Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ตามรอยพระอริยะเจ้า! ‘หลวงปู่เจี๊ยะ’ตอนกำเนิด ‘จุนโทภิกขุ’ แปลว่า ‘ผู้หมดกิเลสเครื่องร้อยรัด’

Posted on February 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/634748

ตามรอยพระอริยะเจ้า! 'หลวงปู่เจี๊ยะ'ตอนกำเนิด 'จุนโทภิกขุ' แปลว่า 'ผู้หมดกิเลสเครื่องร้อยรัด'

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.33 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) ตามรอยพระอริยะเจ้า! ‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’ พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง ตอนกำเนิด ‘จุนโทภิกขุ’ แปลว่า “ผู้หมดกิเลสเครื่องร้อยรัด”… คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง

*กำเนิด “จุนฺโทภิกขุ”

หลวงปู่เจี๊ยะ บวชเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๑๖.๑๙ น. ณ พัทธสีมาวัดจันทนาราม อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โดยมีพระครูครุนารถสมาจาร (เศียร) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิพัฒน์พิหารการ (เชย) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่าน พ่อลี ธัมมธโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “จุนฺโท” แปลว่า “ผู้หมดกิเลสเครื่องร้อยรัด” หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเมตตาเล่าให้ฟังว่า ในขณะนั้นเรามีอายุได้ ๒๑ ปี 9 เดือน กับ ๕ วัน จึงเป็นพระรูปแรกที่ ท่านพ่อลี เป็นคู่สวดบวชให้

เมื่อบวชที่วัดจันทนารามเสร็จแล้ว ก็กลับมาจำพรรษาที่ ทรายงามเป็นเวลา ๓ พรรษา ท่านพ่อลี กับ พระอาจารย์กงมา เป็นอาจารย์องค์แรกของเรา

ขณะเริ่มพักจำพรรษาอยู่ที่วัดทรายงาม บ้านหนอง ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ในพรรษาแรกมีพระร่วมจำพรรษา ๕ รูป สามเณร 9 รูป ๑. พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ท่านเป็นชาวจังหวัดสกลนคร ๒พระสังข์ เตมิโย ท่านเป็นชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ๓. พระทองปาน มหาอุตสาโร ท่านเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี ๔. พระเจี๊ยะ จุนโท (องค์หลวงปู่เอง) เป็นชาวจังหวัดจันทบุรี ๕. พระอ๊อด โอภาโส เป็น ค ชาวจังหวัดจันทบุรี 5. สามเณรวิริยังค์ บุญทรีย์กุล เป็นชาวจังหวัด นครราชสีมา

อย่างที่ว่าพรรษาแรกๆ ก็ขี้เกียจ เอะอะก็จะหลบไปหลับนอน พอมาถึงกลางๆ พรรษา ก็มานึกตำหนิตนเอง เมื่อตำหนิกาย วาจา ใจ ของคนที่ไม่เอาไหนได้อย่างนั้น แล้วเกิดความอึดฮัดที่จะต่อสู้ นั่งภาวนาพุทโธ อย่างเอาจริงเอาจัง

ให้รู้เช่นเห็นชาติตนว่า ก่อนบวชที่ว่าตัวเองแน่ๆ ไม่ยอมถอย ให้ใครๆ มาบัดนี้จะมาถอยให้กับกิเลสแบบง่ายๆ หมดทางต่อสู้ แบบ นี้ถ้าเรียกนักเลง ก็เรียกได้ว่านักเลงกระจอกงอกง่อย เหยียบขี้ไก่ ไม่ฝ่อ

หลวงปู่เจี๊ยะ กล่าวว่า เมื่อเราเข้ามาบวชแล้ว ก็เราเป็นคน หนุ่มนะ อย่างที่ว่าพรรษาแรกๆ ก็ขี้เกียจ เอะอะก็จะหลบไปหลับนอน พอมาถึงกลางๆ พรรษาหรือยังไงก็ไม่ค่อยได้ ก็มานึกตำหนิตนเอง

เอ๊ะ!….เรากินข้าวชาวบ้านแล้ว ทำไมเราถึงมาขี้เกียจ อย่างนี้นะ มันเหมาะสมแล้วหรือสำหรับเพศนักบวชที่เสียสละ บ้านเรือนออกมาบวช แต่ก่อนเราเคยทำงานหนักๆ ทำการแจวเรือ ทั้งวันทั้งคืน เราแจวได้ ทำได้ แล้วเวลานี้ล่ะ เรามาเป็นพระเป็น นักบวช แล้วทำไม ทำไมมาขี้เกียจอย่างนี้ สิ้นท่าอย่างนี้

พระแบบเรานี้จะต่างอะไรกับฆราวาสหัวดำๆ ที่ขี้เกียจ คร้านทำมาหาเลี้ยงชีพ เราทำแบบนี้มันสมควรแล้วหรือที่ ญาติโยมเขากราบไหว้บูชา ว่าเป็นพระผู้ทรงเพศอันประเสริฐ ใครๆ เห็น เขาก็หลีกทางให้ มีอะไรเขาก็หามาให้กิน ในที่สุดมันก็ด่าตัวเอง ในใจ คือด่าตัวเองในใจดังๆ

*ตามรอยบาทพระศาสดา

“ไอ้ห่า!…มึงเป็นพระให้เขากราบไหว้ แล้วมึงภาวนานั่ง ญาติโยมแก่ๆไม่ได้ แล้วมึงจะมาบวชทำไม สมควรแล้วละหรือที่เราจะมาภูมิใจกับการเป็นคนจริงแบบปลอมๆ ที่แท้ก็เก่งแต่การโอ้อวดเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงมิได้เป็นเช่นนั้นเลย

เมื่อคิดขึ้นมาภายใน “เป็นไงเป็นกัน ตายเป็นตาย อยู่เป็นอยู่ พุทธเจ้าทำอย่างไร เราจะทำอย่างนั้น พระสาวกท่านปฏิบัติ เคร่งครัดอย่างไร เราจะเคร่งครัดอย่างนั้น” ใจมันเริ่มสอนใจตนเองขึ้นมา

นอกจากจะนั่งภาวนาอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ลดละความพากเพียรพยายามแล้วยังมีเดินจงกรม พยายามเดินจงกรมอย่างที่ท่านอาจารย์กงมา ท่านสอน เดินเข้า เดินเข้า ทุกๆ วัน ทุกๆ คืน ใจมันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ใจมันก็สงบลง บางทีเดิน ๓-๔ ชั่วโมง ทางจงกรมแหลก แดดเปรี้ยงๆ ไม่มีถอย ไม่เลือกกาลเวลา ทางจงกรมที่หลวงปู่ เดินยาวเส้นหนึ่ง (๒๐ วา) นี่คือพรรษาที่หนึ่งทำอยู่อย่างนี้อยู่ตลอด

ฉะนั้น การสร้างความดี ใครว่าไม่ต้องลงทุนลงแรง คนนั้นแหละพูดแบบโง่ๆ เพราะมันไม่เคยสร้างคุณงามความดี การสละชีวิตเพื่อความดี อันเป็นเลิศอย่างนี้ เรียกว่าไม่ลงทุนลงแรงหรือ อย่างนี้ต่างหาก เรียกว่าลงทั้งทุนลงทั้งแรงแบบไม่ออมมือ แบบทุ่มไม่ให้กำลังเหลือ

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเล่าให้ฟังอีกว่า เมื่อตั้งสัจจะแล้ว ก็พยายามสอนตัวเองด้วยอุบายต่างๆ นานาว่า “สมบัติพัสถานข้าวของเงินทองเยอะแยะไปหมด แล้วเวลาตายได้อะไรไปบ้าง” เพราะฉะนั้น พระที่ไปซักผ้าบังสุกุล ไม่ใช่ไปซักเอาสตางค์ อนิจฺจา วตสงฺขารา สังขารเป็นอย่างนี้ไม่เที่ยง ตายเหมือนกัน.. จงพิจารณา เพราะเป็นอย่างนั้น 

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า “แต่เราไม่เป็นอย่างนั้น มันเพลินอย่างอื่นนะ มันไม่คิดย้อนกลับมา มันก็ไม่เป็น อนิจฺจา วตสงฺขารา เพราะฉะนั้น จึงว่าถ้าเราทำจิตใจให้อยู่กับพุทโธ นานๆ เข้า หลายๆ วัน หลายเดือน เป็นปีขึ้นไป ทีหลังก็จะติด ไปไหนใจก็พุทโธๆ อยู่เรื่อย ใจ ก็ติด แน่ะ…เราก็ลุยใหญ่”

“ว่าพุทโธแล้ว ถ้าใจยังไม่สงบ ก็เดินว่ามันอย่างนั้นเป็นชั่วโมงๆ จนมันสงบ บางคราวมันจะลอย เคยอยู่ครั้งมันจะลอยให้ได้ ลอย… ลอย…ลอย ลอย ลอย เอาลอยสิ… ก็ขย่มขึ้นไปอีก มันไม่ลอยขึ้นซักที มันเพลินเดินสนุก เดินกันเป็นชั่วโมงๆ เหงื่อแตกซิกไปหมด เป็นหลายชั่วโมง แน่ะ…

เดินจงกรมสงบ โอ๊ย…มันดีจัง… เพราะฉะนั้น พอมันเป็นอย่างนี้ พอใจได้รับความสุข มันก็ติดใจๆ มาเรื่อยๆ”

*ถือเนสัชชิคือการไม่นอน

ในพรรษาที่ ๒ แห่งการบวช หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านถือธุดงค์ ปฏิบัติว่าด้วยการไม่นอนในกาลเข้าพรรษา คือไม่นอนตลอดพรรษาในเวลากลางคืน จะเดินจงกรมก่อน แล้วค่อยมานั่งสมาธิ วันละ ๓ เวลา เพื่อถวายพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ และเพื่อเป็นอุบายในการภาวนา หลวงปู่เจี๊ยะได้ตั้งสัจจะว่า ตนจะถือเนสัชชิตลอดทั้งพรรษา ในเวลาค่ำคืนไม่นอน ด้วยพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ ถ้าแม้นว่าตนไม่ทำตามสัจจะอันนั้น ก็ขอให้ฟ้าผ่าตาย ขอให้แผ่นดินสูบตาย ขอให้ไฟไหม้ตาย และขอให้น้ำท่วมตาย

ตัวสัจจะนี้ถือเป็นตัวสำคัญ ผ่านก็ผ่าน ถ้าไม่ผ่านก็แสดงว่า วาสนาเรามีเพียงแค่นั้น ก็เป็นเครื่องแสดงเครื่องวัดจิตใจของคนนั้นๆ ได้เหมือนกันว่า แค่ไหนประมาณใด ถ้าตั้งสัจจะแล้วประพฤติได้ตามนั้นก็ถือว่าเยี่ยม เพราะสัจจะแบบนี้มิใช่ทำกันได้ง่ายๆ โดยส่วนมากแล้วจะล้มเหลวแบบไม่เป็นท่ากันทั้งนั้น เท่าที่สังเกตเวลาตั้งสัจจะก็สวยหรูอยู่หรอก แต่เวลาเอาเข้าจริงล้มแบบไม่เป็นท่า

7 วันแรกที่เริ่มปฏิบัติด้วยการไม่นอน หลวงปู่บอกว่ามันก็แย่เหมือนกัน เพราะตั้งแต่เกิดมานอนตลอดจนเป็นนิสัย แต่อยู่มาหนึ่งมาหยุดนอนเอาดื้อๆ ร่างกายก็แย่ ทำท่าหงุดหงิด จนถึงอุทานในใจว่า “ว้า! ไม่ไหว…ไม่ไหว… ไม่ไหวแล้วโว๊ย” แต่ก็ยังดีที่ก่อนจะทำสมาธิก็ได้เข้าไปตั้งสัจจะบังคับเอาไว้ เพราะความเป็นผู้ที่รักษาสัจจะ สัจจะนั้นจึงเป็นเหมือนโซ่ตรวนคอยรึงรัดกายจิตของเราเอาไว้

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า “ตายเป็นตาย แต่จะให้สัจจะที่ตั้งไว้ขาดไม่ได้ ไม่ยอม ในร่างกายนี้อะไรจะเสียผุพังไปก็ตาม แต่จะให้สัจจะเสียไปไม่ได้ เพราะแม้สัจจะที่เราให้ไว้กับตัวเรา เรายังรักษามันไม่ได้ แล้วเราจะหวังพบธรรมะอันประเสริฐซึ่งอยู่เหนือสัจจะ แล้วเราจะพบพานธรรมนั้นได้อย่างไรกัน”

เมื่อคิดอย่างนี้ ใจมันก็ท้าทาย ทั้งกิเลสและธรรมที่มีอยู่ในกายและใจนั้น สัตยาธิษฐานนี้จึงเป็นทางเดินไปสู่มรรคผลแบบท้าทายได้อย่างดียิ่ง

“เราเป็นยังหนุ่ม… ซนที่สุดนะ ดื้อด้วย แล้วฐานะทางบ้านก็มีอันจะกินด้วย แก่นที่สุด ออกบวช ใครๆ เขาว่า แหกพรรษาแน่นอน แต่ว่าปฏิบัติแล้วมันเอาเต็มที่ ไม่ค่อยได้นอน ในพรรษา 3 เดือนไม่ได้นอนเลย กลางวันนิดหน่อย คือ หมายความว่า กลางคืนไม่นอน สู้เต็มที่เลย ๔-๕ วัน เวลารับบาตรง่วง วันไหนง่วงเต็มที่ก็ไปพิงเสานิดนึง พอรู้สึกตัว เอาแล้ว เพราะสัญญาอธิษฐานไว้ว่าไม่นอน สู้เต็มที่เลย ไม่งั้นไม่ได้หรอก ต้องออกมาเป็นขี้ข้าโลกเขาแล้ว”

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า บางทีถ้าเราตั้งสัจจะแล้ว มันก็ไม่ออกเหมือนกัน ยอมให้ยุงกัด บางทีขณะนั่งสมาธิ ถ้าเราเข้าถูกจังหวะ อากาศเหมือนไม่มี มีอยู่แต่ใจเพียงเท่านั้น ไม่เกี่ยวเกาะกับสิ่งใด ดับสนิทเต็มที่ กายนี้ไม่รู้เลย รู้แต่ใจตัวนั้นมันหมดความรู้สึก แต่รู้ในตัวมีอะไรบ้าง แต่ว่าถ้าถึงเต็มที่ก็ขนาดนั้นแล้วไม่รู้ ยุงไม่มี ไม่มีความรู้สึก หมดความรู้สึก 

“…บางทีเราตอนเป็นหนุ่มๆ บวชใหม่ๆ ก็คิดอยากจะสึก พวกบวชเป็นชีสาวๆ ก็อยากจะสึก หรือพวกแก่ๆ ก็อยากจะสึก เพราะกิเลสมันเป็นอย่างนั้น 

แต่ลึกไปก็เหมือนเท่ากับลงไปในน้ำทะเล อันมหาสมุทรกว้างขวางใหญ่นัก ชีวิตไม่มีความหมาย ตัวลงไปอยู่ในทะเล เป็นเหยื่อเต่า เหยื่อปลาเท่านั้นเอง ตายไปอย่างนั้น ไม่ได้อันใดเลย เหมือนเราตกลงไปในทะเล ถ้าไม่มีเรือมารับแล้วก็ต้องตาย 

ชีวิตจมอยู่กับลูกกับเมีย กับข้าวของเงินทอง เพื่อหามาเลี้ยงกันทั้งวันทั้งคืนอยู่อย่างนั้น ไม่มีเวลาหยุดหย่อน ไม่มีเวลาได้พักผ่อน กำลังจิตใจของเราเลย นี่ …. แสนที่จะทุกข์ทน

*ปลดโซ่ตรวนทางโลก

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านกล่าวอีกว่า…พระพุทธองค์ทรงตรัสแล้วถูกต้องหมดทุกอย่าง

พระองค์ตรัสว่า “โซ่ตรวนใดๆ ก็ไม่สามารถรึงรัดมัดผูกจิตใจ เราได้ยิ่งกว่า บ่วงคือ บุตร ภรรยาสามี ทรัพย์สมบัติ โซ่อันนี้แก้ได้ยาก ถอดถอนได้ยาก มันชักนำพาเราให้จมอยู่และกองอยู่ใต้ทะเล คือกิเลสและตัณหา จนหาทางออกไม่ได้ พระองค์จึงตรัสว่า เราเป็นเหยื่อของโลก ถูกกระแสโลกพัดผันไปต่างๆ นานา ในที่สุดก็ไม่ได้อะไรในทางที่ดี แต่มันกลับได้อะไรในทางที่ชั่วเสียหาย”

“นี่…พวกเราชำนาญแต่ตำราทางโลก แต่ตำราทางธรรมมันไม่ชำนาญ ใจมันไม่ยอมกระทำ ใจมันขี้เกียจ ใจมันดื้อด้าน ใจมันไม่อยากทํา อยากคุย อยากสนุก อยากร่าเริง เข้าวัดวายังเอาวิทยุมาเปิด สนุกสนานเฮฮาอยู่ตลอดเวลา ให้ระวังกันหน่อย”

“เราเข้ามาเพื่อจะปลดเปลื้องสิ่งที่ร่าเริง สิ่งที่เพลิดเพลินใจของเรา ไม่ให้สิ่งใดเข้ามาเกาะมากวน ต้องขจัดไปทุกเวลา ว่าอย่างนั้นเถอะ นี่ความรู้เช่นนี้ต้องกำจัดให้หมด จนให้ใจนั้นไม่มีอันใด…นั่น… จึงเรียกว่า  พระ… ก็เป็นพระแท้ โยม…ก็เป็นโยมแท้”

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า  เพราะฉะนั้นการทำใจ เมื่อมีความจริงที่ใด จะโง่เซ่อขนาดไหน ขอให้ใจจริงๆ สู้จริงๆ แล้วนั่งให้จริง ยืน เดิน นั่ง นอน ๔ อิริยาบถทำได้อยู่ตลอดเวลา ต้องสำเร็จ บุคคลผู้นั้น ไม่พ้น แต่ใครจะไปรู้เรื่องของบุคคลนั้นๆ ว่าสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ อยู่ที่หัวใจของเขาเอง เมื่อเราพยายามมากเข้าๆ พระพุทธเจ้าทรง กล่าวว่า “พาวิโต พหุลีกโต” เพียรมากๆ ทำมากๆ ทำบ่อยๆทำอยู่อย่างนั้น  ก็เป็นไปเพื่อความดับสนิท เป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง นี่เป็นอย่างนั้น ไม่มีอย่างอื่นแล้ว ถ้าลงว่าทำอย่างนั้นจนสุดความสามารถ แล้วไม่สำเร็จ ก็ไม่รู้ว่าจะยังไง”

*สอนตัวเอง “บวชมาทำไม”

ด้วยอุปนิสัยของ หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเป็นคนห้าวหาญ เอา จริง ทำจริง เวลาท่านสอน คำสอนของท่านจึงดุเด็ด ท่านสอนให้ ผู้ที่มาบวชได้คอยตรวจตรองตัวเอง เราบวชมาเพื่ออะไร เพื่อหวัง ลาภหรือ เพื่อล่อลวงคนหรือ เมื่อรู้ว่าเรานั้นบวชเพื่อการขัดเกล จิตใจ ลดทิฏฐิมานะ เพื่อความสิ้นไปของกิเลส ดังนั้น จึงต้องปฏิบัติ ซึ่งการปฏิบัตินั้น หัวใจก็ต้องมีความเข้มแข็ง ความอุตสาหะ ความพยายาม ความพากเพียรอย่างยิ่ง เหมือนไฟที่ไหม้ติดอยู่กับ ศีรษะของเรา แต่หัวใจไม่เห็นภัย ไม่เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์เดือดร้อน คนก็ทนอยู่อย่างนั้น ไม่รู้จักวิธีแก้ไขดับไฟ ปล่อยให้มันไหม้อยู่บน ก็มีแต่วันที่จะตายจมลงไปตลอดเวลา

การบวช การปฏิบัติ เรามุ่งมาประพฤติปฏิบัติธรรมะ หรือมุ่ง ๆ มาเพื่อประโยชน์อันใด คิดอย่างนี้ ในชีวิตนักบวชทุกๆคน ไม่ว่าบวชชี แม่ขาว หรือบวชพราหมณ์ บวชพระก็ดี บวชมาเพื่ออะไร?

ที่ต้องถามตนเองอย่างนี้ ก็เพื่อให้เราระลึกรู้สึกตัวเรา ต้องคิดอย่างนี้ว่า เราบวชมาเพื่ออะไร? “ชีวิตนี้บวชมาเพื่อกินข้าวชาวบ้านหรือ หรือบวชมาเพื่อขอเขากิน บวชมาเพื่อหวังร่ำรวยหรือ”

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนศีล สมาธิ ปัญญา สอนไว้เพื่ออะไร?เพื่อใคร?สอนไว้เพื่อเราผู้เป็นนักบวช ให้ได้นำมาประพฤติ เพื่อขัดเกลากิเลสตัวทิฏฐิมานะของหัวใจ ที่แสนจะหมกมุ่น เพื่อการชำระกิเลสเป็นต้นนี้ให้หมดสิ้นไป

เราต้องถามเราว่า เป็นพระ เป็นเณร เป็นซี เป็นแม่ขาว บวชมาเพื่ออะไร? เราต้องคิดฝึกดูตัวเรา ที่เรียกว่าฝึกตน เราต้องสำรวจตัวเราอยู่เสมอว่า เราบวชเข้ามาเพื่ออะไร? หรือจะบวชเข้ามาเพื่อสบาย เพราะอยู่ในโลกก็สบายเหมือนกัน มีลูกมีเมียมีผัวอยู่อย่างอิสระเสรี ไม่อยู่ในอำนาจผู้ใด แต่ถ้าเรามาเป็นนักบวชแล้ว เราต้องมีขอบเขตเหตุผล 

เมื่อบวชเข้ามาแล้วไม่มีใครมาตามบังคับใคร พระพุทธองค์เองก็ไม่ทรงบังคับใคร เธอจะปฏิบัติก็ได้ ไม่ปฏิบัติก็ได้ อยู่อย่างสบายก็ได้ แต่เมื่อเราย้อนเอาธรรมอันลึกซึ้งมาขบคิด ทำให้เกิดสลดจิตว่า “ชีวิตเราไม่ตายหรือ?” สิ่งนี้เราก็ต้องค้นหาเหตุผล มรรคผลมันอยู่ที่ไหน ทำไมพระพุทธเจ้าถึงทรงแสดง อย่างในอนัตตลักขณสูตร แสดงถึงรูปไม่เที่ยง รูปเป็นทุกข์ รูปในที่ใกล้ที่ไกล รูปในอดีต อนาคต ล้วนแต่แปรปรวนยักย้ายต่างๆ นานา ประการต่างๆ เหล่านี้  เป็นต้น ทรงแสดงเพื่อใคร?

อย่างพระสวดมนต์ทุกๆ วันนี้ สวดเพื่อศพหรือ? เพื่อหวังเงินหรือ? การแสดงธรรมก็เพื่อต้องการให้คนเป็นฟัง ต้องเข้าใจอย่างนั้น ขอ ต้องมีโอปนยิโก น้อมเข้ามาสู่ตัวเรา นี่ล่ะธรรมะ สำหรับผู้มีใจอันเป็นปกติแล้ว ได้ยินสิ่งใดมากระทบอย่างนี้ มันก็มีโอปนยิโก น้อมเข้ามาสอนตัวเรา ตำหนิตัวเรา 

ใจเจ้าเอย เจ้าอย่าเพลิดเพลิน อย่าสนุกสนานร่าเริง เจ้าจงมาพิจารณาหาเหตุผลในสิ่งอันที่เกิดขึ้นมาอย่างนี้

*พบทางกำจัดภัยแก่จิต

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านกล่าวว่า นี่แหละเป็นทางจะกำจัดภัยของใจ ที่มันเดือดร้อนวุ่นวายเบาบางลงไป ยิ่งถ้ามองให้ลึกซึ้ง ลงไปในสิ่งที่ร่าเริงสนุกสนาน ที่โลกทั้งหลายเขากันเข้าใจว่าเป็นสุข เป็นสิ่งที่สนุกสนานร่าเริง ถ้าเรามาพูดถึงความลึกซึ้งแห่งพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ที่ทรงยกขึ้นมาเป็นหลักธรรม ยิ่งแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า สิ่งเหล่านั้นเต็มไปด้วยไฟ คือจิตอันประกอบด้วยความเพลิดเพลินอันเจือด้วยอำนาจราคะ นั่นแหละคือไฟกองใหญ่เผาใจเรา ให้เกิดความร้อนรุ่มกระวนกระวาย ทำให้ใจไม่เกิด ความสงบ

การฟังเทศน์ฟังธรรม สวดมนต์ทำวัตรนี้ เพื่อต้องการเอาธรรมะนั้น มาใคร่ครวญพินิจพิจารณาให้ใจที่มันดิ้นรนกระวนกระวายสร่างซาลงไป อย่างเราศึกษา นักธรรมตรี โท เอก ศึกษามหาเปรียญ ๙ประโยค ๑๐ ประโยค ตั้งร้อยแปดพันประการ ก็เพื่อต้องการที่จะรู้จุดที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ที่ทรงแสดงว่าชำระใจของตนให้บริสุทธิ์หมดจด นั่นเป็นยอดศาสนา เป็นยอดคำสอนของพระพุทธเจ้า

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า แต่วิธีที่จะชำระใจให้บริสุทธิ์ เมื่อไม่บริสุทธิ์เราก็ต้องคิดหาวิธี ที่พูดอย่างนี้อย่าหาว่าขู่เข็ญ ฟังไม่ได้ออกไปเลย หลวงตาเจี๊ยะอยากเอาอย่างนี้หน่อย 

การเทศน์ต้องการให้เป็นคติ บุคคลผู้ฟังนั้นจะได้นำไปพินิจพิจารณา เมื่อเห็นว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์กับตน ก็จะได้เอาไปปฏิบัติ จะให้เทศน์เพื่อโก้ๆ เพื่อหวังลาภ เพื่อหวังสรรเสริญอย่างนั้น จะเทศน์กันไปทำไม? เพราะฉะนั้นเวลาเทศน์ใจมันจึงไม่ดึงดูดให้อยากเทศน์ เพราะใจคนฟังมันไม่ใส่ใจในธรรมะ

ถ้าเราเห็นว่าการใส่ใจในการปฏิบัติเป็นสิ่งสำคัญ เราไม่หักไม่ฟาดมันลงไปแล้ว มีแต่มันจะหมักหมม เผาหัวตัวเองอยู่ตลอดกาล จนกระทั่งตายเปล่า แบบนี้ใครทนได้ก็ทนไป เราไม่ทน เราจะเผากิเลส ไม่ให้กิเลสมันมาเผาเรา เปรียบเหมือนขวากหนามที่ตั้งอยู่ตีนเรา เข็มมีเต็มไปหมด แต่ไม่รู้จักหยิบเอาเข็มนั้นมาใช้ เข็มนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์ ตีนนั้นก็ไม่สามารถจะเอาหนามนั้นออกได้

หลวงปู่เจี๊ยะสอนไว้ว่า ธรรมะมีอยู่ทั่วไป แต่เมื่อบุคคลใด มีปัญญา มีสติมาระลึกบทใดบทหนึ่ง มากำกับอยู่ในหัวใจเราแล้ว ตั้งอกตั้งใจบำเพ็ญอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งใจนั้นเกิดความสงบแล้ว

ก็เหมือนหนามที่ทิ่มแทงออกไปจากตีน รู้จักหยิบเข็ม จะตื้นลึกขนาดไหนก็เอาเข็มมาบ่งเข้า ไอ้หนามนั้นมันก็ออกไปจากเท้าของเรา เราก็ได้รับความสบาย ไม่เสียว ไม่เจ็บ ไม่ปวดอีกเหมือนเดิม ใจที่ถูกธรรมะของพระพุทธเจ้าเข้าไปข่ม ใจนั้นก็จะสงบเยือกเย็นลง

*อุบายบริกรรม

เพราะฉะนั้นต้องอุตส่าห์ อันธรรมของพระพุทธเจ้า ยกองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง บำเพ็ญจนได้เป็นสัพพัญญู ก็ต้องเอาอยู่ 6 ปีอย่างนี้เป็นต้น ต้องใช้ความพยายาม อดข้าวอดปลา ทำสารพัดสาระเพทุกอย่าง ทำจนเกือบล้มเกือบตายก็ยังไม่ได้สำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษ

เป็นอย่างนั้น จนกระทั่งมาได้ปีที่ 6 ก็มาเห็นปฏิปทาทางเดินถึงอานาปานสติ เมื่อใช้ปัญญาพินิจพิจารณา จึงได้รู้ความจริงเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น

ในการปฏิบัติของเราก็เหมือนกัน อันใดที่จะแก้ใจให้มันขาดจากนิวรณ์แล้ว ใจนั้นจะได้เป็นสมาธิ นั่นแหละเป็นอุบายสำคัญที่มันจะแก้ใจเราได้ ใจอย่างนั้นจึงเรียกว่าใจอาตาปี คือใจที่สามารถแผดเผากิเลสลงได้

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านยังกล่าวอีกว่า ใจคนเรานั้นมันเร็วมาก ต้องอาศัยการใคร่ครวญ การพินิจพิจารณา การบริกรรม จะหลับหู หลับตาทําไปโดยขาดการใคร่ครวญนั้นไม่ได้ เมื่อตั้งจิตต้องการความสงบก็ใช้การบริกรรมมากำกับหัวใจ ไม่ให้ใจของเราส่ายไปหาอารมณ์ ให้อยู่กับพุทโธ มีสติกำกับ แต่ใจก็ยังแส่ออกไปข้างนอกตลอดเวลา เหมือนวัวควายที่ดื้อดึง เมื่อเป็นอย่างนั้นต้องเน้นการบริกรรมให้เร็วขึ้น ต้องคิดถึง อุบายเพื่อไม่ให้ใจส่ายไปหาอดีต อนาคต

ฉะนั้น พวกเราอย่าไปเสียดายบริกรรม ว่าจนให้มันเหนื่อยที่สุด ให้มันนานเท่าไรได้ยิ่งดี สักประเดี๋ยวจิตมันก็สงบ มันหายจากการไม่นึกคิดแล้ว ถ้าเราไม่บริกรรมมันกำลังแข็งตัว มันก็ต้องออกไป สู้กับเราอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นต้องบริกรรม พุทโธๆ โธๆ ๆ ๆ ว่าให้เร็ว พอมันหมดลมก็เอาอีก โธๆ ๆ ๆ ๆ แต่อย่าให้ดัง เดี๋ยวเขาว่าบ้า ให้เบาๆในใจ ว่าอยู่อย่างนั้นให้เร็วๆๆ โธๆ ๆ หยุด โธๆ หยุด”

*ค่ำคืนบรรลุธรรม

วันหนึ่งในพรรษาที่ ๓ ขณะหลวงปู่เจี๊ยะนั่งภาวนาอยู่ที่ใต้ต้นกระบกที่วัดทรายงาม หลวงปู่ท่านกล่าวว่า ด้วยการพิจารณากายอย่างละเอียดถึงที่สุด ปรากฏประหนึ่งว่า แผ่นดิน แผ่นฟ้า ละลายหมด กายกับใจนี้มันขาดออกจากกัน เหมือนว่าโลกนี้ขาดพรึบลงไป ไม่มีอะไรเหลือเลย แม้แต่ร่างกายก็สูญหายไปหมด เหลือแต่ความบริสุทธิ์ของใจอันเที่ยงแท้ทีเดียว

เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว จิตนั้นแปลกประหลาด อัศจรรย์และพิสดารอย่างลึกล้ำ ถึงกับได้อุทานภายในใจว่า “นี่แหละชีวิตอันประเสริฐ เราได้พานพบแล้ว” คืนนั้นจึงเป็นคืนที่น่าจดจำ อย่างไม่มีวันลืม ธรรมชาติของจิตนั้นมันแปลกกว่าที่คาดมาก มาก ขนาดว่าก่อนจิตรวมกับหลังจิตรวมนั้นมันเหมือนคนละคน ทั้งๆที่เป็นคนเดียวกัน

“พอจิตรวมถึงที่สุดแล้ว ถอนจิตออกจากสมาธิแล้ว จิตนี้มันอาจหาญ ไม่กลัวใคร คำไม่กลัว ไม่ได้หมายว่าเราเป็นนักเลง คือไม่กลัวต่อความจริง อันไหนเป็นความจริงเราอาจหาญที่จะต่อสู้และพิจารณา เรียกว่า ธรรมทำให้กล้าหาญ”

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า เมื่อภาวนาจิตลงได้อย่างนั้นแล้ว สมบัติใดๆ ในโลกที่เขานิยมว่ามีค่ามาก จะเอามากองให้เท่าภูเขาเลากา ไม่ได้มีความหมายเลย ธรรมสมบัติที่ปรากฏเมื่อคืนนี้ เป็นธรรมสมบัติเหนือรัตนะเงินทองโดยประการทั้งปวง อัศจรรย์ในธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นที่ยิ่ง 

จิตไม่เกี่ยวเกาะด้วยกามคุณเลย ทั้งๆที่เคยสัญญากับคนรักไว้ก่อนบวชว่า “บวชเพียงหนึ่งพรรษา ก็จะสึกออกมาแต่งงานกัน” เมื่อจิตมิได้เยื่อใยในโลกเช่นนั้นอยู่มาวันหนึ่งเดินออกบิณฑบาต เจอคนที่เราเคยรักมาใส่บาตร เราจึงบอกสาวคนที่เรารักนั้นไปว่า “ เอ๊ย…ต่อแต่นี้ไปเราจะไม่สึกแล้วนะ”

เมื่อเป็นสันทิฏฐิกธรรม คือรู้เองเห็นเองเฉพาะตนแล้วจึงไม่นำไปพูดกับใครและปิดไว้ไม่ให้ใครรู้ จึงนึกถึงแต่กิตติศัพท์และกิตติคุณของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตอยู่แค่นั้น

(ติดตามอ่านตอนต่อไป) 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิดอัตตชีวประวัติ’หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม

Posted on February 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/634432

เปิดอัตตชีวประวัติ'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท'พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 17.09 น.

นี่คือพระมหาเถระผู้มีภาพลักษณ์ตรึงตา เป็นสมณะห่มกาสาวพัสตร์ถือขวานถากไม้ เป็นปริศนาธรรม ท่านผู้นี้พูดจาเสียงดังฟังชัด ออกกริยาท่าทางคล้ายไม่สำรวม นัยน์ตามีแววมุ่งมั่นทุกคนเรียกกันติดปากว่า”หลวงปู่เจี๊ยะ” อริยเจ้าผู้บำเพ็ญเพียรในกุฏิเพิงหญ้าหลังเล็กๆ มีจีวรเก่ากั้นเป็นฉากหลัง…

ผู้ใดพบเห็น นั่นคือ สมณานญฺจ ทสฺสนํ การเห็นสมณะผู้สงบสันโดษ ย่อมเป็นมงคลอย่างสูงสุด

ณ ที่อันเป็นสัปปายะทุกแห่งหนเสียงเทศนาธรรมของท่านกล่อมเกลาจิตใจสานุศิษย์…วันแล้ว…วันเล่า มิได้ขาด จนแม้วันนี้ก็ยังมีแถบเสียงเทศนาเก็บไว้หลายแหล่งแห่งหนเป็นธรรมนุสรณ์  ซึ่งในวันเก่ามิใคร่มีใครเข้ามามากนัก

ในกาลต่อมา ตำนานชีวิตท่านเริ่มมีผู้เล่าขาน เมื่อหลวงตามหาบัวได้ยกคำของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่กล่าวชมยกย่องสรรเสริญว่า”เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ให้เป็นเพชรน้ำหนึ่ง ที่หาได้โดยยากยิ่ง

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท หรือ พระครูสุทธิธรรมรังษี วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี พระผู้อาจหาญเด็ดเดี่ยวในสายกรรมฐานของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้รับการยกย่องจากท่านพระอาจารย์มั่น ว่า”เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง” เนื่องจากอุปนิสัยของท่านเป็นคนตรงไปตรงมา มีปฏิปทายอมหักไม่ยอมงอ ท่านสละอวัยวะ ทรัพย์และชีวิตเพื่อธรรม เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที จงรักภักดีต่อท่านพระอาจารย์มั่น ยิ่งกว่าชีวิต

ประวัติ ปฏิปทา คติธรรมของท่านอาจแตกต่างจากพระกรรมฐานรูปอื่นในแง่ปลีกย่อย ท่านไม่กว้างขวางเรื่องปริยัติธรรมภายนอก รอบรู้เฉพาะเรื่องจิตภาวนา อันเป็นธรรมภายใน ท่านปฏิบัติลำบากแต่รู้เร็ว คำสอนของท่านก็เป็นปัจเจก  มุ่งเน้นทางด้านจิตใจเป็นส่วนใหญ่
ประกอบกับท่านมีบารมีธรรม ที่บ่มบำเพ็ญมาแต่ชาติปางก่อน เป็นสิ่งช่วยเกื้อหนุนอยู่อย่างลึกลับ การปฏิบัติของท่านจึงนับว่ารู้ธรรมเร็ว ในยุคปัจจุบันเพราะบุญเพรงแต่ปางหลังแท้ๆ

ท่านเป็นแบบอย่างทางสงบแก่โลกที่ปนเปื้อนไปด้วยกองทุกข์นานัปการท่านสอนให้พวกเรามองอะไร ไม่ควรมองแต่ด้านเดียว  การมองอะไร อย่าใช้แต่สายตาเป็นเครื่องวัดตัดสินเท่านั้น แต่ต้องใช้แววตาคือ ปัญญาวิเคราะห์ด้วยเพราะผู้ปฏิบัติธรรมไม่ควรมองข้ามปมคำสอน เพียงเพราะสายตาเท่านั้น ควรพิจารณาให้ถ้วนถี่  เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงสว่างแก่โลก ย่อมไม่ละเลยทั้งกอไผ่และภูผา 

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเป็นผู้มีจิตอิสระไม่เกาะยึดติดตัวพันในบุคคล กาล สถานที่ การปฏิบัติของท่านมุ่งเน้นที่ผลการปฏิบัติ มากกว่ารูปแบบแห่งการปฏิบัติเป็นนิสัยสะท้านโลกา และปฏิปทาที่เป็นปัจเจก ยากที่ใครๆจะเลียนแบบได้

*ปานดำบนแผ่นหลัง 

หลวงปู่เจี๊ยะ นามเดิมจริงๆชื่อว่า โอวเจียะ “โอว” แปลว่าดำ ส่วน “เจียะ” แปลว่า หิน จึงรวมคำแปลว่าหินดำ เพราะท่านมีปานดำที่แผ่นหลัง ท่านเมตตาเล่าเรื่องชื่อของท่าน(ประวัติ พระครูสุทธิธรรมรังษี หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง)

“เขาเรียกกันว่า ‘โอวเจี๊ยะ’ แปลว่าหินดำ เพราะมีปานดำที่แผ่นหลัง แต่มาภายหลังเรียกสั้นๆว่า เจี๊ยบ ปานดำที่แผ่นหลังนี่ มันดีนักหนา คนสงขลาเห็นเข้าตอนที่ไปธุดงค์ทางภาคใต้ เขาถึงกับพูดว่า โอ๊ย…!ท่านอาจารย์มีของดีโว้ย มันดีอะไร เราถาม ก็ที่แผ่นหลังท่านอาจารย์ไง ปานดำเต็มแผ่นหลังมันหายากนะ พอพูดเสร็จเขาก็ขอดูด้วยความชอบอกชอบใจ

ปริศนาปานดำกลางแผ่นหลังนี้ก็ปรากฏอยู่ในประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีมาก่อนเช่นกันว่า เมื่อแรกกำเนิดนั้นสมเด็จฯ ท่านก็มีปานดำสัณฐานกลมอยู่กลางหลัง… โบราณถือกันว่าเป็นผู้มีบารมี  รวมทั้งสองของท่านต้องนำไปยกให้เป็นลูกพระเถระแก้เคล็ดมาแล้วเช่นกัน

จริงๆแล้ว คำว่า “โอวเจี้ยะ” มีความหมายในทางธรรมอย่างหนึ่ง หลวงปู่เจี๊ยะ กล่าวว่า คนที่มีปานประเภทนี้จะต้องเป็นคนที่มีจิตใจแข็งแกร่งดุจศิลาแลง ทนร้อน ทนหนาว ทนทุกข์ ที่สุด ทนอดทนได้ รับได้ แก้ไขได้ทุกสภาวการณ์ เหมือนจะเป็นธรรมะเตือนเราว่าจงทำจิตใจให้เข้มแข็งดุจแผ่นหิน  ใครจะนำเอาของสกปรกมาเทใส่แผ่นหินก็คงนิ่งอยู่อย่างนั้น ใครจะนำเอาน้ำหอมมาเทใส่แผ่นหินก็คงอยู่อย่างนั้นเหมือนกันไม่หวั่นไหว ไม่โยกคลอน หรือโอนเอนไปกับอารมณ์ต่างๆที่มายั่วเย้าหลอกลวง

*บิดาจากโพ้นทะเล

หลวงปู่เจี๊ยะ กำเนิดในตระกูลโพธิกิจ โยมบิดาชื่อ ซุ่นแซ โยมมารดาชื่อแฟโพธิกิจ ครอบครัวมีอาชีพค้าขาย ถือกำเนิดเมื่อวันอังคารเดือน 7 ขึ้น 6 ค่่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 6 มิถุนายนพ.ศ 2459 ณ บ้านคลองน้ำเค็ม ตำบลคลองน้ำเค็มอำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรีเป็นบุตรคนที่ 4 มีพี่น้อง 7 คนและพี่บุญธรรมอีก 1 คน รวมเป็น 8 คน มีลำดับดังนี้ 1.นางพิมพ์ โพธิกิจ พี่บุญธรรม 2.นางฮุด แซ่ตัน 3.นายสง่า โพธิกิจ 4.นางสาวละออ โพธิกิจ 5.ตัวท่านเอง(หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท) 6.นางสาวละมุน โพธิกิจ เป็นข้าราชการครู 7. นางลักขณา (บ๊วย) เกิดในมงคล 8.นายสมบัติ โพธิกิจ

หลวงปู่ท่านเมตตาเล่าให้ฟัง (ประวัติ พระครูสุทธิธรรมรังษี)หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง) ว่า เริ่มแรกทีเดียวพ่อกับน้องชายที่บ้านติดกัน พากันมาจากประเทศจีน มาแสวงหาชีวืตและสิ่งที่ดีกว่าที่เมืองไทย การเดินทางก็ไม่มีสมบัติอะไรติดตัวมา มีแต่เสื้อผ้าและตะกร้าไม้ไผ่สานของจีนสำหรับใส่เสื้อผ้า ใช้ไม้คานหาบคอนมาขึ้นเรือเท่านั้น

“พื้นเพโยมพ่อเป็นคนจีน เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองจีนมาอยู่เมืองไทย ตอนนั้นพ่ออายุประมาณ20กว่าๆ มาอยู่คลองน้ำเค็ม มาเจอโยมมารดาที่นั่น โยมมารดาเป็นลูกครึ่งจีนที่เกิดในเมืองจันทน์ พอแต่งงานกันแล้วก็ย้ายมาอยู่ตำบลหนองบัว โยมพ่อโยมแม่เป็นผู้ที่สนใจในพระพุทธศาสนา ไม่เพียงแต่พ่อแม่เท่านั้น ปู่ย่า ตายาย ก็สนใจในพุทธศาสนา…ก็พวกเราเป็นชาวพุทธนิ…”หลวงปู่พูดเป็นภาษาสำเนียงจันทบุรีแบบน่าฟัง

และกล่าวอีกว่า สมัยก่อนนั้น การไปไหนต้องเดินด้วยเท้าทัังนั้น ไม่มีรถยนต์ พ่อเป็นคนแข็งแรง เดินจากหนองบัวไปเก็บค่าเช่านาที่สี่เจียมเทียน ระยะทางหลายสิบกิโลก็ยังเดินไป เมื่อเดินไปถึงแล้วและเสร็จธุระก็ต้องเดินกลับ พ่อเป็นคนหมั่นขยันมาก

*ท่านสู้ไม่ถอย

หลวงปู่เจี๊ยะนั้น สมัยวัยหนุ่มก่อนบวชท่านเป็นคนแข็งแรง สู้ทุกรูปแบบ จริงจัง ยอมหักไม่ยอมงอ ทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ดั่งใจ และมีความเพียรในการประกอบการงานเป็นเลิศ พูดจาโฮกฮาก ตรงไปตรงมา ไม่กลัวคน ท่านไม่ยอมแพ้ใครเรื่องการงาน ไม่ว่าจะเป็นงานหนัก เช่น แจวเรือ แบกหามสิ่งของ เรียกว่า มีความอดทนบึกบึนเป็นอันมาก

หลวงปู่ท่านเล่าว่า ในวัยหนุ่มทำมาค้าขาย ขายเงาะ ขายทุเรียน ขายมั๊ย นิสัยออกจะติดทางนักเลง เป็นคนจริงจังในหน้าที่การงาน ไม่เกเร แม้จะพูดจาโฮกฮาก ไม่กลัวคน 

ต้นตระกูลเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบโกหก จึงเป็นมรดกทางอุปนิสัยติดต่อกันมาเรื่อยๆ จนถึงผู้เป็นลูกหลาน เราเป็นคนทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ดั่งใจ เวลาไปบรรทุกผลไม้ที่ท่าแฉลบ เรือลำไหนมันขึ้นฝั่งไม่ได้ เรือเขาขึ้นไม่ได้ทั้งหมด แต่สำหรับเรือเราต้องขึ้นได้ คือเอาขึ้นจนได้ เราเป็นคนแข็งแรง สู้ทุกรูปแบบ เป็นคนจริงจัง ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ เป็นคนซุกซน แต่ไม่เคยซุกซนเรื่องผู้หญิง และไม่เคยยอมแพ้ใครในหน้าที่การงานทั้งปวง 

สมัยยังหนุ่มแน่น เราไม่เคยคิดถึงเรื่องบุญบาปคุณโทษอะไร มุ่งแต่ทำงานอย่างเดียว แม้แต่คำว่า นโม ตสฺส ยังว่าไม่จบ  แม้บางครั้งไปวัดได้ยินพระท่านเทศนา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายในภายนอก เช่น ตาเห็นรูปอย่างนี้เป็นต้น ฟังแล้วไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย บางทียังคิดเลยว่า ท่านพูดเรื่องอะไร ไม่รู้เรื่อง ฟังแล้วไม่เห็๋นเข้าใจ พอตอนหลังมาบวชจึงได้ทราบว่า อันนี้เป็นธรรมะที่บ่มอินทรีย์เป็นสำคัญ

หลวงปู่ท่านเมตตาเล่าอีกว่า นิสัยตอนเป็๋นฆราวาสมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องธรรม เรื่องความดี เรื่องประมาทอะไร ทำอะไรก็ไม่ค่อยคิดให้รอบคอบ ตอนหลังเข้ามาบวช ไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านสอนว่า 

“ให้ไตร่ตรองในหน้าที่การงานทั้งมวล เวลาทำการงานอะไร จงอย่ารีบด่วนในการที่ควรจะช้า จงอย่ามัวชักช้าในการที่ควรรีบด่วน เพราะถ้าเราปฏิบัติไม่รอบคอบเช่นนี้ เราผู้ทำอะไรโง่ๆ งุ่นง่านแบบนี้ มักจะประสบทุกข์” ท่านพูดให้ฟัง และเราก็จำเอา

*ในบุญพระโพธิญาณ

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านกล่าวถึงการอุปสมบทของท่านว่า การบวชในครั้งนั้น เราเป็นผู้มีจิตศรัทธาขึ้นมาเอง การบวชไม่มีใครมาบังคับชักชวนแต่อย่างใด เพียงเพราะในใจคิดว่า สมควรแก่เวลาและอายุ ที่จะทดแทนบุญคุณของท่านผู้มีคุณทั้งหลายได้แล้ว

การบวชนั้น ทุกวันนี้เราถือเป็นประเพณีกันเสียแล้ว บวชเพียง 3 เดือน 2 เดือน 15 วัน 1 เดือน อย่างนี้มันคล้ายๆกลายเป็นประเพณี ไม่ใช่บวชหนีโลก หนีสงสารอย่างนี้ 

ถ้านึกถึงการบวชที่จริง แม้แต่เราเองแท้ๆก็บวชตามประเพณีเช่นเดียวกัน เป็นอย่างนั้น อายุครบ 20 ปี งานกำลังเยิอะจึงบอกโยมว่า อย่าเพิ่งบวชเถอะ ปีนี้งานเราเยอะ พอถึงวันอายุ 21 ปี ก็ได้เข้ามาบวช บวชก็บวชไปอย่างนั้น นะโม ตัสสะ ฯลฯ อะไรๆก็ว่าไม่ค่อยจะเป็น สวดมนต์ไหว้พระก็ไม่เป็นสักบท

เข้ามาด้วยความเป็นคนดิบ เหมือนไม้สดเข้าไปในเตาที่ไม่ได้ลิดกิ่งลิดก้าน เข้าไปอย่างนั้นอีเหละเกะกะ นานาประการต่างๆ เบื้องต้นก็ได้มาอยู่กับท่าน อาจารย์กงมา ท่านเป็นอาจารย์ผู้ปกครอง ส่วนท่านพ่อลี ในสมัยที่เข้าไปบรรพชาอุปสมบท ท่านเป็นพระอนุสาวนาจารย์ เป็นคู่สวด ความจริงตั้งใจบวชเดือน 12 ก็จะสึก มันมีความหมายอยู่สำหรับพระหนุ่ม คนหนุ่ม เป็นเช่นนั้น เกือบๆจะไปเกี่ยวข้องกับผู้หญิงเข้า มันเป็นเช่นนั้นชีวิตในวัยหนุ่ม

หลวงปู่ท่านกล่าวอีกว่า พออายุครบบวช ก็มีความปรารถนาจะบวช แต่ก็ติดเรื่องเกณฑ์ทหาร จึงรอเกณฑ์ทหารเสียก่อน หลังจากเกณฑ์ทหารที่จันท์ไม่ถูก เพราะได้ประเภทดี2 คัดออกไว้ก่อน เขารับทหารใหม่ 40 กว่าคน มีคนมาสมัครครบจำนวน เราจึงรอดตัวไม่ต้องเป็นทหาร

เมื่อเกณฑ์ทหารเสร็จแล้วก็ยังไม่ได้บวชอีก หลังจากเกณฑ์ทหาร 2 ปีถึงได้บวช มีความคิดไว้ในใจว่า บวชเสร็จสึกออกมาค่อยแต่งงานกับคนที่เรารัก แต่บวชไปแล้วสมาธิมันเกิด มันไม่สนใจทางโลกอีกเลย

อีกทั้งในขณะนั้นพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์สายท่ายพระอาจารย์มั่น ก็จาริกมาธุดงค์ประกาศเทศนาธรรมให้คนทั้งหลายละชั่วสร้างความดีในจังหวัดจันทบุรี และก็เดินทางมาที่บ้านหนองบัวซึ่งเป็นบ้านเกิดของเรา ซึ่งในสมัยนั้นพระกรรมฐานแถบทางภาคตะวันออกยังไม่ค่อยมี

ก็มีท่านพ่อลี ธมฺมธโร และพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ นี้แหละที่เป็นผู้นำมาเผยแพร่ ชาวพุทธทางภาคตะวันออกถึงได้ทราบเรื่องร่าวของพระกรรมฐานและการภาวนา

*คำปรามาสก่อนบวช

ด้วยอุปนิสัยของหลวงปู้เจี๊ยะ ในวัยหนุ่มทำมาค้าขายผลไม้ นิสัยออกจะติดทางนักเลง ต้นตระกูลเป็นคนตรงไปตรงมา เป็นคนจิงจังในหน้าที่การงาน ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ พูดจาโฮกฮากไม่กลัวคน …พออายุครบอุปสมบทไดเ 2 ปี ท่านก็มีความคิดที่จะบวชทดแทนคุณบุพการี และหวังว่าจะสึกออกมาแต่งงานกับคนรักที่ชื่อว่า แป้ง ก่อนจะบวชจึงมีคนสบประมาทไว้ว่า อาจอยู่ได้ไม่ครบพรรษา…

ในหนังสือประวัติหลวงปู่ท่านเมตตาเล่าให้ฟังว่า ก่อนบวชชอบเลี้ยงปลากัดกับน้องชายชื่อนายสมบัติ เวลาเข้าวัดเตรียมตัวเข้านาค ก็มีเพื่อนคือไอ้อ๊อดเข้าคู่กัน ถึงวันก็จะบวชพร้อมกันเป็นนาคคู่พ่อแม่ก็นำเข้าไปฝากกับท่านอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ตอนจะบวช ใครๆเขาก็พูดไว้ว่า “ไอ้เจี๊ยะนี่…มันบวชไม่ได้หรอก ถึงบวชได้ก็คงไม่พ้นที่จะสึกกลางพรรษา ส่วนไอ้อ๊อด มันเป็นคนเรียบร้อย คงจะบวชได้นานอยู่หรอก” แต่ที่ไหนได้ ไอ้อ๊อด บวชได้ไม่กี่วันก็สึก อย่างนี้แหละ คนมันชอบมองแต่อย่างนี้แหละ

หลวงปู่เล่าถึงตอนนี้ท่านแสดงถึงความสนุกในวัยเด็กของท่าน “ก็ใครเขาจะเชื่อ เรามันดื้อยังกะลิง

“ก็ใครเขาจะเชื่อ เรามันดื้อยังกะลิง เป็นตัวแสบประจำ หมู่บ้าน” ท่านพูดแล้วก็หัวเราะพร้อมกับจัดบุหรี่ออกมาสูบแบบมวนต่อมวน

“ก็สมัยก่อนเขานิยมกันว่าเป็นเรื่องดิบดี สูบไม่เป็นยังต้องหัดให้เป็น แต่มาสมัยปัจจุบันนี้มันเป็นเรื่องเสียหาย ความนิยมมันขึ้นอยู่ กับยุคสมัย และความนิยมชมชอบ ถ้าเขานิยมสิ่งใดเขาก็ว่าสิ่งนั้น เหมือนสมัยปัจจุบันนี้ เขานิยมแต่งตัวโป๊ๆ หรือนิยมใช้สิ่งของส สุร่ายเกินตัว คนเขาก็ไม่เห็นว่ามันเสียหาย แม้แต่สามีภรรยายัง ชอบกัน ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหายหรืออันตราย”

“การแต่งตัวโป๊ๆ อันตรายหรืออาจจะตายง่ายกว่าการสูบ เข้าม บุหรี่เสียอีก แต่ชาวโลกเขานิยมจึงเหมือนไม่มีพิษมีภัย การสูบบุหรี่ เช่นกันเราสูบมาตั้งแต่ 50 ปีคนหลัง มันเป็นความเคยชินมากกว่า คนทุกวันนี้มันไม่ติดบุหรี่หรอก เพราะมันมีอย่างอื่นให้ติด อันตราย ศาล มากกว่าเป็นไหนๆ”

ท่านกล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า ในเรื่องโลกธรรม อันเป็น เป็น กริยาสอนเราได้อีกทางหนึ่ง ที่มักจะคิดมุมเดียว

*ฉายา “แสบ” ก่อนบวช

หลวงปู่เจี๊ยะ กล่าวว่าพุทธศาสนา ศาสนธรรมคำสอนของ พระพุทธเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในโลก ในบรรดาศาสนา กล ทั่วสกลโลกนี้แล้ว ไม่มีสิ่งใดที่จะเปรียบเทียบ จะเอามาเปรียบเทียบไม่ได้เลย ผิดกันไกลราวฟ้ากับดิน ทำไมถึงว่าเช่นนั้น

เรานี่…เป็นคนชนที่สุด แก่นดื้อ พ่อแม่พอมีอันจะกินฐานะดีอยู่ แต่ไม่ได้เคยสนใจในเรื่องธรรมะเลย มัวแต่เที่ยวซุกซนตามประสาคนหนุ่ม คือว่า ไม่มีวี่แววที่จะสนใจในเรื่องธรรมะเรื่องศาสนา เลยแม้แต่น้อย

แต่เราคงมีบุญเก่าอยู่บ้าง บุญนั้นแหละชักจูงนำพาเข้ามาทางพระศาสนา ประกอบกับบิดามารดาเป็นผู้มีศรัทธา เชื่อเรื่องบาปกรรมอยู่เป็นพื้นเพนิสัยอยู่แล้ว อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชักจูงเราให้ เข้ามาทางศาสนาได้

บทเวลาได้มาบวช ใครๆเขาก็แปลกใจ เพราะมันนิสัยขัดกับศาสนาที่อยู่ในกรอบอันดีงาม และมีระเบียบเรียบร้อย แต่สำหรับศาสนาเป็นเครื่องหล่อหลอมอยู่แล้ว และสอนมุ่งเน้นลงที่ใจ เมื่อเราเป็นคนจริงอยู่แล้ว จึงง่ายต่อการปฏิบัติ เพราะคนจริงย่อมถึงธรรม อันเป็นความจริง ไม่มากก็น้อย

ใครๆ เขาก็แปลกอกแปลกใจที่เรายอมบวชแต่โดยดี ทั้งๆ ที่ชีวิตนี้ยังไม่เคยท่องคำว่า “นโม ตสฺส ฯลฯ” แม้แต่ครั้งเดียว เราไม่ เคยดูถูกบุญดูถูกพระ แต่ตอนนั้นมันห่วงสนุกซุกซนไปตามเรื่องไป ตามวัย คนทั้งหลายเขาเรียกว่า “ไอ้ตัวแสบ” ไม่ใช่นักเลง แต่ไม่เกรงกลัวใคร แม้แต่นักเลง… เล่นอะไรก็ตามห้ามโกง เสียเท่าไหร่ไม่ว่า แต่อย่าโกง

*วารกาลอุปสมบท

การเตรียมตัวอุปสมบทของพุทธมามกะแต่เดิมต้องไปเป็นผ้าขาว หรือนาค รักษาศีลประพฤติธรรมเรียนรู้วัตรปฏิบัติที่จะพึงกระทำต่อวัดและครูบาอาจารย์ จนท่านเห็นว่าสมควรก่อนท่านถึงจะให้บวช

ถ้าปฏิบัติไม่ได้ ทำไม่ได้ ท่านก็ยังไม่ให้บวช ธรรมเนียมพระป่ากรรมฐานท่านเคร่งครัดนักเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้ามาจากไหนจะมาบวชได้ง่ายๆ 

หลวงปู่เจี๊ยะท่านกล่าวว่า ผู้ที่จะเข้าบวชต้องได้รับการฝึกอบรมเสียก่อน จึงจะบวชเป็นพระได้ แม้ตัวท่านเองก็เช่นกัน ต้องเป็นตาปะขาว รับใช้ติดตามครูบาอาจารย์อยู่ทั้งหลายเดือน

ในระหว่างนั้นต้องหัดขานนาค ออกเสียงอักขระฐานกรณ์ ที่เป็นภาษามคธให้ถูกต้อง เสียง ฑีฆะ รัสสะ เสียงออกนาสิก เสียงโฆสะ อโฆสะ ฯลฯ และต้องฝึกกราบ ต้องหัดภาวนาเรียนกรรมฐาน ฟังเทศน์ฟังธรรมจาก ท่านอาจารย์กงมา เป็นประจำทุกเช้าเย็น

ก่อนที่ยังไม่ได้โกนศีรษะ ด้วยความซุกซนอันเป็นแบบฉบับส่วนตัว ก็ได้แอบหนีมาเยี่ยมบ้านเหมือนกัน แต่เมื่อโกนศีรษะรับศีล เป็นตาปะขาวเต็มตัวแล้ว ก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลย จนกระทั่งได้บวช

*นิมิตตื่นจากโลก

หลังจากบวชเป็นนาคได้ไม่นานนัก ระหว่างการฝึกขานนาค ท่องบทสวดต่างๆ คืนหนึ่งขณะที่ฟังท่านอาจารย์กงมาฯ ท่านเทศน์ตามปกติทุกๆ วัน ก็เกิดประสบการณ์ธรรมเป็นครั้งแรกในชีวิต

พลังธรรมในคราวนั้น เป็นแรงบันดาลใจพลิกชะตาชีวิตของนาคเจี๊ยะ ให้ “ตื่นจากโลก” เป็นครั้งแรก

หลวงปู่เจี๊ยะเล่าว่า ท่านก็แสดงธรรมของท่านไปเรื่อยๆ เราก็ฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ท่านสอนให้ภาวนา พุทโธ เราก็ภาวนา พุทโธ อยู่อย่างนั้น นั่งเข้าสมาธิฟังเทศน์อยู่อย่างนั้น อันนี้มันก็เป็น เหตุที่แปลกอยู่นะ

พอเรานั่งภาวนา ฟังไปๆ จิตอยู่กับคำบริกรรม หูก็ได้ยินเสียง เทศน์ไป คือจิตก็ทําหน้าที่ของมัน หูก็ทำหน้าที่ของมัน มันเกิดเป็นสมาธิ แต่ตอนนั้น เราไม่รู้ว่ามันเป็นสมาธิ มันรวมจนกระทั่งว่า ไม่มีตัว ไม่มีตน ตัวตนหายหมด แล้วก็ปรากฏภาพนิมิต ที่ตัวเองนี้มาปรากฏหมอบลงไป ฟุบกับกองทราย ที่เป็นทรายขาวอยู่ในบริเวณวัดนั้นอย่างชัดเจน ตัวนี้อ่อนไปหมด ปรากฏว่าในขณะนั้น เราปรากฏว่าตัวเองไม่มี ตัวตน

จนกระทั่งท่านแสดงธรรมจบลง เราถึงรู้สึกตัว ตอนนั้นท่านแสดงธรรมนานมาก ทีหนึ่งเป็นชั่วโมงๆ ขึ้นไป เมื่อจิตถอนออกมา ออกจากที่ภาวนาก็คลานเข้าไปถามท่านว่า “ท่านอาจารย์ครับ เมื่อตะกี้ทำไมผมนั่งฟังเทศน์ท่านอาจารย์ อัน ผมไม่มีตัว ตัวผมหายไปไหน แต่สักประเดี๋ยวตัวผมนี่ ไป…ไปหมอบอยู่ที่…ที่กองทรายนั่นน่ะ ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้นครับ

คำถามนี้เราถามท่าน เพราะอธิบายไม่ถูก และไม่รู้จะถามท่านอย่างไร เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเป็นเช่นนี้ ที่กล้าถามท่าน เพราะความตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจ ที่ชีวิตหนึ่งชีวิตนี้เราได้เห็นอย่างนั้น ท่านก็บอกว่า “ไม่เป็นไร…เออ…ทำไป…ทำไป…ดีแล้วนะ” ท่านว่าอย่างนั้น เราก็ภูมิใจว่าเราทำถูกต้อง

การมีครูบาอาจารย์ดี ท่านรู้จริงผ่านการปฏิบัติมา สอนแบบมีหลักเกณฑ์ไม่สุ่มเดา จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก อาจารย์เป็นบัณฑิต ท่านก็ย่อมสอนในแนวทางเจริญเพื่อความเป็นบัณฑิต แต่ถ้าอาจารย์โง่เขลาสอนแบบสุ่มสี่สุ่มห้า มันก็เหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอด อาจารย์ก็ตาบอด แล้วจะมาสอนลูกศิษย์ที่ตาบอดอยู่แล้วให้ตาดี อันนี้มันเป็นไปได้ยากยิ่งนัก

นี่แหละคือขั้นต้นแห่งการเข้ามาสู่วัด เป็นขั้นตอนที่จะเข้ามาบวช เริ่มแรกจิตมันเป็นอย่างนี้ มันก็เป็นการปูพื้นฐานทางด้านจิตใจ ให้ฝักใฝ่ในคุณธรรมที่สูงๆ ขึ้นไป อันเป็นการเลื่อนขั้นของจิตให้สูงขึ้น

เพราะจิตมนุษย์มีหลายขั้นหลายตอน จิตหยาบ จิตละเอียด และอาศัยบุญวาสนาเป็นเครื่องหนุนส่งอยู่เบื้องหลัง เมื่อเรามีบุญ เคยสร้างบุญมาแต่ชาติปางก่อน ประกอบกับเกิดมาเจอพุทธศาสนา อันเป็นประเทศที่สมควรแก่การประพฤติธรรมยิ่ง ประการสุดท้าย ถ้าเราตั้งตนไว้ชอบแล้ว การภาวนาก็เป็นเรื่องที่เราทุกคนสามารถ ทําได้

*ความสุขแท้ในโลกไม่มี

หลวงปู่ท่านกล่าวว่าในชีวิตเราเกิดมาก็ไม่เคยพบความสงบอย่างนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตมันก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า “นั่นอะไรล่ะ… ความสุข” การเข้าวัดเข้าวา เมื่อปฏิบัติได้ก็เป็นอย่างนี้ ชีวิตที่จะมีความสุขอันแท้จริงในโลกมันไม่มี แต่เราเข้าใจว่ามี 

ถ้ามองให้ลึกซึ้งอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสแล้ว ไม่มีเลยความสุขในโลก ความสุขอันนั้น เป็นความสุขอันเจือไปด้วยความเร่าร้อนกระสับกระส่าย อย่างมีเงินมากๆ ก็กลัวเขาจี้ปล้น กลัวว่าเขาจะมาแย่งชิงไปเรียกค่าไถ่ สารพัดสารเพ ต้องเป็นทุกข์กังวลรักษา ฝากที่นั่นที่นี่ก็ไม่ดี พกไปมากก็ไม่ดี กลัวจะถูกจี้ จะถูกปล้น จะถูกฆ่าตาย…นี่…สารพัดสารเพ กลัวคนอื่นจะแย่ง คนนี้จะแย่ง พี่น้องอย่างนั้นอย่างนี้ สารพัดใจนั้น คิดไปทุกแง่ทุกมุม นั่น…ใจอย่างนั้น ใจมันก็กังวล ใจเดือดร้อนวุ่นวายอย่างนั้น ไม่ใช่ใจที่สงบ 

อย่างที่เรามาทำอย่างนี้ มันก็มุ่งเพื่อความสงบ แต่ก็ต้องอาศัยการนึกคิด เพื่อต่อสู้กับสิ่งที่มันจะมาก่อกวนความไม่สงบของใจ เพราะการบริกรรมอันใดอันหนึ่งอย่างนี้ มันเป็นเครื่องต่อสู้กันนี่ ต้องเข้าใจอย่างนั้น 

สมมุติว่าใจเรานี้ไม่สบาย มันไม่สบายอันใด ก็จ้องเอาสิ่งนั้นมาคิด ทำไมอันนั้นไม่สบายใจ ไปวิตกอันใดใจจึงไม่สบาย เอาเรื่องนั้นมาพิจารณาๆ ซักไม่เกิน ๕ นาที ใจนั้นก็จะเกิดความสงบ ใจก็สบาย 

แต่ทีนี้เราไม่เป็นอย่างนั้น ยิ่งคิด ยิ่งโศก ยิ่งเศร้า ยิ่งอาลัย อาวรณ์สิ่งอันนั้นให้เกิดขึ้น ใจก็ยิ่งเหี่ยวยิ่งแห้ง ยิ่งไม่มีกำลังวังชา หมดเรี่ยวแรง เลยป่วยไข้แทบตาย บางทีก็ตายเลย

นี่มันเป็นอย่างนั้น นี่ไม่ใช่วิธีต่อสู้ มันไม่ใช่วิธีผลักดันเพื่อความเป็นผู้ชนะ มีแต่แพ้อยู่ตลอดเวลา อย่างนั้นไม่ใช่นักรบ ยื่นคอไปให้เขาฟันเลย นี่เป็นเช่นนั้น

(ติดตามอ่านตอนต่อไป)

…………………..

คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” : ดำรงธรรม เรียบเรียง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘การอ่านหนังสือธรรมะจะบรรลุธรรมได้ไหม’ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Posted on February 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/634225

'การอ่านหนังสือธรรมะจะบรรลุธรรมได้ไหม' พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันอังคาร ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.22 น.

คำถาม : การอ่านหนังสือธรรมะมากๆ จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจและบรรลุธรรมนั้น โดยไม่ต้องเดินจงกรมและนั่งสมาธิได้ไหมคะ

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต : ได้ ถ้ามีสมาธิแล้วก็ไม่ต้อง คนที่เขามีสมาธิแล้ว เขาฟังธรรมปั๊บเขาก็บรรลุได้เลย แต่ถ้าไม่มีสมาธิ ธรรมที่ฟังไม่มีกำลัง เพราะธรรมนี้เป็นเหมือนมีดไง มีดที่เราจะเอาไปใช้ฟันอะไรต่างๆ แต่คนที่จะไปฟันไม่มีแรงอย่างนี้ ต่อให้ได้มีดคมขนาดไหนคนผอมแห้งแรงน้อยก็ไม่สามารถที่จะเอามีดนั้นไปทำประโยชน์ได้ ต้องทำให้คนนั้นหายจากผอมแห้งแรงน้อยก่อน ให้เป็นคนที่มีกำลังวังชาแบบนักกล้ามอย่างนี้ นักมวยอย่างนี้ พอเขามีกำลังแล้ว พอเขาได้มีด เขาก็สามารถเอามีดนั้นไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

จิตใจของคนที่ไม่มีสมาธิเป็นเหมือนคนติดยาเสพติด คนผอมแห้งแรงน้อย ติดรูปเสียงกลิ่นรส เป็นพวกติดยาเสพติด ถ้ามาฝึกสมาธิได้ก็เหมือนคนที่มาเลิกยาเสพติด แล้วก็มารับประทานอาหารมาออกกำลังกาย วิ่งมาราธอนได้ พอมีกำลังระดับวิ่งมาราธอนได้ ทีนี้ก็พอได้อาวุธคือมีดมา ก็สามารถเอาไปใช้ทำประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
ธรรมะบนเขา

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘อย่าดีแต่พูด…สอนคนอื่นอย่างน้ำไหลไฟดับแต่ตัวเองไม่สอน’ คำสอน ‘หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ‘

Posted on February 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/633941

'อย่าดีแต่พูด...สอนคนอื่นอย่างน้ำไหลไฟดับแต่ตัวเองไม่สอน' คำสอน 'หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ '

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.26 น.

พุทธศาสนิกชนที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ (พระเทพวิทยาคม) อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา นั้นไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่ท่านสามารถเทศนาสั่งสอนประชาชนด้วยลีลาโวหารอย่างพระนักเทศน์ทั่วไป แต่เกิดจากข้อวัตรปฏิบัติและปฏิปทาของหลวงพ่อคูณ ซึ่งประจักษ์แก่สายตาพุทธศาสนิกชนอย่างชัดเจน

นอกจากคำสอนที่เป็นคำพูดตรงๆแทรกธรรมง่ายๆที่ประชาชนทั่วไปฟังแล้วเข้าใจโดยง่าย แม้ท่านจะเป็นพระอาจารย์ชื่อดังของประเทศ แต่ละวันมีเงินบริจาคหลั่งไหลเข้าวัดจำนวนมาก แต่วิถีชีวิตของท่านก็ยังคงดำเนินไปแบบสมถะและเรียบง่าย เงินที่เข้าวัดในแต่ละวันหลวงพ่อคูณไม่ได้สะสม แต่จะบริจาคสร้างสาธารณประโยชน์

หลวงพ่อคูณ จึงเป็นตัวอย่างในการเป็นผู้ที่มีความสมถะ และเรียบง่าย รู้จักบริจาคทาน ดังที่ได้กล่าวให้พุทธศาสนิกชนได้คิดในโอกาสต่างๆว่า…

“มันต้องสอนตัวเองก่อน จะแนะนำอะไรเขาตัวเองทำให้เขาดูตัวอย่างก่อน เช่น สอนให้เขาบริจาคทาน ตัวเองต้องบริจาคเสียก่อนด้วยจึงจะถูก ใครมันจะไปเชื่อ เชื่อไม่ได้ ต้องทำให้เขาดูก่อน สอนตัวเองก่อน ถึงค่อยไปสอนคนอื่น จะทำอะไรทุกอย่างมันต้องทำให้เขาดูก่อน เขาจึงจะเชื่อ 

อย่างพระสงฆ์ อย่าดีแต่ไปสอนคนอื่น สอนตัวเองบ้างเถอะน่า สอนคนอื่นอย่างน้ำไหลไฟดับ แต่ตัวเองไม่สอน บอกให้เขาบริจาคเท่านั้นเท่านี้ แต่ตัวเองไม่ทำให้เขาดูก่อน หรือจะเป็นครูอะไรก็ตาม มันต้องสอนตัวเองให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยสอนคนอื่น เป็นครูนาฏศิลป์ก็ต้องรำเป็น เป็นครูพละก็ต้องเล่นกีฬาเป็น หรือเป็นครูอะไรๆ ก็ต้องทำเป็นก่อนทั้งนั้น พระพุทธองค์ก็เหมือนกัน สอนตัวเองได้แล้ว ท่านอาชนะตัวเองได้แล้ว จึงได้เสด็จออกไปเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์และเวไนยสัตว์”

โอวาทธรรมคำสอนพระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา คิดลอกจากหนังสือ ธรรมะโอวาท และเพจธรรมพระพุทธเจ้า – 003
 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘การเตรียมตัวก่อนตายต้องเตรียมตั้งแต่เดี๋ยวนี้’ โอวาทธรรม ‘หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม’

Posted on February 10, 2022 by SoClaimon
1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/633539

'การเตรียมตัวก่อนตายต้องเตรียมตั้งแต่เดี๋ยวนี้' โอวาทธรรม 'หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม'

วันเสาร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.49 น.

“…ร่างกายของคนเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตั้งแต่เด็กเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เรียกว่าตายจริง ส่วนที่หมดลมหายใจนั้นเป็นการตายสมมติ จิตเคลื่อนย้ายออกจากร่าง มีบาป บุญติดตัวไป จิตเกิด ดับ ตลอดซับซ้อนเป็นกฎแห่งกรรม 

การเตรียมตัวก่อนตายต้องเตรียมตั้งแต่เดี๋ยวนี้ เตรียมสอนลูกหลานให้เรียนหนังสือหาวิชาความรู้ใส่ตัว สอนลูกหลานให้มีคุณธรรมประจำจิต หมั่นเจริญกุศลภาวนา ฝึกสติปัฏฐาน ๔ สามารถรู้กฎแห่งกรรมของตนเอง จะได้แก้ไขปัญหาของชีวิตและพึ่งพาตนเองได้ มองย้อนหลังไปดูพ่อแม่และสนองคุณแก่ผู้มีพระคุณ เป็นการเตรียมตัวก่อนตายอย่างดีที่สุด…”

พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | 1 Reply

‘ลักษณะนิสัยคนสงบ ๑๖ อย่าง’ โอวาทธรรม ‘หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต’

Posted on February 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/633359

'ลักษณะนิสัยคนสงบ ๑๖ อย่าง' โอวาทธรรม 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต'

วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.20 น.

“บุคคลผู้มีความสงบสำรวมนั้น มักมีแต่ผู้อยากที่จะอยู่ใกล้ เพราะอยู่ด้วยแล้วสบายใจ ไม่มีความทุกข์ หรือพลังงานด้านลบออกมาจากผู้นั้น
๑.เป็นผู้ไม่ฉุนเฉียว
๒.เป็นผู้ไม่หวาดหวั่น
๓.เป็นผู้ไม่โอ้อวด
๔.เป็นผู้ไม่ก่อความรำคาญ
๕.เป็นผู้พูดด้วยปัญญา
๖.เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน
๗.เป็นผู้มีวาจาอันสำรวมแล้ว
๘.เป็นผู้วางตัวเป็นกลาง
๙.เป็นผู้มีสติทุกเมื่อ
๑๐.เป็นผู้ไม่ถือตัวว่าเสมอกับเขา
๑๑.เป็นผู้ไม่ถือตัวว่าวิเศษกว่าเขา
๑๒.เป็นผู้ไม่ถือตัวว่าต่ำกว่าเขา
๑๓.เป็นผู้ไม่มีโทษอันทำให้มืดมัว
๑๔.เป็นผู้ไม่ยึดถือสิ่งใดๆในโลกว่าเป็นของตน
๑๕.เป็นผู้ไม่เศร้าโศกเพราะสัตว์และสังขารที่เสื่อมไป
๑๖.เป็นผู้ไม่มีอคติในธรรมทั้งหลาย

ฉะนั้น จงหาเวลานั่งเงียบๆ คนเดียว เพื่อไตร่ตรองสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพื่อพิจารณาหาข้อผิดพลาดที่ต้องแก้ไขในวันพรุ่งนี้ เราทำอะไรที่ไม่ใช่ ไปข้างหรือเปล่า เราทำให้ใครไม่พอใจหรือเปล่า เราเผลอไปดูหมั่นน้ำใจใครไหม มีใครเดือดร้อนจากการกระทำของเราไหม เราทำงานพลาดตรงไหนบ้างอีกมากมาย ใคร่ครวญเพื่อทำความเข้าใจกับเรื่องราวด่างๆ เพื่อลดความผิดพลาดในวันรุ่งขึ้นจะทำให้เรามีแนวคิดมองไปข้างหน้าได้มากขึ้น สั่งเหล่านี้ ทำให้เรารู้จักตัวเอง เข้าใจตัวเองและเข้าใจในคนอื่นๆ ต่อไป

โอวาทธรรมพระอาจารย์ปู่มั่น ภูริทัตโต – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ให้มั่นใจในพุทธคุณ-ธรรมคุณ-สังฆคุณ’ : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

Posted on February 9, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/633130

'ให้มั่นใจในพุทธคุณ-ธรรมคุณ-สังฆคุณ' : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.32 น.

“…สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้ ปัญหาใดๆ ถ้าหากไม่เกินวิสัยในกฎของกรรม ให้ขอบารมีพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ย่อมขจัดปัดเป่าแก้ไขได้ 

พุทธคุณ คือคุณของผู้รู้ อันหมายถึงพระตถาคตเจ้า เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ดังนั้น บุคคลใดไม่ลืมพุทธคุณ ก็พึงกระทำตามให้ถึงซึ่งพุทธคุณ ด้วยธรรมคุณ คุณของพระธรรม อันหมายถึงทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นั่นแหละ 

บุคคลผู้ปฏิบัติถึงซึ่งพุทธคุณและธรรมคุณ อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ด้วยกำลังใจเต็ม ก็ได้ชื่อว่าถึงซึ่งสังฆคุณใน ๔ ระดับ คือ พระโสดาบัน-พระสกิทาคา-พระอนาคา-พระอรหันต์ คุณทั้งสามประการของพระรัตนตรัยในบวรพระพุทธศาสนานี้

ผู้ใดถึงแล้ว ผู้นั้นย่อมมีความสุข และจักสุขยิ่งๆ ขึ้นไป จนกระทั่งเข้าถึงซึ่งแดนเอกันตบรมสุข คือพระนิพพานเป็นที่ไปนั่นแหละ ให้มองดูจิต ดูกายของตนนั่นแหละเป็นสำคัญ 

ถ้ามุ่งต้องการปฏิบัติให้พ้นทุกข์ได้จริง อย่าเพ่งโทษในจริยาของผู้อื่น ให้เห็นความร้อนในจิตของตนเองให้มาก และเห็นโทษของความร้อนในจิตนั้น ก็จักปฏิบัติฝึกจิตของตนให้พ้นไปจากความร้อนได้ในที่สุด

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี รวบรวมโดย พล.ต.ท.น.พ.สมศักดิ์ สืบสงวน – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘วิธีทำให้ถึงอรหันต์ สั้นที่สุด ง่ายที่สุด’ คำสอน ‘หลวงพ่อฤาษีลิงดำ’ วัดท่าซุง

Posted on February 9, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/632858

'วิธีทำให้ถึงอรหันต์ สั้นที่สุด ง่ายที่สุด' คำสอน 'หลวงพ่อฤาษีลิงดำ' วัดท่าซุง

วันพุธ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.17 น.

“…เวลานั้นองค์สมเด็จพระทศพลเสด็จมาพอดี ทรงประทับยืนอยู่เหนือศีรษะด้านหน้า มีแสงสว่างมากแล้วท่านตรัส ท่านบอกว่า “คุณ คนที่ปฏิบัติอยู่แล้วทั้งหมดนี้กำลังใหญ่ คือเข้าถึงนิพพานทุกคน แต่ทว่าเพื่อความไม่ประมาทให้เขาทำอย่างนี้

วันหนึ่งจะใช้เวลาไหนก็ได้ เวลาที่ใจสบาย ถ้าเวลาอื่นมันติดงานมากก็เอาเวลานอน นอนก่อนจะหลับหรือว่าตื่นใหม่ๆ ใจสบาย เอาจิตใจจับนึกถึงท่าน (พระพุทธเจ้า) ถ้าบุคคลใดไม่ได้ทิพจักขุญานก็นึกภาพเอาเอง กำหนดภาพพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่ง ให้เป็นประกาย บังคับจิต ถ้าเห็นเป็นสีเหลืองก็บังคับให้เป็นสีแก้วให้ได้ทำอยู่อย่างนี้ไม่กี่วันหรอกก็เป็น ให้จิตมันเป็นฌาน ถ้านึกถึงเมื่อไรก็เห็นพระพุทธเจ้าเป็นสีแก้วเป็นประกายทุกวัน”

องค์สมเด็จพระทรงธรรม์ท่านบอกว่า ถ้าเขาทำอย่างนี้นะ ได้ทุกวันอย่าได้ขาด วันหนึ่งใช้เวลา 2-3 นาทีก็ไม่เป็นไร ฉันไม่จำกัดเวลาว่าจะใช้เวลานานหรือเวลาเร็ว ถ้าเขาทำอย่างนี้ได้ทุกวันแล้วก็ทรงอารมณ์ตามที่บอกไว้คือ 
1) นึกถึงความตายไว้ อย่าประมาทในชีวิต
2) เคารพในพระรัตนตรัย
3) ทรงศีล 5 บริสุทธิ์
4) จิตหวังพระนิพพานอย่างเดียว

ท่านบอกว่าเป็นอย่างนี้ละก็ ถ้าก่อนอายุขัยของเขา 7 วัน ท่านกำหนดให้เลยนะ ว่าก่อนอายุขัยอีก 7 วันต้องตายแน่อยู่ไม่ได้ ตอนนั้นกระแสจิตของเขาจะเห็นภาพในอากาศเต็มจักรวาล ทั้งพระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์ก็ดี เทวดาก็ดี พรหมก็ดี แพรวพราวไปหมด และก็หลังจากนั้นไปเมื่อกำลังใจของตนจะพ้นกำหนดในการทรงสังขาร

*สมเด็จพระพิชิตมารบอกว่าจะเข้าถึงอรหัตผลทันที*

………………………….

โอวาทธรรมคำสอน หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี จากหนังสือ คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง 39 – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘การฝึกอานาปานสติ…การมีสติระลึกรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก’ โอวาทธรรม ‘พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต’

Posted on February 9, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/632604

'การฝึกอานาปานสติ...การมีสติระลึกรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก' โอวาทธรรม 'พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต'

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.20 น.

จิตเปรียบเทียบเป็นเหมือนเรือที่ลอยอยู่ในลำน้ำลำธาร ถ้าไม่มีเชือกผูกเรือติดไว้กับเสาท่าเรืออย่างนี้ กระแสน้ำก็จะดึงเรือให้ไหลปตามกระแสน้ำ จิตเราถ้าไม่มีอะไรผูกไว้ มันก็จะไหลไปตามกระแสความคิดต่างๆ ทีนี้เราต้องการให้ใจหยุดคิด เราก็ต้องผูกใจไว้กับเสา ผูกไว้กับท่าเรือ เสาหรือท่าเรือจะเป็นเครื่องผูกใจไว้ก็เรียกว่า “กัมมัฏฐาน” ซึ่งในพระไตรปิฎกท่านแสดงไว้ มีกัมมัฏฐาน ๔๐ ชนิดที่เราสามารถใช้เป็นเครื่องผูกใจไว้ได้ ไม่ให้ใจไหลไปตามกระแสความคิดต่างๆ แต่ที่เราใช้กันทั่วๆ ไป

ในวงปฏิบัตินี้ก็มีอยู่สองสามอย่างด้วยกัน คือพุทธานุสสติ ก็คือการรำลึกถึงพระพุทธเจ้า เช่นจะใช้การสวดอิติปิโสก็ได้ หรือจะใช้การบริกรรมพุทโธพุทโธก็ได้ อันนี้เรียกว่า…พุทธานุสสติ มีสติระลึกรู้อยู่กับพระพุทธเจ้า หรือถ้าเราจะใช้…อานาปานสติ ก็มีสติระลึกรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก หรือบางเวลาอาจจะใช้…มรณานุสสติก็ได้ ถ้าบางทีเราถูกจริตกับมรณานุสสติ พอใช้อย่างอื่นมันไม่ยอมสงบ พอคิดถึงความตายปุ๊บ มันนิ่งขึ้นมาทันที ก็อาจจะใช้ได้ ซึ่งแต่ละคนจริตไม่เหมือนกัน ถึงมีกัมมัฏฐานหลายชนิดด้วยกันให้เราเอาไว้เลือกใช้กัน 

อีกอย่างหนึ่งที่เราใช้เป็นเครื่องฝึกสติเครื่องปลุกใจก็คือ…กายคตาสติ ร่างกายของเรานี่เรียกว่ากายคตาสติ ในขณะที่เราไม่ได้นั่งสมาธิ ร่างกายเรามีการเคลื่อนไหวต่างๆ มีการทำอะไรต่างๆ เราก็เอาใจผูกไว้กับร่างกายเพื่อจะได้ไม่ให้ไหลไปกับความคิด เป็นการเจริญสติให้ต่อเนื่องให้เป็นสัมปชัญญะ พอเป็นสัมปชัญญะ เวลานั่งสมาธิแล้ว ถ้าจิตมีสติที่ต่อเนื่อง จิตก็จะเข้าสู่สมาธิได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

ดังนั้น ผู้ปฏิบัตินี้เวลาไม่ได้นั่งสมาธิ มักจะใช้กายคตาสติหรือใช้พุทธานุสสติ เพื่อคอยควบคุมใจไม่ให้ไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ นั่นเอง แล้วเวลามานั่งก็สามารถใช้ลมหายใจเข้าออก หรือใช้พุทธานุสสติ คือบริกรรมพุทโธ พุทโธ ไปก็ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือบางท่านก็เอามาผสมกัน พอหายใจเข้าก็ว่า…พุท พอหายใจออกก็ว่า…โธ 

การดูลมนี้ก็ให้ดูเฉยๆ อย่าไปควบคุมบังคับลม บางท่านสอนให้หายใจลึกๆ ยาวๆ อันนี้ไม่ใช่อานาปานสติ อานาปานสติให้ดูว่าตอนนี้ลมของเราสั้นหรือยาว หยาบหรือละเอียด ให้รู้ตามความเป็นจริง เดี๋ยวมันจะเปลี่ยนของมันไปเอง เวลาเริ่มต้นก็อาจจะสั้น อาจจะหยาบ เพราะว่าร่างกายเราเพิ่งมานั่งเฉยๆ ใหม่ๆ เหมือนกับความดันโลหิตในร่างกาย เวลาเราทำงานนี้ความดันมันจะสูง พอมานั่งเฉยๆ นี่ มาวัดความดันมันจะยังสูงอยู่ พอนั่งรอพักหนึ่ง พอร่างกายนั่งเฉยๆ การทำงานของร่างกายก็จะน้อยลง ช้าลง ความดันก็จะเบาลง ชีพจรก็จะสั้นลง เหมือนกัน ลมก็จะยาวขึ้น มันก็จะละเอียดขึ้น 

แต่ในการปฏิบัติอานาปานสตินี่ เราไม่ต้องการมาควบคุมบังคับลม ปล่อยให้ลมเป็นไปตามธรรมชาติของเขา ให้ดูอยู่ที่จุดเดียว เพราะเราไม่ต้องการให้จิตเคลื่อนไหว ถ้าเราให้ดูตามลมเข้าลมออกนี้ จิตจะทำงาน จิตจะเคลื่อนไปเคลื่อนมาตามลม มันก็จะไม่นิ่ง มันก็จะไม่เข้าสู่สมาธิ ต้องให้จิตอยู่จุดเดียว ดูที่จุดเดียว ดูที่ปลายจมูก แล้วก็ให้รู้ว่ามันเข้ามันออกตรงนั้นก็พอ อย่าตามลมเข้า อย่าตามลมออก

บางท่านถ้าถนัดที่จะดูที่หน้าอกก็ได้ เห็นลมเข้าก็พอง เห็นลมออกก็ยุบ ก็มีการใช้คำว่า “ยุบหนอ พองหนอ” แต่ไม่ใช้คำพูดก็ได้ การใช้คำพูดมันก็จะทำให้จิตทำงานมาก มันก็จะนิ่งยาก แต่ถ้าในเบื้องต้น การใช้คำพูดมันอาจจะช่วยระงับไม่ให้จิตไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ได้ ก็ใช้ไปก็ได้ แต่โดยที่สุดแล้วควรที่จะไม่พูดไม่ทำอะไรเลย ให้ดูลมไปเฉยๆ อย่างเดียว แล้วถ้าจิตมีสติอย่างต่อเนื่อง มันก็จะไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่ได้ แล้วมันก็จะค่อยๆ สงบลง แล้วก็นิ่งไปในที่สุด กลายเป็นสมาธิขึ้นมา 

ขณะที่นิ่งมันอาจจะมีลักษณะเป็นการตกจากที่สูงลงมา วูบลงมา ก็ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจ ให้รู้เฉยๆ พอรู้ปั๊บแล้วมันก็นิ่งสงบ แล้วก็สบาย อย่าไปมีปฏิกิริยากับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ให้รู้เฉยๆ ถ้าไปมีปฏิกิริยาความสงบมันก็จะหายไปทันที ให้จิตรู้เฉยๆ รู้ว่ามันสงบนิ่ง รู้ว่ามันวูบ รู้ว่ามันวูบแล้วสบาย ก็อยู่กับความนิ่งความสบายไป นี่คือพูดแบบย่อๆ เรื่องของอานาปานสติ วิธีฝึกสมาธิด้วยการดูลมหายใจเข้าออก.

จากรายการปัญหาธรรม ครั้งที่ ๓๕ โดยท่านพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี คุณหมอวีระพันธ์ สุวรรณนามัย (Dr. V Channel) วันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๕ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

คนทั้งหลายที่เกิดมาในโลกส่วนมาก! ล้วนตายไปกับความมืดบอด : โอวาทธรรมท่านพ่อลี

Posted on February 9, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/632013

คนทั้งหลายที่เกิดมาในโลกส่วนมาก! ล้วนตายไปกับความมืดบอด : โอวาทธรรมท่านพ่อลี

วันเสาร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.33 น.

“…คนทั้งหลายที่เกิดมาในโลกส่วนมาก! ล้วนตายไปกับความมืดบอด ตอนมีชีวิตอยู่ ก็มัวหลง สนุกสนาน เพลิดเพลินในการอยู่การกิน หัวเราะร้องให้กันไปตามแต่ประสบสุขทุกข์ รักและชัง ปล่อยตัวปล่อยใจให้ชีวิตเดินไปตามยถากรรมโดยไม่สนใจที่คิดจะสร้างกรรมดีขึ้นด้วย “จิตใจและเรี่ยวแรง” ตามสติและปัญญาที่มี ปล่อยให้วันคืนล่วงไป เหมือนสัตว์ตัวหนึ่ง ที่เขาเลี้ยงไว้อย่างอ้วนพี แล้วนำไปสู่โรงฆ่าสัตว์ ช่างน่าเวทนา เสียจริง..!”

โอวาทธรรมท่านพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,906,003 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
นายกฯ วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก วันจักรี
ไม่มีออมมือชำแหละนโยบายรัฐ อรรถกร ลั่น กล้าธรรม จัดเต็มฝ่ายค้าน
DBD ขนทัพ 40 แบรนด์ดัง บุกหาดใหญ่ สร้างเจ้าของกิจการ ฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้หลังอุทกภัย
อนุทิน เปิดหัว ครม.นัดพิเศษ สั่งลุยงานวันแรก ย้ำทำเพื่อประชาชน
ทรัมป์แถลงความคืบหน้าสงครามอิหร่าน ขู่ “จัดการอิหร่านได้ในคืนเดียว” กดดันเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ตะลึงทั้งงาน! โอปอล สุชาตา งามดั่งนางในตำนาน กลางงานพนมรุ้ง
นายกฯอนุทินให้คำมั่น พาประเทศพ้นวิกฤตพลังงาน เดินหน้าคนละครึ่ง-สินเชื่อเกษตรกร
รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน
งัดพรก.กำหนดค่ากลั่น ติดดาบอนุทิน สั่งกบง.หั่นต้นทุนทิพย์

Recent Posts

  • เนปาลสั่งฟ้อง 32 ราย “มาเฟียกู้ภัยหิมาลัย” วางยา นนท. หวังเงินประกันกว่า 600 ล้าน
  • “เจิ้ง ลี่เหวิน” ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีนในรอบ 10 ปี ชูภารกิจสร้างสันติภาพ
  • จับตา UNSC เตรียมถกมติคุ้มครองเรือสินค้า “ช่องแคบฮอร์มุซ”
  • ผลสำรวจชี้ อาเซียนเอนเอียง “จีน” มากกว่าสหรัฐฯ แบบเฉียดฉิว หากถูกบังคับเลือกข้าง
  • บังกลาเทศเร่งฉีดวัคซีนฉุกเฉิน หลังหัดระบาด ดับกว่า 100 รายในเดือนเดียว

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d