Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

เปิดตำนาน’หลวงพ่อเศียร’ ฟังเทศนาคลายทุกข์ ‘วัดป่าธรรมรังสี’อำนาจเจริญ

Posted on January 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628971

เปิดตำนาน'หลวงพ่อเศียร' ฟังเทศนาคลายทุกข์ 'วัดป่าธรรมรังสี'อำนาจเจริญ

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 13.57 น.

วัดป่าธรรมรังสี ตั้งอยู่ตำบลไร่สีสุก อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ เหมาะสำหรับผู้แสวงหาความเงียบสงบสุข ต้องการปลีกวิเวก ปฏิบัติธรรม ถือศีลภาวนาสมาธิ ปกคลุมไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธุ์ยืนต้นขึ้นอยู่ทั่วบริเวณ บนเนื้อที่ จำนวน 47 ไร่ ประกอบด้วย กุฎิ ศาลาการเปรียญ อุโบสถ เป็นต้น 

สำหรับ เจดีย์สิทธิธรรมรังสีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ใกล้กับอุโบสถ ที่ความสูง 15 เมตร ฐานกว้าง 9 เมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2520 เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพุทธศาสนิกชน เดินทางเข้ามากราบไหว้บูชา ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลเป็นมงคลชีวิตอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ไม่ไกลทางเข้าวัดมากนัก จะพบเห็นศาลาไม้ทรงไทย ประดิษฐาน หุ่นขี้ผึ้ง หลวงพ่อลี ธรรมสาโร ซึ่งหลวงพ่อลี ธรรมสาโร ได้บูรณะวัดป่าธรรมรังสีแห่งนี้อยู่หลายปี 

ส่วนหลวงพ่อเศียรประดิษฐานอยู่ในอุโบสถ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปครึ่งองค์ หรือ พระเศียรจำลอง ว่ากันว่าพระเศียรองค์จริง ขุดขึ้นมาจากใต้ดิน ขณะที่รถแมคโค ปรับพื้นที่บริเวณวัด ขุดพบเศียรพระซึ่งอยู่ใต้ดิน จึงทำพิธีอัญเชิญขึ้นมา 3 วัน จึงสามารถนำขึ้นมาได้ จากนั้นหลวงพ่อลี ธรรมสาโร ได้อัญเชิญเศียรพระไปไว้ที่วัดอโศกการาม จ.สมุทรปราการ และได้ทำเศียรพระจำลอง จากองค์จริง ประดิษฐานภายในอุโบสถ วัดป่าธรรมรังสี อย่างที่เห็นในปัจจุบัน และเป็นที่นิยมของผู้คน เข้ามาอธิฐานขอพรเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงนี้จะมีผู้คนเข้ามาอธิษฐานขอพรหลวงพ่อเศียร ให้ปลอดภัยจากโควิด19 และปัดเป่าโรคร้ายโควิด19 หายไปจากประเทศไทยโดยเร็ว 

พระอธิการ เพลิง ปกสิโร อายุ 72 ปี เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมรังสี กล่าวว่า อาตมาเป็นเหลน หลวงพ่อลี ธรรมสาโร วัดอโศกการาม จ.สมุทรปราการ เมื่อสมัยท่านยังมีชีวิตอยู่ พลวงพ่อลี ธรรมสาโร เดินธุดงค์ โปรดสัตว์ไปหลานพื้นที่ในประเทศไทย และข้ามไปประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว)อยู่หลายปี จากนั้นกลับมาที่ประเทศไทยทางภาคอีสาน กระทั่งเดินธุดงค์มาถึง บริเวณป่าใกล้กับหมู่บ้านไร่สีสุก เกิดนิมิต เหล่ารุกขเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ป่าแห่งนี้ ต้องการให้สร้างสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ ก็เลยก่อสร้างวัดธรรมรังสีขึ้น ระหว่างที่รถแมกโค ขุดปรับพื้นดิน และขุดพบ เศียรพระ โดยใช้เวลาอัญเชิญขึ้นมา 3 วัน จึงสามารถนำขึ้นมาจากใต้ดินได้ ต่อมาได้อันเชิญไปประดิษฐานที่วัดอโศกการาม จ.สมุทรปราการ กระทั่งปัจจุบัน และได้ทำเศียรเรียกว่า หลวงพ่อเศียร จำลอง ขึ้นมาแทนองค์เดิม โดยประดิษฐานภายในอุโบสถวัดป่าธรรมรังสี ส่วนหลวงพ่อลี ธรรสาโร สร้างหลวงพ่อเศียรจำลองได้ไม่นาน ก็มรณภาพ ขณะมีอายุ 55 ปี 

พระอธิการ เพลิง ปกสิโร อายุ 72 ปี เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมรังสี เทศนาให้กำลังใจแก่ญาติโยม ที่เครียดกับโรคโควิด19 ว่าถือว่าเป็นไวรัสอันตรายที่ฆ่าผู้คนไปเป็นจำนวนมาก ก็ขอเป็นกำลังใจ ให้ทุกคนมีสติ ตั้งสติให้ดี และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด19 อย่างเคร่งครัด และให้ยึดปฏิบัติตามคำสอนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องศีล ภาวนา สมาธิ และคิดเสมอว่า การเกิดการแก่ การเจ็บ การตาย ไม่มีใครหนีพ้น ไม่วันไหนวันหนึ่ง จะต้องเกิดขึ้นกับทุกคน ถ้าเข้าถึงแก่นของหลักธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว จะทำให้สบายใจ คลายเครียดลงได้ในระดับหนึ่ง และจะก้าวผ่านวิกฤติ โควิด19 ไปได้ในที่สุด. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘เวลาพักผ่อนของจิตใจ…หยุดคิด หยุดนึกในการงานต่างๆ : หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

Posted on January 15, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628534

'เวลาพักผ่อนของจิตใจ...หยุดคิด หยุดนึกในการงานต่างๆ :  หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.26 น.

นั่งสมาธิพึงพากันตั้งสติให้แน่วแน่อยู่ภายใน พยายามควบคุมจิตอย่าให้มันหลงคิดนึกไปในอารมณ์ที่มันเคยคิด เคยนึก เคยเกาะ เคยข้องมาแต่ก่อนให้กำหนดลงเอาปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งเลยทีเดียว ชีวิตนี้จะอยู่เฉพาะลมหายใจเข้า หายใจออก อยู่ที่ปัจจุบันๆ นี้เท่านั้น ให้กำหนดจำกัดลงเลย เพราะว่าที่ล่วงมาแล้ว มันก็ล่วงมาแล้วนะชีวิต แล้วอนาคตก็ยังไม่ได้ไปถึง มันก็ยังไปไม่ถึง ไม่ต้องไปคำนึงหามัน การงานอะไรที่ทำล่วงมาแล้ว ผิดหรือถูกมันก็ได้ล่วงมาแล้ว ไม่ต้องไปคำนึงหามัน

เวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนของจิตใจ ขอให้เตือนตนอย่างนี้ เวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนของจิตใจในขณะนี้ เบื้องต้นนี้ก็อยากคิด อยากรู้นั้น รู้นี้ เห็นนั่น เห็นนี้ ก่อนคือพยายามตั้งสติ กำหนดลมหายใจเข้า หายใจออก อธิษฐานจิตถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกของตนแล้ว ก็พยายามประกอบจิตนี้ให้หยุดคิด หยุดนึก ให้กำหนดรู้เฉพาะแต่ลมหายใจเข้า หายใจออกเท่านี้ก่อน เพราะเวลานี้ให้เข้าใจว่าเราพักผ่อนจิตใจ

คำว่าพักผ่อน คือหยุดคิด หยุดนึกในการงานต่างๆ เลย วางจิตลงให้สบาย สบาย ไม่ต้องกังวลข้างหน้า ข้างหลังอะไรเลย กำหนดรู้อยู่แต่ปัจจุบันนี้เท่านั้น เอาปัจจุบันนี้เป็นหลักเลย ชีวิตนี้ก็ให้กำหนดว่ามีอยู่แค่ปัจจุบันๆ นี้ เท่านั้นแหละ

ในเบื้องต้นเราก็รู้ไม่ได้ว่าจะไปถึงไหน เบื้องหลังมันก็ล่วงมาแล้ว ดังนั้น เราต้องกำหนดรู้เฉพาะปัจจุบันเท่านั้นเอง คือการทำสมาธินี่ สำคัญอยู่ที่สตินั้นแหละ ขอให้ได้พากันจำเอาไว้ให้ดี สติแปลว่าความระลึกได้ คือระลึกเข้าไปในจิตเลยทีเดียว ระลึกให้หยั่งเข้าไปให้มันถึงจิต อย่าให้มันระลึกเฉไปทางอื่น จิตนี้ที่มันตั้งมั่นอยู่ไม่ได้ก็เพราะมันขาดสติ สติไม่ได้เข้าไปควบคุมอยู่ใกล้ชิด สตินั้น จะระลึกออกไปทางอื่นห่างออกไปจากจิต เมื่อจิตนี้ปราศจากสติแล้วมันก็ว้าเหว่ เร่ร่อนหาอารมณ์อย่างอื่น คิดส่ายไปตามความชอบใจ มันเป็นอย่างนั้น แต่จิตนี้น่ะ ถ้าสติเป็นเครื่องสอนอยู่แล้ว ไม่ไปไหนเลย ไม่ไปไหนแล้ว ที่มันอยากคิดอะไรมาแต่ก่อนนั้น สติห้ามไว้ทันแล้วก็หยุด

ขอให้สติมันเข้มแข็งเสียอย่างเดียว หายใจเข้าก็กำหนดรู้ หายใจออกก็กำหนดรู้อยู่ในปัจจุบันนั้นเลยอย่างนั้น ไม่ได้รู้สิ่งอื่นๆ ใดทั้งหมด ถ้าหากใครสามารถที่จะเพ่งเข้าไปภายในให้เกิดแสงสว่างเหมือนอย่างเราฉายไฟเข้าไปในถ้ำมืดๆ อย่างนี้ แสงไฟฉายนั้นมันจะเป็นลำ สว่างเข้าไปภายในจะมีอะไรอยู่ในนั้นก็มองเห็นได้เลย อันนี้ก็เหมือนกันแหละ ถ้าเราสามารถที่จะกำหนดตั้งสติแล้วเพ่งตามลมหายใจเข้าออก เข้าไปภายในให้มันสว่างเข้าไปถึงจิตใจ และก็มองเห็นอัตภาพร่างกาย อวัยวะน้อยใหญ่ภายในร่างกายได้ยิ่งดีเลย ถ้าทำได้อย่างนี้ ตามลมหายใจเข้าออกไปภายในให้มันสว่างเข้าไปถึงจิตใจและก็มองเห็น

ถ้าหากว่าไม่สามารถจะทำได้อย่างนี้ ก็ตั้งสติเพ่งเข้าไปหาความรู้อย่างเดียวเท่านั้น รู้อยู่ตรงไหน สติก็ให้หยั่งเข้าไปถึงนั่น ก็ใช้ได้เหมือนกัน เมื่อจิตมันสงบ มันคลายจากอารมณ์ต่างๆ ออกไปแล้ว มันปลอดโปร่ง ถึงแม้ว่าจะไม่สว่างไสวเต็มที่ แต่มันก็มีเงาแห่งความสว่างปรากฏอยู่ในจิตนั้นเองแหละ จิตไม่เศร้าหมอง หมายความว่าอย่างนั้นแหละเบิกบาน ถ้าหากมันคลายอารมณ์ต่างๆ ออกไปแล้วนะ ลักษณะอาการของจิตนี้จะเบิกบานผ่องแผ้ว ไม่มีกังวลใดๆ อิ่มอยู่ภายใน ไม่ปรารถนาอยากจะคิดไปไหนมาไหนแล้ว ทีนี้ถ้าจิตมันคลายอารมณ์เก่าออกไปได้ ก็ต้องอาศัยสตินั่นแหละเข้าไปควบคุมจิตไม่ให้คิดไปในอารมณ์ต่างๆ

อันเมื่อจิตนี้ไม่มีโอกาสจะได้คิดไปในอารมณ์ต่างๆ แล้วมันก็คลายทิ้งไปหมด อารมณ์ที่เราเก็บเอาไว้มันเป็นอย่างนั้นเพราะว่ามันไม่มีที่ต่อ มันก็คลายออกไปเท่านั้นเอง ดังนั้นอย่าไปเข้าใจวิธีอื่นเลย พระพุทธเจ้าสอนให้กำหนดลมหายใจเข้าออกนี่ เพ่งกำหนดรู้แต่ลมหายใจเข้าออกนี่แหละ ความคิดฟุ้งซ่านต่างๆ มันจะค่อยเบาไปๆ หมดไปโดยลำดับ เพราะว่าจิตเราไม่ส่งเสริมมันแล้วนี่ จิตเรามาจ้องอยู่เฉพาะแต่ลมนี้ จิตนี้ไม่ส่งเสริมความคิดเสียแล้ว ทีนี้จะคิดดีคิดชั่วอย่างไรไม่เอา ในขณะนี้ปล่อยทิ้งไม่ใช่เวลาคิด เวลานี้ เวลาสงบ เวลาเพ่ง เวลากำหนดรู้ ไม่ใช่เวลาคิด ให้มีสติเตือนจิตอย่างนี้เสมอไป

จิตนี้เมื่อถูกสติเตือนเข้าบ่อยๆ มันก็รู้ตัว รู้ตัวแล้วมันก็คลาย มันก็ปล่อยวางอารมณ์ ไม่ส่งเสริม ไม่คิดไม่ปรุงไปอีก มันสำคัญ เรื่องสมาธินี่สำคัญมากทีเดียว เรื่องปัญหานั้นมันเกิดจากสมาธิ ดังนั้นเมื่อเราไม่สามารถจะทำสมาธิให้บังเกิดได้ ปัญญามันก็เกิดไม่ได้ ปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาที่เกิดจากสมาธิ ปัญญาที่เกิดจากสมาธินี้เป็นปัญญาที่รู้แจ้งในธาตุสี่ ขันธ์ห้า ในนาม ในรูป ไม่ปรารถนารู้อย่างอื่น

ในการปฏิบัติสมาธิแรกๆ อย่าไปสงสัยคลางแคลงใจว่า เอ๊ะ !! ทำไมเราจึงปฏิบัติไปไม่ได้ ทำไมใจจึงไม่สงบ ? กำหนดลมหายใจก็กำหนดแล้ว มันก็ยังไม่สงบอย่างนี้ อย่าไปสงสัย ให้นึกว่าเราทำยังไม่พอก็แล้วกันแหละ เราทำยังไม่มากพอ คือว่าเรายังกำหนดลมหายใจเข้าหายใจออกนี้ ยังไม่พอ เราจะต้องทำอีก

“เคล็ดปฏิบัติสมาธิ” (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) วัดอรัญญบรรพต ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

การเพ่งโทษผู้อื่นเป็นวิสัยของผู้ไม่ใช่บัณฑิต โอวาทธรรม ‘สมเด็จพระญาณสังวร’

Posted on January 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628271

การเพ่งโทษผู้อื่นเป็นวิสัยของผู้ไม่ใช่บัณฑิต โอวาทธรรม 'สมเด็จพระญาณสังวร'

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.26 น.

“…บัณฑิตจะเพ่งโทษตนเอง “การเพ่งโทษตนเองนั้นเป็นการฝึกตนเองอย่างหนึ่งที่จักเกิดผลจริง” การเพ่งโทษผู้อื่นเป็นวิสัยของผู้ไม่ใช่บัณฑิต “ผู้ที่เพ่งแต่โทษผู้อื่น ไม่เพ่งโทษตนเอง ย่อมไม่เห็นโทษของตนเอง” ย่อมไม่เห็นความบกพร่องที่จะต้องแก้ไขให้ดีขึ้น ย่อมไม่รู้ว่ามีโทษเพียงไรในแง่ใด ไม่มีโอกาสจะแก้ไขตนเอง แต่จะมุ่งไปแก้ผู้อื่น ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์แก่ตนอย่างใด

ผู้อื่นนั้นไม่ใช่ว่าจะยอมให้แก้ “เพราะถ้าเป็นผู้อื่นที่เป็นบัณฑิต ก็ย่อมแก้ตนเองอยู่แล้ว ฝึกตนเองอยู่แล้ว” ส่วนผู้ที่ไม่เป็นบัณฑิตก็ย่อมไม่สนใจที่จะแก้ตนเองฝึกตนเองอยู่แล้ว ผู้อื่นจะไปแก้จึงเป็นไปได้ยาก “ทุกคนจะดีหรือชั่ว .. สำคัญที่ตนเอง” ตนเองมีความดีพอจะยอมรับความไม่ถูกต้องไม่ดีงามของตน ย่อมยินดีฝึกตน ย่อมยินดีแก้ไขตน ย่อมมีโอกาสเป็นคนดียิ่งขึ้น…” 

โอวาทธรรม สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘คนสมัยนี้ เขาเป็นทุกข์เพราะความคิด’ โอวาทธรรมหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

Posted on January 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628014

'คนสมัยนี้ เขาเป็นทุกข์เพราะความคิด' โอวาทธรรมหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.31 น.

“คิดเท่าไร ๆ ก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดได้จึงรู้ แต่ต้องอาศัยความคิดนั่นแหละจึงรู้”… เวลาภาวนาอย่าส่งจิตออกนอก ความรู้อะไรทั้งหลายทั้งปวงอย่าไปยึด ความรู้ที่เราเรียนกับตำหรับตำราหรือจากครูบาอาจารย์ อย่าเอามายุ่งเลย ให้ตัดอารมณ์ออกให้หมดแล้วก็เวลาภาวนาไปให้มันรู้ รู้จากจิตของเรานี้แหละ

จิตของเราสงบ เราจะรู้เอง ต้องภาวนาให้มาก ๆ เข้า เวลามันจะเป็น จะเป็นของมันเอง ความรู้อะไร ๆ ให้มันออกจากจิตของเรา ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนั่นแหละ เป็นความรู้ที่ลึกซึ้งถึงที่สุด ให้มันรู้ออกจากจิตเองนั่นแหละมันดี คือจิตมันสงบ ทำจิตให้เกิดอารมณ์อันเดียว

อย่าส่งจิตออกนอก ให้จิตอยู่ในจิต แล้วให้จิตภาวนาเอาเอง ให้จิตเป็นผู้บริกรรมพุทโธ พุทโธ อยู่นั่นแหละ แล้วพุทโธนั่นแหละจะผุดขึ้นในจิตของเรา เราจะได้รู้จักว่า พุทโธ นั้นเป็นอย่างไรแล้วรู้เอง…เท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรมากมาย

โอวาทธรรมหลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

พระป่าสายหลวงปู่มั่น เทศน์ครบรส ‘อมตะธรรม’ ในงานสวดลักขีบวชชีหมื่นคนออนไลน์

Posted on January 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/627749

พระป่าสายหลวงปู่มั่น เทศน์ครบรส 'อมตะธรรม' ในงานสวดลักขีบวชชีหมื่นคนออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 18.40 น.

“วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร” สุขุมวิท 101 กรุงเทพมหานคร จัดพิธี “สวดลักขีบวชชีหมื่นคนออนไลน์ 102 ปี ชาตกาล” สานต่อปณิธานท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระญาณวชิโรดม (พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) อดีตเจ้าอาวาส วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร และ ผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพ (Willpower Institute)ระหว่างวันที่ 7-10 มกราคม พ.ศ.2565 

ภายในพิธีมีการนิมนต์พ่อแม่ครูอาจารย์ฯพระกัมมัฎฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มาเป็นองค์เทศนาธรรม “แนวหน้าออนไลน์” ได้รวบรวม “เกร็ดธรรม” บางส่วนบางตอนขององค์เทศนาธรรมทั้งหมด 8 รูป เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต โดยนับเอาฤกษ์ในช่วงต้นปีใหม่นี้ นำธรรมอันเป็นอมตะธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์ฯมาให้อ่าน 

พระเทพวชิรญาณโสภณ (หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล) เจ้าอาวาส วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จ.สุรินทร์

การที่กำหนดจิตต้องอยู่ข้างใน ถ้าจิตเราอยู่ข้างใน จิตก็ไม่ออกนอก จิตไม่ออกนอก จิตจะทุกข์ได้อย่างไร นั่นคือ พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม บรรลุถึงผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าตอนนี้ก็เปรียบเหมือนแสงเทียนที่โยมมองเห็น แสงเทียนไม่ได้อยู่ในเทียน มันอยู่เหนือเทียน เทียนนั้นคือ ขันธ์ 5 แสงนั้นน่ะคือ “จิต” โยม 

พระครูธรรมวิวัฒนคุณ (หลวงพ่อเจริญ จตฺตสลฺโล เจ้าอาวาส วัดอรัญวิเวก จ.เชียงใหม่

เรื่องของ “จิต” ใช้ทั้ง 3 ตัว เวทนานุปัสสนา , จิตตานุปัสสนา , ธรรมานุปัสสนา ตัวนิวรณ์ทั้ง 5 ท่านกล่าวว่า เป็นธรรมานุปัสสนา เป็นสิ่งที่เราต้องพินิจพิจารณา อาตมาชอบที่ว่าจิตตานุปัสสนาเพราะอะไร เพราะเวลาเรารู้ว่าจิตสงบ จิตสงบเป็นยังไง ตัวรู้อยู่ว่า จิตมันอยู่กับอะไร เพราะตามหลักท่านไม่ได้วางไว้มากหรอก ก็จะอธิบายย่อๆว่า จิตมีราคะก็ให้รู้ ไม่มีราคะก็ให้รู้ จิตมีโทสะก็ให้รู้ จิตมีโมหะก็ให้รู้ หรือ ไม่มีก็ให้รู้ จิตไปกระทบกับอารมณ์อะไรที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต้องให้รู้ รู้แล้วยึด หรือว่ารู้แล้วละปล่อยวาง สำคัญที่ตรงนี้ 

พระเทพพัชรญาณมุนี วิ. (หลวงพ่อฟิลลิป ญาณธมฺโม) เจ้าอาวาส วัดป่ารัตนวัน จ.นครราชสีมา 

เมื่อเราตั้งใจเดินจงกรมแล้ว เราก็อยู่ที่หัวทางทางเดินจงกรม ยกมือไหว้ น้อมจิต ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อุปัชฌาย์อาจารย์ บิดามารดา ญาติสนิท มิตรสหาย ผู้มีพระคุณทั้งหลาย แล้วอธิษฐานจิตว่า เราจะเดินจงกรม กี่นาที กี่ชั่วโมง อธิษฐานไว้แล้ว เราก็จะได้รักษาคำอธิษฐานนั้น ถ้าเราอธิษฐานจะเดินจงกรม 1 ชั่วโมง เราจะไม่เลิก ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์อันตราย เราก็จะไม่เลิก เราก็จะรักษาคำอธิษฐานนั้น เมื่อเราอธิษฐานแล้ว เราจับมือขวาทับมือซ้าย ไว้ข้างหน้าเรา แล้วค่อยๆเดิน

การเดินนั้น มันมีวิธิการหลายประการ เราจะจับลมหายใจเข้าก็ได้ จับความรู้สึการเคลื่อนไหวของกายก็ได้ หรือ จะจับพุทโธก็ได้ แต่ว่า ครูบาอาจารย์ฯหลายองค์ก็บอกว่า ให้จับความรู้สึกที่ปลายเท้า เวลาเท้าเรายืนกับผืนดิน เราจะมีการสัมผัสอยู่ เรารู้สึกอยู่ จะรู้สึกหนักอยู่ รู้สึกอยู่ มันเย็น หรือ มันร้อน เราก็รู้สึกอยู่ ให้จับความรู้สึกนั้น เราก็ค่อยๆยกขาขวาขึ้นไป แล้วก็ค่อยๆยกขึ้นไป เวลาเรายกขึ้นไป ความรู้สึกนั้นจะเปลี่ยนแปลง ความรู้สึกที่เจ็บ ความรู้สึกที่หนัก มันก็จะเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่เบา แต่ความรู้สึกที่เบาแล้ว เวลาที่ก้าวไปทับลงมาถึงแผ่นดิน ถึงพื้นแล้ว ก็เกิดความรู้สึกอีก เราจะไม่คิดเรื่องอะไร เราจะไม่ให้จิตอยู่ที่อื่น เราจะให้จิตระลึกได้ จดจ่อ จ่อตามเรื่องนั้น ที่เกิดความรู้สึกอยู่ที่ปลายเท้า 

พระอาจารย์สว่าง กลฺยาโณ เจ้าอาวาส วัดป่าคำเจริญ จ.ศรีษะเกษ

เราทำได้ สร้างคุณงามความดี ได้แน่นอน จะเดินจงกรมก็ได้ จะนั่งสมาธิก็ได้ จะพูดให้ดีเท่าไหร่ก็ได้เลย เพราะอะไรเหรอ เพราะสังขารร่างกายเราได้มาแล้ว ไม่ได้ยืมใครมากราบมาไหว้เลย ปากไม่ได้ยืมใครมาสวดมนต์ หูไม่ได้ยืมใครมาฟัง ตาไม่ได้ยืมใครมาดูเลย อย่างนี้เป็นต้น ใจก็เราเอง ไม่ได้ยืมใจใครมาคิด เพราะฉะนั้นฝึกให้มันดี ฝึกให้ “ใจ” นี้ดีๆ โอ้ย ใจดี ใจใสใจสะอาด มันจะมีพลัง เกิดเมตตากรุณา

พระครูสรพจน์พิลาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดธรรมมงคลฯ 

อย่างที่หลวงพ่อของพวกเรา หรือ พระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณหลวงพ่อ (ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระญาณวชิโรดม) ของพวกเรา ท่านจะพูดอยู่ตลอดเวลาว่า “หัวใจมหาสมัย” เรียกว่า เมื่อท่านทั้งหลายเข้าถึงซึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  เมื่อบุคคลใดมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว บุคคลนั้นเมื่อร่างกายจากความเป็นมนุษย์ก็จะไปเป็นพวกเทพทั้งหลาย นั่นก็เรียกว่า “ระลึก” ระลึกถึงคุณธรรม ระลึกถึงคุณงามความดีต่างๆ

ประการที่ 2 เขาเรียกว่า เตือน เตือนตัวเราเอง เพราะว่า คนเรานั้นรู้ทุกคนนั่นแหละ เกิดขึ้นไปในเบื้องต้น แปรปรวนไปในท่ามกลาง แตกสลายไปในที่สุด เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ด้วยกันทั้งนั้น หมายความ มรณภัย ความตายเจอด้วยกันทุกคน เพราะฉะนั้นเตือนตัวเองอยู่ว่า ขณะนี้ เวลานี้ เรายังมีชีวิต ยังมีแรง ยังมีกำลัง ได้กระทำที่พึ่งไว้หรือยัง ที่ท่านเรียกว่า “อัชเชวะ กิจจะมาตัพปัง โก ชัญญา มะระณัง สุเว นะ หิโน สังคะรันเตนะ มหาเสเนนะ มัจจุนา” 

วันและคืนล่วงไป ผ่านไป ไม่ได้ผ่านไปวันและคืนเท่านั้น แต่อายุของพวกเรา ชีวิตของพวกเราก็ลดน้อยถอยลงไป มัจจุ คือ ความตายนั่น บางทีเขาไม่ให้โอกาสแก่พวกเรา เมื่อมีเวลา มีโอกาส เราก็มาสร้างสมคุณงามความดี สร้างบารมีให้แก่ตัวเอง ดั่งที่พวกเราทั้งหลายได้พากันมาบวช ได้พากันมาเจริญพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ เรียกว่าพร้อม มีพร้อม ทำพร้อม คุณงามความดีพร้อม บุคคลผู้ได้กระทำคุณงามความดีไว้แล้ว อันการจากโลกนี้ไป ความตายไม่เป็นสิ่งที่น่ากลัว 

พระราชวชิรธรรมากร วิ.(หลวงปู่คำสด อรุโณ) เจ้าอาวาส วัดป่าบ้านเพิ่ม จ.อุดรธานี

ที่จิตใจของเราปรารถนาหาความสุข หาความสบาย ตั้งแต่วันเกิด จนถึงปัจจุบันก็ไม่เห็นว่า ความสุขที่แท้จริง มันอยู่ที่ไหน ความสบายที่แท้จริง มันอยู่ที่ใด เมื่อบังคับจิต บังคับใจ เข้าสู่ความสงบ ฐานของจิต ฐานของใจได้แล้ว นั่นแหละ ก็จะรู้ที่มาของอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ก็จะรู้ว่า ทุกข์ควรกำหนดให้รู้ ก็จะรู้ว่า อะไรเป็นเหตุให้ “จิต” ของสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลายทั่วโลกธาตุให้เกิดความทุกข์ ให้เกิดความสุข ให้เกิดความทุกข์ในโลก แม้เราเป็นต้น กระสับกระส่าย กระวนกระวาย เมื่อจับต้นเหตุ หรือ รู้ที่มาของเหตุและปัจจัยใดแล้ว สตินั่นแหละ ไม่เคยเด่นก็จะเด่นขึ้นมา สมาธิไม่เคยเกิด ก็จะเกิดขึ้นมา ปัญญารวมยอดรู้ รู้อยู่ที่ไหนก็จะรู้ได้ที่จุดนั้น จากผู้ปฏิบัติก็จะเป็น “ปัจจัตตัง” (รู้ได้เฉพาะตน)   

พระพรหมวชิรโสภณ (หลวงปู่ศรีจันทร์ ปุญญรโต) เจ้าอาวาส วัดบึงพระลานชัย จ.ร้อยเอ็ด 

ธรรมะ คือ อะไร ธรรมะ คือ แสงทองส่องชีวิต ธรรมะช่วยดวงใจให้สูงค่า ธรรมะช่วยชีวิตให้พัฒนา ธรรมะช่วยนำพาให้ก้าวไกล ธรรมะเป็นอาหารวิเศษอันเลิศรส ธรรมะคือทางพ้นทุกข์สงสาร ธรรมะคือเครื่องพ้นจากบ่วงมาร ธรรมะคืออาหารของจิตใจ วันนี้จะได้นำธรรมะมาให้ท่านหลายไปประพฤติปฏิบัติ เอาแบบ “มองเป็น เห็นธรรม” “คิดเป็น เห็นธรรม” มองเป็นเห็นธรรม มองอย่างไร ถึงจะเห็นธรรมะ คิดอย่างไร ถึงจะเห็นธรรมะ

เอาง่ายๆ ปีนี้ เป็นปีพุทธศักราช 2565 เรามามองปีพุทธศักราชให้เป็น “ธรรมะ” ให้เห็น “ธรรมะ” มองอย่างไร สอง เลขสองหมายถึง ความรู้คู่ความดี สองใหญ่ คนเรามีแต่ความรู้อย่างเดียว ถ้าขาดความดี ก็เอาตัวไม่รอด ดั่งที่เราได้ยินอยู่เสมอว่า “มีความรู้ท่วมหัว ก็เอาตัวไม่รอด มีความรู้ท่วมตัว ก็เอาหัวไม่รอด มีความรู้เต็มตัว ดันไปทำความชั่วเต็มเปา” ถ้าเรามีแต่ความรู้อย่างเดียว ขาดความดี ก็เอาตัวไม่รอด เพราะฉะนั้น “ความรู้จะต้องคู่กับความดีตลอดไป” จึงจะสามารถเอาตัวรอดได้ 

หลวงปู่อุทัย ฌานุตฺตโม เจ้าอาวาส วัดป่าห้วยลาด จ.เลย  

อย่างพูดธรรมะทางออนไลน์ อย่างนี้ เห็นไหม ทั่วโลกได้รับรู้ รับทราบ ในทุกๆประเทศ ใหม่ก็เอา เราปรับตัวเราให้เข้ากับสถานะเหตุการณ์ เก่าก็ไม่ทิ้ง เก่าคืออะไรล่ะ เก่าก็คือ “ข้อวัตร” ปฏิบัติของพวกเรา ที่เป็นพระป่าสายหลวงปู่มั่น ข้อปฏิบัติคืออะไร มีธรรมะและวินัย เป็นสิ่งนำทาง มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯพากระทำบำเพ็ญ ข้อวัตร บิณฑบาต ปัดตาด ไหว้พระ สวดมนต์ ภาวนา อันนี้มันเป็นกิจการงานของพระ พระสงฆ์ของเรา ซึ่งพระอุปัชฌายะได้มอบให้กับพวกเราแล้วว่า เมื่อท่านบวชเข้ามาแล้ว จงทำหน้าที่ศึกษา สีลสิขา จิตตสิขา ก็มาอยู่ที่ “ศีล สมาธิ ปัญญา” นี่อย่างนี้เป็นต้น อันนี้คือเก่า เก่าตั้งแต่ไหน ตั้งแต่โน่น ตั้งแต่สังคยนามาแล้วน่ะ เราจึงถือว่า “พระธรรม พระวินัย” นี้ เป็นสิ่งที่ดูแลเรา กำกับเรา ใครล่ะ ตัวเราเองนั่นแหละ อยู่ในกรอบ ศีลธรรม เรารู้ด้วยตัวเราเอง อันนี้คือ มีความหมายมั่นคง แข็งแรง ถ้าพูดอย่างภาษาชาวบ้าน ก็คือ พระเรานี่ไม่มีแผล มีแต่ความบริสุทธิ์ เปิดเผยออกมา ไม่มีการปิดบังอำพราง ด้วยอะไร ด้วยศีล 227 

ในพิธีนี้ พ่อแม่ครูอาจารย์ฯซึ่งเป็นองค์ธรรมเทศนายังได้กล่าวถึงหนังสือ “มุตโตทัย” ซึ่งเป็นหนังสือที่ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระญาณวชิโรดม ได้บันทึกด้วยการใช้น้ำหมึกที่ผลิตขึ้นเอง และ นำมาเขียนเป็นตัวอักษร เพื่อบันทึกพระธรรมเทศนาของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ เมื่อครั้งปฏิบัติศึกษาธรรมอยู่กับท่าน เมื่อ พ.ศ.2485 – 2486 ที่บ้านนามน ต.ตองโขบ อ.เมือง จ.สกลนคร 

“ตั้งแต่ยุคของท่าน ที่ท่านได้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆนานา ได้รับการถ่ายทอดจากองค์หลวงปู่มั่น จนเราได้เห็นเป็นสักขีพยาน อย่างที่เราได้ทราบกัน ความพยายามอุตส่าห์นั้น เพื่ออะไรล่ะ เพื่ออนุชนรุ่นหลัง อย่างบันทึกธรรม มุตโตทัย อย่างนี้ ก็ด้วยการมองเห็นการณ์ไกลว่า ต่อไปนั้น มุตโตทัย จะเป็นที่แพร่หลายกระจายไป ความอุตสาหะพยายามขององค์หลวงปู่ท่าน ในยุคนั้นสมัยนั้น เราย้อนนึกภาพดูสิ ในสมัยนั้นน่ะ ดินสอก็ไม่มี ปากกาก็ไม่มี ท่านต้องไปเอามินหม้อมาป่นแล้วก็เอาน้ำใส่แล้วก็เขียนบันทึกไว้ แล้วก็ไปตากแห้ง แล้วก็มาให้หลวงปู่มั่นตรวจทาน เนี่ย แต่ในขณะที่ท่านกระทำนั้น ด้วยเจตนาหวังดี แต่ก็มีความเกรงกลัวองค์หลวงปู่มั่นอย่างที่สุด หาประมาณไม่ได้ ดั่งที่เราได้ทราบ  เพราะอยู่กับองค์หลวงปู่มั่นนั้น ต้องระแวดระวัง สติปัญญาทุกอย่างในยุคลูก หลวงปู่ของเรานี่เป็นรุ่นลูก ต่อมาก็เป็นรุ่นหลาน รุ่นเหลน รุ่นหลอด” หลวงปู่อุทัยเมตตาเล่าถึงความยากลำบากในยุคนั้นที่พ่อแม่ครูอาจารย์ฯต้องอุทิศกายและใจเพื่อฝึกฝนตนเอง ในการศึกษาเรื่องของ “สมาธิ” จนนำมาสู่หนังสือมุตโตทัย

สำหรับเนื้อหาในหนังสือ “มุตโตทัย” มีเนื้อหาบางส่วน ดังนี้ 

“ความแห่งคาถา 2 บาทคาถาต่อไปว่า พระขีณาสวเจ้าทั้งหลาย ดับโลกสามรุ่งโรจน์อยู่ คือ ทำการพิจารณาบำเพ็ญเพียรเป็น ภาวิโต พหุลีกโต คือ ทำให้มาก เจริญให้มาก จนจิตมีกำลังสามารถพิจารณาสมมติทั้งหลาย ทำลายสมมติทั้งหลายลงไปได้จนเป็นอกิริยา ก็ย่อมดับโลกสามได้ การดับโลกสามนั้น ท่านขีณาสวเจ้าทั้งหลาย มิได้เหาะขึ้นไปในกามโลก รูปโลก อรูปโลกเลยทีเดียว คงอยู่กับที่นั่นเอง แม้พระบรมศาสดาของเราก็เช่นเดียวกัน พระองค์ประทับนั่งอยู่ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์แห่งเดียว เมื่อจะดับโลกสาม ก็มิได้เหาะขึ้นไปในโลกสาม คงดับอยู่ที่จิต ที่จิตนั้นเองเป็นโลกสาม ฉะนั้น ท่านผู้ต้องการดับโลกสามแล้ว พึงดับที่จิตของตน จึงทำลายกิริยา คือ ตัวสมมติหมดสิ้นจากจิต ยังเหลือแต่ อกิริยา เป็นฐีติจิต ฐีติธรรม อันไม่รู้จักความตายฉะนี้แล”

ทั้งนี้ สามารถรับชมรายละเอียดธรรมเทศนาภายในงานนี้ได้ที่ Facebook : วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร , YouTube : วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร, Facebook : วัดเทพเจติยาจารย์, Youtube : วัดเทพเจติยาจารย์ official, Facebook:วัดป่าร้อยปีหลวงพ่อวิริยังค์, Facebook : วัดป่าธรรมพนมวัณย์ และ facebook: วัดศรีรัตนธรรมาราม โดยหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘เรื่องไม่ดีขึ้นชื่อว่าชั่วมันชอบทำกันนักคนสมัยนี้ ไม่รู้จักละอาย’ : หลวงปู่ศิลา สุมงฺคโล

Posted on January 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/627336

'เรื่องไม่ดีขึ้นชื่อว่าชั่วมันชอบทำกันนักคนสมัยนี้ ไม่รู้จักละอาย' : หลวงปู่ศิลา สุมงฺคโล

วันเสาร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.12 น.

คนที่ภาวนาแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ยังดีกว่าคนที่ไม่รู้จักการภาวนา มามัวแต่จับจ้องดูถูกคนที่ตั้งใจปฏิบัติภาวนา คนพวกนี้มันยังโง่ไม่เห็นว่าไฟกำลังเผาตัวเองทุกวันๆ มีแต่ใช้ชีวิตแบบประมาทมาก ชอบเที่ยวเล่น ดื่มกินสุรา ของผิดกฏหมายต่างๆ

เรื่องไม่ดีขึ้นชื่อว่าชั่วมันชอบทำกันนักคนสมัยนี้ ไม่รู้จักละอาย เกรงกลัวต่อบาปกรรมเลยแม้แต่นิดเดียวเพราะมันยังไม่รู้ว่าบาปกรรมเป็นยังไง มัวแต่ใช้ชีวิตที่มีค่ายิ่งมาทำลายตัวเองลงทุกวัน ทำลายบุญกุศลเดิมที่บำเพ็ญมาให้หมดลงอย่างช้าๆจนในที่สุดบุญเก่าที่เคยทำมาก็หมด

เจ้ากรรมนายเวรทั้งภพอดีตและภพปัจจุบันก็รุมกรูกันเข้ามาทำร้ายคนพวกนี้จนเจ็บป่วยล้มตาย ลูกหลานทั้งหลายอย่าพากันทำบาปนะ สิ่งไหนไม่ดีผิดศีลธรรมที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้สิ่งนั้นแหล่ะคือบาปอกุศล มันจะพาเราฉิบหายวายวอดไปหมดทั้งตัวตนน่ะ

โอวาทธรรม หลวงปู่ศิลา สุมงฺคโล วัดป่าท่าสิมมา อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ผีมาบอกว่า ‘พระเรียนมนต์ไสยศาสตร์ ตายไปเป็นผีใหญ่หมดทุกองค์’ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on January 14, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/627196

ผีมาบอกว่า 'พระเรียนมนต์ไสยศาสตร์ ตายไปเป็นผีใหญ่หมดทุกองค์' : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันศุกร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.29 น.

ไสยศาสตร์เป็นอุปสรรคที่ร้ายแรงที่สุดของการภาวนา อุปสรรคของการภาวนา 1.วินัยย่อหย่อน 2.จิตไปยึดมั่นในวิชาไสยศาสตร์ 

วิชาไสยศาสตร์ต่างๆ นี่ เป็นอุปสรรคที่ร้ายแรงและสำคัญที่สุด ตามที่ผีมาบอกเล่า มันบอกว่า พระเรียนมนต์ไสยศาสตร์ ตายไปเป็นผีใหญ่หมดทุกองค์ มันว่า อันนี้ไม่ใช่หลวงพ่อว่าเด๊ ผีมันว่า มันบอกว่า ข้าพเจ้าเคยบวชเรียนเขียนอ่านมาตั้งแต่เป็นสามเณร 

บวชมาแล้ว ครูบาอาจารย์ก็สอนให้ท่องแต่มนต์ไสยศาสตร์ ทำสมาธิก็ให้ท่องแต่มนต์ไสยศาสตร์ พอท่องไป ภาวนาไป จิตก็สงบสว่างได้เหมือนกัน มันรู้จนกระทั่งวันเวลาที่จะตาย พอรู้ว่าตัวจะตาย ก็รีบท่องมนต์เข้าสมาธิ จิตมันก็สว่างๆไป พอวิญญาณออกจากร่างปุ๊บ มันมืดมิด หาทางไปไม่เจอ มารู้ตัวต่อเมื่อมาเกิดเป็นผี 

เพราะฉะนั้นมีลูกบอกลูกมีหลานบอกหลาน บวชแล้วให้เรียนธรรมวินัย แล้วให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อย่าให้มันไปเรียนมันเรียนมนต์ เรียนมนต์ไสยศาสตร์ทุกแขนง ตายแล้วเป็นผีใหญ่หมด 

มนต์พระพุทธเจ้าไม่ใช่มนต์ เป็นคำสอน แต่คนมาตั้งชื่อว่าสวดมนต์ มนต์พระพุทธเจ้าเป็นหลักคำสอน อย่างมงคลสูตร “อเสวนา จะ พาลานัง บัณฑิตานัญ จะ เสวนา ปูชา จะ ปูชนียานัง เอตัมมังคลมุตตมัง การไม่คบคนพาล การคบแต่บัณฑิต การบูชาบุคคลที่ควรบูชา กิจ 3 อย่างนี้เป็นมงคลอันสูงสุด” มันเป็นคำสอน

โอวาทธรรม : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ตัวบุญตัวบาปอยู่ที่ธาตุรู้ผู้เดียว’ ธรรมเทศนา’หลวงพ่ออุทัย ธมฺมวโร’ วัดภูย่าอู่

Posted on January 13, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/626973

'ตัวบุญตัวบาปอยู่ที่ธาตุรู้ผู้เดียว' ธรรมเทศนา'หลวงพ่ออุทัย ธมฺมวโร' วัดภูย่าอู่

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.24 น.

หลวงพ่ออุทัย ธมฺมวโร เจ้าอาวาสวัดภูย่าอู่ ตำบลคำด้วง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เมตตาเทศนาธรรม หัวข้อ “ตัวบุญตัวบาปอยู่ที่ธาตุรู้ผู้เดียว” ในงานพิธีบำเพ็ญกุศลครบ 50 วัน หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จังหวัดปทุมธานี  

นะโม 3 ครั้ง…ให้ว่าตั้งใจฟังธรรม ความจริงธรรมะนั้นอยู่กับตัวเราแล้ว แล้วสภาพแวดล้อม หลวงปู่ของเรา (หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต) ก็เป็นธรรมะให้เราพิจารณาแล้ว ความจริงน่ะ ที่ให้มาแสดงธรรมนี้ก็เพียงแค่บรรยาย เป็นปริยัติ ว่าเป็นภาษาธรรม คือ บัญญัติธรรม เป็นโวหารบัญญัติ 84,000 พระธรรมขันธ์ก็เป็นบัญญัติธรรม ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป กายของเราทั้งหมดก็ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป ศาสนาสมบัติ นับเข้าหมด แม้แต่พระบรมธาตุ พระอรหันตธาตุ ก็ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป

ตัวบุญตัวบาปอยู่ที่ไหน คือ ธาตุรู้ผู้เดียว ธาตุรู้ คือ มโนธาตุ หรือ วิญญาณธาตุ อีกอย่างก็จิต หรือ เจตสิก รวมศูนย์เป็นบุญและบาป ในปรมัตถธรรมบอกไว้แล้ว รูปทั้งหลาย บรรดามี แม้แต่พระพุทธรูปที่มนุษย์สร้างขึ้นมา พระบรมธาตุ พระอรหันตธาตุ ทั้งนั้น กรรมสร้างมา

พระบรมธาตุ พระอรหันตธาตุก็ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือว่าอริยมรรค มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 ภาษาพูด ผู้ใดเจริญศีล สมาธิ ปัญญา ให้ได้มรรค 4 ผล 4  นิพาน 1 โลกุตระธรรม 9 สร้างขึ้นมา อยู่ที่จิต กับ เจตสิก เมื่อถึงโลกุตระแล้ว ไม่กลับมาอีก ไม่มีบุญ ไม่มีบาปอีก เหตุนั้น จิต กับ เจตสิก เป็นบุญและบาป รูปทั้งหลายไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป พระนิพพาน ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป ตัวปรมัตถธรรม ถ้าใครอยากไม่ให้มีบุญ ไม่ให้มีบาป ก็เจริญศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดมรรค เกิดผล เกิดโลกุตระธรรม ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาปอะไร ถ้ามีบุญก็วุ่น ใครมีบุญเยอะ ก็วุ่นเยอะ ใช่ไหม เน๊าะ

อย่างในหลวง พ่อหลวงของเรา มีบุญเยอะ ยังไม่ไปไหนมาไหนเลย มาตกตัวนี้ล่ะ บุญเยอะๆเป็นมหากุศล ก็พรหมโลกโน่น ทำสมาธิได้ ได้สมาธิ รูปฌาณ อรูปฌาณ ก็ยังไม่จบ ยังมาติดอยู่พรหมโลก กุศลสูงสุด คือ มหากุศล  ถ้าใครอยากได้มหากุศล ก็ทำสมาธิ ไม่ยาก ไม่ต้องเสียเงินแม้แต่สลึงเดียว  ทำได้เลย ถ้าใครอยาก ก็ได้ก็ทำเอาน่ะ เอ่อ สมาธิง่ายเหลือเกิน ไม่ต้องไปขอที่ไหนเลย เราทำเอาเอง ได้แล้วก็เป็นมหากุศล ไม่ใช่มหากุศลที่เราเอามาพูดกันน่ะ ที่ชาวพุทธเอามาพูดหลอกกันน่ะ ไม่ใช่

ตัวมหากุศล ไม่ต้องลงทุนแม้แต่สลึงเดียว ไม่ให้ใครเดือดร้อนเลย ทำสมาธิ เหตุนั้นอย่าลืมน่ะ ให้ไปทำเอาเอง แต่ว่ายังไม่จบ ไปติดอยู่ที่พรหมโลกโน่น ไม่ไปไหนมาไหน หมดกำลังสมาธิ หมดกำลังฌาณแล้วก็ลงมาอีก “อนิจจา วะตะ สังขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน” ไม่มีอะไรเที่ยง กุศลธรรมทั้งหลายถึงแม้จะสูงสุด ยิ่งเป็นมหากุศล

กุศลนั้นน่ะ คือ รูปฌาน อรูปฌาน เมื่อใครบำเพ็ญได้แล้ว จะได้เกิดไปอยู่ชั้นพรหม อายุเป็นกัปป์ แต่ว่านั้นก็ยังไม่จบ ไปติดอยู่นั่นล่ะ พระพุทธเจ้าบอกว่า บอกว่ายังไง เสลดของพระอริยเจ้า เสลด ถ้าเป็นเสลด ใครจะเอาไว้ล่ะ ไม่เอาไว้เน๊าะ นั่นแหละ ให้เปรียบเทียบ เหตุนั้นล่ะ เมื่อเจริญศีล สมาธิได้แล้ว ก็ให้เจริญปัญญา ฆ่ากิเลส ฆ่าทั้งหมดเลย ทั้งบุญกุศล ทั้งอกุศล ฆ่าทิ้งหมด ไม่เอา นี่หลักแท้ๆ 

หลวงปู่ของเรา หลวงปู่บุญฤทธิ์ ท่านบำเพ็ญ น่าอนุโมทนาน่ะ วัดก็ไม่สร้าง ไม่เคยสร้างวัดเลย โอ้! สบายมาก ไม่อยากไปอยู่ที่ไหนเลย เขานิมนต์ไปเลย สบายมาก กลับมาอยู่เมืองไทย ก็ไม่ได้สร้างวัดเลย โยมทิพย์สร้างให้ มาอยู่แค่นั้นแหล่ะ สบายมาก เวลามรณภาพแล้ว ใครจะเอาไปไหนก็เอาไป ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว สบายมาก นี่เห็นไหม ไปอย่างสบายๆ สบายๆ ลูกศิษย์ก็ไม่มี โอ้โห… หายากน่ะ ลูกศิษย์ พระเณร ดูเหมือนไม่มีน่ะ เน๊าะ ไม่มีใครมาบวชด้วยเลย มีคุณแซมไปไหนเน๊าะ อยู่ไหม ไปไหนแล้ว ไม่เห็นหน้าเลย คุณแซมก็ไม่ได้บวชน่ะ คู่กรรมคู่เวร โน่น ไปหากันอยู่โน่น ไปติดตาม ท่านก็ยังไม่พ้นกรรมพ้นเวร เคยสร้างกันไว้ ก็เลยเป็นกรรมเป็นเวร น่ะ ให้ปลง สัพเพ สัตตา กัมมะสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ… ไม่ได้สวดเล่นน่ะ จริง เป็นจริง หลวงปู่ฯ 

อาตมาก็ไม่ได้ไล่ไว้ จากวันมรณภาพ กี่วันแล้ว ได้สักเท่าไหร่ 50 วัน อายุของท่านก็ 104 ปีเน๊าะ หายากเน๊าะ 104 ปี แต่อาตมาคิดไม่เหมือนใคร ถ้าใครอายุยืนๆ บาปเยอะ ชราทุกข์ ชราทุกข์ อันนี้ก็จะเปรียบเทียบให้เป็นตัวอย่างน่ะ พระพุทธเจ้า อายุขัยของมนุษาโลก ยุคนั้นสมัยนั้น 100 ปี อายุขัย 100 ปี พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ พระพุทธเจ้าโคตรมะของเรา ถ้าจะคิดน่ะ บำเพ็ญบารมีด้วยปัญญาธิกกะ เอาเร็ว เอาไวไว สำเร็จให้ได้ไวๆ ก็เลยบารมีอันนั้นส่งขึ้นมา ความเร็วให้ได้มาเกิด อุบัติ โปรดสัตว์โลก อายุขัยน้อยที่สุด สุดท้ายของมงคลกาล อายุขัย 100 ปี ถ้าต่ำกว่า 100 แล้ว พระพุทธเจ้าไม่อุบัติในโลก อายุขัยสูงสุด 100,00 ปี ที่พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ รู้ไหม อายุขัยของคนก็ 100,000 ปี ท่านว่าเอาไว้ มีจริง เป็นจริง โอ้ย อายุขัยก็มีมาอีกหลาย

นี่แหละเพราะผู้สร้างบารมีมาเกิด เพื่อพระโพธิสัตว์ เพื่อมาโปรดเวไนยสัตว์ มีขอบข่าย มงคลกาล อายุขัยแสนปีลงมาหาร้อย ร้อยขึ้นมาหาแสน เป็นมงคลกาล พระพุทธเจ้าจึงมา เกินแสนไม่มา ต่ำร้อยไม่มา ถ้าเกินแสนยังไง ถ้าเกินแสนแล้ว จะไปว่าทำไม นะโมตัสสะ นี่อายุก็แสนแล้ว สบายแล้ว โรคภัยไข้เจ็บไม่มีใช่ไหม ปลงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ได้เลย เพราะอายุยืน ถูกไหมล่ะ 

ถ้าอายุขัยต่ำ 100 โอ้โหย พิจารณาไม่ได้เลย เพราะอะไร เพราะกิเลสหนา ปัญญาหยาบ หยาบมาก ให้จำไว้ ทีนี้ ต่ำร้อย เดี๋ยวนี้ต่ำกว่าร้อยแล้วเนอะ ก็รู้แล้วเหนาะ ก็พวกเรากิเลสเน๊าะ ถามเลย ไม่ต้องตอบอาตมา ตอบให้ตัวเองฟังก็รู้แล้ว กิเลสเยอะกว่าแต่ก่อนไหม จะเยอะหนักหนา อยู่ไปนานๆ ยิ่งเจ็บ ยิ่งหนักหนา ตามปกติอายุขัยของสัตว์โลก 100 ปี ตัดออก 1 ปี เดี๋ยวนี้อายุขัยของคนเหลืออยู่แค่ 74 เศษๆ ไม่ถึง 75 ก็จากพระพุทธเจ้าปรินิพพานมาแล้ว 2,560 กว่า เนี่ยเห็นไหมมันหมดไปแล้วน่ะ ตัดออก ตัดออก 

อันนี้มาเกินก็ไม่ต้องนับ เหตุนั้นพอดีๆ เขาก็มาจัดสรรใหม่  อายุ 60 ปีแล้ว ปลดเกษียณเลย ทำอะไรไม่ได้ งุ่มง่าม สมองก็ไม่ดี ปลดเกษียณแล้วให้ไปบำเพ็ญกุศล ให้ไปบำเพ็ญกุศล แต่บางคนก็ไม่บำเพ็ญเน๊าะ เป็นห่วงงานเน๊าะ ด้วยเหตุนั้นให้เข้าใจน่ะ ปลดเกษียณแล้ว ให้บำเพ็ญกุศลน่ะ จริงๆ ปลอดเกษียณแล้วให้บำเพ็ญกุศล เพราะเวลาน้อยแล้ว จากนี้ไปจะไม่มีกิจอีก  ถ้าแก่แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เหตุนั้นพระพุทธเจ้าสอนให้พิจารณา อภิณหะปัจจเวกขณะปาฐัง เรามีความแก่เป็นธรรมดา ให้พิจารณาน่ะ เรามีความเจ็บไข้ได้ป่วย เดี๋ยวนี้ก็รู้อยู่แล้วโรคภัยไข้เจ็บในเมืองไทยเยอะ สารพิษเมืองไทยเต็มไปหมดเลย ดูเหมือนเมืองไทยจะเป็นหนูลองยา อาตมาใช้คำนี้ จะถูก หรือ ไม่ถูก ก็แล้วแต่เน๊าะ 

เรามีความตายเป็นธรรมดา ตายนี่ 2 แบบน่ะ ตายเปิด กับ ตายปิด อัปปฏิจฉันนมรณ ปฏิจฉันนมรณะ ตายปิด อัปปฏิฉันนะมรณะ ตายเปิด ตายปิด เดี๋ยวนี้ก็ตายอยู่ หายใจเข้า ไม่เอาออกก็ตายแน่ๆ ตาย ออกเข้า ออกเข้า ก็ได้ เกิดดับ เกิดดับนั่นแหละ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันตายอยู่ตลอด ตาหลักแล้วน่ะ ตายนานหน่อย คือ นอนหลับ นอนหลับก็คือตาย ตายนานหน่อยเน๊าะ ตายรองลงมาอีก นี่ เกิดอุบัติเหตุ โอ้ย นานเน๊าะ บางคนเน๊าะ อยู่ครึ่งปีเลย ใช่ไหม ยังหายใจอยู่ ไม่รู้เรื่อง นั่นล่ะ สลบไสล นั่นล่ะ ตายเหมือนกัน เพราะตายไปเลยไม่ฟื้น บางคน นี่แหละ ตาย ไม่รู้วันตาย

ตายจากคุณงามความดี ประมาท บวกเข้าไปอีก นั่นเห็นไหม เหตุนั้น อย่าประมาท นี่แหละ ตายเปิด ตายแท้ๆ ไม่หายใจเลย หมดสิทธิ์แล้วทีนี้ ทำอะไรไม่ได้แล้ว ทีนี้ เอ่อ ภาษาธัมมะ จุติ คือ เคลื่อนจากสถานะเดิม ศัพท์ เคลื่อนจากสถานเดิม นับเข้าหมดน่ะ สัตว์สาราสิง เทวดาก็นับเข้าหมด แต่ว่าเทวดา เทวดาก็สิ้นบุญ ถ้าเป็นพวกเทพก็สิ้นบุญ เพราะอาศัยบุญแต่ง ก็เลยเกิดเป็นเทพ สิ้นบุญ นี่เห็นไหม ใช้ศัพท์นี้ เหตุนั้นถึงว่า กว่าจะรู้ว่าตาย ตายปิด ตายเปิด มันสายเกินแก้ เหตุนั้นพระพุทธเจ้าจึงยกอภิณหะปัจจเวกขณะ มาให้พิจารณา เรามีความแก่เป็นธรรมดา เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา เรามีความตายเป็นธรรมดา เราจะพรัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้นไป แน่นอน ให้พิจารณา

ข้อสุดท้าย สำคัญที่สุด เรามีกรรมเป็นแดนเกิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นผู้สร้าง นี่เห็นไหม กรรมดี กรรมชั่ว ย่นเข้าที่กรรม หลักพุทธศาสนา กัมมนิโน กัมมนิยาม ความแน่นอน ความจริงที่แน่นอน ไม่มีผู้แต่ง ไม่มีผู้สร้าง  ไม่มีเจ้าของ นี่ ด้วยเหตุนั้นให้พิจารณาบ่อยๆ ท่านทั้งหลายจงพิจารณบ่อยๆ อย่างนี้ทุกวันๆ ทุกขณะจิต จะไม่ให้ประมาท จะได้เตรียมพร้อม ภาวนา เพราะไม่ได้ลงทุน ทำเยอะ ๆภาวนา รักษาศีล ก็ทำได้เยอะ เพราะไม่ต้องลงทุน  ไม่เกี่ยวกับสถานที่ ไม่เกี่ยวกับบุคคล ให้ทำบ่อยๆ ส่วนทานนั้น ตามมีตามเกิด

ทานเยอะไม่ได้ เพราะพวกเราหากินก็ไม่ไหวแล้วเน๊อะ อือม์ เอาเข้าปากของเราก็พอแล้ว หามันไม่ไหว มันมีจำกัด เหตุนั้นหลักพุทธศาสนา ในไตรสิกขา ท่านจึงไม่ได้จัดทานเข้าไว้ จัดเฉพาะศีล ศีลที่ปกติ ทำกายให้ปกติ อย่าผิดปกติ เดี๋ยวนี้ ผิดปกติเยอะเน๊าะ นั่นแหละ อย่าไปเข้าใจอย่างอื่นนะ ศีล คือ ปกติ แปลออกมาแล้ว เป็นปกติ ผิดศีล ผิดปกติ จับหลักนี้ไว้ให้ดีๆ อย่าไปพากันผิดปกติ นั่นนะ เตรียมพร้อมเลย อย่าให้ผิดปกติน่ะ เนี่ย เป็นศีล ไม่ต้องไปสมาทานกับพระหรอก นั่นล่ะ ถ้าสามารถทำให้ปกติได้ ก็ได้รับผล ถ้าแปลเป็นผล ก็เย็น ถ้าใครสามารถทำให้ปกติได้ ก็ได้รับความเย็น อือม์ ได้รับความเย็น ศีลน่ะ

หลักสมาธิ ตั้งใจมั่น ความหมายที่สำคัญที่สุด ให้มั่นในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ต่อกันล่ะทีนี้ เวลาจะสมาทานศีล ก็ปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัย พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ทำเป็นกิจจะกรรม ทั้งเช้าเย็น เวลาไหว้พระ ได้ปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง แล้วก็สมาทานศีล ทั้งเช้าทั้งเย็น อันนี้เป็นนิจจกรรม

นิจจกรรม ทีเนี้ย ตลอด เตรียมพร้อมอยู่ตลอด เหตุนั้นถึงว่า สมาธิให้ตั้งมั่น ความตั้งมั่นในพระรัตยตรัย ความไม่เคลือบแคลงสงสัย ความไม่หวั่นไหว ให้ตั้งมั่นไว้ อย่าส่ายแส่ อย่าหลงไปเข้ารีตลัทธิศาสนาอื่น มีน่ะ มีในหลักธรรมเอาไว้ ไปเข้าลัทธิศาสนาอื่น มีผู้ต่อกับอนันตริยกรรม อนันตริยกรรม 5 ชาวพุทธจะคุ้นหูแล้วเน๊าะ คุ้นหูแล้วเน๊าะ  ไม่ต้องอธิบาย หรือ จะอธิบาย หรือ จะบอก ฆ่าบิดา มารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำลายสงฆ์ แต่สำหรับคฤหัสถ์น่ะ ช่วยเหลือน่ะ ไปทำลายโดยตรงไม่ได้ แต่ถ้ามีเรื่องกับพระเจ้าพระสงฆ์ก็จะไปเย้วๆนั่นล่ะ มีส่วน ระวังไว้ให้ดี จะไปทำลายพระสงฆ์ไม่ได้ นี่เฉพาะ ฆ่าเหมือนกัน ทำลายสงฆ์ได้ ในหลักน่ะ

เหตุนั้น พวกเราเป็นคฤหัสถ์ เป็นอุบาสก อุบาสิกา ระวัง อย่าไปเย้วๆ เดี๋ยวจะยกตัวอย่างให้ฟัง ขั้นต่อแล้ว มีน่ะ มีอาจารย์คนนึง อาจารย์คนนั้นีแต่ครูสอนทั้งนั้นเลย มีแต่อาจารย์ทั้งนั้นเลย ไปพูดถึงเรื่องพระ พระทำผิด ทำผิดวินัย ก็คงไม่รู้เน๊าะ ข่าวเน๊าะ ก็พูดกันทีนี้ พูดกันในวงของครู ครูอาจารย์ทั้งนั้นเลย พูดเสร็จแล้วก็ตบมือ อือม์ สะใจ ชื่นใจหรือยังล่ะ กลางคืนมาทีนี้ หัวหน้านั่นล่ะ ก็เลยได้นิมิต นิมิตก็มิใช่นิมิตอื่นที่นี้ หลวงปู่เทศก์ วัดหินหมากเป้ง ถือไม้เรียว ไล่เฆี่ยนเลยทีนี้ โถๆๆๆไปไหนล่ะที่นี้ วิ่งหนี หนีหัวซุกหัวซุน อย่าพูดน่ะต่อไป ไล่เฆี่ยน ไล่ตี น่าคิดน่ะ นี่นิมิตเครื่องหมายบอกเหตุ เราเป็นชาวพุทธระวังให้ดี ห้ามพูด

อันนี้ เป็นตัวอย่าง จะไปได้ยินบ่อยลักษณะนี้ เหตุนั้นให้ระมัดระวัง การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องพระเจ้าพระสงฆ์ มีหลักธรรมหลักวินัยบอกไว้ว่า ห้ามบอกอาบัติชั่วยามแก่ “อนุปสัมบัน” (ผู้ไม่ได้เป็นภิกษุ)   นี่เห็นไหม มีสิกขาบทอยู่ในปาฏิโมกข์เลย บอกไว้เลย พวกเราได้รู้ เห็นไหม สอดคล้องกันเลย นี่เป็นคฤหัสถ์ระดับอาจารย์น่ะ เป็นครูกันทั้งนั้นเลย จะไปเที่ยวที่ไหน ไม่รู้ สนุกสนานใช่ไหมล่ะ พอพูดเรื่องพระเจ้าพระสงฆ์ทำผิดวินัยศีล เป็นอาบัติปาราชิกเหรอ อะไรเนี่ย ก็ได้ยินแต่ข่าวใช่ไหมล่ะ พูดแล้ว ก็ชอบ ตบมือน่ะ อันนี้ใช่ไหม เป็นเหตุ กลางคืนมา ปวดหัวเลย ฝันทีนี้ หลวงปู่เทศก์ถือไม้เรียวไล่เฆี่ยน โอ้ย วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน จนเหนื่อย จนเหนื่อยล้าเลย หลวงปู่เทสก์ไล่เฆี่ยน อย่าพูดน่ะต่อไป ระวัง แต่อย่าลืมน่ะ ฝันมี 4 อย่าง หรือ 6 อย่าง จะขยาย อือม์  

กรรมนิมิต เทพบันดาล 2 อย่าง จะจริง อันนี้ เห็นไหม จะเป็นเทพบันดาล หรือ กรรมนิมิตก็แล้วแต่ อันนี้ เหตุการณ์อย่างนี้ จะไม่ค่อยมี จะไม่ค่อยเกิด อาตมาก็เลยยกขึ้นมาให้ฟัง นี่ชาวพุทธของพวกเรา เพราะไม่มีใครทำ หลักกรรมนี้ ไม่มีใครทำให้ใคร เจ้าตัวทำเอง ใครทำร้ายพระพุทธศาสนา ก็พุทธศาสนิกชนนี่แหละ ทำลายเอง ใครสมาทานศีล ก็เรานั่นแหละเน๊าะ ใครทำลายศีล ก็เรานั่นแหละ ทำลายเอง  หลักกรรม ไม่มีใครทำ เจ้าตัวทำเอง นี่เห็นไหม อภิณหะปัจจะเวกขณะ เรามีกรรมเป็นแดนเกิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ยังกัมมังกะริสสามิ กัลยาณังวา ปาปะกังวา …ข้อสุดท้าย จับหลักกรรมนี้ไว้ให้ดี นี่ล่ะเหตุนั้นถึงให้มั่นในพระรัตนตรัย ถ้ามั่นในพระรัตนตรัย อริยะแล้วเขาจะไม่อยู่ มีแต่ปุถุชนของเรานี่แหละ ฝังอยู่ มีพระอริยะ นับแต่โสดาบัน เขาจะไม่พูดอย่างนั้น นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง เป็นอุธาหรณ์ ให้ชาวพุทธระมัดระวังสำรวม แล้วก็เตือนๆต่อกันด้วย ถ้ามีเหตุขึ้นมา  

เหตุนั้น สมาธิตั้งมั่นในพระรัตนตรัย มีพระอริยเจ้า ระดับปุถุชน ยาก ยังไม่มั่น ศรัทธา 4 อย่าง ตถาคตโพธิศรัทธา ,กัมมัสสกตาสัทธา, กัมมสัทธา, วิปากะสัทธา  4 อย่าง ปุถุชน เป็นวิปปยุตต เป็นศรัทธาวิปปยุตต ศรัทธาเสื่อม  ไม่มั่นคง  เกิดขึ้นแว็บเดียวก็หายแล้ว มีแต่พระอริยเจ้า โสดาบัน พระอริยเจ้า นับตั้งแต่โสดาขึ้นไป ศรัทธาของพระอริยะเจ้าระดับนั้น เป็นศรัทธา อะจะละศรัทธา จำไว้ให้ดีน่ะ อะ แปลว่า ไม่ จะละ แปลว่า หวั่นไว อะจะละ แปลว่า ไม่หวั่นไหว เป็นศรัทธาที่ไม่หวั่นไหว ใครจะมาพูดอะไร ไม่หวั่นไหวเลย ไม่กระเพื่อม ถ้าเป็นน้ำก็ไม่กระเพื่อม มีเฉพาะพระอริยเจ้า นี่เหตุนั้น หลักสมาธิ จับหลักอันนี้ไว้ให้ดี  

สมาธิใหม่ๆให้พิจารณา สมาธิประกอบด้วยปัญญา หมายถึง พระอริยเจ้า สำหรับปุถุชนแล้ว เป็นวิปปยุตต หวั่นไหว ไม่มั่นคง ก็ยังไม่ราบจำ ยังปราบกิเลสไม่ได้ นี่ เหตุนั้น ปัญญา ถ้าเรียงไว้สูง ศีล สมาธิ ปัญญา เรียงสูง แต่ถ้าอริยมรรคแล้ว ท่านเรียงปัญญาไว้ขึ้นต้น สำหรับสัมมาทิฐิ สำคัญสมาธิ ปัญญา เรียงสูง แต่ถ้าอริยมรรคแล้ว ท่านเรียงปัญญาไว้ขึ้นต้น สำหรับสัมมาทิฐิ สำคัญสัมมาทิฐิ ถ้าเกิดเป็นมิจฉาทิฐิปุ๊บหมดเลย ไม่เหลือ  

นี่มรรคทั้ง 8 ไม่เจอ เหตุนั้นท่านเรียงขึ้นต้นแล้วเอาไว้สูง เอาไว้ยอด นี่สำคัญ ในไตรสิกขา ขาดปัญญาไม่ได้ จิตของเราเกิดปุ๊บปั๊บขึ้นมา ตรึกตรองวิตกวิจารณ์ นั่นเห็นไหม มนสิการขึ้นมาแล้ว ขึ้นมาเลย นี่ระดับเราปุถุชน แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็มี ธรรมชาติของจิต จิตกับเจตสิก วิตกวิจารณ์ ก็ขยายไป สำหรับมนุษย์นั้น ให้เป็นปัญญาได้  

สำหรับเดรัจฉานนั้นไม่ได้ เพราะวิบากกรรมเก่ามา สมองนี่น้อย อือม์ สมองนี้น้อยมากเลย สัตว์บางประเภทไม่มีสมอง สัตว์เดรัจฉาน เหตุนั้น สัตว์เดรัจฉาน ไม่สามารถบรรลุธรรมได้  เพราะไม่มีปัญญา แม้พวกนาค ตระกูลนาค พูดถึงนาคแล้วน่ะทีนี้ เขาก็ทำได้ทาน นิดๆ หน่อยๆ เพราะสมบัติไม่มี สมบัติประทานไม่ได้ สมบัติเทวดาก็ประทานไม่ได้ เกิดจากบุญกุศล เหมือนไปเกิดเป็นโอปาปติกกะ เอามาทานไม่ได้ ก็รักษาศีล ภาวนาไม่ได้  

เหตุนี้มีประวัติครั้งพุทธกาล นาคจำแลงมาบวช …ถามอันตรายยิกธรรม ถามไปเลย มนุสโสสิ เป็นมนุษย์เหรอ ถาม ถ้าไม่เป็นมนุษย์ บวชไม่ได้ บวชได้เฉพาะมนุษย์ นี่เห็นไหม เป็นความจริง อือม์ ถ้าบวชก็ไม่เป็นพระ เทวดาบวชก็ไม่ได้ นาคเขาจำแลงได้ เทวดาก็จำแลงได้ แต่ก็บวชไม่ได้ นั่น เห็นไหม มีจำกัด พูดง่ายๆว่า อัตภาพไม่สมบูรณ์ อือม์ เขามีแค่ขันธ์ 4 มนุษย์มีขันธ์ 5 เต็มเปี่ยมเลยขันธุ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของเขามีแต่นามขันธ์ รูปขันธ์เขาก็จำแลงเอา เขามีอำนาจ มีฤทธิ์จำแลงได้ นี่ เห็นไหม จำกัดเลย ภัพพบุคคล อภัพพบุคคล บอกไว้เลย มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ถ้าเป็นสองเพศ หมดสิทธิ์ บวชก็ไม่ได้ ภาวนาก็ไม่ได้ ธรรมะ 

พระพุทธเจ้า ศีล สมาธิ ปัญญา เขาเปิดไว้เลย แต่ทำไม่ได้ รักษาศีลก็ไปแค่นั้นล่ะ บ๊องๆๆไปล่ะ ไม่ได้ทำจริง คนสองเพศน่ะ กระเทยอ่ะ เดี๋ยวนี้เยอะเลยเมืองไทย ทั้งโลกเน๊าะ เขาปลอมมา เขาปลอม เขาแปลงได้ บอกลูกบอกหลานไว้เลย อย่าไปหาปลอม หาแปลงน่ะ ไม่ได้น่ะ สองเพศ กระเทย ไม่ได้ ภาวนาไม่ได้ ได้รักษาศีล กับให้ทาน วิบากกรรม คือ ผลของกรรมแต่งอย่างนั้น ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยเหตุนั้น พวกเรา เต็มเปี่ยมแล้ว กุศลแต่งมาจนหมด สมบูรณ์แบบ อย่าประมาท ให้รีบเร่งขวนขวาย เอาใครเอามัน พระพุทธเจ้าบอกแล้ว พัพพะบุคคล คือ ผู้สมควรจะได้เป็นมนุษย์ ทำได้ 

แต่ว่ามีจำกัดอยู่ บอกไว้แล้ว ถ้าเกิดเป็นมนุษย์แล้ว อายุ 7 ปี ถ้า 7 ปีแล้ว บรรลุธรรมได้ เขารู้กันอย่างนั้น ถ้าต่ำกว่านั้นแล้ว อินทรีย์อ่อน สมอง รูปอันนี้ยังไม่แก่ เหมือนกับเด็ก ถ้าเด็กแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ใช่ไหมล่ะ เพราะสมอง อินทรีย์อ่อน ถ้าจาก 7 ปีขึ้นไปแล้ว อินทรีย์แก่กล้า ครั้งพุทธกาลมีเยอะ อายุ 7 ขวบ บรรลุธรรม หรือ สำเร็จพระอรหันตได้ แต่ว่ากว่าจะได้อย่างนั้นก็บำเพ็ญมาเยอะนั่นแหละ และ อยู่ๆจะมาเอาชาติเดียวไม่ได้ ต้องบำเพ็ญมาเยอะ หลายกัปหลายกัลป์

ถ้าใครเคยฟัง ประวัติของพระอริยสาวก เคยฟังมาเน๊าะ บำเพ็ญมาเยอะ เป็นแสน เป็นแสนกัปเลย ไม่ใช่ปะเดี๋ยว เหตุนั้นล่ะให้ตั้งอกตั้งใจบำเพ็ญกุศล หลวงปู่เนี่ยมรณภาพ มรณภาพ มรณภาพ มรณภาพไปแล้ว อันนี้เป็นเรื่องของหลวงปู่ ตัวใครตัวมัน หลวงปู่ก็ไม่ให้เราตายไปด้วย ท่านตายผู้เดียว ใช่ไหม ตัวใครตัวมัน บุญกุศลก็ของใครของมัน ของเราอยากได้ก็ทำเอา รีบเร่ง เราก็ไปเอาสรีระของหลวงปู่มากำหนดพิจารณา แล้วก็น้อมเข้ามา ภายนอก อรูปภายนอก คนอื่น เราก็น้อมเข้ามาหาเรา หลวงปู่อายุ 104 ปี – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สวรรค์และนรกมันมีจริง : หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป

Posted on January 13, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/626717

สวรรค์และนรกมันมีจริง : หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.36 น.

สวรรค์และนรกมันมีจริง ๆ แต่เราจะไม่เชื่อ เพราะเรายังปฏิบัติไม่ถึง ถ้าเราสามารถปฏิบัติทางด้านจิตใจจนเห็นชัดในเรื่องอย่างนี้ เขาจะมีมิติหนึ่งของเขาอยู่ในสวรรค์ เขาจะลอยอยู่ในชั้นอากาศเป็นชั้น ๆ อยู่ ส่วนนรกนั้นเขาก็จะมีหลุมที่อยู่ในเมืองนั้น ซึ่งในแต่ละหลุม ๆ นั้น จะไม่มีเครื่องนุ่งเครื่องห่มเลย เปลือยกายหมด อย่างศีล ๕ มี ๕ ข้อ ก็มี ๕ หลุมแน่นอน คนก็กองพะเนินเทินทึกอยู่ในนั้นแหละ แต่ก่อนเราไม่เชื่อ พอนั่งสมาธิเห็น เชื่อได้ด้วยตัวเอง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย

ทีนี้สวรรค์ก็เหมือนกัน อาตมาขึ้นไปคุยกับเขาที่ปราสาทต่าง ๆ ทีแรกเขาสร้างวิหารหลังเล็ก ๆ อยู่ในวัดนี้ วิหารนี้ ก็ไปปรากฏเป็นปราสาทอยู่ในสวรรค์ เมื่อเขาตายไปเขาก็ไปอยู่ในปราสาทนั้น อาตมาไปยืนคุยกับเขามาแล้ว จึงมีความเชื่อมั่นว่าสวรรค์เป็นอย่างนี้เอง สวรรค์ชั้นอื่น ๆ ก็ชั้นของใครของมัน อยู่ในบรรยากาศโลกนี้แหละ มีสัก ๕๐๐ ชั้นก็จะได้ เพราะฟ้านี้ไม่รู้มันสูงเท่าไร เครื่องบินจะบินข้ามหรือบินลอดเขาไปก็แล้วแต่ ไม่เห็นเขา 

เมืองสวรรค์นี้เป็นของทิพย์ เหมือนเราสร้างกุฏิวิหารศาลาไว้อย่างนี้ พอเราอยากจะไปอเมริกาหรือไปอยู่ที่ว่างอื่น เมื่อนึกอย่างนี้ พอเราไป ปราสาทจะไปตั้งปรากฏคอยอยู่เลย  พอเราคิดว่าที่นี่ไม่ต้องการที่จะอยู่แล้วแหละ มันจะหายแว้บไปเลย มันก็จะไปตั้งอยู่ในที่ ๆ เราจะไป มันเป็นของทิพย์

ทีนี้ใครทำบุญอะไร จะเป็นน้ำส้ม น้ำหวาน อาหารการกินต่าง ๆ เพียงนึกอยากจะกิน มันจะอิ่มเหมือนกับเราได้กินสิ่งนั้น แต่ไม่ได้กิน เขาเรียกบุญทิพย์ ถ้าไม่ได้ถวายน้ำส้มไว้แล้วเกิดอยากกิน มันก็หิวอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ได้อิ่มเหมือนกินน้ำส้ม นี่ เป็นเป็นอย่างนี้ มันเป็นเมืองทิพย์ กินบุญทิพย์ ของอย่างนี้มีแน่นอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘กรรมมีจริง ผลของกรรมมีจริง’ พระนิพนธ์ ‘สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช’

Posted on January 9, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/626460

'กรรมมีจริง ผลของกรรมมีจริง' พระนิพนธ์ 'สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช'

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.22 น.

“กรรมดีให้ผลดีจริง กรรมชั่วให้ผลชั่วจริง ผู้ใดทำกรรมใดไว้ จักเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้น ผู้ไม่ได้ทำหาต้องได้รับไม่”.…ความเข้าใจผิดในเรื่องนี้มีอยู่ให้ได้ยินได้ฟังเนืองๆ เช่น มารดาบิดาทำไม่ดีต่างๆ นานาให้เห็น เกิดเหตุการณ์รุนแรงแก่ชีวิต บุตรธิดา ก็มักจะกล่าวกันว่าลูกรับเคราะห์แทนมารดาบิดาบ้าง หรือลูกรับกรรมแทนมารดาบิดาบ้าง ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น กรรมของผู้ใด ผลย่อมเป็นของผู้นั้น จะรับผลกรรมแทนกันไม่ได้ ไม่มี 

มารดาบิดาทำไม่ดี ทำบาปทำอกุศล ยังอยู่ดีมีสุขเพราะผลของบาปอกุศลยังส่งไปไม่ถึง แต่บุตรธิดาที่ไม่ทันได้ทำบาปทำอกุศล กลับต้องมีอันเป็นไปต่างๆ นั้น นั่นเป็นเรื่องการรับผลของบาปอกุศลที่ทำไว้ในภพชาติก่อน ที่ตามมาส่งผลในภพชาตินี้แน่นอน 

บุตรธิดาผู้ได้รับผลไม่ดีต่างๆ นานา ต้องทำกรรมไม่ดีไว้ในภพชาติหนึ่งแน่นอน แต่เราไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น ไม่ใช่บุตรธิดารับผลกรรมแทนมารดาบิดา 

ผู้ที่จะเกิดร่วมกัน เป็นแม่เป็นพ่อเป็นลูกกัน ต้องมีกรรมดี กรรมชั่วในระดับเดียวกัน ไม่แตกต่างห่างไกลกัน จึงทำให้เหมือนลูกรับกรรมแทนแม่พ่อผู้ทำบาปอกุศล 

ลูกที่มารับผลไม่ดีต่างๆ ขณะที่แม่พ่อเป็นผู้ประกอบกระทำกรรมไม่ดี นั่นเพราะกรรมไม่ดีของลูกส่งผลทันในระยะนั้น จึงทำให้ยากจะเข้าใจได้ จึงทำให้เกิดความเข้าใจสับสนกันมาก กรรมของคนหนึ่ง ผลจะไม่เกิดแก่อีกคนหนึ่งแน่นอน
………………….

คัดลอกจาก “อำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม” พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,906,410 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
นายกฯ วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก วันจักรี
ไม่มีออมมือชำแหละนโยบายรัฐ อรรถกร ลั่น กล้าธรรม จัดเต็มฝ่ายค้าน
อนุทิน เปิดหัว ครม.นัดพิเศษ สั่งลุยงานวันแรก ย้ำทำเพื่อประชาชน
DBD ขนทัพ 40 แบรนด์ดัง บุกหาดใหญ่ สร้างเจ้าของกิจการ ฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้หลังอุทกภัย
ทรัมป์แถลงความคืบหน้าสงครามอิหร่าน ขู่ “จัดการอิหร่านได้ในคืนเดียว” กดดันเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ตะลึงทั้งงาน! โอปอล สุชาตา งามดั่งนางในตำนาน กลางงานพนมรุ้ง
นายกฯอนุทินให้คำมั่น พาประเทศพ้นวิกฤตพลังงาน เดินหน้าคนละครึ่ง-สินเชื่อเกษตรกร
รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน
งัดพรก.กำหนดค่ากลั่น ติดดาบอนุทิน สั่งกบง.หั่นต้นทุนทิพย์

Recent Posts

  • โลกเขียนกติกาใหม่ แต่ไทยยังใช้กรอบเดิม! ดร.สุวิทย์ เตือนวิกฤต อธิปไตยทางปัญญา
  • ตื่นค่ะ! โบว์ ณัฏฐา ชี้ เลิกบ่นน้ำมันแพง เตรียมตัวรับมือภาวะ มีเงินก็ซื้อน้ำมันไม่ได้
  • โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล จำนวน 60 ราย
  • เอกนัฏทุบราคาดีเซล ลดค่ากลั่น2บ.
  • แนวหน้าวาทะเด็ด

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d