Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

เปิด ‘คำอธิษฐาน ขอพรขึ้นปีใหม่’ หลวงพ่อฤษีลิงดำ วัดท่าซุง

Posted on January 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/625781

เปิด 'คำอธิษฐาน ขอพรขึ้นปีใหม่' หลวงพ่อฤษีลิงดำ วัดท่าซุง

วันศุกร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.30 น.

วันที่ 1 มกราคมของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ หลายคนไม่รู้ว่าจะอธิษฐานอย่างไรดีให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน รวมทั้งโชคลาภ วันนี้ “แนวหน้าออนไลน์” ขอน้อมนำเอา  “คำอธิษฐาน ขอพรขึ้นปีใหม่’ ของ “พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน” หรือที่รู้จักกันว่า “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ที่มีการเผยแพร่อย่างแพร่หลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมานำมาเป็นตัวอย่างในการคำอธิษฐาน ขอพรปีใหม่กัน ซึ่งหลวงพ่อฤษาลิงดำ ได้ให้ไว้ดังนี้ 

“ด้วยอำนาจแห่งผลบุญที่ข้าพเจ้า เคยทำมาแล้วตั้งแต่ต้น จวบจนปัจจุบันนี้ และอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย โปรดช่วยให้สิ่งที่ไม่ดีต่างๆ ความยากจน ความขัดข้อง ความทุกข์และอัปมงคลทั้งปวง จงสลายไป จงหมดไป พร้อมกับปีเก่า ณ บัดนี้โดยฉับพลันเถิด และขอให้สิ่งที่เป็นสิริมงคลอันประเสริฐ จงมาปรากฏแก่ข้าพเจ้าและครอบครัว สิ่งที่ดีทั้งหมด ความร่ำรวย ความสุข ธุรกิจการงาน เจริญรุ่งเรือง ขอให้มีแต่ความคล่องตัวทุกอย่าง ในปีใหม่นี้ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คำว่า ไม่มี ไม่สำเร็จ ไม่สมปรารถนา จงอย่าปรากฏ แก่ข้าพเจ้าและครอบครัว ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน…” 

คำอวยพรวันขึ้นปีใหม่ ของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงปู่หลุย’ ได้ ‘หลวงปู่สิงห์’ ศิษย์รุ่นใหญ่ของ ‘หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต’ เป็นอาจารย์

Posted on December 31, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/625649

'หลวงปู่หลุย' ได้ 'หลวงปู่สิงห์' ศิษย์รุ่นใหญ่ของ 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' เป็นอาจารย์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.49 น.

คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต ผู้เขียนหนังสือ “จันทสาโรบูชา” ชีวประวัติ ปฏิปทา และธรรมเทศนา พระคุณเจ้าหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ได้เขียนประวัติของหลวงปู่หลุยไว้ว่า…. พรรษาที่ 7-8 พ.ศ.2474-2475 ในกองทัพธรรม พ.ศ.2474 จำพรรษา วัดป่าบ้านเหล่างา ต.บ้านเหล่างา จ.ขอนแก่น พ.ศ.2475 จำพรรษา วัดป่าศรัทธาราม ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา

หลวงปู่ (หลวงปู่หลุย) กล่าวว่า เป็นการเคราะห์ดีอย่างยิ่งที่บังเอิญเจ้าภาพที่หล่มสักนั้นได้นิมนต์ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ไปร่วมงานศพในครั้งนั้นด้วย หากไม่มีพระเถระช่วยให้สติปรับปรุงแถมยังคอยควบคุมตัว ท่านว่า ไม่ทราบว่าจะรอดพ้นปากเหยี่ยวปากกามาได้หรือไม่ ท่านได้เห็นจริงในตอนนั้นว่า มาตุคามเป็นภัยแก่ตนอย่างยิ่ง เมื่อพระอานนท์กราบทูลถามสมเด็จพระพุทธองค์ว่า ควรปฏิบัติต่อมาตุคามเช่นใดพระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “ไม่ควรมอง ถ้าจำเป็นจะต้องมอง ก็ไม่ควรพูดด้วย ถ้าจำเป็นจะต้องพูดด้วย ก็ให้ตั้งสติ” ท่านตรัสบอกขั้นตอนปฏิบัติต่อมาตุคามเป็นลำดับๆไป แต่นี่หลวงปู่เพียงโดนขั้นแรก มองก็ถูกเปรี้ยงเสียแล้ว ถ้าเป็นนักมวยเพียงขึ้นเวทียังไม่ทันจะเริ่มต่อยก็ถูกน็อค

ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม นี้เป็นศิษย์รุ่นใหญ่ของท่านพระอาจารย์มั่น ต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็นที่พระญาณวิศิษฏ์ ท่านได้เห็นพระรุ่นน้องแสดงกิริยา ดูน่ากลัวว่าจะพ่ายแพ้อำนาจของกิเลส ถ้าเป็นนักสู้ก็เป็นนักสู้ที่ยินยอมจะให้เขายกกรีธาพาเข้าสู่ที่ประหารชีวิตแต่โดยดี ไม่พยายามฝืนต่อสู้แต่อย่างใด ท่านจึงควบคุมนักโทษ “ซึ่งเป็นนักโทษหัวใจ” ผู้นั้น รีบหนีออกมาจากสถานที่เกิดเหตุ คือ เมืองหล่มสักโดยเร็วที่สุด เที่ยววิเวกลงมาตามป่าตามเขา และเร่งทำตบะความเพียรอย่างหนัก 

ท่านพระอาจารย์สิงห์สนับสนุนให้หลวงปู่อดนอน อดอาหาร เพื่อผ่อนคลายความนึกคิดถึงมาตุคามให้เร่งภาวนาพุทโธ…พุทโธ ถี่ยิบ และนั่งข่มขันธ์ แต่ความกลับกลายเป็นโทษ เคราะห์ดีท่านไม่ตามนิมิต ซึ่งแทนที่จะยอมสิโรราบตามเคราะห์กรรมที่มีอยู่เช่นนั้น เพราะเคยมีกรรมต่อกันมาเช่นนั้น ทำให้พอเห็น ก็มืออ่อนเท้าอ่อน ยอมตายง่ายๆ ท่านกลับเข้าหาครู เชื่อครู เล่านิมิตถวาย ท่านพระอาจารย์สิงห์ท่านได้โอกาส จึงได้อบรมกระหน่ำเฆี่ยนตีทันควัน

ท่านกล่าวว่า ตัวท่านผ่านเหตุการณ์อันน่าสยดสยองมาได้แล้ว เมื่อมองย้อนกลับไป จึงได้คิดว่า ผู้ที่มีญาณซึ่งสามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ในอดีตก็ดี หรือเห็นภาพอนาคตก็ดี หากผู้ล่วงรู้อดีต อนาคตนั้นไม่มีคุณธรรมมั่นคงแข็งแรง ก็อาจจะเป็นผลเสียได้ อยู่ดีๆ เกิดไปรู้ว่า เคยชอบเคยรักกับใครก็จะลำเอียงไปตามนั้น ถ้าไปพบว่ามีเรื่องผูกพันกัน โกรธกัน ไปรู้เข้า ก็จะยุ่งแน่ ดังเช่นเกิดญาณรู้ว่า คนนั้นเคยมาข่มเหงเรา ฆ่าเรา พอรู้เข้าในชาตินี้ กลับอยากจะอาฆาตเตรียมตัวที่จะไปข่มเหงเขา ฆ่าเขาตอบแทนเรื่อยๆ นี่แหละท่านถึงไม่ให้ปุถุชนคนกิเลสหนาปัญญาหยาบได้ล่วงรู้ถึงอดีต รู้ถึงอนาคต ด้วยจิตยังมีรักหลงริษยาอาฆาตโกรธแค้นต่อกันอยู่

ช่วงระยะเวลาเหล่านั้น ระหว่างท่านพระอาจารย์มั่นกำลังหลบจากเขตอีสาน ขึ้นไปวิเวกอยู่ทางภาคเหนือ ในเขตจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ได้จัดตั้งกองทัพธรรมสั่งสอนประชาชนทางภาคอีสานให้รู้จักพระพุทธศาสนาที่แท้จริง เพื่อให้เลิกถือผีไท้ ผีฟ้า ผีปู่ย่า กลับมารับพระไตรสรณคมน์ให้มากขึ้น พระกัมมัฎฐานท่านมาชุมนุมกันที่วัดป่าบ้านเหล่างานั้นมาก  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘อานาปานสติ’ ทำให้มากเจริญให้มากบรรลุธรรมได้ : ‘หลวงตาศิริ’วัดถ้ำผาแดงผานิมิต

Posted on December 31, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/625479

'อานาปานสติ' ทำให้มากเจริญให้มากบรรลุธรรมได้ : 'หลวงตาศิริ'วัดถ้ำผาแดงผานิมิต

วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.26 น.

“หลวงตาศิริ อินฺทสิริ” เจ้าอาวาสวัดถ้ำผาแดงผานิมิต บ้านดงเย็น ต.บัวเงิน อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เมตตาเทศนาธรรม หัวข้อ “การเจริญอานาปานสติ” ที่ศาลาทรงธรรม วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)  ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไกลจากกิเลสตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ซึ่งเป็นครูผู้สอนมนุษย์ และ เทวดา ทั้งหลายด้วยเศียรและเกล้า ขอกราบนมัสการครูบาอาจารย์ฯ พระเถรานุเถระ ด้วยความเคารพอย่างสูง

ขอเจริญพรมายังญาติโยม อุบาสก อุบาสิกา ผู้สนใจในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า วันนี้ก็มีโอกาสได้มาพูดธรรมะ แสดงธรรมะ จะพูดเรื่อง “อานาปานสติ” เที่ยวก่อนก็พูดเรื่องนั้นเรื่องนี้หลายเรื่อง วันนี้จะพูดเรื่องอานาปานสติ

อานาปานสติเป็นคำสอนของ “พระพุทธเจ้า” ท่านสอนลงที่อานาปานสตินี่เอง คงได้ยินเข้าใจหมด อานา ก็แปลว่า “ลมเข้า” , “ปานะ” ก็แปลว่า “ลมหายใจออก ซึ่งเป็นภาษาบาลี เขาเรียกว่า อัสสาสะ คือ ลมหายใจเข้า ปัสสาสะ คือ ลมหายใจออก ทำไมจึงเอา “อานาปา” มา ก็เพราะว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยอานาปานสติ ไม่ได้ตรัสรู้ที่อื่น หรือบางทีก็เรียกว่า ตรัสรู้ด้วย “อริยสัจสี่” “อานาปานสติ” นี่แหละ กับ “อริยสัจสี่” คือ อันเดียวกัน จึงพูดได้สองแง่ สองมุม บางทีก็ตรัสรู้ด้วยอานาปานสติ บางทีก็ตรัสรู้ด้วยอริยสัจสี่ ซึ่งนำมาสอนเราท่านทุกวันนี้ 

“อานาปานสติ” เป็นศูนย์รวมของธรรมทั้งหลาย พระสูตรก็อยู่นี่ พระวินัยก็อยู่นี่ พระปรมัตถธรรมก็อยู่นี่ ไม่ได้อยู่ที่อื่น พระสูตรก็คือ สูดลมเข้านี่เอง ง่ายไหมล่ะพระสูตร เห็นลมหายใจเข้าก็เรียกว่า เราล่ะได้พระสูตรอยู่ เรียนพระสูตรอยู่  เห็นลมหายใจออก เราก็ได้ว่า เราศึกษาพระวินัยอยู่ พระสูตร (พระสูด) ก็คือ ลมเข้า พระวินัยก็คือ หายใจออก ส่วนองค์พระปรมัตถธรรม คือ กิจแท้แต่เดิมของเราก็อยู่ในลมหายใจนี้่เอง คือ พุทโธ เคยได้ยินไหมล่ะ “พุทโธ” จิต คือ ผู้รู้ อาศัยอยู่ในลมหายใจ ผู้รู้นี่แหล่ะ เรียกว่า พุทโธ เพราะฉะนั้น “อานาปานสติ” นี่แหล่ะ จึงเป็นศูนย์รวมของธรรม พระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ อยู่ใน “ลมหายใจ” ทั้งนั้นเลย

พวกเราท่านทั้งหลาย ยังไม่เข้าใจเรื่อง “ลมหายใจ” ท่านจึงบัญญัติว่า “อานาปานสติ” เมื่อบุคคลใดเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมได้ “เจโตวิมุติ” , “ปัญญาวิมุติ”  จิตหลุดพ้นจากขันธ์ 5 สิ้นอาสวะกิเลสในทิฐะธรรมนี้ หรือ หากมี “อุปธิ” เหลืออยู่ ก็ได้เป็นพระโสดาบัน ก็ได้เป็นพระอนาคามี ง่ายๆลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ถ้าใครทำให้มาก เจริญให้มาก ก็ได้ “เจโตวิมุตติ” , “ปัญญาวิมุตติ” จิตหลุดพ้นจากขันธ์ 5 สิ้นอาสวะกิเลสได้ หรือ “อานาปานสติ” บุคคลใด เจริญ ทำให้มากแล้ว หรือ อานาปานสติบริบูรณ์แล้วนั่นล่ะ ทำให้มากก็เรียกว่า “บริบูรณ์” บริบูรณ์แล้วย่อมได้สติปัฎฐาน 4 เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต ธรรมในธรรม สติปัฎฐาน 4 ก็บริบูรณ์ขึ้นมา

เมื่อสติปัฎฐาน 4 บริบูรณ์แล้ว ย่อมได้ “โพชฌงค์ 7” บริบูรณ์ เมื่อโพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ ย่อมได้ปัญญา ย่อมได้วิชชาบริบูรณ์ขึ้น เมื่อวิชชาบริบูรณ์ ย่อมได้วิมุตติ หลุดพ้นจากขันธ์ 5 จึงวันนี้ก็ได้ลองฟัง แล้วน้อมนำเอาไปประพฤติปฏิบัติ ฟังเฉยๆ หันหน้ามาฟังผู้เทศน์ ไม่ให้เข้าสมาธิฟัง เข้าสมาธิฟัง เดี๋ยวก็ง่วงนอน เดี๋ยวก็หาวนอน คอพับ หลับไป มันไม่มีประโยชน์ ให้มีสมาธิในการฟัง เข้ากับการฟัง กับเข้าสมาธิในการฟัง คนละอย่างน่ะ 

เข้าไปเข้ามาก็เหมือนกับ “ไก่ตายห่า” คอตกลงไหมล่ะ ไมได้เรื่องเลย แทนที่จะจำเอาอันนี้ อันนั้นนิดหน่อย พอไปปฏิบัติ ได้มาฟังแล้ว อานาปานสติ บุคคลใดเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมได้ “เจโตวิมุตติ” ทำยังไงจึงจะได้เจโตวิมุตติ เจโตวิมุตติ คือ อะไรล่ะ แปลว่า อะไร 

เจโต ก็แปลว่า จิต วิมุตติ หลุดพ้น จิตหลุดพ้นจากขันธ์ 5 ง่ายๆ นี่น่ะ ไม่ใช่เป็นของยากอะไร ทีนี้เราไม่รู้จัก “ขันธ์ 5” มันหลุดพ้นได้ยังไง นี่ขันธ์ 5 ใช่ไหมล่ะ ขันธ์อันนี้ เป็นขันธ์หยาบ ขันธ์ขั้นกามโลก ขันธ์หยาบ ขันธ์แก่ ขันธ์เน่า ขันธ์เฒ่า ขันธ์เหม็น เนี่ย ใช่ไหม ไม่มี ไม่อะไร ไม่มีไม่เหม็นออกมา นี่ คำว่าขันธ์ 5 ในที่นี้ พระพุทธองค์หมายเอา “ลมหายใจ” คือ รูปธรรม ลมหายใจ คือ กายใน ฟังออกไหมล่ะ กายใน หรือ รูปธรรม จิตอาศัยอยู่ในลม อาศัยอยู่ในใจ เรียกว่า “นามธรรม” นี่ลมหายใจ จะมีจิตอยู่ในนี้ คือ ผู้รู้ เข้าใจไหมล่ะ มีผู้รู้อยู่ไหมล่ะในลม ถ้าไม่มีผู้รู้ ออกไปก็ตาย นี่ จิต คือ ผู้รู้ อาศัยอยู่ใน “ลมหายใจ”

ลมหายใจ เรียกว่า “กายละเอียด” กายใน จิตอยู่ในลม เรียกว่า ใจ กายกับใจ เรียกว่า “ขันธ์ 5” ได้ไหม รูปธรรม นามธรรม เรียกว่า “ขันธ์5”  นี่ไม่ได้อยู่ที่อื่นน่ะ พระองค์จึงสอนลงที่นี่ เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำลงที่ลมหายใจ มันก็ไม่ยากอะไร ลมหายใจ คือ รูปธรรม นามธรรม คือ ขันธ์ 5 ก็เอาสติมาระลึกรู้ หรือ จับเอาลมหายใจ มีสติ มีจิต มีลม 3 อัน มาตั้งไว้ที่ปลายจมูก หรือ อก หรือ หน้าผาก แล้วแต่ใครจะเรียก ตั้งที่ไหน ตั้งไว้ ให้เห็นลมเข้า ลมออก มีสติรู้ลม เห็นเราอยู่ เข้าออกอยู่อย่างนั้น ทั้งกลางวัน กลางคืน ยืนเดิน นั่ง นอน เรียกว่า “ภาวนา” เท่านั้น ไม่ได้ยากอะไร นี่ละภาวนา มันจะหลุดพ้นได้ยังไง ทีนี้ ขันธ์ 5 เวลาลมเข้าไป ลมหายใจเข้าไป มันก็เห็นขันธ์ 5 ใช่ไหม เรียกชื่อใหม่น่ะทีนี้ เรียก “ลมหายใจ” ว่า ได้ยินไหมทางนั้นน่ะ หรือ นอนหลับอีกแล้ว เรียกว่า “ขันธ์5” เกิด ออกมาก็เรียกว่า ขันธ์ 5 ดับ เกิดแล้วก็ดับ นี่ ขันธ์ 5 
ตลอดวัน ไม่มีอะไรเกิด มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ตลอดวัน นี่ มันเกิด มันดับ นี่เรียกว่า “ทุกข์”

เข้าใจไหม ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป เกิดดับ เกิดดับ อยู่อย่างนี้ ขันธ์ 5 เกิดกับดับพร้อมกัน ปั๊บ เข้าใจบ้างไหม รู้จักขันธ์ 5 หรือยัง “ลมหายใจ” พระองค์เรียกว่า กาย กายใน ฉะนั้น ผู้ใดนำเอาลมหายใจนี้มา เอา “สติ” คุมจิตมารู้กับ “ลมหายใจ” เข้าออก เข้าออก เกิดตายๆ อยู่อย่างนี้ มันยากไหมล่ะ ทีนี้ ง่ายไหม ง่ายไหม มีทุกคน “ลมหายใจ” ทำไมไม่ง่าย ใครเอาสติมาระลึกรู้ลม ทุกคนก็ต้องเห็น ทุกคนก็ต้องเห็นทุกคน เพราะมีสติอยู่ทุกคน เกิดดับๆ ท่านให้ทิ้งอดีต อดีต คือ อะไร คือ ความคิด ความจำได้หมายรู้ในอดีต ไม่ให้ส่งจิตไปนึกถึงอดีต ทีนี้อนาคต เรื่องในอนาคตไม่ให้เอาเข้ามา ง่ายๆเท่านี้ ให้รู้อยู่กับ “ปัจจุบัน” ปัจจุบัน ณ ธรรม หมายถึง ขันธ์ 5 เกิดดับนี่เอง รู้จัก “ขันธ์ 5” หรือยัง ขันธ์ละเอียด ขันธ์มันซ้อนกันอยู่ 4 ขันธ์น่ะ ให้เข้าใจน่ะ ชาวพุทธเราไม่รู้จักขันธ์ 5 ก็แย่ หนึ่ง ขันธ์ขั้นกามโลก นั่งอยู่นี่ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ก็เกิดกามขึ้นมา ยินดี ยินร้ายขึ้นมา

ขันธ์ขั้นละเอียด คือ “ลมหายใจ” เกิด ตาย เกิด ตาย อยู่อย่างนั้น ขันธ์ขั้นสุขุม คือ เราเข้าสมาธิได้รูปฌาณ รูปฌาณ รูปจิต ไม่มีกายหยาบ มีแต่รูปกับจิต เรียกว่า รูป พรหม รูปฌาณ ขั้นละเอียด อรูปฌาณ ขันธ์มันจะซ้อนอยู่ในนี้ ทั้ง 5 ขันธ์ บางทีจิตเราก็ไปเกิดอยู่กามโลก นั่งอยู่เนี่ย บางทีก็ไปเกิดอยู่พรหมโลก รูปพรหม ว่างนิดหน่อยเท่านั้น นิดเดียว เท่านั้น ไปถึงแล้ว รูปพรหม อรูปพรหม ช่วงคู้แขน เหยียดแขนเท่านั้นเอง วันหนึ่งๆ จิตมันจะท่องเที่ยวอยู่ สามแดนโลกธาตุนี่เอง กามโลก รูปโลก อรูปโลก ตลอดวัน บางที “จิต” นั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้เข้าสมาธิ ว่าจะพาเจ้าของเข้าสมาธิ มันว่างไปเอง แว๊บไปถึงพรหมโลก แว๊บไปถึงอรูปพรหม 

นี่ทีนี้ เรามาพูดเรื่อง “ลมหายใจ” คือ กายใน คือ ขันธ์ 5 จำได้แท้ๆแล้วเน๊าะ ขันธ์ 5 เกิด ดับ เกิด ดับ เกิด ตาย มันตายยังไง พอมันเข้าไปแล้ว มันออกมา ลมกับจิตวิ่งเข้าไป เขาเรียกว่า “ขันธ์ 5” เกิด ออกมาตาย ตัวลมออกมา กับจิตออกมา จิตจะมาอยู่ตรงนี้ พ้นปลายจมูกนิดหน่อย จิตไม่อยู่ในกายน่ะ แป๊บเดียว เข้าเรียกว่า เรานี่ล่ะ เกิด ตาย เกิด ตาย นี่คำว่า ตาย พระองค์ (องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมณโคดมบรมครู) เรียกว่า ขณิกะมรณัง ตายชั่วขณะเดียว เราจึงไม่ตกใจ เคยเห็นเจ้าของตายไหมล่ะ เคยเห็นไหม ถ้าไม่เคยเห็นก็ หายใจออกมา วิญญาณจะมาทิ้งซากศพเอาไว้นี่ ชั่วคราว เขาเรียกว่า ตายแบบปกปิด “ปฏิจฉันนะ”

ถ้าออกไปเลย กับลมไปเลย ไม่เข้ามา  ก็เรียกว่า ตายแบบเปิดเผย “อัปปฏิจฉันนะ” ตายแบบไม่ปกปิด วิ่นๆลมเท่านั้น ตายแบบปกปิด ตายแบบไม่เปิดเผย นี่เรียกว่า ตายแบบปกปิด ถ้าใครทำไปทำมา อดีตไม่เอามา พระองค์ว่า “อดีต คือ ความฝัน” “ปัจจุบัน คือ ความจริง” “อนาคตยังไม่มาถึง แน่นอนไหม” ว่าจะไปนั่นไปนี่ พรุ่งนี้ บางทีได้ไปจริงไหมล่ะ ไม่แน่นอน ไม่เอามา ท่านให้อยู่ปัจจุบัน ให้เห็นปัจจุบัน ณ ธรรม หมายถึง ขันธ์ 5 เกิด ดับ เกิด ดับ หรือ เรียกว่า อัสสาสะ ปัสสาสะ นี่ ง่ายๆนี่ ดูไปดูมา 

“ลมหายใจ” คือ ขันธ์ 5 ลมหายใจจะเบาลงๆ ไม่ให้ผงะออกหนี   จากกันน่ะ ผงะออกไปก็จับมาใส่ อดีตคุมจิตมันรู้อยู่นี่ จิตมันหนีไปไหนไม่ได้ มันก็หมอบเฝ้าอยู่กับลม ลมหายใจก็จะเบาลงๆ เรียกว่า “กายลหุ”

เมื่อที่สุดเบาลงๆ ก็เรียกว่า “กายระงับ” จิตระงับ ความนึกคิดปรุงแต่งดับลง กายละเอียด ดับลง เมื่อกายละเอียดดับลง กายหยาบอยู่ไม่ได้ ดับลงพร้อมกัน จึงว่า กายระงับ จิตระงับ เราก็ได้เห็นแต่ “ลมหายใจ” ระงับดับลง ก็เหลือแต่ความรู้ รู้ รู้ รู้ เท่านี้ เด่นขึ้น เด่นขึ้น ก็เรียกว่า ได้เจโตวิมุตติ นี่ที่เรียกว่า บุคคลเจริญแล้ว ให้มากแล้ว ได้ “เจโตวิมุตต”” มันได้อย่างนี้ ลองไปทำดูเน้อ จำได้ไหมล่ะ 

“วิมุตติ” แปลว่า หลุดพ้น หลุดพ้นจากขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ในที่นี้ หมายถึง ขันธ์ละเอียด คือ ลมหายใจ ขันธ์หยาบๆ เราจะดับไม่ได้ เหมือนพระองค์ตรัสไว้ หักด้ามพร้า อะไรคือ ด้ามพร้า รู้จักด้ามพร้าไหม เหมือนหักด้ามพร้าใส่หัวเข่า มันจะหักไหมล่ะ ไม่หัก ดับขันธ์ 5 ด้วยตรงๆเลยไม่ได้ เหมือนดับด้ามพร้าใส่หัวเข่า ย่อมดับไม่ได้ หักไม่ได้ ท่านจึงให้อุบาย ให้ดับลมหายใจแทน เข้าใจไหมล่ะ – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สติทำให้เกิดคุณธรรม ‘หลวงปู่เหลี่ยม สุจิณฺโณ’ เทศนาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปี 65

Posted on December 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/625278

สติทำให้เกิดคุณธรรม 'หลวงปู่เหลี่ยม สุจิณฺโณ' เทศนาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปี 65

วันอังคาร ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.25 น.

“ศูนย์การค้าเซ็นทรัล สาขาแจ้งวัฒนะ” ได้จัดทำบุญใหญ่ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ซึ่งนิมนต์พ่อแม่ครูอาจารย์ฯพระกัมมัฎฐานทั่วประเทศ เพื่อรับบิณฑบาต และฉันจังหันตามธรรมวินัยของพระสายป่า และตามรอยปฏิปทาขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต โดยในงานนี้ “พระราชสุเมธี” หรือ หลวงปู่เหลี่ยม สุจิณฺโณ เจ้าอาวาสวัดภูตูมวนาราม ต.ทรายขาว อ.วังสะพุง จ.เลย เมตตาเทศนาธรรม และพระครูเกษมวรกิจ หรือ “หลวงพ่อวิชัย เขมิโย” เจ้าอาวาสวัดถ้ำผาจม อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมตตาทำพิธีสวดมนต์สืบชะตาแบบล้านนา เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่พุทธศาสนิกชน

ทั้งนี้ หลวงปู่เหลี่ยม สุจิณฺโณ เมตตาเทศนาธรรมหัวข้อ “สติทำให้เกิดคุณธรรม” แก่สาธุชนญาติโยมที่มาร่วมตักบาตรและฟังพระธรรมเทศนา เรียกว่า “ภาวนา” ก็จะเกิดขึ้น ภาวนามยปัญญาก็จะเกิดขึ้น ภาวนา คือ ได้คุณธรรม เกิดขึ้นกับตัวเราพร้อม เราหวัง “คุณธรรม” มิใช่หรือ เราจะต้องหวังเอาบารมีธรรม และคุณธรรมให้มันเกิดขึ้นกับตัวเรา ดังนั้นก็ให้มีสติซะก่อน เมื่อเรามีสติตั้งมั่น มั่นคง และคงที่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะเกิดขึ้น เดี๋ยวนี้การฝึก “สติ” มีเกิดขึ้นทั่วโลกไม่ว่า “อเมริกา” หรือ “ยุโรป” ก็เริ่มขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ญาติโยมทั้งหลาย ก่อนส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่นี้ ขอให้ทุกท่านจงมี “สติ” เมื่อมี “สติ” “สัมปชัญญะ” ก็เกิด ทั้งสติและสัมปชัญญะ เป็นอาการมาจาก “จิต” ดวงจิตของเรานี้ มีตัวตนไหม ดวงจิตของเรา เป็น “นามธรรม” มีความรู้สึก เหมือนเราใช้คลื่นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าคลื่นเสียง คลื่นภาพ ที่เราใช้มือถือกันอยู่ทุกวัน ก็มันก็ล้วนแต่ มันมีตัวตน แต่มันเป็น “นามธรรม”

จิตของเราก็เป็น “นามธรรม” ดังนั้น เมื่อเราฝึกสติของเราให้คงที่แล้ว จิตของเราก็คงที่ “จิต” ก็จะเป็น “ตัวรู้” ก็จะเป็น “ตัวคิด” สั่งงานมาที่มันสมองในร่างกายของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะเกิดขึ้น ดังนั้นขอให้ทุกท่านจงมี “สติ”

วันนี้ “เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ” ได้จัดกิจกรรมก่อนเพื่อน ในการทำบุญตักบาตร “พระสุปฏิปันโน” ในคราวนี้ ก็นับว่าได้ให้พวกเราได้มาพบปะครูบาอาจารย์ฯเป็นจำนวนมาก มาจากหลายถิ่น มาจากหลายจังหวัด ครูบาอาจารย์ฯเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นศิษย์สายพระกัมมัฎฐานก็ได้สืบสานการปฏิบัติ มีอายุพรรษา ตั้งแต่ 60 พรรษาขึ้นไป เรื่อยเลยมา ที่เราได้เห็นอยู่นี้ ท่านได้บำเพ็ญบุญบารมีมามาก ดังนั้น การเห็น “สมณะ” จึงเป็นมงคล “สมณานญฺจะ ทสฺสนํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ” (สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง) การเห็นสมณะเป็น “มงคล” หนึ่ง เราได้กราบ สองเราได้ นมัสการ การกราบ เราได้กราบพระ 3 หน นมัสการ เราได้กระทำการอัญชลี ประนมมือ ทำการกระพุ่ม เวลากล่าว ยกมือไหว้ ด้วยว่าเราได้ทำกายอันนอบน้อม บุญทางกายเกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น การเห็นสมณะเป็นมงคลก็อย่างนี้

แม้เราได้รับพร พรสี่ประการ อายุ วรรณะ สุขะ พละ อายุ ก็คือ ให้มีอายุยืนยาวนาน วรรณะก็ให้มีความผ่องใส มีความสง่างาม ในบุคลิกลักษณะ วรรณะ แล้วทีนี้ “ความสุข” สุขกาย สบายจิต อายุ วรรณะ สุขะ พละ พละก็คือกำลัง กำลังที่นี่ คือ หนึ่ง กำลังกาย สอง กำลังใจ สามกำลังแห่งปัญญา มันก็จะเกิดขึ้น กำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ กำลังปัญญา สี่กำลังก็จะเกิดขึ้น ดังนั้นในแต่ละวัน ในแต่ละเดือน เราได้รับพรจากครูบาอาจารย์ฯนั้นกี่ครั้ง เราก็ต่ออายุของเราได้ไป ก็มีอายุยืนตามอายุขัย ทุกวันนี้ คนเรามีอายุประมาณ 25,550 วัน เท่ากับอายุ 70 ปี เท่านั้น แต่ใครเกินอายุ 70 ปี หรือ 80 ปี แล้วก็บวกอายุแต่ละวัน แต่ละปีเข้าไป อายุของคนทุกวันนี้ อายุ 25,550 วัน เราหมดไปแล้วกี่วัน นี่คือ เราต่ออายุจากการที่เราได้รับพรจากครูบาอาจารย์ฯ จิตใจเบิกบาน การหายใจเข้ายาว การหายใจออกยาวนี้ ก็ทำให้ “หัวใจ” ของเราได้พัก คือ มันจะเต้นช้าลง หายใจเข้าไปสุดเฮือก แล้วก็หายใจออกยาวๆ ก็ทำให้หัวใจเต้นช้าลง เมื่อหัวใจเต้นช้า ก็ได้พักผ่อนไปในตัวเสร็จ ก็ทำให้ยืนไป

ในบรรดาสัตว์ที่เกิดมาในโลกนี้ มนุษย์ก็มีอายุเพียง 70 ปี ไม่เกิน 100 ปี ช้างสัก 100-150ปี แต่เต่ามีอายุยืน 200-300 ปี เพราะเต่านั้นหายใจช้า หายใจเข้าช้า หายใจออกช้า ทีนี้ เราฝึกสติ เราหายใจเข้ายาว เราหายใจออกยาว มันก็จะได้พักผ่อน คือว่า หัวใจจะได้พักผ่อน ก็ทำให้มีอายุยืนเข้าไป เนี่ยอายุได้แล้ว วรรณะ มีผิวพรรณวรรณะผ่องใส มีบุคลิกสง่างาม สุขขะ ความสุขกายสบายจิต แล้วก็ พละ กำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังปัญญา มันก็จะพัฒนาขึ้นในดวงจิตของเรา เมื่อ “จิต” ของเราสงบแล้ว อันนี้แหละ

จึงฝากไว้กับสาธุชนทั้งหลาย ก่อนสิ้นปีเก่า แล้วก็ต้อนรับปีใหม่ ขอให้ชีวิตของท่านจงสดใส ขอให้ทุกคนมีอายุยืนยาวนาน ตามอายุขัย ขอให้มีวรรณะผ่องใส มีบุคลิกสง่างาม ผิวพรรณวรรณะเปล่งปลั่ง แล้วก็กำลัง ก็ขอให้มีกำลังกายที่ดี มีกำลังใจที่มั่นคง มีกำลังทรัพย์ มีกำลังปัญญา ฝากไว้สุดท้าย คือ หนึ่ง เราจะต้องเด็ดเดี่ยว, สอง เราจะต้องเด็ดขาด, สาม เราจะต้องเชื่อมั่นในตัวเอง 3 ประการนี้ มีอยู่กับบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมจะสัมฤทธิ์ผลในการประกอบอาชีพ แม้กระทั่งในการปฏิบัติธรรม เราอยู่ทุกวันนี้ เราเกิดมาเพื่อเสวยผลกรรม และ สร้างกรรมใหม่ต่อไป ดังนั้น จึงขอฝากไว้กับญาติโยมทั้งหลาย ในวาระส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

ขอความสวัสดี มีโชค มีชัย ความเจริญรุ่งเรือง ด้วยคุณธรรมที่ท่านมีอยู่แล้ว ขอบุญบารมี ที่ท่านได้ประกอบกระทำในวันนี้ด้วย ในอดีตด้วย และ จะกระทำในอนาคตด้วย จงเป็นพละวะปัจจัยเสริมส่งให้ทุกท่านเจริญ รุ่งเรือง ในธุรกิจหน้าที่การงาน พรั่งพร้อมไปด้วยสมบัติพัสถาน ความทุกข์อย่าได้ ความเจ็บไข้อย่าเกิดมี ความขัดสนจนอับ อย่าปรากฎ คำว่าไม่มี ขออย่าให้ได้ยิน ในที่ที่ไปแล้ว และ ไปแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลาย จงชนะตลอด ปลอดภัยเสมอ พบเจอแต่คนดี และสิ่งที่ดี มั่งมีศรีสุข ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน ร่ำรวยด้วยเงินและทอง ผ่องใสในจิต ไม่มีมิตร ไม่มีศัตรู เมื่อท่านยังดำรงชีพอยู่ในโลกนี้ ก็ขอให้มีสุขภาพ พลานามัย สุขสมบูรณ์ ตลอดไป และ ในที่สุดขอให้ทุกท่านที่มาพร้อมกันในที่นี้ จงได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุคุณธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเร็วพลันในชาติปัจจุบันนี้ จงทุกๆท่านเทอญ

ภายในงาน หลวงพ่อวิชัย เขมิโย เจ้าอาวาส วัดถ้ำผาจม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้ทำพิธี “สวดมนต์สืบชะตาแบบล้านนา” และก่อนพิธีสวดจะเริ่มขึ้น ท่านเมตตาเล่าให้ญาติโยมฟังถึงการสวดมนต์สืบชะตาแบบล้านนาดังต่อไปนี้

ญาติโยมสาธุชน ผู้มีบุญทุกท่าน พุทธมนต์ที่จะสวดให้โยมนั้น เป็นประเพณีของชาวล้านนา ทุกงานเขาจะให้สวดมนต์ สะเดาะเคราะห์บูชาโชค สืบชะตา บ้านเมืองของเราวุ่นวาย ก็ให้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ถือว่าเป็นบุญอันสำคัญ สมัยครั้นพุทธกาล โยมน่ะ เมืองไวสาลี หรือ เมืองเวสาลี เกิดโรคระบาด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พระอานนท์ไปสวดพระคาถานี้ เพราะเมืองไวสาลี เหมือนแผ่นดินพลิกใหม่ แผ่นดินเก่าไม่มีเลยคุณโยม พอสวดอันนี้จบก็แสดง ปรากฎว่าโรคภัยไข้เจ็บหยุดชะงักเลย ทางเหนือก็เลยเอามาเป็นบทอันสำคัญ นะคุณโยมน่ะ เพราะฉะนั้น บทนี่ก็เป็นบทที่พระพุทธเจ้าให้ “สุปติฏฐิตะเทพบุตร” เพราะเหลืออีก 7 วัน ท่านก็จะหมดบุญบนสรวงสวรรค์ ได้มาเกิดบนโลกมนุษย์นี้ จะเป็นเต่า เป็นสุนัข ล้วนแต่หูหนวก ตาบอดทั้งนั้น เพราะกรรมท่านทำไว้

พอท่านเอาไปเจริญบทนี้พอ 7 วันก็ไม่ได้หมดบุญในสรวงสวรรค์ ต่ออีกโยม จนถึงศาสนาพระศรีอาริยเมตตรัย “สุปติฏฐิตะเทพบุตร” นี่จึงจะได้ลงมาเกิด ได้ฟังธรรมครั้งเดียวก็ได้เป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นเป็นบทที่สำคัญขอให้โยมทุกท่านตั้งใจฟัง เวลาหายใจเข้า เราจะนึกว่าความดีทั้งหลายในสากลโลก ขอให้ไหลเข้าไปกับ “ลมหายใจ” ประดิษฐานอยู่ในกายในใจของเรา หายใจออกมาขอให้โรคภัยไข้เจ็บทุกอย่าง จงระงับดับสิ้นไป ทุกครั้งไป 

ทีนี้โยมจะรู้สึกว่า มันจะมีความสุข ความสบายขึ้น อันนี้ที่พูดให้ฟัง เพราะได้ทำมาแล้วโยม พระทางพม่ามาสวดให้หลวงพ่อฯ สมัยนั้นปีนั้นไม่ค่อยสบาย พอท่านก็ซัดน้ำมนต์ใส่เท่านั้นล่ะโยม เหมือนกับเอาเหล็กแดงๆ ที่เผาไฟน่ะ จุ่มน้ำ ดังซู่ๆ ก็หายทันทีเลย อาตมาก็เห็นอานุภาพอย่างนี้ ก็อยากให้ญาติโยมทุกท่าน มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรก็ให้ระงับดับหายไป  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิดคำสอน ‘ท่านพ่อลี’ วัดอโศการาม ‘ลม’ต้นเหตุแห่งมรรค 8 เหตุแห่งการไม่ขาดอริยบุคคล

Posted on December 29, 2021 by SoClaimon
Reply

วันอังคาร ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 17.33 น.

“พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์” หรือ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หนึ่งในศิษย์องค์สำคัญของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสานาธุระ ได้เมตตาบันทึกด้วยลายมือของท่านเองเป็นหนังสือ “วิธีทำอานาปานสติ แบบที่ 2” โดยท่านอธิบายความสำคัญของ “ลม” ที่เกี่ยวข้องกับมรรค 8 ไว้ดังต่อไปนี้  (สำหรับมรรค 8 นั้น พ่อแม่ครูอาจารย์ฯได้เมตตาให้หลักธรรมไว้ว่า ที่ใดมีการเจริญมรรค 8 ที่นั่นไม่ขาดซึ่งอริยบุคคล)

ถ้าหากเราได้รู้เรื่องต่างๆ ของลมและส่วนปลีกย่อยของลม ก็จะรู้ได้ในอริยสัจธรรม นอกจากนั้น ยังเป็นหนทางบรรเทาทุกข์ของร่างกายได้อย่างดีอีก ตัวสติเป็นตัวยา ลมอานาปาฯเป็นกระสาย เมื่อสติเข้าฟอกแล้วย่อมบริสุทธิ์ ลมที่บริสุทธิ์จะส่งไปฟอกโลหิตต่างๆในร่างกายให้สะอาด เมื่อโลหิตสะอาดแล้วเป็นเหตุจะบรรเทาโรคภัยต่างๆในตัวได้ ถ้าเป็นผู้มีโรคเส้นประสาทประจำอยู่แล้ว ก็จะหายได้อย่างดีทีเดียว 

นอกจากนี้ก็ยังสามารถจะสร้างความเข้มแข็งของร่างกาย ให้ได้รับความสุขยิ่งขึ้น เมื่อร่างกายได้รับความสุข จิตใจก็สงบได้อย่างดี เมื่อจิตสงบได้อย่างนั้น ย่อมเกิดกำลังสามารถที่จะระงับเวทนาในเวลานั่งสมาธิให้ทนทานได้หลายชั่วโมง เมื่อกายสงบจากเวทนา จิตย่อมสงบปราศจากนิวรณ์ได้อย่างดี กายก็มีกำลัง ใจก็มีกำลัง เรียกว่า “สมาธิพลัง” เมื่อสมาธิมีกำลังเช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิดปัญญา สามารถจะแลเห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แจ้งประจักษ์ขึ้นในลมหายใจของตัวที่มีอยู่ทุกคน

ถ้าจะอธิบายก็ได้ความอย่างนี้ คือ ลมหายใจเข้าออกเป็นทุกขสัจจ์ ลมเข้าเป็นชาติทุกข์ ลมออกเป็นมรณทุกข์ ไม่รู้จักลมเข้าไม่รู้จักลมออก ไม่รู้ลักษณะของลมเป็นสมุทัยสัจจ์ ลมออกรู้ว่าออก ลมเข้ารู้ว่าเข้า รู้ลักษณะของลมโดยชัดเจนเป็น สัมมาทิฏฐิ องค์อริยมรรค คือ มีความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของลมหายใจ หายใจแบบใดไม่สบายก็รู้ และรู้จักวิธีแต่งลมหายใจของตัวว่า แบบนี้ไม่สบายเราจะต้องหายใจแบบนี้จึงจะเป็นที่สบาย นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ จิตตสังขารซึ่งนึกคิดวิตกวิจารณ์ในกองลมทั้งปวงอยู่โดยชอบชื่อว่า สัมมาวาจา วาจาชอบ รู้จักวิธีปรับปรุงลมหายใจของตนโดยวิธีการต่างๆ เช่น หายใจเข้ายาวออกยาว หายใจเข้าสั้นออกสั้น หายใจเข้าสั้นออกยาว หายใจเข้ายาวออกสั้น จนไปถูกลมอันเป็นที่สบายแห่งตน ดังนี้ชื่อว่า สัมมากัมมันตะ การงานชอบ

รู้จักทำลมหายใจฟอกโลหิตในร่างกายให้สะอาดบริสุทธิ์ แล้วส่งไปหล่อเลี้ยงหทัยวัตถุ รู้จักแต่งลมให้เป็นที่สบายของร่างกาย รู้จักประกอบลมให้เป็นที่สบายแห่งดวงจิต หายใจเข้าไปอิ่มกาย อิ่มจิต นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ รู้จักพยายามเปลี่ยนลมหายใจของตนจนเป็นที่สบายกาย สบายจิต ถ้ายังไม่ได้รับความสบายเกิดขึ้นในตัว ก็พากเพียรพยายามอยู่เรื่อยไปอยู่อย่างนั้น นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ เพียรชอบ 

รู้ลมหายใจเข้าออกทุกขณะเวลา และ รู้กองลมต่างๆที่มีอยู่ในร่างกาย เช่น ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลมเบื้องต่ำ ลมพัดในท้อง ลมพัดในไส้ ลมพัดไปตามชิ้นเนื้อซาบซ่านไปทั่วทุกขุมขน มีสัมปชัญญะตามรู้อยู่ทุกขณะลมหายใจเข้าออก นี้เรียกว่า สัมมาสติ ระลึกชอบ ดวงจิตสงบอยู่ในเรื่องของลมอย่างเดียว ไม่ไปเหนี่ยวเอาอารมณ์อย่างอื่นมาแทรกแซง ทำไปจนลมละเอียด เป็นอัปปนาฌาน จนกว่าจะเกิดวิปัสสนาญาณขึ้นในที่นั้น เรียกว่า สัมมาสมาธิ  

นึกถึงลมเรียกว่าวิตก กระจายลมขยายลมแต่งลมเรียกว่า วิจารณ์ ลมได้รับความสะดวกทั่วถึงกันแล้ว ก็อิ่มกาย อิ่มจิต เรียกว่า ปิติ กายไม่กระวนกระวายใจไม่กระสับกระส่าย ก็เกิดสุข เมื่อได้รับความสุขแล้ว จิตย่อมไม่ส่ายไปสู่อารมณ์อื่น ย่อมแนบสนิทอยู่กับอารมณ์เดียว เรียกว่า เอกัคคตารมณ์ ตั้งใจไว้ชอบนี้ เรียกว่า สัมมาสมาธิเบื้องต้นในองค์อริยมรรค มรรคสัจจ์ 

ทั้งหมดที่กล่าวมา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เข้ามาสันนิบาตในดวงจิตไว้แล้วโดยสมบูรณ์ ย่อมทำให้รู้แจ้งในกองลมทั้งปวงว่า หายใจอย่างนี้เป็นเหตุให้เกิดอกุศลจิต หายใจอย่างนั้นเป็นเหตุให้เกิดกุศลจิต และ ไม่ติดอยู่ในจิตตสังขาร ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ปล่อยวางตามสภาพแห่งความเป็นจริง นี้เรียกว่า นิโรธสัจจ์ 

(ในโอกาสนี้วัดอโศการามขอเชิญศรัทธาญาติโยมร่วมสร้างศาลาการเปรียญ ที่วัดวังทองธัมมธโร ต.กกแรต อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย เพื่อเป็นมรดกให้กับบวรพระพุทธศาสนาสืบต่อไป โดยพุทธศาสนิกชนทุกท่านที่ต้องการร่วมบุญสร้างศาลาการเปรียญ ตั้งแต่ปัจจัยมูลค่า ๒๕,๐๐๐ บาท (+๕๐ บาท ค่าจัดส่ง) รับพระใบโพธิ์ใหญ่เนื้อเกสรเลี่ยมกรอบทองคำแท้ และสำหรับผู้มีจิตศรัทธาร่วมบุญ ๕๐๐ บาท (+๕๐ บาท ค่าจัดส่ง) รับเสื้อยืดชาตกาล ๑๑๖ ปี ท่านพ่อลี สีกรมท่า เป็นของที่ระลึก หรือร่วมบุญตามกำลังศรัทธา โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาบางเมฆขาว บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 070-8-54459-0  ชื่อบัญชี พระมหาสามเรือน โดดสู้ และ น.ส.แก้วตา เตชะประเสริฐ และ น.ส.นงลักษณ์ นิลขำ สอบถามเพิ่มเติมและรับของที่ระลึกพร้อมใบอนุโมทนาได้ที่ 081-148-9285  หรือ LINE ID @014ynqoi ชื่อ ลูกศิษย์ท่านพ่อลี)  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ความชั่วไม่มีในที่ลับที่แจ้ง ทำความดีไม่มีใครเห็นมันก็เป็นความดี : หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป

Posted on December 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/624636

ความชั่วไม่มีในที่ลับที่แจ้ง ทำความดีไม่มีใครเห็นมันก็เป็นความดี : หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป

วันเสาร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.12 น.

“…ความชั่วไม่มีในที่ลับที่แจ้ง เราไปทำในที่ลับทำความชั่วมันก็บาปอยู่นั่นเท่าเดิม เราไปทำอยู่ในที่แจ้งที่คนเห็นมันก็บาปอยู่เท่าเดิม ทำความชั่วทั้งหลาย บุคคลกระทำด้วยกาย หรือพูดด้วยวาจาก็ดี คิดในใจของคนก็ดี หากไปทำความชั่วอยู่ในที่ลับมันก็บาปอยู่เท่าเดิมนั้นแหละ 

คนกระทำความดี ทำอยู่ในที่ลับ ไม่มีใครเห็นก็ดี กราบไหว้บูชา ไหว้พระสวดมนต์ก็ดี รักษาศีลก็ดี เจริญภาวนาก็ดี อยู่ในที่คนไม่เห็น อยู่ในห้อง ใครไม่เห็นก็ดี มันก็เป็นความดีอยู่นั้นแหละ ความชั่วก็เช่นกัน ความดีก็เช่นกัน…”

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ผู้มีบุญที่ได้กระทำไว้ในชาติปางก่อน : ธรรมเทศนา ‘หลวงพ่อสุธรรม’ วัดป่าบ้านตาด

Posted on December 25, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/624510

ผู้มีบุญที่ได้กระทำไว้ในชาติปางก่อน : ธรรมเทศนา 'หลวงพ่อสุธรรม' วัดป่าบ้านตาด

วันศุกร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.31 น.

“พระราชวชิรธรรมาจารย์ วิ.” หรือ “หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม” เจ้าอาวาสวัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) ตำบลบ้านตาด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เมตตาเทศนาธรรมในหัวข้อ “ปุพเพกตปุญญตา” ที่ “บ้านลานเสียงธรรม” ซอยนาคนิวาส 40 ลาดพร้าว 71 กรุงเทพมหานคร

นะโม 3 จบ “ปุพเพกตปุญญตา เอตมฺมงฺคลมฺุตตมนฺติ”… วันนี้ได้เข้ามาซึ่ง “บ้านลานเสียงธรรม” คือ ความรู้สึกปลื้มปีติไปกับท่านเจ้าภาพ ท่านประธานี่ คือ ท่านพันเอกสมศักดิ์ เพราะนี่ขนาดยังอยู่ในช่วงระยะของโควิดก็ยังไม่สามารถปิดกั้นความศรัทธาของคณะเหล่าชาวพุทธเราทั้งหลายได้ ยังพากันหลั่งไหลมาอย่างหนาแน่น นี่แสดงถึงความผู้มีจิตใจหนักแน่นอยู่ใน “บุญ” เพราะ “บุญ” อันนั้นแหละเป็นที่พึ่งของเราได้อย่างแท้จริง 

ชีวิตการเกิดขึ้นมาของพวกเรานั้น เราจะไปฝากเป็นฝากตายอะไรได้เล่า ทุกสิ่งทุกประการที่พวกเราเข้ามาเกี่ยวข้อง เราเข้ามาแตะต้อง จับต้อง ล้วนแต่เป็นของชั่วคราวทั้งนั้น นับตั้งแต่ร่างกายของเราเป็นต้นไป ก็ล้วนแต่เป็นของชั่วคราวทั้งนั้น แม้เราจะรัก เราจะชอบ เราจะยินดีพอใจ ขนาดไหนก็ตาม สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็ล้วนแต่เป็นของชั่วคราว เป็นของไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นชีวิตอันมีคุณค่าของเรา เราจะฝากไว้กับของที่เป็นชั่วคราวนั้น ก็รู้สึกว่าจะประมาทนอนใจเกินไป เพราะชีวิตของพวกเราท่านทั้งหลาย เราล้วนแต่ปรารถนาความสุข ความเจริญ นับตั้งแต่ความรู้เดียงสามาของพวกเรา 

เราก็พากันดิ้นรนทะเยอทะยานขวนขวาย แสวงหาตามความคาดหมายของเราเองว่า สิ่งใดมีสิ่งใดเป็นอย่างไรแล้วเราจะมีความสุข เราก็พากันดิ้นรน ทะเยอทะยานแสวงหาสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมาสู่ชีวิตของพวกเรา  

แต่แล้ว จริงๆ แล้ว ชีวิตของเราก็ยังไม่เคยประสบความสุข ตามที่เราปรารถนา ตามที่เราต้องการ ทั้งๆที่สิ่งที่เราปรารถนา เราต้องการ ก็ได้มา ก็เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น มันไม่ใช่ความสุข มันเป็นสิ่งที่เข้ามาให้ธาตุขันธ์ร่างกายของเราได้อาศัยช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น อย่างเก่งก็ไม่เกินร้อยปี แล้วผลที่สุดก็ต้องจากไป

เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเข้ามาเป็นสิ่งที่บำรุงบำเรอ หรือ บรรเทาให้แก่ร่างกายของเรานั้น มันไม่ใช่ตัวความสุข เพราะร่างกายของเรานั้นเราจะไปหาความสุขของร่างกายได้อย่างไรเล่า ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะทุกข์ได้กับร่างกายได้อีกแล้ว พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า “ภารา หะเวปัญจขันธา” ขันธ์ 5 นี่เป็นภาระหนักที่สุด ไม่มีภาระอะไรในโลกนี้ที่จะหนักเท่าภาระในการแบกขันธ์ 5 นี้ ก็เรียกว่า “ภาราหะโร จะปุคคะโล” บุคคลที่แบกภาระอันนี้ไปแหละ “ทุกขังโลเก” อันนี้เป็นทุกข์ที่สุดในโลก และเรามาพิจารณาดูว่า การได้มาซึ่งธาตุขันธ์ร่างกายอันนี้มา นับตั้งแต่เราได้มาในวันแรก เราได้มาด้กวยการร้องไห้ หรือ ได้มาด้วยการหัวเราะ นำไปพิจารณาดู เราก็ยืนยันได้ว่า ทุกคนล้วนได้กมาด้วยการร้องไห้ ไม่มีใครเกิดขึ้นมาพร้อมกับการหัวเราะเลย มีแต่เกิดขึ้นมาเพื่อการร้องไห้เท่านั้น  

นี่แหละ จุดเริ่มต้นของเรือนกายนี้ ก็เกิดขึ้นมาจากการร้องไห้ แม้จุดสุดท้ายของเรือนกายนี้ ก็ร้องไห้อีกเช่นกัน แม้คนตายไม่สามารถร้องไห้ได้ แต่ก็เป็นสาเหตุให้คนอื่นเขาร้องไห้ แล้วว่าการร้องไห้ทั้ง 2 จุดนี้ เป็นอย่างไร พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า “ชาติปิทุกขา ชะราปิทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิทุกขา อัปปิเยหิสัมปะโยโคทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโคทุกโข ยัมปิจฉัง นะ ละภะติตัมปิ ทุกขัง” ท่านบอกว่า ชาติความเกิดเป็นทุกข์ ทุกข์ชรา ความแก่ก็เป็นทุกข์ 

เพราะฉะนั้นความตายก็เป็นทุกข์ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจก็เป็นทุกข์ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ความกลุ้มอกกลุ้มใจก็เป็นทุกข์ ความปรารถนาไม่ได้สิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความได้อันสิ่งที่ไม่เป็นที่ปรารถนาก็เป็นทุกข์ เห็นไหมมันวนเวียนอยู่กับทุกข์เท่านั้นแหละ คือว่า เรือนกายนี้ ชีวิตนี้ จะมีแต่ทุกข์เกิด ทุกข์ดับ แต่ในขณะที่เราอยู่ด้วยการแบกขันธ์ 5 นี้ เพื่อความทุกข์ แต่เราก็สามารถเอาขันธ์ 5 ของเรานี่แหละ มาเป็นเครื่องมืออันประเสริฐได้ เอา 5 ขันธ์นี่ล่ะมาเป็นเครื่องมือ ที่จะเข้ามาที่จะบำรุงบำเรออบรมจิตใจดวงนี้

เพราะความสุขที่แท้จริงมันอยู่ที่จิตใจดวงนี้ มันไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย ร่างกายของคนเรามันเกิดมาแล้วก็เหมือนกันหมด ไม่มีใครแตกต่างกันหรอก ไม่ว่าจะคนดีคนชั่ว ไม่ว่าจะคนรวยคนจน พอเกิดขึ้นมาแล้ว ธรรมชาติเขาก็มอบสมบัติมาให้พร้อม ความเกิดนั่นแหล่ะว่า เธอเกิดขึ้นมาแล้ว เธอก็เอาความแก่ไป เธอเอาความเจ็บไป เธอเอาความตายไป เนี่ย ทุกคนจะให้เสมอเหมือนกันหมด คือ ร่างกาย แต่สิ่งที่ไม่เสมอเหมือนกันคือ “จิตใจ” จิตใจดวงนี้ที่ได้รับการอบรมก็เป็น “จิตใจ” ที่ทรงอรรถทรงธรรม

นับตั้งแต่การอบรมตั้งแต่ความเป็นปุถุชนคนมีกิเลสอย่างเราๆ ท่านๆ จนกระทั่งอบรมไปสู่สภาพความเป็นกัลยาณชน คือ ปุถุชนคนดี จากการเป็นกัลยาณชน ปุถุชน ก็เข้าไปสู่ความเป็น “อริยะบุคคล” จากความเป็นพระอริยะบุคคลก็เข้าสู่ความเป็น “พระอรหันต์” ได้ นี่แหละล้วนแต่อยู่ที่จิตที่ใจทั้งนั้น แล้วการอบรมจิตอบรมใจของเรา จะมีวิธีการใดที่แม่นยำและถูกต้อง ได้เท่ากับวิธีการขององค์ศาสดาเอกของโลก ก็คือ พระพุทธเจ้าของเรา ไม่มี

ฉะนั้นที่ใดๆ ในโลกนี้ก็ตามเถอะ ไม่มีลัทธิใดในโลกนี้ที่จะแสดงข้ออรรถข้อธรรมได้บริสุทธิ์ผุดผ่องจนถึงที่สุดได้ดั่งเช่น “องค์ศาสดา” ของพวกเรา เพราะฉะนั้นพวกเรามีโอกาสเกิดขึ้นมาในตระกูลของชาวพุทธ มีโอกาสเกิดขึ้นมาอัตภาพที่สมบูรณ์ ไม่พิกลพิการ ไม่ใบ้บ้าบอดหูหนวก จึงเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่พวกเราได้น้อมนำเอาขันธ์ 5 นี่แหล่ มาเป็นเครื่องมือรีบเร่ง ในการอบรมจิตอบรมใจของเราเสียแต่บัดนี้ เพราะธาตุขันธ์ร่างกายที่เราแบกไว้นี้ นั่นก็เป็นของเปราะบาง เป็นสิ่งที่เราจะนอนใจไม่ได้เลย เพราะถ้าหากเราไม่มีขันธ์ 5 นี้แล้ว ก็ไม่สามารถจะไปอบรมจิตอบรมใจของเราได้ เพราะการอบรมจิตอบรมใจก็ต้องการเครื่องมือ เครื่องมือที่ประเสริฐก็คือ ขันธ์ 5 นี้แล

แต่ขันธ์ 5 นี้เป็นของเปราะบางอย่างยิ่ง ที่เราประมาทนอนใจไม่ได้ อย่างเช่นที่พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า “อัชเชวะกิจจะ มาตัปปัง โก ชัญญา มะระณัง สุเว นะ หิ โน สังคะรันเตนะ มหาเสเนนะ มัจจุนา” ท่านบอกว่า ความตายไม่มีเครื่องหมายบอกเหตุว่าจะมาถึงเราในวันนี้ หรือ พรุ่งนี้ แต่ถ้าพญามัจจุราชมาถึงเราในเวลาใด ขณะใด หรือ อิริยาบถใดก็ตามเถอะ ไม่มีใครจะไปอ้อนวอนต่อต้านขอร้อง หรือ ติดสินบนกับพญามัจจุราชได้ เราจะไปอ้างว่า ฉันจะเป็นเด็ก เป็นเล็ก เป็นหนุ่มเป็นสาว คอยให้ฉันแก่เฒ่าก่อนแล้วค่อยตาย หรือ การงานของฉันยังไม่เสร็จ ให้ฉันทำงานเสร็จซะก่อน เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานให้โตเป็นหนุ่มเป็นสาวเสียก่อน แล้วค่อยตาย หรือ ฉันมีเงินเป็นสิบๆล้านแล้วฉันก็ให้พญามัจจุราชสัก 2-3 ล้าน แล้วไม่ต้องตาย

ท่านบอกว่า “มหาเสเนนะ มัจจุนา” ไม่มีใครจะไปต่อต้าน ต่อพญามัจจุราช ผู้มีเสนาอันยิ่งใหญ่ได้ แม้พญามัจจุราชมาถึงเราในขณะที่เรายังยืนอยู่ เราจะไปผลัดว่า ขอให้ฉันได้นอนก่อนแล้วค่อยตาย ไม่ได้เลย แล้วนับประสาอะไร เราจะไปผลัดวันประกันพรุ่งได้เล่า แต่ในขณะนี้แม้พญามัจจุราชจะวิ่งตามเราอยู่ก็ตาม แต่ยังมาไม่ถึงเรา ก็เป็นโอกาสที่เราจะนอบน้อมธาตุขันธ์ร่างกายนี้แหละ มาเป็นเครื่องมือรีบเร่งอบรมจิตอบรมใจเราเสียแต่บัดนี้

นับตั้งแต่การปูพื้นฐานในการอยู่ หรือ ความเป็นอยู่ของพวกเรา เพราะถ้าความเป็นอยู่ของพวกเรานั้น อยู่ด้วยความปีนเกลียว อยู่ด้วยความเศร้าหมองมืดมัว เราจะมาอบรมจิตอบรมใจของเรา สิ่งต่างๆ ทั้งหลายก็เป็น “ปลิโพธ” ความกังวล เข้ามาก่อกวนใจของเรา เราก็จะมาอบรมจิตอบรมใจของเราไม่ได้

เพราะฉะนั้นเราก็ต้องปูพื้นฐานเสียก่อน ปูพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน เพราะเราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราต้องอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เป็นคณะของเรา อยู่ด้วยกันเป็นหมู่คณะ หมู่คณะที่เราอยู่ด้วยกันล้วนแต่ปรารรถนาความร่มเย็นเป็นสุข ความเป็นอยู่ร่วมกันตั้งแต่ครอบครัว เป็นต้น จนกระทั่งหมู่คณะในวงงาน ในวงสังคม จนกระทั่งประเทศชาติ หมู่คณะในการอยู่รวมกันจะอยู่ร่วมกันด้วยความอบอุ่นร่มเย็น ก็เพราะการมีน้ำจิตน้ำใจต่อกัน

น้ำจิตน้ำใจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น หรือจับต้องไม่ได้ แต่จะแสดงออกด้วยการเจือจาน เผื่อแผ่ แบ่งปัน สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ซึ่งเราเรียกว่า “ให้ทาน” เพราะฉะนั้นในสังคมใดก็ตาม ถ้ามีการให้ทานกันอยู่เป็นเนืองนิจแล้ว สังคมนั้นมีแต่ความอบอุ่นร่มเย็น ดั่งเช่นสังคมชาวพุทธเราทั่วไป ที่เราเห็น ดั่งเช่นเราในขณะนี้ เราต่างท่าน ต่างคน ต่างมา ด้วยน้ำจิตน้ำใจ เต็มอกเต็มใจในการให้ทาน ในการสละ ด้วยการเผื่อแผ่แบ่งปันต่อกันซึ่งกันและกัน มาอย่างสม่ำเสมอ นี่คือเหตุแห่งการนำมาซึ่งความร่มเย็น ความอบอุ่นในการอยู่ร่วมกันเสมอ – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ทำยังไงถึงจะหายกลัวผี’ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Posted on December 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/623681

'ทำยังไงถึงจะหายกลัวผี' : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันอังคาร ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.30 น.

ถาม : เรียนถามพระอาจารย์ครับ ความกลัวทำยังไงถึงจะหายกลัวครับ เช่น ผีเป็นต้นครับ 

พระอาจารย์ อภิชาโต : ก็เวลาเจอผีก็ให้ท่องพุทโธ พุทโธไป สวดมนต์ไป อย่าไปคิดถึงผี เดี๋ยวใจสงบแล้ว ผีก็หายไป เพราะผีส่วนใหญ่ออกมาจากใจเราเอง ใจเราไปว่ามันเป็นผี ความจริงมันเป็นลมพัดใบไม้ ก็ว่าผีมาพัดแล้ว ผีมาแล้ว ได้ยินเสียงตุ๊กแก เสียงจิ้งจกวิ่งอยู่บนหลังคา มันก็คิดว่าผีมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ทำใจให้สงบ ด้วยการบริกรรมพุทโธ พุทโธ หรือดูลมหายใจ ดูไม่ได้ตอนนั้น ต้องพุทโธ หรือสวดมนต์ไป แล้วเดี๋ยวพอใจไม่ไปคิดถึงผี ผีมันก็หายไปเอง

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ปลุกความเพียรขึ้นมาด้วยการระลึกถึงเวลาของเราที่มีน้อยลงไปเรื่อยๆ’ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Posted on December 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/623477

'ปลุกความเพียรขึ้นมาด้วยการระลึกถึงเวลาของเราที่มีน้อยลงไปเรื่อยๆ' : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.51 น.

“…ขอให้พวกเราปลุกความเพียรของเราขึ้นมา ด้วยการระลึกถึงเวลาของเราที่จะมีน้อยลงไปเรื่อยๆ วันเวลาของเราผ่านไปๆ เรากำลังเดินเข้าหาความแก่ หาความเจ็บ เข้าหาความตายกัน เรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังสร้าง “มรรค” หรือกำลังสร้าง “ลาภยศสรรเสริญสุข” อยู่ ถ้าเราถามอย่างนี้บ่อยๆ เราจะได้รู้ทิศทางของเราว่าเรากำลังเดินไปในทิศทางใด ถ้าเราเดินไปในทิศทางที่สวนกับทางที่พระพุทธเจ้าทรงดำเนิน เราก็ควรที่จะยูเทิร์นเลี้ยวกลับ ถ้าเรายังเดินไปหาลาภยศสรรเสริญสุขอยู่ เราก็ควรที่จะยูเทิร์นเลี้ยวกลับมาหาการเจริญมรรค เลี้ยวกลับมาหาการทำทาน หาการรักษาศีล หาการภาวนา แล้วเราจะได้ไปถูกทาง แล้วเราจะได้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่ดีที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นความสุขปลอมอย่างทางของลาภยศสรรเสริญจะให้กับเรา เป็นความสุขปลอม เป็นความสุขที่เคลือบความทุกข์เอาไว้ เป็นความสุขชั่วคราว เดี๋ยวเดียว แล้วก็จะเกิดความทุกข์ตามมา 

แต่ถ้าไปทาง “มรรค” จะมีแต่ความสุขถาวร แต่จะมีความทุกข์เคลือบไว้อยู่ เพราะเป็นการเดินขึ้นภูเขา การปีนป่ายขึ้นภูเขานี้มันต้องเป็นเรื่องทุกข์ยากลำบากอย่างแน่นอน แต่เมื่อถึงยอดเขาแล้วมันสบาย มันจะสบายไปตลอด ทางมรรคนี้เรียกว่าทุกข์ต้นแต่สุขปลาย ทางลาภยศสรรเสริญสุขนี้ เรียกว่าสุขต้นแต่ทุกข์ปลาย เราจะเอาอย่างไหนดี “เอาสุขต้นทุกข์ปลายดี” หรือว่า “เอาทุกข์ต้นแล้วสุขปลายดี” เราจะเอาแบบพระพุทธเจ้าดีหรือเอาแบบปุถุชนดี ปุถุชนตอนที่เขามีกำลังวังชาเขามีความสามารถ เขาก็หาความสุขต่างๆ ผ่านทางลาภยศสรรเสริญ ผ่านตาหูจมูกลิ้นกายได้ แต่พอเวลาที่ร่างกายเขาหมดสภาพ ไม่สามารถหาได้ เขาจะหาอะไร…เขาก็จะหาแต่ความทุกข์ใส่ใจของเขาเท่านั้น แต่ทางของพระพุทธเจ้านี้ถึงแม้ว่าร่างกายจะแก่จะเจ็บจะตาย ใจก็ยังเป็น ปรมัง สุขัง อยู่…”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘งานของนักบวชที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้’ โอวาทธรรม ‘พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต’

Posted on December 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/623070

'งานของนักบวชที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้' โอวาทธรรม 'พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต'

วันเสาร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.09 น.

การบวชพระหรือบวชชีนี้เป็นการก้าวเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ สู่ร่มโพธิ์ร่มไทร สู่มรรคผลนิพพาน ที่พระบรมศาสดาได้ทรงดำเนิน และเผยแผ่ให้แก่สัตว์โลก ผู้ได้สะสมบุญบารมีมาพอเพียง ถ้าไม่ได้สะสมมาพอเพียง ถึงแม้อยากจะบวชก็จะไม่สามารถบวชได้ ผู้บวชได้จึงถือว่ามีบุญมีวาสนามีบารมีมาก จึงควรให้ความสำคัญต่อการบวช ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของนักบวช

ตอนที่เป็นฆราวาสหน้าที่หลักก็คือ การให้ทานกับการรักษาศีล ๕ พอบวชแล้วหน้าที่หลักก็คือศีล ๘ และภาวนา ทานก็ให้หมดแล้ว ในบรรดาวัตถุข้าวของเงินทองบุคคลต่างๆ จึงไม่ควรกังวลกับการให้ทาน นอกจากว่ามีเหลือกินเหลือใช้ ไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพก็ให้ได้ แต่หน้าที่หลักของนักบวชอยู่ที่การรักษาศีล ๘ และการภาวนา ทำจิตใจให้สงบและเจริญปัญญา ให้รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรมทั้งหลาย ว่าไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเราของเรา นี่คือหน้าที่หลักของนักบวช อยู่ตรงนี้

งานของนักบวชที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้ เรียกว่ากรรมฐาน เวลาบวชพระอุปัชฌาย์ต้องสอนกรรมฐาน ๕ คืออาการ ๕ ส่วนของร่างกายที่เห็นด้วยตา ได้แก่ผมขนเล็บฟันหนัง ที่มีอยู่ในร่างกายของทุกคน แต่ไม่ได้ทรงให้พิจารณาเพียง ๕ อาการนี้เท่านั้น แต่ทรงให้พิจารณาทั้ง ๓๒ อาการเลย เพียงแต่ว่าในเบื้องต้นทรงให้สอนแบบสั้นๆไปก่อน เริ่มต้นที่ผมขนเล็บฟันหนัง

ต่อไปก็ให้พิจารณาเข้าไปข้างในใต้ผิวหนัง เช่นเนื้อ เอ็น กระดูก ตับ ไต ปอด หัวใจ  ลำไส้ อาหารใหม่ อาหารเก่า และพวกน้ำต่างๆ เช่นน้ำเลือดน้ำหนองเป็นต้น เพราะอาการ ๓๒ เป็นความจริงของร่างกาย ไม่สวยไม่งาม ที่สัตว์โลกมักจะมองไม่เห็นกัน ที่ทำให้ติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดในกามภพ ก็คือความหลงติดอยู่ในรูปของร่างกายนี้เอง ว่าสวยว่างาม

นักบวชผู้ปรารถนาการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จึงต้องพิจารณาร่างกายให้เห็นว่าเป็นปฏิกูล มีสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ถูกขับถ่ายออกมาตามทวารต่างๆ เป็นอสุภะ ไม่สวยงาม น่าขยะแขยง มีผิวหนังปกปิดหุ้มห่อไว้ จึงทำให้มองไม่เห็น สัตว์โลกจึงมองเห็นว่าสวยงามน่ารักน่ายินดี จึงเกิดความกำหนัดยินดี เกิดราคะเกิดตัณหาขึ้นมา ทำให้ต้องดิ้นรนแสวงหาร่างกายมาเสพ มาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว ถ้าไม่ได้เจริญกรรมฐานพิจารณาอาการ ๓๒ นี้ ก็จะหลงติดไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด หน้าที่หลักของนักบวช คือการพิจารณาอาการ ๓๒ ของร่างกาย ให้เห็นว่าไม่สวยงามสกปรก มีสิ่งปฏิกูลขับออกมาตามทวารต่างๆตลอดเวลา นี่คืองานหลัก เป็นปัญญา เป็นวิปัสสนา เพื่อความรู้แจ้งเห็นจริง

ก่อนที่จะพิจารณาก็ให้ทำจิตใจให้สงบก่อน ด้วยหลักของสมถภาวนา จะใช้การสวดมนต์ไปก็ได้ จะนั่งหลับตาบริกรรมพุทโธๆไปก็ได้ หรือจะพิจารณาอาการ ๓๒ ไปก็ได้ เบื้องต้นก็กำหนดชื่อไปก่อน ท่องไปในใจ ผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็นกระดูกปอดหัวใจตับลำไส้ฯลฯ ใช้เป็นอารมณ์ของสมถะคือความสงบได้ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด ทำอะไร เราสามารถเจริญกรรมฐาน ๓๒ ได้อย่างต่อเนื่อง อย่าส่งจิตไปคิดเรื่องอื่น ให้อยู่กับกรรมฐาน ๓๒ นี้ อยู่กับพุทโธๆก็ได้ อยู่กับไตรลักษณ์ คืออนิจจังทุกขังอนัตตาก็ได้

หรืออยู่กับดินน้ำลมไฟก็ได้ เพราะร่างกายก็มาจากดินน้ำลมไฟ  ในที่สุดก็จะต้องกลับคืนสู่ดินน้ำลมไฟ ถ้าคิดพิจารณาอย่างนี้จะสงบเย็นสบาย จะเกิดปัญญา จะปลงจะปล่อยวาง จะดับกิเลสดับตัณหาได้ นี่คือเหตุที่พระบรมศาสดา ได้ทรงมอบให้พระอุปัชฌาย์ทุกรูปสั่งสอนกรรมฐาน ๕ ให้แก่กุลบุตรผู้ออกบวช ผู้ปรารถนาการหลุดพ้นจากความทุกข์

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,906,637 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
นายกฯ วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก วันจักรี
ไม่มีออมมือชำแหละนโยบายรัฐ อรรถกร ลั่น กล้าธรรม จัดเต็มฝ่ายค้าน
อนุทิน เปิดหัว ครม.นัดพิเศษ สั่งลุยงานวันแรก ย้ำทำเพื่อประชาชน
DBD ขนทัพ 40 แบรนด์ดัง บุกหาดใหญ่ สร้างเจ้าของกิจการ ฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้หลังอุทกภัย
ทรัมป์แถลงความคืบหน้าสงครามอิหร่าน ขู่ “จัดการอิหร่านได้ในคืนเดียว” กดดันเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ตะลึงทั้งงาน! โอปอล สุชาตา งามดั่งนางในตำนาน กลางงานพนมรุ้ง
นายกฯอนุทินให้คำมั่น พาประเทศพ้นวิกฤตพลังงาน เดินหน้าคนละครึ่ง-สินเชื่อเกษตรกร
รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน
งัดพรก.กำหนดค่ากลั่น ติดดาบอนุทิน สั่งกบง.หั่นต้นทุนทิพย์

Recent Posts

  • นายกฯ มั่นใจสงกรานต์ น้ำมันไม่ขาด ขอปชช.ปรับตัว หวั่นสถานการณ์ตะวันออกกลาง กลับมาเลวร้าย
  • ทรงศักดิ์ รับท้าทายคุม สทนช. แก้น้ำท่วม-แล้ง บอกโชคดี นั่งรองนายกฯ ได้ทำงานใกล้ชิดนายกฯ
  • ทรงศักดิ์ มั่นใจ รบ.หนู อยู่ครบ 4 ปี ไม่กังวลฝ่ายค้านแปลงเวทีแถลงนโยบายเป็นศึกซักฟอก
  • วันวิชิต เผยตัวละครลับ! กุญแจดอกสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ-อิหร่านหยุดยิง
  • ศาลอาญายกคำร้อง! ไม่ให้ประกันตัว ไผ่ ดาวดิน คดีชุมนุม 19 กันยาฯ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d