอาไปวางให้หมูหมามันมากินหมด โมโหจัดจึงเอาไม้คานเจ็กตีหมาโป้งเดียวจอดสลบด้วยความที่โกรธจัด แม้หมาตัวนั้นจะนอนแน่นิ่งเหมือนตายแล้วก็คงเอาไม้คานตีกระหน่ำอยู่อย่างนั้นตีจนกระทั่งมันฟื้นขึ้นมาอีก ฟื้นขึ้นมาอีกตีซ้ำลงอีกแบบทารุณไร้เมตตาธรรมคราวนี้หมามันชักตาย…เสร็จเลยกรรมอันนี้แหละ เป็นกรรมในปัจจุบันชาติที่เราต้องชดใช้”

3.กรรมรีดลูกปลา

“และที่เรามีอาการชาและแบบที่ผิวหนังรอบทวารหนักไม่สามารถนั่งตัวตรงเป็นเวลานานๆ ได้นั้นก็เป็นกรรมในปัจจุบันซาติเช่นเดียวกันคือ ตอนหนุ่มๆ เราชอบเลี้ยงปลาเข็ม ปลาหัวเงินตามประสาเด็กรุ่นๆ ทำสนุกสนาน เวลาปลาหัวเงินปลาเข็มมันท้องแก่แต่ยังไม่ถึงเวลาคลอดลูก เราชอบรีดท้องรีดเอาลูกมันออกมาก่อนเวลา เอามาเลี้ยง มันทันใจดีเมื่อรีดเอาลูกมันออก แม่มันก็ตายด้วยผลกรรมคือรีดลูกจากท้องปลาที่เผ็ดร้อนทารุณนี้จึงเป็นกรรมที่ทำให้เราก้นชาและแสบทวารอยู่ไม่หาย”

4.ไม่เป็นไร ตายแล้วต่างคนต่างไป

ในบางวันมีผู้คนมากราบมากจนอลหม่านอย่างเช่นวันคล้ายวันเกิด จะมีทั้งพระและฆราวาสมาจากทุกสารทิศผู้อุปัฏฐากใกล้ชิดจำเป็นต้องห้ามต้องกันผู้คนทั้งที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคยไม่ให้เข้ากราบ ปิดประตูห้องบางคนก็บ่นหาว่ากีดกันไปต่างๆ นานาผู้ที่เฝ้าอย่างใกล้ชิดก็รู้สึกกดดัน เครียดอยู่ไม่น้อยเมื่อกราบเรียนถามท่าน ท่านก็ตอบสั้นว่า “ไม่เป็นไร ตายแล้วต่างคนต่างไป” 

5.คาถาหลวงปู่เจี๊ยะ

วันไหนท่านปวดที่ขา ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวหรือเจ็บปวดในที่อื่นใดก็ตามท่านก็จะให้ผู้ที่ดูแลท่องคาถาเป่าให้ท่านท่านบอกว่าเป็นคาถาดี โดยให้ท่องว่า “นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา” “ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่านผู้หลุดพ้นทั้งหลาย ความนอบน้อมจงมีแก่ธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นทั้งทลาย”

6.หัวล้านจริงๆ 

บางวันท่านพูดตลกขำขันจนผู้คนที่มาเข้ากราบเฮตึงๆ วันนั้นร่างกายท่านสดใสแข็งแรงขึ้นบ้างตามสภาพ มีคนขอให้ท่านจับหัวให้เป็นศิริมงคล

คนแรกผู้ชายผมยาวๆ ท่านก็เคาะๆ คนที่สองผมเกรียนๆ ท่านก็เคาะๆคนที่สามเป็นคนหัวล้าน หัวล้านเอามากๆท่านเคาะๆ แล้วลูบๆ คลำๆ ที่ศีรษะแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงดังๆ ทั้งๆ ที่ป่วยนอนอยู่บนเตียงให้พรโยมหัวล้านคนนั้นว่า “หัวล้านหัวเหลือง หัวละเฟื้องสองไพ หัวล้านจริงๆ ผู้หญิงชอบใจ”

คนที่นั่งอยู่เต็มบริเวณหัวเราะกันเฮๆ ด้วยว่าในวันนั้นอากาศมันร้อนอบอ้าวคนที่มากราบ เหงื่อไหลไคลย้อยไปตามๆ กันภายในจิตในใจของแต่ละคนคงบ่นๆ ถึงดินฟ้าอากาศท่านจึงพูดขึ้นอีกว่า “มนุษย์ขี้เหม็น เคี่ยวเข็ญเทวดา ฝนตกก็แช่ง ฝนแล้งก็ด่า” 

7.พูดตรงๆ 

หลวงปู่ท่านเป็นพระที่พูดตรงๆ ตรงจนบางครั้งตลกขำกลิ้งไปเลยก็มี อย่างเช่นเวลาเข้าห้องน้ำปวดท้องอึ ท่านจะอึออกยากมากต้องเบ่งเป็นเวลานานๆ เวลาท่านอึที่ห้องน้ำ พระจะช่วยให้ท่านขับถ่ายง่ายขึ้นพระจะพยามยามพูดว่า “เบ่ง อืดดดดๆ ๆ ๆ ออกๆ” ตามจังหวะกลั้นลมหายใจยาวๆ เมื่อพระพูดมากเข้า ท่านจึงพูดสวนขึ้นทันที “มึงเบ่งทำไมวะ มึงไม่ได้ขี้ กูเป็นคนขี้ เดี๋ยวกูเบ่งเอง กูขี้เอง มึงเบ่งแล้วกูจะขี้ออกหรือ?” พระทั้งหลายที่อยู่ในห้องน้ำสุดที่จะกลั้นหัวเราะไว้ได้

8.รักสัตว์

หลวงปู่เจี๊ยะชอบเลี้ยงหมาไทยหลังอานสมัยก่อนที่ท่านจะอาพาธ ทานชอบเลี้ยงแมวกับหมาท่านพูดกับแมวกับหมาเหมือนพูดกับคนบางทีท่านฉันข้าวไปด้วยป้อนข้าวแมวไปด้วยท่านมีเมตตาเป็นสาธารณะจริงๆ

“มึงไปเที่ยวสาวไกลๆ ระวังเถอะจะตาย” ท่านพูดกับหมาหลังอานของท่านแล้วท่านก็พูดสั่งสอนตักเตือนต่างๆ เหมือนพูดกับคน

วันหนึ่งท่านสั่งให้พระจับหมาขังกรงไว้ไม่ปล่อยให้มันไปเที่ยวไหนๆ พระสงสารเห็นหมามันร้องเอ๋งๆ ก็ปล่อยออกไปพอปล่อยออกไปมันก็ไปเที่ยวหาตัวเมีย เขาก็เอามีดฟันคอมันตายพวกพระจึงถึงบางอ้อว่า ที่ท่านขังไว้ไม่ปล่อยไปเพราะท่านรู้ว่าถ้าปล่อยไป เขาจะฆ่ามันตาย

9.ย้ำให้ว่าพุทโธเร็วๆ

แม้ในขณะที่นอนป่วยอยู่บนเตียง เมื่อมีคนมาถามเรื่องภาวนาท่านจะเมตตาตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ให้พุทโธ เร็วๆ ๆ เหมือนรั้วบ้านเราถี่ๆ อะไรล่ะจะเข้ามาได้” แล้วท่านก็พูดเรื่อง กิเลส กรรม วิบาก ว่า พวกเราทุกคนอยู่กับร่างกายนี้มาหลายภพชาติแล้ว แต่อวิชชามันปิดบังจึงจำไม่ได้ ให้พากันปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา นะ เพราะว่า ศีลเป็นเหตุ สมาธิเป็นผล สมาธิเป็นเหตุ ปัญญาเป็นผล ปัญญาเป็นเหตุ วิมุตติเป็นผลฯ (จบ)

……………………….

ตามรอยพระอริยะเจ้า! “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท” พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ปัจฉิมกาล! ‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’ พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทองเป็นผู้ป่วยของศิริราช

Posted on February 24, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/637552

ปัจฉิมกาล! 'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท' พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทองเป็นผู้ป่วยของศิริราช

วันพุธ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.03 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2528 – 2547 หรือในช่วงระยะ 19 ปีที่ผ่านมา ร่างกายหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ไม่ค่อยแข็งแรง ถูกรุมเร้าด้วยอาพาธเสมอ สาเหตุเนื่องมาจากทำงานหนัก ตั้งแต่เป็นวัยหนุ่มจนกระทั่งเข้าสู่ปัจฉิมวัย

*เป็นผู้ป่วยของศิริราช

หลวงปู่เจี๊ยะมีประวัติการรักษา เป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราช ครั้งแรกวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2528 ด้วยอาการเกี่ยวกับหลอดเลือดในสมอง โดยศาสตราจารย์นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ และศาสตราจารย์นายแพทย์เติมชัย ไชยนุวัติ เป็นแพทย์เจ้าของไข้

วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2528 จักษุแพทย์ผ่าตัดใส่เลนส์เทียมที่ตาข้างขวา วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2529 ผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท 

3 ปีต่อมาท่านเริ่มมีอาการชาที่ผิวหนังรอบทวารหนัก ไม่สามารถนั่งตัวตรงเป็นเวลานานได้ศาสตราจารย์นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ ได้นิมนต์ท่านเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศิริราช หลายครั้งแต่อาการไม่ดีขึ้น 

ในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 เวลา 18.30 น. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์เฉลิมชาติ รัตนเทพ ได้ทำการผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทให้แก่ท่านเป็นครั้งที่ 2 แต่อาการยังไม่ดีขึ้น

ในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2532 เวลา 19.30 น.ศาสตราจารย์นายแพทย์เจริญ โชติกวณิชย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์เฉลิมชาติ รัตนเทพ จึงได้ร่วมกันผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทให้แก่ท่านอีกเป็นครั้งที่ 3 ณ โรงพยาบาลศิริราช หลังผ่าตัดสามารถเดินได้ดีขึ้น และอาการชาบริเวณทวารหนักดีขึ้น 

วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2541 หลวงปู่เจี๊ยะหกล้มมีอาการหลังเท้าซ้ายบวม ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ท่านได้ไปโรงพยาบาลศิริราช แพทย์ได้ตรวจพบว่า กระดูกนิ้วนางและนิ้วก้อยเท้าซ้ายหัก พร้อมกันนี้ท่านได้รับการรักษาโรคต้อหินที่ตาทั้งสองข้างด้วย

ท่านได้รับการรักษาโรคตาเป็นต้อหินที่โรงพยาบาลศิริราช เป็นระยะ โดยจักษุแพทย์คือรองศาสตราจารย์แพทย์หญิงงามแข เรืองวรเวทย์ และได้ไปทำการผ่าตัดรักษาต้อหินที่ตาข้างซ้ายที่โรงพยาบาล ตา หู คอ จมูก โดยนายแพทย์อัทยา เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2543

วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2544 เวลาประมาณ 03.00น.ท่านตื่นจากจำวัดออกกำลังกายด้วยการชกลมตามปกติ เมื่อชกลมเสร็จแล้วท่านจะออกกำลังกายในท่านอนเตะไปด้านซ้ายขวาด้านละ38-39 ครั้ง เกิดอาการชาขากรรไกรแข็งพูดไม่ได้ เนื่องจากเส้นหิตในสมองแตก ทำให้สมองบวม

คณะศิษย์รีบนำส่งโรงพยาบาลศิริราช ท่านมีอาการเส้นโลหิตในสมองซีกขวาแตก มีเลือดคั่งในสมองจำนวนมาก แขนขา ซีกซ้ายอ่อนแรง ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเอาก้อนเลือดออกโดยรีบด่วน ท่านอาจมรณภาพได้

*ผ่านวิกฤตทางสมอง

วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2544 ตอนเช้ามืด คณะแพทย์ ผู้ถวายการรักษาจึงได้เรียนเชิญให้ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์นายเเพทย์วรวุฒิ จรรยาวนิชย์ เป็นผู้ทำการผ่าตัดรักษา หมอได้นำท่านเข้าห้องผ่าตัดสมอง

หลังจากผ่าตัดแล้วประมาณ 7 วัน เกิดอาการเลือดคั่งในสมองอย่างแรง หมอได้เปิดบาดแผลที่ผ่าไว้เดิม โดยเลาะด้ายเย็บกะโหลกศีรษะออกเพื่อรักษาอาการเลือดคั่งในสมองอีก รวมทั้งหมด

ท่านได้เข้าพักที่ห้องพิเศษที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นเวลาหลายเดือน ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ กล่าวคือ องค์ท่านสามารถพูดได้ ฉันอาหารเองได้เพียงแต่มีอาการแขนและขาข้างซ้ายเป็นอัมพาต เมื่ออาการท่านทรงตัวได้ คณะศิษย์จึงนิมนต์ท่านกลับมาพักที่ห้องพยาบาลพิเศษ วัดป่าภูวิทัตตปฏิปทาราม ที่คณะศิษย์ ร่วมกันถวาย

แต่ต่อมาหลวงปู่เจี๊ยะเริ่มมีปัญหาในการฉันอาหาร ทางคณะลูกศิษย์ทั้งฝ่ายสงฆ์และฆราวาสจึงมีความเห็นร่วมกันว่า ควรจะถวายอาหารทางสายยางผ่านผนังหน้าท้อง เข้าสู่กระเพาะอาหารโดยตรง จึงได้นิมนต์องค์ท่านเข้ารับการผ่าตัดใส่สายยาง ณ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ

วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2544 หลวงปู่เจี๊ยะเข้ารับการรักษาเรื่องกระจกตาข้างขวาอักเสบ รองศาสตราจารย์นายแพทย์อภิชาติ สิงคาลวณิช เป็นผู้ถวายการรักษาจนกระทั่งหาย

วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 หลวงปู่เจี๊ยะเข้ารับการรักษาเรื่องอาการปวดท้อง โดยรองศาสตราจารย์นายแพทย์สุชาย สุนทราภา และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ธัญเดช พิมานวุฒิพงษ์ เป็นผู้ถวายการรักษาท่านจนกระทั่งหาย และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ธัญเดช นิมมานวุฒิพงษ์ เป็นผู้เปลี่ยนสายยางให้อาหารที่หน้าท้องแก่หลวงปู่เป็นระยะๆ

วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2545 หลวงปู่เจี๊ยะ มีอาการน้ำท่วมปอดและหัวใจล้มเหลว ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์รุ่งนิรันดร ประดิษฐ์สุวรรณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์วันชัย เดชสมฤทธิ์ฤทัย และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์เดโช จักราพานิชกุล เป็นผู้ถวายการรักษาแก่หลวงปู่เจี๊ยะ 

หลังจากนั้นท่านได้ไปเข้าโรงพยาบาลเป็นระยะๆ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯโดยมีศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลเป็นประธานคณะแพทย์ที่ถวายการรักษา เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะ อาการดีขึ้นจึงกลับไปรักษาที่วัดตามเดิม

*เทศนาพระอรหันต์ละสังขาร

วันที่หลวงปู่เจี๊ยะ จะเข้าโรงพยาบาลศิริราชเป็นครั้งสุดท้ายนั้น หลวงตามหาบัวท่านได้เดินทางไปเยี่ยมดูอาการป่วยของท่านที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2547 ท่านได้เข้าไปดูภายในภูริทัตตเจดีย์ได้เทศนาถึงความรัก ความเมตตาที่ท่านพระอาจารย์มั่นมีต่อหลวงปู่เจี๊ยะ และกล่าวชมสรรเสริญภูมิจิต ภูมิธรรมของหลวงปู่เจี๊ยะเป็นอเนกปริยาย

หลังจากท่านเข้าชมภูริทัตตเจดีย์แล้วท่านจึงเดินทางมาที่หลวงปู่เจี๊ยะพักอาพาธอยู่ ได้ทักทายพร้อมกับลูบที่มือกล่าวว่า”หลวงตาบัวมาเยี่ยม” 

“เราไม่พูดอะไรมาก เพราะจะเป็นการรบกวนท่าน” แล้วจึงนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง และได้เทศนาธรรมให้ประชาชนญาติโยมที่ติดตามมาเป็นจำนวนมากในเรื่องว่า “พระอรหันต์ละสังขาร”ประหนึ่งจะเป็นเครื่องหมายเตือนสานุศิษย์ให้ได้ทราบล่วงหน้าว่า คราวนี้เป็นคราวสุดท้ายของหลวงปู่เจี๊ยะแล้ว สังขารที่แบกหามมานานถึงกาลที่จะต้องทิ้งกันไปแล้ว

เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนหลวงตามหาบัวจะมา หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านจะมีอาการไอไม่หยุดเมื่อหลวงตามาถึงเท่านั้นแหละ อาการไอที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรงนั้น ประหนึ่งว่าไม่เคยไอเลย หลวงปู่ท่านนอนนิ่งแสดงคารวะธรรมที่หลวงตามาเยี่ยม 

เป็นกิริยาแสดงความเคารพยิ่งแม้ในขณะที่ป่วย แม้หลวงตาจะเทศน์นานเท่าใด ท่านก็ไม่ไอเลยแม้แต่ครั้งเดียว พระบางรูปที่นั่งอยู่บริเวณนั้นถึงกับอุทานว่า “อัศจรรย์! หลวงปู่เข้าฌานสมาบัติ”

แต่เมื่อหลวงตาเดินทางกลับเท่านั้นแหละ หลวงปู่เจี๊ยะกลับมาไออย่างรุนแรงเหมือนเดิม แม้ด้วยสายตาปุถุชนก็เห็นเรื่องนี้แจ่มชัดอย่างนั้น ก็พอจะอนุมานได้ว่า เรื่องที่จะทำอย่างนี้ได้มิใช่วิสัยสามัญชนคนธรรมดาจะทำได้ ต้องเป็นผู้มีความรู้พิเศษมีภูมิธรรมชั้นสูงที่สามารถระงับเวทนาขันธ์ได้

*เรื่องพระสารีบุตรปรินิพพาน

ในวันนั้นหลวงตานั่งข้างเตียงอาพาธได้กล่าวธรรมเทศนาแบบสบายๆ เพื่อให้หลวงปู่เจี๊ยะรื่นเริงในธรรม และเป็นเชิงเล่าเรื่องชาดกให้ลูกหลานฟังความว่า…พระสารีบุตรเถระ ทำวัตรแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเข้าสู่ที่พักกลางวัน ปัดกวาด ปูแผ่นหนัง ล้างเท้า นั่งขัดสมาธิเข้าผลสมาบัติ ครั้นออกจากสมาบัติแล้วเกิดปริวิตกว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพานก่อนหรือหลังพระอัครสาวก ก็รู้ว่าอัครสาวกก่อน จึงสำรวจดูอายุของตน ก็รู้ว่าอายุสังขารของตนจักเป็นไปได้เพียง 7 วันเท่านั้นจึงดำริว่าจักปรินิพพานที่ไหนหนอ?

คิดว่า ท่านราหุลปรินิพพานในดาวดึงส์ ท่านพระอัญญา โกญฑัญญะ ปรินิพพานในสระฉัททันต์ เราเล่าจะปรินิพพาน ณ ที่ไหน เกิดจิตปรารภขึ้นว่า มารดาของเราแม้เป็นมารดาพระอรหันต์ 7 รูป ก็ไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ 

พิจารณาว่ามารดาจักบรรลุธรรมด้วยเทศนาของเรา หากว่าเราพึงเป็นผู้ขวนขวายน้อยแล้วไซร้ จะเป็นที่ครหาว่ากล่าวได้ว่า “พระสารีบุตรเป็นที่พึ่งของเทวดาและมนุษย์มากมายนับไม่ได้ อนึ่งเล่า ตระกูล 80,000 ตระกูล เลื่อมใสในเรา บังเกิดในสวรรค์ แต่ไม่อาจกำจัดแม้เพียงความเห็นผิดของมารดาได้”

จึงตกลงใจว่า เราจักเปลื้องความเห็นผิดของมารดา แล้วจักปรินิพพานในห้องน้อยที่บ้านเกิด จึงเข้าไปทูลลาพระพุทธเจ้าเพื่อไปปรินิพพานว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ต่อไปนี้อีก 7 วัน ถ้าพระองค์จักทอดเรือนร่างเหมือนวางภาระลง ขอพระพุทธองค์ทรงอนุญาต”

พระเถระรู้ว่า พระพุทธองค์มีพระประสงค์ให้แสดงฤทธิ์ คือ ตามธรรมดา พระพุทธองค์ไม่อนุญาตให้พระสาวกแสดงฤทธา ศักดานุภาพ แต่คราวนี้เป็นคราวสุดท้ายที่พระสารีบุตรมากราบทูลลา เพื่อนิพพาน พระพุทธองค์จึงตรัสแก่พระสารีบุตรว่า “สารีบุตร เธอจะแสดงอะไรให้เป็นที่ระลึกแก่พวกน้องๆ ก็จงแสดงเป็นที่ระลึก เป็นมหามงคลต่อไปอีกนาน”

เมื่อพระพุทธองค์ทรงอนุญาตแล้วพระเถระจึงแสดงปาฏิหาริย์ครั้งใหญ่ โลดสูง 7 ชั่วต้นตาล ยืนอยู่ท่ามกลางอากาศ แล้วจึงลงมา แสดงธรรมกราบทูลพระศาสดาว่า 1 อสงไขย กำไรแสนกัป  นั่นเป็นการเห็นครั้งแรก นี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย

พระศาสดาตรัสกับเหล่าภิกษุผู้ยืนล้อมอยู่ว่า พวกเธอจงตามไปส่งพี่ชายใหญ่ของพวกเธอเถิด พี่ชายใหญ่ของเธอทั้งหลาย ลาโลก ลาสงสาร วัฏฎวนกองทุกข์ไปในคราวนี้แล้ว 

*อนุเคราะห์สุดท้าย

ตลอดระยะเวลา 7 วันที่พระสารีบุตรเดินทางกลับบ้านนาลกคาม ซึ่งเป็นบ้านเกิด เพื่อโปรดโยมมารดา ได้อนุเคราะห์ผู้คนด้วยธรรมเทศนาตลอด ถึงบ้านนาลกคาม (นาลันทา) ในเวลาเย็น แล้วหยุดพักที่ต้นไทรใกล้ประตูบ้าน นายอุปเวรตะซึ่งเป็นหลานชายจึงมาพบเข้า ท่านจึงพูดว่า “ย่าของเจ้าอยู่ในเรือนหรือ ไปบอกย่าเจ้าด้วยว่าเรากลับมาบ้านให้ช่วยจัดห้องน้อยที่เราเคยเกิดให้เราด้วยตัว และจัดที่พักสำหรับภิกษุ 500 รูปด้วย”

หลานจึงนำเรื่องไปบอกแก่นางพราหมณีผู้เป็นโยมมารดา นางคิดว่า “สารีบุตรบวชเมื่อหนุ่มเป็นคฤหัสถ์ เมื่อแก่สงสัยอยากสึกในเวลาพลบค่ำโรคลงโลหิตกำเริบอย่างหนัก เกิดเวทนาใกล้ตายแก่พระเถระ โยมแม่ท่านยืนอยู่ที่ประตูห้องคิดว่า บุตรของเราบวชแล้วมาตายแบบนี้น่าเสียใจจริงๆ

ท้าวมหาราชทั้ง 4 ตรวจดูทราบว่า พระสารีบุตรจักปรินิพพานในห้องน้อยที่บ้านเกิด จึงรีบลงมาไหว้ ยืนอยู่ไม่นานท้าวสักกะจอมเทพ…ท้าวสุยามะ…ท้าวมหาพรหมก็พากันมาสักการะพระเถระแล้วเหาะจากไป

โยมมารดาเห็นเทวดามากราบไหว้และเหาะจากไป จึงเข้าไปในห้องพระเถระ สนทนาถามตอบกันว่า “ลูกเป็นใหญ่กว่าท้าวมหาราชทั้ง4หรือ??” 

พระสารีบุตรกล่าวตอบว่า “ท้าวมหาราชนั้นก็เหมือนคนวัดนั่นแหละโยมแม่ ทรงถือพระขรรค์อารักขาตั้งแต่พระศาสดาทรงปฏิสนธิ”  โยมมารดาถามอีกว่า “ลูกเป็นใหญ่กว่าท้าวสักกะจอมเทพหรือ??

พระสารีบุตรกล่าวตอบ “โยมแม่เอ๋ย ท้าวสักกะนั้นก็เหมือนสามเณรน้อยๆ ของพระศาสดา” 

โยมแม่ของพระสารีบุตรคิดว่า บุตรของเรายังมีอานุภาพมากถึงเพียงนี้ แล้วพระบรมศาสดาจะมีอานุภาพมากสักเพียงไหน ความอัศจรรย์และปีติจึงเกิดขึ้นอย่างมาก 

พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า โยมแม่ สมัยพระศาสดาประสูติ ตรัสรู้ ประกาศธรรมจักร พันโลกธาตุหวั่นไหว แล้วจึงกล่าวพรรณาพุทธคุณอย่างพิสดารจบลง โยมมารดาได้สำเร็จโสดาปัตติผล 

ค่าน้ำนมข้าวป้อน ได้รับการชุดใช้ด้วยธรรมะ จวนใกล้สว่างพระเถระให้พระจุนทะยกท่านลุกขึ้นนั่ง ครั้นแสงอรุณปรากฏ มหาปฐพีเลือนลั่น ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ จากนั้นพระพุทธองค์โปรดให้สร้างพระเจดีย์ 

*พระอรหันต์นิพพานง่าย

เมื่อหลวงตามหาบัวแสดงเรื่องพระสารีบุตรปรินิพพานจบลง ท้ายกัณฑ์เทศท่านได้สรุปเรื่องพระอรหันต์กับธาตุขันธ์ดังนี้ว่า… พระอรหันต์ท่านหมดกิเลสทุกอย่างแล้ว ก็มีแต่ความรับผิดชอบในธาตุขันธ์ ไม่ได้เป็นในหัวใจท่านผู้สิ้นกิเลสแล้ว เรียกว่าท่านรับผิดชอบตั้งแต่ท่านบรรลุธรรมตรัสรู้ธรรมแล้ว จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของลมหายใจขาด ท่านก็ปล่อยเลย

พระอรหันต์กับธาตุขันธ์มีความรับผิดชอบเสมอกันกับโลกทั่วๆไป เป็นแต่เพียงท่านไม่ยึด เช่นเดินไปกำลังจะเหยียบรากไม้ แต่คิดว่านั้นเป็นงู ท่านก็ต้องมีการกระโดดข้ามหรือหลบเป็นธรรมดา 

หรือท่านจะลื่นหกล้ม ท่านก็พยายามช่วยตัวเองไม่ให้ล้ม ต่างกันกับคน ทั่วๆ ไปตรงที่ว่า คนทั่วไปจิตใจร้อนวูบๆ เพราะอุปาทานยึดสั่น ส่วนจิตพระอรหันต์ท่านเพียงแต่แย็บเท่านั้น ต่างกันตรงนั้น 

อย่างที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน บรรดาพระอรหันต์ปลงธรรมสังเวช คือขันธ์ท่านแสดงอาการเช่นน้ำตาร่วง ไม่ใช่จิตใจของท่านเป็น เวลาท่านจะไปจริงๆ ขันธ์ 5 เป็นวาระสุดท้าย ส่วนนอกนั้นก็ปล่อยไปหมดแล้ว รับทราบเป็นธรรมดา ส่วนธาตุขันธ์รับทราบตลอดทั้งๆ ที่ปล่อยแล้ว เจ็บก็บอกว่าเจ็บ ปวดก็บอกว่าปวด หนาวก็บอกว่าหนาว ร้อนก็บอกว่าร้อน แต่เป็นอยู่ภายในขันธ์ล้วนๆ

อันนั้นชอบ อันนี้ไม่ชอบ ล้วนอยู่ภายในวงขันธ์ ไม่ได้เข้าถึงจิต ถ้าว่าอันนี้ดี ก็ดีอยู่ในวงขันธ์ ไม่ได้ยึดมั่น อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในโลก ถ้าหากว่าจะเทียบ แล้ว เหมือนเรานั่งอยู่นี่ มีเด็กหรือผู้คนสัญจรไปมา เราไม่ว่าเขารบกวน แต่เขาเป็นของเขาอย่างนั้น พันธุ์ก็ไม่ได้ว่ารบกวนจิตใจ เป็นเพียงรับทราบกัน

นี่แหละสมมุติมันหดเข้ามา เจ็บท้องปวดศีรษะหมดไป จะหดเข้าไป ความรับผิดชอบในวงขันธ์หดเข้ามา จะเข้ามาจุดที่บริสุทธิ์ตามธาตุขันธ์ที่บริสุทธิ์ พอหดเข้ามาความทุกข์ร้อนในร่างกายจะหมดไปๆ สุดท้ายความทุกข์ทั้งหลายในร่างกายนี้ไม่มีเลย เงียบไปหมด นี้เรียกว่าสมมุติครั้งสุดท้ายของขันธ์จะดับวูบลง ขณะที่ลมหายใจขาด พอลมหายใจขาดปั๊บ ขันธ์ดับวูบลง จิตดวงที่บริสุทธิ์รับทราบจะดีดออกเป็นธรรมชาติ

ในขณะที่ท่านจะดับขันธ์นั้น ท่านไม่มีทุกข์อะไรเลย บรรดาพระอรหันต์ไม่มี คนทั้งหลายมีความทุกข์ความเดือดร้อน ดีไม่ดี ตกเจียงไปก็มี ไม่มีสติสตังเพราะความทุกข์มากนะ แต่พระอรหันต์ท่านไม่เป็นอย่างนั้น  เวลาจะไปจริงๆ ความทุกข์ทั้งหลายหดเข้ามาหมด ตาเหมือนตาไม้ ไผ่ หูก็หูกะทะ อวัยวะต่างๆ เป็นเหมือนซุงทั้งท่อน คือความรู้อันนี้หดเข้าแล้ว ทุกขเวทนาอยู่ในขันธ์ พอความรู้ หดไป ทุกขเวทนาก็หมด ก็เหลือแต่ความรู้ที่ปล่อยความรับผิดชอบออกไป ยุบพอปล่อยปั๊บพร้อมกับลมหายใจออกไป ขาดปั๊บหมด นี่แหละสมมติทั้งมวลหมดในวาระสุดท้ายคือขันธ์ 5 ท่านไปง่ายๆ ท่านไม่ลำบาก ลำบนไม่เหมือนพวกเรา พระอรหันต์ท่านนิพพานง่ายๆ ใต้ร่มไม้ชายเขาที่ไหน 

นี่แหละพระพุทธศาสนาของเราเป็นศาสนาชั้นเอกพิสูจน์ด้วยตนพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่สงสัยประจักษ์ผลเป็นพยาน ตลอดจนบาปบุญ นรกสวรรค์ นิพพานท่านเจิดจ้าอยู่ภายในใจนี้ พวกเราตาบอดว่าไม่มี สิ่งที่ว่าไม่มี มันเผาเรา เวลาตายก็เผาตัวเอง

*เหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์

เมื่อหลวงตามหาบัวท่านเทศนาธรรมจบเวลา 14.00 น. ท่านจึงลุกขึ้นมอง หลวงปู่เจี๊ยะอย่างเพ่งพินิจสุขุม แล้วกล่าวคำบอกลา “ผมกลับก่อนนะ” คำนี้เป็นคำสั่งลากันครั้งสุดท้ายของพระมหาเถระ ทั้งสอง

หลังจากหลวงตามหาบัวกลับไป 2 ชั่วโมง อาการป่วยของหลวงปู่เจี๊ยะก็กำเริบทรุดหนัก มีไข้สูง หอบเหนื่อย พระคิลานุปัฏฐาก ได้ติดต่อพระอาจารย์เขียวเพื่อคิดต่อรถพยาบาลโดยด่วน

เวลาประมาณ 19.00 น.แพทย์ผู้ดูแลได้แก่รองศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวิน ระงับภัย และรองศาสตราจารย์แพทย์หญิงพิมพ์ประไพ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา ได้จัดรถพยาบาลรับท่านไปที่โรงพยาบาลศิริราช 

ระหว่างทางท่านมีอาการเขียว ออกชิเจนในเลือดต่ำ จึงได้นำท่านไปยังโรงพยาบาลกรุงสยามเชนต์คาร์ลอส เพื่อรักษาเบื้องต้นจนปลอดภัย และเดินทางไปยังโรงพยาบาลศิริราชต่อไป รองศาสตราจารย์นายแพทย์สุชาย สุนทราภา และรองศาสตราจารย์นายแพทย์สถาพร มานัสสถิตย์ ได้ช่วยกันดำเนินการรับหลวงปู่ไว้ในหอผู้ป่วยวิกฤต

ผลเอ็กซ์เรย์ปอดพบมีสารน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดข้างขวา แพทย์ที่หอผู้ป่วยวิกฤตระบบทางเดินหายใจได้ทำการใส่ท่อ ช่วยระบายเลือดออกจากช่องเยื่อหุ้มปอดข้างขวา ได้น้ำปนเลือดประมาณ 1,400 ซีซี และได้ตรวจพบเซลล์มะเร็งในน้ำปนเลือดจากช่องเยื่อหุ้มปอด

คณะแพทย์ผู้รักษาได้ตัดสินใจไม่ถวายยาต้านมะเร็งเนื่องจากประเมินแล้วว่า สภาพร่างกายของท่านคงรับกับภาวะแทรกซ้อนของยาไม่ได้ จึงถวายการรักษาตามอาการเพื่อให้ท่านมีทุกขเวทนาทางกายน้อยที่สุด

*พระมหากรุณาธิคุณทรงห่วงใย

บันทึกหลังจากหลวงปู่เจี้ยะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราชมีว่า เมื่อเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณวลัยลักษณ์ทรงทราบข่าวอาการอาพาธหนัก ถึงแม้ขณะนั้นพระองค์ทรงงานอยู่ประเทศเนเธอร์ธแลนด์ ยังทรงติดต่อสอบถามถึงอาการหลวงปู่เจี๊ยะทางโทรศัพท์จากคุณหญิงจรัสศรี ทีปรัตน์ ราชเลขาในพระองค์ฯ ด้วยความห่วงใยยิ่ง เป็นระยะๆ โดยกำชับทางคณะแพทย์ผู้ดูแลรักษา ให้ดูแลหลวงปู่เป็นกรณีพิเศษ

วันใดที่อาการอาพาธหนักเข้าห้อง RCU พระองค์มีส่วนช่วยตัดสินพระทัย วินิจฉัยในการออกและเข้าห้อง RCU ทุกครั้ง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นลันพัน อย่างหาที่สุดมิได้

ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2547 หลวงตามหาบัวไปเยี่ยมดูอาการหลวงปู่เจี๊ยะด้วยความเป็นห่วง คณะแพทย์ได้กราบเรียนและถามตอบกับหลวงตาดังนี้

หมอกราบเรียนถามหลวงตาว่า “ปอดข้างขวาติดเชื้อ ต้องเจาะเอาน้ำไปตรวจดูว่าติดเชื้ออะไรบ้าง แล้วแต่ดุลยพินิจ หลวงตาจะว่าอะไรหรือเปล่าคะ… อาหารยังใส่สายยางหน้าท้องเหมือนเดิม”

หลวงตาพูดว่า “หลวงตามาเยี่ยมดูอาการว่าเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าจะแนะอย่างนั้น อย่างนี้ไม่ได้ต้องแล้วแต่หมอ อยู่กับหมอนะ”

หมอกราบเรียนว่า “อย่างนั้นการรักษาหลวงปู่เจี๊ยะก็แล้วแต่ดุลยพินิจของหมอใช่มั้ยเจ้าคะ”

หลวงตากล่าวว่า “มันก็ไม่แน่เหมือนกันล่ะ คำว่าคุณหมออย่างเดียวก็เป็นโลกล้วนๆ มีธรรมอย่างเดียวก็เป็นธรรมล้วนๆ ไปสู่จุดกลางก็มีทั้งธรรมทั้งโลก ผสมกันไปพิจารณากันไป สมควรอย่างไรบ้าง เป็นจุดศูนย์กลางแล้วแต่จะพิจารณากัน หลวงตาก็เพียงแต่แนะได้แค่นี้” 

หมอกราบเรียนว่า “ถ้าคุมอาการไม่อยู่ก็รุนแรงไปเลย ถ้าหายก็กลับไปอยู่ในสภาพเดิมที่ป่วยอยู่”

หลวงตากล่าว “เราก็ไม่กล้าวินิจฉัย เพราะกรรมกับโลกเป็นคู่กัน ถ้าพูดแบบโลกก็ว่าเป็นคู่แข่งขันกัน จะเอาทางไหน ถ้าเป็นนักธรรมะ ก็เอาธรรมเป็นหลักใหญ่กว่าโลก ถ้าเป็นโลกล้วนๆ ก็ถือโลกเป็นใหญ่จะเยียวยารักษาอะไรก็มอบให้ทางโลกทั้งหมด ถ้าธรรมก็เป็นอีกอย่างหนึ่งหลวงตาจึงไม่กล้าตัดสินให้ ได้แต่ฝากข้อคิดไว้เท่านั้น”

หลวงตากล่าวต่อว่า สำหรับอาจารย์เจี๊ยะนี้เรายืนยันได้เลยว่า “ทางด้านจิตใจไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น โลกกับธรรมอยู่ด้วยกันทางธาตุขันธ์ก็เยียวยากันไป มันควรจะได้แค่ไหนก็เยียวยากันไป ถ้าไม่สามารถจะเป็นไปได้แล้วก็มอบลงในกฎแห่งธรรม”

หลวงตาหันมาถามหมอ “เข้าใจหรือ?” แล้วก็เล่าต่อว่า มันมีอยู่ 2 อย่าง 1) มันมีข้อที่มั่นใจแน่ใจก็คือ ทางด้านจิตใจอาจารย์เจี๊ยะไม่มีปัญหาอะไรเลย 2) ก็มีแต่อยู่กับโลก จะอยู่ไปแค่ไหนๆ ถ้าหากมันเป็นไปก็ได้ก็ปล่อยไปเป็นธรรมไปหมด เข้าใจแล้วหรือ?” 

แล้วหลวงตาก็กล่าวเรื่องหลวงปู่เจี๊ยะต่อไปอีกว่า “ทางด้านจิตใจท่านอบรมมาแต่เริ่มแรกบวชนะ อบรมจิตใจล้วนๆ มาตลอด ปัจจุบันนี้ สรุปผลแห่งการปฏิบัติที่ทราบจากการสนทนา หรือทราบด้วยวิธีอื่นใดก็ตาม ก็ลงในจุดว่า “เราเป็นที่แน่ใจ สำหรับทางด้านจิตใจท่านไม่มีปัญหาอะไร แต่เวลานี้ก็อยู่กับขันธ์ล้วนๆ เท่านั้น” 

หลวงตาถามหมอย้ำอีกครั้ง “เข้าใจไม่ใช่หรือ?” เป็นครั้งที่3เหมือนกับที่ท่านพูดย้ำเน้นถึงจิตของหลวงปู่เจี๊ยะว่าไม่มีปัญหาอะไรเลยถึง 3 ครั้งเช่นกัน และหลวงตากล่าวว่า “นี่เราก็จะกลับไม่มีอะไร มีเท่านั้นนะ” แล้วหลวงตาก็ลุกขึ้นเขยิบเข้าใกล้ๆ เตียงหลวงปู่เจี้ยะ ยืนพิจารณาส่วนต่างๆ ของสรีระร่างกายด้วยท่วงท่าอันสุขุมเยือกเย็น

………………………

ตามรอยพระอริยะเจ้า! “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท” พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง

(ติดตามตอนต่อไป) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงปู่มั่น’ล้างหน้าแล้ว’ฟัน’หลุดมอบให้ ‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’ กลายเป็น ‘ทันตธาตุ’

Posted on February 23, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/637293

'หลวงปู่มั่น'ล้างหน้าแล้ว'ฟัน'หลุดมอบให้ 'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท' กลายเป็น 'ทันตธาตุ'

วันอังคาร ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.27 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ท่านมีความรักเคารพต่อท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ผู้เป็นอาจารย์ของท่านอย่างมาก สมัยที่อยู่เชียงใหม่กับหลวงปู่มั่น ขณะที่หลวงปู่มั่น กำลังล้างหน้าแล้วฟันท่านหลุดออกมา ท่านได้มอบฟันนั้นให้กับหลวงปู่เจี๊ยะ

*ทันตธาตุพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

หลวงปู่เจี๊ยะได้เก็บฟันนั้นไว้ และต่อมาฟันของหลวงปู่มั่นก็ได้แปรสภาพกลายเป็นพระธาตุ หลวงปู่เจี๊ยะจึงได้สร้างเจดีย์เพื่อบรรจุทันตธาตุของท่านพระอาจารย์มั่นขึ้น ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ได้นิมนต์ครูบาอาจารย์สายกรรมฐานมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

มีหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน มาเป็นประธาน ลักษณะขององค์พระเจดีย์นั้นสร้างเป็นรูปทรงพุ่มข้าวบิณฑ์สมัยสุโขทัยตามที่หลวงปู่นิมิตเห็น องค์พระเจดีย์สร้างด้วยหินอ่อน ความสูง 37 เมตร สิ้นงบประมาณการสร้าง 50 ล้านบาท

หนังสือประวัติ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง ตอนหนึ่งกล่าวว่า เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะ เข้ามาอยู่ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ก็เริ่มมีลูกศิษย์มากขึ้นเรื่อยๆ จะทำอะไรท่านสะดวกมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ท่านยังเก็บหอมรอมริบมัธยัสถ์ เสมอมา ตั้งแต่เริ่มแรกที่คนเข้ามาทำบุญทีละเล็กละน้อย ถวายส่วนตัวท่านบ้าง ถวายเนื่องในงานผ้าป่า กฐินบ้าง ท่านจะเก็บเข้าบัญชีธนาคารมาตลอด

เรื่องพระคุณของท่านพระอาจารย์มั่น ปรากฎเป็นปัจจุบันธรรมภายในใจของท่านโดยตลอด ท่านทำไว้ในใจเสมอว่า ถ้ามีโอกาสมีบุญจะสร้างเจดีย์ใหญ่ถวายให้ท่านพระอาจารย์ผู้ส่องประทีปธรรม ตามโอกาสและวาสนาอำนวย ไม่รีบเร่ง ท่านปรารภว่า “ถ้าเรายังไม่พร้อมเราจะยังไม่สร้าง”

เมื่อได้โอกาสอันสมควร วันหนึ่งท่านจึงถามพระเขียว ซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากและดูแลการเงินให้ท่านว่า “เขียว…เงินในธนาคารทั้งหมดมีเท่าไหร่ ไปเอามานับรวมกันดูชิ” 

เมื่อพระอุปัฏฐากนำเงินทั้งหมดที่ท่านเก็บไว้มานับรวมกันทั้งหมดได้ 50 ล้านบาท ท่านจึงปรารภที่จะสร้างเจดีย์ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นมา ตอนแรกท่านริเริ่มจะสร้างบริเวณหลังวัด แต่พิจารณาเห็นว่าการสัญจรไปมาคงไม่สะดวก เสียงรถเข้าออกจะเป็นการรบกวนพระเณรภาวนา ท่านจึงชี้ให้สร้างด้านหน้าศาลาเป็นที่ตั้ง “ภูริทัตตเจดีย์”

*ธรรมปริศนาของเจดีย์ฯ

ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2539 หลวงปู่เจี๊ยะได้วางศิลาฤกษ์ สร้างภูริทัตตเจดีย์ สำหรับบรรจุพระทันตธาตุของท่านพระอาจารย์มั่น ลักษณะรูปร่างทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ของเจดีย์สมัยสุโขทัย แปดเหลี่ยม ความหมายคืออริยมรรคมีองค์แปด มีความกว้าง 22 เมตร หมายถึง ปัจจยาการ โดยอนุโลมและปฏิโลม รวมเป็น 22 ประการ 

ความสูง 37 เมตร หมายถึงโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ตกแต่งด้วยหินอ่อน หินแกรนิต ไม้สักทอง ยอดทำด้วยทองคำแท้ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงประทานมา

ภูวิทัตตเจดีย์ เจดีย์แปดเหลี่ยม บรรจุพระธาตุ อัฏฐิธาตุของบุคคลที่ควรสร้างพระเจดีย์ไว้ให้ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลายได้สักการการบูชา ดังพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ พระอานนท์ไว้ว่า “อานนท์! เจดีย์บรรจุพระธาตุ อัฏฐิธาตุของถูปาหรบุคคล เพียงชนเป็นอันมากยังจิตให้เลื่อมใสว่า เจดีย์นี้เป็นเจดีย์บรจุพระธาตุ อัฏฐิธาตุของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก พระราชาผู้ทรงธรรม เมื่อชนมีจิตเลื่อมใสในพระเจดีย์นั้นแล้ว วันข้างหน้าถ้าเมื่อเขาตายกายแตกดับไป เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลก สวรรค์ เป็นแน่แท้”

นอกจากจะเป็นเจดีย์ที่ควรไปสักการะอย่างยิ่งแล้ว ยังเป็นเครื่องบ่งชี้จารึกถึงความรัก ความเคารพ ความกตัญญูที่หลวงปู่เจี๊ยะ มีต่อท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ว่ายิ่งใหญ่เพียงใด

หลวงตามหาบัวกล่าวถึงภูริทัตตเจดีย์ที่หลวงปู่เจี๊ยะสร้างว่า “เราบอกให้คนไปดูเจดีย์บรรจุทันตธาตุของท่านพระอาจารย์มั่น ที่อาจารย์เจี๊ยะสร้าง ท่านกิริยาภายนอก นี่โกโรโกโสนะ บ๊งเบ๊งๆนะ แล้วให้ไปดูพยานโน้นกำลังสร้างเจดีย์ ให้ไปดูพยาน วัตถุเครื่องก่อสร้างต่างๆให้ดูให้ดีนะ”

“นี่แหละฝีมือนิสัยอาจารย์เจี๊ยะ อันเครื่องบ่งถึงธรรมะ ภายในแหละเราเข้าไปดู โอ๊ย? ไม่มีอะไรละเอียดยิ่งกว่าภูวิทัตตเจดีย์นี้ เนี่ยะ!ดูให้ดี ความละเอียดนี้เก่งมาก โอ้ย! มีแต่ของดิบๆดีๆทั้งนั้นเลย เรายอมรับท่านถึงเรื่องความละเอียดในการกระทำ 

“โอ้โฮ! ใครจะไปหาไหนมาได้ แต่อาจารย์เจี๊ยะหามาจนได้ สิ่งเหล่านี้ใครจะหาได้ง่ายๆ เสียเมื่อไหร่ อาจารย์เจี๊ยะหามาจนได้ๆหมดเลยนะ

*ธรรมรสของศิษย์วัดป่าฯ

ดังที่กล่าวมา ที่อยู่ที่พักของหลวงปู่เจี๊ยะที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทารามนั้น แรกเริ่มทีเดียวมีกระต๊อบหลังเล็กๆ มุงด้วยหญ้าคา มีจีวรผืนเก่ากั้นเป็นห้อง เป็นที่หลบแดด หลบฝน เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลาน มีเตียงทำด้วยไม้ไผ่ทำเป็นที่ฉันและที่นอนใต้ร่มไม้สน ด้านหลังมีคลองน้ำเป็นเขตแดน ท่านอยู่แต่เพียงเดียวดายไม่ค่อยมีลูกศิษย์ แม้แต่คนถิ่นแถวนั้นก็ไม่ค่อยรู้จักท่าน

การก่อสร้างวัดของท่าน เมื่อเห็นสิ่งของเช่นเศษไม้เศษ สังกะสีเก่าๆ เป็นต้นที่คนเขาทิ้ง ท่านก็จะขอบิณฑบาตมาสร้างกุฏิที่พัก ท่านมัธยัสถ์มากเห็นคุณค่าแห่งของทุกสิ่ง เก็บหอมรอมริบสม่ำเสมอ ทำงานทั้งวันตีเหล็กตีขวาน ทุบหินจนบางครั้งพระลูกศิษย์บางรูปไม่เข้าใจต้องเข้ามากราบเรียนถามท่านว่า

“หลวงปู่ ผมไม่เข้าใจหลวงปู่เลย ทำไมหลวงปู่ต้องทำอย่างนี้ ต้องทำขนาดนี้ ต้องเป็นอย่างนี้”  หลวงปู่เจี๊ยะกล่าวตอบแบบห้วนๆตามภาษาของท่านว่า เฮ้ย!..มันเข้าใจง่ายๆ ซะที่ไหน ผมอยู่กับปู่มั่น บางทีผมก็ยังไม่เข้าใจเลย ต้องพยายามเข้าใจ เดี๋ยวจะเข้าใจเอง” แล้วจึงตีขวานต่อเสียงดังเพ้ง!เพ้ง!เพ้ง!…

และสอนลูกศิษย์ต่อว่า “ในสมัยที่ผมอยู่กับหลวงปู่มั่น ผมต้องอดทนมาก ผมเป็นคนกินยาก แสลงเรื่องอาหาร ผมอยู่กับท่านสามปี สี่แล้ง กินแต่ข้าวเหนียวกับกล้วย อาหารอย่างอื่นมี แต่ผมกินไม่ได้ ถ้าไม่มีกล้วยผมต้องกินแต่ข้าวเปล่าๆ ทำให้ท้องอืด ไม่ถ่าย อากาศก็หนาวเหน็บถึงกระดูก ตามแขนตามขาผิวแห้งไปหมด ไปขอยากับหลวงปู่มั่นก็ไม่มี เมื่อไม่มียาท้องอึดจะตาย ผมใช้นิ้วล้วงลงไปลำคอลึกๆ เพื่อให้อาเจียนออกมา จะได้สบายท้อง นิ้วมือนี้แหละยา ผมยังไม่เคยบ่น เรื่องนี้มีแต่ท่านอาจารย์มหาบัวรู้ คนอื่นไม่รู้ผมยังไม่เห็นตายเลย”

พระลูกศิษย์ที่ติดตามท่านมานานๆ บางองค์ก็น้อยใจในวาสนาอาจารย์ของตน ถึงกับกล่าวว่า “อาจารย์ของเรานี่ เป็นถึงลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น แต่เวลาเดินทางไปไหนก็ไปสิบล้อ โบกสิบล้อไป หลวงปู่สิม หลวงปู่ หลวงปู่สาม หรือพระกรรมฐานรุ่นหลังๆ ไปไหนมีรถเก๋งมารับ อาจารย์ของเราช่างด้อยวาสนาเสียจริงๆ โบกขึ้นแต่รถสิบล้อ อาจารย์องค์อื่นถูกนิมนต์ไปฉันบ้านนายพล บ้านคุณนาย อาจารย์ของเราพาฉันแต่น้ำพริกกุ้งแท้ง แถมยังยกเว้นกะปิอีก น้ำพริกปลาทูก็ไม่ให้ใส่กะปิ บางทีเพื่อนพระที่เป็นลูกศิษย์อาจารย์อื่นๆ เขาก็ล้อว่า “พวกท่านมีอาจารย์กับเขาทั้งที มักไม่เหมือนคนอื่นเขาน้อ! 

ก็ได้แต่ทำไว้ในใจว่า “เอาละวะ ถึงท่านจะเป็นอย่างไรก็ตามเราก็มั่นใจในคุณธรรมของท่าน แม้หลวงตาบัวยังชมท่านไม่ขาดปากว่า เป็นผ้าขี้ริ้วท่อทอง’ คิดเพียงเท่านี้ก็เป็นที่ปลงใจสำหรับลูกศิษย์พระกรรมฐาน

หลวงปู่เจี๊ยะเมื่อเห็นศิษย์คิดอย่างนั้น ท่านก็สอนเป็นธรรมะไพเราะเคาะสนิมใจให้ศิษย์รื่นเริงในธรรมบ้างว่า “ท่าน… ธรรมดาว่าชาวนาไม่มีข้าวกิน ย่อมไม่มี…คนดีย่อมไม่มีสิ่งชั่ว…คนใบ้ ย่อมไมไปทะเลาะกับคนอื่น…คนตื่น ย่อมไม่มีภัย…คนที่ใจฝึกมาดีย่อมไม่มีไหวหวั่น อยู่ได้ทุกที่ ขี้ได้ทุกทาง”

เมื่อท่านพูดเสร็จมีพระเดินคู่กันมาสองรูป ท่านจึงตะโกนด่าเสียงดัง “เฮ้ย!.. ไอ้ฉิบ… ใครสอนให้ท่านทำอย่างนี้ การเดินเคียงคู่กันแบบนี้ เดินแบบหนุ่มสาวชาวโลก กิริยาแสวงหากิเลสไม่ใช่กิริยาแสวงหาธรรม หลวงปู่มั่นท่านตำหนิอย่างหนัก อย่าทำเด็ดขาด”

*สงฆ์ยอดกตัญญู

หลวงปู่เจี๊ยะท่านมีปกติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ตามฐานะ ดังเช่นที่ท่านแสดงความอ่อนน้อมต่อหลวงตามหาบัว หรือครูบาอาจารย์อื่นที่มีพรรษามากกว่า ท่านทำตัวเป็นเหมือนสามเณรตัวน้อยๆ ยามนั่งสนทนาจะพนมมือตลอด ท่านเคยสอนไว้ว่า

“คนที่มีความอ่อนน้อมย่อมส่อถึงความเป็นคนดีภายใน ตรงกันข้าม ถ้าเป็นคนแข็งกระด้างไม่อ่อนน้อมต่อผู้ที่ควรอ่อนน้อม ย่อมประสบความหายนะ

“ท่านสอนให้เราไปดูตัวอย่างรวงข้าวในนา ตามธรรมดารวงข้าวมีเมล็ดเต็มอ้วนภายใน มักอ่อนรวงลงเสมอ ส่วนรวงใดลีบไม่มีเนื้อภายใน มักชูรวงแข็งกระด้างไม่อ่อน เปรียบเหมือนคนอ่อนน้อม แสดงว่ามีความดีภายใน ส่วนคนแข็งกระด้างแสดงว่าภายในลีบ ไม่มีน้ำหนักแห่งความดีเลย มนุษย์จึงควรสำนึกในข้อนี้ และประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ จะถึงความเจริญไม่หยุดยั้ง”

หลวงปู่เจี๊ยะนั้นนับว่าเป็นสุดยอดพระกตัญญู ด้วยความรักและเคารพที่หลวงปู่เจี๊ยะมีต่อท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ยิ่งกว่าชีวิต การจะพูด จะทำ จะคิดอะไร ถ้าเกี่ยวข้องกับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะคิดนิ่งและนาน ใช้วิจารณญาณไตร่ตรองเป็นอย่างดี

ถึงแม้กาลเวลาผ่านมานานแล้ว ความรักเคารพที่มีต่อท่านพระอาจารย์มั่นยิ่งเด่นดวงขึ้นเสมอ ไม่มีวันเสื่อมถอย ถ้าเป็นภาษาที่โลกนิยมก็คือ “สุดยอดพระกตัญญู” การอันใดก็ตามที่เป็นไปเพีอสนองคุณและตอบแทนคุณ ท่านจะทำอยู่สม่ำเสมอ

ในเรื่องเกี่ยวกับผู้คนสภาพแวดล้อม มุมมองทุกด้านล้วนเพื่อท่านพระอาจารย์มั่นทั้งนั้น ดังคำที่หลวงตามหาบัวกล่าวถึงความผูกพันว่า “หลวงปู่มั่นกับอาจารย์เจี้ยะ ท่านเป็นเหมือนพ่อลูกกัน หรือคำที่ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม กล่าวกับสานุศิษย์ว่า”หลวงปู่เจี้ยะกับหลวงปูมั่น ท่านเป็นพ่อลูกกันมานานหลายชาติ

หลวงปู่เจี๊ยะท่านรักเคารพครูบาอาจารย์ของท่านแบบละเอียดลออ คิดลึกซึ้งถึงก้นบึ้งแห่งเหตุ อย่างเช่น ท่านไปทำคุณประโยชน์ในด้านต่างๆ ทางจังหวัดตากหรือที่อื่นใดก็ตาม ก็ล้วนแต่เพื่อสนองคุณ ท่านพระอาจารย์มั่น และครูบาอาจารย์ทั้งหลาย

……………………….

ตามรอยพระอริยะเจ้า! “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท” พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง

(ติดตามตอนต่อไป) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,905,938 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
นายกฯ วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก วันจักรี
ไม่มีออมมือชำแหละนโยบายรัฐ อรรถกร ลั่น กล้าธรรม จัดเต็มฝ่ายค้าน
DBD ขนทัพ 40 แบรนด์ดัง บุกหาดใหญ่ สร้างเจ้าของกิจการ ฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้หลังอุทกภัย
ทรัมป์แถลงความคืบหน้าสงครามอิหร่าน ขู่ “จัดการอิหร่านได้ในคืนเดียว” กดดันเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ตะลึงทั้งงาน! โอปอล สุชาตา งามดั่งนางในตำนาน กลางงานพนมรุ้ง
นายกฯอนุทินให้คำมั่น พาประเทศพ้นวิกฤตพลังงาน เดินหน้าคนละครึ่ง-สินเชื่อเกษตรกร
รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน
งัดพรก.กำหนดค่ากลั่น ติดดาบอนุทิน สั่งกบง.หั่นต้นทุนทิพย์
สุขสมรวย รมต.ป้ายแดง เข้าทำเนียบฯ ถือฤกษ์สะดวก พร้อมทำทุกหน้าที่หาก นายกฯ มอบหมาย

Recent Posts

  • เนปาลสั่งฟ้อง 32 ราย “มาเฟียกู้ภัยหิมาลัย” วางยา นนท. หวังเงินประกันกว่า 600 ล้าน
  • “เจิ้ง ลี่เหวิน” ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีนในรอบ 10 ปี ชูภารกิจสร้างสันติภาพ
  • จับตา UNSC เตรียมถกมติคุ้มครองเรือสินค้า “ช่องแคบฮอร์มุซ”
  • ผลสำรวจชี้ อาเซียนเอนเอียง “จีน” มากกว่าสหรัฐฯ แบบเฉียดฉิว หากถูกบังคับเลือกข้าง
  • บังกลาเทศเร่งฉีดวัคซีนฉุกเฉิน หลังหัดระบาด ดับกว่า 100 รายในเดือนเดียว

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d